ทูตจีนมอบวัคซีนและเวชภัณฑ์ หนุนไทยต่อสู้โรคระบาดใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668160

วันที่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 11:50 น.ทูตจีนมอบวัคซีนและเวชภัณฑ์ หนุนไทยต่อสู้โรคระบาดใหญ่เมื่อวันศุกร์ (12 พ.ย.) จีนมอบวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ของซิโนแวค พร้อมเวชภัณฑ์ป้องกันโรคระบาดอันประกอบด้วยเครื่องผลิตออกซิเจน และเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว แก่ไทย

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ซึ่งเข้าร่วมพิธีรับมอบวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และเวชภัณฑ์ข้างต้น ณ ทำเนียบรัฐบาล แสดงความขอบคุณจีนที่สนับสนุนไทยต่อสู้กับโรคระบาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง และเผยว่าไทยพร้อมขยายความร่วมมือกับจีน โดยเฉพาะการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

นอกจากนั้นพลเอกประยุทธ์ยังกล่าวว่าไทยยินดีส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในทุกด้านอันรวมถึงเศรษฐกิจและกิจการระดับภูมิภาค ตลอดจนแสดงความยินดีวาระพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ก่อตั้งครบ 100 ปี ชื่นชมชัยชนะของจีนในการบรรเทาความยากจน

หานจื้อเฉียง เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่าจีนพร้อมทำงานร่วมกับไทยเพื่อต่อสู้โรคระบาดใหญ่และส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นการสื่อสารและการประสานงานในกิจการระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ และร่วมกันรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคและทั่วโลก

ขณะเดียวกันหานกล่าวว่าจีนและไทยเชื่อมถึงกันด้วยภูเขาและแม่น้ำ ผูกพันใกล้ชิดกันทางสายเลือด และมีสายสัมพันธ์ฉันมิตรอันยาวนาน โดยโรคระบาดใหญ่ถือเป็นบททดสอบความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ซึ่งส่งผลให้มิตรภาพจีน-ไทยยิ่งลึกซึ้งและความร่วมมือยิ่งแข็งแกร่ง

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

อดีตเจ้าหญิงมาโกะไปนิวยอร์ก เริ่มต้นชีวิตใหม่ในห้องเช่า 1 ห้องนอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668153

วันที่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 10:52 น.อดีตเจ้าหญิงมาโกะไปนิวยอร์ก เริ่มต้นชีวิตใหม่ในห้องเช่า 1 ห้องนอน  อดีตเจ้าหญิงมาโกะ โคมุโระ แห่งญี่ปุ่นเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเมื่อวันอาทิตย์นี้แล้วพร้อมกับสามีของเธอ เริ่มชีวิตใหม่จากวิถีในราชสำนักของจักรพรรดิที่ยึดกับขนบธรรมเนียมสมัยโบราณ มาเป็นชีวิตท่ามกลางแสงไฟสว่างไสวของนิวยอร์กหลังจากออกจากราชวงศ์

ทั้งคู่สมรสกันในกรุงโตเกียวเมื่อเดือนที่แล้วในพิธีส่วนตัวไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ หลังจากการซุบซิบของสื่อแท็บลอยด์และการบูลลี่จากสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการสมรสครั้งนี้ จนโคมุโระกล่าวว่าทำให้อดีตเจ้าหญิง “โศกเศร้าและเจ็บปวด”

มีข่าวลือเรื่องการย้ายไปสหรัฐอเมริกามานานแล้ว ในที่สุด คู่สามีภรรยาวัย 30 ปีทั้งสองก็ขึ้นเครื่องบินพาณิชย์ในวันอาทิตย์จากโตเกียวไปยังนิวยอร์ก โดยที่เค โคมุโระ เข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมายและตอนนี้ทำงานในนิวยอร์ก ซึ่งมีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่าเขาสอบไม่ผ่านเนติบัณฑิตที่นิวยอร์ก 

ตำรวจและเจ้าหน้าที่สนามบินได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ทั้งคู่ผ่านพ้นฝูงนักข่าวและตากล้องราว 100 คนโดยไม่ตอบคำถาม

มาโกะ หลานสาวของจักรพรรดินารุฮิโตะ เสียสถานะเจ้าหญิงเมื่อเธอแต่งงานกับสามัญชนภายใต้กฎหมายสืบราชสันตติวงศ์ที่ประกาศใช้หลังสงครามที่อนุญาตให้เฉพาะสมาชิกชายของราชวงศ์จักรพรรดิเท่านั้นที่จะขึ้นครองบัลลังก์

หลังจากประกาศหมั้นในปี 2560 ครอบครัวโคมุโระต้องเผชิญกับเรื่องอื้อฉาวจากการเปิดเผยของสื่อจำนวนมากที่กล่าวหาว่าครอบครัวของเค โคมุโระประสบปัญหาทางการเงิน

ราชวงศ์ของญี่ปุ่นมีมาตรฐานที่เข้มงวด และทำให้การแต่งงานที่ควรจะเกิดขึ้นก่อนการระบาดใหญ่ต้องเลื่อนออกไปนานนับปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งคู่โดยเฉพาะด้านจิตใจ และสำนักพระราชวังกล่าวว่ามาโกะมีอาการสุขภาพจากความเครียดหลังการกดดันของสื่อ

“ฉันกลัว รู้สึกเศร้า และเจ็บปวดทุกครั้งที่ข่าวลือด้านเดียวกลายเป็นเรื่องไร้สาระ” มาโกะกล่าวในงานแถลงข่าวหลังการแต่งงานของพวกเขา

เคกล่าวว่าเขารู้สึก “เสียใจมากที่มาโกะอยู่ในสภาพไม่ดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ” โดยกล่าวว่า “ผมรักมาโกะเรามีเพียงหนึ่งชีวิตและผมต้องการให้เราใช้มันกับคนที่เรารัก”

ความขัดแย้งรอบด้านของทั้งคู่และการย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้กับพระราชวงศ์อีกคู่ คือ เจ้าชายแฮร์รีและเมแกน มาร์เคิล แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งใช้ชีวิตที่ค่อนข้างหรูหราในคฤหาสน์ใหญ่โตและมักอยู่ในกระแสของสื่อตลอดเวลา

สื่อญี่ปุ่นกล่าวว่า เค โคมุโระได้ที่พักในนิวยอร์กแล้ว มีรายงานจากสื่อต่างประเทศว่าเป็นอพาร์ตเมนต์เช่าขนาด 1 ห้องนอน โดยรวมถือเป็นชีวิตที่เรียบง่ายจากเดิมในฐานะเจ้าหญิงมาก

แต่เดิมพระราชบิดาของอดีตเจ้าหญิงคือเจ้าชายอะกิชิโนะ ในฐานะมกุฏราชกุมาร ทรงประทับที่พระราชวังโทกูหรือพระราชวังอะกะซะกะในโตเกียว พระราชวังมี 72 ห้อง (ห้องรับแขก 12 ห้อง ห้องทำงาน 38 ห้อง ห้องพักอาศัย 22 ห้อง) มี 2 ชั้น และ 1 ชั้นใต้ดิน รวมพื้นที่ 538,000 ตารางฟุต

อย่างไรก็ตาม สื่อญี่ปุ่นบางรายรายงานว่าก่อนหน้านี้เค โคมุโระ มองหาอพาร์ตเมนต์ขนาด 2 ห้องที่ย่านอัปเปอร์อีสต์ไซด์ ราคาเช่าเดือนละ 800,000 เยน (ราว 230,370 บาท) ต่อเดือน ซึ่งถือว่าสูงพอสมควร แต่ห้องเช่าในนิวยอร์กถือว่ามีราคาแพงอยู่แล้ว

หากโคมุโระสอบเป็นทนายได้ เขาจะมีรายได้ปีละ 20 ล้านเยน (5,759,288 บาท) เทียบกับค่าเช่าต่อปี 10 ล้านเยน

นอกจากนี้ ยังมีสื่อญี่ปุ่นบางรายระบุว่ามาโกะอาจจะสมัครเข้าทำงานที่พิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Art ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลก ในนิวยอร์ก หากได้งานทำที่นั่นจะมีรายได้ประมาณปีละ 15 ล้านเยน (4,319,466 บาท) นอกจากนี้ การเลือกอพาร์ตเมนต์ของทั้งคู่ยังเกี่ยวข้องกับสถานที่ทำงานของทั้งสองคนด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่พักอาศัยของทั้งคู่ยังไม่เป็นที่ยืนยันอย่างเป็นทางการ 

ก่อนหน้านี้ มาโกะยังปฏิเสธไม่ยอมรับเงินก้อน 1.4 ล้านดอลลาร์ที่รัฐบาลจ่ายให้กับสมาชิกสตรีที่ถูกปลดออกจากสถานะราชวงศ์และปฏิเสธการจัดราชพิธีตามประเพณี

แผนเดิมคือให้เคเดินทางไปสหรัฐก่อนมาโกะ โดยอดีตเจ้าหญิงจะตามไปพบเขาหลังจากที่เธอได้รับหนังสือเดินทางเล่มแรก

แต่เคอยู่ที่ญี่ปุ่นนานกว่าที่คาดไว้เพื่อร่วมงานศพของตาของมาโกะ คือ ทัตสึฮิโกะ คาวาชิมะ ที่เสียชีวิตช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

Photo by Philip FONG / AFP

COP26 บรรลุข้อตกลงน่าผิดหวัง UN ชี้ ‘ใกล้จะหายนะ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668152

วันที่ 14 พ.ย. 2564 เวลา 10:31 น.COP26 บรรลุข้อตกลงน่าผิดหวัง UN ชี้ 'ใกล้จะหายนะ'เกือบ 200 ประเทศที่ข้าร่วมประชุมเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตกลงกันได้ในที่สุดหลังจากสองสัปดาห์ของการเจรจาที่ตกรองกันอย่างหนักหน่วง แต่ขาดประเด็นที่จำเป็นเพื่อควบคุมอุณหภูมิที่สูงขึ้นที่เป็นอันตราย

ประเทศร่ำรวยถูกกล่าวหาว่าล้มเหลวในการประชุมสุดยอด COP26 ในกลาสโกว์ในการจัดหาเงินทุนที่จำเป็นมากให้กับประเทศซึ่งมีความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ทะเลที่เพิ่มขึ้น ไฟไหม้และพายุ จากภาวะโลกร้อน

อาโลก ชาร์มา (Alok Sharma) ประธาน COP26 ของสหราชอาณาจักรสรุปการเจรจาที่ยืดเยื้อเมื่อคืนนี้โดยบอกกับผู้ร่วมประชุมว่า “ถึงเวลาตัดสินใจแล้ว และทางเลือกที่คุณวางแผนไว้มีความสำคัญอย่างยิ่ง”

แต่จีนและอินเดียยืนกรานว่าภาษาที่ใช้ในข้อตกลงโดยแก้ไขเนื้อความจากการหยุดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจมาเป็นการทะยอยลดการใช้เท่านั้น

ในขณะที่ข้อตกลงสุดท้ายจบลง ชาร์มาทั้งน้ำตากล่าวว่า “ผมขอโทษสำหรับกระบวนการที่เกิดขึ้นกลายเป็นแบบนี้ ผมเสียใจอย่างสุดซึ้ง” ก่อนที่จะทุบค้อนของเขา

ข้อตกลงยังคงรักษาเป้าหมายความตกลงปารีสปี 2015 ในการจำกัดอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มขึ้นอีก 1.5-2 องศาเซลเซียสให้เป็นเป้าหมายที่ทำได้จริง และยังตกลงจะหาเงินทุนสำหรับประเทศที่เสี่ยงต่อความแห้งแล้ง น้ำท่วม และพายุที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศมากที่สุดโดยน้ำทะเลที่สูงขึ้น

แต่ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวยังไม่เพียงพอต่อความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงภาวะโลกร้อนที่เป็นอันตรายต่อมนุษยชาติ และยังไม่พอที่จะช่วยให้ประเทศต่างๆ ปรับตัวหรือชดใช้ความเสียหายจากภัยพิบัติที่คลี่คลายไปทั่วโลก

อันโตนิโอ กูเตอร์เรส (Antonio Guterres) เลขาธิการสหประชาชาติ ยินดีกับข้อตกลงดังกล่าว แต่เน้นว่ายัง “ไม่เพียงพอ”

“เรายังคงใกล้จะเปิดประตูแห่งภัยพิบัติทางสภาพอากาศ” เขากล่าวเสริม

เกรียตา ทืนแบร์ย (Greta Thunberg) นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน กล่าวว่า การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จใดๆ นอกจาก “บลา บลา บลา” ซึ่งสะท้อนความคิดเห็นของเธอก่อนหน้านี้

ลอเรนซ์ ทูเบียนา (Laurence Tubiana) ผู้ออกแบบความตกลงปารีสบอกกับ AFP ว่า “COP ล้มเหลวในการให้ความช่วยเหลือทันทีสำหรับผู้ที่ทุกข์ทรมานในขณะนี้”

แต่คำแถลงจากคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าว “ทำให้เป้าหมายของปารีสมีชีวิตอยู่ต่อไป”

บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลเป็นเจ้าภาพการเจรจา ยืนยันว่าข้อตกลงนี้เป็น “ก้าวที่ยิ่งใหญ่” แม้ว่าจะจำเป็นต้องดำเนินการอีกมากก็ตาม ข้อความสุดท้ายในข้อตกลงได้เรียกร้องให้นานาประเทศเร่งความพยายามในการ “เลิกใช้” ถ่านหินที่ไม่ผ่านการกรอง และ “เลิกใช้” เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ผู้ปล่ยก๊าซรายใหญ่อย่างจีนและอินเดียคัดค้านการกล่าวถึงเชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษ และภาษาในข้อความสุดท้ายมีลักษณะ “อ่อนลง” ยิ่งขึ้นกว่าฉบับร่างก่อนหน้านี้อย่างมาก

ข้อตกลงดังกล่าวยังเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งลดการปล่อยมลพิษโดยยื่นแผนระดับชาติใหม่ภายในปี 2022 ซึ่งเร็วกว่าที่ตกลงกันในปารีสสามปี

แต่หลังจากการต่อต้านจากประเทศร่ำรวยที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ข้อความดังกล่าวได้ละเว้นการอ้างอิงถึงแหล่งเงินทุนเฉพาะสำหรับความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา

แทนที่จะแข็งขันขึ้น ข้อตกลงให้สัญญาเพียงแค่ควารจะมีการ “สนทนาหารือ” (dialogue) ในอนาคตเกี่ยวกับเรื่องนี้

เชานา อมินาถ (Shauna Aminath) รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมมัลดีฟส์กล่าวว่า “สำหรับบางประเทศ การสูญเสียและความเสียหายอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสนทนาและการเจรจา” “แต่สำหรับเรา เรื่องนี้เป็นเรื่องของการเอาตัวรอด” ทั้งนี้ มัลดีฟส์เป็นหนึ่งในประเทศที่จะจมน้ำจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน

แม้ว่าเจ้าภาพกล่าวว่าพวกเขาต้องการให้ COP26 ควบคุมไม่ให้อุณหภูมิขึ้นสูงสุดเกิน 1.5 องศาฯ แต่การประเมินทางวิทยาศาสตร์ของสหประชาชาติเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกล่าวว่าแผนการรับมือด้านอากาศล่าสุดของประเทศต่างๆ จะทำให้โลกต้องร้อน 2.7 องศาฯ หมายความว่ามันไม่เพียงพอและยังทำร้ายโลกยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้น ข้อความในข้อตกลงจึงระบุว่า “ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง” ที่ประเทศที่ร่ำรวยยังล้มเหลวในการจัดเงินช่วยเหลือ 100,000 ล้านดอลลาร์ที่พวกเขาสัญญาไว้เมื่อกว่าทศวรรษที่แล้ว เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ จ่ายเงิน “อย่างเร่งด่วนและภายในปี 2025”

นอกจากนี้ยังสัญญาว่าจะเพิ่มการเงินเป็นสองเท่าเพื่อช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นภายในวันเดียวกัน

แต่ประเทศกำลังพัฒนากล่าวว่า มันไม่ยุติธรรที่การประชุมสุดครั้งนี้บรรลุข้อตกลงที่ไม่สมดุลต่อประทเศกำลังพัฒนา โดยให้น้ำหนักกับ “การบรรเทา” ด้วยการทิ้งเชื้อเพลิงฟอสซิลและปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ประเทศกำลังพัฒนาต้องการคำแนะนำเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับวิธีที่พวกเขาสามารถรับมือกับการลดคาร์บอน โดยไม่กระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันก็ปรับตัวให้เข้ากับภัยธรรมชาติที่เกิดจากภาวะโลกร้อนด้วย

“เราได้รับแจ้งว่า COP26 เป็นโอกาสสุดท้ายที่ดีที่สุดที่จะรักษาอุณหภูมิไม่ให้เกิน 1.5 องศาไว้ได้ แต่มัน (การสานต่อเป้าหมาย) อาการหนักเสียแล้ว” Amanda Mukwashi ซีอีโอของ Christian Aid กล่าว

“ประเทศที่ร่ำรวยเตะถ่วงไปพร้อมกับคำมั่นสัญญาในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนที่ผู้คนในแนวหน้าของวิกฤตนี้ต้องการ”

เทเรซา แอนเดอร์สัน (Teresa Anderson) ผู้ประสานงานนโยบายสภาพภูมิอากาศของ ActionAid International กล่าวว่า COP26 เป็น “การดูถูกผู้คนนับล้านที่ชีวิตถูกทำลายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ”

Photo by Ben STANSALL / AFP

เมื่อชาวบ้านลืมความเลวร้ายของรุ่นพ่อ เทคะแนนให้นักการเมืองทายาทเผด็จการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668059

วันที่ 13 พ.ย. 2564 เวลา 18:45 น.เมื่อชาวบ้านลืมความเลวร้ายของรุ่นพ่อ เทคะแนนให้นักการเมืองทายาทเผด็จการประชาชนมองข้ามความเลวร้ายของนักการเมืองรุ่นพ่อพากันหนุนทายาททางการเมืองรุ่นลูก

แม้ว่าสมัยพ่อจะถูกประชาชนตราหน้าว่าเป็นผู้นำจอมเผด็จการที่เข่นฆ่าผู้คนอย่างโหดร้ายและคอร์รัปชันจนร่ำรวยอยู่บนกองเงินกองทองของประเทศ แต่คนรุ่นลูกกลับได้รับคะแนนเลือกตั้งท่วมท้นจากประชาชนจนได้หวนกลับสู่เส้นทางการเมืองอีก

เรากำลังจะพูดถึงตระกูลมาร์กอส ที่มี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส นั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่ยาวนานที่สุดถึง 21 ปีคือ ตั้งแต่ปี 1965-1986 และ เฟอร์ดินานด์ “บองบอง” มาร์กอส จูเนียร์ ลูกชายของเขา

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ภาพ: wikipedia

มาร์กอสผู้พ่อเป็นที่จดจำในฐานะหนึ่งในผู้นำเผด็จการที่มีเรื่องอื้อฉาวมากที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชัน การใช้ชีวิตอย่างหรูหรา (จากเงินที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงมา) ในขณะที่ประชาชนยากจนข้นแค้น หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนและใช้ความรุนแรงเข่นฆ่าประชาชนที่เห็นต่างอย่างโหดร้ายภายใต้การประกาศกฎอัยการศึกยาวนานเกือบ 10 ปี

รัฐบาลฟิลิปปินส์ประมาณการณ์ว่าอดีตประธานาธิบดีมาร์กอสและพวกยักย้ายเงินออกจากธนาคารกลางของฟิลิปปินส์ด้วยการโอนไปยังบัญชีธนาคารในต่างประเทศและการซื้อข้าวของหรูหรา อาทิ งานศิลปะและเครื่องเพชรต่างๆ รวมทั้งสิ้น 5,000-10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เรียกว่ายุคนั้นเป็นยุคแห่งฝันร้ายสำหรับชาวฟิลิปปินส์หลายๆ คน ทว่าชาวฟิลิปปินส์อีกจำนวนไม่น้อยยังนิยมในตัวมาร์กอสผู้พ่ออยู่ ซึ่งส่งผลมายังคนในครอบครัวที่ลงเล่นการเมืองในภายหลังด้วย

ดังจะเห็นได้จากการที่สมาชิกครอบครัวมาร์กอสยังได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนชาวฟิลิปปินส์อย่างท่วมท้นจนได้กลับเข้ามาโลดแล่นในเส้นทางการเมืองอีกครั้งหลังจากทั้งครอบครัวต้องลี้ภัยไปยังฮาวายเมื่อปี 1986 เพราะถูกประชาชนลุกฮือปฏิวัติ

อิมเลดา มาร์กอส อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ที่อพาร์ทเม้นต์ในกรุงมะนิลาที่ประดับตกแต่งด้วยงานศิลปะของศิลปินชื่อก้องโลก รวมทั้งปิกัสโซ (บนขวา) AFP PHOTO/ROMEO GACAD

อิเมลดา มาร์กอส อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งที่ถูกทางการฟิลิปปินส์ตั้งข้อหาทั้งแพ่งและอาญากว่า 60 ข้อหา เคยชนะการเลือกตั้งและได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัย ไอมี มาร์กอส ลูกสาว ได้รับเลือกให้เป็นทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ว่าราชการจังหวัดอิโลกอสนอร์เต ก่อนจะขยับมาเป็นวุฒิสมาชิกในปัจจุบัน

ส่วนลูกชายเพียงคนเดียวคือ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือบองบอง ไต่เต้าจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดอิโลกอส นอร์เต จนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 สมัย เป็นวุฒิสมาชิก และยังลงชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในปี 2016 ซึ่งแพ้ให้กับ เลนี โรเบรโก ไปเพียง 0.64% ด้วยคะแนนเสียงเกือบ 14 ล้านเสียง หรือคิดเป็น 32% ของคะแนนทั้งหมด

คะแนนเสียงมหาศาลในสนามการเลือกตั้งระดับชาตินี้บ่งบอกได้เป็นอย่างดีความนิยมในตระกูลมาร์กอสของชาวฟิลิปปินส์ยังมีอยู่ไม่น้อย

นอกจากนี้ บองบองยังลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่จะจัดการเลือกตั้งกันในเดือน พ.ค.ปีหน้า และได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น ถึงขนาดที่ว่าแรงงานชาวฟิลิปปินส์ที่ไต้หวันรวมตัวกันจัดอีเว้นต์ส่งเสียงสนับสนุนเขาเต็มที่

แน่นอนว่าความทรงจำเลวร้ายโดยเฉพาะการใช้กฎอัยการศึกภายใต้การปกครองของมาร์กอสผู้พ่อยังคงอยู่ในใจของชาวฟิลิปปินส์ แต่ก็เป็นอย่างที่ผลการเลือกตั้งท้องถิ่นชี้ชัดแล้วว่าบางคนยังโหยหาความเป็น เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส

เทียร่าประดับเพชรและไข่มุกทะเลใต้ หนึ่งในคอลเลคชันเครื่องเพชรของอิเมลดาที่ถูกทางการฟิลิปปินส์ยึด AFP PHOTO Joel NITO

สำนักข่าว New York Times ระบุว่า ชาวฟิลิปปินส์กลุ่มหลังนี้มองว่าสมัยของมาร์กอสคือ “ยุคทอง” ของเศรษฐกิจ เพราะขณะนั้นฟิลิปปินส์คือเสือของเอเชีย ริชาร์ด เนเกรอ ชาวกรุงมะนิลาที่เกิดหลังจากมาร์กอสถูกล้มล้างอำนาจ 2 ปี เผยกับ New York Times ว่า “ผมคิดว่ามาร์กอสคือประธานาธิบดีที่ดีที่สุด นั่นคือตอนที่ฟิลิปปินส์คือผู้นำของเอเชีย เราเคยได้รับความนับถือ”

อิเมลดา ออร์ดูนญา ครูเกษียณวัย 70 ปีเผยว่า เธอจำได้ดีว่าในสมัยของมาร์กอสผู้พ่อการจราจรไม่ติดขัด ตำรวจไม่ข่มขู่เอาสินบน “ชีวิตง่ายกว่านี้ในสมัยของมาร์กอส เรามีความสงบเรียบร้อยและการคอร์รัปชันน้อยมาก”

เช่นเดียวกับ แอปเปิล บุยซา พนักงานวัย 26 ปี เธอบอกว่า ประเด็นเรื่องเครื่องเพชรของ อิเมลดา มาร์กอส ไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเธอในการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปีหน้า เธอรู้สึกผิดหวังกับรัฐบาลปัจจุบันมากๆ เพราะต้องใช้เวลาเดินทางนานหลายชั่วโมงฝ่าการจราจรติดขัดไปทำงาน เธอได้ยินมาว่าฟิลิปปินส์เป็นระเบียบเรียบร้อยมากในสมัยของมาร์กอส

และ มิเชลล์ ปูลุมบาริส โอเปอเรเตอร์วัย 31 ปี เธอไม่เป็นห่วงเรื่องกฎอัยการศึกหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน “สำหรับฉัน เรื่องเหล่านั้นมันจบไปแล้ว ช่วงนั้นคือช่วงที่เศรษฐกิจของเราบูม แม้แต่อิเมลดาก็ทำเรื่องดีๆ ตั้งหลายเรื่อง เธอเผยแพร่วัฒนธรรมของเราให้โลกรู้ ฉันให้อภัยเธอเรื่องที่มีรองเท้าหลายคู่”

ส่วนตัวบองบองเองเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่จำเป็นต้องขอโทษกับสิ่งที่พ่อตัวเองทำ และบอกอีกว่าภายใต้การบริหารของพ่อมีการสร้างถนนหลายพันไมล์ ฟิลิปปินส์มีอัตราการรู้หนังสือสูงที่สุดในเอเชีย และเป็นผู้ส่งออกข้าวไม่ใช่ผู้นำเข้าข้าวอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

ดูเหมือนว่าครอบครัวมาร์กอสจะหลงลืมความเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นกับฟิลิปปินส์ในเงื้อมมือของมาร์กอส และพยายามพูดแต่เรื่องดีๆ ของเขาแทน

ลิซานโดร เคลาดิโอ ศาสตราจารย์จากศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโตเผยกับ New York Times ว่า ครอบครัวมาร์กอสเปลี่ยนเรื่องเล่าทางการเมืองตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยหันมาให้ความสำคัญกับความสำเร็จของมาร์กอสแทนเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นตัวร้าย

ช่วงหลายปีที่ผ่านมาสื่อโซเชียลมีเดียของฟิลิปปินส์เต็มไปด้วยเนื้อหา รูปภาพ และคลิปวิดีโอที่โน้มน้าวให้ชาวฟิลิปปินส์ชื่นชมในตัวมาร์กอสและโจมตีฝ่ายตรงข้าม ซึ่งทำอย่างเป็นระบบจนเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงเกิดการปลุกผีมาร์กอสขึ้นมา

เรื่องนี้ บริตทานี ไคเซอร์ อดีตพนักงานของ Cambridge Analytica (เคมบริดจ์ แอนาลิติกา) บริษัทวิจัยข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในทางการเมืองที่เคยถูกแฉว่านำข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊คมาทำแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งให้อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เผยกับ Rappler สื่อของฟิลิปปินส์ว่า บองบองได้ติดต่อให้บริษัท “รีแบรนด์” ภาพลักษณ์ของตระกูลมาร์กอสในโซเชียลมีเดีย

ทว่า ในเวลาต่อมา วิค โรดริเกซ ตัวแทนของบองบองปฏิเสธข้อกล่าวหาของไคเซอร์

ด้าน Rappler รายงานว่า การสร้างเพจใหม่ๆ เพื่อเผยแพร่เนื้อหาเชียร์มาร์กอสเริ่มเพิ่มขึ้นในช่วงปี 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่อิเมลดาเผยว่าต้องการจะสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และเพิ่มขึ้นเรื่อยมาหลังจากการเลือกตั้งในปี 2016 ลกยาวมาจนถึงช่วงการเลือกตั้งปี 2019 ที่ ไอมี มาร์กอส ลงสมัครวุฒิสมาชิก

และเชื่อว่าน่าจะมีอยู่จนถึงขณะนี้ที่บองบองกำลังจะลงสนามชิงเก้าอี้ผู้นำฟิลิปปินส์ในปีหน้า ซึ่งเราจะต้องจับตามองกันว่าคนในตระกูลมาร์กอสจะกลับมาครองอำนาจได้อีกครั้งอย่างที่พวกเขาต้องการมาตลอดหรือไม่

นอกจากลูกชายของ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส แล้ว ฝั่งยุโรปก็มี ราเคเล มุสโสลินี หลานสาวของ เบนิโต มุสโสลินี อดีตผู้นำเผด็จการฟาสซิสต์ของอิตาลี ที่ชนะการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงโรมด้วยคะแนนสูงสุดเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนี้เป็นการได้ตำแหน่งสมัยที่ 2 ของเธอ

หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะนามสกุลที่ทำให้เธอได้รับตำแหน่ง แต่เจ้าตัวให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ La Repubblica ว่า เธอเชื่อว่าชาวอิตาลีไม่ได้สนใจนามสกุลของเธอเท่ากับผลงานที่เธอทำงานรับใช้ชาวกรุงโรม

และราเคเลไม่ใช่ทายาทของมุสโสลินีคนแรกที่ลงเล่นการเมือง ก่อนหน้านี้ อเลสซานดรา มุสโสลินี พี่น้องต่างแม่ของราเคเล ได้นั่งเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคขวากลาง People of Freedom ของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโกนี อดีตนายกรัฐมนตรีของอิตาลี และเคยเป็นสมาชิกรัฐสภายุโรปด้วย

เรื่องราวทางการเมืองของทายาทผู้นำเผด็จการทั้งสองคนทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย และหนึ่งในนั้นคือ ความบอบช้ำจากการกระทำของคนรุ่นก่อนลบเลือนไปจากใจของชาวฟิลิปปินส์และชาวอิตาลีตามกาลแล้ว หรือพวกเขาเลือกที่จะมองข้ามแล้วสนใจเฉพาะผลงานของทายาทรุ่นใหม่กันแน่

Photo by Rouelle Umali / POOL / AFP, Photo by STRINGER / ANSA / AFP

สุนิสา ลี เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกถูกฉีดสเปรย์พริกไทยใส่เพราะเป็นเอเชีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668128

วันที่ 13 พ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.สุนิสา ลี เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกถูกฉีดสเปรย์พริกไทยใส่เพราะเป็นเอเชียเกิดเหตุการณ์เหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียกับ สุนิสา ลี นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกเชื้อสายม้ง-อเมริกัน

สำนักข่าว AFP รายงานว่า สุนิสา ลี (Sunisa Lee) นักกีฬายิมนาสติกเชื้อสายม้ง-อเมริกันเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ข่าว PopSugar ของสหรัฐว่า เธอเพิ่งเจอเหตุการณ์เหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียด้วยการฉีดสเปรย์พริกไทยใส่เมื่อเร็วๆ นี้

ลีเล่าว่า ระหว่างที่เธอกับเพื่อนๆ ชาวเอเชียกำลังยืนรอรถแท็กซี่ของอูเบอร์ที่ลอสแองเจลิส จู่ๆ ก็มีรถยนต์คันหนึ่งแล่นผ่านมาแล้วคนในรถก็ฉีดสเปรย์พริกไทยใส่ที่แขน และตะโกนใส่ด้วยถ้อยคำหยาบคาบเหยียดเชื้อชาติ ก่อนจะรีบขับรถออกไป

“ฉันโกรธมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะรถคันนั้นขับออกไปแล้ว” ลีเผย “ฉันไม่ได้ทำอะไรกับพวกเขา และการมีชื่อเสียง มันเป็นเรื่องยากมาก เพราะฉันไม่อย่างทำอะไรที่จะสร้างปัญหาให้ตัวเอง ฉันเลยต้องปล่อยมันไป”

ทั้งนี้ ลีมีชื่อเสียงโด่งดังหลังสร้างประวัติศาสตร์คว้าเหรียญทองโอลิมปิก 2020 จากกีฬายิมนาสติกในประเภทอุปกรณ์รวมมาครองในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการป้องกันแชมป์ของสหรัฐต่ออีกสมัยหลังจากที่ ซิโมน ไบลส์ นักยิมนาสติกชาวอเมริกันวัย 24 ปี และเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก 2016 ประเภทอุปกรณ์รวม ประกาศถอนตัวจากการแข่งขันกะทันหันเนื่องจากปัญหาสภาพจิตใจ

ข้อมูลของสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ FBI ของสหรัฐระบุว่า สหรัฐเผชิญปัญหาเหยียดเชื้อชาติชาวเอเชียเพิ่มมากขึ้นในช่วงปี 2020 ซึ่งนักเคลื่อนไหวระบุว่าเป็นผลมาจากการที่อดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียก Covid-19 ว่า เชื้อไวรัสจีน

REUTERS/Lindsey Wasson

เข้มสุด! เมืองเสิ่นหยางของจีนสั่งนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนกักตัว 56 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668121

วันที่ 13 พ.ย. 2564 เวลา 15:00 น.เข้มสุด! เมืองเสิ่นหยางของจีนสั่งนักท่องเที่ยวต่างชาติทุกคนกักตัว 56 วันเฝ้าระวังสุดเข้มทางการเมืองเสิ่นหยางออกกฎนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องกักตัวอย่างน้อย 56 วัน

New York Times รายงานว่า ทางการเมืองเสิ่นหยางทางตอนเหนือของจีนบังคับใช้มาตรการการกักตัวสุดเข้มงวดโดยกำหนดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องกักตัวอย่างน้อย 56 วัน

การกักตัวดังกล่าวแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ กักตัวที่โรงแรมไม่น้อยกว่า 28 วัน โดยห้ามเปิดประตูในทุกกรณียกเว้นการรับอาหารเท่านั้น และระหว่างนั้นต้องตรวจหาเชื้อทั้งหมด 7 ครั้ง เมื่อกักตัวที่โรงแรมครบแล้วต้องกลับมากักตัวที่บ้านต่ออีก 28 วัน

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนเองก็ต้องปฏิบัติตามกฎการกักตัวอย่างเข้มงวดเช่นกันคือ คนจีนจากพื้นที่อื่นที่ต้องการเดินทางเข้าเมืองเสิ่นหยางต้องกักตัวในโรงแรม 2 สัปดาห์ และเฝ้าระวังอาการอยู่ที่บ้านต่ออีก 2 สัปดาห์

มาตรการนี้ถูกใช้ในเมืองเสิ่นหยางมากว่า 1 เดือนแล้ว หลังจากจีนเริ่มล็อกดาวน์เมืองต่างๆ เมื่อช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาเนื่องจากพบการระบาดรอบใหม่

นอกจากมาตรการกักตัวแล้ว ก่อนหน้านี้ทางการจีนยังสร้างศูนย์กักตัวขนาด 5,000 ห้องในพื้นที่แถบชานเมืองของเมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง เพื่อรองรับคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ซึ่งบ่งชี้ว่าจีนจะยังไม่ผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มพรมแดนเร็วๆ นี้

REUTERS/Thomas Peter

คนใกล้ชิดเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ลาออกเซ่นปมเรียกรับเงินแลกเครื่องราชย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668108

วันที่ 13 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.คนใกล้ชิดเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ลาออกเซ่นปมเรียกรับเงินแลกเครื่องราชย์คนรับใช้ใกล้ชิดเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ของอังกฤษลาออกท่ามกลางข่าวฉาวเรียกรับเงินแลกเครื่องราชย์

มูลนิธิเดอะปรินซ์ (The Prince’s Foundation) ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งราชวงศ์อังกฤษประกาศว่า ไมเคิล ฟอว์เซตต์ คนรับใช้ใกล้ชิดของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้ามูลนิธิเดอะปรินซ์แล้ว หลังมีกรณีฉาวว่าเขาเรียกรับเงินจากมหาเศรษฐีชาวซาอุดีอาระเบียเพื่อแลกกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ฟอว์เซตต์ซึ่งเคยเป็นคนรับใช้ใกล้ชิดของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ยอมสละตำแหน่งหัวหน้ามูลนิธิเดอะปรินซ์เมื่อต้นเดือย ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากมีการกล่าวหาว่าเขาใช้ตำแหน่งหน้าที่และอิทธิพลของตัวเองช่วยให้นักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของอังกฤษและสัญชาติอังกฤษเพื่อแลกกับเงินบริจาค

หลังจากนั้นทางมูลนิธิได้สวบสวนเรื่องดังกล่าว และยืนยันว่าเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารและไม่ทราบว่ามีการเรียกรับเงิน ส่วนสำนักราชเลขาธิการพระตำหนักแคลเรนซ์เผยกับสำนักข่าว CNN ก่อนหน้านี้ว่า เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์สนับสนุนการเดินหน้าสอบสวนเรื่องดังกล่าวเต็มที่

หนังสือพิมพ์ Sunday Times รายงานว่า ฟอว์เซตต์ถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งและอิทธิพลของตัวเองช่วยให้ มาห์ฟูซ มาเรอิ มูบารัค บิน มาห์ฟูซ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษชั้น CBE ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องราชย์ชั้นสูงที่สุดที่ให้กับบุคคลที่ไม่ได้เป็นพลเมืองของเครือจักรภพอังกฤษ

Sunday Times รายงานอีกว่า มาห์ฟูซบริจาคเงินก้อนใหญ่สำหรับโครงการปรับปรุงซ่อมแซมแก่มูลนิธเดอะปรินซ์ โดย Sunday Times กล่าวหาว่า ฟอว์เซตต์ซึ่งลาออกจากตำแหน่งคนรับใช้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ตั้งแต่ปี 2003 แต่ยังทำงานใกล้ชิด เป็นคนประสานงานให้มาห์ฟูซได้ทั้งเครื่องราชย์และสัญชาติ

ขณะที่มาห์ฟูซปฏิเสธว่าตัวเองไม่ได้ทำผิด

Photo by PHIL NOBLE / POOL / AFP

แฉสถานทูตจีนล็อบบี้ธุรกิจสหรัฐให้ค้านกฎหมายเกี่ยวกับจีนในสภา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668103

วันที่ 13 พ.ย. 2564 เวลา 11:27 น.แฉสถานทูตจีนล็อบบี้ธุรกิจสหรัฐให้ค้านกฎหมายเกี่ยวกับจีนในสภาแหล่งข่าวเผยสถานทูตจีนพยายามล็อบบี้นักธุรกิจสหรัฐให้คัดค้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจีนในสภาคองเกรส

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องดังกล่าวว่า ช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทางการจีนพยายามส่งจดหมายและพบปะบุคคลในวงการธุรกิจหลายคนเพื่อกดดันให้ผู้บริหาร บริษัท และกลุ่มธุรกิจสหรัฐคัดค้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจีนในสภาคองเกรสของสหรัฐ

จากข้อมูลของแหล่งข่าวและจดหมายที่สำนักงานด้านเศรษฐกิจและการค้าของสถานทูตจีนที่ Reuters ได้อ่านพบว่า จดหมายจากสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันดีซีของสหรัฐกดดันให้ผู้บริหารหลายคนของสหรัฐเรียกร้องให้สมาชิกสภาคองเกรสเปลี่ยนแปลงหรือปัดตกร่างกฎหมายเฉพาะที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐ

เนื้อความในจดหมายนั้น เจ้าหน้าที่ของจีนเตือนบรรดาบริษัทต่างๆ ว่า หากร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจีนถูกบังคับใช้เป็นกฎหมาย พวกเขาจะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดหรือเสียรายได้ในจีน

สถานทูตจีนและหัวหน้าสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าไม่ได้ตอบคำถามของ Reuters

Reuters ระบุอีกว่า แหล่งข่าวเผยว่าคำร้องขอของจีนทำให้นักธุรกิจบางรายที่ได้รับจดหมายดังกล่าวกังวลว่าหากพวกเขาล็อบบี้สมาชิกสภาคองเกรสในประเด็นที่เกี่ยวข้องในอนาคตตามคำขอของจีน จะเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายขึ้นทะเบียนตัวแทนต่างชาติ (FARA) ของสหรัฐ

ทังนี้ กฎหมายนวัตกรรมและการแข่งขันของสหรัฐ (USICA) ซึ่งเสริมสร้างศักยภาพของสหรัฐในการแข่งขันกับจีน และจัดหาเงินทุนสนับสนุนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่เป็นที่ต้องการของโลก ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกฉบับหนึ่งคือ กฎหมายพญาอินทรี (Eagle Act) ซึ่งเน้นที่นโยบายที่เข้มงวดกว่าต้องชะงักชั่วคราว เนื่องจากสภาคองเกรสมีประเด็นเร่งด่วนอื่นต้องพิจารณา

Reuters ระบุว่า เนื้อหาในจดหมายขอให้บรรดาบริษัทต่างๆ คัดค้านกฎหมาย USICA และ Eagle Act อย่างชัดเจน

โดยทางการจีนมองว่ามาตรการต่างๆ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่ท่าทีเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและการค้าของจีนของสหรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐในการตอบโต้กับเศรษฐกิจที่ขยายตัวและอำนาจในทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีน

“เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณ…จะมีบทบาทเชิงบวกในการกระตุ้นให้สมาชิกสภาคองเกรสละทิ้งความคิดที่มองแค่ผลแพ้ชนะและอคติทางอุดมการณ์ หยุดเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจีนในทางลบ ลบเนื้อหาในทางลบ เพื่อที่จะสร้างเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจและการค้าของทั้งสองฝ่ายก่อนที่จะสายเกินไป” สถานทูตจีนระบุในจดหมายฉบับหนึ่งที่ส่งเมื่อต้นเดือน พ.ย.

จดหมายระบุอีกว่า “ผลของร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจีนที่มีผลกระทบด้านลบ ไม่ได้หมายความว่าผลประโยชน์ของบริษัทสหรัฐจะได้รับการคุ้มครอง ในขณะที่ผลประโยชน์ของบริษัทจีนจะได้รับผลกระทบ แต่มันจะกระทบกับทุกคน”

จดหมายแจ้งต่อไปว่า “การส่งเสริมซัพพลายเชนที่ไม่มีจีนอยู่ในนั้นจะส่งผลให้ความต้องการสินค้าสหรัฐของจีนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งบริษัทสหรัฐจะสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดและรายได้ในจีน”

Reuters รายงานว่า แหล่งข่าว 2 รายเผยว่า ข้อความคล้ายกันนี้ยังถูกถ่ายทอดระหว่างการประชุมกับเจ้าหน้าที่ของสถานทูตจีนด้วย

“มันคือคำร้องของของรัฐบาลต่างประเทศ” หนึ่งในแหล่งข่าวเผยโดยเน้นย้ำถึงนัยสำคัญของกฎหมาย FARA ซึ่งกำหนดให้บุคคลที่กระทำการในนามของรัฐบาลต่างประเทศหรือพรรคการเมืองต้องเปิดเผยความสัมพันธ์ดังกล่าวต่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ

แหล่งข่าวอีกคนหนึ่งเผยกับ Reuters ว่า แนวทางดังกล่าวดูเหมือนพุ่งเป้าไปที่การทำให้บริษัทต่างๆ ของสหรัฐชะลอกระบวนการทางกฎหมายมากกว่าจะขัดขวางกฎหมายทั้งฉบับ

REUTERS/Carlos Garcia Rawlins/File Photo

ลาวเตรียมพ้นสถานะ ‘ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด’ อีก 5 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668098

วันที่ 13 พ.ย. 2564 เวลา 10:20 น.ลาวเตรียมพ้นสถานะ ‘ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด’ อีก 5 ปีรัฐบาลลาวเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านไปสู่แผนการปลดเปลื้องลาวจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ในปี 2026

หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทม์ส (Vientiane Times) รายงานว่าเมื่อวันพฤหัสบดี (11 พ.ย.) โพไซ ไขคำพิทูน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของลาว กล่าวปราศรัยในการประชุมเสมือนจริง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น เพื่อเตรียมประเทศให้พร้อมสำหรับการหลุดพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด

การประชุมดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการพิจารณาทบทวนรอบ 3 ปี ของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้เกิดข้อเสนอแนะว่าลาวจะขยายระยะเวลาเตรียมการออกไปอีก 5 ปี และหลุดพ้นออกจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุดอย่างเป็นทางการในปี 2026

สถานการณ์การระบาดใหญ่ของ Covid-19 ที่ท้าทายและกำลังดำเนินอยู่ ตลอดจนผลกระทบในหลายมิติของการระบาด ได้ส่งผลลบต่อการฟื้นความคืบหน้าด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นมาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และได้เพิ่มความเปราะบางของลาว ซึ่งทำให้การบรรลุเป้าหมายมีความท้าทายมากเป็นพิเศษ

ในสถานการณ์เช่นนี้ โพไซได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนและทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เตรียมพร้อมอย่างเต็มกำลัง โดยสิ่งที่เร่งด่วนนั้นมีความเกี่ยวข้องโดยเฉพาะกับภาคส่วนสำคัญที่รับผิดชอบเรื่องการบรรลุเกณฑ์การหลุดพ้นออกจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด 3 ประการ ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องมีการลงทุนในทุนมนุษย์เพิ่มเติม

โพไซกล่าวว่าลาวต้องดำเนินการร่วมกันกับพันธมิตรด้านการพัฒนา เพื่อรับรองว่าผลกระทบอันเกิดจากการสูญเสียแรงสนับสนุนที่นานาชาติมีต่อบรรดาประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดนั้น จะไม่สกัดกั้นแนวโน้มด้านการพัฒนา ซึ่งจะช่วยรับรองการใช้มาตรการสนับสนุนพิเศษ เพื่อช่วยให้ลาวหลุดพ้นจากสถานะดังกล่าวได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน

ซารา เซคเกนส์ ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศลาว เน้นย้ำถึงความสำคัญของการประชุมว่าด้วยกลุ่มประเทศพัฒนาน้อยที่สุด ครั้งที่ 5 ที่จะจัดขึ้นในกรุงโดฮาในอนาคตอันใกล้ ว่าเป็นโอกาสดีในการเตรียมพร้อมปัจจัยแวดล้อมที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น โดยการประชุมนี้ยังเป็นการสนับสนุนที่จำเป็นโดยประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อการหลุดพ้นจากสถานะดังกล่าว

เซคเกนส์กล่าวว่า การก้าวสู่สถานะประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนไปทางสูง (upper middle-income) ที่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจลดน้อยลง ทรัพยากรมนุษย์แข็งแกร่งขึ้น และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้น จะเป็นแรงขับเคลื่อนลาวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

ภาพ : xinhuathai

อีลอน มัสก์ขายหุ้น Tesla รัวๆ อาทิตย์เดียวขายไปหลายล้านหุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/668068

วันที่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 19:45 น.อีลอน มัสก์ขายหุ้น Tesla รัวๆ อาทิตย์เดียวขายไปหลายล้านหุ้นสัปดาห์นี้อีลอน มัสก์ขายหุ้น Tesla อย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 4.5 ล้านหุ้น

วันนี้ (12 พ.ย.) สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ซีอีโอบริษัท Tesla ขายหุ้นบริษัทเพิ่มเติมอีก 639,737 หุ้น หรือคิดเป็นมูลค่า 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ในสัปดาห์นี้เขาขายหุ้นไปแล้วกว่า 4.5 ล้านหุ้นซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี

ทั้งนี้ ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ อีลอน มัสก์ ขายหุ้น Tesla ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันจันทร์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในวันอังคารและวันพุธอีกมูลค่าประมาณ 3,900 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยวานนี้ (11 พ.ย.) มีรายงานว่าเขาขายหุ้นไปประมาณ 930,000 หุ้น หรือคิดเป็นเงิน 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามรายงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ

ก่อนหน้านี้เขาโพสต์ถามผู้ติดตามของเขาผ่านทาง Twitter เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าเขาควรลดสัดส่วนในการถือหุ้นบริษัทลง 10% หรือไม่ ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่จากผู้ที่ตอบผลสำรวจทั้งหมดกว่า 3.5 ล้านคนเห็นควร

https://platform.twitter.com/embed/Tweet.html?dnt=false&embedId=twitter-widget-0&features=eyJ0ZndfZXhwZXJpbWVudHNfY29va2llX2V4cGlyYXRpb24iOnsiYnVja2V0IjoxMjA5NjAwLCJ2ZXJzaW9uIjpudWxsfSwidGZ3X2hvcml6b25fdHdlZXRfZW1iZWRfOTU1NSI6eyJidWNrZXQiOiJodGUiLCJ2ZXJzaW9uIjpudWxsfSwidGZ3X3NwYWNlX2NhcmQiOnsiYnVja2V0Ijoib2ZmIiwidmVyc2lvbiI6bnVsbH19&frame=false&hideCard=false&hideThread=false&id=1457064697782489088&lang=en&origin=https%3A%2F%2Fwww.posttoday.com%2Fworld%2F668068&sessionId=5e36f747386a30be23d3336a52aabf7964f275bb&siteScreenName=Posttoday&theme=light&widgetsVersion=f001879%3A1634581029404&width=550px

อย่างไรก็ตาม ตามเอกสารที่สื่อรายงานพบว่าการขายหุ้นบางส่วนดำเนินการตั้งแต่เดือนก.ย. ที่ผ่านมา หมายความว่าการขายหุ้นของอีลอน มัสก์ ในครั้งนั้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากผลสำรวจ

ภายหลังจากการสำรวจความคิดเห็นของอีลอน มัสก์ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัท Tesla ร่วงลงตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 10 พ.ย. Bloomberg รายงานว่าเขาสูญเงิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) ในสัปดาห์นี้ หลังจากที่หุ้นของบริษัทร่วงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นการสูญเงินครั้งใหญ่ที่สุดภายในระยะเวลาเพียงเท่านี้ ที่เคยถูกบันทึกไว้ใน Bloomberg Billionaires Index

ขณะนี้ราคาหุ้นของ Tesla อยู่ที่ 1,063.51 เหรียญสหรัฐ ร่วงลงจากระดับ1,230 ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตามเอกสารของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์พบว่า มัสก์ยังคงถือหุ้น Tesla มากกว่า 170 ล้านหุ้น

Photo by Frederic J. BROWN / AFP