ไต้หวันเผยจีนมีแผนยึดหมู่เกาะแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667439

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.ไต้หวันเผยจีนมีแผนยึดหมู่เกาะแต่ไม่ใช่เร็วๆ นี้จีนหารือแผนการโจมตีและยึดหมู่เกาะปราตัสของไต้หวัน เชื่อยังไม่ลงมือภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา เฉิน หมิงตง ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงแห่งชาติของไต้หวันกล่าวในที่ประชุมรัฐสภาว่า จีนได้หารือเป็นการภายในเกี่ยวกับแผนการโจมตีและยึดหมู่เกาะปราตัสของไต้หวัน แต่เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นก่อนปี 2024 ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน

“จากการประเมินของเราเชื่อว่าการโจมตีและยึดหมู่เกาะปราตัสจะไม่เกิดขึ้นในวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน” เฉินกล่าวเมื่อส.ส.จากพรรคฝ่ายค้านก๊กมินตั๋งถามว่าจีนจะโจมตีไต้หวันก่อนปี 2024 หรือก่อนที่ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวินจะหมดวาระหรือไม่

“แม้สถานการณ์จะตึงเครียดมากกว่าในอดีต แต่การโจมตีไต้หวันจะไม่เกิดขึ้นในอีก 1 ถึง 2 ปีข้างหน้า ภายใต้รัฐบาลไช่ อิงเหวิน” เฉินกล่าวเสริม โดยไม่ได้ให้รายละเอียดว่าทราบถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้อย่างไร

ขณะที่เจ้าหน้าที่ไต้หวันกล่าวก่อนหน้านี้ว่า สถานการณ์หนึ่งที่ไต้หวันกลัวคือการที่จีนสามารถยึดหมู่เกาะปราตัสได้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสงคราม

เช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญบางส่วนซึ่งมองว่าหมู่เกาะดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างไต้หวันและฮ่องกง ระยะห่างมากกว่า 400 กม. จากจีนแผ่นดินใหญ่ มีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกโจมตีจากจีน

ชิว กว๋อเจิ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไต้หวันเผยเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมาโดยคาดว่าจีนจะมีศักยภาพเต็มรูปแบบในการบุกรุกโจมตีไต้หวันในปี 2025

ด้านพลเอกมาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐมองว่าจีนไม่น่าจะบุกยึดไต้หวันด้วยกองกำลังทหารในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ตึงเครียดขึ้นและตกต่ำถึงขีดสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยในช่วงปีผ่านมาจีนส่งฝูงบินรบเข้ามาในน่านฟ้าไต้หวันหลายครั้ง ซึ่งมักเกิดขึ้นทางตะวันตกเฉียงใต้ของเขตป้องกันภัยทางอากาศใกล้กับหมู่เกาะปราตัส

โดยประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ได้เผยถึงความร่วมมือทางทหารระหว่างไต้หวันและสหรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเองของไต้หวัน และยืนยันว่ามีทหารสหรัฐเข้ามาฝึกอบรมให้กับกองทัพไต้หวัน ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ได้ยืนยันว่าสหรัฐจะเข้ามาปกป้องไต้หวันหากถูกโจมตีจากจีน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนประกาศว่าจะต้องรวมไต้หวันเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ให้สำเร็จ โดยเน้นย้ำถึง “การรวมชาติอย่างสันติ” พร้อมกล่าวว่าการแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชของไต้หวันเป็นอุปสรรคสำคัญของการรวมชาติและเป็นอันตรายร้ายแรงต่อการฟื้นฟูประเทศ นอกจากนี้ยังกล่าวโทษว่าไต้หวันและสหรัฐเป็นผู้จุดชนวนให้เกิดความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวัน

ขณะที่ไต้หวันไต้หวันย้ำเสมอว่าต้องการรักษาสถานะที่เป็นอยู่กับจีน แต่ให้คำมั่นว่าจะปกป้องเสรีภาพและประชาธิปไตยของตน

Photo by REUTERS/Ann Wang/File Photo

จีนขู่ผู้สนับสนุนอิสรภาพไต้หวันต้องรับโทษตลอดชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667424

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 17:00 น.จีนขู่ผู้สนับสนุนอิสรภาพไต้หวันต้องรับโทษตลอดชีวิตจีนจดชื่อผู้สนับสนุนอิสรภาพไต้หวัน เตรียมสั่งห้ามเดินทางเข้าฮ่องกง มาเก๊า และจีนแผ่นดินใหญ่

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าวันนี้ (5 พ.ย.) จูเฟิ่งเหลียน โฆษกหญิงประจำสำนักงานกิจการไต้หวันของจีนกล่าวว่าผู้ที่สนับสนุนอิสรภาพของไต้หวันจะต้องได้รับโทษทางอาญาตลอดชีวิต

พร้อมเผยว่าขณะนี้ทางการจีนได้จัดทำรายชื่อ “ผู้ที่ให้การสนับสนุนเอกราชของไต้หวันอย่างดื้อรั้น” ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะบังคับใช้บทลงโทษกับบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในลิสต์ดังกล่าว โดยสั่งห้ามไม่ให้เดินทางเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่ และเขตปกครองพิเศษของจีนในฮ่องกงและมาเก๊า

นอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้ร่วมมือกับหน่วยงานหรือบุคคลจากจีนแผ่นดินใหญ่ และห้ามไม่ให้บริษัทหรือหน่วยงานที่จัดหาเงินทุนแก่พวกเขาทำกำไรจากจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย

ทั้งนี้ นักการเมืองไต้หวันมักพึ่งพาเงินบริจาคจากบริษัทต่างๆ เพื่อเป็นทุนในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยบริษัทไต้หวันจำนวนมากได้กำไรจากการทำธุรกิจกับแผ่นดินใหญ่

จูเฟิ่งเหลียนยังกล่าวอีกว่าทางการจีนอาจใช้มาตรการอื่นๆ กับบุคคลเหล่านี้หากมีความจำเป็น พร้อมทิ้งท้ายว่า “บรรดาผู้ที่ลืมบรรพบุรุษของตัวเอง ทรยศต่อแผ่นดินแม่ และแบ่งแยกประเทศ จะไม่มีวันจบลงด้วยดี”

รายงานยังได้เปิดเผยว่ามีรายชื่อของซู เจิงชาง นายกรัฐมนตรีไต้หวัน, โหยว ซีคุน ประธานสภานิติบัญญัติไต้หวัน และโจเซฟ อู๋ รัฐมนตรีต่างประเทศไต้หวัน รวมอยู่ในแบล็กลิสต์ดังกล่าวด้วย

นี่เป็นครั้งแรกที่จีนได้ระบุการลงโทษอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับผู้ที่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนและไต้หวันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเดือนที่ผ่านมาประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนลั่นวาจาว่าจะต้องรวมไต้หวันเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ให้สำเร็จ โดยเน้นย้ำถึง “การรวมชาติอย่างสันติ” พร้อมกล่าวว่าการแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชของไต้หวันเป็นอุปสรรคสำคัญของการรวมชาติและเป็นอันตรายร้ายแรงต่อการฟื้นฟูประเทศ ขณะที่ไต้หวันยืนยันที่จะปกป้องเสรีภาพของตน

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration//File Photo

บิล เกตส์ เตือนก่อการร้ายจะใช้โรคฝีดาษเป็นอาวุธชีวภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667422

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 16:29 น.บิล เกตส์ เตือนก่อการร้ายจะใช้โรคฝีดาษเป็นอาวุธชีวภาพเจ้าพ่อไมโครซอฟท์เตือนผู้ก่อการร้ายอาจใช้เชื้อโรคฝีดาษเป็นอาวุธชีวภาพสร้างความปั่นป่วนทั่วโลก

บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoft กล่าวระหว่างพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ เจเรมี ฮันต์ คณะกรรมการพิเศษด้านสุขภาพและอดีตรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขสหราชอาณาจักรซึ่งจัดโดยกลุ่ม Policy Exchange ว่า รัฐบาลทั่วโลกควรให้เงินสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อป้องกันโรคระบาดในอนาคตและการก่อการร้ายโดยใช้อาวุธชีวภาพ

เกตส์เตือนอีกว่า ผู้นำโลกต้องเตรียมพร้อมรับมือหายนะอย่างการก่อการร้ายที่ใช้เชื้อโรคฝีดาษเป็นอาวุธชีวภาพไม่ว่าจะต้องทุ่มงบประมาณเท่าใดก็ตาม ทั้งยังเรียกร้องให้ก่อตั้งกลุ่ม Pandemic Task Force เพื่อรับมือกับโรคระบาดใหญ่ ซึ่งต้องการเงินสนับสนุนนับล้านๆ เหรียญสหรัฐ

เกตส์ยังกล่าวว่า แม้ว่าการวิจัยจะมีค่าใช้จ่ายมหาศาล แต่ก็สามารถนำไปสู่นวัตกรรมอื่นๆ เช่น การขจัดไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดา โดยหลายประเทศอย่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐควรให้เงินสนับสนุนการวิจัยนี้เป็นหลักหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ

เจ้าพ่อไมโครซอฟท์แนะนำว่า การเตรียมพร้อมรับมือกับเชื้อโรคต้องรวมถึงการเตรียมพร้อมกับการใช้อาวุธชีวภาพอย่างเชื้อโรคฝีดาษโจมตีสนามบิน

“มีโรคระบาดทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและเกิดจากการก่อการร้ายทางชีวภาพที่อาจเลวร้ายยิ่งกว่าโรคระบาดที่เรากำลังประสบกันอยู่” เกตส์กล่าว

Photo by Leon Neal / various sources / AFP

ท่องเที่ยวเอเชียเจอโจทย์ใหญ่ เปิดประเทศแต่ไร้เงาทัวร์จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667410

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 15:30 น.ท่องเที่ยวเอเชียเจอโจทย์ใหญ่ เปิดประเทศแต่ไร้เงาทัวร์จีนมาตรการคุมโควิดที่เข้มงวดของจีนส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวเอเชียเจองานหนักเมื่อขาดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า การผ่อนปรนมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียกำลังดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญกับอุปสรรคใหญ่อีกอย่างหนึ่ง คือการหายไปของนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักจากประเทศจีน

ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จีนเป็นประเทศที่มีกลุ่มนักท่องเที่ยวขาออกมากที่สุดในโลก แต่ตอนนี้เปิดเที่ยวบินโดยสารระหว่างประเทศเพียง 2% เท่านั้น ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนในต่างแดนจากเดิมที่พุ่งสูงสุดมากกว่า 154 ล้านคนก่อนโควิด-19 ลดลงเหลือราว 20 ล้านคนในปีถัดมา

ส่งผลให้การใช้จ่ายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกหายไปถึง 255,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 8.5 ล้านล้านบาท

แม้ว่าหลายประเทศในเอเชียรวมถึงไทย สิงคโปร์ และบาหลีของอินโดนีเซีย เริ่มผ่อนคลายมาตรการและเปิดพรมแดนต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว แต่หลายสายการบินต้องลดเที่ยวบินจำนวนมากเพราะขาดนักท่องเที่ยวชาวจีน

เนื่องจากขณะนี้จีนยังคงใช้มาตรการที่เข้มงวดรวมถึงการจำกัดการเดินทาง เพื่อพยายามจำกัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ ขณะที่การแพร่ระบาดระลอกล่าสุดกระจายไปหลายมณฑล และแพร่เป็นวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่การระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อปี 2019

โดยข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวของไทยเสียรายได้ประมาณ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1.7 ล้านบาทต่อปี ขณะที่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนใช้จ่ายในไทยสูงกว่าค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ ไทยตั้งเป้ารับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 180,000 คนในปีนี้ ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ 40 ล้านคนในปี 2019

ปรับแผนชดเชยทัวร์จีน

Ravi Chandran กรรมการผู้จัดการลากูน่า ภูเก็ต ประเทศไทย กล่าวกับรอยเตอร์สว่ารีสอร์ททั้ง 5 แห่งต้องเปลี่ยนไปเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรป สหรัฐ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อชดเชยการสูญเสียนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งคิดเป็น 25% ถึง 30% ของธุรกิจก่อนเกิดโควิด-19

Liz Ortiguera ประธานเจ้าหน้าที่บริหารPacific Asia Travel Association (PATA) กล่าวว่าผู้ประกอบการต้องหาตลาดใหม่ๆ และเรียนรู้วิธีทำการตลาดเพื่อตอบสนองวัฒนธรรมที่แตกต่างกันเมื่อยังไม่มีนักท่องเที่ยวชาวจีน

โดยยกตัวอย่างมัลดีฟส์ที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียและอินเดีย ซึ่งพบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ลดลงเพียง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2019 แม้ว่าจะไม่มีนักท่องเที่ยวชาวจีนก็ตาม

หนึ่งในนั้นคือ COMO Hotels and Resorts ซึ่งมีรีสอร์ท 2 แห่งในมัลดีฟส์ได้ตระหนักว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจะยังไม่สามารถเดินทางมายังมัลดีฟส์ได้ในเร็วๆ นี้ จึงเปลี่ยนโฟกัสไปที่ตลาดสำคัญอื่นๆ รวมถึงรัสเซีย

โจทย์ใหญ่ของภาคการท่องเที่ยว

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดว่าจีนจะยังคงมาตรการที่เข้มงวดต่อไปอย่างน้อยจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้า และอาจค่อยๆ เปิดการเดินทางระหว่างประเทศทีละประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป

โดยบริษัท ForwardKeys ผู้วิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางประมาณการว่าต้องใช้เวลาจนถึงปี 2025 กว่าที่การเดินทางขาออกของจีนจะฟื้นตัวเต็มที่สู่ระดับก่อนโควิด-19

ถึงกระนั้น ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากยังคงไม่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ว่าจะมีการเปิดพรมแดนก็ตาม

Kat Qi วัย 29 ปี จากกรุงปักกิ่งที่เดินทางไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสหราชอาณาจักรก่อนเกิดโรคระบาด กล่าวว่า เขายังไม่ต้องการเดินทางระหว่างประเทศมากนัก เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่มีธรรมชาติสวยงามอยู่ในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนน้อย

Wolfgang Georg Arlt ซีอีโอของสถาบันวิจัยการท่องเที่ยวขาออกของจีนมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไป แต่งต่างกับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2019

เช่นเดียวกับ Sienna Parulis-Cook ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการสื่อสารของบริษัท Dragon Tail International ซึ่งกล่าวว่าการทัวร์เป็นหมู่คณะของทัวร์จีนกำลังจะหมดไป และถูกแทนที่ด้วยการท่องเที่ยวขนาดเล็กกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงแทน

PHOTO: PATIPAT JANTHONG

อีกเจ้า! บ.อสังหาจีน Kaisa Group ผิดนัดชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667408

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 14:18 น.อีกเจ้า! บ.อสังหาจีน Kaisa Group ผิดนัดชำระหนี้Kaisa Group เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์เจ้าแรกของจีนที่ผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรต่างประเทศ และเคยปรับโครงสร้างหนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Kaisa Group Holdings บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีนยอมรับว่าไม่สามารถชำระดอกเบี้ยผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งรวมทั้งสิ้นกว่า 59 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะถึงกำหนดในวันที่ 11 และ 12 พ.ย.นี้ หลังต้องเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน

แถลงการณ์ของบริษัทระบุว่า บริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนกับสภาพคล่องทางการเงินของบริษัท เนื่องจากปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวย อาทิ การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ และตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศที่ชะลอตัว

สถานการณ์ของ Kaisa สร้างความกังวลให้นักลงทุนอีกครั้ง เพราะหวั่นว่าจะประสบชะตากรรมไม่ต่างจาก Evergrande ที่มีหนี้สินรุมเร้ากว่า 300,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Bloomberg ระบุว่า Kaisa ถูกนักลงทุนจับตามองหลังจากยกเลิกการประชุมกับนักลงทุนเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาซึ่งทำให้เกิดข้อกังขาถึงสภาพคล่องของบริษัท

และหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันทั้ง S&P Global Ratings และ Fitch Ratings พากันลดอันดับความน่าเชื่อถือของ Kaisa ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นของบริษัทจนมูลค่าลดลงไปกว่า 70% ในปีนี้

ขณะที่วานนี้หุ้นของ Kaisa ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงลดลง 15% หลังปิดตลาดซื้อขาย ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2009

ล่าสุดเช้านี้หุ้นของ Kaisa และอีกหลายบริษัทในเครือหยุดทำการซื้อขายชั่วคราวในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงแล้ว

Economic Observer ของจีนรายงานว่า Kaisa มีทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นของผลิตภัณฑ์บริหารความมั่งคั่งที่ต้องชำระราว 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วน Bloomberg ระบุว่า Kaisa มีกำหนดชำระหนี้ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ และดอกเบี้ยอีก 13 ล้านเหรียญสหรัฐในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ และมีพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะถึงกำหนดชำระในปี 2022 อีก 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมถึงมีกำหนดชำระเงินปันผลระหว่างกาลราคาหุ้นละ 4 เซนต์ฮ่องกงในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ รวมมูลค่าราว 281 ล้านเหรียญฮ่องกง

วานนี้นักลงทุนรายย่อยไปรวมตัวกันที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทในเมืองเซินเจิ้นเพื่อพบกับ ไม่ฟาน รองประธานกรรมการ

Hong Kong Economic Journal รายงานว่า Kaisa เสนอแบ่งชำระหนี้เป็นงวดๆ โดยจะจ่าย 10% ของเงินต้น และ 25% ของดอกเบี้ยทุกๆ ไตรมาส

ส่วนสำนักข่าว Cailian ของจีนรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ทางการเมืองเซินเจิ้นจะเรียกประชุมเพื่อหารือประเด็นเกี่ยวกับ Kaisa และ Fantasia Holdings Group ที่กำลังประสบปัญหาการเงินเช่นกัน

แอนดรูว์ ชาน นักวิเคราะห์ของ Bloomberg Intelligence กล่าวว่า การที่ Kaisa ไม่สามารถชำระดอกเบี้ยที่จะครบกำหนดได้นั้น อาจทำให้วิกฤตของภาคธุรกิจของจีนทวีความรุนแรงขึ้น และแนะนำว่านักลงทุนไม่ควรตระหนักเพียงปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ควรจับตาดูถึงภาระผูกพันต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบกับภาคธุรกิจของจีนเป็นวงกว้างด้วย

ทั้งนี้ Kaisa เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนเจ้าแรกที่ผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2015 และดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้แล้วเสร็จในปี 2016 นับแต่นั้นมาบริษัทได้กู้เงินก้อนใหญ่จนกลายเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์จีนที่กู้เงินโดยการออกพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ โดยมีมูลค่าที่ยังไม่ได้ชำระรวมกันกว่า 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

REUTERS/Carlos Barria/File Photo

หมอกควันพิษ PM2.5 บุกปักกิ่งหลังจีนเร่งผลิตถ่านหิน #SootinClaimon.Com

https://www.posttoday.com/world/667395

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.หมอกควันพิษ PM2.5 บุกปักกิ่งหลังจีนเร่งผลิตถ่านหินกรุงปักกิ่งสั่งปิดถนนและสนามเด็กเล่นหลังหมอกควันพิษพุ่งขึ้นเพราะเร่งผลิตถ่านหินจำนวนมหาศาล

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ทางการกรุงปักกิ่งมีคำสั่งปิดทางหลวงหลายสาย รวมทั้งสนามเด็กเล่นในโรงเรียนเนื่องจากหมอกควันพิษปกคลุมหนาแน่น หลังจากจีนเร่งผลิตถ่านหินเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตขาดแคลนพลังงาน

จีนซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นตัวการของภาวะโลกร้อนมากที่สุดในโลกได้เพิ่มกำลังการผลิตถ่านหินหลังจากขาดแคลนถ่านหินในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอันเนื่องจากเป้าหมายลดการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดและราคาพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

กรมอุตุนิยมวิทยาของจีนรายงานว่า กลุ่มควันหนาแน่นเข้าปกคลุมพื้นที่ทางตอนเหนือของจีนในวันนี้ (5 พ.ย.) โดยบางพื้นที่ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลงเหลือน้อยกว่า 200 เมตร

เจ้าหน้าที่ในกรุงปักกิ่งโทษว่าปัญหาหมอกควันพิษเกิดจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยและการแพร่กระจายของมลพิษในภูมิภาค

ทางการท้องถิ่นมีคำสั่งให้โรงเรียนในกรุงปักกิ่งยุติการเรียนการสอนวิชาพละศึกษาและงดกิจกรรมนอกห้องเรียน รวมทั้งปิดทางหลวงเชื่อมต่อไปยังเมืองหลัก อาทิ เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน ฮาร์บิน เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ดี

สถานีตรวจวัดสภาพอากาศที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐในกรุงปักกิ่งเมื่อช่วงเช้าวันนี้อยู่ในระดับที่ “เป็นอันตรายมาก” สำหรับประชาชนทั่วไป

ส่วนระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ซึ่งสามารถแทรกซึมเข้าสู่ปอดและก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 220 สูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ที่ 15

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเผยว่า ฝุ่นควันดังกล่าวจะปกคลุมไปจนถึงช่วงค่ำของวันเสาร์

เมื่อต้นสัปดาห์จีนเพิ่มการผลิตถ่านหินรายวันมากกว่า 1 ล้านตัน เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนพลังงานซึ่งทำให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องปิดชั่วคราวเมื่อเร็วๆ นี้

การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วทำให้จีนต้องเผชิญปัญหามลภาวะทางอากาศ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาปัญหาฝุ่นควันพิษจะลดลงเนื่องจากทางการจีนเริ่มหันมาใส่ใจกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนกำหนดเป้าหมายว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงเพดานสูงสุดภายในปี 2030 และจะปล่อยให้เป็นศูนย์ (net zero) ภายในปี 2060

REUTERS/Jason Lee/File Photo 

หมายเหตุ ภาพประกอบเป็นภาพหมอกควันในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือน ธ.ค. 2016

นายกเทศมนตรีนิวยอร์กประกาศรับเงินเดือนเป็น Bitcoin ตามรอยไมอามี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667390

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 12:15 น.นายกเทศมนตรีนิวยอร์กประกาศรับเงินเดือนเป็น Bitcoin ตามรอยไมอามีนายกเทศมนตรีนิวยอร์ก-ไมอามีแข่งกันรับเงินเดือนเป็น Bitcoin มุ่งสร้างเมืองศูนย์กลางอุตสาหกรรมคริปโต

เอริก อดัมส์ (Eric Adams) ว่าที่นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากพรรคเดโมแครต กล่าวภายหลังจากได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กคนล่าสุดว่า จะขอรับเงินเดือน 3 เดือนแรกเป็น Bitcoin เมื่อเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมนี้

โดยเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา อดัมส์ยังได้โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ว่า “นิวยอร์ก ซิตี้ กำลังจะเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซี และอุตสาหกรรมนวัตกรรมอื่นๆ ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว”

ภายหลังจากที่ฟรานซิส ซัวเรส (Francis Suarez) นายกเทศมนตรีเมืองไมอามีประกาศว่าจะรับเงินเดือนงวดหน้าเป็น Bitcoin 100%

อดัมส์ให้สัมภาษณ์ต่อ Bloomberg Radio ถึงการเดิมพันกับซัวเรส ซึ่งให้การสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลและเตรียมผลักดันให้ไมอามีเป็นเมืองศูนย์กลางของนวัตกรรมสกุลเงินดิจิทัลเช่นเดียวกัน

อดัมส์ยังกล่าวว่าเขาต้องการเปลี่ยนนิวยอร์กให้เป็นเมืองที่เป็นมิตรกับคริปโตเคอร์เรนซี และต้องการดำเนินการในทิศทางเดียวกับที่ไมอามี่ทำ โดยก่อนหน้านี้ไมอามีได้เข้าร่วมโครงการ CityCoins และเปิดตัวสกุลเงินดิจิทัลของเมืองที่ใช้ชื่อว่า “MiamiCoin”

ด้านซัวเรสกล่าวว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทั้ง 2 เมืองจะร่วมแข่งขันกันอย่างเป็นมิตรเพื่อผลักดันให้เมืองของตนเป็นเมืองชั้นนำด้านสกุลเงินดิจิทัลของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะช่วยให้ระบบการเงินมีความเป็นประชาธิปไตย อันจะส่งผลดีต่อชาวอเมริกันทุกคนไม่ใช่แค่สำหรับชาวนิวยอร์กหรือไมอามีเท่านั้น

ก่อนหน้านี้ ซัวเรสยังผลักดันให้มีการจ่ายเงินเดือนพนักงานและจ่ายภาษีเป็นสกุลเงินดิจิทัลด้วย แต่ยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าในอนาคต Bitcoin จะกลายเป็นสกุลเงินที่สามารถทำธุรกรรมได้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

Photo by Michael M. Santiago/Getty Images/AFP

อังกฤษเริ่มแล้ว! อนุมัติยาเม็ดต้านโควิดประเทศแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667377

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 10:50 น.อังกฤษเริ่มแล้ว! อนุมัติยาเม็ดต้านโควิดประเทศแรกของโลกสหราชอาณาจักรกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติยาโมลนูพิราเวียร์ ตัวเปลี่ยนเกมในการต่อสู้กับโควิด-19

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่อนุมัติยาโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ยาเม็ดรักษาโควิด-19 ที่ผลิตโดยบริษัท Merck ร่วมกับ Ridgeback Biootherapeutics หลังพบว่าสามารถลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ถึง 50% ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเปลี่ยนเกมในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรค

โดยสำนักงานควบคุมยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสหราชอาณาจักร (MHRA) แนะนำให้ใช้ยาดังกล่าวกับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปโดยเร็วที่สุดหลังตรวจพบเชื้อ หรือภายในเวลา 5 วันหลังจากที่เริ่มมีอาการป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ อาทิ เบาหวาน โรคอ้วน และโรคหัวใจ เป็นต้น

ศาสตราจารย์สตีเฟน พาววิส ผู้อำนวยการด้านการแพทย์แห่งชาติของสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ในอังกฤษกล่าวว่าเบื้องต้นยาดังกล่าวจะถูกแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน ก่อนที่จะกระจายในวงกว้างหากพบว่าเป็นแนวทางการรักษาที่คุ้มค่า และสามารถลดอัตราการรักษาตัวในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้

โดยรัฐบาลอังกฤษบรรลุข้อตกลงในการสั่งซื้อยาโมลนูพิราเวียร์ไปแล้วเป็นจำนวน 480,000 ชุด ในขณะที่อังกฤษกำลังเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งเป็นช่วงที่ท้าทายอย่างยิ่งในการรับมือกับการแพร่ระบาด

ด้านสหรัฐระบุว่าจะมีการประชุมในวันที่ 30 พ.ย. ที่จะถึงนี้เพื่อทบทวนข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยา ก่อนที่จะพิจารณาว่าควรอนุมัติยาดังกล่าวหรือไม่ เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ ขณะที่ Merck เตรียมถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตยาเม็ดโมลนูพิราเวียร์ให้หลายประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ บริษัทผู้ผลิตเปิดเผยผลการวิจัยให้ห้องปฏิบัติการพบว่ายาเม็ดโมลนูพิราเวียร์มีประสิทธิภาพในการต้านไวรัสได้ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธฺุ์เดลตา เนื่องจากยาเม็ดดังกล่าวแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วไปตรงที่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไปที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของไวรัส ซึ่งเป็นตัวกำหนดสายพันธุ์ของไวรัส จึงมีแนวโน้มว่าจะสามารถยับยั้งโควิด-19 ได้แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์

โดยคาดว่าสามารถผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ได้ 10 ล้านชุดก่อนสิ้นปี 2021 ซึ่งอาจคิดเป็นเงินถึง 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 236,300 บาท ที่ Merck จะสามารถทำได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

นอกจาก Merck แล้วยังมียาต้านโควิด-19 ชนิดเม็ด PF-07321332 จากบริษัท Pfizer ของสหรัฐ และ AT-527 จาก Roche Holding AG บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติสวิส ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดลองระยะที่ 3 เช่นเดียวกัน

Photo by Handout / Merck & Co,Inc. / AFP

เมื่อคนจีนถูกปั่นให้ตื่นสงคราม จับสัญญาณความหวาดผวา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667345

วันที่ 04 พ.ย. 2564 เวลา 20:05 น.เมื่อคนจีนถูกปั่นให้ตื่นสงคราม จับสัญญาณความหวาดผวาการถูกขังในประเทศเพราะมาตรการคุมโควิดที่เข้มงวด การปั่นกระแสชาติและนิยมและศัตรูภายนอกกำลังทำให้เกิด panic ย่อมๆ ในหมู่คนจีนที่เริ่มตระหนัก (หรือกลัว) ภัยสงคราม

ประเทศต่างๆ หันมาใช้วิธีอยู่ร่วมกับโควิด ให้มันติดก็ติดไป เพราะฉีดวัคซีนครอบคลุมมากแล้ว ถึงจะติดแต่โอกาสตายน้อยลงมาก

สิงคโปร์เป็นหัวหอกวิธีนี้ แม้ว่าจะมียอดติดและยอดตายเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลบอกว่าไม่เกินความคาดหมาย เพราะระบบสาธารณสุขไม่ล้น

คีย์เวิร์ดจึงอยู่ตรงที่ติดได้ติดไป มนุษย์จะแข่งกับไวรัสด้วยวัคซีนจนกว่ามันจะถอยไปเอง

แต่จีนไม่ยอมใช้วิธีแบบนี้ แม้เมื่อเร็วๆ นี้ นายแพทย์จงหนานซาน ผู้เป็นวีรบุรุษชุดกาวน์ของชาวจีนก็ยังบอกว่าจีนแบกรับแนวทางอยู่ร่วมกับโควิดไม่ไหว

ดูจากจำนวนประชากรจีนแล้วก็น่าจะแบกไม่ไหว ขนาดตอนนี้ใช้วิธีปิดประเทศแบบไม่มีกำหนด อัตราการติดเชื้อก็ยังรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่พบการระบาดที่อู่ฮั่น

การกล่าวของจงหนานซานยังมีเป็นไปได้ว่าจีนอาจจะรอผลการทดลองของชาติอื่นๆ ก่อนว่าเวิร์กไหม

แต่ผู้เขียนคิดว่าจีน “อาจจะ” เริ่มคลายมาตรการหลังการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ในอีกไม่นานฮ่องกงกับจีนก็จะเริ่มเปิดกันเองแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นการทดลองเป็นขั้นๆ

จีนนั้นอาจจะใช้ฮ่องกงเป็นหนูทดลองด้วยซ้ำ

ฮ่องกงนั้นถูกภาคธุรกิจต่างชากดดันให้เปิดเมืองเสียที เพราะค้าขายอะไรลำบากหากใช้ยุทธวิธีขังตัวเองแบบจีน คนในฮ่องกงเองก็กลัวว่าถ้าขังตัวเองแบบนี้จะสูญเสียสถานะศูนย์ธุรกิจ/การเงิน

แต่คนใหญ่คนโตของฮ่องกงดูเหมือนจะยอมแลกสถานะศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกกับการใช้ยุทธศาสตร์ Zero-case ไม่รู้ว่าเพราะกลัวติดเชื้อในวงกว้าง หรือเพราะถูกกดดันจากจีนให้ใช้วิธีนี้เพื่อทดลองเปิดเมืองกันเองก่อน

มีช่วงหนึ่งที่ฮ่องกงกังวลว่าจะไล่ตามไม่ทันสิงคโปร์ที่ใช้วิธีอยู่ร่วมกับโควิด ทั้งคู่แย่งกันเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย แน่นอนว่าสิงคโปร์ชิงความได้เปรียบไปแล้ว

แต่น่าแปลกที่ผู้บริหารบ้านเมืองฮ่องกงไม่ได้เดือดร้อนเรื่องที่ถูกสิงคโปร์ช่วงชิงฐานะนำไป แถมยังย้ำว่าการเปิดพรมแดนกับจีนเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่สุด

ราวกับว่าตอนนี้ฮ่องกงต้องพึ่งพาจีนไม่ได้พึ่งพาโลกภายนอกอีก แน่นอนว่า ธุรกิจต่างชาติในฮ่องกงรู้สึกสิ้นหวัง คนในฮ่องกงก็เริ่มทนไม่ไหว ในอนาคตภาวะสมองไหลจะเกิดหนักขึ้น

ฮ่องกงกับจีนนั้นมีมาตรการควบคุมโควิด-19 ที่เข้มงวดที่สุดในโลก การเข้าจีนนั้นต้องติดแหงกกับการกักตัวนานถึง 21 วัน

แม้แต่สีจิ้นผิงเอง ก็ยังไม่ได้ออกจากประเทศนานถึง 21 เดือนแล้ว ถึงขนาดไม่ได้ไปร่วมประชุม COP26 เป็นเหตุให้โจ ไบเดนแซะเอา

ผู้เขียนเชื่อว่าการขังตัวเองของจีนยังมีนัยทางการเมืองด้วย มันอาจเป็นการเตรียมการรับสถานการณ์ “ที่คาดหมายได้ แต่อาจเกิดแบบเหนือความคาดหมาย” นั่นคือการปะทะกันในลักษณะสงคราม

เรื่องนี้อาจฟังดูเพ้อเจ้อไปหน่อยสำหรับบางคน แต่ผู้เขียนเคยชี้ให้เห็นหลายครั้งแล้วว่ามีปฏิกิริยาเรื่องภัยสงครามจากทั้งโลกตะวันตกและในจีนเอง แม้มันจะเกิดได้ยาก แต่มันมีเหตุให้คนจีนตื่นตระหนกกันบางแล้ว เพราะมาตรการของภาครัฐหลายอย่างชวนให้คิดไปแบบนั้น

ตัวอย่างเช่น เมื่อเร็วๆ นี้เมืองจี่หนานในมณฑลซานตงส่งถึงยังชีพยามฉุกเฉินเตรียมพร้อมกับการป้องกันพลเรือนให้กับ 10,000 ครัวเรือนในเมือง เรื่องนี้ทำให้เกิดความแตกตื่นไม่น้อย ชาวเน็ตจีนบางคนโยงว่าน่าจะเกี่ยวกับความตึงเครียดกับไต้หวัน

เพียงแต่มันไม่สมเหตุผลตรงที่ถุงยังชีพฉุกเฉินมีแค่ 10,000 ถุง แถมจี่หนานยังเป็นเมืองชั้นในไม่ใช่เมืองชายฝั่งชั้นนอกที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ ทำให้น่าสงสัยว่าทำไปทำไม เพื่อซักซ้อม หรือเพราะตื่นตระหนก?

ในภายหลังมีชาวเน็ตที่น่าจะเป็นคนท้องถิ่นเผยว่าทางจี่หนานเคยแจกแบบนี้มาแล้ว และต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเผยว่าสิ่งที่ของที่มอบให้ประชาชนตอนนี้ก็เคยแจกแบบปีที่แล้ว

และไม่ใช่แค่จี่หนาน สื่อจีนคือ The Paper หรือ “เผิงไพ่ ซินเหวิน” รายงานว่าเฉิงตูแจกแบบนี้มาหลายปีแล้ว ทั้งหนานจิง อู่ฮั่นก็แจกถุงยังชีพเตรียมกับการโจมตีทางอากาศ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแตกตื่นในกรณีจี่หนาน ก็เพราะคนมีอารมณ์ร่วมกับสถานการณ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน

อันที่จริงแล้วการแจกถุงยังชีพฉุกเฉินยามสงครามก็สะท้อนความเตรียมพร้อมของจีนที่ตระหนักถึงภัยคุกคาามต่อตนอยู่ตลอดเวลา ดังที่คณะกรรมาธิการเขตตงปู้ซินชวีของเฉิงตูอธิบายกับชาวเน็ตว่า การแจกถุงยังชีพก็เพื่อปรับปรุงความตระหนักของประชาชนในเรื่องการป้องกันประเทศและความพร้อมในการป้องกันการโจมตีทางอากาศ

ประเทศที่ซ้อมรับการโจมตีทางอากาศถี่ขนาดนี้ ยกเว้นจีนแล้วก็มีเกาหลีใต้ที่มักซ้อมเป็นประจำในกรุงโซล เพื่อรับการโจมตีกับเกาหลีเหนือเนื่องจากสงครามยังไม่ยุติเป็นเพียงการหยุดยิงเท่านั้น

นอกจากถุงยังชีพเจ้าปัญหาตามภูมิภาคต่างๆ ส่วนกลางยังทำให้ตื่นตระหนกด้วย เมื่อกระทรวงพาณิชย์จีนมีโนติซแนะให้ประชาชนตุนข้าวของจำเป็น “เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการประจำวันและสถานการณ์ฉุกเฉิน”

เพียงแค่นี้ทำให้คนจีน (อย่างน้อยก็ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก) ตื่นว่าประเทศกำลังจะเกิดสงครามขึ้นหรืออย่างไร ในภายหลังจึงเข้าใจว่าเป็นการแนะนำให้รับกับสถานการณ์การระบาดที่อาจหนักขึ้น บวกกับภาวะผักแพงที่เกิดจากน้ำท่วมใหญ่ไม่กี่เดือนก่อน ทำให้ตอนนี้ในเมืองจีนเนื้อมีราคาถูกกว่าผัก

ร้านของชำบางแห่งในจีนต้องวิงวอนลูกค้าว่าอย่ารีบตุน เพราะตุนไปก็กินไม่หมด ทางร้านกำลังได้ซัพพลายสินค้ามา หากซัพพลายมาถึงแล้วคนไม่ซื้อเพราะตุนไว้แล้ว ร้านก็จะลำบาก คนซื้อก็ใช้เงินเปล่า เสียหายกันทั้งสองฝ่าย – นี่คือสถานการณ์ในจีนเวลานี้

แทนที่ประชาชนจะเข้าใจว่าเป็นเพราะการระบาด แต่กลับไพล่คิดไปว่าเป็นการซ้อมภาวะสงคราม นั่นอาจเป็นเพราะจีนขังตัวเองจากโลกภายนอกจนไม่ได้เจอประสบการณ์แบบโลกภายนอกที่เลิกขังตัวเอง เลิกตุนข้าวของ และใช้ชีวิตชิลๆ ขึ้นทุกวัน

ส่วนคนจีนนั้นไม่ชิล แม้โนติซของกระทรวงพาณิชย์จะอธิบายชัดเจน โดยไม่มีคำว่า “สงคราม” เลยสักคำเดียว แต่ชาวเน็ตจีนถามแล้วว่า “คุณจะทำสงครามกันหรือเปล่า?” บ้างก็ว่า “การระบาดเริ่มขึ้นปีที่แล้วก็ยังไม่มีคำแนะนำอะไรแบบนี้”

บางคนคิดลึกบอกว่า “นี่มันกลเม็ดเพื่อกระตุ้นการบริโภคแหงๆ คนกลัวกันจะตายแล้ว” แน่นอนว่าสื่อจีนบางแห่งต้องติงว่า “อย่ามโนกันเกินไป”

อีกสาเหตุเพราะบรรยากาศในจีนตอนนี้กระตุ้นเร้าชาตินิยมอย่างหนักพร้อมๆ กับปั่นบรรยากาศว่าประเทศกำลังเผชิญกับการคุกคาม แม้จะไม่ถึงระดับที่คนส่วนใหญ่ตื่นกลัวสงคราม แต่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ในทำนอง “รายงานผู้ต้องสงสัย” และ “ไล่ล่าศัตรูของชาติ” มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ภาครัฐกวดขันเรื่องรายการบันเทิง รายการต่างชาติ หรือห้ามการโซเชียลเน็ตเวิร์กรายงานข่าวตามอำเภอใจหากไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสื่อ

ทั้งหมดนี้ทำให้ประชาชนตึงเครียด ได้ยินมาว่าว่าชาวบ้านกันเองเริ่มสอดแนมเพื่อนบ้าน แล้วรายงานทางการหรือประจานว่าบ้านใกล้เรือนเคียงเสพสื่อที่ไม่ได้อนุญาตจากทางการ หรือแสดงท่าที “ไม่รักชาติ”

พฤติกรรมแบบนี้่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอคนจีน เพราะตั้งแต่โบราณแล้วมีกฏหมายให้เพื่อนบ้านต้องรับโทษไปด้วย หากพบว่าเพื่อนบ้านกระทำผิดกฏหมายแล้วไม่ยอมแจ้งทางการ ในยุคต้นๆ ของสมัยคอมมิวนิสต์พฤติกรรมแบบนี้ยิ่งถูกสนับสนุนโดยเฉพาะในช่วงที่การปฏิวัติรุนแรง ทั้งนี้ก็เพื่อใช้ประชาชนช่วยกันสอดส่องศัตรูของการปฏิวัติ

นิสัยแบบนี้นอนนิ่งในดีเอ็นเอคนจีนมานานหลายสิบปีแล้ว มันจะออกอาละวาดเป็นช่วงๆ แต่ถ้าประเทศเริ่มใช้นโยบายที่สร้างความหวาดผวาเหมือนเวลานี้ มันจะเริ่มแผลงฤทธิ์อีกครั้ง

สำหรับประเทศอำนาจนิยม ไม่มีอะไรดีไปกว่าการให้ประชาชนจับตากันเองอีกแล้ว ประหยัดทั้งแรงของทางการ และทำให้ประชาชนไม่เพ่งเล็งมาที่รัฐบาลมากเกินไป

สิ่งที่เกิดขึ้นกับจีนในตอนนี้ สื่อภาษาจีนภายนอกจีนมองว่าเป็นความพยายามของผู้ปกครองจีนที่จะแสดงให้โลกเห็นว่าจีนพร้อมกับสงคราม แต่นักวิเคราะห์นอกจีนชี้ว่าถึงจะแสดงท่าทีแบบนี้ แต่จีน “ไม่พร้อมที่จะเข้าสู่สมรภูมิ”

ตัวอย่างเช่น นักวิเคราะห์การเมืองของไต้หวันชี้ว่าเครื่องบินที่จีนส่งมาล้ำเขตแดนไต้หวันอยู่บ่อยๆ เป็นเครื่องบินสมรรถนะต่ำและโลว์เทค ทำให้เกิดคำถามว่าจริงๆ จีนต้องการรบกับไต้หวันจริงหรือไม่ ไม่ต้องพูดถึงว่ารบกันแล้วเครื่องบินพวกนี้จะไหวหรือเปล่า?

หรือว่าจีนจะใช้กลยุทธ์ “บุปผาบานบนต้นไม้” หรือ “แต่งต้นด้วยดอกไม้ปลอม” คือการแต่งต้นไม้ที่ไร้ดอกใบด้วยดอกไม้ปลอม ทำประหนึ่งว่ามีแสนยานุภาพ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามครั่นคร้าม แต่ไม่พร้อมรบกันจริงๆ เพียงแต่ทำให้ดูหมือนพร้อมเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่อันคับขัน

เหมือนเตียวหุยใช้ทหารผูกกิ่งไม้ตีฝุ่นให้คลุ้งเหมือนมีทัพมาพร้อมรบมากมาย เพื่อหลอกกองทัพโจโฉที่ยุทธการที่สะพานเตียงปันเกี้ยว

การที่จีนแสดงท่าทีเหมือนจะทำสงครามจีนประชาชนตื่นกลัวก็อาจเป็นการส่งสัญญาณหลอกให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกขยาดก็เป็นได้ เพราะถ้าจะลงมือกันจริงๆ จีนไม่ได้แค่รบกับไต้หวัน แต่จะต้องรบกับพันธมิตรของสหรัฐอีกหลายประเทศ

ผู้สังเกตการณ์ภายนอกจีนชี้ว่าบางทีสีจิ้นผิงอาจพยายามรวบอำนาจ กำจัดฝั่งฝ่ายต่างๆ เพื่อสร้างเสถียรภาพ “หรือทำสงครามภายใน” จึงจำเป็นต้องเบี่ยงเบนให้ศึกภายนอกรู้สึกว่าจีนไม่มีภาวะไร้เสถียรภาพ เช่น ปัญหาจากการควบคุมการระบาดที่จะรบกวนจีนไปเรื่อยๆ หากยังใช้แนวทาง Zero-case

ถึงมันจะเป็นเหมือน “แต่งต้นด้วยดอกไม้ปลอม” แต่ไม่ใช่ว่าคู่กรณีของจีนจะไม่ตื่นเรื่องสงคราม ไต้หวันก็เตรียมพร้อมเหมือนกัน

สัปดาห์นี้ กระทรวงกลาโหมของไต้หวันเผยว่าจะเสริมการฝึกกำลังสำรองในปีหน้า ซึ่งรวมถึงการฝึกต่อสู้และยิงปืนเพิ่มเป็นสองเท่า

เมื่อเดือนที่แล้ว ชิวกั๋วเจิ้ง รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมไต้หวัน อธิบายว่าสถานการณ์ดังกล่าว “ร้ายแรงที่สุด” ในรอบกว่า 40 ปี และเรียกร้องให้มีการใช้จ่ายทางทหารเพิ่มเติมสำหรับอาวุธที่ไต้หวันผลิตเอง

ความจริงไต้หวันกำลังจะเปลี่ยนจากระบบเกณฑ์ทหารมาเป็นการอาสาโดยสมัครใจ เพราะมีเสียงบ่นจากคนที่ถูกเกณฑ์เสียเวลา ตอนนี้จีนกดดันหนักๆ เข้าอาจจะต้องพับแผนนี้ไปก่อน และคนที่บ่นอาจจะต้องเปลี่ยนท่าที

ในเรื่องการแจกถุงยังชีพในจีน สื่อไต้หวันก็จับตาโดยเฉพาะการแจกของพวกนี้ตามเมือง/มณฑลชายฝั่งที่ประจันหน้ากับไต้หวัน ยิ่งทำให้ไต้หวันตื่นตัวพอๆ กับคนจีนแผ่นดินใหญ่ที่ได้รับมันมา

สื่อบางแห่งบอกว่าจีนกำลังปั่นให้เกิดบรรยากาศของการรบกับไต้หวัน แต่ในจีนเองทางการกลับต้องปลอบประชาชนว่านี่เป็นการซักซ้อมตามปกติ

โปรดอย่าได้ตื่นตูม

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by STR / AFP) / China OUT

พระมหาเทวี ผู้ลุกขึ้นมากอบกู้ศักดิ์ศรีและแผ่นดิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667326

วันที่ 04 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.พระมหาเทวี ผู้ลุกขึ้นมากอบกู้ศักดิ์ศรีและแผ่นดินพระมหาเทวีแห่งเมืองยองห้วยที่ลุกขึ้นมากอบกู้แผ่นดินชาวไทใหญ่ หลังการก่อรัฐประหารในเมียนมาที่คร่าชีวิตและอิสรภาพของเจ้าฟ้าไทใหญ่เป็นจำนวนมาก

พระมหาเทวีแห่งยองห้วย หรือเจ้านางเฮือนคำ เป็นธิดาของเจ้าฟ้าขุนส่างต้นฮุง วีรบุรุษแห่งเมืองแสนหวีของรัฐฉานและเจ้าฟ้าคนที่ 65 ของรัฐฉาน และเป็นน้องสาวของเจ้าห่มฟ้า

เมื่อเติบโตขึ้นเจ้านางเฮือนคำได้แต่งงานกับเจ้าส่วยไตก์ เจ้าฟ้าองค์ที่ 23 และองค์สุดท้ายของยองห้วย และได้รับการสถาปนาเป็นพระมหาเทวีเจ้าแห่งยองห้วย

เจ้าส่วยไตก์เป็นนักการเมืองจากรัฐฉานที่เป็นที่นับหน้าถือตาในเมียนมา เจ้าส่วยไตก์และเจ้านางเฮือนคำได้เข้าร่วมการเจรจาข้อตกลงปางหลวงในปี 1946-1947 ซึ่งทำขึ้นระหว่างนายพล ออง ซาน บิดาของออง ซาน ซู จี และผู้นำชนกลุ่มน้อยจากรัฐฉาน คะฉิ่น และชิน

และหลังจากเมียนมาได้รับเอกราชจากอังกฤษ เจ้าส่วยไตก์ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหภาพพม่าเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 1948 เจ้านางเฮือนคำจึงได้เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศ

นอกจากนี้ เจ้านางเฮือนคำยังนั่งตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแสนหวีในปี 1956-1960 ซึ่งได้รับความเคารพยำเกรงจากประชาชนชาวแสนหวีเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการอภิปรายในสภาภายใต้การบริหารของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อู นุ

แต่แล้วเหตุการณ์เกิดพลิกผันเมื่อนายพล เน วิน ทำการรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 1962 ครอบครัวของเจ้านางเฮือนคำถูกไล่เช็กบิลหนักที่สุด มีคำสั่งให้จับกุมตัวเจ้าส่วยไตก์ไปขังคุก

การบุกจับตัวครั้งนี้ยังส่งผลให้ลูกชายวัย 17 ปีของเจ้านางเฮือนคำและเจ้าส่วยไตก์พลอยถูกสังหารไปด้วย

หลังจากเจ้าส่วยไตก์เสียชีวิตในเรือนจำในเดือน พ.ย. 1962 เจ้านางเฮือนคำตัดสินใจหนีการไล่ล่าของนายพล เน วิน อย่างไม่คิดชีวิต ด้วยการพาลูกชาย 5 คนที่เหลือว่ายน้ำหนีข้ามมายังประเทศไทยก่อนจะลี้ภัยต่อไปยังแคนาดา

ขณะที่อยู่ระหว่างลี้ภัยเจ้านางเฮือนคำได้สร้างเครือข่ายต่อสู้เพื่อชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน และเจ้านางกับลูกชายคือ เจ้าช้างยองห้วย ร่วมกันก่อตั้งสภาสงครามรัฐฉาน (SSWC) ในปี 1964 และกองทัพรัฐฉาน (SSA) ที่เชียงใหม่ โดยเจ้านางนั่งเก้าอี้ประธาน SSWC

เจ้านางเฮือนคำเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2003 ขณะลี้ภัยอยู่ในแคนาดาในวัย 86 ปี