โลกหลังโควิด tele-health จะมาแรง สตาร์ทอัพมุ่งปฏิวัติ ‘สุขภาพทางไกล’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667516

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 11:14 น.โลกหลังโควิด tele-health จะมาแรง สตาร์ทอัพมุ่งปฏิวัติ 'สุขภาพทางไกล'  ตั้งแต่แอปด้านสุขภาพจิตไปจนถึงหมวกที่อาจกระตุ้นสมองของผู้ป่วยจากระยะไกล สตาร์ทอัพที่ Web Summit ในปีนี้กำลังวางเดิมพันการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไปสู่ ??”การแพทย์ทางไกล” (tele-medicine) ในขณะที่โลกนี้เริ่มสลัดตัวออกมาจากการระบาดใหญ่

การใช้เทคโนโลยีรักษาผู้ป่วยแทบเป็นหัวข้อหลักในการประชุมเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกลับมาจัดอีกครั้งที่ลิสบอนในสัปดาห์นี้หลังจากโควิด-19 บังคับให้ต้องย้ายไปจัดทางออนไลน์ในปี 2020

“ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์เพื่อความต้องการในชีวิตประจำวันมากมาย ทำไมบริการสุขภาพไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งนี้” โยฮันเนส ชิลด์ (Johannes Schildt) จากบริษัท Kry ให้บริการผู้ป่วยจองการนัดหมายทางการแพทย์บนหน้าจอ

“การระบาดใหญ่ได้เร่งการนำเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้มาใช้อย่างรวดเร็ว” ชิลด์ กล่าวกับ AFP

Kry ซึ่งตั้งอยู่ในสวีเดนซึ่งดำเนินงานใน 5 ประเทศในยุโรปนั้นอไม่ใช่แอปเดียวที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีความจำเป็นในการไปพบแพทย์

และไม่ใช่สตาร์ทอัพทั้งหมดที่เพิ่งเริ่มต้นเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่สุขภาพกาย Calmerry ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐ เป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งให้บริการเซสชันวิดีโอกับนักบำบัดโรคด้านสุขภาพจิต

ออกซานา ทอลมาโชวา (Oksana Tolmachova) ผู้ร่วมก่อตั้งของ Calmerry เผยว่าระบบการรักษาพยาบาลของรัฐส่วนใหญ่จำกัดการเข้าถึงบริการดังกล่าว หรือไม่มีเลย ซึ่งบริษัทจะสมัครโดยเสียค่าบรการเริ่มต้นที่ 42 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ กล่าวว่าเป้าหมายหลักคือทำให้การรักษามีราคาถูกลง

– มั่นใจในหุ่นยนต์ –

แอพอื่นๆ กำลังใช้แนวทางที่แตกต่างออกไปเพื่อจัดการกับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงการระบาดใหญ่

แชทบ็อตสุขภาพจิต Woebot ยังเชิญผู้ใช้ให้มาพูดคุยถึงปัญหาของพวกเขา แต่คำตอบมาจากปัญญาประดิษฐ์มากกว่านักบำบัดโรคของมนุษย์

ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกไม่สบายใจกับความคิดที่จะพึ่งพาบริการจากซอฟต์แวร์แบบหมดจิตหมดใจ แต่การศึกษาแนะนำว่าการไว้วางใจในมนุษย์เสมือนสามารถกระตุ้นให้ผู้คนเปิดใจได้

แอลิสัน ดาร์ซีย์ (Alison Darcy) ผู้ก่อตั้ง Woebot นักจิตวิทยาด้านการวิจัยทางคลินิก กล่าวว่า าแชทบอท (Chatbot) หลีกเลี่ยง “ภาระและโครงสร้างทางสังคม” ที่มาพร้อมกับปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ เช่น กังวลว่าอีกฝ่ายจะตัดสินคุณ

และด้วยจำนวนนักบำบัดที่ได้รับการฝึกอบรมไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต ดาร์ซีแย้งว่า AI เป็นเครื่องมือที่ถูกต้องในการแก้ปัญหา

“เราต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยให้ผู้คนหายป่วย” เธอกล่าว

– ‘ขยายการเข้าถึง’ –

ดาร์ซีไม่เชื่อว่าแชทบอทจะเข้ามาแทนที่นักบำบัดโรคของมนุษย์โดยสิ้นเชิง และพบว่า AI นั้นมีข้อจำกัดในด้านการดูแลสุขภาพ

หน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพ MHRA ของสหราชอาณาจักรแสดงความกังวลเมื่อเดือนมีนาคมเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ตรวจสอบอาการที่ใช้โดย Babylon บริษัทด้าน tele-health หลังจากรายงานว่าล้มเหลวในการระบุบางกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการร้ายแรง

นักวิจารณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่การแพทย์ทางไกลยังกังวลว่าผู้ให้บริการอาจล่อลวงให้ผู้ป่วยให้นัดหมายกับแพทย์แบบเสมือนจริงที่มีต้นทุนถูกกว่าแทนที่จะต้องพบแพทย์แบบเห็นหน้ากัน

บริษัทสตาร์ทอัพด้านสุขภาพหลายรายกล่าวว่าอนาคตอยู่ที่การผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน

“ดิจิทัลมีส่วนสำคัญในบทบาทนี้ แต่ประสบการณ์ทางกายภาพก็มีความสำคัญเช่นกัน เรามีคลินิกทางกายภาพเช่นกันในสวีเดน นอร์เวย์ และฝรั่งเศส” ชิลด์กล่าว

นอกจากนี้ เขายังปฏิเสธคำวิจารณ์ที่ว่าไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงบริการต่างๆ เช่น Kry ซึ่งต้องใช้สมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ดี

Kry มีผู้ป่วยใน 90 ของพวกเขาที่สามารถหาวิธีแก้ไขเทคโนโลยีของตน Schildt กล่าว

โดยรวมแล้ว เขายืนยันว่า “ดิจิทัลเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้กว้างขึ้น”

– การติดตามจากระยะไกล –

ความท้าทายที่ยังเหลืออยู่ประการหนึ่งคือ การออกกฎหมายในหลายประเทศยังไม่ทันกับการปฏิวัติการแพทย์ทางไกล แม้ว่าจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ตาม

การนัดหมายเสมือนจริงมีให้บริการผ่านระบบสาธารณสุขของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2018 ในขณะที่เยอรมนีเริ่มอนุญาตให้แพทย์สั่งใช้แอพต่างๆ เช่น เครื่องติดตามน้ำหนัก เมื่อปีที่แล้ว

และระหว่างการนัดหมาย ผู้ป่วยสามารถติดตามสุขภาพของพวกเขาจากระยะไกลได้อย่างต่อเนื่อง ต้องขอบคุณบริษัทสตาร์ทอัพที่เพิ่มมากขึ้น

อานา มาอิเกส (Ana Maiques) ผู้ร่วมก่อตั้ง Neuroelectrics ในบาร์เซโลนา ได้แสดงให้ผู้คนเห็นที่งาน Web Summit ว่าหมวกนิรภัยที่บริษัทพัฒนาขึ้นนั้นสามารถตรวจสอบสมองของผู้ป่วยจากที่บ้านได้อย่างไร

อุปกรณ์นี้ใช้เซ็นเซอร์เพื่อแสดงกิจกรรมในส่วนต่างๆ ของสมอง และยังสามารถชีพจรไฟฟ้าไปยังพื้นที่เป้าหมาย ช่วยรักษาสภาพต่างๆ เช่น โรคลมบ้าหมูจากระยะไกล

ตำนานฟุตบอลสเปน อิเก กาซิยาส (Iker Casillas) เป็นหนึ่งในนักลงทุนใน Idoven การเริ่มต้นใช้งาน AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากชุดตรวจหัวใจที่บ้าน

เทคโนโลยีนี้ออกแบบมาเพื่อตรวจจับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ Casillas ให้ความสำคัญอย่างยิ่งหลังจากหัวใจวายในปี 2019

“เราเป็นบริษัทแรกในโลกที่สามารถทำได้” มานูเอล มารินา เบรีสเซ (Manuel Marina Breysse) ซีอีโอของบริษัทกล่าวกับ AFP

Photo by CARLOS COSTA / AFP

Elon Musk ทำโพลถามชาว Twitter ขายหุ้น Tesla ดีไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667507

วันที่ 07 พ.ย. 2564 เวลา 09:54 น.Elon Musk ทำโพลถามชาว Twitter ขายหุ้น Tesla ดีไหม?ทวีตตลกหรือคำถามจริง? อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ทำโพลถามผู้ติดตาม Twitter ของเขามากกว่า 62 ล้านคนเมื่อวันเสาร์ว่าเขาควรขายหุ้น Tesla ถึง 10% หรือไม่ โดยยืนยันว่าเขาจะทำตามผลการโหวต

คำถามของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่เหนือชั้นนี้เป็นไปตามข้อเสนอของสมาชิกรัฐสภาสหรฐจากพรรคเดโมแครตที่จะเก็บภาษีคนรวยที่ร่ำรวยมากขึ้นโดยการกำหนดเป้าหมายหุ้น ซึ่งมักจะถูกเก็บภาษีเมื่อขายเท่านั้น

“เมื่อเร็ว ๆ นี้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นเป็นวิธีการหลีกเลี่ยงภาษีอย่างหนึ่ง ดังนั้นผมจึงเสนอให้ขายหุ้นเทสลา 10% ของผม” มัสค์เขียนโดยถามผู้ติดตามว่าพวกเขาเห็นด้วยหรือไม่ คือ “เห็นด้วย” (Yes ) หรือ “ไม่เห็นด้วย” (No)

“ผมจะยึดถือผลการสำรวจนี้ ไม่ว่าจะไปทางไหน” มหาเศรษฐีผู้นี้กล่าว

ณ เวลาก่อน 10.00 น. ตามเวลาประเทศไทย วันที่ 7 พฤษจิกายน มีผู้เข้ามาโหวตกว่า 2 ล้านครั้ง ผู้ที่ตอบ Yes 55% และผู้ตอบ No จำนวน 45%

มัสก์เป็นเจ้าของหุ้นประมาณร้อยละ 17 ของหุ้นเทสลา (Tesla) ณ วันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 208,370 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ Bloomberg เขายังได้รับออปชั่นจำนวนมากและหุ้นแปลงสภาพเป็นค่าตอบแทนด้วย

เมื่อพิจารณาถึงเงินเดิมพันของเขาในบริษัทอื่นๆ ของเขา เช่น บริษัทเทคโนโลยีประสาท Neuralink และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง SpaceX ในทางทฤษฎีแล้ว มัสก์เป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกด้วยทรัพย์สินประมาณ 338,000 ล้านดอลลาร์ตามข้อมูล Bloomberg

แต่มัสก์ทวีตว่า “หมายเหตุ ผมไม่ได้รับเงินเดือนเงินสดหรือโบนัสจากทุกที่”

“ผมมีหุ้นอยู่เท่านั้น ดังนั้นวิธีเดียวที่ผมจะจ่ายภาษีเป็นการส่วนตัวคือการขายหุ้น”

ในการประชุม Code Conference ในเดือนกันยายน Musk กล่าวว่าเขาจ่ายอัตราภาษีที่แท้จริง 53% ในส่วนของออปชั่นที่เขาถืออยู่ เขาเสริมว่าเขาคาดว่าอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นในปีหน้าโดย “จะได้รับเงิน (ภาษี) จำนวนมากในสามเดือนข้างหน้าเนื่องจากออปชั่นที่หมดอายุ”

Photo REUTERS/Michele Tantussi/File Photo

ชาวเมืองรุ่ยลี่ของจีนทนไม่ไหวพากันอพยพหนีล็อกดาวน์สุดเข้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667488

วันที่ 06 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.ชาวเมืองรุ่ยลี่ของจีนทนไม่ไหวพากันอพยพหนีล็อกดาวน์สุดเข้ม เปิดเรื่องเล่าอีกมุมหนึ่งจากปากของชาวเมืองรุ่ยลี่ที่ถูกล็อกดาวน์เข้มและบ่อยที่สุดเพราะอยู่ติดเมียนมา

บทความของสำนักข่าว New York Times ตีแผ่ความจริงอีกแง่มุมหนึ่งของชาวเมืองรุ่ยลี่ เมืองเล็กๆ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่ที่ถูกล็อกดาวน์เข้มงวดมากที่สุดในจีนหรืออาจจะในโลก เนื่องจากมีพรมแดนติดกับเมียนมาและมีผู้ติดเชื้อเล็ดลอดเข้ามา

New York Times ระบุว่า ในรอบปีที่ผ่านมาเมืองรุ่ยลี่ถูกล็อกดาวน์ 4 ครั้ง โดยมีครั้งหนึ่งนานถึง 26 วัน บ้านเรือนทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายโดยไม่มีกำหนดเพื่อสร้าง “เขตกันชน” ป้องกันไม่ให้ Covid-19 จากเมียนมาเล็ดลอดเข้าไป ขณะที่โรงเรียนต้องปิดมานานหลายเดือน ยกเว้นบางโรงเรียนบางชั้นที่นักเรียนและครูยังอยู่ที่โรงเรียน

เมืองรุ่ยลี่ต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนกับเมียนมา การปิดพรมแดนนานๆ จึงทำให้เศรษฐกิจชะงัก ชาวบ้านหลายคนขาดรายได้มาหลายเดือนแล้ว ทั้งยังต้องตรวจหาเชื้อกันแทบจะทุกวัน

หลิวปิน ชาวเมืองรุ่ยลี่วัย 59 ปีซึ่งเป็นนายหน้านำเข้าส่งออกสินค้าสูญเสียรายได้กว่า 150,000 เหรียญสหรัฐเผยกับ New York Times ว่า “ทำไมชีวิตผมต้องถูกบีบคั้นขนาดนี้ ชีวิตผมก็สำคัญ ผมทำตามมาตรการควบคุมโรคระบาดอย่างเข้มงวด คนธรรมดาอย่างพวกเราต้องทำอะไรอีกถึงจะผ่านมาตรฐาน”

New York Times ระบุว่า ตอนนี้จีนเป็นเพียงประเทศเดียวที่ยังคงมาตรการควบคุม Covid-19 ให้เป็นศูนย์ (Zero Covid) และชาวเมืองรุ่ยลี่ซึ่งมีประชากรราว 270,000 ช่วงก่อน Covid-19 ระบาด ต้องเผชิญกับนโยบาย Zero Covid ที่เข้มงวดและสุดขั้วที่สุดแม้ว่าจะพบผู้ติดเชื้อเพียงรายเดียวก็ตาม

ขณะที่เมืองอื่นๆ ของจีนอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์แบบจำกัดพื้นที่และคงอยู่ไม่กี่สัปดาห์ แต่ที่เมืองรุ่ยลี่ในปีที่ผ่านมาต้องเจอกับการล็อกดาวน์ที่ยืดเยื้อ ประชาชนต้องกักตัวอยู่ภายในบ้านครั้งละหลายสัปดาห์

หรือแม้แต่ในช่วงช่องว่างระหว่างการประกาศล็อกดาวน์อย่างเป็นทางการชาวบ้านยังไม่สามารถออกไปทานอาหารที่ร้าน ส่วนธุรกิจหลายๆ อย่างยังคงปิดทำการ

ผู้ให้บริการขับขี่รถของแอพพลิเคชั่นเรียกรถรายหนึ่งเผยกับสื่อของรัฐบาลจีนว่า ช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาเขาต้องตรวจหาเชื้อถึง 90 ครั้ง และผู้ปกครองอีกรายหนึ่งเผยว่า ลูกชายวัย 1 ขวบของเขาผ่านการตรวจมาแล้ว 74 ครั้ง

New York Times ระบุว่า ชาวบ้านนับหมื่นคนพากันอพยพออกจากหมู่บ้านไปยังเมืองอื่นในช่วงที่ผ่อนคลายล็อกดาวน์ก่อนจะกลับมาล็อกใหม่อีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพิ่งทราบว่าประชากรลดลงเหลือราว 200,000 คนเท่านั้น

หลังจากนั้นทางการเมืองรุ่ยลี่จึงสกัดการอพยพออกนอกพื้นที่ด้วยการออกคำสั่งให้คนที่จะออกจากพื้นที่ต้องออกค่าใช้จ่ายกักตัว 21 วันก่อนออกเดินทางเอง

ท่ามกลางความสิ้นหวังของชาวเมือง ไต้หรงหลี่ อดีตรองนายกเทศมนตรีเมืองรุ่ยลี่ถึงกับเขียนบล็อกระบายความอัดอั้นในหัวข้อ “รุ่ยลี่ต้องการการดูแลจากมาตุภูมิ” ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าทึ่งในประเทศที่ข้าราชการมักจะไม่ทำตัวแตกแถวหรือขัดคำสั่งรัฐบาล

“ทุกครั้งที่เมืองนี้ถูกล็อกดาวน์มันคืออีกตัวอย่างหนึ่งของการสูญเสียทางอารมณ์และทางวัตถุอย่างร้ายแรง” อดีตเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวดังกล่าวระบุ “ทุกประสบการณ์ในการต่อสู้กับไวรัสคือการสั่งสมความคับข้องใจเพิ่มขึ้น”

ไต้หรงหลี่ระบุต่อว่า “โรคระบาดได้ปล้นเมืองนี้ไปครั้งแล้วครั้งเล่า และยังดูดเอาร่องรอยสุดท้ายแห่งชีวิตออกไป การล็อกดาวน์ระยะยาวทำให้การพัฒนาของเมืองนี้ต้องหยุดชะงัก การกลับมาเดินหน้าการผลิตและดำเนินธุรกิจที่จำเป็นถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด”

ขณะที่ชาวเมืองรุ่ยลี่ได้โพสต์ภาพและบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง เช่น ไม่สามารถไปเยี่ยมญาติที่เจ็บป่วย หรือถ่ายคลิปขณะเดินไปตามถนนที่ร้างผู้คน ร้านรวงต่างๆ และร้านอาหารพากันปิด ผ่านโซเชียลมีเดียซึ่งมีการแชร์ออกไปเป็นวงกว้าง

สื่อรัฐบาลจีนรายงานว่า ช่วงเดือนที่ผ่านมาเมืองรุ่ยลี่พบผู้ติดเชื้อในประเทศที่แสดงอาการเพียง 5 ราย ขณะที่ประชาชนกว่า 96% ในเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงได้รับวัคซีนแล้ว และไม่มีการพบเชื้อในชาวเมืองรุ่ยลี่ที่เดินทางออกไปยังพื้นที่อื่นในจีน

ถึงกระนั้นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยังยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงมาตรการต่างๆ มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก

หยางโหมว รองนายกเทศมนตรีเมืองรุ่ยลี่เผยเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ว่า “หากการระบาดของรุ่ยลี่ไม่เป็นศูนย์ก็มีความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อออกไปภายนอก”

จินตงเยี่ยน นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮ่องกงเผยกับ New York Times ว่า รุ่ยลี่คือตัวอย่างที่ดีของความดื้อรั้นของรัฐบาลจีนในการรับมือโรคระบาด นับตั้งแต่เกิดการระบาดรัฐบาลก็สั่งล็อกดาวน์และระดมตรวจเชิงรุกเหมือนกันหมดโดยไม่พิจารณาวิธีอื่นที่ได้ผลซึ่งเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเลย

New York Times ระบุอีกว่า เมืองรุ่ยลี่คือเมืองที่มีความเปราะบางต่อทั้งไวรัสและภาระต่างๆ ของการล็อกดาวน์ ด้วยความที่ตั้งอยู่ในมุมของมณฑลยูนนาน จึงมีพรมแดนติดกับเมียนมายาวกว่า 160 กิโลเมตร และเป็นช่องทางเข้าออกของทั้งนักท่องเที่ยวและการค้าขาย

เมื่องทางการสั่งปิดพรมแดน การค้าและการท่องเที่ยวจึงพังไม่เป็นท่า ถึงอย่างนั้นพรมแดนขอเมืองรุ่ยลี่ก็ยังมีช่องโหว่ที่อาจทำให้เชื้อเล็ดลอดเข้าไปได้

อีกทั้งการก่อรัฐประหารในเมียนมายังทำให้ชาวเมียนมาหลายคนลี้ภัยเข้าไปในเมืองทั้งถูกและผิดกฎหมาย จึงมีโอกาสที่จะพาเชื้อจากเมียนมาเข้าไปในรุ่ยลี่

Photo by STR / AFP

ผู้เชี่ยวชาญแนะรัฐบาลลาวใช้ทางรถไฟจีน-ลาวหนุนเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667486

วันที่ 06 พ.ย. 2564 เวลา 16:30 น.ผู้เชี่ยวชาญแนะรัฐบาลลาวใช้ทางรถไฟจีน-ลาวหนุนเศรษฐกิจลาวหวังใช้ทางรถไฟจีน-ลาวเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อทางบกระดับภูมิภาค

นักเศรษฐศาสตร์และฝ่ายนิติบัญญัติของลาว เรียกร้องให้รัฐบาลอาศัยข้อได้เปรียบจากทางรถไฟจีน-ลาวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงดำเนินงานมากขึ้นเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ

หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ ไทมส์รายงานในวันศุกร์ (5 พ.ย.) ว่าทางรถไฟดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งรัดแผนฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) และเปิดประเทศอีกครั้งเพื่อลดผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด

รัฐบาลลาวตั้งเป้าการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไว้ที่ร้อยละ 4 และอัตราเงินเฟ้อไว้ที่ร้อยละ 5-7 สำหรับปี 2022 อย่างไรก็ดี ลีเบอ ลีบัวปาว (Leeber Leebouapao) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส และประธานคณะกรรมการการวางแผน การเงิน และการตรวจสอบของสภาแห่งชาติลาว กล่าวระหว่างการประชุมสภาแห่งชาติ ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนตัวเลขข้างต้นใหม่อีกครั้ง

ลีเบอกล่าวว่า ตามหลักการแล้วการเติบโตของจีดีพีต้องสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อสะท้อนถึงแนวโน้มการพัฒนาประเทศในเชิงบวก หากอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าจีดีพีนั้นหมายความว่าประเทศไม่มีการเติบโต

วาลี เวดสะพง (Valy Vetsapong) สมาชิกสภาแห่งชาติ และรองประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว กล่าวว่าตัวเลขจีดีพีอาจเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 ทว่ารัฐบาลยังจำเป็นต้องดำเนินงานมากขึ้นเพื่อพัฒนาภาคบริการ ซึ่งไม่ใช่แค่ภาคการท่องเที่ยว แต่ยังรวมถึงบรรดาวิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งจะช่วยสร้างงานและรายได้ให้กับรัฐบาลเพิ่มขึ้นผ่านการจัดเก็บภาษี

วาลีกล่าวว่าผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจทางรถไฟจีน-ลาว ซึ่งจะช่วยลาวในการเปลี่ยนแปลงจากประเทศที่เสียเปรียบทางภูมิศาสตร์ ให้กลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อทางบกระดับภูมิภาคผ่านการใช้ประโยชน์ของตำแหน่งที่ตั้ง

วาลีกล่าวต่อว่าผู้ประกอบการลาวต้องแบกรับต้นทุนด้านการขนส่งที่สูงมานานหลายปี แต่ปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขเมื่อทางรถไฟจีน-ลาว เริ่มเปิดทำการในเดือนธันวาคมนี้ โดยสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งในปัจจุบันของรัฐบาล คือการเร่งการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากรร้อยละ 80-90 และเปิดประเทศอีกครั้ง

“อย่างไรก็ตาม การเปิดพรมแดนอีกครั้งจำเป็นต้องได้รับการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการปฏิบัติตามแนวทางป้องกันโรคโควิด-19” วาลีทิ้งท้าย

ภาพ: xinhuathai

คนเวียดนามเดือด รมว.กินสเต๊กหรูจานละเกือบ 4 หมื่นแต่ชาวบ้านยังยากจน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667482

วันที่ 06 พ.ย. 2564 เวลา 14:46 น.คนเวียดนามเดือด รมว.กินสเต๊กหรูจานละเกือบ 4 หมื่นแต่ชาวบ้านยังยากจนชาวเวียดนามพากันวิจารณ์รัฐมนตรีกินสเต๊กหรูห่อทองจากร้านเชฟชื่อดัง “ซอลต์เบ” ในอังกฤษ

สำนักข่าว AFP รายงานว่า คลิปวิดีโอขณะที่ โต่เลิม รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของเวียดนามและคณะกำลังรับประทานสเต๊กแปะแผ่นทองคำ 24 เคสุดหรูจากร้านอาหารชื่อดังของเชฟซอลต์เบในกรุงลอนดอน สร้างความไม่พอใจให้กับชาวเวียดนาม เนื่องจากบางคนยังต้องใช้ชีวิตด้วยความยากลำบากจากการระบาดของ Covid-19

ร้านอาหารที่รัฐมนตรีเวียดนามและคณะไปใช้บริการคือร้าน Nusr-Et Steakhouse ซึ่งตั้งอยู่ในย่านสุดหรูอย่างไนท์บริดจ์ของกรุงลอนดอน โดยเป็นร้านของ นูสเร็ต โกเช เชฟชื่อดังชาวตุรกีที่รู้จักกันในชื่อ ซอลต์เบ (Salt Bae) ที่โด่งดังจากท่าโรยเกลืออันเป็นเอกลักษณ์

ส่วนราคาของสเต๊กหรูนี้ไม่ได้ระบุไว้ในเว็บไซต์ของร้านอาหาร แต่จากข้อมูลการรีวิวพบว่าสนนราคาตั้งแต่ 1,140-2,015 เหรียญสหรัฐ หรือราว 37,882-66,958 บาท ซึ่งยังไม่รวมค่าเครื่องดื่มและค่าบริการอีก 15%

คลิปวิดีโอเจ้าปัญหาซึ่งโพสต์ลงในบัญชี TikTok ของเชฟซอลต์เบซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 11 ล้านคน ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. และถูกลบไปแล้ว ทว่าภาพที่จับจากหน้าจอและคลิปฉบับก๊อบปี้ถูกแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์ของเวียดนาม

อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่าคลิปวิดีโอนี้ถูกบันทึกเมื่อใด แต่รัฐมนตรีของเวียดนามอยู่ที่สหราชอาณาจักรเพื่อร่วมประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ COP26 และพบกับรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของอังกฤษเมื่อวันจันทร์ (1 พ.ย.)

คลิปดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้ชาวเวียดนาม เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญกับความยากลำบากหลังการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่ทำให้ชาวบ้านตกงานจำนวนมาก และยังส่งผลให้เศรษฐกิจของเวียดนามชะลอตัว

เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ค Pham Viet Duc เผยถึงคลิปว่า “ผู้คนกำลังลำบากจากโรคระบาด แต่รัฐมนตรีกลับใช้ชีวิตหรูหราราวกับเซเลบระดับโลก รัฐบาลชอบบ่นว่ามีปัญหาด้านการเงิน แต่พวกเขากลับขโมยเงินประชาชนไปใช้ชีวิตหรูอย่างกับวันพรุ่งนี้จะไม่มาถึง”

ส่วน Tommy Lee คอมเม้นต์ว่า “เราแค่บังเอิญเห็นคลิปนี้ แต่จริงๆ แล้วพวกเขาใช้เงินกันแบบนี้มาเป็นพันๆ ครั้งแล้ว”

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักสถิติเวียดนามพบว่า ชาวเวียดนามมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนราว 184 เหรียญสหรัฐ หรือราว 6,114 บาทในปี 2020

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ประธานาธิบดี นิโกลา มาดูโร ของเวเนซุเอลา ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือดหลังเข้าไปใช้บริการที่สาขาของร้านอาหารเดียวกันนี้ในตุรกีในขณะที่ประชาชนอดอยากเช่นกัน

ภาพ: Instagram/SaltBae

สภาสหรัฐผ่านงบโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667460

วันที่ 06 พ.ย. 2564 เวลา 11:36 น.สภาสหรัฐผ่านงบโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐผ่านร่างกฎหมายงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานก้อนใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี

สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐมีมติ 228 ต่อ 206 เสียงผ่านร่างกฎหมายการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานรวมมูลค่า 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับเป็นงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานก้อนใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีของสหรัฐ

การลงคะแนนครั้งนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน 13 คนลงคะแนนผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ ส่วนในพรรคเดโมแครตเองมีผู้โหวตไม่สนับสนุน 6 คน

หลังจากนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยังประธานาธิบดี โจ ไบเดน เพื่อลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดยไบเดนวางกฎหมายดังกล่าวไว้ในตำแหน่งที่เป็นขั้นตอนสำคัญในการรับมือกับความท้าทายจากจีนที่กำลังขยายอิทธิพล ทั้งยังเป็นการทดสอบความสามารถของผู้กำหนดนโยบายในช่วงเวลาที่มีความเห็นไม่ตรงกันภายในพรรค

งบประมาณส่วนนี้จำนวน 550,000 ล้านเหรียญสหรัฐจะนำไปใช้ในการเสริมสร้างถนน สะพาน และทางหลวง รวมทั้งปรับปรุงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และทำให้โครงข่ายไฟฟ้าของชาติทันสมัยขึ้น ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มองว่าจะช่วยกระตุ้นผลิตภาพ (productivity) และการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว

และยังรวมถึงการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของสหรัฐในการเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

การผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้มีขึ้นหลังจากต้องเลื่อนโหวตมาแล้ว 2 ครั้งในเดือน ก.ย. และ ต.ค. เนื่องจากสภายังมีความเห็นไม่ตรงกัน

REUTERS/Evelyn Hockstein

ยาเม็ดต้านโควิด Paxlovid ของ Pfizer ลดเสียชีวิตได้ 89% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667457

วันที่ 06 พ.ย. 2564 เวลา 10:21 น.ยาเม็ดต้านโควิด Paxlovid ของ Pfizer ลดเสียชีวิตได้ 89%ผลทดลองยาเม็ดต้าน Covid-19 ของ Pfizer ช่วยลดการเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ 89%

อัลเบิร์ต บัวร์ลา ซีอีโอ Pfizer เผยข่าวดีว่า ยาเม็ดต้าน Covid-19 Paxlovid (แพ็กซ์โลวิด) มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง โดยสามารถลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้ 89% ในกลุ่มผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการหนัก

การวิเคราะห์ข้อมูลยาเม็ดของ Pfizer มาจากผู้ใหญ่ 1,219 คนจากอเมริกาเหนือและใต้ ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย โดยหลังจากมีอาการผู้ป่วยบางรายได้รับยาเม็ด Paxlovid ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งได้รับยาหลอกเป็นเวลา 5 วัน ในทุก 12 ชั่วโมง ผลปรากฏว่า ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกเสียชีวิต 10 คน ส่วนกลุ่มที่ได้รับยาเม็ด Paxlovid ไม่มีผู้เสียชีวิต

ยาเม็ด Paxlovid ของ Pfizer เป็นยาเม็ดต้าน Covid-19 ตัวที่สองรองจากยา Molnupiravir (โมลนูพิราเวียร์) ของบริษัท Merck

Pfizer เผยว่าจะยื่นข้อมูลให้องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ให้เร็วที่สุดเพื่อขออนุมัติการใช้ในกรณีฉุกเฉิน

“ข่าววันนี้เป็นตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงในความพยายามของโลกเพื่อหยุดยั้งหายนะของโรคระบาด” บัวร์ลากล่าว “ข้อมูลเหล่านี้บ่งบอกว่ายาเม็ดของเรา หากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานที่ควบคุมดูแล มีประสิทธิภาพในการรักษาชีวิตผู้ป่วย ลดความรุนแรงของการติด Covid-19 และลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้มากถึง 9 จาก 10 เคส”

บัวร์ลาเผบกับสำนักข่าว CNN ว่า คาดว่าบริษัทจะยื่นขออนุมัติกับ FDA ก่อนวันหยุดวันขอบคุรพระเจ้าซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 25 พ.ย.

ด้านประธานาธิบดี โจ ไบเดน เผยว่า รัฐบาลสหรัฐสั่งซื้อยาดังกล่าวแล้วกว่า 1 ล้านโดส

REUTERS/Carlo Allegri/File Photo

Pfizer กำลังเจรจากับ 90 ประเทศ ขายยาโควิดตัวใหม่ประสิทธิภาพรักษา 89% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667456

วันที่ 06 พ.ย. 2564 เวลา 10:02 น.Pfizer กำลังเจรจากับ 90 ประเทศ ขายยาโควิดตัวใหม่ประสิทธิภาพรักษา 89%หลังการเปิดเผยประสิทธิภาพของยารักษาโควิดตัวใหม่ที่น่าทึ่ง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) กำลังหารือกับ 90 ประเทศเกี่ยวกับสัญญาการจัดหายาทดลองโควิด-19 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าลดความเสี่ยงของการรักษาในโรงพยาบาลหรือการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงถึง 89% หัวหน้าผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ Albert Bourla กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์

เขากล่าวว่าไฟเซอร์คาดว่าจะกำหนดราคายารักษาที่เรียกว่า Paxlovid ใกล้กับคู่แข่งกับยากินของบริษัท Merck & Co Inc. 

ราคาตามสัญญาจัดซื้อของ Merck ในสหรัฐอเมริกาสำหรับยาเม็ด molnupiriavr อยู่ที่ประมาณ 700 ดอลลาร์สำหรับหลักสูตรการรักษา 5 วัน

Albert Bourla ยังเผยว่าบริษัทมุ่งเน้นการผลิตยา COVID-19 ด้วยตัวเอง และตั้งเป้าเพิ่มการผลิตแล้ว พร้อมพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะเพิ่มกำลังกาารผลิตเป็นสองเท่าทั่วโลก

Photo by Don EMMERT / AFP

‘มงกุฏกา’ กับอำนาจมนตราแห่งกษัตริย์ภูฏาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667344

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 19:54 น.'มงกุฏกา' กับอำนาจมนตราแห่งกษัตริย์ภูฏานวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ประมุขแห่งราชอาณาจักรภูฏาน

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย มักมี “เครื่องราชกกุธภัณฑ์” ที่เป็นสัญลักษณ์อำนาจแห่งองค์เหนือหัว ในประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดีย เช่นในไทย ลาว กัมพูชา จามปา ชวาและบาหลี “ร่มขาว” หรือเศวตฉัตร คือสัญลัษณ์แห่งพระมหากษัตริย์ ในไทยนั้นยิ่งฉัตรมีหลายชั้น (เก้าชั้น คือนพปฎลมหาเศวตฉัตร) ยิ่งหมายถึงพระราชอำนาจอันสูงส่ง

เครื่องกกุธภัณฑ์จำพวกนี้มักมีความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์พ่วงมาด้วย เช่น ในไทยเชื่อว่านพปฎลมหาเศวตฉัตรนั้นมีเทพยดาเป็นอารักษ์อยู่ จะต้องทำพลีกรรมบวงสรวงอยู่เป็นนิตย์และจะล่วงละเมิดไม่ได้ เทพผู้รักษาเศวตฉัตรยังเป็นผู้รักษาแผ่นดินด้วยในทำนองเดียวกับความเชื่อเรื่องพระสยามเทวาธิราช

ในกัมพูชายังมีเครื่องกกุธภัณฑ์อีกองค์หนึ่งที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์และมีอิทธิฤทธิ์เล่าสืบต่อมาเป็นตำนาน คือ “พระขรรค์ราช” จะถวายให้พระมหากษัตริย์เพื่อคราวทรงขึ้นครองราชย์ และจต้องจัดบารคูหรือพราหมณ์คอบทำพิธีบวงสรวงเสมอ เชื่อกันว่าสีของพระขรรค์ราชนั้นบอกดวงชะตาของบ้านเมืองได้ หากมีสีสนิมแดงดั่งเลือดแสดงว่าบ้านเมืองถึงกาลวิบัติ

ที่ญี่ปุ่นมีกกุธภัณฑ์ 3 ประการ คือพระแสงคุซานางิหนึ่ง คันฉ่องยาตะหนึ่ง และมณียาซากานิหนึ่ง ทั้งสามสิ่งนี้ พระแสงคุซานางิดูเหมือนจะมีความสำคัญมากที่สุด เนื่องจากเกี่ยวพันกับเทพเจ้าผู้เป็นบรรพชนของจักรพรรดิญี่ปุ่น และมีบันทึกถึงอิทธิฤทธิ์ของพระแสงนี้ในประวัติศาสตร์โบราณ (บันทึกประวัติศาสตร์โคจิกิ)

ความเชื่อของฤทธิ์เดชของเครื่องกกุธภัณฑ์จึงเกี่ยวข้องกับศาสนาในประเทศนั้น เรื่องพระแสงคุซานางิเกี่ยวข้องโดยตรงกับเทพเจ้าในศาสนาชินโต เรื่องพระเศวตฉัตรเป็นคติที่เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์ เช่นเดียวกับพระขรรค์ราชของกัมพูชาที่เกีย่วข้องกับศาสนาพราหมณ์และความเชื่อท้องถิ่น

ภูฏาน เป็นประเทศพุทธศาสนาฝ่ายมหายานแบบวัชรยาน พระมหากษัตริย์นอกจากจะทรงเป็นประมุขทางโลกยังทรงมีภารกิจในทางธรรมด้วย

ตามปกติแล้ว วัฒนธรรมในเอเชียจะไม่ถือมงกุฏว่าเป็นกกุธภัณฑ์ที่มีอภินิหารและเป็นเครื่องหลักเหมือนคติที่ถือกันในยุโรป เแต่ภูฏานเป็นข้อยกเว้น เครื่องกกุธภัณฑ์สำคัญของกษัตริย์คือมงกุฏ (หรืออันที่จริงควรเป็นพระมาลามากกว่า แต่ทางภูฏานเรียกอุษา) เรียกว่า “มงกุฏกา” (Raven Crown)

กรรมา พุนโช (Karma Phuntsho)นักคิดและนักสังคมสงเคราะห์ ประธานมูลนิธิ Loden และเป็นผู้เขียนหนังสือและบทความมากมาย รวมทั้งหนังสือ The History of Bhutan เล่าถึงที่มาของมงกุฏอีกาว่า อีกาเป็นสัตว์มงคล เมื่อครั้งที่ท่านงาวัง นัมกยัล พระลามะชั้นสูง (มีสมณะฉายาว่า ซับดรุง รินโปเช) มีเหตุให้ต้องลี้ภัยจากทิเบตมาปักหลักที่ภูฏาน ท่านเกิดนิมิตว่าได้เหาะมาจากทิเบตมายังทิมพู (ปัจจุบันคือเมืองหลวงของภูฏาน) โดยบินมากับกาตัวหนึ่ง

พุทธศาสนาฝ่ายวัชรยานมีเทพและโพธิสัตว์มากมาย หนึ่งในนั้นคือ “มหากาล” ซึ่งมีหลายปาง เมื่อท่านงาวัง นัมกยัลมาถึงภูฏานแล้ว ก็เชื่อกันว่ากานั้นเป็นการจำแลงของมหากาล ชาวภูฏานจึงบูชามหากาลปางหน้าอีกาในฐานะเทพผู้ปกป้องแผ่นดินมานับแต่นั้น

แต่ในยุคแรกนั้น ภูฏานไม่ได้เป็นเอกภาพ แต่มีเจ้ามณฑลคือ “เพนลอป” ปกครองมณฑลทั้ง 9 ค่อนข้างเป็นเอกเทศ ในระดับส่วนกลางจะมีการคัดเลือกฆราวาสมาเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารเรียกว่า “ดรุก เดซี” ปกครองในทางโลกเรียกว่า “เทพราชา” ส่วนในทางธรรมมี “เจ เคนโป” หรือ “ธรรมราชา” หรือสังฆราชแบ่งกันปกครอง

ในปลายศตวรรษที่ 19 มณฑลตรองซา มีขุนนางที่มากความสามารถคนหนึ่งชื่อว่า จิกมี นัมกยัล ขณะที่เขาเป็นปลัดมณฑลอยู่นั้นได้พบกับพระลามะท่านหนึ่งชื่อว่าจังชุบ ซุนดรู และฝากตัวเป็นศิษย์กับท่าน ท่านจังชุบ ซุนดรูจึงสร้างมงกุฏอีกาขึ้นมาแล้วมอบให้จิกมี นัมกยัล ราวกับมองเห็นว่าอนาคตคนผู้จะเป็นมหาบุรุษของแผ่นดิน

มงกุฏอีกายุคแรกนั้นหน้าตาไม่เหมือนทุกวันนี้ มียอดเป็นเศียรและปีกครุฑ ประดับด้วยพระเนตรของมหากาล และมีศีรษะของหงส์ประดับได้ พร้อมด้วยวัชระ ในเวลาต่อมาจิกมี นัมกยัลก็ได้ก้าวขึ้นมาจากปลัดมณฑล ขึ้นมาเป็นเจ้าผู้ปกครองมณฑล แต่เขายังไม่ได้หยุดลงแค่นั้น

ในเวลานั้นมณฑลและผู้มีอำนาจต่างๆ ในภูฏานขัดแย้งกันเอง จิกมี นัมกยัลก็ทำการปราบกลุ่มก๊กต่างๆ จนเกิดสันติภาพขึ้นหลังจากใช้ความพยายามยาวนานถึง 30 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น ในศตวรรษที่ 19 อนุทวีปอินเดียถูกอังกฤษครอบครองจนเกือบหมด อังกฤษเริ่มขยายอิทธิพลขึ้นเหนือมายังหิมาลัยและทิเบตและปะทะเข้ากับภูฏานเพราะอังกฤษต้องการดินแดนตอนล่างของภูฏานซึ่งเป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์

จนกระทั่งเกิดสงครามกัน จิกมี นัมกยัลผู้ครองมงกุฏอีกานำทัพภูฏานยันอังกฤษเอาไว้ได้และยังเอาชนะอังกฤษได้อีกด้วย แต่สุดท้ายทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันได้ โดยภูฏานเสียที่ราบไป (เรียกว่าพื้นที่ดูอา) แต่อังกฤษจะจ่ายเงินชดเชยให้ภูฏานปีละ 50,000 รูปี

กรรมา พุนโชเล่าว่า จิกมี นัมกยัลใช้มงกุฏอีกาในพิธีกรรมเพื่อปราบปรามพลังชั่วร้าย และมีตำนานมุขปาฐะเล่ากันว่า “เมื่อจิกมี นัมกยัลอัญเชิญ เลเกิน หรือมหากาลหน้าอีกาก่อนที่เขาจะเดินออกจากมณฑลตรองซา แท่นบูชาก็สั่นสะเทือนและมีอีกาติดตามเขาไปจนถึงสนามรบ เมื่อเขายิง ประสุนเจาะเข้าที่หน้าผากเจ้าหน้าที่อังกฤษ ”

กล่าวกันว่า จิกมี นัมกยัลเป็นผู้ชนะสี่ทิศและไม่มีใครพิชิตได้ก็เพราะอำนาจของมงกุฏกา

เชอริง ทาชิ (Tshering Tashi) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ภูฏานผู้ร่วมเขียนหนังสือ The Bodhisattva King, Bold Bhutan Beckons, Symbols of Bhutan เขียนไว้ว่า ทุกครั้งที่จิกมี นัมกยัลเดินทางไปไหนจะจัดม้าดำเอาไว้ สวมบังเหียนและโกลนเหมือนพร้อมสำหรับนั่ง แต่เขาไม่ได้นั่งมัน จะจูงไปข้างกายเสมอ เชื่อกันว่าจัดท้าเอาไว้ให้พระมหากาลทรงประทับ และม้าจะมีเหงื่อนโซมกายมันเหมือนกับว่ากำลังเหนื่อยหอบเพราะมีคนนั่งมัน

จิกมี นัมกยัล กลายเป็นบุคคลทรงอำนาจ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเดซีหรือ “เทพราชา” ผู้ปกครองส่วนกลางและในกาลข้างหน้ายังบรรพชนของราชสกุลวังชุก ในเวลานั้นยังแต่งตั้งบุตรชายของตนคือ อุกเยน วังชุกขึ้นเป็นเจ้ามณฑลตรองซาแทนตนด้วย

แต่หลังจากนั้น เจ้ามณฑลต่างๆ เริ่มขัดแย้งกันเอง เพราะแบ่งเป็นฝ่ายเอียงทิเบตต่อต้านอังกฤษและฝ่ายที่เอียงเข้าหาอังกฤษ อุกเยน วังชุกก็สานต่องานของพ่อด้วยการทำศึกสงครามกลางเมือง และกำราบฝ่ายตรงข้ามได้สำเร็จรวบรวมอำนาจเป็นหนึ่งเดียว พร้อมกับที่ระบบเทพราชาและธรรมราชาเสื่อถอยลง

ในปี 1907 คณะสงฆ์และคณะชนชั้นสูงฝ่ายฆราวาสก็เชิญ อุกเยน วังชุกขึ้นเป็น “ดรุก กยัลโป” หรือพระราชา สืบทอดตำแหน่งทางสายเเลือดเป็นองค์แรกของราชอาณาจักรภูฏาน และมงกุฏอีกาก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์ภูฏานนับแต่นั้น

กรรมา พุนโช กล่าวว่า เมื่อถึงรัชกาลที่ 5 คือ สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ได้สร้างมงกุฎกาอีกองค์ แล้วไปประกอบพิธีที่ศาลของท่านซับดรุง ผู้สถาปนาประเทศภูฏานเพื่อให้เกิดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ และยังออกแบบให้รักษารูปลักษณ์ตามขนบพุทธตันตระ คือปักลายรูปกะโหลกและโครงกระดูที่ขอบมาลา มีเศียรครุฑขนาบข้างด้วยมังกรสายฟ้าสองตัว (มังกรสายฟ้า หรือดรุก เป็นสัญลักษณ์ของประเทศภูฏาน)

และมีรูปกาประดับเพชรและจะงอยปากทำจากนอแรด ดวงตาทำจากหินทิเบตที่เชื่อกันว่ามีพลังอำนาจลี้ลับ

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพจาก King Ugyen Wangchuck — in Punakha, the old capital of Bhutan, in 1905. by John Claude White – British Library

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมแจกเงินเด็กแสนเยนแก้เศรษฐกิจหดตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667441

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 18:45 น.รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมแจกเงินเด็กแสนเยนแก้เศรษฐกิจหดตัวญี่ปุ่นเจอปัญหาเศรษฐกิจหดตัวจาก Covid-19 เล็งแจกเงินกระตุ้นคนละ 100,000 เยน

สำนักข่าว Kyodo ของญี่ปุ่นรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับประเด็นดังกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณาแจกเงินเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีทุกคน คนละ 100,000 เยน หรือราว 29,240 บาท เพื่อแก้ปัญหาการใช้จ่ายภาคครัวเรือนหดตัวอย่างหนัก

คาดว่ามาตรการนี้จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 2 ล้านล้านเยน

หากการพิจารณาเป็นไปด้วยความราบรื่น การแจกเงินสดดังกล่าวจะไปรวมอยู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบล่าสุดมูลค่านับสิบล้านล้านเยนของนายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ ที่จะออกมาในช่วงกลางเดือนนี้

ทั้งนี้ ข้อมูลของรัฐบาลญี่ปุ่นที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว แสดงให้เห็นว่ายอดการใช้จ่ายภาคครัวเรือนของชาวญี่ปุ่นในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาลดลง 1.9% เมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน หลังจากที่ลดลง 3.0% ในเดือน ส.ค. แต่ก็เป็นตัวเลขที่ดีกว่าตัวเลขจากผลสำรวจของ Reuters ที่คาดการณ์ว่าจะลดลงถึง 3.9%

ด้านหนังสือพิมพ์ Yomiuri รายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นยังพิจารณาว่าจะแจกเงินสดแก่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและลูกจ้างชั่วคราวด้วย

EUTERS/Issei Kato/File Photo