เขตการค้าใหญ่ที่สุดในโลก RCEP เริ่มต้น ม.ค. ปีหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667187

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 14:27 น.เขตการค้าใหญ่ที่สุดในโลก RCEP เริ่มต้น ม.ค. ปีหน้า ออสเตรเลียเผยข้อตกลงการค้า RCEP จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม หลัง 15 ชาติให้สัตยาบันข้อตกลง จากการรายงานของสำนักข่าว Kyodo

ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม ตามการเปิดเผยของรัฐบาลออสเตรเลีย โดยข้อตกลงดังกล่าวจะอำนวยความสะดวกในการเปิดเสรีการค้าและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในเอเชียและแปซิฟิก

RCEP ที่มีสมาชิก 15 ประเทศ ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่มีสหรัฐรวมอยู่ด้วย ประเทศสมาชิก 15 ประเทศมีสัดส่วนประมาณ 30% ของประชากรโลก (2,200 ล้านคน) และ 30% ของ GDP โลก (26.2 ล้านล้านดอลลาร์) ณ ปี 2020 ทำให้เป็นกลุ่มการค้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

แดน ทีแฮน (Dan Tehan) รัฐมนตรีกระทรวงการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุนของออสเตรเลีย ระบุในถ้อยแถลงที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารว่า สนธิสัญญามีผลบังคับใช้ทันทีที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ให้สัตยาบัน

“RCEP จะมีผลบังคับใช้ 60 วันหลังจากการให้สัตยาบันโดยอย่างน้อย 6 รัฐในอาเซียนและอย่างน้อย 3 รัฐนอกอาเซียน หมายหลักที่ว่านั้นบรรลุถึงในวันที่ 2 พฤศจิกายน2021 โดยมีการให้สัตยาบันโดยออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ซึ่งจะเป็นการปูทางให้ RCEP เข้าสู่ มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2022” คำแถลงระบุ

Kyodo รายงานว่า RCEP ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกเลิกภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าร้อยละ 91 และสร้างมาตรฐานกฎระเบียบด้านการลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา และอีคอมเมิร์ซ ท่ามกลางแนวปฏิบัติทางการค้าอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทานภายในเขตการค้าเสรี ซึ่งคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของผลผลิต การค้า และประชากรของโลก

RCEP จัดกลุ่มประเทศสมาชิก 10 ประเทศของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม รวมทั้งออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้

RCEP ยังเป็นข้อตกลงการค้าเสรีฉบับแรกระหว่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นสามในสี่ประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ว่า RCEP จะให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญแก่ประเทศที่ลงนาม และยังดึงสถานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจกลับมาสู่เอเชีย โดยที่จีนพร้อมที่จะเป็นผู้นำในการเขียนกฎการค้าสำหรับภูมิภาคนี้ โดยปล่อยให้สหรัฐล้าหลังในด้านเศรษฐกิจ และการเมือง

แคนาดาเปิดสนามบินเพิ่ม 8 แห่งพร้อมรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667176

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 14:15 น.แคนาดาเปิดสนามบินเพิ่ม 8 แห่งพร้อมรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแคนาดาเตรียมพร้อมเปิดประเทศเต็มรูปแบบ หลังฉีดวัคซีนครบแล้วกว่า 70%

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าแคนาดากำลังเตรียมเปิดสนามบินเพิ่มอีก 8 แห่ง เพื่อรองรับเที่ยวบินจากต่างประเทศ หลังจากที่มีข้อกำหนดการฉีดวัคซีนที่เข้มงวดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ตลอดจนการออกวัคซีนพาสปอร์ต ทำให้แคนาดาสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. เป็นต้นไป

ขณะนี้แคนาดามีสนามบินทั้งหมด 10 แห่งที่รองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ โดยจะมีการเปิดเพิ่มอีก 8 แห่งภายในปลายเดือนพ.ย. ได้แก่ สนามบินในเมืองแฮมิลตัน วอเตอร์ลู เซนต์จอห์นส์ ริไจนา ซัสคาทูน เคโลว์นา แอบบอตส์ฟอร์ด และวิกตอเรีย

โอมาร์ อัลกาบรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแคนาดา กล่าวว่า อัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นทำให้แคนาดาสามารถเปิดสนามบินเพิ่มเติมเพื่อนรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศได้อย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้แคนาดาต้องปิดสนามบินไปหลายแห่ง โดยในช่วงพีคของการแพ่ระบาดมีสนามบินเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่เปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศ ได้แก่ แวนคูเวอร์ โตรอนโต คัลการี และมอนทรีออล

โดยแคนาดาเริ่มเปิดพรมแดนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมา โดยรับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนที่ทางการแคนาดาอนุมัติครบ 2 เข็มแล้วเท่านั้น

ขณะที่แคนาดาได้ฉีดวัคซีนให้ประชากรไปแล้วราว 59 ล้านโดส โดยมีผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วราว 28.3 ล้านคนหรือคิดเป็น 74.5% ของประชากรทั้งหมด

สำหรับผู้ติดเชื้อในประเทศมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องโดยวันที่ 2 พ.ย. ที่ผ่านมาแคนาดารายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 1,106 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสมราว 1.72 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 29,043 คน

Photo by REUTERS/Tyrone Siu

โควิดจีนลามเป็นวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่ระบาดที่อู่ฮั่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667175

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 13:45 น.โควิดจีนลามเป็นวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่ระบาดที่อู่ฮั่นโควิดรอบล่าสุดในจีนกระจายไปหลายมณฑล แพร่เป็นวงกว้างที่สุดนับตั้งแต่การระบาดครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อปี 2019  

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เชื้อสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศจีนแม้ว่าทางการท้องถิ่นต่างทุ่มสรรพกำลังเต็มที่และบังคับใช้มาตรการเข้มงวดที่สุดเพื่อทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อกลับมาเป็นศูนย์ให้ได้อีกครั้ง  ขณะนี้จีนพบการระบาดในพื้นที่ 19 มณฑลจากทั้งหมด 31 มณฑล  วันนี้ (3 พ.ย.) พบผูติดเชื้อในประเทศ 93 ราย ผู้ป่วยไม่แสดงอาการอีก 11 ราย โดยมีอีก 3 มณฑลใหม่ที่พบผู้ติดเชื้อ ได้แก่ มณฑลเหอหนาน มณฑลเจียงซู และเมืองฉงชิ่งในมณฑลเสฉวน

ขณะที่กรุงปักกิ่งพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 9 ราย รวมมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 38 รายซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงก่อนการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลตาเมื่อเดือน ม.ค.และ ก.พ.ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่รัฐบาลสั่งกักตัวนักเรียนใน 2 โรงเรียนทันทีหลังพบว่าครูรายหนึ่งติดเชื้อ และสั่งปิดอีก 16 โรงเรียน เนื่องจากสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนอาจเดินทางไปฉีดวัคซีนที่เดียวกับที่ครูที่ติดเชื้อรายดังกล่าวไปรับวัคซีนเข็มกระตุ้น

ส่วนเมืองฉงชิ่งสั่งตรวจหาเชื้อเชิงรุกอย่างรวดเร็วตลอดทั้งคืนเพื่อให้ทันกับช่วง “เวลาทอง 24 ชั่วโมง” หลังจากพบเชื้อไวรัสครั้งแรก ด้านเมืองฉางโจวในมณฑลเจียงซูสั่งปิดโรงเรียนอย่างน้อย 3 วันโดยให้นักเรียนเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์

ทางการจีนยังคงเดินหน้าใช้มาตรการกำจัด Covid-19 ให้เป็นศูนย์อย่างเข้มงวดแม้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อรอบล่าสุดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแพร่ระบาดเป็นวงกว้างโดยที่มาตรการต่างๆ ที่เคยใช้ได้ผลเริ่มเอาไม่อยู่

จงหนานซาน ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นที่ปรึกษาการรับมือ Covid-19 ให้รัฐบาลเผยกับสำนักข่าว CGTN ของจีนว่า มั่นใจว่าจีนจะควบคุมการแพร่ระบาดได้ในเวลาไม่กี่เดือน และยังกล่าวถึงมาตรการกำจัด Covid-19 ให้เป็นศูนย์ว่า แม้ว่ามาตรการจำเป็นในการควบคุมไวรัสจะมีราคาที่ต้องจ่ายสูง แต่การเปิดประเทศและปล่อยให้เชื้อแพร่กระจายออกไปจะมีราคาสูงยิ่งกว่า

เหตุการณ์ล่าสุดที่ทำให้เห็นว่าจีนเข้มงวดจริงจังกับการกำจัด Covid-19 คือ การสั่งปิดสวนสนุกตรวจหาเชื้อในกลุ่มนักท่องเที่ยวในดิสนีย์แลนด์เซี่ยงไฮ้กว่า 30,000 คนโดยให้ทุกคนอยู่ในสวนสนุกจนถึงเกือบเที่ยงคืน หลังพบว่าผู้ติดเชื้อ 1 รายเข้าไปใช้บริการ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เมืองรุ่ยลี่ที่อยู่ติดกับชายแดนเมียนมาซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง ประชาชนไม่สามารถเดินทางออกนอกพื้นที่มานานหลายเดือนแล้ว

Photo by STR / AFP

ไล่ออก 2 พิธีกรจีน ปมเหยียดเพศแบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องสำอางไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667167

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ไล่ออก 2 พิธีกรจีน ปมเหยียดเพศแบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องสำอางไทยตอกย้ำความตึงเครียดอุตสาหกรรมความบันเทิงจีน เมื่อ ‘หนุ่มหน้าหวาน’ ได้รับความนิยมแต่อีกด้านยังไม่เปิดใจ

South China Morning Post รายงานกรณีที่เครื่องสำอางแบรนด์ไทยยุติสัญญากับ Fanyin Culture เอเจนซี่จีน หลังจากที่พิธีกร 2 คนใช้คำพูดเชิงเหยียดเพศกับหลิวอวี่ (Liu Yu) นักร้องและนักแสดงจากวงบอยแบนด์ INTO1 ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเครื่องสำอาง

รายงานระบุว่าหลังจากที่หลิวอวี่ได้ปรากฏตัวในรายการเพื่อมาโฆษณาให้กับแบรนด์ไปแล้วนั้น ก็มีแฟนๆ เข้ามาถามไถ่ว่าเขาจะได้มาออกรายการอีกครั้งหรือไม่ แต่พิธีกรทั้ง 2 ซึ่งคือ เหมิงเหมิง (Mengmeng) และเสี่ยวเว่ย (Xiaowei) กลับตอบว่า “คนนั้นไม่ใช่ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ พวกเราไม่รู้จักเขาหรอก”

ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากเนื่องจากผู้ชมมองว่าพิธีกรใช้คำพูดที่ดูถูกและไม่ให้เกียรติหลิวอวี่ที่มาปรากฏตัวในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเครื่องสำอาง

“มันเป็นเรื่องของจรรยาบรรณ พิธีกรพยายามขายเครื่องสำอางแต่กลับใช้คำพูดที่สร้างความเสื่อมเสียแบบนี้ต่อหน้าผู้บริโภคเนี่ยนะ” “ถ้าเราไม่รู้จักเขาทำไมเราถึงไปตัดสินว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ละคนมีความงามที่แตกต่างกันได้” ส่วนหนึ่งของความคิดเห็นจำนวนมากบน Weibo

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แบรนด์เครื่องสำอางได้ออกมาขอโทษผ่านทาง Weibo พร้อมกล่าวตำหนิ Fanyin Culture บริษัทเอเจนซี่ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบพิธีกรทั้งสอง ตลอดจนยุติสัญญากับบริษัท และให้คำมั่นว่าจะระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

“คุณหลิวอวี่มีแต่ความภักดี ซื่อสัตย์ และกระตืนรือร้นในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ ทางบริษัทชื่นชมหลิวอวี่เสมอมา เราต้องขออภัยต่อหลิวและแฟนคลับของเขาสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น” บริษัทกล่าว

ด้าน Fanyin ก็ได้กล่าวขอโทษต่อบริษัทเครื่องสำอางและหลิวอวี่ พร้อมประกาศว่าพิธีกรทั้งสองจะถูกไล่ออกทันที

กรณีดังกล่าวตอกย้ำถึงความตึงเครียดในอุตสาหกรรมความบันเทิงของจีน ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “หนุ่มหน้าหวาน” หรือการที่ดาราชายแต่งหน้าสวยคล้ายผู้หญิง ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศจีน ขณะที่ทางการจีนประกาศจัดระเบียบวงการบันเทิง โดยหนึ่งในนั้นคือการห้ามไม่ให้คนดังเพศชายแสดงพฤติกรรมเหมือนผู้หญิง

ทั้งนี้ รายงานระบุว่าความนิยมดังกล่าวมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นที่เปลี่ยนไป หรือแรงผลักดันจากอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ที่ให้บรรดาไอดอลแต่งหน้าเพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคเกิดแรงจูงใจในการใช้สินค้าไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ค่านิยมใหม่นี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งเนื่องจากอีกด้านหนึ่งมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อค่านิยมทางสังคมแบบดั้มเดิมของจีน ซึ่งทางการจีนก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับค่านิยมใหม่นี้เช่นกัน

Photo by into1_liuyu_

ลอนดอนหันมาใช้รถแท็กซี่พลังงานไฟฟ้าจาก Tesla #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667165

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 12:15 น.ลอนดอนหันมาใช้รถแท็กซี่พลังงานไฟฟ้าจาก TeslaUber เตรียมนำรถแท็กซี่พลังงานไฟฟ้าของ Tesla มาให้บริการในกรุงลอนดอน

บริษัท Uber เผยว่า ตั้งแต่วันพุธ (3 พ.ย.) เป็นต้นไป ผู้ขับขี่ของ Uber ในกรุงลอนดอนสามารถซื้อหรือเช่ารถแท็กซี่พลังงงานสะอาดของ Tesla มาให้บริการแก่ผู้โดยสาร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจูงใจในการกระตุ้นให้ผู้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

นับตั้งแต่เริ่มคิดค่าธรรมเนียมอากาศบริสุทธิ์ (clean air fee) ในราคา 4 เซนต์ในทุกๆ การเดินทาง 1 ไมล์ หรือ 1.33 บาททุก ๆ 1.6 กิโลเมตรสำหรับการใช้บริการแท็กซี่ในกรุงลอนดอน Uber รวบรวมเงินก้อนนี้ได้กว่า 135 ล้านปอนด์สำหรับให้ผู้ขับขี่ของบริษัทนำไปใช้ในโมเดลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับบริษัทพันธมิตร อาทิ Nissan และ Kia ในราคาพิเศษ

การเข้าร่วมกับ Uber ของ Tesla เกิดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์หลังจาก Tesla ประกาศดีลซื้อขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้ากับบริษัท Hertz จำนวน 50,000 คัน เพื่อนำไปให้บริการเป็นรถแท็กซี่ร่วมกับ Uber ในสหรัฐภายในปี 2023

ขณะนี้ผู้ขับขี่ของ Uber กว่า 4,000 คนหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้บริการในกรุงลอนดอน ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาเมืองหลักทั่วโลก

เจมี เฮย์วูด ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคยุโรปตะวันออกและยุโรปเหนือของ Uber เผยว่า “ยังมีงานอีกมากที่ต้องทำเพื่อขับเคลื่อนไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและทำให้การคมนาคมในเมืองสะอาดขึ้น แต่ในกรุงลอนดอนมีพัฒนาการที่ดี และเราคือผู้นำในระดับโลก”

Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP

สหรัฐอนุมัติใช้วัคซีน Pfizer กับเด็ก 5-11 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667154

วันที่ 03 พ.ย. 2564 เวลา 10:50 น.สหรัฐอนุมัติใช้วัคซีน Pfizer กับเด็ก 5-11 ปีสหรัฐเดินหน้าฉีดวัคซีน Pfizer ให้เด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) รับรองการใช้วัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer ดับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี อย่างเป็นทางการ หลังจากที่คณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ให้การสนับสนุนเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งจะเปิดทางให้เด็กจำนวน 25 ล้านคนในสหรัฐสามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้

โดยประธานาธิบดีโจ ไบเดนเรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการต่อสู้กับการแพร่ระบาด เพื่อลดความกังวลใจของผู้ปกครอง และลดโอกาสเสี่ยงในการแพร่เชื้อในเด็ก ซึ่งรัฐบาลสหรัฐได้จัดหาวัคซีนเพียงพอสำหรับเด็กอายุ 5-11 ปีทุกคนแล้ว และจะเริ่มกระจายไปทั่วประเทศ

โรเชลล์ โวเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ เผยว่า คณะผู้เชี่ยวชาญได้ชั่งน้ำหนักถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของการฉีดวัคซีนในเด็กแล้ว ซึ่งมีการเปิดเผยข้อมูลออกมาว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพราว 91% เมื่อใช้กับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี และมีการสร้างภูมิคุ้มกันระดับเดียวกับผู้ที่มีอายุ 16 ถึง 25 ปี

รายงานระบุว่าเด็กอายุระหว่าง 5 ถึง 11 ปีในสหรัฐติดโควิด-19 สะสมประมาณ 1.8 ล้านคน และการแพร่ระบาดของโรคส่งผลให้โรงเรียนกว่า 2,000 แห่งในสหรัฐต้องกลับมาจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์อีกครั้งตั้งแต่เดือนส.ค. ซึ่งส่งผลต่อนักเรียนกว่า 1.2 ล้านคน

สำหรับการฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุ 5 ถึง 11 ปีนั้นจะใช้วัคซีนโดสละ 10 ไมโครกรัม หรือ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ฉีดให้แก่ผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยจะต้องฉีดเป็นจำนวน 2 โดสเช่นกัน เว้นระยะห่างประมาณ 28 วัน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประชาชนที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยประมาณร้อยละ 58 ของประชากรทั้งหมดได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว

Photo by JOSEPH PREZIOSO / AFP

การแก้ปัญหาโลกร้อนจะทำให้น้ำมันแพงข้ามทศวรรษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667123

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 20:21 น.การแก้ปัญหาโลกร้อนจะทำให้น้ำมันแพงข้ามทศวรรษความต้องการที่เพิ่มขึ้นมากก่อนจะถึงวันที่ประเทศต่างๆ เลิกใช้น้ำมันตามเป้าหมาย Net zero บวกกับการพัฒนาพลังงานทางเลือกที่ยังไม่ก้าวหน้าพอ (และยังแพง)

เวลานี้เป็นช่วง “น้ำมันขึ้น” ให้รีบตัก คนที่รีบตักไม่ใช่คนเติม แต่เป็นที่ขายให้เราเติม นั่นคือบรรดาประเทศ ผู้ผลิตน้ำมันทั้งหลาย

หลังจากที่ราคาซบเซามานานหลายปี แถมยังมาเจอการระบาดใหญ่ที่ทำให้เศรษฐกิจชะงัก ดีมานด์หายวับ พอนานาประเทศเริ่มเปิดประตูและไขลานเศรษฐกิจ ดีมานด์ก็กลับมา

ดีมานด์มันประเดประดังเข้ามาตอนที่ซัพพลายมีจำกัดอันเนื่องจากกำลังการผลิตไม่ได้เพิ่ม (เพราะไม่รู้จะเพิ่มไปทำไม) ทำให้ราคามันพุ่งขึ้นมา 

นี่คือกลไกปกติของราคาน้ำมัน และทุกประเทศต้องเตรียมใจไว้ด้วย ผู้ผลิตรอจังหวะนี้มานานหลายปีแล้ว 

ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายเล็กๆ พอเจอแรงกดดันก็บอกว่าเห็นด้วยกับการเพิ่มกำลังการผลิต เช่น คูเวต

แต่รายเบิ้มๆ เช่น ซาอุดีอาระเบียและรัสเซียยังเงียบกริบ นั่นเพราะเป็นพวกที่ได้ประโยชน์โพดผลจากน้ำมันแพงมากว่าใคร อย่างบริษัทน้ำมันซาอุฯ Aramco นั้นกำไรพุ่งถึง 158%

รัสเซียไม่ใช่แค่รอโกยเงินจากการคืนชีพของตลาดพลังงานแต่ยังใช้มันต่อรองทางการเมืองด้วย ที่ชัดที่สุดรัสเซียใช้ก๊าซธรรมชาติ (ที่มีมากที่สุดในโลก) ต่อรองกับประเทศต่างๆ ที่ต้องการก๊าซอย่างหนักในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะยุโรปตะวันตกที่ทำตัวเป็นศัตรูกับรัสเซีย รัสเซียก็เลยใช้ก๊าซเป็นตัวประกันเสียเลย

ล่าสุดตอนนี้ยุโรปตะวันตกต่อรองกับรัสเซียได้แล้ว ราคาก๊าซจึงปรับลดลงมา แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายแน่นอนที่รัสเซียใช้ก๊าซเป็นอาวุธ

น้ำมันก็เช่นกัน มันกลายเป็นประเด็นการเมืองเมื่อไบเดนบอกแบบกำกวมและลังเลต่อท่าทีของซาอุฯ และรัสเซียที่ไม่ยอมเพิ่มกำลังการผลิต ต่อคำถามว่าจะทำอย่างไรหากสองประเทศนี้ไม่เพิ่มการผลิต ไบเดนบอกว่า “ผมกำลังพิจารณาจะลงมือ ซึ่งผมลังเลที่จะบอกก่อนที่ผมจะต้องทำ”

เดาว่าไบเดนคงจะเกรงใจมหามิตรคือซาอุฯ ขณะเดียวกันก็สั่งรัสเซียไม่ได้

ไบเดนมีเหตุผลที่ต้องการน้ำมันที่ถูกลง เพราะเศรษฐกิจพร้อมที่จะเติบโตอีกครั้ง หากสหรัฐเจอน้ำมันแพงเข้า มันจะสั่นคลอนเศรษฐกิจในทันที ประเทศที่เจอเข้าจังๆ ในตอนนี้คือจีน รัฐบาลต้องปล่อยน้ำมันดีเซลในคลังออกมาเพื่อประคองภาวะขาดแคลนแล้ว ซึ่งช่วยให้ราคาปรับลดลง แน่ล่ะ มันเป็นสถานการณ์ชั่วคราว 

สิ่งที่เราต้องกังวลไม่ใช่แค่น้ำมันแพงเท่านั้น แต่รวมถึงสถานการณ์ในอนาคตที่น้ำมันแพงจะปะทะเข้ากับพลังงานทางเลือกราคาแพง

ช่วงที่น้ำมันโลกแพงขึ้นมา ประชาคมโลกจัดการประชุม COP26 พอดี หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการต่อรองของประเทศต่างๆ ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เป้าหมายที่ประเทศปล่อยก๊าซตัวเอ้ๆ ตั้งไว้คือต้องลดการปล่อยก๊าซลง “อย่างมาก” ภายในปี 2030 และหากเป็นไปได้จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2060

การลด “อย่างมาก” ของแต่ละประเทศก็ไม่เท่ากัน แต่เราเริ่มจะเห็นว่าบางประเทศประกาศจะลดให้ได้ 50% ภายในปี 2030

เรื่องนี้มีความอย่างไรกับราคาน้ำมัน?

ในช่วงเวลานับจากนี้ถึงปี 2030 หรือ 2060 มันเป็นโอกาสช่วงสุดท้ายของการใช้พลังงานฟอสซิล ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน หลังจากนี้แล้วทั่วโลกจะลดการใช้มันหรืออาจจะเลิกใช้ไปเลย

หมายความว่าอิทธิพลของประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะไร้ความหมายไปในทันที

พวกเขามองเห็นอนาคตนี้แล้ว ทำให้ซาอุดีอาระเบียประกาศ “ดิสรัปต์” ตัวเองด้วยการทุ่มทุนพัฒนาพลังงานทางเลือก

ด้วยภาวะโลกร้อนที่คับขันมากขึ้น อาจทำให้ต้องเร่งเป้าขึ้นมาเร็วกว่าปี 2030 หรือ 2060 ด้วยซ้ำ ดังนั้น นี่เป็นโค้งสุดท้ายของทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้น้ำมันในกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ

ประเทศอุตสาหกรรมจะเร่งพัฒนาเศรษฐกิจที่ใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเป็นบ้าเป็นหลังในช่วงเวลาทองนี้ และความต้องการพลังงานจะเพิ่มขึ้น หมายถึงราคาจะเพิ่มขึ้นไปด้วย

เราจะเห็นตัวอย่างจากจีนที่กระหายพลังงานจนไม่พอใช้ ขณะเดียวกันจีนก็ติดกับดักตัวเองที่สัญญากับชาวโลกว่าจะลดการใช้พลังงานฟอสซิล ผลก็คือจีนต้องกลืนน้ำลายตัวเอง เพราะการลดการใช้พลังงานทำให้เศรษฐกิจสะดุด และการรีรอที่จะใช้พลังงานฟอสซิลทำให้ลังเลที่จะนำเข้า ผลก็คือไม่พอใช้

สถานการณ์แบบจีนอาจจะไม่เกิดกับประเทศอื่นเป๊ะๆ แต่จะมีอะไรคล้ายๆ กัน สิ่งที่ตามมาคือความต้องการน้ำมันสูงขึ้นมา จนเกิด Peak oil หรือ จุดผลิตน้ำมันสูงสุด ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้าก่อนที่กำลังการผลิตจะปรับลดลงมา

แต่เดิมนั้นภาวะ Peak oil มักจะโยงกับภาวะ Oil depletion หรือน้ำมันหมดเกลี้ยงโลก แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่เพราะน้ำมันหมด แต่เพราะโลกถูกบังคับให้เลิกใช้น้ำมัน

เรื่องนี้มีการพูดถึงกันบ้างแล้วว่าเพราะนโยบายแก้ปัญหาโลกร้อนบีบคั้น จะทำให้ความต้องการน้ำมันถูกเร่งขึ้นมา จากนั้นเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งที่พลังงานทางเลือกเข้ามาแทนที่ได้ ราคาน้ำมันจะถดถอยลง และกำลังการผลิตจะลดลง เนื่องจากมันเริ่มหมดความสำคัญ

เวลานั้นจะอยู่ในช่วงระหว่างปี 2035 แต่อาจจะไม่ถึง 2045 เพราะจากการประเมินสถานการณ์จำลองของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ในภาพทัศน์ NetZero2050 Scenario ระบุว่า ภายในปี 2045 เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกจะแพร่หลาย และจะมี “การระงับการขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในใหม่ภายในปี 2035 และยุติโรงไฟฟ้าถ่านหินและน้ำมันที่ยังคงไม่ปรับแนวทางการผลิตลงทั้งหมดภายในปี 2040”

“รถยนต์ส่วนใหญ่บนท้องถนนจะใช้ไฟฟ้าหรือเซลล์เชื้อเพลิง เครื่องบินจะพึ่งพาเชื้อเพลิงชีวภาพขั้นสูงและเชื้อเพลิงสังเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ และโรงงานอุตสาหกรรมหลายร้อยแห่งจะใช้การดักจับคาร์บอนหรือไฮโดรเจนทั่วโลก”

แต่ก่อนจะถึงวันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างแรกเราจะพบกับภาวะน้ำมันถึงจุดพีค และเราจะต้องลงทุนมหาศาลกับพลังงานหมุนจนเวียน IEA ประเมินว่าการลงทุนพลังงานทางเลือกจะต้องเพิ่มอีก 3 เท่ามาอยู่ที่ 4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2030

พวกเขาเชื่อว่าการปฏิวัติพลังงานจะสร้างงานใหม่นับล้าน ช่วยยกระดับเศรษฐกิจโลก และทำให้คนทั่วโลกทุกชนชั้นเข้าถึงพลังงานสะอาด

นั่นเป็นความเชื่อ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆ นั้นอีกเรื่อง แม้แต่ฟาติฮ์ บิรอล (Fatih Birol) กรรมการบริหาร IEA ก็ยอมรับว่าเรายังลงทุนพลังงานทางเลือกไม่พอ และมันจะเกิดความโกลาหลในอนาคต

หากดูแนวโน้มผลการประชุม COP26 และท่าทีไม่ค่อยจะจริงจังกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศใหญ่ (เพราะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจก่อน) ไปถึงเป้าของ IEA คงจะยาก

แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่มีเป้า สถานการณ์บีบบังคับของภาวะโลกร้อนจะทำให้โลกต้องปฏิวัติพลังงานอยู่ดี เพียงแต่ก่อนจะถึงการปฏิวัติ น้ำมันจะไต่ถึงจุดพีคไปเรื่อยๆ แน่นอน มันจะแพงขึ้นเรื่อยๆ

IEA ประเมินว่าความต้องการเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกอาจสูงสุดภายในปี 2025 หากคำมั่นสัญญาด้านสภาพอากาศของโลกได้รับการตอบสนองอย่างเต็มที่ (ซึ่งคาดว่าคงจะเป็นไปได้ยาก)

แต่ถึงจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามที่สัญญาไว้ แต่ความต้องการน้ำมันจะยังคงอยู่ที่สามในสี่ของระดับปัจจุบันภายในปี 2050 นั่นหมายความว่าจะไม่ถึงเป้าที่จะปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ภายในปี 2050

การใช้น้ำมันจะลดลงประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวันในประเทศที่สัญญาจะปล่อยก๊าซสุทธิเป็นศูนย์ระหว่างปี 2020-2030 แต่มันจะเพิ่มขึ้น 8 ล้านบาร์เรลต่อวันในประเทศอื่นๆ ที่ยังไม่สัญญาจะทำเช่นนั้นหรือตั้งเป้าไว้นานกว่านั้น

ในขณะที่ IEA ประเมินว่ากำลังการผลิตน้ำมันจะลดลงเพราะนโยบาย Net zero แต่ยังบอกด้วยว่านักลงทุนไม่ควรให้ทุนสนับสนุนโครงการน้ำมันใหม่ๆ หลังจากปี 2021 เพื่อลดการปล่อยมลพิษ

แต่การทำเช่นนั้นจะทำให้น้ำมันไม่พอกับความต้องการ ข้อมูลของ IEA ก็ชี้ว่าความต้องการชะลอลงแค่บางส่วน ทำให้ OPEC บอกว่าถ้าทำตาม IEA แนะราคาน้ำมันโลกจะผันผวน และตอกกลับว่า IEA กำลังพูดขัดแย้งกันเอง

ตรงข้ามกับ IEA ทาง OPEC คาดการณ์ว่าความต้องการน้ำมันจะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ (การพยากรณ์นี้ออกมาในเดือนพฤษภาคม 2021 ซึ่งปรากฎว่าเป็นจริงในเดือนตุลาคม 2021) นอกจากจะฟื้นในปีนี้แล้วมันยังจะลากยาวไปจนถึงทศวรรษที่ 2030

แม้จะมีความเห็นต่างกัน แต่ถ้าเรานำเอาสถานการณ์จำลองและการพยากรณ์ของทั้งสององค์การมารวมกัน เราจะเห็นแนวโน้มที่ความต้องการน้ำมันจะเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับกำลังการผลิตที่ขมวดตัวลง (เพราะถึงจะไม่ลงทุนโครงการใหม่ๆ แต่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะต้องดิสรัปต์ตัวเองไปสู่พลังงานทางเลือกอยู่ดี)

ไม่ต้องถามว่าเป็นไปได้แค่ไหน ลองดูเสียงบ่นจากประเทศเล็กๆ ที่เข้าร่วมประชุม COP26 ซึ่งบอกว่าทียังลงมือแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ถึงไหน เพราะยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานล็อบบี้อย่างหนัก พูดตรงๆ ก็ใช้เงินฟาดหัวนักการเมืองให้หาทางต่อรองให้ใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหินให้นานที่สุด

ผลก็คือเราจะใช้น้ำมันแพงกันไปแบบยาวๆ อย่างน้อยก็ในช่วงนี้จนถึงทศวรรษหน้า

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

Pfizer โกยอื้อ! คาดปีนี้ขายวัคซีนได้ 1.2 ล้านล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667121

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 18:50 น.Pfizer โกยอื้อ! คาดปีนี้ขายวัคซีนได้ 1.2 ล้านล้านบาทPfizer ปรับคาดการณ์ยอดขายวัคซีนปีนี้พุ่ง คาดทำเงินจากวัคซีน 1.2 ล้านล้านบาท

วันนี้ (2 พ.ย.) สำนักข่าว AFP รายงานว่าบริษัท Pfizer ปรับคาดการณ์ยอดขายวัคซีนโควิด-19 ในปีนี้อีกครั้ง หลังจากที่ได้รับคำสั่งซื้อวัคซีนเพิ่มขึ้น รวมถึงได้รับการอนุมัติใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้น และอนุมัติให้ใช้กับประชากรวัยเด็ก

โดย Pfizer คาดว่าจะมีการส่งมอบวัคซีนจำนวน 2,300 ล้านโดสในปี 2021 ซึ่งเพิ่มขึ้น 200 ล้านโดสจากการคาดการณ์ครั้งก่อนในเดือนก.ค. ที่ผ่านมา

หมายความว่าบริษัทคาดว่าจะมีรายรับจากการส่งมอบวัคซีนทั้งสิ้น 36,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ (ประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ 33,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ Pfizer ได้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐให้ใช้กับเด็กอายุ 5 ถึง 11 ปี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ที่ผ่านมา แต่ยังต้องรอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ

โดยขณะนี้สหรัฐอนุมัติให้ใช้ Pfizer สำหรับผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป และสามารถใช้เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

Photo by Luis ACOSTA / AFP

Cue แหวนสุดล้ำ! ป้องกันเมาแล้วขับโดยไม่ต้องเป่าแอลกอฮอล์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667115

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 18:30 น.Cue แหวนสุดล้ำ! ป้องกันเมาแล้วขับโดยไม่ต้องเป่าแอลกอฮอล์แหวนอัจฉริยะนี้จะสามารถตรวจระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของคนขับรถแท็กซี่ เพื่อรับประกันความปลอดภัยของผู้โดยสาร

คงไม่มีใครอยากขึ้นแท็กซี่ที่คนขับเมาหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ Ola และ Uber เปิดเผยว่าคนขับรถมากกว่าร้อยละ 50 รับสารภาพว่าพวกเขาเมาแล้วขับ และมากกว่าร้อยละ 60 ดื่มเครื่องดื่มบนรถด้วย

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนขับรถที่เราเรียกมานั้นดื่มเครื่องดื่มมึนเมามาหรือเปล่า? อุปกรณ์ตัวนี้จะช่วยคุณได้

Cue คือแหวนอัจฉริยะที่ได้รับการออกแบบโดย Risha Garg ซึ่งสามารถติดตามสถานะของคนขับรถได้แบบเรียลไทม์ โดยสามารถวัดระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC) ผ่านเหงื่อที่นิ้วมือ ซึ่งเหมาะเจาะอย่างยิ่งเนื่องจากฝ่ามือและนิ้วมีต่อมเหงื่อจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังสามารถตรวจอัตราการเต้นของหัวใจ หรือชีพจร และอุณหภูมิร่างกายของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย

โดยข้อมูลทั้งหมดนี้จะเชื่อมต่อไปยังแอปพลิเคชันเรียกรถแท็กซี่ของผู้ใช้บริการให้ทราบข้อมูลของคนขับรถล่วงหน้า เพื่อให้ผู้โดยสารมั่นใจได้ว่าผู้ขับขี่มีสภาพร่างกายพร้อมสำหรับการขับรถ เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัย

ในกรณีที่คนขับรถมีระดับความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือด (BAC) สูงกว่า 30 จาก 100 แอปพลิเคชันจะถือว่าผู้ขับขี่มีสถานะเมาและไม่พร้อมสำหรับการเดินทาง ซึ่งจะถูกจำกัดการขับขี่โดยอัตโนมัติ โดยปิดกั้นไม่ให้รับผู้โดยสารเป็นเวลา 90 นาทีถึง 24 ชั่วโมง

เพื่อให้แน่ใจว่าคนขับรถได้สวมแหวนตลอดเวลา ตัวแหวนจะติดตั้งระบบ GPS และตัดการเชื่อมต่อทันทีที่หากพบว่าอยู่ห่างจากโทรศัพท์ของคนขับรถเพียงไม่กี่เมตร

ขณะนี้ Cue กำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เพื่อให้ได้อุปกรณ์อัจฉริยะที่สามารถรับประกันได้ว่าการเดินทางของผู้โดยสารจะเป็นไปโดยสวัสดิภาพ

ที่มา: Yanko Design

Net Zero คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับโลกและมนุษย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667102

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 17:22 น.Net Zero คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับโลกและมนุษย์Net Zero เป็นประเด็นใหญ่ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก รวมทั้งในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ในขณะนี้

ภายใต้ข้อตกลงปารีส 2015 สมาชิกองค์การสหประชาชาติ 197 ประเทศบรรลุข้อตกลงแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วยการยับยั้งไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส และถ้าเป็นไปได้จะควบคุมไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งบรรดาผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ นานาประเทศต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้เกือบครึ่งหนึ่งภายในปี 2028 และให้เหลือศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

Net Zero คืออะไร

Net Zero คือ การไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพิ่มเติม หมายความว่าเราต้องทั้งลดการปล่อยก๊าซให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และทั้งกำจัดก๊าซในปริมาณที่เทียบเท่ากันกับการปล่อยที่เกิดขึ้น

คำว่า Net Zero มีความสำคัญกับโลกและมนุษย์เรามาก เพราะหากมีก๊าซเรือนกระจกโดยเฉพาะอย่างยิ่งคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงโอกาสที่จะหยุดยั้งภาวะโลกร้อนก็เพิ่มมากขึ้น

แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราหยุดปล่อยก๊าซแล้วภาวะโลกร้อนจะหายไปทันที เพราะคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ปล่อยไปนับล้านๆ ตันก่อนหน้านี้ยังคงอยู่ในชั้นบรรยากาศและดูดซับความร้อนไว้อีกหลายต่อหลายปี

จะกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์อย่างไร

การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เหลือศูนย์ให้ทันภายใน 30 ปีเป็นเรื่องยากมาก เพราะไม่ใช่การปล่อยทุกประเภทจะลดให้เหลือศูนย์ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการชดเชยปริมาณก๊าซที่เหลือตกค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ซึ่งเป็นแหล่งกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบดั้งเดิม

แต่วิธีนี้ยังมีคำถามอยู่ว่าจะมีพื้นที่เพาะปลูกเพียงพอหรือไม่ อีกทั้งการปลูกต้นไม้ยังต้องใช้เวลานาน และนักวิทยาศาสตร์บางรายยังห่วงว่าเราอาจต้องการน้ำมากขึ้นในการปลูกต้นไม้ซึ่งอาจก่อปัญหาอื่นตามมาอีก

หรือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอย่างเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (carbon capture and storage) คือการใช้เครื่องจักรดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศ แล้วทำให้เป็นของแข็ง จากนั้นนำไปฝังใต้ดินหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ ก้อนหิน

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีนี้ยังใหม่ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และมีราคาสูงมาก คาดว่าต้องใช้เงินอย่างน้อย 600 เหรียญสหรัฐ หรือ 19,957 บาทต่อตัน ความท้าทายอีกอย่างหนึ่งคือ ในอากาศมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 0.04% เท่านั้น การดักจับก๊าซออกมาจากอากาศจึงจำเป็นต้องใช้พลังงานจำนวนมาก

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเผยว่า การแก้ปัญหาด้วยวิธีธรรมชาติก็สำคัญแต่ว่ายังไม่เพียงพอ ขณะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขณะนี้ก็เกินกำลังที่เทคโนโลยีที่มีอยู่จะกำจัดได้หมด

ยกตัวอย่างเครื่องดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ Orca ในไอซ์แลนด์ที่เกิดจากความร่วมมือของ Climeworks บริษัทดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากสวิส กับ Carbfix ของไอซ์แลนด์ที่เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นก้อนหิน สามารถดักจับก๊าซได้เพียงปีละ 4,000 ตัน ขณะที่มนุษย์ปล่อยก๊าซหลายหมื่นล้านตัน

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ถกเถียงกันถึงวิธีการที่บางประเทศจะใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero อาทิ ประเทศ ก.อาจลดการปล่อยก๊าซได้มหาศาลหากสั่งปิดอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เช่น การผลิตเหล็ก แต่หากประเทศ ก.สั่งนำเข้าเหล็กจากประเทศ ข. หลังปิดโรงงานของตัวเอง ประเทศ ก.เพียงส่งต่อการปล่อยก๊าซของตัวเองไปให้ประเทศ ข. ซึ่งไม่ได้ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมเลย

อีกหนึ่งหนทางคือ การให้ประเทศร่ำรวยชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของตัวเองด้วยการจ่ายเงินให้ประเทศยากจน เพื่อให้ประเทศยากจนเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด แต่ก็จะมีปัญหาตามมาอีกว่าประเทศร่ำรวยไม่ต้องการควักกระเป๋าก้อนใหญ่ ส่วนประเทศยากจนอาจเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หรืออาจมองได้ว่าวิธีนี้จะทำให้ทั้งประเทศยากจนและประเทศร่ำรวยไม่แก้ปัญหาของตัวเองอย่างจริงจัง

สุดท้ายเราอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero แล้วต้องกอดคอกันเดินไปสู่จุดที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

Photo by GREG BAKER / AFP