โลกร้อนใกล้ตัวกว่าที่คิด หาก COP26 ล้มเหลวหลายเมืองจะต้องจมน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667097

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 16:19 น.โลกร้อนใกล้ตัวกว่าที่คิด หาก COP26 ล้มเหลวหลายเมืองจะต้องจมน้ำหลายพื้นที่บนโลกกำลังจะจมอยู่ใต้น้ำเพราะวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ทุกๆ เศษเสี้ยวของระดับความร้อนที่เพิ่มขึ้น โลกจะต้องเผชิญกับคลื่นความร้อนและความแห้งแล้งที่รุนแรงมากขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น รวมถึงภัยพิบัติอย่างน้ำท่วม ไฟป่า พายุฝนฟ้าคะนองที่อันตรายมากขึ้นด้วย

รายงานระบุว่า ประเทศกำลังพัฒนาเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สุดต่อความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้วประเทศเหล่านี้เป็นประเทศเกษตรกรรม ให้ความสำคัญกับการเพาะปลูกและผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ แต่มีเงินในการบรรเทาทุกข์จากภัยพิบัติน้อยกว่าประเทศร่ำรวย

ภัยคุกคามเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นหากโลกยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน ซึ่งธารน้ำแข็งมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ธารน้ำแข็งกำลังค่อยๆ หายไปขณะที่ทะเลสาบใหม่ขนาดใหญ่กำลังปรากฏขึ้น

การประชุม COP26 ถูกมองว่าเป็น “ความหวังสุดท้าย” ของการบรรลุเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม เพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยกำลังทำให้ธารน้ำแข็งหมดไป ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภัยธรรมชาติกำลังแฝงตัวอย่างเงียบๆ

วารสาร Nature ตีพิมพ์บทความที่พบว่าการละลายของธารน้ำแข็งของโลกมีความเร็วเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วง 20 ที่ผ่านมา

โดย Alok Sharma สมาชิกรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า หลายพื้นที่บนโลกจะจมอยู่ใต้น้ำแม้ว่า COP26 จะบรรลุเป้าหมายด้านสภาพอากาศก็ตาม

รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปี 2019 ระบุว่าตั้งแต่ 2006 ถึง 2015 ระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น 3.3 มิลลิเมตรต่อปี ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศและนักสมุทรศาสตร์หลายคนเชื่อว่าสาเหตุที่น้ำทะเลเพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้มาจากพืดน้ำแข็งที่ละลายในกรีนแลนด์

หากโลกไม่ควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยให้เพิ่มขึ้นต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่เหลือละลายไปมากกว่านี้ และทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก

โดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่าระดับน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกโดยเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้นถึง 84 เซนติเมตรในระหว่างปี 2019 ถึง 2100 ขณะที่หลายพื้นที่มีความเสี่ยงว่าจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ

ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัย Deltares พบว่า ประเทศในแถบพื้นที่ราบลุ่มเสี่ยงต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และพื้นดินมีแนวโน้มที่จะจมเนื่องจากการทรุดตัว อาทิ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งหมายความว่าประชาชนจำนวนมากในประเทศเหล่านี้อาจต้องเผชิญภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งมีแนวโน้มเลวร้ายลงอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

งานศึกษาบางชิ้นระบุว่า กรุงเทพฯ เวนิส และนิวออร์ลีนส์ เป็น 3 เมืองที่อัตราการจมสูงกว่าอัตราการเพิ่มของระดับน้ำทะเลถึง 10 เท่า

ไทย

• จังหวัดกรุงเทพมหานคร ก็เป็นอีกหนึ่งเมืองที่ติดโผมีความเสี่ยงที่จะจมน้ำ โดยจากการศึกษาในปี 2020 พบว่ากรุงเทพฯ อาจเป็นเมืองที่ได้รับผลกระทบระยะสั้นจากภาวะโลกร้อนรุนแรงที่สุด เนื่องจากอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 1.5 เมตร นอกจากนี้ยังมีพื้นดินเป็นดินเหนียวที่มีความหนาแน่น ทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดน้ำท่วมมากขึ้น

• ปัจจุบันกรุงเทพกำลังเผชิญกับความท้าทาย 2 ประการ คือระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และแผ่นดินที่กำลังทรุดตัวลงทุกปีๆ เนื่องจากพื้นที่ของเรานั้นตั้งอยู่บนที่ลุ่มมาก่อนในอดีต นั่นแปลว่าชั้นดินข้างล่างนั้นเป็นดินอ่อนที่ไม่แข็งแรง ซึ่งนอกจากการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติเองแล้ว การสูบน้ำบาดาล และการเติบโตของเมืองยิ่งส่งผลให้แผ่นดินกรุงเทพทรุดตัวเร็วขึ้น

• อาคารสูงกว่า 5,000 แห่ง, รถยนต์กว่า 9 ล้านคัน ถนน และระบบรางขนส่งมวลชนทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาทั้งสิ้น

เวียดนาม

• เมืองโฮจิมินห์ ของเวียดนาม มีความเสี่ยงที่จะจมน้ำหรือได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากกว่าครึ่งหนึ่งของเมือง ซึ่งจะส่งผลให้ประชากรรวม 1 ใน 4 ของประเทศได้รับผลกระทบ

• ขณะที่เวียดนามตั้งเป้าที่จะปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และจะดำเนินการตามแผนเพื่อลดพลังงานถ่านหินทันทีหลังการประชุม COP26

อินเดีย

• เมืองโกลกาตา เมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย และป่าชายเลนซุนดาบันส์ที่ทอดยาวจากทางตะวันออกของอินเดียไปยังประเทศเพื่อนบ้านในบังคลาเทศ มีความเสี่ยงที่จะจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะส่งผลให้ชาวบ้านต้องสูญเสียบ้านเรือนและอาชีพเพาะปลูก เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และน้ำเค็มที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ทำให้ดินไม่เหมาะสำหรับการเพาะปลูก

• ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ผู้นำอินเดีย กล่าวในที่ประชุม COP26 ว่าจะหันไปพึ่งพาพลังงานสะอาดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายใน 49 ปีข้างหน้า

ไอร์แลนด์

• รัฐบาลไอร์แลนด์ได้ตั้งเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าพื้นที่บางส่วนของไอร์แลนด์ รวมถึงกรุงดับลิน อาจอยู่ใต้น้ำในเวลาเพียง 10 ปี

• เมื่อมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น อุณหภูมิก็จะสูงขึ้นเนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่สามารถระบายออกไปได้ นำไปสู่การละลายของแผ่นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นซึ่งคุกคามแนวชายฝั่งขนาดใหญ่ของดับลิน

• โดย 5 พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมรุนแรงที่สุดในทศวรรษหน้า ได้แก่ Bull Island, Sandymount, Irishtown, Clontarf และ Portmarnock

มัลดีฟส์

• หลายปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามต่อมัลดีฟส์อย่างยิ่ง ซึ่งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกำลังทำให้บางเกาะในหมู่เกาะจมลงใต้ทะเล และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าภัยพิบัตินี้อาจเกิดขึ้นภายในทศวรรษหน้า

• รายงานระบุว่า ในปีที่ผ่านมาเพียงปีเดียวระดับน้ำทะเลมัลดีฟส์เพิ่มขึ้น 3 ถึง 4 มิลลิเมตร อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หมายความว่าในระยะเวลา 10 ปี หมู่เกาะที่มีพื้นราบเหล่านี้สามารถจมสู่ใต้น้ำได้อย่างสมบูรณ์

• นอกจากนี้ เมื่ออุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นยังส่งผลให้แนวปะการังตาย ซึ่งส่งผลเสียต่อมัลดีฟส์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากแนวปะการังเป็นพื้นฐานของชีวิตในมัลดีฟส์ ประเทศที่อยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย

ยังมีอีกหลายเมืองที่ถูกมองว่ามีความเสี่ยงที่จะต้องจมอยู่ใต้น้ำ โดยคาดการณ์จากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในปัจจุบัน อาทิ เวนิส อิตาลี, อัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์, บาสรา อิรัก, จอร์จทาวน์ กายอานา และนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) หน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติ (UN) ยังได้ออกคำเตือนว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขณะนี้กำลังจะทำให้ภูเขาน้ำแข็ง 3 แห่งสุดท้ายในแอฟริกาละลายหายไปภายใน 20 ปีข้างหน้า เป็นสัญญาณของภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของโลกที่ไม่อาจย้อนกลับได้

ที่มา: CNBCWIONewsThe SunTime OutDublin Live

ตลาดโลกเข้าโหมดเก็บตัว รอสัญญาณเฟดถอนกระตุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667082

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 14:00 น.ตลาดโลกเข้าโหมดเก็บตัว รอสัญญาณเฟดถอนกระตุ้นสัปดาห์ที่จะชี้ขาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมุ่งไปทางไหน และนโยบายการเงินจะปรับไปในทิศทางใด

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับเข้าสู่โหมดเก็บตัว โดยมูลค่าการซื้อขายที่คึกคักก่อนหน้านี้ลดลง เนื่องจากนักลงทุนสงวนท่าทีก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะจัดการประชุมในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความคาดหวังว่าเฟดจะใช้แนวทาง taper หรือการค่อยๆ ถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใช้ประคองเศรษฐกิจในช่วงการระบาดใหญ่

ในวันพุธคาดการว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะอนุมัติแผนการที่จะลดโครงการซื้อพันธบัตรรายเดือนมูลค่า 120,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ในขณะที่นักลงทุนจะเน้นที่ความคิดเห็นของเฟดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและระดับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นล่าสุดอย่างต่อเนื่อง

“การประชุมครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่” พอล นอลเต (Paul Nolte) ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของ Kingsview Investment Management ในชิคาโกกล่าว “เราคาดหวังว่าจะเรื่องการผ่อนคลายอย่างราบรื่นในเรื่องการลดการซื้อพันธบัตร”

“ตลาดจะต้องระมัดระวังสำหรับท่าทีที่ดุดันและเฉียบขาดจากเฟด” มาร์ก แชนด์เลอร์ (Marc Chandler) หัวหน้านักยุทธศาสตร์การตลาดของ Bannockburn Global Forex กล่าว

ประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์ ( Jerome Powell) กล่าวว่าการทำ taper จะสิ้นสุดลงภายในกลางปี 2022 ซึ่งคาดว่าเป็นเดือนมิถุนายน แต่ก็อาจเป็นพฤษภาคมได้เช่นกันแชนด์เลอร์กล่าว

ยูยะ ฟุคุเอะ (Yuya Fukue) เทรดเดอร์จาก Rheos Capital Works กล่าวว่า “ตลาดกำลังจับตาว่าธนาคารกลางสหรัฐจะทำอย่างไรกับการทำ taper” และบอกว่า “แม้ว่าเดือนพฤศจิกายนจะเป็นเดือนที่ดีสำหรับหุ้น แต่ตลาดหุ้นก็อาจมีความเสี่ยง หากเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยลงเร็วกว่าที่คาดไว้”

ทั้งนี้ ธนาคารกลางออสเตรเลียจะประชุมในวันอังคาร ฟดจะมีในวันพุธ และการประชุมธนาคารแห่งอังกฤษจะมีขึ้นในวันพฤหัสบดี

Photo by Al Drago / various sources / AFP

จีนบอกประชาชนให้ตุนข้าวของ รับมือโควิดระบาดรอบใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667068

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 13:06 น. จีนบอกประชาชนให้ตุนข้าวของ รับมือโควิดระบาดรอบใหม่รัฐบาลจีนได้เรียกร้องให้พลเมืองตุนของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน และให้ทางการหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่ามีเสบียงอาหารเพียงพอ หลังจากจีนใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 ครั้งล่าสุด

ประกาศที่โพสต์บนเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์เมื่อค่ำวานนี้ ได้เรียกร้องให้ “ครอบครัวต่างๆ จัดเก็บของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันจำนวนหนึ่งเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวันและเหตุฉุกเฉิน”

คำสั่งดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงปัญหาการขาดแคลนอาหาร หรือคำสั่งดังกล่าวมีแรงจูงใจจากความกลัวว่ามาตรการของโควิดจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานหรือปล่อยให้ประชาชนที่ถูกกักขังต้องการอาหาร

แต่จีนซึ่งรักษาจำนวนผู้ติดเชื้อได้ค่อนข้างต่ำผ่านกลยุทธ์การปิดชายแดนที่ไร้โควิด การล็อคเป้าหมายและระยะเวลากักกันนาน กำลังใช้มาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดครั้งล่าสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่งเริ่มในวันที่ 4 กุมภาพันธ์

ประกาศกระทรวงพาณิชย์ยังบอกเจ้าหน้าที่ให้ใช้มาตรการเพื่ออำนวยความสะดวกในการผลิตทางการเกษตร รักษาห่วงโซ่อุปทานให้ราบรื่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีปริมาณสำรองอาหารในภูมิภาคเพียงพอ และรักษาราคาให้คงที่

นอกจากความกังวลเรื่องโควิดแล้ว ประเทศจีนยังได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงสองปีที่ผ่านมาจากอุทกภัยในฤดูร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและผลักดันราคาให้สูงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าปัญหาอาจเลวร้ายลงเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้สภาพอากาศเลวร้ายมากขึ้น

ปีที่แล้วรัฐบาลได้ออกแคมเปญระดับชาติเพื่อลดขยะอาหาร

ราคาขายส่งผัก 28 ชนิดเฉลี่ยในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 16% จากเดือนก่อนหน้า สื่อของรัฐรายงานเมื่อวันจันทร์ โดยอ้างตัวเลขของรัฐบาล

โดยทั่วไปแล้วจีนควบคุมจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ทุกวันเป็นตัวเลขสองหลักตลอดช่วงการระบาดใหญ่

แต่ผู้ป่วยรายวันเพิ่มขึ้นสูงถึง 143 รายในเดือนสิงหาคมท่ามกลางการระบาดของเดลตา หลังจากนั้นสถานการณ์คลี่คลายลงยาวนานเป็นเวลาหลายสัปดาห์ แต่ได้เริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้งจนรัฐบาลระบุว่าการระบาดครั้งใหม่ “ร้ายแรง” โดยพบเคสติดเชื้อเกิดขึ้นในหลายสิบมณฑล

มีรายงานผู้ป่วยรายใหม่ 92 รายในวันจันทร์ ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนกันยายน

รัฐบาลได้จำกัดการเดินทางระหว่างมณฑลบางมณฑล เพิ่มการตรวจเชื้อ และเรียกร้องให้ประชาชนเลื่อนการชุมนุมทางสังคม เช่น งานแต่งงานและงานเลี้ยง

ในตัวอย่างของมาตรการที่รุนแรง สวนสนุกเซี่ยงไฮ้ดิสนีย์แลนด์ปิดชั่วคราวตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ และป้องกันไม่ให้ผู้มาเยี่ยมและเจ้าหน้าที่สวนสนุกออกไปจนกว่าพวกเขาจะเข้ารับการตรวจโควิด ทั้งหมดนี้เกิดจากเคสโคโรนาไวรัสเพียงรายเดียว ส่งผลให้ผู้คนมากกว่า 38,000 คนต้องรับการตรวจเชื้อ

ซีเอฟโอ ByteDance ลาออกหันมาคุม TikTok เต็มตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667063

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.ซีเอฟโอ ByteDance ลาออกหันมาคุม TikTok เต็มตัว ByteDance ของจีนเตรียมปรับองค์กรครั้งใหญ่ ซีเอฟโอลาออกไปคุม TikTok เต็มตัว

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า บันทึกภายในของบริษัทของ ByteDance ระบุว่า โซ่วจื่อโจว (Shou Zi Chew) ซีอีโอของ TikTok จะลาออกจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่การเงิน หรือซีเอฟโอของบริษัท ByteDance ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ TikTok เพื่อทุ่มเวลาให้กับการบริหาร TikTok แบบเต็มตัว

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจาก ByteDance ระงับแผนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และระบุว่ายังไม่มีแผนจะเสนอขายหุ้นครั้งแรกแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ในเร็วๆ นี้ จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

ทั้งนี้ โซ่วจื่อโจว รับตำแหน่งซีเอฟโอของ ByteDance เมื่อเดือน มี.ค. และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นซีอีโอของ TikTok เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ด้าน เหลียงรั่วโป (Liang Rubo) ซีอีโอ ByteDance ระบุในบันทึกแจ้งพนักงานว่า บริษัทมีแผนจะปรับปรุงองค์กรครั้งใหญ่เพื่อแบ่งบริษัทออกเป็น 6 หน่วยธุรกิจ ได้แก่ TikTok, Douyin (TikTok เวอร์ชันจีน), หน่วยประสานงานการทำงาน Lark, หน่วยบริการธุรกิจ BytePlus, Nuverse ธุรกิจเกม และหน่วยเทคโนโลยีด้านการศึกษา Dali

Photo by Olivier DOULIERY / AFP

กว่า 100 ประเทศให้คำมั่น อีก 9 ปีจะไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667061

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 12:15 น.กว่า 100 ประเทศให้คำมั่น อีก 9 ปีจะไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าผู้นำโลกจากกว่า 100 ประเทศบรรลุข้อตกลงยุติการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี 2030

ผู้นำกว่า 100 ประเทศทั่วโลกให้คำมั่นในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ สก็อตแลนด์ ว่าจะเร่งฟื้นฟูป่าไม้ และยุติการตัดไม้ทำลายป่าให้หมดสิ้นภายในปี 2030

โดยผู้นำประเทศต่างๆ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่าด้วยการใช้ป่าไม้และที่ดินซึ่งครอบคลุมพื้นที่ป่ามากกว่า 13 ล้านตารางไมล์ หรือร้อยละ 85 ของผืนป่าทั่วโลก นอกจากนี้ยังระบุว่าจะระดมเงินสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนจำนวน 19,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อปกป้องและฟื้นฟูผืนป่าทั่วโลก

ตามข้อมูลของสถาบันทรัพยากรโลก ระบุว่า ป่าไม้จะช่วยดูดซับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 30% นำการปล่อยมลพิษออกจากชั้นบรรยากาศ และป้องกันไม่ให้สภาพอากาศร้อนขึ้น

ทว่า โลกกำลังสูญเสียป่าไม้ไปอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2020 ที่ผ่านมา โลกสูญเสียป่าไม้ไปถึง 258,000 ตารางกิโลเมตร

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ของอังกฤษ กล่าวในฐานะเจ้าภาพการประชุมว่านี่คือโอกาสที่จะยุติประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติในฐานะผู้ทำลายธรรมชาติ และกลายเป็นผู้พิทักษ์ธรรมชาติแทน โดยเรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็นข้อตกลงที่ไม่เคยมีมาก่อน

ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการยกระดับปฏิญญานิวยอร์กว่าด้วยป่าไม้ปี 2014 ที่ลงนามโดยผู้นำ 40 ประเทศ เป็นวามร่วมมือของรัฐบาล บริษัทข้ามชาติ ชนพื้นเมืองและองค์กรพัฒนาเอกชนที่พยายามลดการตัดไม้ทำลายป่าลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2020 และจะยุติภายในปี 2030

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว 12 ประเทศ รวมทั้งสหราชอาณาจักร ได้ให้คำมั่นว่าจะจัดหาเงินทุนสาธารณะ 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2021 ถึง 2025 เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงความพยายามในการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมและแก้ไขปัญหาไฟป่า

นอกจากนี้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์ พร้อมด้วยกลุ่มองค์กรการกุศล 17 แห่ง ให้คำมั่นว่าจะจัดหาเงินทุนจำนวน 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าของชนเผ่าพื้นเมืองและเพื่อเสริมสร้างสิทธิในที่ดินของพวกเขา

ขณะที่สถาบันการเงินมากกว่า 30 แห่งที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมากกว่า 8.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กล่าวว่า พวกเขาจะ “พยายามอย่างเต็มที่” เพื่อกำจัดการตัดไม้ทำลายป่าที่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์ การผลิตน้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง และเยื่อกระดาษภายในปี 2025

ทั้งนี้ COP26 ตั้งเป้าที่ควบคุมอุณหภูมิโลกเฉลี่ยไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าการอนุรักษ์ป่าไม้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายนั้น

Photo by REUTERS/Khaled Abdullah

Elon Musk รับคำท้าช่วยโลก พร้อมสละเงิน 2 แสนล้านบาทให้ UN #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667051

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 11:15 น.Elon Musk รับคำท้าช่วยโลก พร้อมสละเงิน 2 แสนล้านบาทให้ UNElon Musk พร้อมสละเงิน 2% ของเขาให้โครงการอาหารโลกเพื่อช่วยคนอดอยาก หากชี้แจงได้ว่าเงินถูกใช้อย่างไร

Bloomberg รายงานว่า Elon Musk มหาเศรษฐีเจ้าของบริษัท Tesla รับคำท้าของ David Beasley ผู้อำนวยการโครงการอาหารโลก ( World Food Programme) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) โดยกล่าวว่าเขาพร้อมที่จะขายหุ้นของ Tesla เพื่อนำเงินจำนวน 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 200,000 ล้านบาท) มาบริจาคทันที หากโครงการอาหารโลกชี้แจงได้ว่าเงินดังกล่าวจะช่วยเหลือผู้คนให้รอดพ้นจากความหิวโหยได้อย่างไร

หลังจากที่ David Beasley ออกมาทวีตแสดงความยินดีกับ Elon Musk เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา เนื่องในโอกาสที่เขาร่ำรวยแซง Jeff Bezos ขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และได้เสนอให้ Elon Musk เจียดเงิน 6,600 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2% ของทรัพย์สินของเขา มาใช้ช่วยชีวิตผู้คน 42 ล้านคนทั่วโลกที่กำลังอดอยาก

ซึ่งภายหลังจากที่ Elon Musk ประกาศรับคำท้านั้น David Beasley ก็ได้ออกมาขี้แจงว่าเงินจำนวน 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐจะช่วยป้องกันความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์และการพลัดถิ่น ซึ่งช่วยชีวิตผู้คน 42 ล้านคนให้พ้นจากความอดอยาก ความช่วยเหลือของ Elon Musk จะสามารถสร้างความหวัง ความมั่นคง และเปลี่ยนแปลงอนาคตได้

ด้าน Elon Musk ยังคงต้องการให้โครงการอาหารโลกเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้จ่ายในปัจจุบัน เพื่อความกระจ่างว่าเงินที่บริจาคไปจะถูกใช้ไปกับอะไรบ้าง ซึ่งทาง David Beasley ก็พร้อมที่จะพูดคุยในรายละเอียดเพิ่มเติม

นอกจากนี้ David Beasley ยังได้เรียกร้องให้ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งบริษัท Amazon มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลกตาม Bloomberg Billionaires Index ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

Photo by Odd ANDERSEN / AFP

“เราต้องลงมือตอนนี้” เจ้าภาพประชุม COP26 ชี้เตะถ่วงไม่ได้แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667009

วันที่ 01 พ.ย. 2564 เวลา 19:27 น."เราต้องลงมือตอนนี้" เจ้าภาพประชุม COP26 ชี้เตะถ่วงไม่ได้แล้วเป้าหมายการประชุม COP26 ของสหราชอาณาจักรในฐานะประธานการประชุม

นายกรัฐมนตรีบอร์ริส จอห์นสัน ของสหราชอาณาจักร กล่าวในการเปิดประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 (COP26) โดยเรียกร้องให้เกิดความมุ่งมั่น การดำเนินการ และให้ทุกฝ่ายเร่งลงมือแก้ปัญหา

“เหลืออีกเพียงหนึ่งนาทีจะเที่ยงคืน เราต้องลงมือตอนนี้” นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวกับผู้นำโลก ณ ที่ประชุม

พร้อมกล่าวว่าทั่วโลกจะต้องเริ่มเปลี่ยนความมุ่งหวังไปสู่การลงมือทำเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก และเรียกร้องให้ผู้นำโลกเริ่มดำเนินการยุติการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินอย่างจริงจัง เร่งการเปลี่ยนผ่านมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า และยุติการทำลายป่าไม้

การดำเนินการนี้จะสร้างความเแลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทศวรรษนี้บนเส้นทางไปสู่การบรรลุเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์และรักษาระดับการเพิ่มของอุณหภูมิไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสตามที่ได้ให้คำมั่นไว้ในความตกลงปารีส

ในขณะที่สหราชอาณาจักรประกาศจะทุ่มเงินอีก 1 พันล้านปอนด์ (ราว 45,600 ล้านบาท) ให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นแนวหน้าเผชิญวิกฤตทางสภาพภูมิอากาศ ภายในปีพ.ศ. 2568 หากเศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าที่คาดการณ์ไว้

เพื่อนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปกป้องชุมชนที่เป็นแนวหน้าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปกป้องธรรมชาติและความหลากหลายทางธรรมชาติ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านมาสู่การใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“มวลมนุษยชาติได้เตะถ่วงการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมานานแล้ว เหลืออีกเพียงหนึ่งนาทีจะเที่ยงคืน เราต้องลงมือตอนนี้…หากเราไม่จริงจังต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในวันนี้ จะสายไปสำหรับลูกหลานของเราที่จะเริ่มจริงจังในภายภาคหน้า”

“เราต้องเปลี่ยนจากการพูดคุยเจรจาหารือไปสู่การลงมือโดยแท้จริงและพร้อมเพรียง ในด้านเชื้อเพลิงถ่านหิน รถยนต์ เงินทุน และป่าไม้…พอแล้วกับความหวัง เป้าหมาย และความต้องการ แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะมีค่าก็ตาม แต่ที่เราต้องการคืองคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนและกรอบเวลาที่เป็นรูปธรรมในการสร้างความเปลี่ยนแปลง”

“เราต้องลงมือทำจริงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโลกต้องรับรู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร” นายกรัฐมนตรีบอร์ริส จอห์นสันกล่าว

โดยมีผู้นำประเทศเกือบ 200 ประเทศทั่วโลกเดินทางเข้าร่วมประชุม เพื่อรับฟังถึงภัยที่ประเทศต่างๆ จะต้องเผชิญหากไม่มีการดำเนินการโดยทันที และจะกำหนดประเด็นการเจรจาในช่วงเวลาสองสัปดาห์ต่อจากนี้

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดสภาพภูมิอากาศ COP26 เกิดขึ้น 6 ปีหลังจากการลงนามในความตกลงปารีสของประเทศกว่า 190 ประเทศ เพื่อจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสหรือให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสหากเป็นไปได้ องค์การสหประชาชาติระบุว่าด้วยสภาพปัจจุบันอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้นถึง 2.7 องศาเซลเซียส

ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุชัดว่าต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ครึ่งหนึ่งภายในปีพ.ศ. 2573 เพื่อที่จะรักษาเป้าตามความตกลงปารีสไว้ให้ได้

เป้าหมายการประชุม COP26 ของสหราชอาณาจักรในฐานะประธานการประชุม

 หนึ่งในเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ท้าทายที่สุดของสหราชอาณาจักรคือเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนการจกให้ได้ร้อยละ 68 ภายในปีพ.ศ. 2573 (ตามแผน NDC ของประเทศ) ซึ่งเป็นเป้าที่สูงที่สุดของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่

 ตั้งเป้าที่จะยุติการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินภายในปีพ.ศ. 2567 ซึ่งได้มีความคืบหน้าในการดำเนินการแล้ว โดยในปีพ.ศ. 2563 พลังงานเชื้อเพลิงถ่านหินมีส่วนแบ่งเพียงร้อยละ 2 ในตลาดพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของสหราชอาณาจักร เทียบกับร้อยละ 40 เมื่อเกือบทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มพันธมิตร Powering Past Coal (กลุ่มพันธมิตรนานาประเทศเพื่อยุติการใช้ถ่านหิน)

 ยุติการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ที่ใช้พลังงานน้ำมันในสหราชอาณาจักรภายในปีพ.ศ. 2573 ซึ่งจะทำให้สหราชอาณาจักรกลายเป็นประเทศที่ยุติการปล่อยคาร์บอนในยานยนต์ (รถเก๋งและรถตู้) ได้เร็วที่สุดในกลุ่มประเทศ G7

ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา โครงการเงินสนับสนุนของสหราชอาณาจักร (UK Aid) ได้ช่วยเหลือผู้คนกว่า 88 ล้านชีวิตให้ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการติดตั้งไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนจำนวน 2,400 เมกะวัตต์เพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ของผู้คน 44 ล้านชีวิตให้สามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานสะอาดได้ และเงินสนับสนุนนี้ยังช่วยกำจัดคาร์บอนปริมาณ 51 ล้านตันในชั้นบรรยากาศ

Photo by Christopher Furlong/Pool via REUTERS

สื่อนอกจับตาความเคลื่อนไหวทักษิณ-เพื่อไทย ปรับภาพลักษณ์ชิงคนรุ่นใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667004

วันที่ 01 พ.ย. 2564 เวลา 17:30 น.สื่อนอกจับตาความเคลื่อนไหวทักษิณ-เพื่อไทย ปรับภาพลักษณ์ชิงคนรุ่นใหม่สื่อต่างประเทศรายงานความเคลื่อนไหวของทักษิณและพรรคเพื่อไทยก่อนการเลือกตั้งสมัยหน้า

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทย ก่อนที่รัฐบาลจะครบวาระในปี 2565 และจะมีการเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2566 ซึ่งจะมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกประมาณ 3 ล้านคน หมายความว่าสัดส่วนของผู้ลงคะแนนเยาวชนจะขยายตัวเพิ่มขึ้น

เข้าถึงคนรุ่นใหม่

Nikkei Asia ระบุว่า ทักษิณ วัย 72 ปี กำลังเดินหน้าเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย และเข้าถึงประชาชนในวงกว้างขึ้นด้วยรายการทอล์กโชว์ออนไลน์ ผ่านการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการบน Clubhouse

“Clubhouse เป็นวิธีที่เหมาะสมในการโปรโมทแบรนด์และแสดงวิสัยทัศน์ เป็นช่องทางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เสรี แม้กระทั่งกับผู้ที่เห็นต่าง โดยมีผู้ฟังกลุ่มอายุ 20 ถึง 35 ปี” แหล่งข่าวใกล้ชิดของทักษิณกล่าวกับ Nikkei Asia

รายงานระบุว่าทักษิณเริ่มปรากฏตัวบนแอปพลิเคชัน Clubhouse เมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อว่า “Tony Woodsome” ด้วยภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่ายสำหรับคนรุ่นใหม่ แม้ว่าทักษิณจะอายุ 72 ปี แต่พี่โทนี่อายุ 27 ปีเท่านั้น

ADVERTISEMENT

ทักษิณได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดีจากกลุ่มคนรุ่นใหม่บางส่วนเนื่องจากวิสัยทัศน์ที่ทันสมัย ก้าวทันโลก และเทคโนโลยี โดยได้ให้คำแนะนำและแนวคิดกับผู้ประกอบการรุ่นเยาว์เกี่ยวกับทิศทางของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งเขามองว่า “วิทยาการหุ่นยนต์คืออนาคตของทุกสิ่งในระบบเศรษฐกิจ”

นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่ชนบทและกลุ่มคนรากหญ้า เนื่องจากนโยบายของเขาในอดีตที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจเกษตรกรรม และพืชผลทางการเกษตร แม้ว่าตอนนี้เขายังอาศัยอยู่นอกประเทศ

โดยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง กลุ่มตัวอย่าง 1,186 คน ระหว่างวันที่ 25 ถึง 28 ตุลาคม 2564 พบว่า ภาพรวมประชาชนคิดว่าถึงเวลา แล้วที่จะเลือกตั้งใหม่ ร้อยละ 70.29 และหากมีการเลือกตั้งคิดว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะได้คะแนนเสียงมากที่สุด ร้อยละ 32.94 รองลงมาคือ ก้าวไกล ร้อยละ 25.21

อย่างไรก็ตาม Nikkei Asia ได้อ้างถึงความคิดเห็นจากอีกด้านหนึ่งซึ่งมองว่าไม่ง่ายนักที่ทักษิณจะได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งสนใจการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ เนื่องจากทักษิณรวมถึงพรรคเพื่อไทยไม่ต้องการแตะต้องบางประเด็นอ่อนไหว

ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช คณบดีคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ในแง่ของกลยุทธ์ ทักษิณไม่ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ๆ แต่เน้นในเรื่องของเศรษฐศาสตร์เท่านั้น ซึ่งเป็นการจำกัดการเข้าถึงส่วนแบ่งของคะแนนเสียงของเยาวชน ขณะที่พรรคก้าวไกลก็ได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรุ่นใหม่เช่นกัน

ลูกสาวนั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษา

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมา มีการเปิดตัวน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวของทักษิณ นั่งเก้าอี้ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าตระกูลชินวัตรยังมีอิทธิพลในพรรคเพื่อไทยและการเมืองของไทย ตามรายงานของ Nikkei Asia

South China Morning Post ได้อ้างคำพูดของรศ.ดร.โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ซึ่งกล่าวว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทักษิณยังคงมีอิทธิพลอย่างมากในพรรคเพื่อไทยและเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจหลัก จึงไม่น่าแปลกใจที่น.ส.แพทองธารได้รับตำแหน่งนี้ เนื่องจากไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาที่จะหาคนที่ไว้ใจได้จริงๆ

หลายคนจับตามองว่าเธออาจก้าวเข้ามาเล่นการเมืองหรือสมัครรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งเธอบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ยังไม่คิดที่จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และต้องการทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีก่อน

กลับประเทศไทย?

สื่อต่างประเทศยังรายงานว่าพรรคเพื่อไทยถูกมองว่ากำลังต้องการพาทักษิณกลับประเทศไทย ซึ่งน.ส.แพทองธารก็ได้กล่าวในวันเดียวกันว่า “คุณพ่อไม่เคยลืมบุญคุณแผ่นดินไทย ไม่เคยลืมคนไทยที่ไม่ลืมท่าน และท่านปรารถนาที่จะได้กลับมากราบแผ่นดินไทยอีกครั้ง”

ด้านรศ.ดร.โกวิท เชื่อว่าการกลับมาเมืองไทยเป็นเรื่องที่อยู่ในใจทักษิณเสมอมา และมันมีความเป็นไปได้ เนื่องจากเขามีผู้สนับสนุนจำนวนมาก และเห็นได้ชัดว่าความนิยมของเขายังคงอยู่เป็นเวลาหลายปี แม้ว่าอีกด้านหนึ่งจะมีคนที่ต่อต้านก็ตาม

พูดคุยกับพรรคเพื่อไทย

Bloomberg ยังได้รายงานกรณที่นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากนายสรชัช ทองเพ็ญ ผู้ประสานงานเครือข่ายธรรมาภิบาลเพื่อการเมืองสุจริต เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีนายทักษิณ ชินวัตร วีดีโอคอลพูดคุยกับกรรมการบริหารพรรค และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยเพื่อวางตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่อาจเข้าข่ายพรรคการเมืองยินยอมให้บุคคลภายนอกครอบงำและแทรกแซงกิจกรรมพรรค

ซึ่งหากข้อเท็จจริงปรากฎว่าเป็นไปตามนั้น ถือว่าเป็นเหตุให้สามารถยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งให้ยุบพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่เข้าข่ายครอบงำพรรคเพื่อไทยเนื่องจากเป็นการพูดโดยเปิดเผย

ที่มา: BloombergSouth China Morning PostNikkei Asia

ภาพ: ISAAC LAWRENCE / AFP

สิงคโปร์เตือนยอดตายจากโควิดอาจพุ่ง 2,000 ต่อปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666973

วันที่ 01 พ.ย. 2564 เวลา 13:30 น.สิงคโปร์เตือนยอดตายจากโควิดอาจพุ่ง 2,000 ต่อปีสิงคโปร์เตือนว่าผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 อาจมากถึง 2,000 รายต่อปี

วันนี้ (1 พ.ย.) จานิล ปุทธิวเชียรี (Janil Puthucheary) รัฐมนตรีอาวุโสด้านสาธารณสุขของสิงคโปร์เตือนว่าสิงคโปร์อาจมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากถึง 2,000 รายต่อปี

หลังจากสิงคโปร์รายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 14 ราย ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 394 ราย

โดยเขาได้รายงานต่อรัฐสภาว่า เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ที่ผ่านมามีผู้ป่วยโควิด-19 อาการหนักที่ต้องรักษาตัวในห้องไอซียูจำนวน 130 ราย ซึ่งบางคนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

พร้อมเสริมว่าขณะนี้ประมาณร้อยละ 60 ของเตียงในห้องไอซียูจำนวน 219 เตียงเป็นของผู้ป่วยโควิด-19 โดยผู้ป่วยเหล่านี้รักษาตัวในห้องไอซียูเฉลี่ย 11 ถึง 15 วัน และบางส่วนรักษาตัวนาน 1 เดือน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (25 ต.ค.) อัตราการใช้ห้องไอซียูในสิงคโปร์โดยรวมอยู่ที่ 83.6% ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 2 ใน 3 ในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเสริมว่ามีการเพิ่มเตียงในห้องไอซียูหากจำเป็น แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อบริการตามปกติของโรงพยาบาล

โดยกระทรวงสาธารณสุขกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลถึงความเสี่ยงที่ระบบสาธารณสุขของประเทศจะล่มสลาย ซึ่งนอกจากผู้ป่วยโควิด-19 แล้วยังมีผู้ป่วยอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ห้องไอซียู ส่งผลให้โรงพยาบาลกำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล

ทั้งนี้ ชาวสิงคโปร์ราว 4.7 ล้านคนหรือเกือบ 83% ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้ว

Photo by Dimitar DILKOFF / AFP

นักวิเคราะห์คาดอีก 4 ปีท่องเที่ยวไทยฟื้นเต็มที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666967

วันที่ 01 พ.ย. 2564 เวลา 12:40 น.นักวิเคราะห์คาดอีก 4 ปีท่องเที่ยวไทยฟื้นเต็มที่แม้ว่าการเปิดประเทศจะช่วยให้การท่องเที่ยวขาเข้าของไทยเริ่มฟื้นตัว แต่นักวิเคราะห์มองว่าจะฟื้นตัวเต็มที่กลับสู่ระดับก่อนโควิดต้องใช้เวลาอีก 4 ปี

CNBC รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย และการผ่อนมาตรการควบคุมโรค รวมถึงการยกเลิกเคอร์ฟิว พร้อมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว

หลังจากที่รัฐบาลประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 แบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อรองรับการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวจาก 63 ชาติ เดินทางเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. เป็นต้นไป

เซียน เฟนเนอร์ (Sian Fenner) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียจาก Oxford Economics กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมากที่สุดในภูมิภาค โดยคิดเป็นประมาณ 21% ของ GDP ในปี 2019 ซึ่งการจำกัดการเดินทางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และเป็นเหตุให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศไทยล่าช้ากว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

เฟนเนอร์ คาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวขาเข้าของไทยจะเริ่มฟื้นตัวในปี 2022 โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 66% แต่ก็ยังคงต่ำกว่าระดับในปี 2019 ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยมองว่าการเดินทางขาเข้าของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวเต็มที่กลับสู่ระดับก่อนโควิดในปี 2025

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นอาจยังไม่เกิดขึ้นในทันที เนื่องจากนักท่องเที่ยวอาจยังคงเผชิญกับข้อกำหนดในการเดินทางหรือการกักตัวของประเทศของตน ประกอบกับการที่ประเทศไทยยังอยู่ในลิสต์ประเทศเสี่ยงสูงของหลายประเทศ

ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของ Bank of America มองว่าเป็นข่าวดีสำหรับภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทย และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและค่าเงิน แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยง

เนื่องจากประเทศไทยยังมีประชากรที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้วไม่ถึงร้อยละ 50 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำสำหรับป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์เดลตา

ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอย่าง กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีประชากรฉีดวัคซีนครบโดสแล้วมากกว่าร้อยละ 78, ร้อยละ 75 และร้อยละ 82 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ในประเทศไทยเช่นกรุงเทพฯ มีประชากรกว่า 75% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวจากจีนซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยในปี 2019 จะยังคงไม่กลับมาจนถึงครึ่งหลังของปี 2022 เนื่องจากจีนได้ปิดพรมแดนและการเดินทางระหว่างประเทศส่วนใหญ่ตั้งแต่ปีที่แล้ว ภายใต้กลยุทธ์จำกัดโควิด-19 ให้เป็นศูนย์ ซึ่งส่งผลให้มีการล็อกดาวน์จำนวนมาก แม้ว่าจะมีรายงานผู้ติดเชื้อเพียงไม่กี่รายก็ตาม

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 7.5% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่เติบโตระหว่าง 11.8% ถึง 16.1% โดย Oxford Economics คาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยปีนี้อยู่ที่ 1.8%

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP