จีนโชว์คลิปซ้อมยกพลขึ้นบกชายหาดฝั่งตรงข้ามไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665381

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 11:37 น.จีนโชว์คลิปซ้อมยกพลขึ้นบกชายหาดฝั่งตรงข้ามไต้หวันกดดันกันรัวๆ จีนเผยภาพการซ้อมยกพลขึ้นบกชายหาดฝั่งตรงข้ามไต้หวันหลังสีจิ้นผิงประกาศต้องรวมชาติกันให้ได้

หนังสือพิมพ์ People’s Liberation Army Daily ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนเผยว่า กองทีพจีนได้ซ้อมยกพลขึ้นบกและการโจมตีบนชายหาดทางตอนใต้ของมณฑลฝูเจียนฝั่งตรงข้ามไต้หวันและเป็นส่วนที่ใกล้กับไต้หวันมากที่สุดเมื่อเร็วๆ นี้

People’s Liberation Army Daily รายงานอีกว่า การซ้อมรบดังกล่าวประกอบด้วยกองกำลังจู่โจม ทหารช่าง และผู้เชี่ยวชาญด้านเรือ โดยกองกำลังแบ่งเป็นหลายระลอกเพื่อยึดชายหาดก่อนจะลงมือจู่โจม

ในคลิปวิดีโอที่ People’s Liberation Army Daily โพสต์ลงในเวยปั๋วแสดงให้เห็นทหารใช้เรือขนาดเล็กจู่โจมขึ้นฝั่ง ขว้างระเบิดควัน บุกทะลวงฝ่าลวดหนามและสิ่งกีดขวางอื่นๆ รวมทั้งขุดสนามเพลาะบนหาดทราย

สำนักข่าว CNN รายงานว่า สภาพอากาศในคลิปค่อนข้างโปร่งและคลื่นลมทะเลสงบซึ่งบ่งชี้ว่าการซ้อมรบดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ (11 ต.ค.) เนื่องจากในวันดังกล่าวทางตอนใต้ของมณฑลฝูเจี้ยนกำลังเผชิญกับพายุฤดูร้อนที่พัดผ่านระหว่างไต้หวันและฟิลิปปินส์

คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกมาหลังจากเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนประกาศกร้าวว่าจะรวมชาติระหว่างไต้หวันกับจีนแผ่นดินใหญ่ให้ได้ และประธานาธิบดี ไช่อิงเหวิน ของไต้หวันโต้กลับว่า ไต้หวันจะไม่ถูกบีบบังคับให้ก้มหัวให้จีน

CCTV via Reuters TV

อสังหาฯ จีนลามหนัก Modern Land ขอเลื่อนจ่ายหนี้ 250 ล้านเหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665377

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 10:53 น.อสังหาฯ จีนลามหนัก Modern Land ขอเลื่อนจ่ายหนี้ 250 ล้านเหรียญModern Land บริษัทอสังหาฯ อีกรายหนึ่งของจีนขอเลื่อนการชำระหนี้ไปจนถึงปีหน้าเพราะขาดสภาพคล่อง

Modern Land บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอีกแห่งหนึ่งของจีนส่งหนังสือแจ้งไปยังตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงขอเพิ่มเวลาชำระหนี้พันธบัตร 250 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะถึงกำหนดวันที่ 25 ต.ค.นี้ ไปเป็นสิ้นเดือน ม.ค.ปีหน้า เนื่องจากบริษัทกำลังปรับปรุงการจัดการสภาพคล่องและกระแสเงินสด และเพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ที่จะเกิดขึ้น

ส่วนหนังสือแจ้งอีกฉบับหนึ่งระบุว่า จางเหลย ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง และจางเผิง ประธานกรรมการของ Modern Land มีแผนจะให้กู้ยืมเงินราว 124 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสนับสนุนบริษัท

หุ้นของ Modern Land ในฮ่องกงตกกว่า 2% เมื่อวันจันทร์ (11 ต.ค.) ขณะที่ปีนี้หุ้นตกแล้ว 45%

ข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของ Modern Land ออกมาในวันเดียวกับที่ Evergrande บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีน มีกำหนดชำระหนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอีก 148 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน Fantasia Holdings บริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเซินเจิ้นผิดนัดชำระหนี้ 315 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

REUTERS/Aly Song

เบื้องหลัง “กินเจ” อย่างจีน ประวัติศาสตร์การกินผักเอาบุญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665343

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 20:28 น.เบื้องหลัง "กินเจ" อย่างจีน  ประวัติศาสตร์การกินผักเอาบุญ การกินเจที่นิยมกันในเมืองไทยนั้น แน่นอนว่ารับอิทธิพลมาจากความเชื่อของชาวจีน แต่มันมีที่มาอย่างไร บทความนี้จะเป็นการสำรวจประวัติศาสตร์ในแง่มุมหนึ่งของการกินเจ จากแง่มุมหลายด้านของประวัติศาสตร์เรื่องนี้

กินเจอย่างจีนที่ว่านี้ไม่เหมือนกินเจที่บ้านเรา โดยเฉพาะที่ภูเก็ต ซึ่งเกี่ยวกับศาสนาเต๋า ศาสนาท้องถิ่น ที่เรียกว่า ลัทธิกินผัก (ภาษาจีนเรียกว่า “ไจเจี้ยว”) เช่นลัทธิเซียนเทียนเต้า ในที่นี้จะเน้นอธิบายการกินเจดั้งเดิม และที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ซึ่งแต่เดิมเรียกรวมๆ กันว่า “ไจเจี้ย” (ศีลของการกินผัก)

ไจเจี้ย ไม่ได้หมายถึงการกินผักอย่างเดียว แต่หมายถึงการปฏิบัติเนกขัมมะ เพื่อชำระกายใจให้บริสุทธิ์ เพื่อบวงสรวงฟ้าดิน เหตุบวงสรวงก็เพื่อจะครองราชย์สมบัติบ้าง เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแก้บนบ้าง (เช่น หวางหมั่ง แห่งราชวงศ์ซิน กินเจทุกครั้งที่เกิดอุทกภัย-ทุพภิกขภัย) การทำไจเจี้ย จะมีทั้งการกินผัก และจัดของถวายฟ้าดิน ล้วนแต่ปลอดเนื้อสัตว์ แต่การทำไจเจี้ยไม่ใช่แค่ใช้ปากกินผักแล้วจะสะอาด ผัสสะอื่นต้องต้องสำรวมไปด้วย คือ กายไม่ข้องแวะสิ่งชั่วร้าย หูไม่ฟังดนตรี ใจไม่วอกแวก

ดังนั้น เรียกว่า “ถือศีล กินผัก” ก็นับว่าถูกต้องแล้ว เพียงแต่ “ศีล” (ภาษาจีนว่า “เจี้ย”) ตัวนี้ไม่ใช่ศีลในพุทธศาสนา

กลุ่มคนที่จะทำไจเจี้ย จึงมักเป็นพวกเจ้านาย และนักพรต นักปราชญ์ ชาวบ้านนั้นโดยทั่วไปก็แทบไม่มีเนื้อกินกันอยู่แล้ว ในคัมภีร์จวงจื่อ มีตอนหนึ่งเล่าว่า เหยียนหุย ศิษย์เอกของขงจื๊อยากจนมากไม่มีโอกาสกินเนื้อ ไม่มีสุราดื่ม ได้แต่กินผัก คนถามขงจื๊อว่า อย่างนี้แล้ว เหยียนหุยถือว่ากายใจบริสุทธิ์หรือไม่ ขงจื๊อบอกว่า สิ่งที่เหยียนหุยทำเป็นแค่การถือศีลกินเจแค่รูปแบบ แต่ใจไม่เจ

หมายความว่า สักแต่ว่ากินผัก แต่ใจไม่ถือเนกขัมมะก็ได้แค่อิ่มท้องแบบเบาๆ

จะเห็นได้ว่า แต่เดิมไจเจี้ย ไม่เกี่ยวอะไรกับศาสนาพุทธเลย แต่เกี่ยวกับความเชื่อโบราณของจีน ค่อนไปทางสำนักหญู หรือลัทธิขงจื๊อมากกว่า ต่อมาพวกนักพรตศาสนาเต๋านิยมกัน ถือเป็นรากฐานของศาสนา และยังช่วยเกื้อหนุนการฝึกพลังภายใน และต่อมาเมื่อศาสนาพุทธแพร่เข้ามา พระสงฆ์ต้องคล้อยตามธรรมเนียมจีน ด้วยการหันมากินผัก หาไม่แล้วจะถูกมองว่าไม่บริสุทธิ์ เข้าทำนองมือถือสาก ปากถือศีล

ศาสนาพุทธในจีนเริ่มกินเจเมื่อไหร่ไม่ทราบชัด ย้อนกลับไปในบันทึกเดินทางไปชมพูทวีปของพระฝาเสี่ยน เมื่อประมาณปีค.ศ. 399 – 414 บันทึกว่า ในมัชฌิมเทศะ (คือแคว้นมคธ กาสี ฯลฯ แถบที่พุทธศาสนารุ่งเรือง) ผู้คนไม่ฆ่าสัตว์กินเนื้อ ไม่ดื่มสุรา ไม่กินหอมกระเทียม มีแต่คนจัณฑาลเท่านั้นที่กิน และยังไม่มีเนื้อหมู เนื้อไก่ ขายวัวควาย ไม่มีคนแล่เนื้อ มีแต่คนจัณฑาลเท่านั้นที่ตกปลาล่าสัตว์ป่า

ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าในแถบที่พุทธศาสนารุ่งเรือง ผู้คนไม่กินเนื้อสัตว์ คณะสงฆ์ในสมัยพุทธกาลก็น่าจะฉันผักเป็นหลัก เพียงแต่ศาสนาพุทธโปรดทุกชนชั้น เมื่อชนชั้นล่างที่กินเนื้อแสวงหาบุญด้วยการใส่บาตรด้วยเนื้อ พระสงฆ์ก็ต้องฉันโดยไม่บ่ายเบี่ยง

เมื่อพระฝาเสี่ยนกลับมายังจีนได้แปลมหาปรินิรวาณสูตร พระสูตรฝ่ายมหาสางฆิกะ ซึ่งมีข้อกำหนดว่าด้วยการกินมังสวิรัติ นับแต่นั้นการกินเจแบบพุทธก็เริ่มแพร่หลาย กอปรกับการกินเจเป็นไฟต์บังคับของบรรพชิตไปแล้วเพราะอาจถูกกล่าวหาว่า “มือถือสาก ปากถือศีล” สอนเรื่องเมตตาการุณแต่ยังกินเนื้อ

เพียงแต่ในพุทธศาสนาการกินเจต้องถือศีลแบบพุทธไปด้วย คือศีล 8 มีกำหนดเวลาเป็นช่วงๆ ว่า จะกินกี่วัน เช่น 6 วัน (ลิ่วไจ) หรือกินยะยะยาว (ฉางไจ) ข้อหลังมักนิยมกันในหมู่ผู้ถือศีลโพธิสัตว์ เช่น พระเจ้าซ่งหมิงตี้ แห่งราชวงศ์หลิวซ่ง (ค.ศ. 465 – 472) ทรงบวชเป็นโพธิสัตว์ รับสั่งให้ถือศีลกินผักทั้งราชสำนัก

อย่างไรก็ตาม ในหมู่พระสงฆ์จีนยุคนั้นก็ยังมีที่ฉันเนื้อบ้าง ฉันผักบ้างไม่เคร่งครัดนัก

กระทั่งในปีค.ศ. 507 พระเจ้าเหลียงอู่ตี้ มหาอุบาสกแห่งราชวงศ์เหลียง ทรงเป็นพุทธมามกะองค์สำคัญ ทรงบวชรับศีลโพธิสัตว์ ทรงมีศรัทธายิ่งยวดจนสละบัลลังก์ออกบวชมาแล้ว ร้อนถึงราชสำนักต้องนำข้าวของเงินทองไปไถ่พระองค์คืนสู่ทางโลก ทรงสั่งให้ถวายเครื่องบูชาบูรพกษัตริย์ด้วยของเจทั้งสิ้น

เมื่อมีพวกบัณฑิตสำนักหญูที่ชิงชังพุทธโต้แย้ง ก็ทรงอ้างว่าแต่โบราณก็ถวายของเจ คือการ ไจเจี้ย ไม่เกี่ยวกับพุทธ ด้วยเหตุนี้จึงทรงส่งเสริมการกินเจในพุทธจักรอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทรงรจนาข้อเขียนเรื่องคุณแห่งการกินมังสวิรัติ แล้วจัดประชุมคณะสงฆ์กำหนดให้กินเจ พระสงฆ์จีนจึงเริ่มกินเจอย่างเป็นระบบระเบียบก็ตั้งแต่ยุคนี้เอง

ส่วนที่กินเจในบ้านเรานี้ ได้รับอิทธิพลของศาสนาเต๋า ศาสนาท้องถิ่น และความเชื่อของจีนโบราณ มีพุทธอยู่บ้าง จุดประสงค์นั้นมีทั้งกินเพื่อชำระกายใจ กินเพื่อบูชาเทพเจ้า และกินเพราะเมตตาการุณสัตว์โลก ยังไม่นับที่กินตามๆ กันโดยไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงอีกมากมาย แต่กินเจนี้มีประโยชน์ ใครศรัทธาก็ได้จิตศรัทธา ใครกินเพราะสงสารสัตว์โลกก็ได้กุศล ใครกินโดยไม่รู้ก็ได้ผลเรื่องสุขภาพ

ส่วนกระแสเหยียดหยามการกินเจนั้น มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง พร้อมกับการเข้ามาของฝรั่ง ศาสนาคริสต์และวิทยาการสมัยใหม่ การต่อต้านเกิดขึ้นก็เพื่อชักจูงชาวจีนที่นิยมกินผักเพื่อเอาบุญให้มานับถือศาสนาคริสต์และแนวคิดสมัยใหม่แบบตะวันตกที่กินเนื้อโดยปกติ กระแสต้านเจนี้กลายเป็นความขัดแย้งรุนแรง

กระทั่งเกิดลัทธิกินเจต่อต้านฝรั่งมิชชันนารี ที่มณฑลฝูเจี้ยน กลายเป็นเหตุการณ์สังหารหมู่ ที่อำเภอกู่เถียน เมื่อปี 1895

โดย กรกิจ ดิษฐาน

REUTERS/Wong Campion

“เงินดิจิทัลจะยึดอนาคตเราเป็นตัวประกัน” มุมมองของนักต่อต้านรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665341

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 19:17 น."เงินดิจิทัลจะยึดอนาคตเราเป็นตัวประกัน" มุมมองของนักต่อต้านรัฐเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน (Edward Snowden) ผู้โด่งดังจากการเปิดเผยข้อมูลลับของ NSA และ Five Eyes คราวนี้เข้าอัดเงินดิจิทัลของธนาคารกลางว่าเป็นภัยเสี่ยงต่อชาวโลก

ในขณะที่หลายคนตั้งตารอรายงานของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เกี่ยวกับเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง หรือ CBDCs เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนสวนกระแสโดยเตือนให้ระวังแนวโน้มนี้โดยกล่าวว่าเป็น “ภัยอันตรายใหม่ล่าสุดที่กำลังจ่อจะครอบงำสาธารณชน”

เขาชี้ว่าเพราะมันใช้ระบบและรูปแบบเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี่ เพียงแต่รัฐจะเข้ามาแทรกแซงทุกธุรกรรมของเราผ่านระบบรวมศูนย์ ต่างจากคริปโตฯ ที่เป็น DeFi หรือการเงินแบบกระจายอำนาจที่ไม่รวมศูนย์ และทุกคนมีอิสรเสรีที่จะทำธุรกรรม

“ผู้สนับสนุน CBDCs โต้แย้งว่าสกุลเงินที่มีการรวมศูนย์อย่างเคร่งครัดเหล่านี้คือการทำให้เกิดมาตรฐานใหม่ที่ชัดเจน ไม่ใช่มาตรฐานทองคำหรือมาตรฐานเงิน หรือแม้แต่มาตรฐานบล็อกเชน แต่บางอย่างเหมือนกับมาตรฐานตารางการทำงานที่ธนาคารกลางทุกแห่งออก ซึ่งเงินดอลลาร์ที่ธนาคารกลางออกจะถือโดยบัญชีที่จัดการโดยธนาคารกลางซึ่งบันทึกไว้ในบัญชีแยกประเภทของรัฐขนาดใหญ่ที่สามารถกลั่นกรองและแก้ไขได้อย่างต่อเนื่อง” สโนว์เดน กล่าวในบทความชื่อ Your Money AND Your Life: Central Banks Digital Currencies will ransom our future

เขาเสริมว่า ผู้สนับสนุน CBDCs อ้างว่าสิ่งนี้จะทำให้การทำธุรกรรมในชีวิตประจำวันมีความปลอดภัยมากขึ้น (โดยการขจัดความเสี่ยงของคู่สัญญา) และง่ายต่อการเก็บภาษี (โดยการทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะซ่อนเงินจากรัฐบาล)

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไม่เห็นดวยกับ CBDC อ้างเรื่อง “ความปลอดภัย” เพราะมันจะทำให้รัฐเป็นผู้กุมอำนาจรายใหม่เพื่อใช้และดูแลทุกๆ ดอลลาร์ที่ใช้จ่าย ทำให้รัฐเป็นศูนย์กลางของปฏิสัมพันธ์ทางการเงิน ยกตัวอย่างที่จีน ซึ่งการห้าม Bitcoin มาพร้อมๆ กับการปล่อยเงินหยวนดิจิทัล มีจุดมุ่งหมายอย่างชัดเจนเพื่อเพิ่มความสามารถของรัฐในการ “เป็นตัวกลาง” เพื่อกำหนดตัวเองเป็นตัวกลางของทุกธุรกรรม

““คริปโต” นี้ ซึ่งเทคโนโลยีส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขการรวมศูนย์ที่ตอนนี้คุกคามมัน … อย่างไรก็ตาม สำหรับธนาคารแบบดั้งเดิม ไม่ต้องพูดถึงรัฐที่ควบคุมสกุลเงินแห่งชาติ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ คู่แข่งด้านคริปโตที่ผงาดขึ้นมาหล่านี้แสดงถึงการปฏิวัติยุคสมัย มันให้คำมั่นว่าจะมีการจัดเก็บและเคลื่อนย้ายมูลค่าที่ตรวจสอบได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากรัฐ และทำให้ผู้ใช้ของตนอยู่นอกเหนืออำนาจแห่งรัฐ การขัดขวางต่อการค้าเสรีดังกล่าวมักถูกปกปิดไว้ภายใต้ความห่วงใยแบบพ่อห่วงลูก โดยรัฐอ้างว่าหากไม่มีตนเป็นตัวกลางด้วยความห่วงใยแล้ว ตลาดย่อมตกอยู่ในภาวะการเดิมพันที่ผิดกฎหมายและเป็นแหล่งซ่อมสุมของการฉ้อโกงภาษี ยาเสพติด ข้อตกลงและการซื้อขายอาวุธ” สโนว์เดนกล่าว

กับข้ออ้างว่าคริปโตจะเป็นแหล่งฟอกเงินนั้น สโนว์เดนอ้างข้อมูลของรัฐมาสวนกลับเอง โดยยกหลักฐานจากสำนักงานการจัดหาเงินทุนของผู้ก่อการร้ายและอาชญากรรมทางการเงินของกระทรวงการคลังสหรัฐที่ระบุว่า “แม้ว่าสกุลเงินเสมือนจะใช้สำหรับการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย แต่ปริมาณมีน้อยเมื่อเทียบกับปริมาณของกิจกรรมที่ผิดกฎหมายผ่านบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม”

สโนว์เดนจึงแสดงความเห็นว่า สหรัฐไม่จำเป็นต้องพัฒนา CBDC ของตัวเอง แต่เขาชี้ว่าธนาคารแบบดั้งเดิมเป็น “อุตสาหกรรมที่เป็นกาฝากและไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่สุด ซึ่งใช้ลูกค้าเป็นเหยื่อของตน” และยังมักได้รับการอุ้มชูกจากเฟดไม่ให้ล้มด้วยข้ออ้างว่า”ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม”

“แต่แม้ในขณะที่ธนาคารและอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น คุณประโยชน์ของมันก็หดหายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับคริปโต ธนาคารพาณิชย์ครั้งหนึ่งเคยรักษาความปลอดภัยให้กับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงเป็นพิเศษ รับประกันเอสโครว์ (ระบบการค้ำประกันการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน) และธุรกรรมนั้นย้อนกลับได้ ในทำนองเดียวกัน ถ้าไม่มีธนาคาร เครดิตและการลงทุนก็จะไม่มี และบางทีอาจจินตนาการไม่ได้หากไม่มีมัน วันนี้คุณสามารถเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านี้ได้ในสามคลิก” สโนว์เดนกล่าว

“โดยสรุป ในสังคมดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้น แทบไม่มีอะไรที่ธนาคารสามารถทำได้เพื่อให้เข้าถึงและปกป้องทรัพย์สินของคุณที่อัลกอริทึมไม่สามารถทำซ้ำและปรับปรุงได้”

Photo by Juan BARRETO / AFP

Xiaohongshu โซเชียลคอมเมิร์ซจีน โตจนทางการต้องเพ่งเล็ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665335

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 18:05 น.Xiaohongshu โซเชียลคอมเมิร์ซจีน โตจนทางการต้องเพ่งเล็งXiaohongshu หนึ่งในบริษัทที่ทางการจีนเพ่งเล็ง จ่อทำ IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง หลังพับแผนจดทะเบียนในสหรัฐ

Xiaohongshu (เสี่ยวหงซู) โซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติจีนกำลังพิจารณาขายหุ้น IPO ในตลาดฮ่องกง หลังจากที่ระงับแผนการจดทะเบียนในตลาดสหรัฐ ขณะที่ทางการจีนเริ่มจับตาบริษัทเทคโนโลยี และเตรียมบีบให้บริษัทที่ทำ IPO ในตลาดสหรัฐเปิดทางให้รัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลได้

Xiaohongshu ก่อตั้งโดย Miranda Qu และ Charlwin Mao ในปี 2013 เป็นชุมชนออนไลน์และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ซึ่งบรรดาอินฟลูเอนเซอร์จะใช้ช่องทางนี้ในการแชร์และรีวิวผลิตภัณฑ์ อาหาร การท่องเที่ยว และเรื่องราวเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ ผ่านภาพถ่ายและวิดีโอ ตลอดจนมีช่องทางให้ผู้บริโภคชาวจีนสามารถซื้อสินค้าจากต่างประเทศได้

ก่อนที่จะเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ใช้ชาวจีน โดยในปี 2015 มีการตั้งโกดังสินค้าทั้งในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง และเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน

หลังจากที่ก่อตั้งมาได้เพียง 4 ปี ในปี 2017 Xiaohongshu มีผู้ใช้มากกว่า 50 ล้านคน ด้วยยอดขายเกือบ 10,000 ล้านหยวน ทำให้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในปีเดียวกันมีการจัดเทศกาลช้อปปิ้งเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 4 ปี ซึ่งทำยอดขายได้กว่า 100 ล้านหยวนภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมง และครองอันดับหนึ่งในหมวดช้อปปิ้งในแอปสโตร์ในวันนั้น

ในปี 2018 Xiaohongshu สามารถระดมทุนได้ถึง 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนำโดย Alibaba Group Holding และ Tencent Holdings ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาไม่น้อยเนื่องจากนี่เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพไม่กี่แห่งที่จะได้เงินทุนจากทั้ง Alibaba และ Tencent

ทว่า แอปพลิเคชันดังกล่าวเผชิญกับการจัดระเบียบครั้งใหญ่จากทางการจีน โดยถูกถอดออกจากแอปสโตร์ของจีนในปี 2019 ทั้งที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลของจีนระบุว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เข้าข่ายหลอกลวง และโฆษณาเกินจริงจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม Xiaohongshu ไม่ได้นิ่งนอนใจโดยได้แถลงว่าจะควบคุมเนื้อหาในแพลตฟอร์มให้เหมาะสม โดยภายหลังจากถูกลบออกจากแอปสโตร์ของจีนได้ประมาณ 3 เดือน Xiaohongshu ก็กลับมาผงาดอีกครั้ง

เมื่อปีที่แล้ว Xiaohongshu มีพนักงานกว่า 1,000 คน และมีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนมากกว่า 300 ล้านคน โดย 70% เป็นผู้ใช้งาน Gen Z และ 80% เป็นเพศหญิง ขณะที่ผู้ใช้งานต่อเดือนมีมากกว่า 100 ล้านคน ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากเลยทีเดียว

แต่บริษัทต้องระงับแผนการจะจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐหลังจากที่มีรายงานว่าบริษัทต่างๆ ที่กำลังดำเนินการจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศกำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้นจากรัฐบาลจีน

เนื่องจากมีการเสนอกฎหมายให้บริษัททุกแห่งที่ต้องการเสนอขายหุ้นนอกประเทศต้องผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่ง Xiaohongshu เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของรัฐบาลจีนครั้งนี้

Photo by xiaohongshu/Wikipedia

AstraZeneca เผยการทดลองยารักษาโควิดประสบผลสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665313

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 15:04 น.AstraZeneca เผยการทดลองยารักษาโควิดประสบผลสำเร็จAstraZeneca เผยยา AZD7442 สามารถป้องกันอาการรุนแรงของโควิด-19 และการเสียชีวิตได้

บริษัท AstraZeneca แถลงถึงผลการทดลองยาแอนติบอดี AZD7442 ซึ่งพบว่าประสบความสำเร็จในการลดอาการป่วยรุนแรงของผู้ติดเชื้อโควิด-19 และการเสียชีวิตสำหรับผู้ป่วยที่ยังไม่ได้รักษาตัวในโรงพยาบาล

หลังจากที่ได้ทำการทดลองกับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ไม่ได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจำนวน 822 รายจากประเทศต่างๆ รวมถึงสหราชอาณาจักร บราซิล สหรัฐ และเยอรมนี พบว่า AZD7442 สามารถลดอาการป่วยรุนแรงหรือการเสียชีวิตได้ครึ่งหนึ่งในกลุ่มผู้ที่มีอาการป่วยไม่เกิน 7 วัน เมื่อเทียบกับอาสาสมัครที่ได้รับยาหลอก

นอกจากนี้ยังพบว่าแอนติบอดีสามารถคงอยู่นานกว่า 6 เดือน ซึ่งนับว่าบรรลุเป้าหมายหลักของการทดลอง

โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา AstraZeneca ได้ยื่นเรื่องต่อองค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) เพื่อขออนุมัติใช้ยาดังกล่าวในกรณีฉุกเฉินในสหรัฐ

หลังจากที่บริษัทเผยผลการทดลองทางคลินิกระยะสุดท้ายในอาสาสมัครกว่า 5,000 คนพบว่า ยาดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 ได้ถึง 77% และไม่มีอาสาสมัครคนใดอาการหนักหรือเสียชีวิตจากโควิด-19

ทั้งนี้ ยาดังกล่าวถูกมองว่าเป็นอีกทางเลือกที่สำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง อาทิ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่อาจตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งรัฐบาลหลายประเทศรวมถึงสหรัฐได้เจรจาเพื่อสั่งซื้อยาดังกล่าวแล้ว

Photo by Paul ELLIS / AFP

ยลโฉมภาพคอนเซปต์ iPhone 14 Pro ส่อแววปัดฝุ่นดีไซน์ iPhone 4 กลับมาอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665297

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 14:40 น.ยลโฉมภาพคอนเซปต์ iPhone 14 Pro ส่อแววปัดฝุ่นดีไซน์ iPhone 4 กลับมาอีกครั้งสื่อต่างประเทศเผยภาพคอนเซปต์ของ iPhone 14 Pro เชื่อเตรียมประยุกต์ดีไซน์ตัวเครื่องใกล้เคียงกับ iPhone 4

แม้ว่า iPhone 13 จะเพิ่งเปิดตัววางจำหน่ายกันไปในสัปดาห์นี้ แต่ล่าสุดก็มีข่าวลือถึงไอโฟนรุ่นต่อไปกันแล้ว โดยมีความคืบหน้าของ iPhone 14 และ iPhone 14 Pro ซึ่งมีการเปิดเผยจากสื่อวงในอย่าง ConceptsiPhone ระบุว่า อาจมีการปรับดีไซน์เครื่องใหม่ใกล้เคียงกับ iPhone 4 อีกครั้ง

จากคลิปตัวอย่างจะเห็นว่า iPhone 14 Pro นั้น ตัวเลนส์กล้องหลังได้แนบกับตัวเครื่องไปแล้ว แถมไม่มีรอยบากด้านบนของหน้าจอ และรองรับพอร์ต USB-C อีกด้วย รวมทั้งยังจะสามารถสแกนนิ้วปลดล็อคตัวเครื่อง Touch ID ได้ที่ปุ่มด้านข้าง ซึ่งดูจะมีความเป็นไปได้มากกว่าการที่ Apple จะพัฒนาให้มีการสแกนนิ้วบนจอ 

ชมภาพและคลิปคอนเซปต์ของ iPhone 14 Pro กันได้เลย

อ้างอิง wccftech

ผู้เชี่ยวชาญชี้มันจบแล้ว สหรัฐแพ้จีนในสงคราม AI #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665302

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 13:18 น.ผู้เชี่ยวชาญชี้มันจบแล้ว สหรัฐแพ้จีนในสงคราม AI อดีตหัวหน้าซอฟต์แวร์ของเพนตากอนชี้สหรัฐแพ้การต่อสู้ AI กับจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อดีตหัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ของเพนตากอนหรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐกล่าวกับ Financial Times ว่าสหรัฐแพ้การต่อสู้ด้านปัญญาประดิษฐ์กับจีนแล้ว ซึ่งจีนกำลังมุ่งสู่การเป็นเจ้าโลกในด้านนี้ เนื่องจากความก้าวหน้าในความสามารถทางไซเบอร์ที่ผงาดขึ้นมา

นิโคลัส เชลแลน (Nicolas Chaillan) หัวหน้าเจ้าหน้าที่ซอฟต์แวร์คนแรกของเพนตากอนที่ลาออกเพื่อประท้วงที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในกองทัพสหรัฐที่เป็นไปอย่างเชื่องช้า กล่าวว่า ความล้มเหลวในการตอบสนองต่อจีนทำให้สหรัฐตกอยู่ในความเสี่ยง

“เราไม่มีโอกาสแข่งขันกับจีนในอีก 15 ถึง 20 ปี ตอนนี้มันจบสิ้นลงแล้ว ในความคิดของผมมันจบลงแล้ว” เขากล่าวกับ FT

จีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก มีแนวโน้มที่จะครอบงำเทคโนโลยีสำคัญๆ ที่เกิดขึ้นใหม่มากมาย โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ ชีววิทยาสังเคราะห์ และพันธุศาสตร์ภายในหนึ่งทศวรรษหรือมากกว่านั้น ตามการประเมินของ Western Intelligence

“ไม่ว่าจะทำสงครามหรือไม่ก็เป็นเรื่องเล็กน้อย” เชลแลนกล่าว พร้อมกล่าวว่าว่าจีนถูกกำหนดให้ครองอนาคตของโลก โดยควบคุมทุกอย่างตั้งแต่แนวทางการรายงานข่าวของสื่อไปจนถึงภูมิศาสตร์การเมือง

เขากล่าวว่าการป้องกันทางไซเบอร์ของสหรัฐในหน่วยงานของรัฐบาลบางแห่งอยู่ใน “ระดับอนุบาล”

เชลแลน วิพากษ์วิจารณ์ความไม่เต็มใจของ Google ที่จะทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหมของสหรัฐในเรื่อง AI และการอภิปรายอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับจริยธรรมของ AI เพื่อทำให้สหรัฐล่าช้าลงไปอีก

เขากล่าวว่าบริษัทจีนจำเป็นต้องทำงานร่วมกับรัฐบาลของพวกเขาและกำลัง “ลงทุนมหาศาล” ใน AI โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรม

REUTERS/Damir Sagolj/File Photo/File Photo

ของกินที่เกิดจากวิกฤตการเงิน ‘ทัลโกนา’ กลับมาฮิตเพราะ Squid Game #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665299

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 12:52 น.ของกินที่เกิดจากวิกฤตการเงิน 'ทัลโกนา' กลับมาฮิตเพราะ Squid Gameพ่อค้าแม่ค้าเฮ ขนมน้ำตาลแผ่นหรือ ‘ทัลโกนา’ ขายดีหลังกิจการซบเซามานาน

หลังจากที่ Squid Game ซีรีส์จากเกาหลีใต้ได้รับความนิยมจากทั่วโลกนั้น นอกจากจะทำให้อุตสาหกรรมสื่อเกาหลีใต้ได้รับความนิยมจากผู้ชมและนักลงทุนมากขึ้นแล้ว ยังถือเป็นการชุบชีวิตบรรดาผู้ประกอบการรายย่อยที่ซบเซาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และชุบชีวิตขนมน้ำตาลแผ่นหรือ “ทัลโกนา” (dalgona) ให้โด่งดังไปทั่วโลกอีกด้วย

นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าทัลโกนาเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 เมื่อประชาชนเผชิญกับวิกฤตทางการเงินหลังสงคราม ซึ่งทำให้ของหวานอย่างไอศกรีมหรือช็อกโกแลตมีราคาแพงมาก น้ำตาลแผ่นหรือทัลโกนาจึงได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามร้านขนมหน้าโรงเรียน

อิม ชางจู และจอง จองซุน สามีภรรยาคู่หนึ่งเริ่มเปิดกิจการทัลโกนาด้วยทุน 30,000 วอน หลังจากที่กิจการตัดเย็บเสื้อผ้าของพวกเขาไปไม่รอดเมื่อเกิดวิกฤตการเงินในเอเชียในปี 1997

แต่แล้วช่วงต้นทศวรรษ 2000 ขนมทัลโกนาค่อยๆ หายไป และมีขนมอื่นๆ เข้ามาเป็นที่นิยมแทน จนกระทั่งทัลโกนาไปปรากฏอยู่ในซีรีส์เรื่อง Squid Game ทำให้มันกลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้โด่งดังไกลไปทั่วโลกเลยทีเดียว

โดยทัลโกนาที่ปรากฏในซีรีส์นั้นจะมีลวดลายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวงกลม สามเหลี่ยม ดาว และร่ม ซึ่งผู้เข้าแข่งขันในเกมจะต้องแกะขนมออกมาตามลวดลายที่ได้รับโดยไม่ทำให้ขนมหัก

แต่ก่อนที่จะมีทัลโกนาที่เราเห็นกันในซีรีส์นั้น ฮวัง ดงฮยอก ผู้เขียนบทและผู้กำกับ Squid Game เล่าว่ามันเป็นอุปกรณ์ประกอบฉากที่จัดการยากที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะน้ำตาลสามารถละลายได้ง่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการถ่ายทำในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้น เขาจึงต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาทำขนมทัลโกนากันแบบสดใหม่ในสถานที่เลยทีเดียว

ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่ว่าคือ อิม ชางจู และจอง จองซุน สามีภรรยาที่ต้องทำทัลโกนาจำนวน 300 ถึง 400 ชิ้นในการถ่ายทำระยะเวลา 3 วัน แม้ผู้กำกับฮวังจะทำให้พวกเขางุนงงอย่างมากเมื่อต้องทำลวดลายยากๆ อย่างร่ม แต่พวกเขาก็สามารถทำออกมาได้สำเร็จ

จนกระทั่งซีรีส์เริ่มออนแอร์และได้รับความนิยม ไม่ใช่แค่ 300 หรือ 400 ชิ้นเท่านั้น แต่สามีภรรยาคู่นี้ต้องทำขนมทัลโกนามือระวิง เมื่อมีออเดอร์จากลูกค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขนมดังกล่าวได้รับความนิยมขนาดที่ว่าลูกค้ายอมรอคิวนานถึง 6 ชั่วโมงเพื่อสั่งซื้อทัลโกนา แต่บางคนอาจต้องยอมแพ้และกลับบ้านไปมือเปล่าเมื่อพบว่ามีคนสนใจซื้อทัลโกนามากขนาดนี้

อิม ชางจู ใช้เวลาประมาณ 90 วินาทีเพื่อละลายน้ำตาล ก่อนที่จะเติมเบกกิ้งโซดา รีดให้เป็นวงกลม และพิมพ์ลวดลายที่ต้องการลงบนแผ่นน้ำตาล นอกจาก 4 ลวดลายที่เราได้เห็นกันในซีรีส์แล้วเขายังเพิ่มลายต่างๆ ให้ลูกค้าได้เลือกกันตามใจชอบ รวมถึงตัว “N” ที่มาจากคำว่า Netflix สตริมมิงที่ทำให้ Squid Game โด่งดัง

“ผมไม่คิดไม่ฝันเลยว่ามันจะได้รับความนิยมขนาดนี้” อิมกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีเกี่ยวกับกระแสของซีรีส์ Squid Game และขนมน้ำตาลแผ่น ซึ่งทำให้เขามือเป็นระวิงอยู่ในขณะนี้ เช่นเดียวกับบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทัลโกนาอีกจำนวนมากที่เติบโตหลังซีรีส์ออกอากาศ

พร้อมกล่าวว่าเขามีความสุขที่ธุรกิจของเขากำลังเติบโตไปได้ด้วยดี และได้เห็นทัลโกนาถูกพูดถึงในต่างประเทศ

Photo by Yelim LEE / AFP

สหรัฐไฟเขียวจัดฮาโลวีน แต่ยอมรับยังเอาชนะโควิดไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665283

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 11:00 น.สหรัฐไฟเขียวจัดฮาโลวีน แต่ยอมรับยังเอาชนะโควิดไม่ได้แพทย์ใหญ่สหรัฐไฟเขียวชาวอเมริกันเฉลิมฉลองฮาโลวีน แต่เบรกประกาศชัยชนะเหนือโควิด ชี้ผู้ติดเชื้อเริ่มลดลงแต่ยังคงเฉียดหลักแสน

นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐกล่าวถึงสถานการณ์โควิด-19 ในสหรัฐว่า เป็นข่าวดีที่จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงในขณะที่เทศกาลวันหยุดใกล้เข้ามา โดยอนุญาตให้มีการเฉลิมฉลองวันฮาโลวัน แต่อย่างไรก็ตามชาวอเมริกันยังไม่ควรประกาศชัยชนะเหนือโควิด-19 เนื่องจากการแพร่ระบาดยังไม่จบลง และยังมีประชาชนอีกมากที่ยังไม่ฉีดวัคซีน

นายแพทย์เฟาซีกล่าวว่ากิจกรรมฮาโลวีนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เปิด และเป็นวันสำคัญประจำปีสำหรับเด็กๆ ดังนั้น ทุกคนสามารถจัดงานฮาโลวีนได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้ว แต่หากใครยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนควรทบทวนอีกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ครอบครัว และชุมชน

พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัดในช่วงเทศกาลฮาโลวีน ซึ่งรัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาว่าจะอนุมัติให้เด็กอายุ 5 ถึง 12 ปีมีสิทธิ์เข้ารับการฉีดวัคซีนได้หรือไม่

สำหรับมาตรการบังคับสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่ปิดนั้น นายแพทย์เฟาซีกล่าวว่าเมื่อการแพร่ระบาดในชุมชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญอาจพิจารณาให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วไม่ต้องสวมหน้ากากอนามัยได้

โดยจำนวนผู้ติดเชื้อเฉลี่ยในช่วง 7 วันที่ผ่านมามาอยู่ที่ประมาณ 95,000 รายต่อวัน แม้จะลดลงมาจากหลักแสนรายในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่นายแพทย์เฟาซียังมองว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป และต้องการให้ลดลงเหลือเพียง 10,000 รายหรือต่ำกว่า

ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 44 ล้านราย โดยมีผู้เสียชีวิตทะลุ 712,000 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้ที่มีอาการป่วยหนักส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มคนที่ไม่ได้รับวัคซีน

ทั้งนี้ นายแพทย์เฟาซีระบุว่ามีชาวอเมริกันประมาณ 68 ล้านคนที่มีสิทธิ์ได้รับการฉีดวัคซีนแต่ยังไม่เข้ารับการฉีดวัคซีน

Photo by J. Scott Applewhite / POOL / AFP