Ant กลับมาอีกครั้ง เพิ่มทุนได้ถึง 47% แม้จะถูกเบรก IPO #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665280

วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 10:40 น.Ant กลับมาอีกครั้ง เพิ่มทุนได้ถึง 47% แม้จะถูกเบรก IPOหนึ่งปีหลังถูกเบรก Ant Group ของจีนเพิ่มทุนจดทะเบียน 47% เป็น 5,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Ant Group ของจีนได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 35,00 ล้านหยวน (5,440 พันล้านดอลลาร์) จาก 23,800 ล้านหยวน ตามข้อมูลบันทึกการจดทะเบียนธุรกิจสาธารณะ ขณะที่ยักษ์ใหญ่ฟินเทครายนี้ยังคงปรับโครงสร้างตามคำสั่งของรัฐบาลต่อไป

Ant ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของผู้นำอีคอมเมิร์ซ Alibaba Group Holding Ltd กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า การเพิ่มทุนขึ้นมาก็เพื่อสนับสนุนการเติบโตและ “เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องและความต้องการทางธุรกิจ”

ในเดือนเมษายนทางการจีนสั่งให้ปรับโครงสร้างของบริษัท Ant หลังจากต้องหยุดการเสนอขายหุ้นครั้งแรกมูลค่า 37,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วจนกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนไปทั่วธุรกิจเทคของจีน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะควบคุมยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตของตน

การยกเครื่องทำให้ Ant ต้องกำกับดูแลกฎระเบียบและข้อกำหนดด้านเงินทุนที่เข้มงวดยิ่งขึ้น

Ant กล่าวว่าทุนจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น 47% มาจาก “การเพิ่มทุนสำรองของบริษัท” และบอกว่าบริษัทไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการระดมทุนใด ๆ และไม่มีนักลงทุนเพิ่มเติมเข้ามาเกี่ยวข้อง

REUTERS/Yilei Sun/File Photo

หยวนซื่อข่าย นักฉวยโอกาสปฏิวัติผู้หวังเป็น ‘เจ้า’ เสียเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665251

วันที่ 10 ต.ค. 2564 เวลา 20:05 น.หยวนซื่อข่าย นักฉวยโอกาสปฏิวัติผู้หวังเป็น 'เจ้า' เสียเองวันที่ 10 เดือน 10 ปี 2021 เป็นวันครบรอบ 110 ปีของการปฏิวัติซินไฮ่ที่โค่นล้มราชวงศ์ชิงและเริ่มต้นระบอบสาธารณรัฐของจีน แต่จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนไม่ใช่ปูยี เขาคือบุคคลที่โค่นปูยีแล้วเป็นประธานาธิบดีเพื่อจะก้าวสู่ตำแหน่งจักรพรรดิในเวลาต่อมา

อารัมภบท – ชาวแมนจูกำราบชาวฮั่นสถาปนาราชวงศ์ชิงปกครองแผ่นดินจีนมานานกว่า 200 ปีจนกระทั่งหลายศตวรรษที่ 19 ราชวงศ์ชิงก็ถึงกาลเสื่อมถอย ถูกต่างชาติรุกรานจนต้องยอมจำนนครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงเกิดกบฏต่อต้านภายในประเทศ ในระยะบั้นปลายมีการลุกฮือของขบวนการโค่นศักดินาสถาปนาสาธารณรัฐหลากหลายกลุ่ม กลุ่มใหญ่นำโดยซุนยัตเซน อย่างไรก็ตาม ขบวนปฏิวัติเหล่านี้แม้จะก่อการหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะขาดกำลังทหารและที่จะช่วยให้การยึดอำนาจเป็นไปอย่างเด็ดขาด กองทัพที่ใหญ่ที่สุดในเวลานั้นยังเป็นกองทัพของราชสำนักชิง แต่ในกองทัพหลวงยังมีกองทัพกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า “ซินจวิน” ที่เกิดจากการปฏิรูปการทหารแบบตะวันตก กลุ่มซินจวินนี้นำโดยขุนนางชาวฮั่นที่ทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ เขามีชื่อว่า “หยวนซื่อข่าย”

หยวนซื่อข่ายกุมอำนาจในกองทัพใหม่นี้และราชสำนักยังต้องพึ่งพาเขาเพราะกองทัพใหม่จัดวางกำลังไว้รอบเมืองหลวงคอยคุ้มกันจากสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ทั้งจากคนจีนและคนต่างชาติที่ไม่พอใจราชสำนัก ราชสำนักในรัชสมัยพระเจ้ากวงซวี่พยายามปรับปรุงตนเองด้วยการริเริ่ม “การปฏิรูปร้อยวัน” เพื่อเปลี่ยนประเทศและราชสำนักที่ล้าหลังให้ทันสมัยเป็นอารยประเทศ แต่ความพยายามนี้ต้องล้มเหลว เพราะพระเจ้ากวงซวี่ไม่มีอำนาจแท้จริง อำนาจจริงๆ อยู่ในกำมือของพระพันปีหลวงซูสีไทเฮา

การปฏิวัติและการปฏิรูปจะทำบนหน้ากระดาษไม่ได้ มันต้องมีอำนาจกระบอกปืนจึงจะขับเคลื่อนได้ ฝ่ายพระนางซูสีไทเฮาก็คิดจะยึดอำนาจจักรพรรดิ ฝ่ายจักรพรรดิกวงซี่ก็ทรงทราบและคิดจะยึดอำนาจมาอยู่ในมือแบบเด็ดขาดเช่นกัน ดังนั้นฝ่ายปฏิรูปของพระเจ้ากวงซวี่จึงทาบทามหยวนซื่อข่ายผู้ควบคุมกองทัพให้มาร่วมปกป้องผู้เป็นเจ้าที่แท้จริงหยวนซื่อข่ายไม่ปฏิเสธหรือยอมรับ เพียงแต่บอกแบบหยั่งเชิงว่าเขาภักดีต่อจักรพรรดิ

แต่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หยวนซื่อข่ายกลับแย้มพรายแแผนการยึดอำนาจของฝ่ายปฏิรูปให้กับฝ่ายพระนางซูสีไทาเฮา ฝ่ายพระพันปีหลวงจึงทำก่อนแบบสายฟ้าแลบ แล้ว “เชิญ” พระเจ้ากวงซี่ไปประทับในตำหนักเชิงบังคับ หมดสิ้นอิสรภาพตั้งแต่บัดนั้น ส่วนขบวนปฏิวัติต้องหนีเอาตัวรอดกันไปคนละทิศละทาง ทำให้จีนหมดโอกาสที่จะปฏิรูปประเทศไปอีกนานและทำให้ราชวงศ์ชิงต้องดวงถึงฆาตในกาลต่อมา

หยวนซื่อข่ายเป็นคนรู้หลบเป็นปักรู้หลีกเป็นหางแบบนี้มาโดยตลอด เขาเป็นพวกนักฉวยโอกาสทางการเมือง แต่อย่างน้อยเขาไม่ได้ต่อต้านการปฏิรูปบ้านเมือง ตรงกันข้ามเขาเป็นผู้กราบทูลให้ราชสำนักปรับปรุงประเทศในด้านการศึกษา สร้างกองทัพให้ทันสมัย ซึ่งเป็นผลดีต่อกองทัพใหม่ของเขา หยวนซื่อข่ายใช้อิทธิพลของตนสร้างกองทัพภาคเหนือ หรือกองทัพเป่ยหยาง (แปลว่ากองทัพมหาสมุทรตอนเหนือ คือในเขตมณฑลภาคเหนือและภาคอีสานที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ)

กองทัพเป่ยหยางของเขานับวันจะยิ่งมั่งคั่งและทันสมัย ส่วนกองทัพราชสำนักแต่เดิมพึ่งพา “กองทัพแปดธง” ซึ่งเป็นการจัดกองทัพแบบโบราณที่เน้นชาวแมนจูเป็นหลัก แต่กองทัพแปดธงนั้นเสียหายย่อยยับไปในช่วงกบฏอี้เหอหยวน (กบฏนักมวย) ดังนั้นในแผ่นดินจึงไม่มีกองทัพไหนที่จะต่อกรกองทัพเป่ยหยางของหยวนซื่อข่ายได้อีกต่อไป

หยวนซื่อข่ายกับคณะผู้แทนต่างชาติ

ซุ่มชิงความได้เปรียบ

แต่ถึงจะมีกองทัพในมือแต่หยวนซื่อข่ายยังอยู่ใต้อำนาจราชสำนักอยู่ดี เมื่อพระนางซูสีไทเฮาสวรรคตในเวลาไล่เลี่ยกันพระเจ้ากวงซวี่ก็สวรรคตไปด้วย ทำให้ราชสำนักขาดหัวพร้อมๆ กัน เวลาหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้น่าจะเป็นคุณกับหยวนซื่อข่าย แต่ปรากฏมีเสียงร่ำลือว่าจักพรรดิทรงรู้ว่าในภายภาคหน้าหยวนซื่อข่ายจะต้องเป็นภัยต่อราชสำนักเป็นแน่ จึงมีพระบรมราชโอกงการสั่งประหารเขาเสีย แต่หยวนซื่อข่ายเอาตัวรอดจากโองการนั้นมาได้แล้วหลบลี้ไปจากราชสำนัก โดยอ้างว่าจะขอกลับบ้านเดิมไปรักษาอาการป่วย

จักพรรดิองค์ใหม่ที่ถูกเลือกขึ้นมาครองบัลลังก์คือจักรพรรดิผู่อี๋มีพระชนมายุ 2 พรรษากับอีก 10 เดือน พระราชบิดาคือ ฉุนชินหวังเชื้อพระวงศ์ชิงชั้นสูงทรงเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ซึ่งทรงพยายามเฮือกสุดท้ายที่จะปฏิรูปประเทศและราชสำนัก แต่มันก็สายเกินการณ์แล้ว

ในเวลานั้นขบวนการปฏิวัติก่อการในหลายพื้นที่แต่ยังไม่สำเร็จสักที่ เพราะขาดกำลังทหารและมีหลากหลายกลุ่มกระจัดกระจายกันไป หยวนซื่อข่ายแม้จะเกษียณตัวเองแต่ก็เป็นเพียงฉากหน้า ยังคงติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดและกองทัพเป่ยหยางก็ยังคงภักดีต่อเขา ฝ่ายราชสำนักเองก็ต้องการตัวเขามาช่วยต้านพวกปฏิวัติ ฝ่ายปฏิวัติก็ต้องการเขามาช่วยโค่นล้มราชวงศ์ หยวนซื่อข่ายเนื้อหอมขึ้นมาอีกครั้งเหมือนเมื่อครั้งการปฏิรูปร้อยวัน เหลือแค่เพียงว่าเขาจะเลือกฝ่ายไหนแค่นั้น

แต่หลังจากการลุกฮือที่ไม่สำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญขึ้นที่เมืองอู่ชาง (ปัจจุบันอยุ่ในเขตเมืองอู่ฮั่น) เมื่อวันที่ 10 เดือน 10 ปี 1911 เมื่อกลุ่มกองทัพใหม่ (ซินจวิน) จู่ๆ ก็แปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับฝ่ายปฏิวัติ นำกำลังทหารเข้ายึดจวนผู้ว่าการมณฑล จากนั้นจัดตั้งรัฐบาลทหารขึ้นเป็นการเฉพาะ และด้วยแรงบันดาลใจจากการลุกฮือที่อู่ชางทำให้ขบวนปฏิวัติในพื้่นที่อื่นๆ ก่อการอย่างแข็งขัน จึงยึดเมืองได้หลายแห่ง แม้แต่ละแห่งจะเป็นการเคลื่อนไหวต่างกลุ่มกัน แต่ก็มีอุดมการณ์ร่วมกันคือโค่นล้มศักดินาราชวงศ์ชิง

ถึงเวลานี้ราชสำนักรีรออีกไม่ได้ ตัวช่วยเดียวที่เหลืออยู่คือหยวนซื่อข่าย ราชสำนักจึงเรียกตัวเขากลับมา คราวนี้หยวนซื่อข่ายถือไพ่ในมือเหนือกว่า จึงกุมตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีตั้งคณะเสนาบดีที่มีชาวฮั่นเป็นส่วนใหญ่จากแต่ก่อนที่มีแต่ชาวแมนจูเป็นส่วนใหญ่ ฉุนชินหวังที่สำเร็จราชการแทนจักรพรรดิผู่อี๋นั้นสละอำนาจกลับไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานเงียบๆ

ผู้ที่สำเร็จราชการแทนคือพระพันปีหลวงหลงอวี่ (พระมเหสีของพระเจ้ากวงซวี่) พระพันปีหลวงหลงอวี่ทรงเอาใจหยวนซื่อข่ายโดยตั้งให้เขามีบรรดาศักดิ์พระยาชั้นแรก (อีเติ่งโหว) ตอนนี้ไม่มีใครใหญ่เกินหยวนซื่อข่ายอีกแล้ว จึงส่งกองทัพเป่ยหยางลงใต้ไปควบคุมสถานการณ์ที่อู่ชาง

กองทัพเป่ยหยางนั้นเหนือกว่ากองทัพรัฐบาลทหารอู่ชางและยึดเมืองบริวารของอีกฝ่ายได้ แต่การปฏิวัติไม่ได้จำกัดวงเฉพาะอู่ชางอีกต่อไป มันได้ลามไปทั่วประเทศแล้ว ในเวลา 41 ที่กองทัพเป่ยหยางของหยวนซื่อข่ายรบที่อู่ชางนั้น สถานการณ์ชัดเจนแล้วว่าราชวงศ์ชิงถึงกาลอวสานแน่นอน ฝ่ายปฏิวัตินั้นเป็นปึกแผ่นมากขึ้นเรื่อยๆ จนตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกาล” และได้เลือก ซุนยัตเซน เป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน

“ทหารใหม่” ในระหว่างการลุกฮือที่อู่ชาง

เลิกเป็นไก่รองบ่อน

ถึงเวลาที่หยวนซื่อข่ายต้องคำนวณโอกาสทางการเมืองอีกครั้ง หากช่วยราชวงศ์ชิงต่อไปมิแคล้วที่เขาก็จะต้องเป็นไก่รองบ่อนอยู่ต่อไป ไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในฐานะนัมเบอร์วัน หากเขาร่วมกับฝ่ายปฏิวัติในทันทีเขาก็จะไม่ได้อะไรเลย เพราะรัฐบาลเฉพาะกาลเลือกซุนยัดเซ็นเป็นประธานาธิบดีไปแล้ว สถานการณ์แบบนี้ดูเหมือนจะตีบตันไปหมด แต่คนอย่างหยวนซื่อข่ายนั้นไม่มีทางอับจน เขาหาโอกาสพบจนได้

ในระหว่างยันทัพที่อู่ชางเขาตัดสินใจหยุดยิงกับอีกฝ่ายแล้วเจรจากัน หยวนซื่อข่ายเจรจากับรัฐบาลเฉพาะกาลว่าหากจะให้เขาร่วมวงด้วยจะต้องมอบตำแหน่งประธานาธิบดีใหม่ แล้วเขาจะเจรจากับราชสำนักให้ยอมสละอำนาจยุติบทบาทไป

แม้จะเป็นข้อเสนอที่ดุดันและยากจะยอมรับกระทั่งการถกเถียงที่ดุเดือด แต่ ซุนยัตเซนยอมยกตำแหน่งประธานาธิบดีให้ และยังยอมตามข้อเรียกร้องของหยวนซื่อข่ายที่จะให้ตั้งเมืองหลวงของสาธารณรัฐที่ปักกิ่งด้วย เพื่อปักหมุนอำนาจของกองทัพและรัฐบาลเป่ยหยางของเขาให้มั่นคงขึ้น (จากข้อเสนอเดิมให้ตั้งเมืองหลวงที่หนานจิงทางตอนใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่อิทธิพลของซุนยัตเซน)

เมื่อตกลงตามนี้แล้ว หยวนซื่อข่ายก็ไปกราบทูลกับพระพันปีหลวงหลงอวี่ให้ทรงยอมสละอำนาจยุติบทบาทของราชวงศ์ชิง ราชสำนักตอนนี้ไม่เหลืออะไรให้ต่อรองอีก มีเพียงผู้สำเร็จราชการสตรีและเด็กชายไม่กี่ขวบเป็นจักรพรรดิ ราชสำนักจึงยอมสละอำนาจแบบจนตรอก มอบให้รัฐบาลเฉพาะกาลโดยมีหยวนซื่อข่ายเป็นประธานาธิบดีคนแรก ราชวงศ์ชิงจึงถึงกาลอวสานเพราะหยวนซื่อข่ายด้วยเหตุนี้

ในหนังสืออัตชีวประวัติของจักรพรรดิผู่อี๋เล่าไว้ว่า เมื่อตอนกราบทูลขอให้ราชวงศ์ชิงสละอำนาจนั้น หยวนซื่อข่ายบีบน้ำตาคร่ำครวญราวกับเจ็บปวดเสียมิปาน

“วันหนึ่งในห้องหนึ่งของพระที่หย่างซินเตี้ยน สมเด็จพระพันปีหลวงหลงอวี่ประทับนั่งอยู่ใกล้กับบานพระแกล (หน้าต่าง) เบื้องทิศใต้และทรงใช้ผ้าซับน้ำพระเนตร ที่เบื้องหน้าพระพักตร์ที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพรมแดง เป็นชายร่างท้วมสูงวัยมีน้ำตาไหลอาบแก้ม ข้าพเจ้านั่งอยู่ด้านขวาของพระพันปีหลวงรู้สึกงุนงงเพราะเราไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่สองคนถึงได้ร้องไห้กัน ในวังนั้นไม่มีใครอื่นอีกนอกจาเราสามคนและมันยังเงียบมาก ชายอ้วนคนนั้นสะอึกสะอื้นเสียงดังตอนพูดซึ่งข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ในเวลาต่อมาข้าพเจ้าจึงทราบว่าเขาคือหยวนซื่อข่าย”

น้ำตาไม่กี่หยดนับว่าคุ้มค่า ตอนนี้หยวนซื่อข่ายมีทั้งกองทัพและอำนาจสูงสุดในมือ

แต่หยวนซื่อข่ายไม่คิดแค่จะเป็นประธานาธิบดี ความหวังของเขาคือการเป็นจักรพรรดิเสียเอง ในระหว่างเป็นประธานาธิบดีนั้นหยวนซื่อข่ายกับรัฐบาลภาคใต้เกิดความขัดแย้งกันครั้งแล้วครั้งเล่า ยิ่งนับวันฝ่ายปฏิวัติยิ่งตระหนักว่าหยวนซื่อข่ายไม่ได้เป็นมิตรต่อการปฏิวัติ แต่อาจเป็นศัตรูตัวจริงที่อันตรายยิ่งกว่าราชวงศ์ชิงเสียอีก

ผู้แทนเข้าร่วมพิธีบวงสรวงฟ้าดิน สเต็ปแรกของการประกาศตัวเป็นเจ้า

หาความชอบธรรมเป็นเจ้า

หยวนซื่อข่ายค่อยๆ กุมอำนาจเข้ามาที่ตัวเองในแบบจักรพรรดิทีละน้อยๆ การทำเช่นนี้จะต้องมีการสร้างความชอบธรรมรูปแบบต่างๆ เช่น เขารื้อฟื้นพระราชพิธีบวงสรวงฟ้าดินขึ้นมาใหม่เดิมนั้นเป็นพิธีหลวง แต่หยวนซื่อข่ายจัดขึ้นอีกครั้งโดยอุปโลกน์ตัวเองเป็นประธานในพิธีซึ่งในสมัยศักดินาคือจักรพรรดิ แต่ใน “พระราชพิธี” นี้เขาสั่งทำเครื่องแบบผู้เข้าร่วมขึ้นมาใหม่ราวกับเป็นแบบอย่างของราชวงศ์ใหม่ที่ต่างจากราชวงศ์ชิง

เรื่องพิธีรีตองนี้เป็นการสร้างความชอบธรรมในสายตาชาวบ้านทั่วๆ ไป (และอาจเป็นการบอกกล่าวฟ้าดินด้วยว่าเขาปรารถนาจะรับอาณัติสวรรค์ปกครองแผ่นดินในฐานะจักรพรรดิ) ยังมีภารกิจสร้างความชอบธรรมในแง่ทฤษฎีการเมือง การกิจด้านนี้ส่งต่อให้กับนักการเมืองและนักคิดคนต่งๆ ที่แสดงความเห็นในทำนองว่าจีนไม่เหมาะกับการปกครองแบบสาธารณะ แต่เข้ากันดีมากวากับระบอบราชาธิปไตย

ในวันที่ 14 สิงหาคม 1915 หยางตู้, ซุนอวี้หยุน, เหยียนฝู, หลิวซือเผย, หลี่เซี่ยเหอ และหูอิง รวม 6 คนตั้งสมาคมโฉวอันขึ้นมาเพื่อเป็นกลุ่มสนับสนุนให้หยวนซื่อข่ายเป็นจักรพรรดิและตั้งระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นมา พวกเขามีแถลงการณ์ว่า “การเลือกตั้งแบบประชานิยมเป็นการเลือกตั้งโดยทหาร (เพราะผู้แทนในสภาพมีแต่พวกขุนศึก) หนทางที่จะยุติความวุ่นวายในประเทศของเราคือ ยกเลิกระบอบประชาธิปไตยและสถาปนาพระมหากษัตริย์ หนทางที่จะก่อให้เกิดธรรมาภิบาล คือการยกเลิกเผด็จการประชาธิปไตยและสถาปนาสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ”

ในบรรดาคนกลุ่มนี้หยางตู้มีแนวคิดเรื่องรื้อฟื้นระบอบราชาธิปไตยเป็นเรื่องเป็นราวที่สุด เขาเสนอแนวคิดในหนังสือ “ทฤษฎีว่าด้วยการปกป้องประเทศด้วยระบอบราชาธิปไตย” ความตอนหนึ่งว่า

“ถ้าจีนไม่ล้มล้างสาธารณรัฐและสถาปนากษัตริย์ ชาติที่เข้มแข็งก็ไม่มีหวัง ไม่มีหวังเป็นชาติที่มั่งคั่ง ไร้ความหวังที่จะมีรัฐธรรมนูญ ก็มีแต่จะถูกกดขี่ … ดังนั้นด้วยอำนาจเผด็จการ และการดำเนินการตkมลัทธิรัฐธรรมนูญนิยม นี่จะเป็นโอกาสให้ราชาปราชญ์ พญาผู้กล้าหาญ (เซิ่งจวิน อิงผี) บรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่” ปรากฎว่าหยวนซื่อข่ายถูกใจแนวคิดของหยางตู้เป็นอันมาก

หยางตู้มีเหตุผลของเขา เขาชี้ว่าประเทศจีนในเวลานั้นประชาชนยังมีการศึกษาต่ำและบ้านเมืองยังวุ่ยวายสับสน สมควรที่จะมีผู้ปกครองที่มีอำนาจสิทธิ์ขาด หากผู้ปกครองไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จก็จะไม่มีสันติภาพเกิดขึ้นในประเทศ

นอกจาก “สุภาพบุรษทั้งหก” แล้วยังมีขุนพลทหารจำนวนหนึ่ง เช่น ไช่เอ้อและถังจี้เหยา สองขุนศึกแห่งหยุนหนานแสดงจุดยืนสนับสนุนด้วย หยวนซื่อข่ายยังได้รับ “หนังสือผู้แทนทหารพิทักษ์ชาติสนับสนุนการตั้งจักรพรรดิ “ ซึ่งลงนามโดยผู้บัญชาการมณฑลทหารต่างๆ สนับสนุนให้สถาปนาระบอบกษัตริย์

แม้แต่ชาวต่างประเทศ เช่น แฟรงค์ จอห์นสัน กูดนาว นักทฤษฎีการเมืองชาวอเมริกันที่เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้หยวนซื่อข่ายก็เชื่อว่าระบอบราชาธิปไตยนั้นเหมาะกับจีนที่สุด และเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งระบอบราชาธิปไตยที่ทำให้หยวนซื่อข่ายกลายเป็นจักรพรรดิที่ชอบธรรม (ตามกฎหมาย) ในที่สุด

นักแสดงระบำและวงมโหรีผู้ร่วมการบวงสรวงฟ้าดินที่จัดขึ้นโดยหยวนซื่อข่าย

ตั้งตัวเป็นเจ้า

เวลา 9 โมงเช้าของวันที่ 11 ธันวาคม 1915 ผู้แทนระดับชาติลงมติเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบรัฐ รัฐสภาแห่งชาติผ่านคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์เพื่อสนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ในวันนั้น ตัวแทนของมณฑลต่างๆ ได้ขอให้หยวนซื่อข่ายเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิจีนเป็นครั้งแรก แต่หยวนซื่อข่ายทำทีเป็นบอกว่าไร้ความสามารถและปฏิเสธคำร้องขอ

ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ผู้แทนร้องขอเป็นครั้งที่สอง คราวหนี้หยวนซื่อข่ายไม่อิดออดให้เสียเวลา ประกาศว่าปีหน้าจะเป็นปีแรกของรัชสมัยหงเซี่ยน เท่ากับเป็นการประกาศตนเป็นเจ้า และการเตรียมการจะเป็นจักรพรรดิพร้อมจะเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นจักรวรรดิจีน เปลี่ยนทำเนียบประธานาธิบดีเป็นพระราชวังซินหัว (ปัจจุบันคือศูนย์ราชการรัฐบาลจีนที่จงหนานไห่)

หยวนซื่อข่ายจัดตั้งระบอบบรรดาศักดิ์ขึ้นมาโดยอวยยศให้ผู้สนับสนุนคนต่างๆ ให้เป็นยศถาแบบสมัยศักดินา ขณะที่พวกรัฐบาลเป่ยหยางทางตอนเหนือกำลังเล่นเป็นเจ้ากันอย่างเอิกเกริกนั้น รัฐบาลภาคใต้ก็ประกาศต่อต้านในทันที ไม่เฉพาะแค่รัฐบาลของซุนยัตเซน แต่เป็นกระแสไม่พอใจที่เกิดขึ้นไปทั่วประเทศ ซุนยัตเซน และพรรคพวกจึงต้องทำการ “ปฏิวัติครั้งที่สอง” เพื่อโค่นล้มศักดินาตัวใหม่ แต่ปรากฏว่าไม่สำเร็จ เพราะหยวนซื่อข่ายมีกองทัพเป่ยหยางในมือ ทำให้ซุนยัตเซนต้องหลบหนีไปยังญี่ปุ่น

แต่ในเวลาต่อมา ไช่เอ้อและถังจี้เหยา สองขุนศึกแห่งหยุนหนานที่แต่ก่อนเชียร์ให้หยวนซื่อข่ายเป็นเจ้าอยู่ดีๆ ก็ประกาศตัวเป็นศัตรูประกาศโค่นล้มเจ้ากำมะลอ และดำเนินการ “สงครามพิทักษ์ชาติ” คราวนี้หยวนซื่อข่ายส่งกองทัพเป่ยหยางไปปราบ แต่ปรากฏว่ามันไม่ง่ายเหมือนการปราบการปฏิวัติครั้งที่สอง กองทัพเป่ยหยางถูกปราบเสียเอง หลังจากนั้นมณฑลต่างๆ ก็ประกาศเอกราชจากรัฐบาลหยวนซื่อข่าย เป็นจุดเริ่มต้นของบ “ยุคขุนศึก” ที่จะทำให้จีนแตกแยกวุ่นวายไปอีกหลายปี

เมื่อทั้งแผ่นดินไม่เป็นใจ “ว่าที่จักรพรรดิ” หยวนซื่อข่ายจึงเริ่มเพลี่ยงพล้ำ กอปรกับมีเสียงคัดค้านหนักขึ้นที่ปักกิ่ง แม้แต่ในครอบครัวบรรดาลูกๆ ก็ยังแย่งกันเป็น “องค์รัชทายาท” กันเสียแล้วทั้งๆ ที่พ่อยังไม่ได้ครองราชย์เลยด้วยซ้ำ

ขบวนอัญเชิญศพของหยวนซื่อข่าย

เป็นเจ้าในโลกหน้า

ในวันที่ 22 มีนาคม 1916 หยวนซื่อข่ายจึงประกาศสละระบอบราชาธิปไตย เลิกเป็นจักรพรรดิกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง รวมแล้ว “จักรวรรดิจีน” มีอายุขัยเพียง 102 วัน และชื่อรัชศกหงเซี่ยนที่ปรtกาศใช้ต้นปี 1916 ก็ใช้แบบไม่เป็นทางการเพราะหยวนซื่อข่ายยังไม่ได้ครองราชย์ ดังนั้นบางคนจึงถือว่าเขายังเป็นประธานาธิบดีไม่ได้เป็นจักรพรรดิในช่วงนั้น แต่บางคนก็ถือว่าเขาเป็นเจ้าแล้วและเป็นจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีน “ตัวจริง”

บางคนว่าหยวนซื่อข่ายนั้นมีทุกอย่างแต่ไม่มีวาสนาจะได้เป็นเจ้า หลังจากล้มเลิกความคิดที่จะเป็นจักรพรรดิแล้ว หยวนซื่อข่ายก็ล้มป่วยหนักด้วยอาการจากไตวายเรื้อรัง กระทั่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ วันที่ 6 มิถุนายน 1916

เมื่อตายไปแล้วมีการสร้างสุสานอย่างยิ่งใหญ่สิ้นเงินไปถึง 700,000 เหรียญเงินดอลลาร์และใช้เวลานานถึง 2 ปี รูปแบบนั้นเป็นแบบสุสานหลวงของจักรพรรดิ นัยว่าตอนเป็นยังเป็นเจ้าไม่เต็มตัวอย่างน้อยตอนตายก็ขอเป็นเจ้าในปรภพก็ยังดี

หยวนเค่อติ้ง บุตรชายคนโตของหยวนซื่อข่ายคิดจะตั้งชื่อสุสานว่า “หยวนหลิง” (สุสานหลวงของหยวน) โดยคำว่า “หลิง” นั้นสงวนไว้ใช้กับสุสานหลวงของเจ้าแผ่นดินเท่านั้น แต่สวีซื่อชาง ประธานาธิบดีในขณะนั้นคัดค้านโดยบอกว่าหยวนซื่อข่ายไม่ได้ประสบความสำเร็จในการสถาปนาตนเป็นจักรพรรดิและยังระงับการใช้รัชศกหงเซี่ยน ไม่เคยได้นั่งบัลลังก์ ดังนั้นไม่ควรใช้คำว่าหยวนหลิง แต่ควรใช้คำว่า “หยวนหลิน” แทนจะดีกว่า

คำกว่า “หลิน” หมายถึงป่า แต่ยังหมายถึงสุสานของปูชนียบุคคลที่มิได้เป็นเจ้า เช่น สุสานของขงจื๊อเรียกว่า “ข่งหลิน” หรือสุสานของกวนอูก็เรียกว่า “กวนหลิน” เป็นต้น การที่หยวนซื่อข่ายไม่ได้คำเรียกสุสานอย่างเจ้าก็นับว่าสมเหตุผล แต่การเรียกสุสานของเขาเทียบเท่าบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ก็ยังนับว่าไม่เหมาะสมอยู่ดี

โดย กรกิจ ดิษฐาน

จีนพบสุสานประจำตระกูล ขุนนางระดับสูงสมัยราชวงศ์โจวเหนือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665231

วันที่ 10 ต.ค. 2564 เวลา 13:33 น.จีนพบสุสานประจำตระกูล ขุนนางระดับสูงสมัยราชวงศ์โจวเหนือจีนพบ ‘สุสานประจำตระกูล’ ขุนนางระดับสูง เรียงหลุมตามความอาวุโส (ภาพหลัก – ภาพจากสถาบันโบราณคดีมณฑลส่านซี : ส่วนบนของป้ายหลุมศพของโต้วหลูเอินที่ขุดพบ)

ซีอัน, 10 ต.ค. (ซินหัว) — นักโบราณคดีจีนจากสถาบันโบราณคดีมณฑลส่านซี เปิดเผยการค้นพบสุสานประจำตระกูลของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีนสมัยราชวงศ์โจวเหนือ (557-581) ในมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

สุสานโบราณแห่งนี้ถูกค้นพบในเขตใหม่ซีเสียนของนครซีอัน เมืองเอกของมณฑลส่านซีทางตอนเหนือของประเทศ  ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตร (12.5 ไร่)  เป็นสุสานประจำตระกูลของโต้วหลูเอิน ขุนนางหรือข้าราชการระดับสูงสมัยราชวงศ์โจวเหนือ

คณะนักโบราณคดีกล่าวว่าหลุมฝังศพในสุสานแห่งนี้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ โดยมีหลุมศพของโต้วหลูเอิน ตั้งอยู่ที่ด้านใต้สุดของสุสาน ขณะที่หลุมศพของสมาชิกครอบครัวรายอื่นๆ ถูกจัดเรียงไว้ทางทิศเหนือ เรียงตามลำดับความอาวุโสในตระกูลของเจ้าของหลุมศพผู้ล่วงลับ

(ภาพจากสถาบันโบราณคดีมณฑลส่านซี : อูฐแบกถุงสำภาระที่ขุดพบในหลุมฝังศพของโต้วหลูเอิน)

เจ้าหน้าที่ยังขุดพบวัตถุโบราณในหลุมฝังศพเกือบ 400 ชิ้น เช่น รูปปั้นดินเผา กระจกสัมฤทธิ์ และเครื่องหยก พร้อมระบุว่ามีการค้นพบชิ้นส่วนซึ่งเป็นส่วนบนและส่วนฐานของป้ายหลุมศพของโต้วหลูเอินในการขุดค้นครั้งล่าสุด ขณะที่ส่วนหลักของป้ายเคยถูกค้นพบเมื่อหลายสิบปีก่อน

ต้วนอี้ หัวหน้าโครงการขุดค้นกล่าวว่า การค้นพบสุสานแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาระบบการฝังศพของขุนนางชั้นสูงในสมัยราชวงศ์โจวเหนือ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ทั้งนี้ ราชวงศ์โจวเหนือ (Northern Zhou Dynasty) เป็นหนึ่งในราชวงศ์ที่ปกครองจีนในยุคที่เรียกว่า ราชวงศ์เหนือใต้ โดย ขึ้นปกครองจีนตั้งแต่ ค.ศ. 557-581 สืบทอดจาก ราชวงศ์ฉีเหนือ มีจักรพรรดิปกครองทั้งสิ้น 5 พระองค์ก่อนที่จะถูก สุยเหวินตี้ เข้ายึดอำนาจในปี ค.ศ. 581 โดยจักรพรรดิโจวเหนือมีเชื้อสายเซียนเปย ซึ่งเป็นคนเร่ร่อนโบราณในกลุ่มเชื้อชาติโปรโต – มองโกเลียที่ครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าแถบสเตปป์ยูเรเซียตะวันออกในปัจจุบันคือมองโกเลีย มองโกเลียใน และตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์โจวเหนือ คือจักรพรรดิเสี้ยวหมิน เมื่อพระชนม์ได้เพียง 15 พรรษา ก็ทรงขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิองค์แรกของเป่ยโจว ทรงพระนามว่า จักรพรรดิเสี้ยวหมินตี้ (ค.ศ. 557) แต่ทรงครองราชย์ได้ไม่นาน ก็ถูก อวี่เหวินฮู่ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ปลดออกจากราชสมบัติและวางยาพิษปลงพระชนม์ หลังจากนั้นราชวงศ์โจวเหนือก็มีการชิงอำนาจไม่หยุดหย่อน

เช่น จักรพรรดิโจวหมิงลำดับต่อมาทรงครองราชย์ได้เพียง 3 ปี ก็ทรงถูกวางยาพิษโดยผู้สำเร็จราชการ ก่อนสวรรคตทรงยกราชสมบัติให้พระราชอนุชา สวรรคตในปี ค.ศ. 560 ขณะพระชนม์ได้ 26 พรรษา  จักรพรรดิโจวเซวียนตี้ ครองราชย์พระชนม์เพียง 19 พรรษา ทรงเป็นจักรพรรดิที่ฟุ้งเฟ้อ ไร้เหตุผล และอ่อนแอที่สุดในราชวงศ์ สวรรคตในปี ค.ศ. 579 ขณะพระชนม์เพียง 20 พรรษาเท่านั้น 

จนถึงสมัยจักรพรรดิโจวจิ้ง  จักรพรรดิองค์ที่ 5 และองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โจวเหนือ ทรงครองราชย์ได้เพียง 2 ปีเท่านั้น ก็ทรงถูกหยางเจียง ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และพระบิดาของหยางฮองเฮา ฮองเฮาในจักรพรรดิเสวียนตี้โค่นราชบัลลังก์ พร้อมกับสำเร็จโทษพระองค์ และต่อมาได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกแห่งราชวงศ์สุย ทรงพระนามว่าจักรพรรดิสุยเหวินตี้

Mr Goxx แฮมสเตอร์นักลงทุนคริปโตที่เหนือกว่าวอร์เรน บัฟเฟต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665219

วันที่ 10 ต.ค. 2564 เวลา 11:34 น.Mr Goxx แฮมสเตอร์นักลงทุนคริปโตที่เหนือกว่าวอร์เรน บัฟเฟตนักลงทุนรายนี้ไม่ใช่คน แต่เป็นแฮมสเตอร์และมีทวิตเตอร์ให้คอยติดตามด้วย ที่สำคัญมันมือขึ้่นกว่านักลงทุนที่เป็นคนเสียอีก

1. Mr Goxx เป็นแฮมสเตอร์ที่ถูกเลี้ยงโดยชาวเยอรมัน 2 คนที่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยนาม ทราบแต่เพียงว่าพวกเขาเป็นวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างต้นแบบ พวกเขาให้ Mr Goxx ลงทุนตามพฤติกรรมของมันมัน มันเหมือนเป็นเรื่องๆ เล่นๆ แต่มันทำรายได้จริงๆ จังๆ สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพถึง 20%

2. Mr Goxx มีสำนักงานเป็นของตัวเอง คือ Goxx Capital มันเป็นกล่องเล็กๆ ที่ติดกับกรงปกติของมัน เมื่อ Mr Goxx เขาไปในออฟฟิศแล้วก็จะมีการไลฟ์สดผ่าน Twitch จากนั้นจะมีการแจ้งเตือนในบัญชี Twitter และ Reddit ของมันเพื่อแจ้งให้ผู้ชมของมันทราบ

3. บางครั้งมันก็นั่งเฉยๆ บางครั้งเข้ามาแล้วก็ออก0kdออฟฟิศไปเลย แต่บางครั้งมันก็ “ลงทุน” ในสำนักงานของ Mr. Goxx นั้นติดตั้งวงล้อให้มันวิ่ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของแฮมสเตอร์อยู่แล้วที่ชอบวิ่งไปวิ่งมาในวงล้อ แต่ล้อนี้ไม่ธรรมดา มันจะพ่วงไว้ด้วยรายชื่อของคริปโตฯ 30 สกุล

4. เมื่อวันวิ่งเล่นจนหนำใจแล้ว มันจะหยุดวิ่ง จุดนี้เองที่คริปโต 1 ใน 30 สกุลจะถูกเลือกในทันที่วงล้อหยุดหมุน จากนั้นจะเป็นขั้นตอนของการลงทุน มันจะเข้าวิ่งออกอุโมงค์ทั้ง 2 ช่อง ช่องหนึ่งเป็นช่อง “ซื้อ” อีกช่องหนึ่งเป็นช่อง “ขาย” สมมติว่ามันหยุดวิ่งตรงคริปโตสกุล A แล้ววิ่งเข้าอุโมงค์ “ขาย” คำสั่งซื้อหรือขายจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติผ่านบริษัทแลกเปลี่ยนคริปโตที่ใช้เงินจริงๆ

ภาพจาก @mrgoxx / Twitter

5. ผู้คนที่ติดตามมันจะรู้ความเคลื่อนไหวของการลงทุนผ่านกล่องที่มุมขวาบนของสตรีม Twitch ที่จะคอยติดตามการซื้อขายล่าสุดของ Mr. Goxx กล่องด้านล่างแสดงมูลค่าบัญชีและผลตอบแทนของมัน

6. ถึงมันจะเป็นแฮมสเตอร์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และลงทุ่นสุ่มๆ แต่สร้างผลตอบแทนเกือบ 30% นับตั้งแต่เขาเริ่มซื้อขายในเดือนมิถุนายน – กันยายน ในช่วงนั้น Mr. Goxx มีผลงานที่หวิดจะแซงหน้าแคธี่ วูด นักลงทุนชั้นแนวหน้าและบริษัท Berkshire Hathaway ของวอร์เรน บัฟเฟต ตามรายงานของ Protos เว็บไซต์เกี่ยวกับคริปโต

7. Mr. Goxx มีแฟนๆ สตรีมแบบสดมากกว่า 12,000 คน แต่บางครั้งเพราะการลงทุนแบบสุ่มๆ ของมันก็ทำให้เกิดเรื่องไม่สมเหตุผลเหมือนกัน เช่น ลงทุนซ้ำไปซ้ำมาซึ่งทำให้ต้องเสียค่าธรรมเนียมซ้ำๆ และพอร์ตฯ ของ Mr. Goxx ยังมีโทเคนใหญ่ๆ ในอัตราส่วนน้อยด้วย

8. อนึ่ง ผู้ที่ติดตาม Mr. Goxx ต้องคำนึงไว้เสมอว่านี่เป็นการเล่นสนุกของเจ้าของทั้งสองของมันเท่านั้น และในทวิตเตอร์ที่รายงานผลการลงทุนพวกเขาจะเตือนไว้ว่า “เนื้อหานี้เพื่อความบันเทิงเท่านั้น การลงทุนที่แสดงในที่นี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการเงิน”

ภาพจาก @mrgoxx / Twitter

ออสเตรเลียเล็งเอาผิดโซเชียลมีเดียรับผิดชอบโพสต์หมิ่นประมาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665215

วันที่ 10 ต.ค. 2564 เวลา 10:47 น.ออสเตรเลียเล็งเอาผิดโซเชียลมีเดียรับผิดชอบโพสต์หมิ่นประมาทในระยะหลังออสเตรเลียมีมาตรการหลายๆ อย่างเพื่อกำจัดการผูกขาดและการลอยตัวของบริษัทเหล่านี้ต่อภาคธุรกิจในประเทศโดยเฉพาะประเด็นเรื่องสื่อ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ารัฐบาลออสเตรเลียกำลังพิจารณามาตรการต่างๆ ที่จะทำให้บริษัทโซเชียลมีเดียต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาหมิ่นประมาทที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์มของตนมากขึ้น รัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสาร พอล เฟลตเชอร์ (Paul Fletcher) กล่าวเมื่อวันอาทิตย์

“เราคาดหวังให้แพลตฟอร์มแสดงท่าทีจริงจังมากขึ้น” เฟลทเชอร์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับ Australian Broadcasting Corp. “เป็นเวลานานแล้วที่พวกเขาลอยตัวไปโดยไม่รับผิดชอบใดๆ เกี่ยวกับเนื้อหาที่เผยแพร่บนไซต์ของพวกเขา”

นายกรัฐมนตรีสกอตต์ มอร์ริสัน เรียกสื่อสังคมออนไลน์ว่า “ที่กบดานของคนขี้ขลาด” โดยกล่าวว่า แพลตฟอร์มต่างๆ ควรได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้เผยแพร่เมื่อมีการโพสต์ความคิดเห็นที่หมิ่นประมาทโดยบุคคลที่ไม่ระบุชื่อ

เฟลตเชอร์กล่าวว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาทางเลือกและขอบเขตความรับผิดชอบโดยทั่วไปของแพลตฟอร์ม เช่น Twitter และ Facebook เมื่อมีการเผยแพร่เนื้อหาที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงในเว็บไซต์ของตน

เมื่อถูกถามว่ารัฐบาลจะพิจารณากฎหมายที่ปรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสำหรับการโพสต์เนื้อหาที่หมิ่นประมาทหรือไม่ เฟล็ทเชอร์กล่าวว่ารัฐบาลกำลังมองหามาตรการ “ทั้งหมด”

“เราจะพิจารณาดู เราจะดำเนินกระบวนการอย่างรอบคอบและเป็นระบบ” เขากล่าว “ในทุกวิถีทาง เรากำลังปราบปรามแนวคิดที่ว่าสิ่งที่โพสต์ทางออนไลน์สามารถโพสต์ได้โดยไม่ต้องรับโทษ”

ศาลสูงสุดของประเทศได้ตัดสินเมื่อเดือนที่แล้วว่าสื่อต่างๆ ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความคิดเห็นสาธารณะในฟอรัมออนไลน์ของตัวเอง คำตัดสินนี้สร้างความตื่นตระหนกในทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมกับสาธารณชนผ่านโซเชียลมีเดีย และในทางกลับกัน เร่งรัดให้มีการทบทวนกฎหมายหมิ่นประมาทของออสเตรเลียที่ ซึ่งประเด็นนี้ถูกเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง

Photo by ROHAN THOMSON / AFP

ผู้นำไต้หวันลั่นจะไม่ยอมสยบให้จีน หลังสีจิ้นผิงประกาศรวมชาติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665210

วันที่ 10 ต.ค. 2564 เวลา 10:06 น.ผู้นำไต้หวันลั่นจะไม่ยอมสยบให้จีน หลังสีจิ้นผิงประกาศรวมชาติหลังสีจิ้นผิงประกาศกร้าวว่าจะรวมชาติกับไต้หวันให้ได้ ทั้งสองกล่าวเนื่องในโอกรสครบรอบ 110 ปีของการปฏิวัติซินไฮ่ที่นำจีนสู่ระบอบการเมืองสมัยใหม่และนำไปสู่สงครามกลางเมืองที่แบ่งแยกแผ่นดินใหญ่ออกจากไต้หวัน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินกล่าวในสุนทรพจน์วันชาติว่าไต้หวันจะยังคงเสริมการป้องกันตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครสามารถบังคับให้ไต้หวันยอมรับชะตากรรมที่จีนกำหนดให้ หลังจากก่อนหน้านี้ 1 วัน ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง กล่าวในโอกาสครบรอบ 110 ปีการปฏิวัติซินไฮ่ โดยย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะต้องรวมชาติจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันให้สำเร็จ เพราะถือเป็นผลประโยชน์ของจีน

“เราหวังว่าความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบจะคลี่คลายลง และจะไม่กระทำการโดยผฟลีผลาม แต่ไม่ควรหลงคิดไปเองอย่างเด็ดขาดว่าชาวไต้หวันจะยอมจำนนต่อแรงกดดัน” ไช่อิงเหวินกล่าวเนื่องในวันชาติไต้หวันซึ่งตรงกับวันสถาปนาสาธารณรัฐจีนหลังการปฏิวัติซินไฮ่โค่นล้มราชวงศ์ชิงเมื่อปี 1911 

“เราจะยังคงสนับสนุนการป้องกันประเทศของเราต่อไปและแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราที่จะปกป้องตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครสามารถบังคับไต้หวันให้ทำตามวิธีที่จีนได้กำหนดไว้สำหรับเรา นี่เป็นเพราะเส้นทางที่จีนได้วางไว้นั้นไม่ได้ให้ฟรี และไม่ใช่วิถีชีวิตประชาธิปไตยของไต้หวัน หรืออำนาจอธิปไตยของประชาชน 23 ล้านคนของเรา”

Photo by Sam Yeh / AFP

ยักษ์ใหญ่เจอเล่นงานอีก จีนปรับ Meituan 3 พันล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665209

วันที่ 10 ต.ค. 2564 เวลา 09:55 น.ยักษ์ใหญ่เจอเล่นงานอีก จีนปรับ Meituan 3 พันล้านจีนฟันโทษปรับ ‘เหม่ยถวน’ กว่า 3 พันล้านหยวน ฐานผูกขาดตลาด

ปักกิ่ง, 9 ต.ค. (ซินหัว) — แถลงการณ์ออนไลน์จากสำนักบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน เมื่อวันศุกร์ (8 ต.ค.) ระบุการลงโทษปรับเงินเหม่ยถวน (Meituan) ยักษ์ใหญ่วงการอินเทอร์เน็ต จำนวน 3.442 พันล้านหยวน (ราว 1.8 หมื่นล้านบาท) ฐานใช้อำนาจเหนือตลาดแพลตฟอร์มจัดส่งอาหารของประเทศโดยมิชอบ

สำนักฯ ระบุว่ามูลค่าของการลงโทษปรับเงินดังกล่าวเทียบเท่าราวร้อยละ 3 ของรายได้จากยอดจำหน่ายภายในประเทศทั้งหมดของเหม่ยถวนในปี 2020 ซึ่งรวมอยู่ที่ 1.14 แสนล้านหยวน (ราว 6.02 แสนล้านบาท) ขณะเดียวกันมีคำสั่งให้เหม่ยถวน “แก้ไขข้อผิดพลาดในการดำเนินกิจการ” อย่างครอบคลุมรอบด้านด้วย

การสืบสวนสอบสวนการกระทำผิดของเหม่ยถวนเริ่มต้นในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยสำนักฯ พบว่าเหม่ยถวนใช้อำนาจเหนือตลาดในบริการจัดส่งอาหารภายในประเทศโดยมิชอบด้วยการบีบบังคับบรรดาผู้จัดจำหน่ายอาหารลงนามข้อตกลงความร่วมมือที่มีลักษณะผูกขาด

นอกจากนั้นสำนักฯ ยังตรวจพบว่าเหม่ยถวนใช้มาตรการลงโทษต่างๆ ซึ่งรวมถึงการเรียกเก็บเงินมัดจำจากผู้จัดจำหน่ายอาหาร และการประยุกต์ใช้ลูกเล่นทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวพันกับข้อมูลและอัลกอริธึม กดดันผู้จัดจำหน่ายอาหาร “เลือกหนึ่งจากสอง” เพื่อกีดกันคู่แข่งและจำกัดการแข่งขันในตลาด

สำนักฯ ชี้ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นของเหม่ยถวนบ่อนทำลายพลวัตทางนวัตกรรมและความคึกคักมีชีวิตชีวาของตลาดแพลตฟอร์มออนไลน์ด้านการจัดส่งอาหารภายในประเทศ ตลอดจนเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของผู้ค้าและผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ สำนักฯ จึงสั่งให้เหม่ยถวนยุติกิจกรรมอันผิดกฎหมาย ส่งคืนเงินมัดจำเกือบ 1.29 พันล้านหยวน (ราว 6.77 พันล้านบาท) แก่ผู้จัดจำหน่ายอาหาร ซึ่งชำระไว้ก่อนหน้านี้เพื่อเข้าร่วมแพลตฟอร์มสั่งและส่งอาหารของเหม่ยถวนเป็นกรณีพิเศษ

ขณะเดียวกันสำนักฯ สั่งให้เหม่ยถวนแก้ไขข้อผิดพลาดในการดำเนินกิจการอย่างรอบด้าน ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงกลไกเรียกเก็บค่านายหน้าและกฎระเบียบด้านอัลกอริธึม การคุ้มครองผลประโยชน์ตามกฎหมายของธุรกิจอาหารขนาดเล็ก-กลางบนแพลตฟอร์ม และการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของพนักงานส่งอาหาร

สำนักฯ ทิ้งท้ายว่าเหม่ยถวนควรยื่นรายงานการปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาดในการดำเนินกิจการตลอดระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า และทำการพัฒนากิจการที่เป็นไปตามกฎระเบียบ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ครบสมบูรณ์ และยั่งยืน

(แฟ้มภาพซินหัว : พนักงานจัดส่งอาหารของเหม่ยถวนเตรียมกล่องบรรจุอาหารในนครจี่หนาน เมืองเอกของมณฑลซานตงทางตะวันออกของจีน)

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ฮือฮาหินประหลาดรอยตัดเรียบกริบราวกับฝีมือเอเลี่ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665190

วันที่ 09 ต.ค. 2564 เวลา 17:26 น.ฮือฮาหินประหลาดรอยตัดเรียบกริบราวกับฝีมือเอเลี่ยนหินก้อนใหญ่กลางทะเลทรายในซาอุดีอาระเบียสร้างความฮือฮาและความสงสัยในโลกออนไลน์ว่าเป็นฝีมือของเอเลี่ยนหรือไม่

เมื่อเร็วๆ นี้ภาพหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งที่เรียกว่าหินอัล นาสลา (Al Naslaa) ซึ่งตั้งอยู่กลางโอเอซิสเทย์มา (Tayma) ของซาอุดีอาระเบียสร้างความฮือฮาให้ชาวโลก เพราะรอยตัดที่แบ่งหินออกเป็นสองก้อนเป็นเส้นตรงเรียบกริบสวยงามราวกับถูกตัดด้วยเลเซอร์

ผู้คนในโลกออนไลน์พากันตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของรอยตัดบนก้อนหินนี้ โดยคำตอบแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน

ฝ่ายแรกมองว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลกในอดีต อาทิ ผู้ใช้ Reddit ชื่อ El_Hombre_Siniestro บอกว่า “ไม่ได้บอกว่ามันเป็นเอเลี่ยนหรอกนะ แต่มันคือเอเลี่ยน” ซึ่งผู้ใช้ชื่อ Mrkim420 เข้ามาแสดงความเห็นด้วยโดยบอกว่า “เอเลี่ยนแน่นอน”

ผู้ใช้รายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่ารอยตัดนี้เกิดจากมนุษย์ต่างดาวบังเอิญปล่อยแสงเลเซอร์ลงมาที่ดาวเคราะห์ที่พวกเขาพบจึงตัดแบ่งหินออกเป็นสองก้อน

อีกทฤษฎีหนึ่งบอกว่าอารยธรรมโบราณมีความล้ำกว่าที่เราคาดไว้ โดยในคลิปของ YouTube คลิปหนึ่งคาดเดาว่าหินอัล นาสลาเป็นหลักฐานของความไฮเทคในยุคแรก เช่นเดียวกับผู้ใช้ชื่อ Ricopantalones ที่บอกว่า “ทำไมถึงคิดว่าเป็นเอเลี่ยนล่ะ มีหลักฐานกองเท่าภูเขาบ่งบอกว่าเทคโนโลยีในสมัยโบราณมีความล้ำกว่าที่เราคิดไว้ซะอีก เราไม่ได้อยู่ในยุคเทคโนโลยีล้ำสมัยยุคแรกนะ เราอาจจะเป็นยุคที่สองก็ได้”

อีกกลุ่มหนึ่งเปรียบเทียบหินสองก้อนนี้กับพีระมิดของยุคอียิปต์โบราณ อาทิ ผู้ใช้ชื่อ NicholasPileggi บอกว่ารอยแยกของหินที่ซาอุดีอาระเบียถูกตัดในลักษณะเดียวกับการตัดก้อนหินมาทำพีระมิด ซึ่งก็คือการใช้เชือกและทราย

ความเห็นอีกฝั่งหนึ่งมาจากนักวิชาการ อาทิ เชอร์รี่ ลูอิส นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสทอล เผยกับ MailOnline ว่า อาจเป็นผลงานของธรรมชาติ

“มัน (รอยตัด) อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการที่เรียกว่า การผุกร่อนแบบ freeze-thaw ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อน้ำซึมเข้าไปในรอยแตกเล็กๆ ของก้อนหิน และเมื่ออุณหภูมิลดลงน้ำเหล่านั้นก็แข็งและขยายตัวซึ่งทำให้รอยแตกของหินกว้างขึ้นและยาวขึ้น และเมื่อน้ำแข็งละลาย น้ำก็จะซึมลงไปในรอยแตกของหินลึกขึ้นๆ เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ นับพันหรืออาจเป็นล้านปี หินจะแยกจากกันในที่สุด กระบวนการนี้เมื่อรวมกับการพังทลายที่เกิดจากลม ซึ่งในสภาพแวดล้อมทะเลทายก็เหมือนกับเครื่องพ่นทราย ก็สามารถอธิบายได้ว่าทำไมหินจึงตั้งอยู่ในลักษณะนี้” ลูอิสเผย

เธอยังเผยอีกว่า ปรากฏการณ์เครื่องพ่นทรายอาจทำให้พื้นผิวหน้าของหินเรียบขึ้นเมื่อรวมกับกระแสลมประจำปี

ลูอิสยังเห็นด้วยกับทฤษฎีที่ว่ารอยตัดดังกล่าวเกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยบอกว่า “เนื่องจากอารยธรรมในอดีตได้สร้างสโตนเฮนจ์และประติมากรรมหินบนเกาะอีสเตอร์ด้วยเครื่องมือพื้นฐานที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่มันจะเกิดจากน้ำมือมนุษย์”

แต่สุดท้ายเธอสรุปว่า “ตอนแรกดูเหมือนว่ารอยแตกเกิดจากฝีมือมนุษย์ รวมทั้งพื้นผิวที่เรียบกริบด้วย แต่ฉันได้เห็นรูปที่มีรอยแตกขนานกันด้านหลัง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเกิดจากธรรมชาติ”

ด้าน ทิม เรสตัน นักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมมองว่า รอยตัดดังกล่าวเกิดจากสองปรากฏการณ์ร่วมกันคือ รอยแตกตามธรรมชาติของหินซึ่งมักจะเกิดขึ้นจากการปลดปล่อยแรงดันและการขยายตัว ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อชั้นหินก่อตัวอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็ถูกสภาพแวดล้อมรอบๆ กัดกร่อน

ทั้งนี้ หินก้อนดังกล่าวเกิดจากหินทราย สูง 30 ฟุต กว้าง 25 ฟุต และมีรูปสลักที่ดูเหมือนผู้ชายนั่งอยู่บนหลังม้า และกลายเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ไปเยือน โดยพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งใช้เวลาขับรถจากกรุงริยาดราว 8 ชั่วโมง

ภาพ: saudi-archaeology.com

Standard Chartered ฟันธงท่องเที่ยวไทยใช้เวลา 3 ปีถึงจะฟื้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665184

วันที่ 09 ต.ค. 2564 เวลา 15:30 น.Standard Chartered ฟันธงท่องเที่ยวไทยใช้เวลา 3 ปีถึงจะฟื้นกูรูเศรษฐฏิจมองว่าการท่องเที่ยวไทยต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว 3 ปีจึงจะกลับมาอยู่ในช่วงก่อน Covid-19 ระบาด

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ธนาคาร Standard Chartered ฟันธงว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปีจึงจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อน Covid-19 ระบาด แม้ว่าขณะนี้ไทยจะกำลังเตรียมผ่อนคลายมาตรการสำหรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบโดสแล้วในเดือนหน้าแล้วก็ตาม

ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Standard Chartered ในไทยระบุไว้ในรายงานว่า การฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของภาคการท่องเที่ยวซึ่งมีสัดส่วน 15% ของจีดีพีของไทยหมายความว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียนยังคงอ่อนแอในช่วง 2 ปีข้างหน้า

“เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวลำบากหากภาคการท่องเที่ยวไม่ดีขึ้น” ทิม ลีฬหะพันธุ์ เผย “นี่อาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอ่อนแอในปี 2022-2023 แม้ว่าจะมีเศรษฐกิจฐานล่างหนุนก็ตาม”

ไทยเตรียมยกเลิกมาตรการกักตัวนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวหลายแห่ง รวมทั้งกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.นี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและปรับเปลี่ยนแนวทางไปสู่การอยู่ร่วมกับ Covid-19 แต่ ทิม ลีฬหะพันธุ์ มองว่า แผนการเปิดประเทศอาจสะดุดหากสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทยเกิดการเปลี่ยนแปลง

ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยลดลงเหลือ 73,932 คนจากเกือบ 40 ล้านคนในปี 2019 ซึ่งสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ Standard Chartered เผยว่า ไทยต้องการนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ล้านคนเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปใน 8 เดือนแรกจนถึงเดือน ส.ค.ของปีนี้ที่อยู่ที่ 8,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทิม ลีฬหะพันธุ์ เผยว่า ปีหน้านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามา 4 ล้านคนจะช่วยสร้างรายได้เทียบเท่ากับ 1% ของจีดีพี โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะจับจ่ายใช้สอยราว 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือ 50,775 บาทต่อคนระหว่างเดินทางท่องเที่ยวในไทย

นักเศรษฐศาสตร์ของ Standard Chartered กล่าวอีกว่า นักท่องเที่ยวจีนซึ่งมีสัดส่วน 28% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2019 ไม่น่าจะกลับมาเป็นจำนวนมากในเร็วๆ นี้ เนื่องจากมาตรการจำกัดการเดินทาง ขณะที่นักท่องเที่ยวจากอินเดียคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในเดือนหน้าซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลดิวาลี แม้ว่าจะไม่เท่ากับจำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนก็ตาม

ทั้งนี้ เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเหลือ 150,000 คนในปีนี้ และ 6 ล้านคนในปี 2022

Photo by Romeo GACAD / AFP

สีจิ้นผิงประกาศกร้าวจีนต้องรวมชาติกับไต้หวันให้ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665178

วันที่ 09 ต.ค. 2564 เวลา 13:00 น.สีจิ้นผิงประกาศกร้าวจีนต้องรวมชาติกับไต้หวันให้ได้ผู้นำจีนย้ำชัดเจนอีกครั้งว่าจีนจะต้องรวมชาติกับไต้หวันให้สำเร็จ

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง กล่าวในโอกาสครบรอบ 110 ปีการปฏิวัติซินไฮ่ซึ่งเป็นการสิ้นสุดการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เมื่อปี 1911 โดยย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะต้องรวมชาติจีนแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันให้สำเร็จ เพราะถือเป็นผลประโยชน์ของจีน

สีเผยว่าชาวจีนมีประเพณีอันรุ่งเรืองในการคัดค้านการแบ่งแยก “การแบ่งแยกดินแดนเป็นอิสระของไต้หวันคืออุปสรรคใหญ่หลวงต่อการบรรลุการรวมชาติของมาตุภูมิ และเป็นอันตรายร้ายแรงที่สุดที่ซุกซ่อนอยู่ต่อการฟื้นฟูประเทศ”

“การรวมชาติแบบสันติจะเป็นประโยชน์ต่อชาวไต้หวันโดยรวมได้ดีที่สุด แต่จีนจะปกป้องอธิปไตยและความเป็นเอกภาพของตัวเอง” สีจิ้นผิงกล่าวเสริม

“ไม่ควรมีใครดูถูกความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ความมุ่งมั่น และความสามารถอันแข็งแกร่งในการต่อสู่เพื่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติของคนจีน” ผู้นำจีนกล่าว “ภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการรวมชาติจะต้องสำเร็จและจะสำเร็จอย่างแน่นอน”

สีจิ้นผิงยังส่งคำเตือนไปถึงความพยายามแยกตัวเป็นเอกราชและการแทรกแซงจากต่างชาติด้วยว่า “คนที่หลงลืมรากเหง้าของตัวเอง หักหลังแผ่นดินเกิด และพยายามแบ่งแยกประเทศจะมีจุดจบไม่ดี พวกเขาจะถูกผู้คนเหยียดหยามและถูกประวัติศาสตร์ประณาม”

อย่างไรก็ดี คำพูดของสีจิ้นผิงครั้งล่าสุดนี้มีโทนเสียงอ่อนกว่าที่พูดเมื่อเดือน ก.ค. ที่สีประกาศว่าจะทำลายความพยายามใดๆ ก็ตามในการแยกตัวเป็นอิสระ และเมื่อปี 2019 สีจิ้นผิงขู่อย่างตรงไปตรงมาว่าจะใช้กำลังเพื่อทำให้ไต้หวันมาอยู่ภายใต้การควบคุมของจีน

ในเวลาต่อมาทำเนียบประธานาธิบดีไต้หวันออกแถลงการณ์ว่า อนาคตของไต้หวันอยู่ในมือของชาวไต้หวัน และความคิดเห็นสาธารณะมีความชัดเจนมากในการปฏิเสธโมเดล “หนึ่งประเทศ สองระบบ”

ขณะที่สำนักงานกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้จีนละทิ้งการบุกรุกที่เป็นการยั่วยุ การล่วงละเมิด และการทำลายล้าง

REUTERS/Carlos Garcia Rawlins