เนเธอร์แลนด์ไฟเขียวเจ้าหญิงดัตช์แต่งงานกับผู้หญิงและขึ้นเป็นควีนได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665478

วันที่ 13 ต.ค. 2564 เวลา 12:04 น.เนเธอร์แลนด์ไฟเขียวเจ้าหญิงดัตช์แต่งงานกับผู้หญิงและขึ้นเป็นควีนได้เนเธอร์แลนด์เปิดกว้างกษัตริย์หรือราชินีสามารถแต่งงานกับเพศเดียวกันได้

กฎหมายเนเธอร์แลนด์ยอมรับการสมรสเพศเดียวกันตั้งแต่ปปี 2001 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่มีการสันนิษฐานกันมาตลอดว่ากฎหมายนี้ไม่สามารถใช้กับกษัตริย์หรือราชินี เนื่องจากจำเป็นต้องมีทายาทสืบทอดราชบัลลังก์ต่อ

ล่าสุด นายกรัฐมนตรี มาร์ก รุตเทอ ของเนเธอร์แลนด์ให้ความชัดเจนว่า กษัตริย์หรือราชินีสามารถอภิเษกสมรสกับคู่รักเพศเดียวกันได้

รุตเทอกล่าวว่า มันเป็นเรื่องของ “สถานการณ์ทางทฤษฎี” แต่ราชินีองค์ต่อไปสามารถอภิเษกสมรสกับผู้หญิงได้

“ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงไม่เห็นว่ารัชทายาทหรือกษัตริย์ต้องสละราชสมบัติหากเขาหรือเธอต้องการอภิเษกสมรสกับคู่รักเพศเดียวกัน” รุตเทออธิบายตอบข้อสอบถามจากพรรคของเขาเองในรัฐสภา

ในฐานะที่เป็นพระธิดาองค์โตของสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์ อนาคตของเจ้าหญิงอมาเลียซึ่งจะมีพระชันษา 18 ปีในเดือน ธ.ค.นี้ อยู่ภายใต้ความสนใจของผู้คน หลังจากหนังสือเล่มหนึ่งหยิบยกประเด็นขึ้นมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเจ้าหญิงเลือกที่จะเสกสมรสกับคู่รักเพศเดียวกัน

อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มดังกล่าวไม่ได้เป็นการคาดเดาเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเจ้าหญิงและไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าสำนักพระราชวังกำลังจะมีพิธีเสกสมรสแต่อย่างใด โดยเจ้าหญิงอมาเลียกำลังจะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยในปีหน้า และทรงไม่รับเงินพระราชทานจากทางวังที่พระองค์มีสิทธิ์ได้รับขณะเป็นนักศึกษา

ทว่าคำถามจากหนังสือดังกล่าวทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค VVD ของรุตเทอ 2 คนตั้งคำถามต่อสภาว่าข้อจำกัดในปัจจุบันเกี่ยวกับการสมรสของราชวงศ์เป็นไปตาม “บรรทัดฐานค่านิยมของปี 2021” หรือไม่

และแม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะชี้แจงชัดเจนว่าการเสกสมรสกับคู่รักเพสเดียวกันสามารถทำได้ แต่สิ่งที่ยังไม่แน่ชัดคือ จะเกิดอะไรขึ้นกับการสืบสันตติวงศ์หากมีทายาทที่เกิดจากการสมรสเพศเดียวกันของราชวงศ์ อาทิ ทายาทที่เกิดจากการรับบุตรบุญธรรมหรือเสปิร์มที่ได้รับบริจาคมา

“มันซับซ้อนอย่างยิ่ง” รุตเทออธิบาย โดยรัฐธรรมนูญของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า “ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น” ที่สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์หรือราชินี

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นทฤษฎีเท่านั้น แต่จะขึ้นอยู่กับสภาซึ่งต้องให้ความเห็นชอบในการเสกสมรสของสมาชิกราชวงศ์ “เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจค่อยว่ากันอีกที” เขาเผยกับ Dutch TV

Photo by Frank van Beek / ANP / AFP เจ้าหญิงอมาเลียและสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์ พระบิดา

แจ็ก หม่า ปรากฏตัว ย่องไปฮ่องกงพบพันธมิตรธุรกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665471

วันที่ 13 ต.ค. 2564 เวลา 10:39 น.แจ็ก หม่า ปรากฏตัว ย่องไปฮ่องกงพบพันธมิตรธุรกิจแหล่งข่าวเผยว่า แจ็ก หม่า แห่ง Alibaba เดินทางไปพบพันธมิตรธุรกิจที่ฮ่องกงหลังเก็บตัวเงียบมานาน

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว 2 รายว่า แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba เดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบพันธมิตรทางธุรกิจหลายคนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. และขณะนี้ยังอยู่ที่ฮ่องกง นับเป็นการเดินทางฮ่องกงครั้งแรกของหม่านับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว

แหล่งข่าวเผยว่า หม่าหารือกับพันธมิตรทางธุรกิจสองสามรายระหว่างรับประทานอาหารร่วมกัน

ขณะที่ Alibaba ปฏิเสธให้ความเห็นต่อการเคลื่อนไหวของหม่านอกเวลาทำการตามปกติ

แจ็ก หม่า กล่าวสุนทรพจน์วิพากษ์วิจารณ์ระบบการเงินการธนาคารของจีนอย่างดุเดือดเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้วที่เซี่ยงไฮ้ หลังจากนั้นทางการจีนมีคำสั่งฟ้าผ่าระงับการเปิดขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO) ของ Ant Group ซึ่งจะมีมูลค่าถึง 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐและหากสำเร็จจะเป็น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก

หลังจากนั้นหม่าพยายามเก็บตัวเงียบจนเกิดคำถามตามมาว่าเจ้าตัวหายไปไหน

3 เดือนต่อมา ในเดือน ม.ค. หม่าปรากฏตัวในคลิปวิดีโอพูดคุยกับครูกลุ่มหนึ่ง ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับหม่าจนส่งผลให้หุ้นของ Alibaba ขยับขึ้นรับข่าวดังกล่าว

เดือน พ.ค. หม่าเดินทางไปเยี่ยมเยียนสำนักงานของ Alibaba ในเมืองหางโจวระหว่างที่บริษัทจัดงานประจำปี “Ali Day” และวันที่ 1 ก.ย.โซเชียลมีเดียของจีนพากันแชร์ภาพที่หม่าเดินทางไปเยี่ยมชมฟาร์มเกษตรหลายแห่งในมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน

และวันถัดมา Alibaba ประกาศว่าจะลงทุน 100,000 ล้านหยวนภายในปี 2025 เพื่อสนับสนุนแนวคิด “ความรุ่งเรืองร่วมกัน” ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

Photo by Philippe LOPEZ / AFP

จีนไม่ได้สู้กับไต้หวัน แต่สู้กับแบ็คอัพของไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665452

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 20:41 น.จีนไม่ได้สู้กับไต้หวัน แต่สู้กับแบ็คอัพของไต้หวันเมื่อสีจิ้นผิงคิดจะผนวกไต้หวัน ฝันจะเป็นจริงหรือไม่? ความเข้มข้นของสถานการณ์การเมืองระหว่างจีนกับไต้หวันทำให้เกิดคำถามขึ้นมาบ่อยๆ ว่า “จีนจะบุกไต้หวันหรือไม่?”

วันที่ 10 ตุลาคมปีนี้ครบรอบ 110 ของการปฏิวัติซินไฮ่ ทั้งที่จีนและที่ไต้หวันต่างให้ความสำคัญกับวันนี้เพราะเป็นสิ้นสุดของระบอบศักดินาจีนที่ยาวนานหลายพันปี

แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย ตามมาด้วยยุคขุนศึกที่ขุนทหารตามมณฑลต่างๆ ประกาศตัวเป็นอิสระและรบพุ่งชิงอำนาจกัน ตามด้วยสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ตามด้วยสงครามมหาเอเชียบูรพา ในระหว่างนั้นยังเกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคก๊กมินตั๋ง

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกและสงครามญี่ปุ่น สงครามระหว่างคนจีนด้วยกันเองไม่จบลงตามไปด้วย มันเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋งขึ้นในทันที กินเวลา 4 ปีกว่าๆ กระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ชิงความได้เปรียบยึดพื้นที่แผ่นดินใหญ่เอาไว้ในที่สุด ส่วนพรรคก๊กมินตั๋งอพยพไปปักหลักที่ไต้หวัน

หลังจากนั้นจีนก็แบ่งเป็น 2 จีนคือสาธารณรัฐประชาชนจีน (แผ่นดินใหญ่) และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในช่วง20 กว่าปีแรกนั้นมหาอำนาจโลกยอมรับแค่รัฐบาลไต้หวันว่าเป็นรัฐบาลจีนที่แท้จริง ไต้หวันจึงมีเก้าอี้ในฐานะสมาชิกสหประชาชาติและยังเป็นคณะมนตรีความมั่นคงถาวรด้วย

ตราบจนกระทั่งกระแสการเมืองโลกพลิกผัน มหาอำนาจโลกเล็งเห็นประโยชน์ของแผ่นดินใหญ่มากกว่าไต้หวันจึงหันมาสนับสนุนสาธารณรัฐประชาชนเป็น “จีนที่แท้หนึ่งเดียว” และเขี่ยไต้หวันออกจากสหประชาชาติ ยอมรับนโยบาย “จีนเดียว” ของแผ่นดินใหญ่นั่นคือไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน มิใช่ชาติเอกราช แม้ใครจะคบกับไต้หวันก็ต้องคบแบบไม่เป็นทางการ

แต่การเมืองโลกไม่มีอะไรที่แน่นอน หลังจากผ่านมา 40 กว่าปี มหาอำนาจเล็งเห็นว่าจีนเริ่มปีกกล้าขาแข็ง เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจ ไม่ใช่จีนจนๆ ที่นายทุนตะวันตกจะขูดรีดแรงงานราคาถูกอย่างสบายใจอีกต่อไป มหาอำนาจทั้งหลายจึงบ่อนทำลายจีนทีละน้อยและเริ่มหันไปสนับสนุนไต้หวันอีก

แนวคิด “ต้องห้าม” อย่างเรื่องเอกราชไต้หวัน หรืออย่างน้อยคือแนวคิดเรื่อง “สองจีน” หรือการกระทำราวกับไต้หวันเป็นประเทศเอกราชอย่างการส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปไต้หวัน เริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น

สงครามกลางเมืองจีนที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลางศตวรรษที่แล้ว แต่ถูกแช่แข็งมานานหลายสิบปี ทว่าจนบัดนี้ยังไม่จบลง กำลังจะเริ่มเปิดฉากอีกครั้งหรือไม่?

ผู้เขียนเคยวิเคราะห์เรื่องนี้ไปบ้างแล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่เชื่อว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งถึงขนาดที่จีนจะบุกไต้หวัน

ก่อนวันครบรอบการปฏิวัติซินไฮ่นั่น สีจิ้นผิงออกมากล่างสุนทรพจน์ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นทั้งการขู่และการปลอบ ส่วนที่เป็นการขู่นั้นคือการบอกว่า “เอกราชของไต้หวันเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการรวมชาติมาตุภูมิและอันตรายที่ซ่อนเร้นอย่างร้ายแรง”

ส่วนที่เป็นการปลอบ สีจิ้นผิงบอกว่า “การรวมชาติให้สำเร็จด้วยสันติวิธีทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติโดยรวม รวมทั้งพี่น้องของเราในไต้หวันด้วย”

จากคำพูดเหล่านี้ เราจะเห็นรูปแบบปกติของผู้นำจีนเวลาจะพูดถึงไต้หวัน คือต้องการจะรวมชาติ แต่จะไม่ใช้กำลัง ขณะเดียวกันก็เตือนไม่ให้ไต้หวันประกาศเอกราช นี่คือ “แพทเทิร์น” ที่ผู้นำจีนไม่ว่าคนไหนก็พูดแบบนี้

แต่ในขณะที่สีจิ้นผิงพูดตามสคริปต์เดิม สถานการณ์ของไต้หวันไม่อำนวยให้เขาคิดแบบเดิม เพราะในทางการเมืองนั้นพรรคฝ่ายเรียกร้องเอกราชของประธานาธิบดีไช่อิงเหวินแห่งไต้หวันมีโมเมนตัมทางการเมืองสูงในระยะหลัง ท่าทีของไช่อิงเหวินนั้นไม่ถือว่าก้าวร้าว แต่ก็ทำให้จีนอยู่เฉยไม่ได้เหมือนกัน

ยิ่งระยะหลังจีนมีกระแสชาตินิยมที่เกรี้ยวกราดมาก เมื่อไต้หวันทำอะไรที่ “ไม่เป็นจีน” ขึ้นมาสักนิดนึง จีนก็จะออกแอกชั่นรุนแรง จนทำให้ผู้สังเกตการณ์ภายนอกคิดว่าจีนจะลงมือกับไต้หวัน

ดังนั้น วันที่สีจิ้นผิงออกมาพูด แฮชแท็กยอดนิยมในโซเชียลมีเดียจีนจึงมีประเด็นเรื่องการรวมชาติและกลิ่นอายของชาตินิยมเต็มไปหมด ใครที่ขวัญอ่อนอาจรู้สึกกลัวๆ ขึ้นมาบ้างว่าคนจีนฮึกเหิมจนคิดจะบุกไต้หวันหรือเปล่า?

อันที่จริงแล้ว การกระพือเรื่องจีนจะรุกรานไต้หวันมาจากสื่อและนักการเมืองตะวันตกเสียมากกว่า (ฝ่ายไต้หวันองก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน แต่ในลักษณะเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันตนเอง) ให้อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมตะวันตกถึงกระเหี้ยนกระหือรือให้เกิด “สงครามกลางเมืองจีน” ขึ้นมาอีก?

ผู้ที่เสียหายหากเกิดสงครามระหว่างจีนกับไต้หวันขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่ใครก็คือจีนกับไต้หวันนั่นเอง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือพวกที่เชียร์ให้เกิดการปะทะ และพวกที่ต้องการรบกับจีนแต่ทำตัวเป็น “อีแอบ” ด้วยการใช้สงครามตัวแทนที่ตัวเองถนัด

จีนนั้นไม่ควรจะรบกับไต้หวันอย่างยิ่ง การทำเช่นนั้นเป็นการประเมินตัวเองสูงเกินไป เพราะการรบกับไต้หวันเท่ากับเป็นการรบกับสหรัฐ

วัดกันด้วยแสนยานุภาพ (ไม่ใช่แค่กำลังคน) จีนไม่มีทางเทียบสหรัฐได้ติดเลย และแน่นอนว่าหากจีนตกหลุมพรางนี้จะถูกลากไปรุมกระทืบอีกด้วยจากพรรคพวกของสหรัฐที่ตอนนี้แสดงตนคุกคามจีนอย่างชัดเจนกันหมดแล้ว

คิดกันเล่นๆ หากเกิดสงครามระหว่างช่องแคบขึ้นมาจริงๆ ใครจะได้ประโยชน์บ้าง? แน่นอน ผู้ผลิตอาวุธย่อมรวย ประเทศที่เป็นคู่แข่งการค้ากับจีนย่อมรวย ประเทศที่อยากจะมีกองทัพเป็นตัวเป็นตนจะมีฉวยโอกาสสร้างความชอยธรรมทางการทหาร

คนที่จะที่เละที่สุดคือ “ตัวเล็กๆ” ซึ่งไม่ใช่ใครนอกจากไต้หวัน

สิ่งที่จะหลีกเลี่ยง “เปรตกระหายสงคราม” ได้คือตัดตอนโอกาสของสงครามเสีย ด้วยการคงสถานะเดิม (Status quo) ระหว่างจีนกับไต้หวันเอาไว้ สถานะเดิมนี้คือต่างคนต่างอยู่ จีนจะคิดยึดไต้หวันด้วยกำลัง และไต้หวันจะต้องไม่ประกาศเอกราช

มันเป็นสถานะที่น่ารำคาญใจของทุกฝ่าย แต่มันย่อมดีกว่าการบาดเจ็บล้มตายและสิ้นชาติ

มันเป็นแบบนี้มาค่อนศตวรรษแล้ว เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือและใต้ ไม่สามารถรวมเข้ากันได้สักที เป็นมรดกของสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็นที่ลากยาวไปเรื่อยๆ หาคิดจะยุติมันจะเกิดความรุนแรงขึ้น

เพียงแต่ Status quo แบบจีน-ไต้หวันและเกาหลีเหนือ-ใต้ มีช่องโหว่ตรงที่ยิ่งปล่อยให้มันลากยาวต่อไปจะทำให้สองฝ่ายต่อกันไม่ติดไปเรื่อยๆ

เราจะเห็นว่าสายใยที่เชื่อเกาหลีเหนือ-ใต้คือคนรุ่นสงครามเกาหลีนั้นล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ และคนรุ่นใหม่ๆ ของ 2 ประเทศต่างรู้สึกแปลกแยก ไม่รู้สึกจำเป็นว่าจะต้องมารวมชาติกัน ต่างคนต่างอยู่น่ะดีแล้ว ความรู้สึกนี้ทำให้การรวมชาติยากขึ้นเรื่อยๆ

เช่นเดียวกับจีน-ไต้หวัน ที่คนรุ่นสงครามล้มหายตายจากกันเกือบหมดแล้ว มรดกไม่กี่อย่างที่โยงสองผ่นดินระวหางช่องแคบไว้คือครัวเรือนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่และยังบอกลูกบอกหลานว่าตนเป็นคนแผ่นดินใหญ่ อีกอยางคือพรรคก๊กมินตั๋ง

พรรคก๊กมินตั๋งเป็นศัตรูกับพรรคคอมมิวนิสต์แท้ๆ แต่ทุกวันนี้กลับถูกเรียกว่า “โปรจีน” เพราะนโยบายคง Status quo เป็นหลัก แต่เพราะถูกมองว่าโปรจีนนี่เองทำให้ก๊กมินตั๋งแพ้เลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งล่าสุดเพิ่งเลือกผู้นำคนใหม่เพื่อรีแบรนด์ตัวเอง ซึ่งไม่รู้จะสำเร็จหรือไม่

ก๊กมินตั๋งไม่สามารถจะแสดงท่าที “โปรจีน” เหมือนเดิมได้อีก จะต้องปรับท่าทีให้เป็น “ต้านจีน” มากขึ้นเพื่อครองใจคนรุ่นใหม่ที่แปลกแยกกับจีนมากขึ้นทุกที

แต่ฝ่ายสนับสนุนเอกราชอย่างไช่อิงเหวินใช้ก็ใช่ว่าจะต้านจีนอยู่ท่าเดียว บางครั้งก็ใช้น้ำเย็นเข้าลูบเหมือนกัน อย่างในสุนทรพจน์คล้อยหลังสีจิ้นผิง 1 วันนั้น ไช่อิงเหวินกล่าวว่า “เราหวังว่าจะคลี่คลาย… ความสัมพันธ์ (กับปักกิ่ง) และจะไม่กระทำการโดยผลีผลาม แต่ไม่ควรหลงคิดไปเองอย่างเด็ดขาดว่าชาวไต้หวันจะยอมจำนนต่อแรงกดดัน”

ขณะที่ไช่อิงเหวินพูดแบบ “ถนอมน้ำใจ” ทำเนียบประธานาธิบดีของไต้หวันกล่าวสวนสีจิ้นผิงว่าอนาคตของไต้หวันอยู่ในมือของประชาชน และความคิดเห็นของสาธารณชนในกระแสหลักนั้นชัดเจนมากในการปฏิเสธโมเดล “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ของจีน

นี่แสดงว่าจริงๆ แล้วทุกฝ่ายก็ยังโหยหา Status quo กันอยู่ ด้วยต้นทุนของความขัดแย้งนั้นสูงเกินกว่าทุกฝ่ายจะรับได้ เพียงแต่จะพูดอ่อนอยางเดียวก็กระไรอยู่ จะต้องพูดในเชิงไว้ทีเอาไว้ก่อนด้วยกันทั้งสองฝ่าย

แต่การจะรักษาสถานะดั้งเดิมจะทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ยิ่งจีนแสดงท่าทีแข็งแกร้าวด้วยการส่งเครื่องบินล้ำเข้ามาในเขตของไต้หวันด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ไต้หวันยากจะเชื่อว่าจีนมีเจตนาใฝ่หาสันติภาพ ดังนั้นสีจิ้นผิงจะพูดแบบโอภาปราศรัยไม่ได้ จะต้องทำแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยด้วย

อย่างที่บอกไปว่าสงครามระหว่างจีนกับไต้หวันนั้นไม่เคยจบลง หลายสิบปีก่อนนั้น ไต้หวันกับจีนยังกระทบกระทั่งเล็กน้อยๆ ทางทหารบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเขตที่ไต้หวันใกล้กับจีนมาก เช่น ที่เกาะจินเหมิน เกาะหมาจู่ ที่ใกล้กับฝูเจี้ยนแค่ปลายจมูก บางครั้งถึงกับยิงถล่มปูพรมกัน แต่ในระยะหลังเหลือแค่ประกาศโฆษณาชวนเชื่อตามลำโพงเท่านั้น

การที่จีนไม่ทำอะไรผลีผลามกับไต้หวัน ก็เพราะสหรัฐคอยคุ้มให้ การปะทะกันประปรายในช่วงทศวรรษที่ 50 – 60 นั้นเคยทำให้เกิดวิกฤตการมาแล้วคือวิกฤตการช่องแคบไต้หวันครั้งที่สอง (Second Taiwan Strait Crisis) ซึ่งจีนไปปะทะกับไต้หวันที่เกาะตงติ้ง หลังจากนั้นจีนก็ยิงถล่มเกาะจินเหมินของไต้หวันอย่างหนัก เหตุบานปลายจนสหรัฐเข้ามาแทรกแซงและถึงกับเสนาธิการร่วมของสหรัฐพิจารณาความจำเป็นต้องมีการตอบสนองด้วยอาวุธนิวเคลียร์เพื่อปกป้องเกาะจินเหมิน

แต่การแทรกแซงของสหรัฐโดยเฉพาะการจะใช้นิวเคลียร์เสี่ยงจะทำให้สาธารณชนไม่พอใจรวมถึงจะทำให้พันธมิตรสหรัฐเองก็ตีตัวออกห่าง โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่หากทราบว่าในเวลานั้นสหรัฐขนหัวรบนิวเคลียร์ 2 ลูกมาปักหลักที่โอกินาวะ เตรียมที่จะถล่มจีน นี่แสดงให้เห็นว่าบางครั้งพันธมิตรของสหรัฐเองก็อาจจะไม่คล้อยตามเหมือนกันหากการเล่นงานจีนหนักมือเกินไป

จากเอกสารของจดหมายเหตุสหรัฐ สหรัฐมีแผนที่จะเปิดการโจมตีโดยใช้อาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรกกับจีนจากฐานทัพอากาศคลาร์กในฟิลิปปินส์และฐานทัพคาเดนะที่ญี่ปุ่น เท่ากับเป็นการลากฟิลิปปินส์กับญี่ปุ่นเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยโดยไม่จำเป็น ดังนั้น ประเทศไหนที่คิดจะผูกมิตรกับสหรัฐถึงขั้นจะยกแผ่นดินให้เป็นฐานทัพสมควรที่จะตรองให้ดี

แต่กรณีนี้เป็นแรงผลักดันให้จีนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองขึ้นมา จนกระทั่งทุกวันนี้จีนมีหัวรบนิวเคลียร์ 350 หัวรบ เทียบกับสหรัฐที่ 5,550 หัวรบ

บางครั้งไต้หวันมีการส่งทหารรุกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ด้วยซ้ำไป เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 1964 เมื่อหน่วยคอมมานโดของไต้หวัน (ในเวลานั้นเรียกกันว่าจีนคณะชาติ) จากเกาะหมาจู่ (อำเภอเหลียนเจียงของต้หวัน) ได้บุกโจมตีสำนักงานใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอำเภอเหลียนเจียงของจีน ที่มณฑลฝูเจี้ยนและยึดเอกสารของคอมมูนส่งกลับไปยังไทเป

อย่างกรณีที่เหลียนเจียงนั้นยังสะท้อนด้วยว่าหากแบ็คอัพของไต้หวันอย่างสหรัฐไม่โอเคกับการกระทำไต้หวัน ก็จะประกาศว่าไม่ช่วย หลังกรณีส่งคอมมานโดของไต้หวันบุกเหลียนเจียงแผ่นดินใหญ่นั้น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมีท่าทีดังนี้ (ในเอกสารประวัติศาสตร์ของกระทรวง) “การยิงปืนใหญ่ของคอมมิวนิสต์จีนถล่มหมาจู่เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการตอบโต้การยิงปืนใหญ่ของ GRC (รัฐบาลไต้หวัน) จากหมาจู่ซึ่งคุ้มครองปฏิบัติการที่เหลียนเจียงทำให้ข้าพเจ้าต้องพิจารณาย้ำเตือน GRC ที่เตือนไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิที่แล้วว่าพวกเขาไม่ควรคิดว่าสหรัฐ จะช่วย GRC หากจีนคอมมิวนิสต์โจมตีเกาะนอกชายฝั่งที่มีขนาดเล็กเพื่อตอบโต้การจู่โจมจีนของ GRC จากเกาะดังกล่าว”

แต่เรื่องนี้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 แล้ว เป็นช่วงเวลาที่สหรัฐเริ่มที่ลังเลกับท่าทีของตนต่อไต้หวัน และในเวลานั้นจีนยังถือว่า “ล้าหลัง” เพียงแต่ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้มีการ “ใช้กำลัง” เกิดขึ้นประปราย และสหรัฐมีท่าทีโลเลมาโดยตลอด

เช่นเดียวกับตอนนี้ ที่การกระทำนั้นหนุนไต้หวัน แต่ไบเดนบอกกับสีจิ้นผิงว่ายังมั่นคงกับดีลเรื่อง “จีนเดียว”

ดังนั้น ตอนนี้ “การใช้กำลัง” ของจีนด้วยการส่งเครื่องบินเข้าไปในเขตไต้หวันก็ดี หรือการซ้อมรบที่ชายฝั่งประจันกับไต้หวันก็ดี ชวนให้คิดจริงๆ เป็นการขู่ไต้หวันหรือขู่แบ็คอัพไต้หวันกันแน่

อย่างที่กล่าวไป หากจีนจะรบกับไต้หวัน จีนไม่ได้รบกับไต้หวัน แต่รบกับสหรัฐ

เมื่อรบกับสหรัฐ จีนไม่ได้รบกับแค่สหรัฐ แต่รบกับพรรคพวกสหรัฐด้วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

REUTERS/Carlos Garcia Rawlins

หวั่น AUKUS กระทบอาเซียน มาเลเซียแนะสมาชิกเร่งหารือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665444

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 18:30 น.หวั่น AUKUS กระทบอาเซียน มาเลเซียแนะสมาชิกเร่งหารือรัฐบาลมาเลเซียชี้อาเซียนควรมีฉันทามติร่วมกันเกี่ยวกับ AUKUS หวั่นกระทบความมั่นคงของภูมิภาค

วันนี้ (12 ต.ค.) ฮิชามมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซียกล่าวว่าในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนควรหารือและมีฉันทามติที่ชัดเจนเกี่ยวกับ AUKUS ความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย

โดยรัฐบาลมาเลเซียมองว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศสมาชิกจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ AUKUS ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของภูมิภาค

ทั้งนี้ AUKUS จะเอื้อให้สหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก

แม้ทั้ง 3 ประเทศจะกล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาค

ขณะที่สมาชิกอาเซียนอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียแสดงความกังวลว่า AUKUS อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาคนี้ แต่ด้านฟิลิปปินส์ให้การสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ จีนได้กล่าวว่าข้อตกลง AUKUS มีความเสี่ยงที่จะทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในอินโด-แปซิฟิกอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม สหรัฐยืนยันว่า AUKUS จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก และไม่ได้มีเจตนามุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง

Photo by REUTERS/Edgar Su

จับตาราคาน้ำมันไทยหลังราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดในรอบ 7 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665441

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 17:35 น.จับตาราคาน้ำมันไทยหลังราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดในรอบ 7 ปีหลังจากหลายประเทศเริ่มกลับมาเปิดประเทศ ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงก็เพิ่มขึ้นจนดันราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี

ช่วงพีคของการระบาดของ Covid-19 เมื่อต้นปี 2020 ถนนหนทางและสนามบินว่างเปล่าไร้รถยนต์ไร้เครื่องบิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ขณะนี้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาอีกครั้งหลังจากหลายประเทศเริ่มกลับมาเปิดประเทศ ทว่าปริมาณน้ำมันไม่ได้เพิ่มตาม ราคาจึงถีบตัวสูงขึ้น

น้ำมันในสหรัฐพุ่งขึ้นไปที่ 120 เหรียญสหรัฐหลังจากที่เคยร่วงไปอยู่ที่ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในเดือน เม.ย. 2020 ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐพุ่งทะลุ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2014 หรือเกือบ 7 ปีที่แล้ว โดยปิดที่ 80.52 เหรียญสหรัฐเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ชาวอเมริกันช็อกไปตามๆ กันหลังจากราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยของประเทศสูงสุดในรอบ 7 ปี มาอยู่ที่ 3.27 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน เพิ่มขึ้น 7 เซ็นต์ในสัปดาห์ที่แล้วสัปดาห์เดียว และเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากราคาต่ำสุดที่ 1.77 เหรียญสหรัฐในเดือน เม.ย. 2020

ราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นทำให้ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐแย่ลงไปอีกซึ่งเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวชาวอเมริกัน

และที่โชคร้ายคือ ราคาน้ำมันเบนซินจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกเนื่องจากวิกฤตพลังงานโลก

ราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งกระฉูดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปและเอเชียทำให้โรงงานไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากอาจหันไปพึ่งพาแหล่งพลังงานที่ถูกกว่าในการผลิตไฟฟ้าอย่างน้ำมันดิบ ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับปริมาณน้ำมันที่มีอยู่

ราคาจะแตะ 100 เหรียญสหรัฐหรือไม่

วานนี้ Citigroup ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) จะขึ้นไปอยู่ที่ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 4 และวันดีคืนดีอาจเพิ่มไปถึง 90 เหรียญสหรัฐ โดยระบุว่าความต้องการพลังงานเชื้อเพลิงในฤดูหนาวและการเปลี่ยนจากก๊าซธรรมชาติที่มีราคาสูงมาเป็นน้ำมันดิบของโรงงานไฟฟ้าจะดันให้ราคาสูงขึ้นอีก

ขณะที่ Bank of America เตือนว่า ฤดูหนาวที่หนาวกว่าปกติจะทำให้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกวันละ 500,000 บาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานไปอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสุดท้ายจะสร้างความช็อกให้กับชาวอเมริกันไปอีก เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบเบรนท์

ถ่านหินในจีนราคาพุ่ง

ไม่ใช่เฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นเท่านั้นที่มีบทบาท ราคาถ่านหินในจีนก็ทะยานขึ้นเช่นกันหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมทางตอนเหนือของประเทศทำให้เหมืองถ่านหินหลายแห่งต้องปิดชั่วคราว ในขณะที่ถ่านหินยังเป็นแหล่งพลังงานหลักในจีน ทั้งการใช้สำหรับผลิตความร้อน การผลิตกระแสไฟฟ้า และการผลิตเหล็ก

ขณะนี้จีนกำลังขาดแคลนพลังงานส่งผลให้รัฐบาลต้องปันส่วนกระแสไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และบางประเทศต้องหยุดการผลิตชั่วคราว

ด้วยเหตุนี้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐจึงยิ่งสูงขึ้นๆ ทำให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

แพทริก เดอ ฮาน หัวหน้านักวิเคราะห์น้ำมันเชื้อเพลิงจาก GasBuddy เผยว่า เร็วๆ นี้น้ำมันเบนซินของสหรัฐจะขึ้นไปแตะ 3.30 เหรียญสหรัฐ และขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณว่าราคาน้ำมันเบนซินจะลดลง

กลุ่ม OPEC คือผู้กุมอำนาจ

ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับปริมาณน้ำมันดิบ ขณะนี้การผลิตน้ำมันของสหรัฐกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ จาก Covid—9 แม้ว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วงขาขึ้นก็ตาม เนื่องจากหลายบริษัทกลัวว่าปริมาณน้ำมันจะล้นตลาดอีกครั้งและยังมุ่งคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นที่สูญเงินก้อนโตไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามากกว่า

ก่อนหน้านี้แม้ว่าทำเนียบขาวจะเรียกร้องให้กลุ่ม OPEC และพันธมิตรเพิ่มกำลังการผลิต แต่ทางกลุ่มกลับเพิ่งเพิ่มการผลิตเมื่อต้นปี 2020 และขณะนี้ดูเหมือนว่ากลุ่ม OPEC จะพอใจกับการปล่อยให้ราคาน้ำมันขยับขึ้น และตอนนี้ดูเหมือนว่ากลุ่ม OPEC กุมอำนาจในการกำหนดราคาน้ำมันแล้ว

ฮือฮา! DC Comics เปิดกว้าง Superman คนใหม่เป็น Bisexual #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665432

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 16:15 น.ฮือฮา! DC Comics เปิดกว้าง Superman คนใหม่เป็น Bisexualทอม เทย์เลอร์ เผยถึงการเขียนบท Superman คนใหม่กับการต่อสู้ครั้งใหม่ ต้องต่อสู้กับปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง

เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อยเมื่อ DC Comics เปิดเผยว่า “Superman: Son of Kal-El” ฉบับที่ 5 ซึ่งจะเปิดตัวในวันที่ 9 พ.ย. ที่จะถึงนี้ จะมีการบอกเล่าเรื่องราวความรักของซูเปอร์แมนคนล่าสุดซึ่งคือจอน เคนต์ (Jon Kent) ลูกชายของคลาร์ก เคนต์ (Clark Kent) และลูอิส เลน (Lois Lane) ที่ทางผู้เขียนตัดสินใจให้เป็น Bisexual และตกหลุมรักกับเจย์ นากามูระ (Jay Nakamura) นักข่าวหนุ่มด้วย

ทอม เทย์เลอร์ (Tom Taylor) นักเขียนได้พูดถึงการเขียนบทครั้งนี้ว่าเขาดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ DC และ Warner Bros. ยอมรับไอเดียนี้ และเขาพูดเสมอว่าทุกคนต้องการฮีโร่ และทุกคนควรได้เห็นตัวเองในตัวฮีโร่ของพวกเขา และเขาคงรู้สึกเหมือนพลาดโอกาสสำคัญถ้าจะสร้างซูเปอร์ฮีโร่แบบเดิมๆ สำหรับซูเปอร์แมนคนใหม่ในจักรวาลดีซี

โดยการประกาศของ DC Comics ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวัน National Coming Out Day หรือวันเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศแห่งชาติ เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความเท่าเทียมทางเพศ และเพื่อให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ แสดงออกถึงความภาคภูมิใจในเพศสถานะของตน

ก่อนหน้านี้ไม่นานตัวละครโรบิน จาก Batman: Urban Legends และกัปตันอเมริกาคนใหม่จาก The United States of Captain America ก็ได้ประกาศตัวว่าเป็นเกย์เช่นกัน

ซึ่งเทย์เลอร์กล่าวว่าปฏิกิริยาของแฟนๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทิศทางบวก เพราะพวกเขาหวังมาตลอดว่าจะได้เห็นสิ่งนี้เมื่อพวกเขาโตขึ้น กลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศรู้สึกเหมือนได้เห็นตัวเองในร่างของซูเปอร์ฮีโร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้

สู้กับปัญหาในโลกความเป็นจริง

นอกจากประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศแล้ว Superman: Son of Kal-El ซึ่งเปิดตัวฉบับแรกเมื่อเดือนก.ค. ได้มีการบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของจอนกับไฟป่าที่เกิดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการปราบปรามเหตุรุนแรงในโรงเรียนมัธยม และการประท้วงการเนรเทศผู้ลี้ภัย

เรียกได้ว่ามีการหยิบยกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันซึ่งเทย์เลอร์กล่าวว่า “ซูเปอร์แมนคนใหม่ต้องมีการต่อสู้ครั้งใหม่ ต่อสู้กับปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งเขาสามารถยืนหยัดได้ในฐานะหนึ่งในผู้มีอำนาจมากที่สุดในโลก”

เทย์เลอร์ยังกล่าวอีกว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากย้อนไป 5 ถึง 10 ปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่ทุกวันนี้สิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และมีกระแสตอบรับเชิงบวกอย่างท่วมท้น

อยากเที่ยวแล้ว! คนสิงคโปร์แห่จองตั๋วเครื่องบินจนเว็บล่มหลังรัฐบาลเปิดประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665416

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 15:35 น.อยากเที่ยวแล้ว! คนสิงคโปร์แห่จองตั๋วเครื่องบินจนเว็บล่มหลังรัฐบาลเปิดประเทศชาวสิงคโปร์แห่จองตั๋วเครื่องบินท่องเที่ยวต่างประเทศหลังรัฐบาลเปิดประเทศจนเว็บไซต์สายการบินล่ม

เว็บไซต์ของสายการบิน Singapore Airlines ล่มชั่วคราวเมื่อช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่เอเจนซีท่องเที่ยวมีคนใช้บริการเพิ่ม หลังชาวสิงคโปร์พากันจองตั๋วเครื่องบินเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศหลังจากรัฐบาลสิงคโปร์ประกาศแผนเปิดประเทศด้วยการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบโดสแล้วโดยไม่ต้องกักตัวกับ 11 ประเทศ

ตัวแทนจาก Singapore Airlines เผยว่า ความต้องการตั๋วเครื่องบินมีสูงมากและทางสายการบินอาจต้องใช้เวลานานขึ้นในการตอบข้อสงสัยของลูกค้า

กระแสดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของสายการบิน Singapore Airlines พุ่งขึ้น 9.6% เมื่อวันจันทร์ (11 ต.ค.) มากที่สุดในรอบ 11 เดือน

ขณะที่เว็บไซต์ของสายการบินแสดงให้เห็นว่าราคาตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วระหว่างกัน หรือ Vaccinated Travel Lane (VTL) บางประเทศสูงขึ้น อาทิ ตั๋วเครื่องบินบินตรงจากสิงคโปร์ไปยังลอสแองเจลิสสนนราคา 2,364 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 58,370 บาท เมื่อเทียบกับเส้นทางที่ไม่ได้อยู่ในประเทศ VTLที่สนนราคา 1,519 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 37,505 บาท

ส่วน เจเรไมอาห์ หว่อง ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาดของบริษัทเอเจนซีท่องเที่ยว Chan Brothers Travel เผยว่า การเข้าใช้งานเว็บไซต์ของบริษัทสูงขึ้นกว่าปกติถึง 5 เท่า โดยเกาหลีใต้และประเทศแถบยุโรปอยู่ในกลุ่มประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวสิงคโปร์ต้องการไปเยือน

“ความต้องการท่วมท้นมาก คนสิงคโปร์โหยหาการเดินทางท่องเที่ยวและอยากไปเที่ยวต่างประเทศช่วงฮอลิเดย์ และบางคนคิดว่าพวกเขารอคอนมานานเกินไปแล้ว” หว่องเผย

สิงคโปร์กำลังเดินหน้าเปิดประเทศด้วยการเปิดเส้นทางท่องเที่ยว VTL กับหลายประเทศเพิ่มเติมในฝั่งยุโรปและอเมริกาเหนือ ได้แก่ แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐ หลังจากชาวสิงคโปร์กว่า 80% ได้รับวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบโดสแล้ว

นักท่องเที่ยวจากทั้ง 8 ประเทศข้างต้นสามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์โดยไม่ต้องกักตัว และลดการตรวจหาเชื้อเหลือ 2 จาก 4 ครั้งระหว่างอยู่ในสิงคโปร์ได้ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. ส่วนนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้จะเริ่มเดินทางเข้าสิงคโปร์ภายใต้โครงการ VTL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเริ่มข้อตกลงเดียวกันนี้กับเยอรมนีและบรูไนตั้งแต่เดือนที่แล้ว และกำลังพิจารณาทำข้อตกลงกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น

คิมจองอึน กร้าวสหรัฐคือต้นเหตุความขัดแย้ง เดินหน้าพัฒนาอาวุธ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665402

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 14:00 น.คิมจองอึน กร้าวสหรัฐคือต้นเหตุความขัดแย้ง เดินหน้าพัฒนาอาวุธคิมจองอึนสั่งเดินหน้าพัฒนาอาวุธทรงพลัง ชี้เพื่อป้องกันตัวไม่ใช่เพื่อทำสงคราม ย้ำสหรัฐคือต้นเหตุความขัดแย้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าวานนี้ (11 ต.ค.) คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือปรากฏตัวในงาน Self-Defence 2021 นิทรรศการแสดงแสนยานุภาพด้านอาวุธของเกาหลีเหนือ โดยได้ประกาศกร้าวว่าเกาหลีเหนือต้องยกระดับศักยภาพในการพัฒนาอาวุธอันทรงพลังเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำสงครามกับเกาหลีใต้

คิมจองอึนยังกล่าวโทษว่าสหรัฐเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงและความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีเจตนาตั้งตัวเป็นศัตรูกับเกาหลีเหนือ แต่คิมไม่เชื่อเช่นนั้น และมองว่าการกระทำของสหรัฐไม่มีท่าทีเป็นมิตรต่อเกาหลีเหนือเลยแม้แต่น้อย

พร้อมเสริมว่าสหรัฐให้ความช่วยเหลือเกาหลีใต้ในการเพิ่มขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและให้ความช่วยเหลือทางทหารอื่นๆ เพื่อขัดขวางเกาหลีเหนือ

แม้สหรัฐกล่าวประณามการพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือว่าเป็นการยั่วยุ แต่คิมยืนยันว่าขีปนาวุธของเกาหลีเหนือมีเพื่อป้องกันตนเองและเพื่อสันติภาพ ไม่ได้มีไว้สำหรับทำสงครามกับสหรัฐหรือเกาหลีใต้แต่อย่างใด

ขณะที่เกาหลีใต้ก็ได้ทุ่มงบประมาณหลายพันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อพยายามเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร และประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำลำแรกในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สหรัฐและเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคง โดยมีทหารของสหรัฐราว 28,500 นายประจำการอยู่ที่เกาหลีใต้ รวมถึงมีการร่วมซ้อมรบกันในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกาหลีเหนือไม่พอใจเป็นอย่างมาก และมองว่าเป็นการเตรียมการสำหรับการบุกรุก

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

“ขบวนล้านช้าง” ทำความรู้จัก CR200J แห่งเส้นทางรถไฟลาว-จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665399

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 13:45 น."ขบวนล้านช้าง" ทำความรู้จัก CR200J แห่งเส้นทางรถไฟลาว-จีน หลังจากที่มีการเผยโฉม “ขบวนล้านช้าง” รถไฟที่จะวิ่งบนเส้นทางทางรถไฟสายเวียงจันทน์-บ่อเต็น หรือ ทางรถไฟสายจีน-ลาว เราจะมาสำรวจสเป็กของรถขบวนนี้ในประเทศจีนกันว่าเป็นอย่างไร

1. “ขบวนล้านช้าง” ใช้รถไฟรุ่น CR200J หรือ “ฟู่ซิงฮ่าว” หรือ “ฟู่ซิงฮ่าว CR200J ต้งจี๋” เป็นรถไฟฟ้า (EMU) พัฒนาโดยการรถไฟจีน หรือ China Railway ร่วมกับรัฐวิสาหกิจอีก 6 แห่ง เพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ราคาไม่แพง ประหยัด และมีประสิทธิภาพ โดยอิงกับรถไฟฟ้ารุ่น HXD1G, HXD3G และรถไฟธรรมดารุ่น 25T

2. CR200J ฝช้ความเร็วในการให้บริการ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเป็นกึ่งความเร็วสูง เป็น EMU ความเร็วปกติเพียงตัวเดียวที่ออกแบบมาสำหรับสายการผลิตซีรีส์รุ่นฟู่ซิงซึ่งมีอยู่หลายโมเดล สามารถใช้เป็นรถไฟทางไกลและรถไฟระหว่างเมืองระยะสั้นและระยะกลาง และสามารถวิ่งบนระบบรถไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วในจีนได้ประมาณ 100,000 กิโลเมตร

ภายนอกของขบวนรุ่น CR200J ที่ให้บริการในจีน ภาพโดย Chang

3. สำหรับขบวนรถที่จีน ที่นั่งชั้นสองจัดเรียงในรูปแบบ 3+2 (ข้างหนึ่งมี 3 ที่นั่งอีกข้างหนึ่งมี 2 ที่นั่ง) ในขณะที่ที่นั่งชั้นหนึ่งจัดเรียงในรูปแบบ 2+2 แต่มีโต๊ะน้ำชาแบบตายตัวตั้งไว้ระหว่างที่นั่งแบบหันหน้าเข้าหากันทางตรงกลางของรถ ขณะที่ผู้โดยสารที่เหลือสามารถใช้โต๊ะพับด้านหลังที่นั่งได้ มีห้องน้ำความดันสุญญากาศที่ปลายตู้ทั้งสองด้าน

4. สำหรับการรองรับผู้โดยสาร ขบวนสั้นรองรับได้ 720 คน (56 ที่นั่งชั้นหนึ่ง 664 ที่นั่งชั้นสอง) ขบวนยาวรองรับได้ 1,102 คน (280 ห้องนอนชั้นหนึ่ง 396 ห้องนอนชั้นสอง 242 ที่นั่งชั้นสอง) และขบวนแบบปรับปรุงใหม่ (CR200JS-G) รองรับได้ 754 คน , 6 ที่นั่งชั้นธุรกิจ , 119 ที่นั่งชั้นหนึ่ง, 629 ที่นั่งชั้นสอง)

ตู้รถไฟชั้น 1 ที่ให้บริการในจีน ภาพโดย Arnie97 / wikipedia

5. การตกแต่งภายในของตู้นอนชั้นหนึ่ง/ชั้นสองได้รับการปรับให้เหมาะสมโดยอิงจกับที่นอนแบบนุ่ม/แข็ง 25T แต่ละเตียงมีพอร์ตชาร์จ USB ตู้นอนชั้นสองติดตั้งปลั๊กไฟ 220V ใต้โต๊ะเล็กในแต่ละเตียง แต่ภายในโดยรวมของรถเลย์เอาต์ไม่แตกต่างจากตู้นอนแบบนุ่ม/แข็งรุ่น 25T (หรือรถไฟธรรมดา) มากนัก

6. สำหรับความขัดข้อง นับตั้งแต่ CR200J เริ่มเดินรถ เช่น หัวรถจักรที่ผลิตโดยบริษัท CRRC Dalian Group ต้องหยุดให้บริการเนื่องจากเกิดความล้มเหลวบ่อยครั้งระหว่างการทำงาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรถไฟบางขบวนถูกส่งกลับโรงงานเพื่อทำการยกเครื่อง อัตรารถเสียจึงเริ่มลดลงทีละน้อย

ตู้รถไฟชั้น 2 ที่ให้บริการในจีน ภาพโดย Arnie97 / wikipedia

7. นอกจานี้ ผู้ใช้รถไฟรุ่นนี้ในจีนยังไม่ค่อยพอใจกับการขึ้่นราคาตั๋วรถไฟทั้งๆ ที่ความเร็วของรถรุ่นนี้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้่น (เนื่องจากรถไฟความเร็วสูงในจีนค่อนข้างขยายครอบคลุมในวงกว้างแล้ว จึงสะดวกกว่าที่จะใช้รถไฟความเร็วสูง)

8. จุดเด่นของ CR200J คือทาตู้ขบวนเป็นสีเขียวกับแถบสีเหลืองเหมือนกับสีที่ที่ใช้โดยทางรถไฟของจีนรุ่นแรกๆ แม้ว่าการรถไฟจะอธิบายว่าสีเขียวนี้มีความหมายมากมาย เช่น ความสงบสุขและสะท้อนถึงการสืบทอดมรดกของรถไฟรุ่นก่อน แต่ก็ยังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้สีแบบนี้และเหตุผลที่ใช้สีนี้อยู่ดี

ตู้นอนชั้น 2 ที่ให้บริการในจีน ภาพโดย Tkwai / wikipedia

9. เนื่องจากสีเขียวที่ CR200J ใช้นั้นคล้ายกับสีเขียวของถังขยะพลาสติกในจีน แฟนรถไฟบางคนในจีนจึงเรียกมันว่า “ถังขยะ” เป็นชื่อเล่นของมัน และบางคนยังเรียกว่า “หนอนผักกาด” “แมลงวันหัวเขียว” และ “หนอนอ้วน (หรือหนอนหมู)” เพราะสีเขียวที่แปลกตาของมัน

10. ในเดือนเมษายน 2020 การทางรถไฟสายเวียงจันทน์–บ่อเต็นซื้อ CR200J อย่างเป็นทางการ 2 ขบวนจากจีนเพื่อให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศจีนและลาว นี่เป็นครั้งแรกที่ CR200J EMU ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ

11. CR200J ที่วิ่งบนเส้นทางรถไฟจีน-ลาวจะทาสีไม่เหมือนสีเดิมอย่างสิ้นเชิงจากรถไฟที่ใช้ในจีน สีของตู้หลักเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีขาว และมีเส้นสีแดงแคบๆ ถัดจากด้านล่างหน้าต่าง แถบสีซึ่งอยู่ติดกับแนวขอบหลังคาตู้คือชุดแถบสีแดงและสีน้ำเงินเป็นเส้นยาวไปถึงส่วนท้ายของรถไฟเพื่อสร้างรูปทรงที่เพรียวบาง ตัวอักษร CR ถูกเปลี่ยนเป็น LCR และลบคำว่า “ฟู่ซิงฮ่าว” ออกไป

12. จากรายงานของ Laos – China Railway Company Limited ระบุว่าขบวนรถไฟเดินทางมาถึงนครหลวงเวียงจันทน์ในวันที่ 15 ตุลาคม 2021 และเส้นทางรถไฟเปิดให้บริการในดือนธันวาคมปีเดียวกัน

ต่างชาติมองไทยเปิดประเทศ วิเคราะห์เงินบาทแข็งค่ารับข่าวดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665382

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 12:00 น.ต่างชาติมองไทยเปิดประเทศ วิเคราะห์เงินบาทแข็งค่ารับข่าวดีนักวิเคราะห์ชี้เงินบาทแข็งค่ารับนโยบายเปิดประเทศ นักท่องเที่ยวต่างชาติแห่แสดงความคิดเห็น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม อันเป็นผลมาจากการผ่อนปรนข้อกำหนดการเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคึกคัก

จากผลสำรวจของ Bloomberg คาดว่าค่าเงินบาทจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 32.6 ต่อดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 2% จากระดับปัจจุบัน

ขณะที่เงินเปโซของฟิลิปปินส์และริงกิตมาเลเซียคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1% และ 0.5% ตามลำดับ ในทางกลับกันคาดว่ารูเปียห์ของอินโดนีเซียจะลดลง 0.6% จากระดับปัจจุบัน

Divya Devesh หัวหน้าฝ่ายวิจัยการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศประจำภูมิภาคอาเซียนและเอเชียใต้ของ Standard Chartered เชื่อว่าการเปิดประเทศจะสร้างผลกระทบเชิงบวกในตลาดในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทฟื้นตัว หลังจากที่ร่วงลงงสู่จุดต่ำสุดของการจัดอันดับสกุลเงินของเอเชีย โดยขาดทุนเกือบ 11% ในปีนี้

เช่นเดียวกับ Irene Cheung นักยุทธศาสตร์อาวุโสจาก Australia & New Zealand Banking Group ซึ่งมองว่าการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศจะเป็นกุญแจสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

อย่างไรก็ตาม Yanxi Tan นักยุทธศาสตร์การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศจาก Malayan Banking Bhd มองว่ารายรับจากการท่องเที่ยวอาจฟื้นตัวช้าในระยะแรก และคาดว่าเงินบาทจะแข็งค่าอย่างชัดเจนมากขึ้นหลังผ่านไปแล้ว 2 ถึง 3 ไตรมาส แต่เชื่อว่าสิ้นปีนี้เงินบาทอาจแตะระดับ 33 ต่อดอลลาร์

โดยภายหลังจากที่ไทยประกาศว่าจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับโควิด-19 และเตรียมเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยโดยทางอากาศได้โดยไม่ต้องกักตัว เมื่อแสดงผลตรวจเชื้อเป็นลบ

บรรดาสำนักข่าวและเว็บไซต์ต่างประเทศก็ได้นำเสนอข่าวดังกล่าวกันเป็นจำนวนมาก ท่ามกลางความคิดเห็นต่างๆ นานาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงแฟนแพจเฟซบุ๊กของ BBC News

โดยชาวต่างชาติส่วนหนึ่งยังคงมีความกังวลที่จะท่องเที่ยวในขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยยังคงน่าเป็นห่วง หรืออาจมีโอกาสที่จะมีผู้ติดเชื้อจากต่างชาติเล็ดลอดเข้ามาในประเทศไทยได้

ขณะที่บางคนมองว่าโควิด-19 ได้ทำให้วิถีชีวิตของทุกคนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และไม่คิดว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่จากสิ่งนี้

อย่างไรก็ตาม ชาวต่างชาติจำนวนมากมองว่าการที่ไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวนั้นเป็นข่าวดี และพวกเขาก็หวังว่าจะได้มาเที่ยวที่ประเทศไทยเร็วๆ นี้