โฮป คุก หญิงอเมริกันราชินีองค์สุดท้ายของสิกขิม  #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664005

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 19:15 น.โฮป คุก หญิงอเมริกันราชินีองค์สุดท้ายของสิกขิม เปิดเส้นทางชีวิตของหญิงสาวสามัญชนชาวอเมริกันที่ได้พบรักกับเจ้าชายจนได้ครองรักกันและเธอก้าวขึ้นเป็นราชินีองค์สุดท้ายของสิกขิม 

พรมลิขิตทำให้หญิงสาวจากนิวยอร์กได้พบเจ้าชายของรัฐสิกขิมและเปลี่ยนชีวิตสาวสามัญชนให้เป็นราชินี และก็คงเป็นโชคชะตาอีกเช่นกันที่ทำให้เธอกลายเป็นราชินีองค์สุดท้ายของดินแดนเล็กๆ กลางหุบเขาหิมาลัยที่บัดนี้กลายเป็นรัฐหนึ่งของอินเดียไปแล้ว

โฮป คุก (Hope Cooke) คือราชินีคู่บุญของกษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล (Palden Thondup Namgyal) กษัตริย์องค์ที่ 12 และองค์สุดท้ายแห่งสิกขิมซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐภายใต้การอารักขาของอินเดีย

คุกเป็นสาวสังคมจากนิวยอร์กซิตีของสหรัฐ กำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก จอหน์ เจ. คุก พ่อของเธอจากไปไม่นานหลังจากเธอเกิด ส่วน โฮป นอยส์ ผู้เป็นแม่ซึ่งเป็นนักบินสมัครเล่นเสียชีวิตในปี 1942 ขณะประสบอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ซึ่งขณะนั้นคุกอายุเพียง 2 ขวบ

หลังจากแม่เสียชีวิตคุกและพี่สาวต่างมารดาย้ายมาอยู่ที่อพาร์ทเม้นต์ในนิวยอร์กซิตีที่คุณตาและคุณยายซื้อให้โดยมีพี่เลี้ยงคอยดูแล และมีอพาร์ทเม้นต์ของคุณตาคุณยายอยู่ใกล้ๆ

ทว่าเมื่อคุกอายุ 12 ปีเธอก็เสียคุณตาไปอย่างไม่มีวันกลับ และ 3 ปีหลังจากนั้นคุณยายก็จากไปอีกคน คราวนี้สองพี่น้องต้องไปอยู่กับลุงซึ่งเป็นอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอิหร่านและเปรูและป้าซึ่งเป็นญาติฝั่งแม่ โดยคุกจบมัธยมปลายจากโรงเรียนในอิหร่าน

ภาพ: http://www.nationaalarchief.nl กษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล และราชินีคุก

ปี 1959 คือปีที่เปลี่ยนโชคชะตาชีวิตของคุก หญิงสาวนักศึกษาปี 1 ในวัย 19 ปีจากภาควิชาเอเชียศึกษาของวิทยาลัยซาราลอว์เรนซ์ของสหรัฐ ตัดสินใจเดินทางไปเที่ยวอินเดียในช่วงซัมเมอร์และไปเรียนคอร์สพิมพ์ดีดที่เมืองดาร์จีลิง

การเดินทางครั้งนี้ทำให้เธอได้พบกับ ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล มกุฎราชกุมารแห่งสิกขิม ที่ล็อบบี้ของโรงแรมวินดาเมียร์ในเมืองดาร์จีลิ่ง ซึ่งขณะนั้นมกุฎราชกุมารแห่งสิกขิมมีพระชนมายุ 36 พรรษา และผ่านการเสกสมรสมาแล้ว 1 ครั้งโดยมีพระโอรส 2 องค์ และพระธิดา 1 องค์

ทั้งคู่มีวัยเด็กที่เหมือนกันคือค่อนข้างโดดเดี่ยวจึงเริ่มเข้าใจกันและพัฒนาความสัมพันธ์นับจากนั้น คุกเผยกับสื่อภายหลังว่า “ฉันตกหลุมรักตาแสนเศร้าของเขา ครั้งที่สองที่เราพบกัน เขาขอฉันแต่งงาน แล้วฉันก็ตอบว่า ‘แต่ง แต่ง แต่ง’”

ทั้งคู่หมั้นหมายกัน 2 ปีหลังจากนั้นคือในปี 1961 แต่เนื่องจากโหราจารย์ทั้งในสิกขิมและอินเดียเตือนว่าปี 1962 ไม่เป็นมงคลสำหรับการเข้าพิธีเสกสมรส จึงต้องเลื่อนมาจัดในเดือน มี.ค. 1963

การเสกสมรสระหว่างเจ้าชายแห่งสิกขิมและสาวสังคมไฮโซชาวอเมริกันได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนมากมาย ทั้งยังมีแขกคนสำคัญเข้าร่วม อาทิ สมาชิกราชวงศ์อินเดีย นายพลสิกขิมและอินเดีย และจอห์น เคนเนธ กัลเบรธ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำอินเดีย

คุกต้องสละสัญชาติอเมริกันตามกฎของสิกขิมและยังเป็นการแสดงให้ชาวสิกขิมเห็นว่าเธอไม่ใช่มือไม้ของอเมริกันในหุบเขาหิมาลัย ถึงอย่างนั้นก็ยังมีข้อครหาว่าเธออาจเป็นเจ้าหน้าที่ CIA ของสหรัฐ

สำหรับคนทั่วไปการแต่งงานของคุกไม่ต่างจากเทพนิยาย ทว่า ซังมู เทนดัพ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสิกขิมอธิบายว่า ในสายตาของผู้สังเกตการณ์นานาชาติ การแต่งงานของทั้งคู่ถูกมองเป็นเรื่องการเมือง เนื่องจากขณะนั้นจีนยึดทิเบตไปแล้ว และในอดีตทิเบตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสิกขิม มันดูเหมือนสหรัฐจับมือกับสิกขิม และอินเดียอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ส่วนจีนและรัสเซียอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

มกุฎราชกุมารปาลเดน ทอนดัป นัมเกล ขึ้นเป็นผู้ปกครองสิกขิมเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 1963 หลังจากพระบิดาสวรรคต และเข้าพิธีราชาภิเษกเป็นกษัตริย์องค์ที่ 12 ของสิกขิมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 เม.ย. 1965 ส่วนคุกได้รับการสถาปนาเป็นกยัมโม (ราชินี) แห่งสิกขิม

ต่อมาชีวิตคู่ของทั้งคู่เริ่มระหองระแหง โดยกษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล ทรงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหญิงชาวเบลเยียมที่แต่งงานแล้ว ส่วนราชินีก็มีความสัมพันธ์กับสหายชาวอเมริกันระหว่างที่เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด

ขณะที่การเมืองระหว่างประเทศของสิกขิมก็ตึงเครียดเช่นกัน สิกขิมเริ่มถูกนานาประเทศกดดันให้ยกเลิกระบอบกษัตริย์ ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 อินเดียเริ่มล็อบบี้ให้สิกขิมเข้าเป็นส่วนมาเป็นรัฐอีกรัฐหนึ่งของอินเดีย นอกจากนี้ยังมีการรวมตัวประท้วงที่พระราชวังเรียกร้องให้ยกเลิกระบอบกษัตริย์

กษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล เริ่มถูกพรรคแห่งชาติสิกขิมที่โปรอินเดียและต้องการไปรวมกับอินเดียกดดันอย่างหนัก จากนั้นนายกรัฐมนตรี อินทิรา คานธี ของอินเดียส่งทหารเข้ามาล้อมพระราชวังและปลดกษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกลในวันที่ 10 เม.ย. 1975 และในวันที่ 16 พ.ค.ปีเดียวกันสิกขิมถูกผนวกกลายเป็นรัฐที่ 22 ของอินเดีย

กษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกลผู้สูญเสียราชบัลลังก์ถูกกักขังไว้ในบ้านโดยไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ขณะที่คุก ราชินีองค์สุดท้ายของสิกขิมเดินทางกลับเมืองแมนฮัตตันของสหรัฐพร้อมกับลูกชาย 1 คน ลูกสาว 1 คน และลูกเลี้ยงอีก 1 คน ต่อมาปี 1978 อดีตกษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกลและคุกแยกกันอยู่อย่างเป็นทางการ และอีก 2 ปีหลังจากนั้นก็หย่าขาดจากกัน

ส่วนอดีตกษัตริย์หลังจากถูกเนรเทศออกจากสิกขิมได้เสด็จสวรรคตที่นิวยอร์กในปี 1982 ด้วยโรคมะเร็ง

หลังกลับบ้านเกิดนักการเมืองสหรัฐบางคนพยายามช่วยให้คุกได้รับสัญชาติอเมริกันคืน แต่วุฒิสมาชิกหลายคนคัดค้านร่างกฎหมายจนต้องเปลี่ยนเป็นการขอสถานะผู้มีถิ่นพำนักถาวรในสหรัฐ หรือกรีนการ์ดแทน โดยประธานาธิบดี เจอรัลด์ ฟอร์ด ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายในปี 1976

ในการเลี้ยงดูบุตรนั้นโฮปได้รับเงินค่าเลี้ยงดูจากอดีตกษัตริย์ปาลเดน ทอนดัป นัมเกล และเธอได้รับมรดกจากปู่ย่าของเธอเองด้วย จึงทำให้ไม่ลำบากเท่าไร เธอผันตัวมาเป็นนักเขียน อาทิ คอลัมน์รายสัปดาห์ชื่อ Undiscovered Manhattan  ในหนังสือพิมพ์ Daily News รวมทั้งเขียนหนังสืออีกหลายเล่ม รวมทั้ง Time Change: An Autobiography อัตชีวประวัติของเธอเองในฐานะราชินีสิกขิม

ภาพ:United States Library of Congress’s Prints and Photographs division

เกาหลีเหนือปฏิเสธยุติสงครามเกาหลีใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/664000

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 18:30 น.เกาหลีเหนือปฏิเสธยุติสงครามเกาหลีใต้เกาหลีเหนือพร้อมเจรจาแต่ยังไม่รับข้อเสนอยุติสงครามเกาหลีใต้ หากยังมีแนวทางสองมาตรฐานและนโยบายที่เป็นศัตรู

สำนักข่าวรอยเตอร์สอ้างรายงานจากสำนักข่าวเอซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือ ระบุว่า นายรี แท ซอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีเหนือออกมาตอบโต้หลังจากที่ประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ของเกาหลีใต้เรียกร้องให้ยุติสงครามระหว่างทั้งสองอย่างเป็นทางการ เพื่อเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

โดยนายรี แท ซอง กล่าวว่า การประกาศยุติสงครามไม่ได้ช่วยรักษาเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี แต่เป็นการกลบเกลื่อนนโยบายที่ไม่เป็นมิตรของสหรัฐเท่านั้น

พร้อมเน้นย้ำว่าหากสถานการณ์ทางการเมืองรอบๆ เกาหลีเหนือ ตลอดจนนโยบายที่ไม่เป็นมิตรของสหรัฐยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ต่อให้ประกาศยุติสงครามกี่ครั้งก็ไม่ได้ช่วยอะไร

รีชี้ให้เห็นว่าความช่วยเหลือทางทหารที่สหรัฐมอบให้เกาหลีใต้ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังทหาร ตลอดจนการฝึกซ้อมของหทารสหรัฐในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการที่สหรัฐคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ แสดงถึงนโยบายที่เป็นศัตรูต่อเกาหลีเหนือ

ดังนั้น การเลิกใช้แนวทางสองมาตรฐานและนโยบายที่ไม่เป็นมิตรของสหรัฐเป็นทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและเสถียรภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

ขณะที่คิม โย จอง น้องสาวของคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือกล่าวว่าความต้องการที่จะยุติสงครามนั้นน่าสนใจ แต่ตราบใดที่ยังมีแนวทางสองมาตรฐานและนโยบายที่เป็นปรปักษ์ก็ไม่มีเหตุผลที่จะประกาศยุติสงคราม

ภาพ: การทดสอบอาวุธของเกาหลีเหนือเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2019 โดย STR / KCNA VIA KNS / AFP

เวียดนามเลื่อน ‘ฟูโกว๊กแซนด์บ็อกซ์’ ฉีดวัคซีนไม่ถึงเกณฑ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663995

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 17:15 น.เวียดนามเลื่อน 'ฟูโกว๊กแซนด์บ็อกซ์' ฉีดวัคซีนไม่ถึงเกณฑ์เวียดนามเลื่อนแผนเปิดเกาะฟูโกว๊กหลังอัตราฉีดวัคซีนต่ำเกินไป รัฐทุ่มกว่า 100 ล้านเหรียญสั่งไฟเซอร์อีก 20 ล้านโดส

รอยเตอร์สรายงานว่าเวียดนามเลื่อนแผนเปิดเกาะฟูโกว๊กสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปจนถึงเดือนพ.ย. หลังจากที่วางแผนว่าจะเปิดเกาะดังกล่าวต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบแล้วในเดือนหน้า เพื่อฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยมีประชากรได้รับวัคซีนครบโดสแล้วเพียง 7.3% จากทั้งหมด 98 ล้านคน ขณะที่จังหวัดเกียงซางซึ่งเป็นที่ตั้งของเกาะฟูโกว๊ก ฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนไปเพียง 2.9%

ท่ามกลางผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศที่ยังคงแตะหลักหมื่นรายต่อวันอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ประจำเกาะฟูโกว๊กกล่าวว่าต้องดำเนินการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนในพื้นที่อีกถึง 250,000 ถึง 300,000 โดสเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังเวียดนามลดลงอย่างมาก จาก 18 ล้านคนในปี 2019 ซึ่งสามารถสร้างรายได้มากถึง 31,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 12% ของจีดีพี มาอยู่ที่เพียง 3.8 ล้านคนในปี 2020

ขณะที่มีรายงานว่ารัฐบาลเวียดนามใช้งบประมาณ 113 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสั่งซื้อวัคซีนโควิด-19 จากไฟเซอร์ (Pfizer) เพิ่มอีก 20 ล้านโดส

นอกจากเวียดนามแล้วยังมีอินโดนีเซียซึ่งได้เปิดเกาลังกาวีเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวในประเทศที่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ตลอดจนวางแผนนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในบางพื้นที่รวมถึงเกาะบาหลีภายในเดือนตุลาคม

โดยยับ ลิบ เส็ง (Yap Lip Seng) ประธานสมาคมผู้ประกอบการโรงแรมแห่งมาเลเซียกล่าวว่าได้เรียนรู้จากโครงการอื่นๆ ที่ทำในลักษณะเดียวกันรวมถึง “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” ของไทยด้วย

Photo by REUTERS/James Pearson/File Photo

ตอลิบานเผยการประหาร-ตัดมือเท้าจะกลับมาอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663991

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.ตอลิบานเผยการประหาร-ตัดมือเท้าจะกลับมาอีกครั้งสมาชิกระดับสูงของกลุ่มตอลิบานเผยว่าบทลงโทษด้วยการประหารชีวิต และการตัดมือ ตัดเท้า จะกลับมาอีกครั้ง

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า มุลเลาะห์ นูรุดดิน ตูราบี (Mullah Nooruddin Turabi) สมาชิกระดับสูงและหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่มตอลิบานกล่าวว่าบทลงโทษด้วยการประหารชีวิต และการตัดมือ ตัดเท้า จะถูกนำกลับมาใช้ในอัฟกานิสถานอีกครั้ง

พร้อมกล่าวถึงการใช้บทลงโทษดังกล่าวเมื่อครั้งที่กลุ่มตอลิบานยึดครองอัฟกานิสถานครั้งก่อน ซึ่งการประหารชีวิตเกิดขึ้นในที่สาธารณะต่อหน้าฝูงชนจำนวนมาก ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก

โดยตูราบีกล่าวว่าประเทศอื่นๆ ไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายการกิจการภายในของอัฟกานิสถานภายใต้การปกครองของตอลิบาน ในขณะที่นานาประเทศวิพากษ์วิจารณ์การลงโทษในครั้งนั้น กลุ่มตอลิบานไม่เคยก้าวก่ายถึงกฎหมายและบทลงโทษของต่างประเทศเลย

“อย่ามาบอกเราว่ากฎหมายของเราควรเป็นอย่างไร เราจะปฏิบัติตามหลักศาสนาอิสลาม และบัญญัติกฎหมายให้สอดคล้องกับคัมภีร์อัลกุรอาน” ตูราบีกล่าว

แม้ว่ากลุ่มตอลิบานจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี อย่างการใช้โทรศัพท์มือถือ และการบันทึกวิดีโอ แต่ความเห็นของตูราบีชี้ให้เห็นว่าพวกเขายังคงยึดมั่นในแนวคิดอนุรักษ์นิยมอย่างลึกซึ้ง

ตูราบีเสริมว่าการปกครองของตอลิบานในครั้งนี้ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ตัดสินคดี โดยเปิดทางให้ผู้พิพากษาหญิงสามารถร่วมทำงานด้วย แต่รากฐานของกฎหมายในอัฟกานิสถานคืออัลกุรอาน ซึ่งบทลงโทษแบบเดิมอย่างการประหารชีวิต หรือตัดมือ ตัดเท้า จะกลับมาอีกครั้ง แต่จะทบทวนอีกครั้งว่าจะทำการลงโทษในที่สาธารณะหรือไม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบทลงโทษเหล่านี้จะสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวอัฟกานิสถาน และถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษนชน แต่ในขณะเดียวกันประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่าบทลงโทษที่เข้มงวดช่วยลดการก่ออาชญากรรมได้

Photo by WAKIL KOHSAR / AFP

ทั่วโลกไม่พอใจกฎใหม่อังกฤษรับรองเฉพาะวัคซีนที่ฉีดจากประเทศใหญ่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663988

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 14:45 น.ทั่วโลกไม่พอใจกฎใหม่อังกฤษรับรองเฉพาะวัคซีนที่ฉีดจากประเทศใหญ่กฎการเดินทางใหม่ของอังกฤษที่รับรองเฉพาะการฉีดวัคซีนจากสหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และอียู สร้างความไม่พอใจไปทั่วโลก

กฎการเดินทางในยุค Covid-19 ฉบับใหม่ของอังกฤษและการปฏิเสธการรับรองวัคซีนที่ฉีดจากประเทศแถบละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชียใต้ และอีกหลายประเทศทั่วโลก สร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้าง โดยหลายคนมองว่าเป็นนโยบายที่เลือกปฏิบัติและไร้เหตุผล

ภายใต้กฎการเดินทางใหม่ที่ทางการอังกฤษประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca, Pfizer-BioNTech, Moderna หรือ Johnson&Johnson ในประเทศสหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ หรือประเทศในสหภาพยุโรป (EU) เท่านั้นที่ถือว่า “ได้รับวัคซีนครบแล้ว” และได้รับการยกเว้นไม่ต้องกักตัวเป็นเวลา 10 เมื่อเดินทางเข้าอังกฤษจากประเทศที่อยู่ในกลุ่มสีเหลือง

แต่ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้วในแอฟริกา ละตินอเมริกา เอเชียใต้ หรือประเทศอื่นๆ รวมทั้งอินเดียจะถือว่า “ได้รับวัคซีนยังไม่ครบ” และต้องกักตัว 10 วันเมื่อเดินทางจากประเทศในกลุ่มสีเหลืองมาถึงอังกฤษ

นอกจากนี้ ในยุโรปยังเกิดความไม่พอใจที่อังกฤษไม่ยอมรับว่าผู้ที่เคยป่วย Covid-19 และได้รับวัคซีนแล้ว 1 โดส เป็นผู้ที่ “ได้รับวัคซีนครบแล้ว” และยังต้องกักตัว 10 วัน ขณะที่หลายประเทศในสหภาพยุโรปถือว่าคนกลุ่มนี้ได้รับวัคซีนครบแล้วและสามารถเดินทางท่องเที่ยวในสหภาพยุโรปโดยไม่มีข้อจำกัดเพียงแค่ต้องแสดงใบรับรองการฉีดวัคซีน

ขณะนี้ทางการอังกฤษกำหนดให้ผู้ที่หายป่วยจาก Covid-19 และมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนที่ต้องใช้ 2 โดส อาทิ Pfizer-BioNTech หรือ Moderna ให้ครบทั้งสองโดสก่อน

กฎดังกล่าวสร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้างโดยหลายคนมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ อาทิ นักการทูตละตินอเมริการายหนึ่งเผยว่า “วัคซีน Pfizer หรือ Moderna ที่ฉีดในละตินอเมริกาจะไม่เพียงพอให้ใครสักคนเดินทางเข้าอังกฤษได้ยังไง มันยากที่จะยอมรับ อธิบายไม่ได้ว่าเพราะอะไร รู้อย่างเดียวว่ามันไม่แฟร์สุดๆ”

นักการทูตจากแอฟริกาตะวันตกเผยว่า “ทั่วโลกกำลังปวดหัวกับการลังเลในการฉีดวัคซีน มันมีแต่ข่าวปลอม เมื่อคุณบอกว่า ‘เราจะไม่ยอมรับวัคซีนจากแอฟริกา’ คุณยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้ข่าวพวกนี้ ทำแบบนี้มีแต่จะทำให้การระบาดยืดเยื้อไปอีก”

อิเฟียนนี เอ็นซอฟอร์ แพทย์และซีอีโอบริษัทที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขจากไนจีเรียเผยว่า “อังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนด้านเงินทุนรายใหญ่ให้ COVAX แล้วตอนนี้อังกฤษกำลังบอกว่าวัคซีนตัวเดียวกับที่ COVAX ส่งให้จะไม่ได้รับการยอมรับ มันน่าเศร้า มันคือการเลือกปฏิบัติ”

เมื่อถูกขอให้อธิบายว่าเหตุใดวัคซีนที่ฉีดในบางประเทศได้รับการยอมรับ แต่ในบางประเทศไม่ได้รับการยอมรับ โฆษกรัฐบาลอังกฤษระบุว่า “ความสำคัญสูงสุดของเราคือการปกป้องสุขภาพของประชาชน และเปิดการเดินทางอีกครั้งอย่างปลอดภัยและยั่งยืน จึงทำให้การรับรองวัคซีนจากทุกประเทศต้องเป็นไปตามเกณฑ์ขั้นต่ำโดยคำนึงถึงสาธารณสุขและการพิจารณในวงกว้าง”

ในเวลาต่อมา ทางการอังกฤษได้ให้คำมั่นที่จะทำงานร่วมกับบางประเทศเพื่อรับรองวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อบรรเทาความไม่พอใจของนานาประเทศ

Photo by SIMON DAWSON / POOL / AFP

Evergrande ยังเงียบ ครบกำหนดจ่ายดอกเบี้ย 83 ล้านเหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663973

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 13:30 น.Evergrande ยังเงียบ ครบกำหนดจ่ายดอกเบี้ย 83 ล้านเหรียญบริษัท Evergrande ยังไม่เคลื่อนไหวใดๆ หลังครบกำหนดจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ 83 ล้านเหรียญสหรัฐ

นักลงทุนกำลังจับตาเมื่อบริษัท Evergrande ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตหนี้สินมูลค่ามากกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ยังไม่ได้ยื่นเอกสารหรือออกประกาศใดๆ เกี่ยวกับการชำระดอกเบี้ยมูลค่า 83 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ซึ่งจะครบกำหนดไถถอนในปีหน้า ซึ่งมีกำหนดชำระดอกเบี้ยเมื่อวานนี้ (24 ก.ย.)

อย่างไรก็ตาม Evergrande มีระยะเวลาผ่อนผัน 30 วันในการชำระดอกเบี้ยดังกล่าว ก่อนที่จะถือว่าบริษัทผิดนัดชำระหนี้

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมา Evergrande มีกำหนดชำระดอกเบี้ยกว่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับหุ้นกู้สกุลเงินหยวนที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2025 และดอกเบี้ยหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์อีกก้อนหนึ่งมูลค่า 47.5 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะครบกำหนดชำระในสัปดาห์หน้า

ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของจีนออกคำสั่งให้ Evergrande ใช้มาตรการเพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้

เจนนิเฟอร์ เจมส์ หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดจาก Janus Henderson Investors กล่าวว่าสถานการณ์ขณะนี้ส่งผลให้บรรดานักลงทุนคาดการณ์ว่าพันธบัตรของ Evergrande มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวน้อยมาก

โดยชี้ว่าทางออกที่สามารถเป็นไปได้มากที่สุดในตอนนี้คือ Evergrande ต้องทำข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบในวงกว้างและกระทบต่อตลาดการเงินอื่นๆ

ขณะที่หลายฝ่ายกำลังรอคอยให้รัฐบาลจีนเข้ามาแทรกแซงหรือดำเนินการบางอย่างเพื่อเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความกังวลว่าวิกฤต Evergrande จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจีนหรือทั่วโลกหากบริษัทผิดนัดชำระหนี้

Photo by Noel Celis / AFP

อีกหนึ่งความหวัง! Novavax ยื่นขออนามัยโลกอนุมัติวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663961

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.อีกหนึ่งความหวัง! Novavax ยื่นขออนามัยโลกอนุมัติวัคซีนบริษัท Novavax ยื่นเรื่องต่อองค์การอนามัยโลก ขออนุมัติวัคซีนโควิด-19 ในกรณีฉุกเฉิน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าบริษัท Novavax ผู้ผลิตด้านชีวเภสัชภัณฑ์จากสหรัฐและสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียร่วมยื่นเอกสารต่อองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อขออนุมัติใช้งานวัคซีนโควิด-19 “NVX-CoV2373” เป็นกรณีฉุกเฉิน

บริษัท Novavax เผยผ่านทวิตเตอร์ว่าการขออนุมัติจากองค์การอนามัยโลกเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการกระจายวัคซีนไปทั่วโลกเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19

นอกจากนี้บริษัทผู้ผลิตได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนวัคซีนในอย่างน้อย 3 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ด้วยความต้องการที่จะให้ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศยากจนได้มีโอกาสเข้าถึงวัคซีน

หากได้รับการอนุมัติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้ววัคซีนดังกล่าวจะสามารถแจกจ่ายผ่านโครงการ COVAX เพื่อช่วยเหลือประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้น้อยในการเข้าถึงวัคซีนด้วย

ทั้งนี้ วัคซีน NVX-CoV2373 หรือที่เรียกกันว่า Novavax ตามชื่อบริษัทผู้ผลิต เป็นวัคซีนที่ผลิตโดยใช้โปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein subunit vaccine)

โดยจากการทดลองระยะสุดท้ายพบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 ในภาพรวม 90.4% และยังมีการศึกษาที่เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโควิด-19 สายพันธฺุ์ต่างๆ รวมถึงเดลตาด้วย

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

จีนส่งฝูงบินรบชุดใหญ่ข่มขวัญ ไม่ปลื้มไต้หวันสมัคร CPTPP #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663955

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.จีนส่งฝูงบินรบชุดใหญ่ข่มขวัญ ไม่ปลื้มไต้หวันสมัคร CPTPPกองทัพจีนส่งเครื่องบินรบชุดใหญ่ขู่ไต้หวันหลังสมัครเข้าร่วม CPTPP ตามรอยจีน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 ก.ย. กระทรวงกลาโหมไต้หวันแถลงพบฝูงบินรบของกองทัพจีนรวม 24 ลำ รวมถึงเครื่องบินทิ้งระเบิดที่สามารถบรรทุกระเบิดนิวเคลียร์ 2 ลำ ในเขตป้องกันภัยทางอากาศของไต้หวัน ซึ่งนับเป็นการข่มขู่ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสัปดาห์

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่นานหลังจากที่ไต้หวันเผยว่าได้ยื่นเอกสารเพื่อขอสมัครเป็นสมาชิกข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก หรือ CPTPP ตามรอยจีนเพียง 1 สัปดาห์

จอห์น เติ้ง หัวหน้าผู้แทนเจรจาการค้าของไต้หวันคาดว่าหากจีนได้เข้าร่วมข้อตกลงดังกล่าว อาจทำให้โอกาสในการเข้าร่วมของไต้หวันลดลงไป เนื่องจากจีนมักขัดขวางความพยายามของไต้หวันบนเวทีนานาชาติ

พร้อมเสริมว่าการสมัครเข้าร่วม CPTPP ของไต้หวันเกิดจากการพิจารณาถึงข้อดีทางเศรษฐกิจของตนเอง และยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับจีน

ขณะที่จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวว่าจนคัดค้านอย่างหนักแน่นในการที่ประเทศใดจะมีการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการกับไต้หวัน รวมถึงคัดค้านการที่ไต้หวันเข้าร่วมสนธิสัญญาหรือองค์กรที่เป็นทางการด้วย

ภาพ: เครื่องบินทิ้งระเบิด H-6 ของกองทัพอากาศจีน บินคู่กับ F-16 ของไต้หวันเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 2020 โดย Taiwan Ministry of National Defense/Handout via REUTERS

ซีอีโอ Moderna เชื่อโควิดจบใน 1 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663953

วันที่ 24 ก.ย. 2564 เวลา 10:50 น.ซีอีโอ Moderna เชื่อโควิดจบใน 1 ปีซีอีโอ Moderna เชื่อว่า Covid-19 อาจจบใน 1 ปีเมื่อมีวัคซีนเพียงพอต่อความต้องการทั่วโลก

สเตฟาน บ็องเซล (Stéphane Bancel) ซีอีโอของ Moderna เผยกับหนังสือพิมพ์ Neue Zuercher Zeitung ของสวิตเซอร์แลนด์ว่า เขาคิดว่าการระบาดของ Covid-19 จะยุติลงภายในเวลา 1 ปี เมื่อมีการเพิ่มการผลิตวัคซีนจนเพียงพอต่อความต้องการทั่วโลก

“ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีการขยายกำลังการผลิตวัคซีนเป็นวงกว้าง วัคซีนน่าจะเพียงพอต่อความต้องการในช่วงกลางปีหน้าซึ่งทุกคนบนโลกนี้จะได้รับวัคซีน และการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ควรเป็นไปตามขอบเขตที่จำเป็น และต่อไปวัคซีนอาจใช้กับเด็กทารกได้ด้วย” บ็องเซลกล่าว

ซีอีโอของ Moderna กล่าวอีกว่า คนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองตามธรรมชาติ เพราะเชื้อสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายได้ง่าย ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ไม่ต่างจากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ที่กลายเป็นโรคประจำถิ่น คุณสามารถเลือกได้ว่าจะฉีดวัคซีนและมีความสุขในฤดูหนาวนี้ หรือไม่ฉีดและต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะติดเชื้อหรืออาจต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล

เมื่อถูกถามว่านั่นหมายความว่าเราจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าหรือไม่ บ็องเซลตอบว่า “ณ วันนี้ ผมคิดว่าภายใน 1 ปี”

บ็องเซลยังเผยอีกว่า รัฐบาลควรอนุมัติให้ฉีดวัคซีนเข็ม 3 กับประชาชนที่ฉีดวัคซีนแล้ว เพราะคนที่ฉีดวัคซีนไปตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วจำเป็นต้องได้รับวัคซีนกระตุ้นภูมิอีกครั้ง

วัคซีนเข็มกระตุ้นอาจใช้ในปริมาณครึ่งหนึ่งของวัคซีนเดิมซึ่งจะทำให้มีวัคซีนเพิ่มขึ้น ดังนั้นแทนที่จะมีวัคซีน 2,000 ล้านโดสในปีหน้าก็จะมีวัคซีนถึง 3,000 ล้านโดสทั่วโลก โดนส่วนผสมของวัคซีนเข็มกระตุ้นของ Moderna จะยังเป็นสูตรเดิม เนื่องจากทางบริษัทไม่มีเวลาเพียงพอในการเปลี่ยนสูตรใหม่  

ขณะนี้ Moderna กำลังอยู่ระหว่างทดลองทางคลินิกวัคซีนที่ปรับให้เหมาะสมกับสายพันธุ์เดลตาซึ่งจะนำมาใช้เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับปี 2022 และยังทดลองสายพันธุ์เดลตาบวกกับเบตาซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ใหม่

บ็องเซลทิ้งท้ายว่า Moderna สามารถใช้สายการผลิตเดิมที่มีอยู่สำหรับสายพันธุ์กลายพันธุ์ใหม่เช่นเดียวกับที่ใช้กับวัคซีน Covid-19 ดั้งเดิม และจะไม่ขึ้นราคาวัคซีน

สปายจีนผู้ปลอมเป็นหญิงเพื่อล้วงความลับฝรั่งเศส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/663921

วันที่ 23 ก.ย. 2564 เวลา 19:15 น.สปายจีนผู้ปลอมเป็นหญิงเพื่อล้วงความลับฝรั่งเศสนางงิ้วคนนี้หลอกสามีชาวฝรั่งเศสจนเชื่อสนิทใจว่าเธอเป็นผู้หญิงมาตลอด 20 ปี

เรื่องราวของสือเพ่ยผู (Shi Pei Pu) เคยโด่งดังมากในฝรั่งเศสเมื่อมีการเปิดเผยความจริงที่เขาหลอกทุกคนมาตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ

ย้อนกลับไปในปี 1964 แบร์นาร์ด บูร์สิโคต์ (Bernard Boursicot) หนุ่มฝรั่งเศสวัย 20 ปีนักบัญชีที่ถูกส่งไปประจำอยู่ที่สถานทูตฝรั่งเศสในกรุงปักกิ่ง ทำให้เขาได้พบกับสือเพ่ยผู นางเอกงิ้ววัย 26 ปี ชายหนุ่มที่มีใบหน้าสะสวย และรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นราวอิสตรี

สือเพ่ยผู เรียนจบด้านวรรณกรรมและมีความสามารถด้านภาษา จึงได้ทำงานเป็นครูสอนภาษาจีนให้กับครอบครัวของนักการทูต และได้มีโอกาสไปงานเลี้ยงของสถานทูต ซึ่งทำให้ทั้งคู่ได้พบกันจนพัฒนาความสัมพันธ์มาเป็นคนรักในที่สุด โดยที่บูร์สิโคต์ไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วสือเพ่ยผูไม่ใช่ผู้หญิง

สือเพ่ยผูบอกกับบูร์สิโคต์ว่า ที่ตนต้องแต่งกายเป็นชายเพื่อสนองความปรารถนาของพ่อที่อยากจะมีลูกชาย และหลอกให้บูร์สิโคต์เชื่ออย่างสนิทใจว่าตนเป็นผู้หญิงโดยกำเนิด

ADVERTISEMENT

ไม่เพียงเท่านั้น ตลอดระยะเวลาที่คบหากันทั้งคู่แอบร่วมรักกันเมื่อมีโอกาส โดยที่บูร์สิโคต์ไม่ได้เอะใจเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกครั้งเรื่องราวจะเกิดขึ้นในความมืด ประกอบกับเทคนิคการ “แต๊บ” ที่สือเพ่ยผูให้การในภายหลังว่าเขาหนีบซ่อนอวัยวะเพศเอาไว้ที่หว่างขา

เมื่อทางการจีนรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ จึงถือโอกาสนี้บังคับให้บูร์สิโคต์แอบส่งเอกสารลับจากสถานทูตฝรั่งเศสให้ทางการจีน ประกอบกับเป็นช่วงที่เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรมในจีนพอดี บูร์สิโคต์จึงยอมทำเพราะเกรงว่าหากไม่ทำตามอาจทำให้สือเพ่ยผู คู่รักซึ่งเป็นนางเอกงิ้วต้องเดือดร้อน

หลังจากที่ทั้งคู่คบหากันได้ราว 2 ปี บูร์สิโคต์ถูกส่งไปประจำการที่อูลาน บาตอร์ ในมองโกเลีย แต่เขาก็ยังแอบส่งเอกสารให้กับทางการจีนอย่างต่อเนื่อง

รวมแล้วบูร์สิโคต์ลักลอบส่งเอกสารลับให้ทางการจีนร่วม 10 ปี รวมเอกสารทั้งสิ้นกว่า 500 ฉบับ

ในช่วงที่บูร์สิโคต์ย้ายไปประจำการที่มองโกเลีย เขาแวะเวียนมาหาสือเพ่ยผูเป็นครั้งคราวและแน่นอนว่าทั้งคู่ยังได้มีโอกาสร่วมรักกันเหมือนเช่นเคย

วันหนึ่ง บูร์สิโคต์ได้พบกับสือเพ่ยผูที่มาพร้อมกับเด็กชายวัย 4 ขวบ ซึ่งสือเพ่ยผูบอกกับบูร์สิโคต์ว่า “นี่คือ ตู้ตู้ ลูกชายของพวกเขา”

เวลาผ่านไปจนกระทั่งปี 1982 สือเพ่ยผู บูร์สิโคต์ พร้อมตู้ตู้ ลูกชายวัย 16 ปีย้ายมาอยู่ด้วยกันที่กรุงปารีส เรื่องราวเกือบจะจบลงอย่างแฮปปี้เอนดิง ทว่า ปีต่อมาสือเพ่ยผูและบูร์สิโคต์ถูกทางการฝรั่งเศสจับกุมเพราะต้องสงสัยว่าเป็นสปาย ที่แอบจารกรรมข้อมูลให้กับจีน โดยทั้งคู่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 1986

ความจริงจึงถูกเปิดเผย สือเพ่ยผู ยอมรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ชาย ส่วนตู้ตู้นั้นเป็นเด็กชายที่ซื้อมาจากแพทย์ในซินเจียง

เมื่อบูร์สิโคต์รับไม่ได้อย่างมากรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมด 20 ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงการจัดฉากโดยสปายของทางการจีน จนเขาพยายามฆ่าตัวตายในคุกแต่ถูกช่วยชีวิตไว้ได้ทัน

ทั้งคู่ได้รับการปล่อยตัวในปี 1987 สือเพ่ยผูกลับมาแสดงงิ้วและอาศัยอยู่กับตู้ตู้ในปารีส และแทบจะไม่ได้ติดต่อกับบูร์สิโคต์อีกเลย

ดูเหมือนว่าทั้งสองจะไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องที่ผ่านมาสักเท่าไรนัก โดยสือเพ่ยผูกล่าวเพียงว่า “สิ่งที่ฉันเป็นและสิ่งที่พวกเขาเป็นมันไม่ใช่เรื่องสำคัญ”

หลังจากนั้นสือเพ่ยผูก็อยู่เป็นโสดมาตลอดจนกระทั่งเสียชีวิตลงในปี 2009 ด้วยวัย 70 ปี ส่วนบูร์สิโคต์กล่าวกับการจากไปของสือเพ่ยผูว่า “เขาทำกับผมไว้มากอย่างไร้ความปราณี ผมคิดว่ามันคงโง่ถ้าจะพูดว่าผมเสียใจ ตอนนี้ทุกอย่างจบแล้ว ผมเป็นอิสระแล้ว”

เรื่องราวของสือเพ่ยผูถูกนำไปทำเป็นละครบรอดเวย์เรื่อง M. Butterfly ในปี 1988 ก่อนที่จะถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 1993

ภาพโดย Zhong Hua/Wikipedia