สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เจาะข้อมูลวัคซีนจีน Sinovac กับ Sinopharm #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652031

วันที่ 05 พ.ค. 2564 เวลา 19:12 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: เจาะข้อมูลวัคซีนจีน Sinovac กับ Sinopharm ความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

ข้อมูลเบื้องต้นของวัคซีน Sinovac

• วัคซีนต้านโควิด-19 ที่ผลิตโดยบรืษัทซิโนแวค ไบโอเทค (Sinovac Biotech) ในชื่อ “โคโรนาแวค” เป็นวัคซีนเชื้อตายกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันร่างกายสร้างแอนติบอดีต้านโควิด-19 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีดั้งเดิมเช่นเดียวกับที่เคยใช้ในการผลิตวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ แตกต่างจากวัคซีนของแอสตราเซเนกาซึ่งในเทคโนโลยีไวรัลเวกเตอร์ (Viral Vector) และไฟเซอร์ซึ่งใช้เทคโนโลยี (mRNA)

ประสิทธิภาพของวัคซีน

• จากผลการทดลองในบราซิลซึ่งเผยตัวเลขประสิทธิภาพออกมาเพียง 50.4% ทำให้หลายคนแสดงความกังวลต่อวัคซีนดังกล่าว แต่ล่าสุด (5 พ.ค.) องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้สรุปผลการทดลองวัคซีนไว้ดังนี้

  1. การทดลองในตุรกี (กลุ่มตัวอย่าง 13,000 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 84% และป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ได้ 100%
  2. การทดลองในชิลี (กลุ่มตัวอย่าง 10.5 ล้านคน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 67% และป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ได้ 85%
  3. การทดลองในอินโดนีเซีย (กลุ่มตัวอย่าง 1,620 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 65% และไม่มีรายงานกลุ่มตัวอย่างเข้าโรงพยาบาล
  4. การทดลองในบราซิล (กลุ่มตัวอย่าง 12,688 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 51% และป้องกันการรักษาในโรงพยาบาลจากโรคโควิด-19 ได้ 100%
  5. การทดลองในบราซิล (กลุ่มตัวอย่าง 393 คน) พบว่าสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ได้ 50% และไม่มีรายงานกลุ่มตัวอย่างเข้าโรงพยาบาล *กลุ่มตัวอย่างได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส*

• กลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ขององค์การอนามัยโลก (SAGE) ประเมินความมั่นใจจากการรวบรวมผลการทดลองวัคซีนได้ดังนี้

  1. ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ (อายุ 18-59 ปี) : ความมั่นใจสูง
  2. ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีน (อายุ 18-59 ปี) : ความมั่นใจปานกลาง
  3. ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ (อายุ 60 ขึ้นไป) : ความมั่นใจปานกลาง
  4. ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีน (อายุ 60 ปีขึ้นไป) : ความมั่นใจต่ำ
  5. ประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ (กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ โรคประจำตัวและปัญหาสุขภาพ) : ความมั่นใจปานกลาง
  6. ความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงรุนแรงจากการฉีดวัคซีน (กลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง อาทิ โรคประจำตัวและปัญหาสุขภาพ) : ความมั่นใจต่ำ

เสียงตอบรับจากต่างประเทศ

• ข้อมูลเมื่อเดือนเม.ย. พบว่าซิโนแวคส่งออกวัคซีนไปแล้วกว่า 200 ล้านโดสให้แก่ต่างประเทศ อาทิ บราซิล ฟิลิปปินส์ ตุรกี ชิลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน รวมถึงไทย

• โดยโฆษกกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซียซึ่งได้รับวัคซีนจากซิโนแวคอีก 6 ล้านโดสเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมาเคยกล่าวก่อนหน้านี้โดยแสดงความมั่นใจว่าวัคซีนปลอดภัย มีประโยชน์ และสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ แม้ว่าหลายฝ่ายจะเกิดข้อกังขาเนื่องจากวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมื่อเทียบกับวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ โดยเธอยืนยันว่าวัคซีนที่มีอยู่คือวัคซีนที่ดีที่สุดแล้ว

• ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของมาเลเซียกล่าวเมื่อเดือนเม.ย. ว่าคณะกรรมการพิเศษด้านวัคซีนโควิด-19 ได้ตัดสินใจฉีดวัคซีนดังกล่าวให้แก่ประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปหลังพิจารณาข้อมูลแล้วว่าวัคซีนของซิโนแวคมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพต่อผู้สูงอายุ

• รวมถึงตุรกี บราซิล และชิลีเริ่มแจกจ่ายวัคซีนซิโนแวคแก่ผู้ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปเช่นกัน

ภูมิต้านทานในประเทศไทย

• เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิกคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเผยผ่านเฟซบุ๊กโดยระบุถึงภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นหลังจากฉีดวัคซีนของซิโนแวค 2 เข็มห่างกัน 3 สัปดาห์พบว่าภูมิต้านทานขึ้นได้ดีมากเป็นที่น่าพอใจ

• โดยผู้ที่ฉีดวัคซีนตรวจพบภูมิต้านทานต่อสไปรท์โปรตีนหรือหนามแหลมถึงร้อยละ 99.4 ในขณะผู้ที่ติดเชื้อตรวจพบภูมิต้านทานร้อยละ 92.4

ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน

• ซิโนแวคเผยว่าผลข้างเคียงทั่วไปคืออาการปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ นอกจากนี้มีรายงานถึงผลข้างเคียงอื่นๆ ที่พบ อาทิ ความดันโลหิตสูง ผื่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการฉีดวัคซีนดังกล่าว

สำหรับบุคลากรทางการแพทย์

• เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมาเอริก โดมิงโก ผู้อำนวยการองค์การอาหารและยาของฟิลิปปินส์เผยว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด-19 และสามารถใช้ได้กับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงอายุ 18 ถึง 59 ปี

• แต่ไม่แนะนำให้ใช้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องสัมผัสกับเชื้อไวรัสจำนวนมาก เนื่องจากตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนในการทดลองในบราซิลอยู่ที่ 50.4% เท่านั้นเช่นเดียวกับคำแนะนำจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (FDA)

• ขณะที่เฮเลน หยาง ผู้จัดการบริษัทซิโนแวค ไบโอเทคเผยว่าเคารพในการตัดสินใจใดๆ ของรัฐบาลแต่ยืนยันว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพต่อทั้งประชาชนทั่วไป บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สูงอายุ และประโยชน์ของมันมีมากกว่าความเสี่ยง

ข้อมูลเบื้องต้นของวัคซีน Sinopharm

วัคซีนต้านโควิด-19 “BBIBP-CorV” เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายที่ผลิตโดยพัฒนาขึ้นโดยสถาบันผลิตภัณฑ์ชีวภาพแห่งปักกิ่ง และสถาบันผลิตภัณฑ์ชีวภาพแห่งอู่ฮั่น ซึ่งทั้งสองเป็นส่วนของบริษัทซิโนฟาร์ม (Sinopharm)

ประสิทธิภาพของ Sinopharm

• สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าแม้จะยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลประสิทธืภาพของวัคซีนโดยละเอียดสู่สาธารณะแต่ผู้พัฒนาวัคซีนประกาศเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ว่าการทดลองวัคซีนระยะที่สามแสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอยู่ที่ 79.34% และได้รับการรับรองในหลายประเทศ อาทิ จีน ปากีสถาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น

• อย่างไรก็ตามวันที่ 9 ธ.ค. กระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่าวัคซีนดังกล่าวได้ผล 86% ตามผลการทดลองระยะที่สามในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยมีอัตราสร้างสารภูมิต้านทานกำจัดฤทธิ์ที่ร้อยละ 99 และมีประสิทธิภาพเต็มร้อยในการป้องกันการเป็นโรคในระดับรุนแรงและปานกลาง

องค์การอนามัยโลก (WHO)

• มารีแองเจล่า ซีเมา ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลกกล่าวในงานแถลงข่าวขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 3 พ.ค. ว่าองค์การอนามัยโลกกำลังสรุปการประเมินวัคซีนของซิโนฟาร์ม แต่ยังขาดข้อมูลบางอย่างที่ต้องการเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะสามารถสรุปข้อมูลวัคซีนของซิโนฟาร์มภายในสิ้นสัปดาห์นี้

• แต่ข้อมูลเบื้องต้นที่เปิดเผยต่อสาธารณะพบว่ามีประสิทธิภาพตรงตามข้อกำหนดของอนามัยโลกซึ่งกำหนดไว้ที่ประสิทธิภาพ 50% ขึ้นไป และมีข้อมูลความปลอดภัยที่แสดงให้เห็นว่าวัคซีนจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้

• ซึ่งหากอนามัยโลกไฟเขียวจีนอาจเป็นผู้จัดหาวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลกเนื่องจากซิโนฟาร์มและซิโนแวคมุ่งมั่นว่าจะผลิตวัคซีนให้ได้ 2,000 ล้านโดสภายในปีนี้

ประเทศไหนใช้แล้วบ้าง

• ซิโนฟาร์มไปส่งออกวัคซีนไปแล้วกว่า 50 ประเทศโดยเฉพาะในละตินอเมริกา เอเชีย และแอฟริกา อาทิ อียิปต์ อินโดนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโมร็อกโก เป็นต้น รวมถึงฟิลิปปินส์ซึ่งได้อนุมัติวัคซีนของซิโนฟาร์ไปเมื่อเดือนก.พ. ล่าสุดประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต เพิ่งเข้ารับการฉีดวัคซีนดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 3 พ.ค.

ราคาแรง?

• ตามข้อมูลจาก BD News 24 ระบุว่าเมื่อเดือนก่อนฮังการีตกลงจัดซื้อวัคซีนดังกล่าวในราคาประมาณ 36 เหรียญสหรัฐต่อวัคซีน 1 โดสส่งผลให้วัคซีนดังกล่าวถูกจัดเป็นหนึ่งในวัคซีนที่แพงที่สุดตามรายงานของ New York Times

• โดยผู้ที่เคยได้รับวัคซีนในประเทศจีนเผยว่าวัคซีน 2 เข็มมีราคาประมาณ 60 ถึง 150 เหรียญสหรัฐ ขณะที่บริษัทซิโนฟาร์มระบุว่าค่าใช้จ่ายของวัคซีนรวม 2 เข็มนั้นจะไม่เกิน 150 เหรียญสหรัฐ

Photo by Ted ALJIBE / AFP

โควิดมันร้าย! ประเทศที่ฉีดวัคซีนมากที่สุดยังต้องล็อกดาวน์อีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652087

วันที่ 05 พ.ค. 2564 เวลา 17:06 น.

โควิดมันร้าย! ประเทศที่ฉีดวัคซีนมากที่สุดยังต้องล็อกดาวน์อีกเซเชลส์ซึ่งฉีดวัคซีนไปแล้วกว่าครึ่งประเทศแต่ยอดโควิดกลับพุ่งในสัปดาห์นี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากประชาชนปฏิบัติตามมาตราการควบคุมโรคน้อยลงกว่าเดิม

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าเซเชลส์ซึ่งเป็นประเทศที่ฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 ให้แก่ประชาชนมากที่สุดในโลก แต่ถึงกระนั้นการติดเชื้อก็ยังเพิ่มขึ้นจนรัฐบาลต้องสั่งปิดโรงเรียนและยกเลิกกิจกรรมกีฬาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตลอดจนบังคับใช้มาตรการควบคุมป้องกันโรคอื่่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเวลาปิดผับบาร์และห้ามรวมตัว

ทั้งนี้ เซเชลส์ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดียมีอัตราการฉีดวัคซีน 62.2% ตามข้อมูลของ Bloomberg Vaccine Tracker ขณะที่ Our World in Data ระบุว่า 68.82% โดยมีประชาชนเกือบ 68,000 คนจากประชาชนทั้งหมดในประเทศกว่า 97,625 คนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ขณะที่ประชาชนเกือบ 6 หมื่นคนได้รับครบ 2 โดสแล้ว

โดย เพพกี วิด็อต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของเซเชลส์แถลงเมื่อวันอังคาร (4 พ.ค.) ที่ผ่านมาว่าแม้จะพยายามอย่างเต็มที่แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศยังเข้าขั้นวิกฤตโดยขณะนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ให้รายละเอียดว่าปัจจัยเบื้องหลังตัวเลขผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนส่วนหนึ่งเกิดจากประชาชนปฏิบัติตามมาตราการควบคุมโรคน้อยลงกว่าเดิม ประกอบกับมีการเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลอีสเตอร์

ทั้งนี้ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1,068 คนในวันที่ 3 พ.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากจากวันที่ 28 เม.ย. ซึ่งมีผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่ 612 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมทั้งประเทศอยู่ที่ 6,373 คน

Photo by Tauseef MUSTAFA / AFP

Vitalik Buterin หนุ่ม 27 ผู้สร้าง Ethereum สู่มหาเศรษฐีคริปโตอายุน้อยสุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652080

วันที่ 05 พ.ค. 2564 เวลา 16:20 น.

 Vitalik Buterin หนุ่ม 27 ผู้สร้าง Ethereum สู่มหาเศรษฐีคริปโตอายุน้อยสุดในโลกเหรียญดิจิทัลในมือของ Vitalik Buterin มีราคารวมแตะ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 3 หมื่นล้านบาทเมื่อ Ethereum ราคาพุ่งเป็นประวัติการณ์

นิตยสาร Forbes ระบุว่า วิตาลิก บูเตริน (Vitalik Buterin) ผู้สร้างเหรียญ Ethereum (ETH) กลายเป็นมหาเศรษฐีคริปโตที่อายุน้อยที่สุดของโลกด้วยวัยเพียง 27 ปี ขณะที่สกุลเงินดิจิทัลของเขาพุ่งทะลุ 3,000 เหรียญสหรัฐเป็นครั้งในในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 325% นับตั้งแต่ต้นปีนี้

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่า บูเตรินมีเงิน Ethereum ในครอบครองถึง 333,520 ETH ซึ่งเมื่อคิดตามมูลค่าของสกุลเงินที่พุ่งขึ้นมาแตะเหรียญละ 3,278 เหรียญสหรัฐในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมานั้นจะพบว่าเขาถือเงินคริปโตรวมแล้วกว่า 1.09 พันล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

มูลค่าของ Ethereum พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ต้นปีโดยขณะนี้มีมูลค่าทางการตลาดอยู่ที่ 376,000 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นรองเพียงแค่ Bitcoin (1.08 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) เท่านั้น

บูเตรินถูกมองว่าเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์และการเขียนโปรแกรมมาตั้งแต่เด็ก และเขายังเคยได้รับรางวัลในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการในด้านนี้ด้วย

โดยในปี 2012 ก่อนที่บูเตรินจะสร้างระบบ Ethereum ขึ้นมานั้นเขาเป็นหนึ่งในนักพัฒนาเหรียญ Bitcoin และยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Bitcoin Magazine ด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น

แทนที่เขาจะเรียนต่อในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเขาได้รับรางวัลเป็นเงินทุนจาก Thiel Fellowship มูลค่า 100,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 23 ปีเพื่อสนับสนุนความสนใจอื่นๆ นอกสถาบันการศึกษา ก่อนที่เขาจะเริ่มพัฒนาระบบเงินดิจิทัลขึ้นมาใหม่ในชื่อ “Ethereum” ในปี 2015 

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาบูเตรินได้บริจาคเหรียญ Ethereum และเหรีญ Maker (MKR) มูลค่าประมาณ 600,000 เหรียญสหรัฐให้แก่กองทุนบรรเทาทุกข์โควิด-19 ในอินเดียอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม Ethereum กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจาก Binance Smart Chain (BSC) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่พัฒนาโดยการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีการประมวลผลธุรกรรมโดยเฉลี่ยมากกว่า 8 ล้านรายการในแต่ละวันตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ขณะที่ Ethereum มีมูลค่ากว่า 1 ล้านรายการ โดยบล็อกเชนที่โดดเด่นอื่นๆ ได้แก่ Algorand, Cardano, Polkadot และ Solana

ภาพโดย Romanpoet/Wikipedia

รัฐบาลแห่งชาติเมียนมาตั้งกองทัพสู้ฝ่ายทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652065

วันที่ 05 พ.ค. 2564 เวลา 14:24 น.

รัฐบาลแห่งชาติเมียนมาตั้งกองทัพสู้ฝ่ายทหารหลังจากที่ฟอร์มรัฐบาลเอกภาพแล้ว นี่เป็นก้าวสำคัญที่จะมีการตั้งกองทัพสู้ “ตะมะดอ” ที่อาจปูทางไปสู่กองทัพสหพันธรัฐในอนาคต

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ารัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของเมียนมาซึ่งตั้งขึ้นโดยฝ่ายตรงข้ามกับกองทัพกล่าวเมื่อวันพุธว่าได้จัดตั้ง “กองกำลังป้องกันประชาชน” เพื่อปกป้องผู้สนับสนุนรัฐบาลแห่งชาติและฝ่ายประชาธิปไตยจากการโจมตีทางทหารและความรุนแรงที่เกิดจากรัฐบาลทหาร

ในแถลงการณ์ระบุว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นปูทางไปสู่การจัดตั้งกองทัพสหพันธรัฐสหภาพและมีหน้าที่ “ทำการปฏิรูปอย่างมีประสิทธิภาพในภาคความมั่นคงเพื่อยุติสงครามกลางเมืองที่ยาวนาน 70 ปี”

มีรายงานว่านักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยบางคนเดินทางไปยังพื้นที่ชายแดนที่เป็นภูเขาของเมียนมาเพื่อเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธที่ต่อสู้เพื่อเอกราชทางชาติพันธุ์ทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้งที่ลุกลามบานปลาย

ด้านเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติ จอ โม ตุน (Kyaw Moe Tun) ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งต่อต้านรัฐบาลทหารของเมียนมาหล่าวกับรัฐสภาสหรัฐโดยเตือนว่าวิกฤตที่เกิดจากการรัฐประหารเมียนมากำลังคุกคามความมั่นคงในภูมิภาค และรัฐบาลสหรัฐควรคว่ำบาตรทหารเมียนมาเพิ่มเติมกำหนดเป้าหมายไปที่บริษัทน้ำมันและก๊าซของเมียนมาและธนาคารของรัฐ

เอกอัครราชทูตเมียนมาร์กล่าวกับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศว่า เช่นเดียวกับ ธนาคารเมียวดี (Myawaddy bank) และธนาคารอังวะ(Innwa bank) ที่ดำเนินการโดยทหาร สหรัฐควรลงโทษคว่ำบาตรธนาคารการค้าต่างประเทศของเมียนมาร์ (MFTB) และ Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) ไปด้วย

MOGE ดำเนินการแหล่งก๊าซนอกชายฝั่งในการร่วมทุนกับบริษัทระหว่างประเทศรวมถึง Chevron ในสหรัฐและ Total ของฝรั่งเศสในขณะที่ MFTB ทำธุรกรรมในสกุลเงินต่างประเทศให้กับรัฐบาลของเมียนมา

“ผมต้องการเน้นย้ำว่าเมียนมาไม่เพียงแต่เป็นพยานถึงความพ่ายแพ้ที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของประชาธิปไตย แต่ยังรวมถึงวิกฤตที่คุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคด้วย” จอ โม ตุน กล่าว

Photo – ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2021 แสดงให้เห็นผู้ประท้วงถืออาวุธทำเองระหว่างการเดินขบวนต่อต้านการรัฐประหารในเขตเมืองตัมเว ของย่างกุ้ง (ภาพโดย STR / AFP)

เกาหลีใต้ยืนยัน AstraZeneca ได้ผล 86% Pfizer 87% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652055

วันที่ 05 พ.ค. 2564 เวลา 13:27 น.

เกาหลีใต้ยืนยัน AstraZeneca ได้ผล 86% Pfizer 87%  วัคซีนโควิด-19 หนึ่งเข็มจาก AstraZeneca Plc และ Pfizer มีประสิทธิภาพ 86.6% ในการป้องกันการติดเชื้อในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นจากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

ข้อมูลโดยหน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลี (KDCA) แสดงให้เห็นว่าวัคซีน Pfizer ซึ่งพัฒนาร่วมกันโดย BioNTech มีประสิทธิภาพ 89.7% ในการป้องกันการติดเชื้ออย่างน้อยสองสัปดาห์หลังจากได้รับการฉีดแรกในขณะที่การฉีด AstraZeneca ได้ผล 86.0%

การวิเคราะห์นี้อ้างอิงจากผู้คนมากกว่า 3.5 ล้านคนในเกาหลีใต้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นเวลาสองเดือนตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์และรวม 521,133 คนที่ได้รับวัคซียPfizer หรือ AstraZeneca ครั้งแรก

ข้อมูลข้างต้นมีผู้ติดเชื้อโควิด-19จำนวน 1,237 รายและมีเพียง 29 รายเท่านั้นที่มาจากกลุ่มที่ได้รับวัคซีน KDCA กล่าว

“ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าวัคซีนทั้งสองชนิดให้การป้องกันโรคสูงหลังจากได้รับวัคซีนครั้งแรก (ประชาชน) ควรได้รับการฉีดวัคซีนครบตามกำหนดเวลาที่แนะนำเนื่องจากอัตราการป้องกันจะเพิ่มขึ้นอีกหลังจากฉีดครั้งที่สอง” KDCA กล่าว

การค้นพบประสิทธิภาพนี้เกิดขึ้นในขณะที่เกาหลีใต้พยายามที่จะมีส่วนร่วมในการผลักดันการสร้างภูมิคุ้มกันหลังจากมีรายงานเกี่ยวกับปัญหาด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นทำให้บางคนไม่ได้รับการฉีดวัคซีน

“ประมาณ 95% ของผู้ที่เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาในประเทศของเราเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและวัคซีนดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงของคนเหล่านั้นลงอย่างมาก” ยุน แท-โฮเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขกล่าวกับการบรรยายสรุปเมื่อวันพุธ

ยุนกล่าวว่าความเป็นไปได้ของผลข้างเคียงรวมถึงการแข็งตัวของเลือดนั้น “ต่ำมาก” และส่วนใหญ่รักษาให้หายได้

จนถึงขณะนี้เกาหลีใต้ได้ฉีดวัคซีนแล้ว 6.7% จากประชากร 52 ล้านคน แต่ได้ตั้งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานในการให้วัคซีนแก่ผู้คน 70% ภายในเดือนกันยายนและเข้าถึงภูมิคุ้มกันหมู่ภายในเดือนพฤศจิกายน

เริ่มตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมาชาวเกาหลีใต้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วนและแสดงผลการตรวจเชื้อชที่เป็นลบและไม่มีอาการใดๆ จะได้รับการยกเว้นจากการกักกันภาคบังคับเป็นเวลาสองสัปดาห์หลังจากเดินทางกลับจากต่างประเทศเพื่อกระตุ้นให้มีการฉีดวัคซีนมากขึ้น

KDCA รายงานผู้ติดเชื้อ รายใหม่ 676 รายเมื่อเที่ยงคืนของวันอังคารทำให้ประเทศมีผู้ติดเชื้อ 124,945 รายเสียชีวิต 1,847 ราย

Photo by Chung Sung-Jun / POOL / AFP

Pfizer โกยรายได้นับแสนล้านจากวัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652046

วันที่ 05 พ.ค. 2564 เวลา 12:39 น.

Pfizer โกยรายได้นับแสนล้านจากวัคซีนโควิดนอกจากนี้ Pfizer ยังเผยว่าอาจจะต้องฉีดวัคซีนไปเรื่อยๆ เหมือนฉัดวัคซีนป้องกันไข้หวัด ซึ่งอาจจะยิ่งทำให้บริษัทโกยกำไรต่อเนื่อง

บริษัท Pfizer Inc. ประกาศผลประกอบการปรากฎว่าวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทสร้างรายได้ 3,500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 109,236 บาท) ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ซึ่งเกือบหนึ่งในสี่ของรายได้ทั้งหมด ทำให้ตอนนี้วัคซีนเป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของ Pfizer ไปเรียบร้อยแล้ว

ตัวเลขข้างต้นเป็นรายได้ แต่บริษัทไม่ได้เปิดเผยผลกำไรที่ได้รับจากวัคซีน แต่ย้ำการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าอัตรากำไรจากวัคซีนจะอยู่ในช่วงที่สูงถึง 20% หมายความว่ากำไรจากวัคซีนก่อนหักภาษีจะอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก (ประมาณ 28,089 ล้านบาท)

The New Yok Times รายงานว่าวัคซีนของ Pfizer ไปถึงประเทศรวยมากกว่าจะถึงประเทศอื่นๆ อย่างเท่าเทียม ขัดแย้งกับคำมั่นสัญญาของผู้บริหารระดับสูงที่จะให้แน่ใจว่าประเทศที่ยากจนกว่าจะ “สามารถเข้าถึง ( วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโควิด-19) ได้เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ของโลก”

ตามที่องค์การอนามัยโลกระบุ ในช่วงกลางเดือนเมษายนประเทศที่ร่ำรวยได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 มากกว่า 87% จาก 700 ล้านโดสทั่วโลกในขณะที่ประเทศยากจนได้รับเพียง 0.2% ในประเทศที่ร่ำรวยประชาชนได้รับวัคซีนประมาณ 1 ใน 4 ของประชากร ในประเทศยากจนตัวเลขคือ 1 ใน 500 ต่อจำนวนประชากร

Pfizer กล่าวว่ามุ่งมั่นที่จะทำให้วัคซีนสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก และประกาศเมื่อวันอังคารว่าได้จัดส่ง 430 ล้านโดสไปยัง 91 ประเทศหรือเขตการปกครอง แต่ชารอน คาสตีลโล (Sharon Castillo) โฆษกหญิงของไฟเซอร์ไม่ได้บอกว่าปริมาณเหล่านี้ไปยังประเทศยากจนมากเท่าไร่ซึ่งเป็นประเทศกลุ่มที่ Pfizer ไม่ได้ทำกำไรจากการขายวัคซีน

นอกจากนี้ หัวหน้าผู้บริหารของบริษัท Pfizer คือแอลเบิร์ท เบอร์ลา (Albert Bourla) กล่าวว่า “จากสิ่งที่เราเห็นเราเชื่อว่าความต้องการวัคซีโควิด-19 ของเราจะยืนยงต่อไป ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ คล้ายกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่”

ในขณะที่วัคซีนของ Pfizer โกยรายได้มหาศาล แต่ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน AstraZeneca รายงานยอดขายวัคซีนโคโรนาไวรัสอยู่ที่ 275 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกซึ่งคิดเป็นประมาณ 68 ล้านโดส แต่ AstraZeneca แตกต่างจากPfizer ตรงที่พวกเขาที่ผลิตวัคซีนในราคาทุน และเปิดเผยว่ามีเพียง 4% ของยอดขายทั้งหมดและยังเป็นตัวฉุดกำไรด้วย

Photo by Kena Betancur / AFP

ข่าวปลอมระบาดหนักทำให้อินเดียควบคุมโควิด-19 ยากขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652041

วันที่ 05 พ.ค. 2564 เวลา 12:02 น.

ข่าวปลอมระบาดหนักทำให้อินเดียควบคุมโควิด-19 ยากขึ้นผลร้ายที่รุนแรงมากจากการปล่อยให้ข่วปลอมแพร่ในวงกว้าง ทำให้อินเดียต้องประสบกับอุปสรรคในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ที่เลวร้ายที่สุดในโลกแล้ว ณ เวลานี้

สำนักข่าว DW รายงานว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่อินเดียในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ต้องพบกับอุปสรรคอย่างหนักจากการแพร่หลายของข้อมูลเท็จ ข่าวปลอม ทฤษฎีสมคบคิดและข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

เนื้อหาในข้อความและโพสต์เหล่านี้มีตั้งแต่สาเหตุ (ผิดๆ) เกี่ยวกับการระบาดคลื่นลูกที่สองในอินเดียไปจนถึงประสิทธิภาพของวัคซีนและคำแนะนำในการเพิ่มภูมิคุ้มกันโดยใช้วัตถุดิบที่ปรุงขึ้นเองที่หาตามบ้านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปล่อยข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีน

ไซเอ็ด นาซากัต (Syed Nazakat) ผู้ก่อตั้ง Health Analytics Asia ซึ่งเป็นโครงการริเริ่มด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริงกล่าวกับ DW ว่าข้อมูลที่ผิดๆ ด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโรคและในช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในช่วงของการฉีดวัคซีนครั้งใหญ่

ผู้สังเกตการณ์และนักเคลื่อนไหวกล่าวว่าทางการไม่ได้ดำเนินการเพียงพอที่จะหยุดข้อมูลที่ผิดยิ่งไปกว่านั้นบุคคลสาธารณะและเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคนยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของขาวปลอมด้วย

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเพราะความไว้วางใจที่ต่ำของผู้คนต่อสื่อมวลชนและสื่อบริการสาธารณะที่อ่อนแอ ประกอบกับผู้ติดตามสื่อหลักที่น้อยและการใช้โซเชียลมีเดียจำนวนมากมีส่วนทำให้เกิดการแพร่กระจายข้อมูลที่ผิดอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

เช่น มีข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนในผู้ที่มีภาวะโรคมาก่อน เช่น โรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงและในกลุ่มผู้หญิงด้วย ซึ่งการแพร่กระจายข่าวลือเกี่ยวกับผลเสียของวัคซีนส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนของประเทศ

ด้าน Indian Television รายงานอ้างข้อมูลที่ปรึกษาด้านสื่อ Ormax Media ว่าผู้ติดตามข่าวสาร 2 – ใน 3 คนมองว่าข่าวปลอมเป็นความท้าทายที่สำคัญที่องค์กรข่าวของประเทศอินเดียต้องเผชิญ

Photo by Tauseef MUSTAFA / AFP

G7สร้างพันธมิตรกดดันจีน ดึงอาเซียนร่วมวง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652001

วันที่ 05 พ.ค. 2564 เวลา 10:08 น.

G7สร้างพันธมิตรกดดันจีน ดึงอาเซียนร่วมวงประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ประชุมหารือแนวทางการรับมือจีนพร้อมกระชับความสัมพันธ์อินโด-แปซิฟิก

การประชุมร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศสมาชิกในกลุ่ม G7 ที่เกิดขึ้นนับเป็นการพูดคุยด้วยตนเองครั้งแรกของรัฐมนตรีต่างประเทศในรอบ 2 ปี

การประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ได้แก่ สหรัฐ สหราชอาณาจักร แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น รวมถึงสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังได้เชิญรัฐมนตรีจากอินเดีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และผู้แทนจากอาเซียนเข้าร่วมในส่วนหนึ่งของการประชุมด้วย

โดยสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าส่วนหนึ่งของการประชุมเป็นการหารือร่วมกันถึงแนวทางการรับมือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากรัสเซียและจีนซึ่งมีอิทธิพลทางทหารและเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้นและส่งสัญญาณที่จะแสดงอิทธิพลทั้งในและต่างประเทศ

ซึ่งโดมินิก ราบ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษกล่าวว่าพวกเขาจะออกแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมสังคมที่เปิดกว้าง สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยเพื่อตอบโต้จีนแลรัสเซีย

ด้านโทชิมิทสึ โมเทกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นกล่าวในที่ประชุมว่าญี่ปุ่นกังวลเกี่ยวกับการจัดการสิทธิมนุษยชนของจีนที่มีต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียงตลอดจนสถานการณ์ในฮ่องกง

ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐสนับสนุนให้กระชับความสัมพันธ์ระว่างประเทศพันธมิตรประชาธิปไตย ด้านแอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐกล่าวก่อนหน้านี้ว่าสหรัฐไม่ได้ต้องการควบคุมจีนแค่พยายามรักษากฎระเบียบตามกฎสากล

นอกจากนี้ยังมีการหารือเกี่ยวกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกท่ามกลางความพยายามที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศนอกสหภาพยุโรป ทั้งนี้ ตัวแทนจากอาเซียนจะเข้าร่วมในส่วนหนึ่งของการประชุมเพื่อสะท้อนถึงสถานะและการเติบโตของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ในที่ประชุมยังกล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมาและการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงด้วยความรุนแรงโดยกองทัพเมียนมาหลังเกิดรัฐประหารทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิทธิมนุษยชน ตลอดจนเจรจาถึงการยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาด้วย

Photo by Stefan Rousseau / POOL / AFP

Hell Joseon เมื่อคนหนุ่มสาวเกาหลีไม่อยากอยู่ประเทศตัวเอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/652005

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 20:41 น.

Hell Joseon เมื่อคนหนุ่มสาวเกาหลีไม่อยากอยู่ประเทศตัวเอง“นรกโชซอน” คือคำเรียกประเทศตัวเองของหนุ่มสาวชาวเกาหลีใต้ที่มองว่าประเทศที่พวกเขาอยู่มันเลวร้ายเหมือนนรก แม้ว่าฉากหน้ามันจะสวยหรูแค่ไหนก็ตาม

หลายปีก่อนผู้เขียนอ่านข่าวพบว่า 8 ใน 10 คน หรือประมาณ 88% ของคนหนุ่มสาวเกาหลีใต้ไม่อยากอยู่ในประเทศตัวเอง และหวังจะไปมีชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดน ซึ่งผู้เขียนเกิดความสงสัยว่าทำไมเพราะไม่ได้อ่านรายละเอียดเพิ่ม

ต่อมาได้ดูการสัมภาษณ์ของรายการ Asian Boss ออกไปถามวัยรุ่นเกาหลีว่า ประเทศของตัวเองน่าอยู่หรือไม่ คำตอบประมาณ 9 ใน 10 คน คือไม่ และอยากไปตายเอาดาบหน้าในต่างแดนหรือไม่ คำตอบคือ ใช่ และเมื่อถามว่าข้อดีของการอยู่เกาหลีคืออะไร คำตอบ นิ่งอึ้งเพราะนึกไม่ออก

การสัมภาษณ์เริ่มต้นด้วยการถามบรรดาวัยรุ่นเคยได้ยินคำว่า “นรกโชซอน” (Hell Joseon) หรือเปล่า? ซึ่งแน่นอนว่าเคยเพราะคำๆ นี้คนหนุ่มสาวใช้เรียกประเทศตัวเองในลักษณะสิ้นหวัง มองบ้านเกิดเมืองนอนเป็นนรกและล้าหลังแบบยุคศักดินา (โชซอนคือชื่อเดิมของเกาหลี ตอนนี้เกาหลีเหนือยังเรียกตัวเองว่าโชซอน ส่วนทางใต้เรียกตัวเองว่าฮันกุก) คนนอกได้ยินเรื่องนรกโชซอนคงแทบไม่เชื่อ เพราะภาพลักษณ์เกาหลีเลิศเลอเอามากๆ อะไรกันดูล้ำสมัยไปหมด จนใครก็อยากจะไปอยู่

แต่คนหนุ่มสาวเหล่านี้บอกว่าถ้าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด หรือมีเงินเยอะๆ เกาหลีจะเป็นประเทศที่น่าอยู่มาก ซึ่งคนที่คาบช้อนทองมาเกิดล้วนแต่เป็นพวกลูกนักการเมืองหรือพวกมีเส้น และพวกที่มีเงินและฐานะดีคือคนที่จบมหาวิทยาลัยระดับต้นๆ และได้ทำงานบริษัทระดับท็อป

ส่วนที่เหลือคือคนเดินดินส่วนใหญ่ เมื่อตอนวัยรุ่นต้องเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากการเรียน จากนั้นต้องแย่งที่เรียน และหลังจากนั้นแย่งงานกันทำ แต่ได้งานทำแล้วค่าแรงขั้นต่ำก็ยังไม่ได้

มีคนหนึ่งสรุปได้ดีครับว่า “คนที่เข้ามหาวิทยาลัยระดับท็อปได้ ก็ได้ทุกอย่างไปครอง”

อีกคนบอกว่าแทนที่จะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก “เราจำเป็นต้องเป็นในสิ่งที่สังคมต้องการ”

คำพูดเหล่านี้สะท้อนแรงกกดดันที่ชาวเกาหลีต้องเผชิญ คือ สังคมที่มีบรรทัดฐานบีบคั้นสูง เด็กๆ ต้องเรียนอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยอันดับต้นๆ ถ้าเข้าไม่ได้ก็แทบหมดหวังจะก้าวหน้า จากนั้นต้องเผชิญกับระบบการเกณฑ์ทหารที่เข้มงวดรุนแรง (ผู้ชายทุกคนต้องผ่านการเป็นทหาร) และเมื่อได้งานทำก็ต้องกลายเป็นทาสของบริษัท

วัยรุ่นพวกนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมคนนนอกถึงคิดว่าเกาหลีน่าอยู่ และบางคนคิดว่าอาจเป็นเพราะกระแสวัฒนธรรมป๊อปเกาหลี (ฮันรยู) ทำให้คนคิดอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม มีคนมองว่าไม่ควรอ้างความลำบากของตัวเอง แล้วการโทษประเทศตัวเองเป็นนรกบนดิน และมีผู้สัมภาษณ์รายหนึ่งซึ่งเคยอยู่ต่างประเทศบอกว่าเกาหลีเหมือนนรกจริงๆ แต่เมืองนอกก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน

และทิ้งท้ายว่า คนเรามักจะมองที่อื่นดีกว่าบ้านเมืองตัวเอง ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ดีกว่าเสมอไปหรอก

ป.ล. “นรกโชซอน” เป็นปรากฎการณ์ที่ฮิตขึ้นมาในปี 2015 ในช่วงที่มีบทสัมภาษณ์คนหนุม่สาวเกาหลีจาก Asian Boss และในเวลาบทความนี้ถูกเขียนขึ้น แต่มันยังส่งผลสะเทือนต่อมาอีกหลายปี และยังสะเทือนไปถึงคนในรัฐบาลด้วย

ตัวอย่างเช่น ในสมัยของประธานาธิบดี พัค กึน-ฮเย ผู้อื้อฉาว (และขณะนี้รับโทษจำคุก) กล่าวในวันฉลองเอกราชของประเทศปีที่ 71 (เมื่อปี 2016) โดยอ้างอิงถึงคำศัพท์ใหม่ที่ฮิตกันในตอนนั้นคือคำว่านรกโชซอน ท่านผู้นำบอกว่า “มีคำศัพท์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ปฏิเสธประวัติศาสตร์สมัยใหม่อันยิ่งใหญ่ของเรา และดูหมิ่นโลกของเราที่คนอื่นอิจฉาว่าน่าอยู่”

พัค กึน-ฮเย ยังบอกว่า “การดูหมิ่นตัวเอง, การมองโลกในแง่ร้าย, ความไม่ไว้วางใจ และความเกลียดชังไม่สามารถเป็นแรงผลักดันของการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาได้” พร้อมกับบอกว่าการมองโลกในแง่ร้ายแบบนี้เป็นการขัดขวาง “การก้าวกระโดดครั้งที่ 2” ซึ่งหมายถึงการปฏิวัติไปสู่สังคมที่ก้าวหน้าอีกขั้น

ต่อมาในปี 2019 ในสมัยของประธานาธิบดีมุน แจ-อิน ที่ปรึกษาของท่านผู้นำคือ คิม ฮยอล-ชอล บอกว่าเขาต้องการส่งผู้สำเร็จการศึกษาด้านภาษาและวรรณคดีเกาหลี “พวกหนึ่ง” ไปยังอินโดนีเซียเพื่อทำงานเป็นครูสอนภาษาเกาหลีเนื่องจากนักเรียนในอาเซียนหลงไหลกับภาษาและ วัฒนธรรมป๊อปของเกาหลีอันมาจากกระแสนิยมเกาหลีหรือ “ฮันรยู”

คำว่า “พวกหนึ่ง” หนึ่งน่าจะหมายถึงพวกคนหนุ่มสาวที่บ่นว่าอยู่เกาหลียากเหมือนอยู่นรกและหางานทำไม่ได้ เพราะคำพูดต่อมาเขาบอกชัดว่า “อย่ามัวแต่จมปลักที่นี่แล้วบอกว่ามันคือ ‘Hell Joseon’ นี่คือ ‘Happy Joseon’” 

ปราฎว่าคำพูดนี้ทำให้ประชาชนไม่พอใจจนคิม ฮยอล-ชอล ต้องลาออกจากตำแหน่ง

โดย กรกิจ ดิษฐาน

หมายเหตุ – บทความนี้เขียนลงในเฟซบุ๊ค Kornkit Disthan เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2016 อัปเดต/แก้ไขเพิ่มเติมวันที่ 4 พฤษภาคม 2021

AFP PHOTO

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: อัปเดตข้อสงสัยเกี่ยวกับ AstraZeneca #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651989

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 18:33 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: อัปเดตข้อสงสัยเกี่ยวกับ AstraZeneca ความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

อัปเดตข้อสงสัยอาการลิ่มเลือดอุดตัน

• หลังจากที่เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่เกิดขึ้นหลังได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 โดยเฉพาะของ AstraZeneca ซึ่งองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ประกาศแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่วัคซีนดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

• โดยมีการเผยสถิติเมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก AstraZeneca ทั่วโลกพบอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าว 287 ราย ขณะที่ผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก Pfizer พบ 25 ราย, ผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก J&J พบ 8 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก Moderna พบ 5 ราย

• ล่าสุด (4 พ.ค.) เว็บไซต์ข่าวอังกฤษรายงานว่าคณะกรรมการร่วมด้านการฉีดวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกัน (JCVI) ของสหราชอาณาจักรออกคำแนะนำว่ากลุ่มผู้ที่มีอายุน้อยอาจมีความเสี่ยงในการเกิดอาการดังกล่าวมากกว่าเล็กน้อย โดยมักเกิดขั้นระหว่าง 4 วันถึง 4 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีน

• แม้จะมีรายงานว่าอาการนี้พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายโดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 60 ปีแต่ EMA ยังไม่สามารถด่วนสรุปได้ว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ได้ขอให้ AstraZeneca ดำเนินการตรวจสอบหลายอย่างรวมทั้งการศึกษาในห้องปฏิบัติการ ตรวจสอบผลของวัคซีนต่อการแข็งตัวของเลือด ประเมินข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกเพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยง

• อย่างไรก็ตามองค์กรด้านการแพทย์และสาธารณสุขยังคงยืนยันว่าประโยชน์ของวัคซีนยังคงมีมากว่าความเสี่ยง ซึ่งอัตราของผู้ที่เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันนั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้รับวัคซีนทั้งหมดทั่วโลก หรือประมาณ 8 ในล้านเท่านั้น

วิกฤตขาดแคลนวัคซีนในอินเดีย

• วันนี้ (4 พ.ค.) ราจา กฤษณมุรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาเชื้อสายอินเดียเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดนเร่งส่งมอบวัคซีนของ AstraZeneca ให้แก่อินเดียและประเทศอื่นๆ โดยด่วนเพื่อต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19

As we combat COVID surges in India and other nations with our stores of the AstraZeneca vaccine, I’ve joined with @RepMaloney@WhipClyburn & @RepStephenLynch in requesting a briefing from the Biden Administration as part of our inquiry to ensure the vaccines are deployed rapidly pic.twitter.com/joe6REagbq— Congressman Raja Krishnamoorthi (@CongressmanRaja) May 3, 2021

• หลังจากที่เมื่อสิ้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาสหรัฐประกาศว่าจะแบ่งปันวัคซีนของ AstraZeneca จำนวน 60 ล้านโดสในประเทศให้แก่ประเทศอื่นรวมถึงอินเดีย โดยคาดว่าวัคซีนล็อตแรกจำนวน 10 ล้านโดสจะส่งมอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ขณะที่อีก 50 ล้านโดสซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิต

วัคซีนทางเลือกของมาเลเซีย

• เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่ผ่านมาไครี จามาลุดดิน (Khairy Jamaludin) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ของมาเลเซียประกาศว่าวัคซีนของ AstraZeneca ที่กำลังจะได้รับผ่านโครงการ COVAX ล็อตแรกนี้จะจัดเป็นวัคซีนทางเลือกซึ่งประชาชนสามารถตัดสินใจเองว่าจะรับวัคซีนดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากประชาชนค่อนข้างกังวลถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ มาเลเซียได้รับวัคซีน AstraZeneca จำนวน 268,800 โดสผ่าน COVAX ในวันที่ 24 เมษายนและวัคซีนจะให้กับผู้ที่ลงทะเบียนในวันที่ 5 พ.ค. ไครี จามาลุดดินยังเผยว่าแต่หลังจากมีรายงานเรื่องการเกิดลิ่มเลือด ประชาชนราว 8,000 คนยกเลิกการลงทะเบียนการฉีดวัคซีนทางออนไลน์ จากข้อมูลที่ทางการรวบรวมยังแสดงให้เห็นถึงความลังเลใจในการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น โดยประชาชนบางคนไม่ปรากฏตัวตามการนัดหมายหลังทางการเสนอจะฉีด AstraZeneca ด้วย ดังนั้นทางการจึงใช้วิธีการให้ AstraZeneca เป็นทางเลือกหนึ่งให้ประชาชนได้ตัดสินใจเอาเอง

มาเลเซียสั่งฉีดแต่ให้จับตาอาการ

• The Star สื่อของมาเลเซียรายงานว่า ดาโตะ สรี ดร. อัดฮัม บาบา (Datuk Seri Dr Adham Baba) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขจะติดตามการเกิดลิ่มเลือดอย่างต่อเนื่องหลังการฉีดวัคซีน AstraZeneca และจะให้การรักษาทันทีหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น แต่ก็ระบุว่า “การเกิดลิ่มเลือดเกิดขึ้นน้อยมากและการให้วัคซีนนี้ได้คำนึงถึงประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งมีมากกว่าความเสี่ยงจากการฉีดวัคซีน” ดร. อัดฮัม บาบากล่าวในแถลงการณ์วันที่ 4 พ.ค. 

• อาการอื่นๆ คือปวดศีรษะผิดปกติพร้อมกับตาพร่ามัว คลื่นไส้อาเจียน พูดลำบาก รู้สึกร่างกายอ่อนแอ อาการง่วงนอนหรือชัก ผื่นเล็กๆ บนผิวหนัง มีอาการช้ำหรือมีเลือดออกและหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก อาการบวมที่ขาหรือปวดท้องอย่างต่อเนื่อง

ยืนยันประสิทธิภาพวัคซีน

• News Medical Life Sciences ระบุว่านักวิจัยในสหรัฐและสหราชอาณาจักรแสดงความคิดเห็นถึงประสิทธิภาพของ AstraZeneca และ Pfizer ในการป้องกันการติดเชื้อเมื่อได้รับวัคซีนเพียง 1 โดสโดยสังเกตจากการใช้งานจริงในสหราชอาณาจักร โดยจากประชากรมากกว่า 627,000 คนพบว่าอัตราการติดเชื้อในกลุ่มผู้ที่ได้รับวัคซีนต่ำกว่ากลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญ

• รวมถึงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ซึ่งได้ทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของวัคซีนจาก AstraZeneca และ Pfizer ในสกอตแลนด์พบว่าการฉีดวัคซีน Pfizer โดสแรกสามารถลดอัตราการเข้ารักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคโควิด-19 ได้ 91% ขณะที่ AstraZeneca ป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 88%

• สำหรับในประเทศไทยนพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ได้ระบุถึงภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นในคนไทยจำนวน 61 คนหลังฉีดวัคซีน AstraZeneca โดสแรกพบว่าตรวจวัดภูมิต้านทานได้ถึง 96.7% เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจวัดภูมิต้านทานในผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อเป็นระยะเวลา 4-8 สัปดาห์ตรวจพบได้ 92.4%

อัปเดตประเทศที่ระงับและเลิกระงับ

• แอฟริกาใต้สั่งระงับเดือนมีนาคมและเสนอขายให้ประเทศเพื่อนบ้านในแอฟริกา เนื่องจากการผลการทดลองขนาดจำกัดแสดงให้เห็นว่า AstraZeneca สามารถป้องกันเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์แอฟริกาใต้เพียงเล็กน้อย

• หลังจากองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ประกาศแล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่วัคซีนดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน บางประเทศในยุโรปสั่งระงับ เช่น เดนมาร์ก, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์, บัลแกเรีย, ไอร์แลนด์, อิตาลี, สเปน, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, เนเธอร์แลนด์ และสโลวีเนีย

• แต่หลังจาก EMA สรุปผลการตรวจสอบด้านความปลอดภัยและสรุปว่า ลิ่มเลือดผิดปกติที่มีเกล็ดเลือดต่ำควรถูกระบุว่าเป็นผลข้างเคียงที่หายากมากและยืนยันประโยชน์โดยรวมของวัคซีนอีกครั้ง หลังจากการประกาศนี้ประเทศในสหภาพยุโรปได้กลับมาใช้วัคซีน โดยจำกัด การใช้กับผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเจ็บป่วยจากโควิด-19 ขั้นรุนแรง เช่น อิตาลี, สเปน, เบลเยี่ยม และเนเธอร์แลนด์ ส่วนเยอรมนีระบุว่าผู้อายุน้อยสามารถรับ AstraZeneca ได้ตามคำแนะนำของแพทย์ ขณะที่เดนมาร์กหยุดใช้เพราะควบคุมการระบาดได้

• เมื่อเดือนมีนาคม แคนาดาสั่งระงับการใช้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 55 ปี แต่จะปรับการตัดสินใจหากมีข้อมูลมากขึ้น หลังจากเกิดการระบาดระลอกที่ 3 มณฑลต่างๆ เริ่มลดเพดานอายุผู้รับวัคซีน AstraZeneca จนกระทั่งคณะกรรมการที่ปรึกษาแห่งชาติเกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกัน (NACI) ของแคนาดาระบุเมื่อวันที่ 14 เมษายนว่า “ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์เหล่านี้ (อาการข้างเคียง) เกิดขึ้นน้อยมากและประโยชน์ของวัคซีนในการป้องกันโควิด-19 นั้นมีมากกว่าความเสี่ยง”

• ณ วันที่ 20 เมษายน 2021 มีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันแล้วว่ามีการแข็งตัวของเลือด 3 รายที่เชื่อมโยงกับวัคซีน AstraZeneca  ในแคนาดาจากกว่า 700,000 โดสที่ได้ทำการฉีดในประเทศ เมื่อวันที่ 23 เมษายน NACI ได้ออกคำแนะนำว่าสามารถเสนอวัคซีนให้กับผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า 30 ปีได้หากประโยชน์มีมากกว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียง 

• ออสเตรเลียเมื่อวันที่ 8 เมษายนได้แก้ไขคำแนะนำสำหรับการฉีดวัคซีนสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีโดยแนะนำให้ใช้วัคซีน Pfizer แทนในกรณีที่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปียังไม่ได้รับ AstraZeneca เป็นครั้งแรก แต่วัคซีน AstraZeneca ยังสามารถใช้ได้กับผู้ใหญ่ที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีหากประโยชน์มีมากกว่าความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของบุคคลนั้นๆ และบุคคลนั้นได้ทำการตัดสินใจโดยมีข้อมูลโดยอาศัยความเข้าใจในความเสี่ยงและผลประโยชน์จากการปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แล้ว

• อินโดนีเซียสั่งระงับการใช้ AstraZeneca เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ก่อนที่จะยกเลิกคำสั่งระงับและใช้ต่อไปในวันที่ 19 มีนาคม

Photo by Luis ACOSTA / AFP