Melinda แบบอย่างผู้หญิงเก่งผู้ (เคย) เคียงข้าง Bill Gates #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651967

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

 Melinda แบบอย่างผู้หญิงเก่งผู้ (เคย) เคียงข้าง Bill Gatesผู้หญิงที่เคยเป็นเงาของกันและกันกับ Bill Gates เมลินดา แอนน์ เฟรนช์ หรือ เมลินดา เฟรนช์ เกตส์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และนักธุรกิจหญิงชาวเท็กซัสวัย 56 ปี ซึ่งได้ปิดฉากเส้นทางความรัก 27 ปีกับสามีอย่างบิล เกตส์ไปหมาดๆ

เมื่อ เมลินดา เฟรนช์ เกตส์  (Melinda French Gates) ขอให้ บิล เกตส์ (Bill Gates) ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft Corp สามีของเธอ ให้เธอเป็นผู้ร่วมเขียนจดหมายประจำปี 2013 เกี่ยวกับมูลนิธิของพวกคำร้องขอนี้ทำให้พวกเขาถึงกับมีปากมีเสียงกัน

“มันร้อนแรงมาก” เมลินดาเขียนไว้ในหนังสือปี 2019 “The Moment of Lift” “บิลบอกว่ากระบวนการที่เรามีสำหรับการจดหมายประจำปีสำหรับมูลนิธิมันเวิร์กมาหลายปีแล้วและเขาไม่เห็นว่าทำไมจึงควรเปลี่ยน”

ในที่สุดบิลก็ตกลงให้เธอเขียนบทความแยกต่างหากเกี่ยวกับยาคุมกำเนิด ในขณะที่เขาเขียนจดหมายหลักเกี่ยวกับงานของมูลนิธิ Bill & Melinda Gates ในจดหมายของปีถัดมาเมลินดาถึงมีโอกาสได้เขียน และเขียนเกี่ยวกับ 1 ใน 3 มายาคติที่ “ปิดกั้นความก้าวหน้าของคนยากจน” ในขณะที่บิลจัดการเขียนอีก 2 เรื่อง

จนกระทั่งในปี 2015 ทั้งคู่จึงได้ลงนามในจดหมายพร้อมกัน

“เขา (บิล เกตส์) ต้องเรียนรู้วิธีที่จะเป็นคนที่เท่าเทียมกันและฉันต้องเรียนรู้วิธีที่จะก้าวขึ้นมาและเป็นคนที่เท่าเทียมกัน” เมลินดาเขียนเพิ่มเติมในหนังสือก่อนหน้านี้ว่าเธอเป็นคน“ ขี้อาย” และ “เก็บตัว” โดยธรรมชาติ

เส้นทางในวงการเทคโนโลยี

เมลินดาจบปริญญาตรีในสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์และเศรษฐศาสตร์ ปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจและจากมหาวิทยาลัยดุ๊ก โดยเธอจะเริ่มงานแรกของเธอด้วยการสอนวิชาคณิตศาสตร์และการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับเด็กๆ

หลังจากเรียนจบเธอก็ได้ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดให้กับบริษัท Microsoft ของบิล เกตส์ โดยรับผิดขอบในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มัลติมีเดียต่างๆ ซึ่งรวมถึง Cinemania, Encarta, Publisher, Microsoft Bob, Money, Works (Macintosh) และ Word ก่อนที่เธอจะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไป

นอกจากนี้เธอยังได้มีส่วนในการทำงานร่วมกับ Expedia หนึ่งในเว็บไซต์จองการเดินทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Microsoft

การเข้ามาทำงานใน Microsoft ทำให้เธอได้พบกับบิล เกตส์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำของบริษัทก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจแต่งงานและสร้างครอบครัวด้วยกัน เธอจึงลาออกจากงานในปี 1996

นอกจากนี้เธอยังเป็นหนึ่งในสมาชิกของคณะกรรมการมหาวิทยาลัยดุ๊กในปี 1996 ถึง 2003 และดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของบริษัท The Washington Post ตั้งแต่ปี 2004 ทั้งยังอยู่ในคณะกรรมการบริการของ Drugstore.com ก่อนที่จะออกไปในปี 2006 เพื่อมุ่งเน้นไปที่โครงการการกุศล

การกุศลเพื่อสังคม

ในปี 2000 เธอและอดีตสามีร่วมกันก่อตั้งมูลนิธิ Bill & Melinda Gates ซึ่งเป็นมูลนิธิเอกชนหรือส่วนบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อปรับปรุงการบริหารสุขภาพและลดความยากจนทั่วโลกรวมทั้งขยายโอกาสการศึกษาและการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ

นอกจากนี้ในปี 2015 เธอยังได้ก่อตั้ง Pivotal Ventures องค์กรอิสระที่มุ่งเน้นการพัฒนาและแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อไปสตรีและครอบครัวในสหรัฐ

“ในที่สุดโลกก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความจริงที่ว่าไม่มีพวกเราสักคนที่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้เมื่อครึ่งหนึ่งของพวกเราถูกรั้งไว้ ข้อมูลชัดเจนว่าผู้หญิงมีอำนาจสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้” เธอเขียนในบันทึกเกี่ยวกับหนังสือของเธอ

คารา สไวเชอร์ (Kara Swisher) นักข่าวด้านเทคนิคทวีตว่าเธอเห็นมีมตลกๆ มากมายเกี่ยวกับแมคเคนซี สก็อต (MacKenzie Scott) และเมลินดา เกตส์ไปเที่ยวทริปไกลๆ ด้วยกัน (หมายความว่าทั้งคู่หย่าจากสามีรวยๆ แล้วใช้ชีวิตสบายๆ ได้ทั้งชาติ)

“แต่ FYI: เมลินดาได้ลงทุนจำนวนมากผ่าน Pivotal Ventures ของเธอและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในมูลนิธิ Bill & Melinda Gates มาเป็นเวลานานจึงไม่แน่ใจว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด”

นี่คือพลังของเมลินดาที่มีมากกว่าภรรยาคนรวยคนอื่นๆ 

เพื่อนหญิงพลังหญิง

ในขณะที่เธอให้ความสำคัญกับสิทธิและความเท่าเทียมของสตรีมาโดยตลอด โดยเธอยังเขียนหนังสือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้หญิงในชื่อ “The Moment of Lift: How Empowering Women Changes the World” ซึ่งเน้นย้ำให้เห็นถึงความล้มเหลวในการยอมรับงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนของผู้หญิง

ประสบการณ์ทำงานของเธอในสถานที่ทำงานที่มีชายเป็นใหญ่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอสนับสนุนผู้หญิงในสาขาคอมพิวเตอร์มากขึ้น โดยในปี 2016 เธอประกาศจุดยืนว่าต้องการเพิ่มความหลากหลายในที่ทำงานโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

นอกจากนี้จดหมายประจำปี 2016 จากมูลนิธิ Bill & Melinda Gates เธอระบุไว้ว่าผู้หญิงควรใช้เวลาไปกับงานที่ได้รับค่าตอบแทน เริ่มต้นธุรกิจ หรือสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจของสังคมทั่วโลก

แม้ว่าเธอจะประกาศหย่าร้างกับสามีแต่เธอยืนยันว่าจะยังคงทำงานมูลนิธิร่วมกับบิล เกตส์ต่อไป ขณะที่เธอยังวางตำแหน่งตัวเองในฐานะนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีดังเดิม

Photo by Ludovic MARIN / AFP

ชาวอินเดียโกรธแค้นวัคซีนไม่พอ ซีอีโอผู้ผลิตเผ่นออกจากประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651983

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

ชาวอินเดียโกรธแค้นวัคซีนไม่พอ ซีอีโอผู้ผลิตเผ่นออกจากประเทศขณะนี้อินเดียกำลังเจอวิกฤตโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนักโดยมีผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศกว่า 19.9 ล้านคน

หลังจากกที่ อะทาร ปูนาวาลา (Adar Poonawalla) ซีอีโอของสถาบันเซรั่มแห่งอินเดีย (SII) ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 ในประเทศออกมายอมรับถึงปัญหาวัคซีนขาดตลาดที่จะเกิดขึ้นไปจนถึงกลางปีขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอินเดียกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต ส่งผลให้เขาต้องหลบหนีออกจากประเทศโดยให้เหตุผลว่าตนถูกคุกคามอย่างหนัก

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาปูนาวาลาให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Times ของอังกฤษว่าตนย้ายมาที่นี่เนื่องจากถูกกดดันและข่มขู่คุกคามอย่างหนัก ผู้คนในอินเดียกล่าวหาว่าเขาและ SII กักตุนวัคซีน

ขณะที่การผลิตวัคซีนในอินเดียกำลังเจออุปสรรคทั้งด้านแรงงานและวัตถุดิบขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมาก SII จึงไม่สามารถผลิตได้ตามความต้องการ แต่กำลังเจรจากับประเทศพันธมิตรเพื่อร่วมมือกันผลิตวัคซีน

“ทุกคนรู้สึกว่าพวกเขาควรได้รับวัคซีน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นควรได้รับวัคซีนก่อนพวกเขา” ปูนาวาลากล่าว พร้อมเสริมว่าเขาจะยังคงอยู่ในอังกฤษต่อไปอีกนานเพราะไม่อยากกลับไปอยู่ในสถานการณ์กดดันในอินเดีย

แต่ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ทวีตข้อความระบุว่าได้เดินทางไปเพื่อพบหุ้นส่วนในอังกฤษและตนจะกลับอินเดียในอีกไม่นาน

Had an excellent meeting with all our partners & stakeholders in the U.K. Meanwhile, pleased to state that COVISHIELD’s production is in full swing in Pune. I look forward to reviewing operations upon my return in a few days.— Adar Poonawalla (@adarpoonawalla) May 1, 2021

ทั้งนี้ SII เป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลกโดยผลิตวัคซีนต้านโควิด-19 มากกว่า 60 ล้านโดสต่อเดือน

ล่าสุด เว็บไซต์ Business Today รายงานว่า ปูนาวาลาจะลงทุน 250 ล้านปอนด์เพื่อขยายธุรกิจวัคซีนและตั้งสำนักงานขายแห่งใหม่ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการความร่วมมือทางการค้าขั้นสูงระหว่างอินเดีย-อังกฤษมูลค่า 1 พันล้านปอนด์

การลงทุนดังกล่าวเพื่อสนับสนุนการทดลองทางคลินิก การวิจัยและพัฒนา รวมถึงการผลิตวัคซีนเพื่อช่วยสหราชอาณาจักรต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาตามคำแถลงของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ (Downing Street)

Photo by Narinder NANU / AFP

ประเทศไทยอยู่จุดไหนในการฉีดวัคซีนทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651974

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 14:25 น.

ประเทศไทยอยู่จุดไหนในการฉีดวัคซีนทั่วโลกมาดูอัตราการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 จากทั่วโลก

ข้อมูลการฉีดวัคซีนจาก The Our World in Data เว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลของ The Global Change Data Lab ซึ่งมีการรวบรวมข้อมูลอัตราการฉีดวัคซีนของทั่วโลกอัปเดตล่าสุดวันที่ 2 พฤษภาคมพบว่าจำนวนวัคซีนที่ฉีดรวมทั่วโลกอยู่ที่ 1,152,011,996 โดสขณะที่ 10 ประเทศที่ได้รับการฉีดวัคซีนในอัตราสูงที่สุดเมื่อพิจารณาจากสัดส่วนจำนวนประชากรในประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเซเชลส์ 68.82% ตามมาด้วยอิสราเอล 62.43%, สาธารณรัฐซานมารีโน 59.72%, สาธารณรัฐมัลดีฟส์ 54.94%, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 51.38%, สหราชอาณาจักร 50.83%, สหรัฐอเมริกา 43.97%, ชิลี 42.44%, ฮังการี 42.16% และบาห์เรน 42.14% (ดูกราฟที่ 1)

กราฟที่ 1

แต่หากนับเฉพาะจำนวนวัคซีนที่ฉีดโดยไม่เทียบกับจำนวนประชากรในประเทศนั้นประเทศทีฉีดวัคซีนมากที่สุดจะเป็นประเทศจีน 265,064,000 โดส ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา 243,463,471 โดส, อินเดีย 156,637,825 โดส, สหภาพยุโรป 147,294,988 โดส และสหราชอาณาจักร 49,287,257 โดส ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 56 ด้วยจำนวนวัคซีน 1,477,078 โดส

โดยอัตราการฉีดวัคซีนในประเทศไทยอยู่ที่ 1.58% จากจำนวนประชากร 69.8 ล้านคน แม้ว่าจะยังเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่จากกราฟแสดงให้เห็นว่าจำนวนประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนนั้นยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง (ดูกราฟที่ 2)

กราฟที่ 2

เมื่อเทียบประเทศไทยกับ 10 ประเทศอาเซียนแล้วจะพบว่าประเทศที่ฉีดวัคซีนในให้แก่ประชาชนมากที่สุดเป็นอันดับแรกจะเป็นสิงคโปร์และเป็นประเทศแรกที่เริ่มฉีดวัคซีนในประเทศ อัตราการฉีดวัคซีนอยู่ที่ 23.32% ตามมาด้วยกัมพูชาอยู่ที่ 8.51%, อินโดนีเซียอยู่ที่ 4.56%, มาเลเซียอยู่ที่ 2.77%, บรูไน 2.45%, เมียนมา 1.84%, ลาว 1.73%, ไทย 1.58%, ฟิลิปปินส์ 1.51%, และเวียดนาม 0.52% (ดูกราฟที่ 3)

กระนั้นก็ตามข้อมูลข้างต้นเป็นการเทียบที่เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับจำนวนโดสที่ฉีดไป (ดูกราฟที่ 3) จะพบว่าไทยฉีดไปแล้ว 1.49 ล้านโดสอยู่ในอันดับที่ 5 ของกลุ่มอาเซียน อันดับที่ 1 ไล่จนถึงอันดับที่ 10 คือ อินโดนีเซีย (20.17 ล้านโดส), กัมพูชา (2.41 ล้านโดส), สิงคโปร์ (2.21 ล้านโดส), ฟิลิปปินส์ (1.94 ล้านโดส), ไทย (1.49 ล้านโดส), มาเลเซีย (1.46 ล้านโดส), เมียนมา (1.04 ล้านโดส), เวียดนาม (5.06 แสนโดส), ลาว (1.84 แสนโดส), บรูไน (1.04 หมื่นโดส)  

กราฟที่ 3

ขณะที่เมื่อเทียบกับการอัตราฉีดวัคซีนโดยรวมในเอเชียจะพบว่าขณะนี้ในเอเชียมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว 4.3% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 4.6 พันล้านคนโดยเริ่มฉีดวัคซีนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2020 (ดูกราฟที่ 4) รวมแล้วฉีดไป 550 ล้านโดสเทียบกับไทย 1.49 ล้านโดส สำหรับประเทศอื่นๆ ในเอเชียมีสถิติโดยประมาณดังนี้ อินเดียฉีดไป 154 ล้านโดส, เกาหลีใต้ 3.63 ล้านโดส, ญี่ปุ่น 4.49 ล้านโดส และไต้หวัน 5.8 หมื่นโดส 

กราฟที่ 4

หมายเหตุ1 : เป็นอัตราการของประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสซึ่งอาจไม่เท่ากับอัตราของประชากรที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดส

หมายเหตุ 2: สำหรับข้อมูลชุดนี้ Our World In Data ระบุว่า “ชุดข้อมูลการฉีดวัคซีน COVID-19 ระหว่างประเทศที่เรามีให้ในหน้านี้ได้รับการอัปเดตทุกเช้า (ตามเวลาลอนดอน) โดยใช้ตัวเลขอย่างเป็นทางการล่าสุดจากรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขทั่วโลกจนถึงวันก่อนหน้า ค่าประมาณประชากรที่เราใช้ในการคำนวณเมตริกต่อหัวทั้งหมดมาจากการแก้ไขครั้งล่าสุดของแนวโน้มประชากรโลกขององค์การสหประชาชาติ (United Nations World Population Prospects)”

Photo by Kena Betancur / AFP

ไม่ไหวแล้ว อินเดียถึงขั้นดึงหมอฝึกหัดจากห้องสอบมาช่วยสู้ศึกโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651965

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 11:34 น.

ไม่ไหวแล้ว อินเดียถึงขั้นดึงหมอฝึกหัดจากห้องสอบมาช่วยสู้ศึกโควิด ผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 300,000 รายเป็นวันที่ 12 ติดต่อกัน และจุดสูงสุดของกราฟการติดเชื้ออาจเกิดขึ้นในวันที่ 3 ถึง 5 พฤษภาคมจากการประเมินโดยแบบจำลอง ขณะที่นักระบาดวิทยาเรียกร้องให้ออกคำสั่งให้ประชาชนอยู่บ้านเหตุ

รอยเตอร์รายงานว่าอินเดียต้องเลื่อนการสอบแพทย์และพยาบาลฝึกหัดในวันจันทร์โดยปล่อยให้พวกเขามาช่วยแบกรับการรักษาผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเนื่องจากระบบสาธารณสุขล่มสลายหลังมีผู้ป่วยรายใหม่ล้นและเตียงกับออกซิเจนของโรงพยาบาลหมดลง

เนื่องจากสถานพยาบาลใกล้ถึงจุดแตกหัก รัฐบาลจึงเลื่อนการสอบสำหรับแพทย์และพยาบาลเพื่อให้บางคนเข้าร่วมการต่อสู้กับโคโรนาไวรัสร่วมกับบุคลากรที่มีอยู่ ในเมืองปูเนซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองในรัฐมหาราษฏระ ดร. เมกุนด์ เปนูร์การ์ (Dr. Mekund Penurkar ) กลับมาทำงานเพียงไม่กี่วันหลังจากสูญเสียพ่อของเขาจากโควิด -19 แม่และพี่ชายของเขาอยู่ในโรงพยาบาลด้วยโรคไจากวรัส แต่ผู้ป่วยกำลังรอพบเขา

“มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก” เขากล่าว “เพราะผมเคยผ่านสถานการณ์เช่นนี้มาแล้วผมจึงไม่สามารถปล่อยให้คนไข้คนอื่นๆ ต้องเผชิญชะตากรรมได้”

จำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมดจนถึงขณะนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 20 ล้านรายโดยเป็นวันที่ 12 ติดต่อกันที่มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 300,000 ราย ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์กล่าวว่าตัวเลขที่แท้จริงในอินเดียอาจสูงกว่าที่รายงานไว้ 5-10 เท่า

ขีดความสามารถของโรงพยาบาลเต็มที่แล้ว อุปกรณ์ออกซิเจนทางการแพทย์เหลือน้อยและห้องเก็บศพและเมรุเผาศพก็เต็มไปด้วยซากศพ เต็มไปด้วยผู้ป่วยกำลังจะเสียชีวิตบนเตียงในโรงพยาบาล ในรถพยาบาลและในที่จอดรถด้านนอก

“ทุกๆ ครั้งเราต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้โควต้าถังออกซิเจน” บี. เอช. นารายณ์ ราว (B.H. Narayan Rao) เจ้าหน้าที่เขตในเมือง Chamarajanagar ทางตอนใต้กล่าว ซึ่งเมืองนี้มีผู้ป่วยเสียชีวิต 24 รายบางรายสงสัยว่าตายเพราะขาดแคลนอุปกรณ์ออกซิเจน “มันเป็นการต่อสู้แบบวันต่อวัน” นารายณ์ ราว กล่าวเสริมขณะที่เขาอธิบายถึงการแย่งอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่แสนโกลาหล

ในหลายกรณีกลุ่มอาสาสมัครได้เข้ามาช่วยเหลือ เช่น ที่ด้านนอกวัดในเมืองหลวงนิวเดลีอาสาสมัครชาวซิกข์ช่วยกันให้ออกซิเจนแก่ผู้ป่วยที่นอนอยู่บนม้านั่งภายในเต็นท์ชั่วคราวโดยเกี่ยวเข้ากับถังขนาดยักษ์ ทุกๆ 20 นาทีจะมีผู้ป่วยรายใหม่เข้ามา

“ไม่ควรมีใครตายเพราะขาดออกซิเจนไม่ แต่ก่อนมันเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ปัจจุบันมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ” คุรปรีต สิงห์ รุมมี (Gurpreet Singh Rummy) ผู้ให้บริการผู้ป่วยกล่าวกับรอยเตอร์

การติดเชื้อทั้งหมดนับตั้งแต่เริ่มระบาดมีถึง 19.93 ล้านคนในอินเดียเพิ่มขึ้น 368,147 รายใหม่ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 3,417 เป็น 218,959 ราย ขณะนี้มีผู้เข้ารับการรักษาอย่างน้อย 3.4 ล้านคน

กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่ามีความหวังในเชิงบวกเมื่อเทียบกับจำนวนการติดเชื้อที่ลดลงในวันจันทร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนเป็นอย่างน้อย

การสร้างแบบจำลองโดยทีมที่ปรึกษาของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาอาจถึงจุดสูงสุดภายในวันพุธของสัปดาห์นี้ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเนื่องจากไวรัสแพร่กระจายเร็วกว่าที่คาด

อย่างน้อย 11 รัฐและภูมิภาคได้สั่งระงับการเคลื่อนไหวเพื่อยับยั้งการติดเชื้อ แต่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าปล่อยให้วิกฤตจนเกินการควบคุมไม่เต็มใจที่จะประกาศการปิดประเทศโดยกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

“ในความคิดของผมมีเพียงการอยู่บ้านตามคำสั่งระดับชาติและการประกาศภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์เท่านั้นที่จะช่วยตอบสนองความต้องการด้านการรักษาพยาบาลในปัจจุบันได้” ภรามร มุเคอร์จี (Bhramar Mukherjee) นักระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าวในทวิตเตอร์

Photo by TAUSEEF MUSTAFA / AFP

Ethereum มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ กำลังมุ่งหน้าสู่ 5,000 ดอลลาร์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651959

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

Ethereum มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ กำลังมุ่งหน้าสู่ 5,000 ดอลลาร์?หลังจากทำลายสถิติราคาที่ 3,000 ดอลลาร์วันต่อมามันยังพุ่งต่อถึง 3,400 ดอลลาร์ นักวิเคราะห์กำลังมองว่ามันมีโอกาสที่จะฝ่าด่าน 5,000 ดอลลาร์ภายในสัปดาห์นี้หรือไม่?

รอยเตอร์รายงานว่า อีเธอร์ (Ether) สกุลเงินดิจิทัลยอดนิยมหมายเลข 2 ขยายตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในวันอังคารหลังจากทะลุ 3,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในวันก่อนหน้าเนื่องจากนักลงทุนเดิมพันกับความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้งานมันมากขึ้น

Ethereum หรือ Ether มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมา 365% แล้วในปีนี้จนถึง ณ วันที่ 4 พฤษภาคม ผู้ค้าระบุว่าความแรงของมันมาจากการเกาะติดการก้าวกระโดดในช่วงปลายปี 2020 ของ Bitcoin และการอัปเกรดเป็น ethereum blockchain ทำให้มันมีประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น

เจมส์ ควิน (James Quinn) กรรมการผู้จัดการของ Q9 Capital ซึ่งเป็นผู้จัดการความมั่งคั่งส่วนตัวของสกุลเงินดิจิทัลของฮ่องกงกล่าวกับรอยเตอร์ว่าส่วนหนึ่งที่ Ether พุ่งขึ้นมาครั้งใหญ่เป็นเพราะความแรงของ Bitcoin ในช่วงปลายปี 2020

เขายังกล่าวว่ามันยังสะท้อนให้เห็นถึงการปรับปรุง Ethereum blockchain และการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นไปสู่ “DeFi” หรือการเงินแบบกระจายอำนาจซึ่งหมายถึงการทำธุรกรรมนอกธนาคารแบบดั้งเดิมซึ่ง Ethereum blockchain เป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญ

เจ๋อหาน ฉู่ (Jehan Chu) หุ้นส่วนผู้จัดการของ Kenetic Capital บริษัทร่วมทุนบล็อกเชนของฮ่องกงกล่าวกับรอยเตอร์ว่า “ปริมาณ DeFi ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ราคา Ethereum สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในคริปโตและมองว่า Ethereum เป็นสินทรัพย์อันดับสองที่ปลอดภัย” 

อัตราแลกเปลี่ยนของ Ether / Bitcoin ยังอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีครึ่ง ณ วันอังคารหลังแตะระดับสูงสุดดังกล่าวในวันอาทิตย์ และเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ในปีนี้ขณะที่มูลค่า Bitcoin คงที่ที่ 57,295 ดอลลาร์

ไนเจล กรีน (Nigel Green) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง deVere Group กล่าวในบันทึกการวิเคราะห์เมื่อวันจันทร์ว่า Ether เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลประโยชน์หลักในการขยายตัวของตลาดสกุลเงินดิจิทัล

“ความเฟื่องฟูในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากความสนใจที่เพิ่มสูงขึ้นจากนักลงทุนสถาบันรายใหญ่และการยอมรับที่เพิ่มขึ้นว่าสกุลเงินดิจิทัลไร้พรมแดนคืออนาคตของเงิน” กรีน กล่าว “ โมเมนตัมนี้มีแนวโน้มที่จะเดินหน้าต่อไปในระยะเวลาอันใกล้นี้และผมเชื่อว่า Ether จะแตะ 5,000 ดอลลาร์ภายในเจ็ดวัน”

Bill และ Melinda Gates การหย่าร้างที่เดิมพันด้วยเงิน 1.46 แสนล้านดอลลาร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651949

วันที่ 04 พ.ค. 2564 เวลา 09:36 น.

Bill และ Melinda Gates การหย่าร้างที่เดิมพันด้วยเงิน 1.46 แสนล้านดอลลาร์ข่าวใหญ่ที่สุดของวันนี้คือการประกาศยุติความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยายาวนานกว่า 27 ปีของบิลและเมลินดา เกตส์ คู่รักที่สร้างอาณาจักรไอทีและสั่งสมความมั่งคั่งมหาศาลรวมถึงงานด้านการกุศลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งในประวัติศาสตร์ผ่าน Bill & Melinda Gates Foundation

Bloomberg รายงานว่าการประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าทั้งคู่แยกจากกันหลังจากแต่งงาน 27 ปีมีพลังที่จะกระเพื่อมผ่านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการถือครองธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก สั่นสะเทือนโลสาธารณสุขและนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและประเด็นทางสังคมรวมถึงความเท่าเทียมกันสำหรับผู้หญิง

ทั้งคู่ซึ่งเป็นผู้กุมทรัพย์สินประมาณ 146,000 ล้านดอลลาร์ตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index แต่การหย่าร้างครั้งนี้ทั้งคู่ไม่ได้บอกใบ้ถึงแผนการทางการเงินของพวกเขาแม้ว่าพวกเขาจะเน้นย้ำว่าพวกเขาจะร่วมมือในการทำการกุศลต่อไป

“หลังจากครุ่นคิดและทำงานมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา เราได้ตัดสินใจยุติการแต่งงานของเรา” ทั้งสองกล่าวในแถลงการณ์สั้นๆ ที่โพสต์บนทวิตเตอร์ “เราได้เลี้ยงดูลูกๆ ที่น่าทึ่ง 3 คนและสร้างมูลนิธิที่ปฏิบัติงานทั่วโลกเพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่มีสุขภาพดีและมีประสิทธิผล”

บิล เกตส์ผู้ร่วมก่อตั้ง Microsoft Corp. วัย 65 ปีได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดเป็นอันดับสี่ของโลกส่วน เมลินดา เกตส์วัย 56 ปีเป็นอดีตผู้จัดการของ Microsoft ที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ ทั้งคู่ทำงานในฐานะมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation มอบให้ไปแล้วมากกว่า 50 หมื่นล้านเหรียญ

โฆษกขององค์กรเขียนไว้ในแถลงการณ์ทางอีเมลว่าพวกเขาจะยังคงเป็นประธานร่วมและผู้ดูแลมูลนิธิต่อไป

“ไม่มีการเปลี่ยนแปลงบทบาทของพวกเขาหรือองค์กรที่มีการวางแผนไว้ พวกเขาจะยังคงทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดและอนุมัติยุทธศาสตร์ของมูลนิธิ สนับสนุนการแก้ปัญหาของมูลนิธิ และกำหนดทิศทางโดยรวมขององค์กร”

นับเป็นการหย่าร้างครั้งที่สองแบบช็อคโลกในบรรดาบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาหลังจากการประกาศแยกทางกันในปี 2019 ของเจฟ เบซอส (Jeff Bezos) และแมคเคนซี สก็อตต์ (MacKenzie Scott)

การแบ่งแยกดังกล่าวซึ่งแบ่งสัดส่วนการถือหุ้นของทั้งคู่ใน Amazon.com Inc. ทำให้ MacKenzie กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในทันที ในช่วงหลายเดือนต่อมาเธอกลายเป็นหนึ่งในผู้ใจบุญที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกโดยมอบเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับกิจกรรมทางสังคมที่มักถูกมองข้ามจากผู้บริจาคระดับมหาเศรษฐี

ความมั่งคั่งของเกตส์มีความซับซ้อนกว่ากรณีของอดีตสามีภรรยาเบซอสซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นของ Amazon

มูลค่าสุทธิของบิล เกตส์มาจาก Microsoft แต่ตอนนี้หุ้นของผู้ผลิตซอฟต์แวร์อาจคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 20% ของทรัพย์สินของเขา เขาเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้นไปที่มูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและยังไม่มีการเปิดเผยสัดส่วนการถือหุ้นที่แน่นอนนับตั้งแต่เขาออกจากคณะกรรมการของ Microsoft เมื่อปีที่แล้ว

ทรัพย์สินที่ใหญ่ที่สุดของเกตส์คือ Cascade Investment ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่เขาสร้างขึ้นด้วยรายได้จากการขายหุ้นของ Microsoft และเงินปันผลซึ่งดำเนินการโดย Michael Larson ผ่านทาง Cascade Investment เกตส์มีความสนใจในด้านอสังหาริมทรัพย์, พลังงาน และการบริการ ตลอดจนการเดิมพันในบริษัทมหาชนหลายสิบแห่งรวมถึง Canadian National Railway และ Deere & Co.

มอนิกา แมซเซ (Monica Mazzei) ทนายความด้านการหย่าร้างและหุ้นส่วนที่ Sideman & Bancroft LLP ในซานฟรานซิสโกกล่าวว่าคำถามใหญ่เกี่ยวกับมูลนิธิของทั้งคู่และสำนักงานครอบครัวคือขอบเขตที่พวกเขาวางแผนที่จะทำงานร่วมกันในอนาคต

“แม้ในการหย่าร้างที่เป็นมิตรที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา แต่ความพอใจส่วนบุคคลทำให้ต้องแบ่งรากฐานออกเป็นสองส่วนเพื่อให้มีอิสระมากขึ้นและเกี่ยวข้องกันน้อยลง” แมซเซกล่าว หลักการเดียวกันนี้ใช้กับสำนักงานของครอบครัวซึ่งการลงทุนสามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนแยกกัน

ทั้งคู่อาศัยอยู่ในรัฐวอชิงตันซึ่งเป็นรัฐที่ใช้กฎหมายทรัพย์สินรวมหมู่ นั่นหมายความว่าสิ่งที่ได้มาระหว่างการแต่งงานจะถือว่าทั้งคู่เป็นเจ้าของเท่าๆ กัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินจะถูกแบ่งครึ่ง

“ไม่ใช่เรื่องบังคับ 50-50” แจเน็ต จอร์จ (Janet George) ทนายความครอบครัวในวอชิงตันกัของบริษัท McKinley Irvin กล่าว “ศาลสามารถตัดสินได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งที่ยุติธรรมและเสมอภาค”

นอกจากนี้รัฐยังกำหนดให้มีระยะเวลาพักร้อน 90 วันนับจากวันที่คู่สามีภรรยาฟ้องหย่าเป็นครั้งแรกและเร็วที่สุดที่ผู้พิพากษาจะสามารถสรุปได้ การค้นหาข้อมูลจดทะเบียนสาธารณะของเขต King County ในวันจันทร์ไม่พบการยื่นฟ้องจากบิลและเมลินดา

แจเน็ต จอร์จ กล่าวว่าคนทั่วไปอาจไม่ทราบว่าพวกเขาแบ่งทรัพย์สินกันอย่างไรเพราะมันสามารถซ่อนอยู่หลังสัญญาส่วนตัว และตอนนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าทั้งสองลงนามในข้อตกลงก่อนสมรสหรือไม่ ส่วนลูกคนเล็กอายุ 18 ปี

จาก Bill and Melinda Gates to Divorce With $146 Billion at Stake โดย Bloomberg 

Photo by Ludovic MARIN / AFP

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ส่องผลดีผลเสียของ Pfizer สู้กลายพันธุ์ไหวไหม? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651879

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 21:00 น.

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: ส่องผลดีผลเสียของ Pfizer สู้กลายพันธุ์ไหวไหม?ความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

มีประสิทธิภาพแค่ไหน

• อย่างที่ทราบกันดีว่าวัคซีนต้านโควิด-19 ของไฟเซอร์ (Pfizer) มีประสิทธิภาพสูงโดยผลการทดลองที่ตีพิมพ์บนนิตยสารทางการแพทย์ The New England Journal of Medicine เมื่อเดือนธ.ค. ระบุว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแบบมีอาการได้ 95%

• ต่อมามีการรายงานประสิทธิภาพของวัคซีนอีกครั้งอยู่ที่ 94.8% ขณะที่ประสิทธิภาพของวัคซีนเข็มแรกอยู่ที่ 92.6% ซึ่งก็ยังถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง

• Pfizer ยังคงเป็นที่เชื่อมั่นในวงการแพทย์โดย The Chronicle รายงานว่ากุมารแพทย์ในอังกฤษกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการอนุมัติฉีดวัคซีนของไฟเซอร์ให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

• ดร.เจนนิเฟอร์ พอลเลย์ ผู้อำนวยการแพทย์กุมารเวชศาสตร์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือกล่าวว่า “Pfizer คือความมั่นใจ” และกุมารเวชศาสตร์ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษกำลังเร่งทำงานเพื่อฉีดวัคซีนให้แก่เด็กๆ

• โดยดร.พอลเลย์กล่าวว่าความหวังของเธอคือการเปิดคลินิกฉีดวัคซีน Pfizer ให้ได้หลายแห่งต่อสัปดาห์เพื่อยุติการแพร่ระบาดของไวรัสก่อนที่มันจะกลายพันธุ์ไปมากกว่านี้ ผู้ปกครองมักมีคำถามและข้อกังวลเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนให้ลูกๆ ของพวกเขา แต่ดร.พอลเลย์ยืนยันว่า “เราจะไม่มีทางให้มันถ้าเราไม่คิดว่ามันดี”

ผลข้างเคียงมีอะไรบ้าง?

• สำหรับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการฉีดวัคซีนอย่างที่ทราบกันว่าอาจเกิดผลข้างเคียงไม่รุนแรง อาทิ ปวดบริเวณที่ฉีดวัคซีน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หนาวสั่น แต่ก็ยังคงมีส่วนหนึ่งที่เกิดผลขางเคียงรุนแรงอย่างอาการชา ต่อมน้ำเหลืองโต หัวใจเต้นผิดจังหวะ

• ขณะที่เมื่อวันที่ 21 เม.ย. องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) เผยสถิติการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันจากผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ทั่วโลก โดยระบุว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก AstraZeneca พบอาการไม่พึงประสงค์ดังกล่าว 287 ราย, ผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก Pfizer พบ 25 ราย, ผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก J&J พบ 8 ราย และผู้ที่ได้รับวัคซีนจาก Moderna พบ 5 ราย

• นอกจากนี้เมื่อวันที่ 1 พ.ค. The Brussels Times รายงานว่าฝรั่งเศสกำลังตรวจสอบกรณีการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบที่เกิดขึ้นจากผู้ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 จาก Pfizer ทั้งสิ้น 5 ราย โดยกระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสกล่าวว่ายังไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนว่าอาการดังกล่าวเกิดจากวัคซีนหรือไม่

• ด้านสำนักงานความปลอดภัยด้านยาแห่งชาติของฝรั่งเศส (ANSM) ระบุว่าข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะสรุปได้ว่าวัคซีนมีผลทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ อย่างไรก็ตามถือว่ายังมีความเป็นไปได้เพราะฉะนั้นต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม

• นอกจากนี้อาการดังกล่าวยังพบในอิสราเอล โดยเมื่อวันที่ 25 เม.ย. กระทรวงสาธารณสุขอิสราเอลแถลงเบื้องต้นว่าในกลุ่มประชากรที่ได้รับวัคซีนจาก Pfizer กว่า 5 ล้านคน มีผู้ที่เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลักสิบคนซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และอายุไม่เกิน 30 ปี

แล้วมันยังเวิร์กไหม?

• แต่ข้อมูลชี้ว่าวัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 ยังคงสูงกว่าผลข้างเคียงของวัคซีน อย่างไรก็ตามยังไม่สรุปว่าอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเป็นผลมาจากการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์แต่กำลังเร่งตรวจสอบกรณีดังกล่าว

• ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) และสำนักงานควบคุมยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของอังกฤษ (MHRA) แถลงเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาว่าทั้งสองได้เฝ้าระวังกรณีที่เกิดขึ้นแต่ยังไม่มีรายงานข้อกังวลด้านความปลอดภัยในประเทศและยังไม่พบความเชื่อมโยงของวัคซีนกับผลข้างเคียงดังกล่าว

• ABC News รายงานผลการสำรวจในสหราชอาณาจักรซึ่งตีพิมพ์บนวารสารทางการแพทย์ The Lancet ศึกษาข้อมูลจาก 627,383 คนที่ได้รับวัคซีนจาก Pfizer และ AstraZeneca พบว่าผลข้างเคียงส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังได้รับวัคซีนและโดยทั่วไปอาการจะหายไปภายใน 48 ชั่วโมง

• โดยคนที่มีอายุน้อย ผู้หญิง และผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อนมีแนวโน้มที่จะเกิดผลข้างเคียงมากกว่าหลังได้รับวัคซีนจาก Pfizer และ AstraZeneca  ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นอาจเป็นอาการปวด บวม แดง คัน ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้โต ท้องร่วง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หนาวสั่น และคลื่นไส้ เป็นต้น โดยพบในผู้ที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 มากกว่าเข็มแรก

• ดร.นิโคลัส วูด จากคณะแพทยศาสตร์และสุขภาพของมหาวิทยาลัยซิดนีย์กล่าวว่า “ผลข้างเคียงเหล่านี้เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่รับรู้ว่าวัคซีนเป็นแอนติเจนแปลกปลอมและกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน” อย่างไรก็ตามวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 และป้องกันอาการรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากโรคโควิด-19

สู้เชื้อกลายพันธุ์ไหวไหม?

• การศึกษาที่นำโดย The Imperial College ซึ่งพิจารณาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันในผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลสุขภาพของอังกฤษหลังจากการฉีด Pfizer ครั้งแรกพบว่าผู้ที่เคยมีการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการ จะมีภูมืคุ้มกันต่อเชื้อกลายพันธุ์มากขึ้น คืแอเชื้อกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรและแอฟริกาใต้

• แต่การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันหลังจากการฉีดวัคซีนครั้งแรกจะน้อยกว่าในผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ซึ่งอาจทำให้พวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยงจากเชื้อกลายพันธุ์ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดโดสที่สอง และการฉีดโดสเดียวยังไม่ถือว่าได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ 

• อิสราเอลซึ่งฉีด Pfizer ให้กับประชากรส่วนใหญ่กำลังจับตาการกลายพันธุ์สายอินเดีย หรือ  B.1.617 ดร. ชารอน อัลรอย-ไพรส์ หัวหน้าฝ่ายบริการสาธารณสุขของอิสราเอลกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่ายังไม่ชัดเจนว่าวัคซีนจะป้องกันสายพันธุ์ของอินเดียได้หรือไม่โดยกล่าวว่า “เราไม่ทราบเกี่ยวกับสายพันธุ์อินเดีย เราไม่ทราบเพียงพอ”

Covax ซื้อวัคซีน Moderna 

• โครงการทุนวัคซีนระดับโลกของ Covax กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าได้ทำข้อตกลงเพื่อซื้อวัคซีน ของ Moderna จำนวน 500 ล้านโดสโดยจะส่งมอบเดือนตุลาคมอย่างเร็วที่สุด เพื่อขยายขอบเขตของวัคซีนในโครงการ Covax ซึ่งจนถึงขณะนี้พึ่งพาวัคซีน AstraZeneca เป็นอย่างมากและได้รับผลกระทบจากความล่าช้า

• Gavi ผู้นำร่วมของโครงการ Covax ประกาศในแถลงการณ์ วัคซีนของ Moderna คาดว่าจะเริ่มจัดหาให้ Covax ได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2021 โดยมีปริมาณ 34 ล้านโดสก่อนสิ้นปี อีก 466 ล้านโดสจะตามมาในปี 2023 ทั้งนี้ สวีเดนยังได้บริจาควัคซีน AstraZeneca จำนวน 1 ล้านโดสให้ Covax อีกด้วย 

Photo by MIGUEL RIOPA / AFP

“ย้ายประเทศกันเถอะ” ถอดบทเรียนฮ่องกงเผ่นหนีรัฐบาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651928

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 19:00 น. "ย้ายประเทศกันเถอะ" ถอดบทเรียนฮ่องกงเผ่นหนีรัฐบาลเมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ทนจึงหาหนทางย้ายออกจากประเทศบ้านเกิด

จากปรากฏการณ์ “ย้ายประเทศกันเถอะ” กลุ่มเฟซบุ๊กที่มีสมาชิกกว่าครึ่งล้านหลังสร้างขึ้นมาได้เพียงไม่กี่วันอาจสะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนรุ่นใหม่เกิดแนวคิดดังกล่าว

โดยเมื่อปี 2019 นับตั้งแต่เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในฮ่องกงก็มีชาวฮ่องกงจำนวนไม่น้อยที่พากันย้ายถิ่นฐานออกจากบ้านเกิด โดย Youth I.D.E.A.S. ศูนย์วิจัยเพื่อขับเคลื่อนการสร้างข้อเสนอเชิงนโยบายในฮ่องกงเผยว่า “ฮ่องกงอาจเข้าสู่ภาวะสมองไหลภายใน 5 ปี”

หลังผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าเกือบ 1 ใน 4 ของแรงงานฮ่องกงอายุต่ำกว่า 35 ปีอยากย้ายไปทำงานต่างประเทศ โดยกว่า 15% ระบุว่าไม่มีแผนที่จะกลับฮ่องกงหากได้งานทำที่ต่างประเทศ โดยพวกเขามี 3 เหตุผลหลักคือต้องการชีวิตการทำงานที่สมดุลมากขึ้น ต่างประเทศมีแผนเปิดรับคนฮ่องกง รวมถึงต้องการเสถียรภาพทางสังคมและการเมือง

ซึ่งนั่นจะทำให้ฮ่องกงขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่ฝีมือดีและเคลื่อนเข้าสู่สังคมสูงวัยในที่สุด

อยากให้ลูกๆ มีอนาคตที่ดีกว่านี้

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา BBC รายงานถึงผู้อพยพจากฮ่องกงที่คิดเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหราชอาณาจักรซึ่งให้วีซ่าประเภทใหม่แก่ชาวฮ่องกง 5.4 ล้านคนหรือคิดเป็นประมาณ 70% ของประชากรทั้งหมดในฮ่องกงให้มีสิทธิย้ายเข้ามาอาศัยและกลายเป็นพลเมืองอังกฤษในที่สุด

หนึ่งในนั้นคือครอบครัวของแอนดี ลี และเทรี หว่อง และลูกๆ เหตุผลหลักของพวกเขาคือต้องการให้ลูกได้รับโอกาสที่ดีกว่าทั้งด้านการศึกษาและอนาคต ตลอดจนหลักนิติรัฐ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่พวกเขาต้องการมาตลอด

แม้ว่าการขอสัญชาติของพวกเขาต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี โดยระหว่างนี้พวกเขาต้องหาเงินเลี้ยงดูตัวเอง แต่ก็ได้รับสวัสดิการรักษาพยาบาล และเงินสนับสนุนการศึกษาให้บุตรเรียนฟรี ซึ่งขณะนี้ลูกๆ ของพวกเขาได้เข้าโรงเรียนใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พวกเขากล่าวว่า “อยากให้ลูกๆ สามารถพูดในสิ่งที่ต้องการในโรงเรียนไม่เหมือนกับในฮ่องกงที่ต้องคอยระมัดระวัง”

โดยในเดือนกันยายนปีที่ผ่านมามีนักเรียนในฮ่องกงถูกสั่งพักการเรียน 1 สัปดาห์หลังแสดงข้อความในชั้นเรียนว่า “ปลดปล่อยฮ่องกง ปฏิวัติเดี๋ยวนี้”

ฝันร้ายจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

นอกจากนี้ยังมีชาวฮ่องกงอีกจำนวนมากที่อพยพไปยังประเทศอื่นๆ อาทิ แคนาดา ออสเตรเลีย และไต้หวันที่เปิดรับผู้อพยพชาวฮ่องกงหลังจากที่จีนออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติซึ่งแอมเนสตี้มองว่าเป็นการคุกคามสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์

ผลการสำรวจจาก Stand News เว็บไซต์ข่าวไม่แสวงหาผลกำไรในฮ่องกงพบว่าชาวฮ่องกงต้องการย้ายถิ่นฐานถึง 76% หลังการประใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่ก่อนการประกาศมีประชาชนต้องการย้ายถิ่นฐานเพียง 37%

ขายบ้านย้ายประเทศ

Centaline Property Agency ตัวแทนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของฮ่องกงเผยข้อมูลเมื่อปลายปีที่แล้วว่ามีชาวฮ่องกงประกาศขายบ้านกว่า 26,000 หลังซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 44% เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นการส่งสัญญาณว่าพวกเขาต้องการย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศอื่น

นอกจากนี้ CNBC ยังระบุว่ากระแสลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นๆ ของชาวฮ่องกงก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศถือเป็นใบเบิกทางในการขอวีซ่าแบบพำนักถาวรตลอดจนการขอสัญชาติในประเทศนั้นๆ

ขณะที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติหลายแห่งมีการยิงโฆษณาบนโซเชียลมีเดียเชิญชวนให้ซื้ออสังหาฯ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญประมาณการว่าปรากฏการณ์นี้อาจเป็นการเคลื่อนย้ายการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของฮ่องกงนับตั้งแต่ปี 1997 และสถิติที่เผยเปิดโดยสำนักงานสถิติแห่ชาติชี้ให้เห็นว่าใน 2019 มีชาวฮ่องกงย้ายไปอยู่ต่างประเทศถึง 29,200 คนซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2012 โดยจุดหมายปลายทางหลักคือสหราชอาณาจักร แคนาดา สหรัฐ ออสเตรเลีย และไต้หวัน

เส้นทางอาจไม่สวยงามเสมอไป

หลายคนวาดฝันไว้ว่าการย้ายไปอาศัยในต่างแดนอาจได้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอิสระเสรีมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีเส้นทางที่สวยงามกับการย้ายถิ่นฐาน

กระแสการย้ายถิ่นฐานของชาวฮ่องกงทำให้เกิดบริษัทรับจ้างพาไปต่างประเทศซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลายแสนเหรียญฮ่องกงหรือนับล้านบาท นอกจากนี้ยังมีมิจฉาชีพใช้ลู่ทางนี้หลอกลวงประชาชนโดยมีประชาชนจำนวนมากถูกหลอกลวงและออกมาร้องเรียนในปี 2019

บางครอบครัวจ่ายเงินไปเป็นจำนวนหลายแสนเหรียญฮ่องกงให้บริษัทเพื่อทำเรื่องอพยพไปยังต่างประเทศโดยใช้เวลานานนับปีก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งยังหายไปพร้อมเงินจำนวนดังกล่าว

หรือบางรายได้ย้ายถิ่นฐานแล้วแต่ก็ต้องเผชิญกับปัญหาในต่างแดน อย่าง ทอม เหลา ชาวฮ่องกงคนหนึ่งซึ่งย้ายไปยังลอนดอนเขาต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเป็นเงิน 6,300 เหรียญฮ่องกงหรือกว่า 25,000 บาทต่อเดือน โดยเจ้าของบ้านแบ่งห้องนอน 3 ห้องของบ้านออกเป็น 6 ห้องเพื่อรองรับผู้อาศัยถึง 8 คน เขากล่าวว่ามันเป็นเหมือนตลาดมืดเพราะเขาไม่มีแม้แต่สัญญาเช่าบ้านแต่ก็ทำอะไรไม่ได้

โดย ณิชมน โลหะขจรพันธ์ 

Photo by Isaac LAWRENCE / AFP

Warren Buffett เตือนอย่าพนันหุ้น-อย่าคิดว่าการลงทุนมันง่าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651922

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 17:01 น.Warren Buffett เตือนอย่าพนันหุ้น-อย่าคิดว่าการลงทุนมันง่ายวอร์เรน บัฟเฟตต์ เซียนการลงทุนแนะถือกองทุนดีกว่าจะไปเดิมพันกับหุ้นตัวเดียว พร้อมเตือนภาวะเงินเฟ้อสหรัฐกำลังแดงเดือด

การประชุมประจำปีของบริษัท Berkshire Hathaway ที่เพิ่งจบสิ้นลงไปเมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ (หรือวันอาทิตย์ตามเวลาประเทศไทย) เป็นอีกครั้งที่มหาเศรษฐีนักลงทุนระดับเซียน วอร์เรน บัฟเฟตต์ ชี้แนะทิศทางการลงทุนในที่ประชุม ครั้งนี้เขามีข้อคิดคมๆ ออกมาเตือนนักลงทุนน้อยใหญ่อีกครั้ง รวมถึงคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจด้วย

1. วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เตือนผู้คนว่าอย่าคิดว่าการลงทุนเป็นวิธีที่ง่ายในการสร้างรายได้ เขาบอกว่าการเลือกผู้ชนะในระยะยาวอาจเป็นเรื่องยาก เขาชี้ให้เห็นว่าในปี 1903 มีบริษัทรถยนต์มากกว่า 2,000 แห่งและเกือบทั้งหมดล้มเหลว แม้ว่ารถยนต์จะเปลี่ยนโฉมประเทศสหรัฐตั้งแต่นั้นมา

2. เขาบอกว่า “การเลือกหุ้นมีอะไรอีกมากมายมากกว่าการคิดว่าอุตสาหกรรมอะไรที่จะน่าทึ่งในอนาคต ผมแค่อยากจะบอกคุณว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิด” และกล่าวว่าแพลตฟอร์มการซื้อขายหุ้นที่อนุญาตให้ผู้คนซื้อและขายหุ้นได้ฟรีเช่น Robinhood เป็นเพียงการสนับสนุนการพนันเท่านั้น

3. บัฟเฟตต์กล่าวว่าคนส่วนใหญ่จะมีฐานะดีขึ้นด้วยการเป็นเจ้าของกองทุนดัชนี S&P 500 แทนที่จะเดิมพันหุ้นเป็นตัวๆ ไป เขากล่าวว่านักลงทุนมือใหม่หลายคนที่เข้ามาในตลาดเมื่อเร็วๆ นี้และผลักดันมูลค่าของ GameStop ผู้ค้าปลีกวิดีโอเกมจนทะลุฟ้า คนเหล่านี้บัฟเฟตต์เป็นพวกนักพนันแท้ๆ

4. บัฟเฟตต์กล่าวว่า Robinhood ได้ดึงดูดหรือ “อาจจะดึงดูด” ผู้คนจำนวนมากที่เอาแต่เล่นการพนันเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นในหุ้นเช่น Apple Inc. เขาบอกว่า “ไม่มีอะไรผิดกฎหมาย ไม่มีอะไรผิดศีลธรรม แต่ผมไม่คิดว่าคุณจะสร้างสังคมขึ้นมาได้จากผู้คนที่ทำเช่นนั้น”

5. บัฟเฟตต์กล่าวว่าในขณะที่โอกาสในการทำกำไรจากการซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์ในแต่ละวันนั้นดีกว่าการเล่นสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่นักลงทุนรายใหม่จำนวนมากจะมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าในการซื้อและถือหุ้นของบริษัทที่ดี เขาบอกว่า “ แรงกระตุ้นในการพนันนั้นแข็งแกร่งมากในผู้คนทั่วโลกและบางครั้งมันก็ได้รับแรงผลักดันมหาศาล มันสร้างโลกแห่งจริงในตัวมันเองมาระยะหนึ่ง แล้วก็ไม่มีใครบอกคุณว่าเมื่อนาฬิกาจะตี 12 ครั้งเมื่อไหร่และทุกอย่างก็เปลี่ยนเป็นฟักทองและหนู” เขาใช้อุปมาเรื่องซินเดอเรลลาที่กลายเป็นหญิงงามชั่วครู่ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นมายาไป

6. ในส่วนของแนวโน้มเศรษฐกิจ บัฟเฟตต์กล่าวว่าเศรษฐกิจกำลังขยับออกจากโซนการระบาด และการฟื้นตัวที่เร็วกว่าที่คาดไว้มาจากการดำเนินมาตรการช่วยเหลือที่รวดเร็วและเด็ดขาดของธนาคารกลางสหรัฐและรัฐบาลสหรัฐซึ่งช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจ 85% เข้าสู่ระดับ “เกียร์ที่สูงมาก”

7. เขาบอกว่า “มันเกือบจะเป็นการซื้อที่บ้าคลั่ง ผู้คนมีเงินในกระเป๋าและจ่ายในราคาที่สูงขึ้น” แต่เมื่อการเติบโตกลับมาแรงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ ธุรกิจหลายแห่งรวมถึง Berkshire ด้วยจึงกำลังขึ้นราคาและทำให้เกิดอัตราเงินเฟ้อ “มากกว่าที่ผู้คนคาดการณ์ไว้เมื่อหกเดือนก่อน”

AFP PHOTO/Nicholas KAMM/FILES

Jihan Wu เศรษฐีคริปโตแดนมังกรผู้เชื่อว่าคริปโตจะเหนือกว่าอินเตอร์เน็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651905

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 15:03 น.Jihan Wu เศรษฐีคริปโตแดนมังกรผู้เชื่อว่าคริปโตจะเหนือกว่าอินเตอร์เน็ต“อู๋จี้หาน” ชายที่ทำให้บางคนคิดว่าเขาคือผู้กุมชะตากรรมของ Bitcoin เขามีวิสัยทัศน์เรื่องคริปโตแบบนี้

ใครๆ ในวงการคริปโตเคอร์เรนซี่ต้องรู้จัก Jihan Wu หรือ “อู๋จี้หาน” เป็นอย่างดี เขาเป็นมหาเศรษฐีผู้ประกอบการสกุลเงินดิจิทัลของจีน และร่วมกับ Micree Zhan หรือ “จ้านเค่อถวน” เพื่อร่วมชาติ ร่วมก่อตั้ง Bitmain ในปี 2013 ซึ่งได้กลายเป็นบริษัทชิปคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับการขุดบิตคอยน์ (Bitcoin) และติดอันดับ 1 ใน 5 มหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุดในเอเชียในปี 2020 ของฟอร์บส์ ปัจจุบันเขายังเป็นประธานของ Bitdeer ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการทำเหมืองขุด Bitcoin

เขาเป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในวงการคริปโตคำพูดของเขาบอกถึงอนาคตของวงการนี้ได้ไม่มากก็น้อย ล่าสุด ในระหว่างการประชุม 421 Wet Season Festival และ Mining Ecology Conference ครั้งที่สอง อู๋จี้หานได้บอกว่า “ในระยะยาวอุตสาหกรรมบล็อกเชนอยู่ในภาวะขาขึ้นและเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นวัตกรรมในอุตสาหกรรมนี้อาจเหนือกว่าอินเทอร์เน็ตด้วยซ้ำ”

อู๋ยังย้ำว่าบริษัทที่มีชื่อเสียงเข้าสู่วงการคริปโตจะมากขึ้นและเขาคาดว่าเศรษฐกิจคริปโตจะขยายตัว แต่ความท้าทายก็คืออุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องสร้าง “มูลค่าที่น่าเชื่อถือ” ซึ่งเป็นประเด็นที่วงการคริปโตถูกท้าทายจากธนาคารกลางสำคัญๆ ของโลกโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ชี้แล้วชี้อีกว่าคริปโตฯ เป็นแค่เป้าหมายเก็งกำไรไม่สามารถนำมาใช้แทนที่เงิ้นสกุลจริง (Fiat currency) ได้

แต่อู๋จี้หานชี้ว่าคริปโตไม่ใช่เรื่องนอกกระแสอีกต่อไปและได้รับการยอมรับจากอำนาจทางการเงินของโลก เขาบอกว่า “นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมเนื่องจากบ่งชี้ว่ามันได้รับการยอมรับมากจากการเงินกระแสหลักขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางการดำเนินงานใหม่ของบริษัท หรือเป็นการลงทุนทางการเงินรูปแบบใหม่ ผมเชื่อว่าบริษัทใหญ่ๆ จะยังคงเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ต่อไปในอนาคต”

อู๋จี้หานพยายามผลักดันสิ่งที่เรียกว่า Bitcoin Unlimited นั่นคือการเปิดทางให้มีจำนวน Bitcoin ไม่จำกัด ซึ่งภายใต้ระบบปัจจุบันที่เรียกว่า Bitcoin Core บล็อก Bitcoin มีความจุจำกัด ที่ 1MB ตั้งแต่เริ่มต้น อย่างไรก็ตาม Bitcoin Unlimited โต้ว่าขนาดของบล็อกเหล่านี้ควรจะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก Bitcoin ได้รับความนิยมมากขึ้น ขีดจำกัดความจุทำให้เกิดความแออัดและนำไปสู่ความล่าช้าในการทำธุรกรรม

อู๋จี้หานดัน Bitcoin Unlimited อย่างหนักหน่วง แต่แนวคิดนี้ก็ถูกต่อต้านไม่น้อยเช่นกัน พวกเขาชี้ว่ามันจะเปิดโอกาสให้รายใหญ่ (เช่น อู๋จี้หาน) ที่มีเทคโนโลยีเหนือกว่าจะมีโอกาสในการขุดมากขึ้นส่วนรายย่อยจะมีโอกาสน้อยลง มันจะนำไปสู่การผูกขาดซึ่งสวนทางกับหลักการเริ่มต้นของ Bitcoin

“อู๋จี้หาน” ภาพจาก Twitter

เส้นทางในโลกคริปโตของอู๋จี้หาน

• อู๋จี้หานเกิดเมื่อปี 1986 ที่เมืองฉงชิ่งประเทศจีน หลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมที่ฉงชิ่งเขาได้เข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งซึ่งเขาได้รับปริญญาเศรษฐศาสตร์และจิตวิทยาสองปริญญาในปี 2009

• หลังจากเรียนจบวิทยาลัย อู๋จี้หานทำงานเป็นนักวิเคราะห์การเงินของบริษัทหุ้นเอกชนแห่งหนึ่ง ในเดือนพฤษภาคม 2011 เขาได้รู้จักกับ Bitcoin และระดมทุน 100,000 หยวนด้วยเงินจากครอบครัวและเพื่อนเพื่อซื้อ Bitcoin 900 โทเคน

• เขาและเพื่อนผู้คลั่งไคล้ Bitcoin ชื่อ จางเจี๋ยร่วมกันก่อตั้ง Babite (ปาปี่เท่อ) ซึ่งเป็นไซต์ชุมชน Bitcoin แห่งแรกของจีน ในช่วงปลายปี 2011 เขาเป็นคนแรกที่แปลสมุดปกขาวของซาโตชิ นากาโมโต (Satoshi Nakamoto) ผู้สร้าง Bitcoin เป็นภาษาจีน

• ในปี 2012 เขาลงทุนใน Kaomao (เข่ามาว) ซึ่งเป็นบริษัทฮาร์ดแวร์สำหรับการขุด Bitcoin แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในตอนแรก Kaomao ก็ประสบปัญหาทางเทคนิคและออกจากธุรกิจในเวลาต่อมา นอกจากนี้เขายังสูญเสียการลงทุนในบริษัท ฮาร์ดแวร์การขุดคริปโตอื่นๆ ด้วย

• อู๋จี้หานตระหนักถึงความสำคัญของความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคในปี 2013 เขาจึงติดต่อจ้านเค่อถวนวิศวกรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเขาเคยพบเมื่อสองสามปีก่อนและโน้มน้าวให้จ้านร่วมก่อตั้งบริษัท Bitmain กับเขาในเดือนพฤศจิกายน 2013 โดยจ้านได้พัฒนา Antminer S1 ซึ่งเป็นอุปกรณ์ขุดเครื่องแรกของบริษัท

• Bitmain เติบโตเป็นบริษัทชิปคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับการขุด Bitcoin โดยมีรายรับ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 ในปี 2018 อู๋จี้หานถือหุ้น 20% ของ Bitmain ส่วนจ้านเค่อถวนถือหุ้น 36%

• ในการจัดอันดับ Blockchain Rich List 2018 ของ Hurun Report ซึ่งเป็นการจัดอันดับมหาเศรษฐีจีน อู๋เป็นผู้ประกอบการคริปโตเคอเรนซีที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 2 ในจีนโดยมีมูลค่าสุทธิ 16.5 หมื่นล้านหยวนรองจากจ้านเค่อถวนเพียงคนเดียว และเขาอยู่ในอันดับที่ 3 ในการจัดอันดับ The Ledger 40 ของ Fortune จากการพลิกโฉมธุรกิจที่เป็นผู้นำด้านการเงินและเทคโนโลยี

• ในปี 2019 อู๋จี้หานก้าวลงจากตำแหน่งซีอีโอร่วมของ Bitmain และก่อตั้งบริษัท Matrixport ซึ่งเป็นบริษัทในสิงคโปร์ที่ให้บริการทางการเงินสำหรับสกุลเงินดิจิทัล เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามของจีนในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล

• ในปี 2021 อู๋จี้หานได้ออกจาก Bitmain อย่างเป็นทางการโดยกล่าวว่าได้เคลียร์เรื่องบาดหมางกับจ้านเค่อถวนด้วยดีแล้ว เขาจึงออกมาตั้ง Bitdeer และ Antpool โดยที่ตัวเขาเป็นประธานบริษัท