ชาวญี่ปุ่น 80% สนับสนุนผู้หญิงครองบัลลังก์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651904

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 14:27 น.ชาวญี่ปุ่น 80% สนับสนุนผู้หญิงครองบัลลังก์ประชาชนญี่ปุ่นสนับสนุนให้สตรีสามารถสืบทอดบัลลังก์ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนเชื้อพระวงศ์ชาย

สำนักข่าวเกียวโดรายงานผลสำรวจความคิดเห็นจาก Kyodo News ชี้ว่าประมาณ 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนให้สตรีสามารถสืบทอดบัลลังก์เป็นจักรพรรดินีในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นกำลังขาดแคลนเชื้อพระวงศ์ชาย

แบบสำรวจดังกล่าวจัดขึ้นในเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมาโดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายไปยังประชาชนญี่ปุ่นที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป 3,000 ทั่วประเทศ อัตราการตอบกลับอยู่ที่ 61.3%

ซึ่งผลสำรวจที่ได้นั้นสอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นของเกียวโดในประเด็นเดียวกันเมื่อปี่ที่แล้วซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดเดิมที่กำหนดให้ผู้สืบทอดราชบัลลังก์เป็นรัชทายาทชายและสืบทอดผ่านเชื้อพระวงศ์ชายเท่านั้น

ทั้งนี้ การสืบทอดราชบัลลังก์ในญี่ปุ่นกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนนับตั้งแต่ที่สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะสละราชบัลลังก์ในปี 2019

โดยพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะมีรัชทายาทเพียง 3 พระองค์ ได้แก่ มกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะ พระอนุชาของจักรพรรดิพระชนมายุ 55 พรรษา, เจ้าชายฮิตาชิพระปิตุลาของจักรพรรดิพระชนมายุ 85 พรรษา และเจ้าชายฮิซาฮิโตะพระโอรสของมกุฎราชกุมารฟูมิฮิโตะพระชนมายุ 14 พรรษา ขณะที่พระจักรพรรดิทรงมีพระธิดา 1 พระองค์คือเจ้าหญิงไอโกะพระชนมายุ 19 พรรษา

ท่ามกลางจำนวนสมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นที่ลดน้อยลงไปเนื่องจากกฎหมายบัญญัติไว้ว่าเชื้อพระวงศ์เพศหญิงต้องสละฐานันดรศักดิ์หากแต่งงานกับชายสามัญชน และลูกๆ ที่เกิดมาก็จะไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์อีกต่อไป

โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นได้หารืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับแนวทาการสร้างความมั่นคงในการสืบทอดราชบัลลังก์ โดยมีการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาเพื่อขอความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในประเด็นดังกล่าว

แม้ว่าจะมีประชาชนจำนวนมากสนับสนุนการสถาปนาจักรพรรดิหญิงและจักรพรรดิสืบเชื้อสายจากตระกูลของมารดา แต่แนวคิดดังกล่าวยังถูกคัดค้านในหมู่นักวิชาการ ผู้ร่างกฎหมาย รวมถึงกลุ่มอนุรักษ์นิยม ตลอดจนพรรคเสรีประชาธิปไตยของนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุงะ

เปิดสาเหตุที่โควิดสายพันธุ์อินเดียคือหายนะของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651895

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.เปิดสาเหตุที่โควิดสายพันธุ์อินเดียคือหายนะของโลกนี่คือสาเหตุที่ไวรัสโคโรนากลายพันธุ์ที่พบในอินเดียจะเป็นอันตรายต่อทั้งโลก

ขณะนี้การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอินเดียนั้นเกินกว่าคำว่าวิกฤตด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทะลุ 4 แสนรายเป็นประเทศแรกของโลก ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสมทั่วประเทศสูงถึงกว่า 19.5 ล้านราย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในเอเชีย และมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ และมีผุ้เสียชีวิตจากโควิด-19 แล้วกว่า 2 แสนราย

หลังจากที่ทางการอินเดียประกาศลดมาตรการป้องกันโรคเมื่อต้นปีเนื่องจากมีผู้ติดเชื้อรายวันลดลงต่ำกว่า 10,000 ราย ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันจัดกิจกรรมทั้งทางการเมืองและศาสนาส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา โดยเฉพาะเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียวอินเดียมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นราว 7 ล้านราย

บทความจาก The new York Times ระบุว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งใหญ่ในอินเดียนั้นจะเป็นอันตรายต่อโลก โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแพร่ระบาดที่ไม่สามารถควบคุมได้จะยืดเวลาการระบาดของโรคและอาจส่งผลให้เกิดไวรัสกลายพันธุ์ที่เป็นอันตรายมากยิ่งขึ้น แพร่ระบาดได้รวดเร็วขึ้น ตลอดจนอาจหลบเลี่ยงภูมิคุมกันของวัคซีน

มันกลายพันธุ์แบบไหน?

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ B.1.617 ที่พบใหม่ในประเทศอินเดียสร้างความกังวลไปทั่วโลกหลังมีการแพร่ระบาดไปแล้วเกือบ 20 ประเทศ ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวอาจมีความสามารถในการแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนกังวลว่าอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน

ทั้งนี้ ไวรัสสายพันธุ์ B.1.617 มีการกลายพันธุ์ใน 2 ตำแหน่ง คือ E484Q และ L452R โดยไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์อื่นๆ ที่พบก่อนหน้านี้จะมีการกลายพันธุ์ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเท่านั้น แต่ไวรัสที่พบในอินเดียมีการกลายพันธุ์ทั้ง 2 ตำแหน่ง นอกจากนี้การกลายพันธุ์ที่หนามโปรตีนของไวรัสจะทำให้ไวรัสสามารถยึดเกาะกับเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ได้ดีขึ้นทำให้แพร่ระบาดได้รวดเร็วขึ้นนั่นเอง

ท่ามกลางหลายประเทศที่ประกาศระงับการเดินทางขาเข้าจากอินเดียเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ B.1.617 แต่การระงับลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในสหรัฐเมื่อสมัยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้สั่งระงับการเดินทางจากประเทศจีนในช่วงแรกๆ ที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคนั้นพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ผล

ดร.อาชิช จา แพทย์ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียซึ่งดำรงตำแหน่งคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบราวน์ระบุว่า “เราสามารถระงับการเดินทางทั้งหมดที่ต้องการได้ แต่ไม่มีทางที่จะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคที่ติดต่อง่ายเหล่านี้แพร่กระจาย” ขณะที่ในอินเดียมีประชากรไม่ถึง 2% ที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 โดส

แล้ววัคซีนเอาอยู่ไหม?

ดร.เซลิน กานเดอร์ แพทย์โรคติดเชื้อและนักระบาดวิทยาจากนิวยอร์กเผยว่า “ขณะนี้วัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีแนวโน้มที่ประสิทธิผลจะต่ำลง” ท่ามกลางการกลายพันธุ์ของไวรัสที่แพร่กระจายไปทั่วโลกซึ่งผู้เชี่ยวชาญเผยว่าวิธีที่ดีที่สุดคือลดอัตราการติดเชื้อและรีบสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่มนุษยชาติโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ ดร.ไมเคิล ไดมอนด์ นักภูมิคุ้มกันไวรัสจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันในเซนต์หลุยส์กล่าวว่ายิ่งไวรัสโคโรนาแพร่ระบาดไปอีกนานเท่าไหรก็ยิ่งมีเวลาในการกลายพันธุ์มากขึ้นเท่านั้นซึ่งนั่นอาจทำให้คุกคามประสิทธิภาพของวัคซีนในที่สุด วิธีเดียวที่จะทำลายวงจรนี้คือทำให้แน่ใจว่าประเทศต่างๆ รวมถึงอินเดียได้รับวัคซีนเพียงพอ

“เพื่อหยุดการแพร่ระบาดนี้เราต้องฉีดวัคซีนให้แก่คนทั้งโลก จะมีการติดเชื้อระลอกใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเว้นแต่เราจะฉีดวัคซีนในระดับโลก” ดร.ไดมอนด์กล่าว

อย่างไรก็ตามยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าไวรัสกลายพันธุ์ทำให้เกิดโรคที่รุนแรงขึ้นหรือลดประสิทธิภาพของวัคซีนในปัจจุบัน

ดับฝันเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

บลูมเบิร์กยังรายงานว่าอินเดียซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกรองจากสหรัฐและจีนเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันขณะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง

แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งใหญ่นี้ดับฝันนั้นลงไปอย่างน่าใจหายท่ามกลางความวิตกกังวลจากผู้ค้าน้ำมันและผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่หลายรายทั่วโลก

ไมค์ ลินช์ ประธานฝ่ายวิจัยพลังงานเชิงกลยุทธ์และเศรษฐกิจจากสหรัฐกล่าวว่าหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงสหรัฐกำลังมีความหวังจากการฟื้นตัวของเศรฐกิจ แต่วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคในอินเดียทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าราคาน้ำมันจะไปได้ไกลแค่ไหน

Photo by TAUSEEF MUSTAFA / AFP

สวิสใช้เงินล่อขอทานออกจากเมือง ตั้งข้อแม้ห้ามกลับมาอีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651881

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 11:12 น. สวิสใช้เงินล่อขอทานออกจากเมือง ตั้งข้อแม้ห้ามกลับมาอีกเมืองในสวิตเซอร์แลนด์ผุดไอเดีย “ชำระล้างเมือง” ไล่คนจรจัดแบบเนียนๆ ใครอยากไปให้มารับเงินไปเที่ยวแล้วอย่าได้กลับมาอีก

เมืองบาเซิลในสวิตเซอร์แลนด์เสนอบัตรกำนัลเดินให้กับคนจรจัดและขอทานให้พวกเขาสามารถไปยังจุดหมายปลายทางใด ๆ ก่ได้ในยุโรปโดยมีเงื่อนไขว่าพวกเขาจะไม่กลับมาอีก

สื่อท้องถิ่นเช่น Le News และ 20 Minutes รายงานว่า เมืองบาเซิลระบุว่าใครก็ตามประสบปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัยสามารถขอตั๋วบัตรกำนัลเดินทางโดยรถไฟได้โดยมีมูลค่า 20 ฟรังก์สวิส (ประมาณ 683 บาท) หากพวกเขาเต็มใจที่จะเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรโดยสัญญาว่าจะไม่กลับไปสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงเวลาหนึ่ง

ทอพรัก เยอร์กู (Toprak Yergu) โฆษกของสำนักงานฝ่านยุติธรรมบาเซิลบอกกับสื่อว่าหากผู้ที่ใช้ตั๋วถูกจับได้ว่าละเมิดสัญญาพวกเขาก็เสี่ยงที่จะถูกเนรเทศ จากข้อมูลวันที่ 29 เมษายนมีผู้รับข้อเสนอทั้งหมด 31 คนซึ่งรวมถึง 7 คนจากเบลเยียม 7 คนจากเยอรมนี 2 คนจากอิตาลีและ 14 คนจากโรมาเนียโดยผู้ที่มาจากโรมาเนียได้บินกลับไปยังเมืองหลวงของโรมาเนียคือของบูคาเรสต์แล้วโดยการจัดการของทางการเมืองบาเซิลซึ่งในกรณีนี้ค่าตั๋วเครื่องบินมีมูลค่า 60 ฟรังก์สวิส (ประมาณ 2,049 บาท)

สวิตเซอร์แลนด์มักมีระเบียบที่เข้มงวดกับคนจรจัด/ขอทาน Le News รายงานว่าในปี 2014 ผู้หญิงคนหนึ่งขอทานบนถนนในเมืองเจนีวาถูกปรับ 500 ฟรังก์สวิส (ประมาณ 17,130 บาท ) แต่เธอไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้ ผู้หญิงคนนี้จึงถูกคุมขังเป็นเวลา 5 วัน ในปี 2016 รัฐบาลของรัฐโวด์ยังได้ออกกฎหมายห้ามขอทานข้ามเขตด้วย

Photo – ภาพไฟล์นี้ถ่ายเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2021 หญิงจรจัดคนหนึ่งขอทานที่ฟรีดริชชตราสเซอของเบอร์ลินในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มีรายงานข่าวว่าผู้หญิงไร้ที่อยู่อาศัยประมาณ 2,500 คนในเมืองหลวงของเยอรมนีกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (ภาพโดย Tobias Schwarz / AFP)

มาเลเซียพบโควิดสายพันธุ์อินเดียเคสแรกในประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651876

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 10:25 น.มาเลเซียพบโควิดสายพันธุ์อินเดียเคสแรกในประเทศมาเลเซียพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์อินเดียเคสแรกท่สนามบินกัวลาลัมเปอร์ พร้อมสั่งระงับเที่ยวบินจากอินเดีย

รอยเตอร์สรายงานว่าดร.อัดฮัม บาบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียแถลงพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนากลายพันธุ์สายพันธุ์ B.1.617 จากอินเดียเป็นครั้งแรก โดยตรวจพบระหว่างการตรวจคัดกรองที่สนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์

ผู้ป่วยคนดังกล่าวเป็นนักเดินทางสัญชาติอินเดียซึ่งได้ถูกนำตัวไปรักษาตามกระบวนการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ทางการมาเลเซียได้ประกาศระงับการเดินทางทั้งขาเข้าและขาออกจากอินเดีย พร้อมระงับนักเดินทางที่มีประวัติเชื่อมโยงอินเดียในรอบ 2 สัปดาห์ล่าสุดเข้าประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่

นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียเปิดเผยว่าพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกา (B.1.351) จำนวน 48 ราย, สายพันธุ์อังกฤษ (B.1.1.7) 8 ราย และสายพันธุ์ไนจีเรีย (B.1.525) อีก 2 ราย ขณะที่มีผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศทั้งสิ้นอย่างน้อย 415,012 ราย และผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 ราย

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าการกลายพันธุ์ในอินเดียอาจส่งผลให้เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายได้มากขึ้นหรือเกิดโรคที่รุนแรงขึ้นหรือหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันของวัคซีน

Photo by Juni Kriswanto / AFP

บทเรียนราคาแพง เมื่ออินเดีย “ฟังนักการเมืองมากกว่าฟังนักวิทย์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651839

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 09:06 น.บทเรียนราคาแพง เมื่ออินเดีย "ฟังนักการเมืองมากกว่าฟังนักวิทย์" นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำระบุว่ารัฐบาลอินเดียเพิกเฉยต่อคำเตือนท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ฟอรัมของที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลได้เตือนเจ้าหน้าที่อินเดียในช่วงต้นเดือนมีนาคมเกี่ยวกับโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่และสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้มากขึ้นในประเทศ โดยนักวิทยาศาสตร์ 5 คนที่เป็นส่วนหนึ่งของฟอรัมเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์

แม้จะมีคำเตือน แต่นักวิทยาศาสตร์ 4 คนกล่าวว่ารัฐบาลกลางไม่ได้พยายามกำหนดข้อจำกัดอย่างมีนัยสำคัญเพื่อหยุดการแพร่กระจายของไวรัส ผู้คนที่ไม่ได้สวมหน้ากากป้องกันหลายล้านคนเข้าร่วมงานเทศกาลทางศาสนาและการชุมนุมทางการเมืองทั้งที่จัดขึ้นโดยนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีผู้นำพรรครัฐบาลและที่จัดโดยนักการเมืองฝ่ายค้าน

ขณะเดียวกันเกษตรกรหลายหมื่นคนยังคงตั้งแคมป์ที่ชานกรุงนิวเดลีเพื่อประท้วงการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเกษตรของโมดี

ขณะนี้ประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกกำลังดิ้นรนเพื่อควบคุมการระบาดระลอกที่สองที่รุนแรงกว่าปีที่แล้วซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่ากำลังถูกเร่งโดยสายพันธุ์ใหม่และอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ตรวจพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักร อินเดียรายงานผู้ป่วยรายใหม่ 386,452 รายในวันศุกร์ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของโลก

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการติดเชื้อถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดของอินเดียนับตั้งแต่โมดีเข้ารับตำแหน่งในปี 2014 แต่ยังคงต้องรอกันต่อไปว่าการรับมือการระบาดที่ย่ำแย่อาจส่งผลต่อโมดีหรือพรรคของเขาทางการเมืองอย่างไร การเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปจะครบกำหนดในปี 2024 การลงคะแนนในการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งล่าสุดส่วนใหญ่เสร็จสิ้นก่อนที่จะมีการขยายตัวของการติดเชื้อครั้งใหม่

จากข้อมูลนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางตอนเหนือของอินเดียเผยว่า คำเตือนเกี่ยวกัสายพันธุ์ใหม่ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ออกโดย Indian SARS-CoV-2 Genetics Consortium หรือ INSACOG ถูกแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รายงานโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถระบุได้ว่าการค้นพบของ INSACOG ถูกส่งต่อไปยังโมดีหรือไม่ และสำนักงานของโมดีไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นจากรอยเตอร์ได้

INSACOG ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเวทีของที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์โดยรัฐบาลในช่วงปลายเดือนธันวาคมโดยเฉพาะเพื่อตรวจหาสายพันธุ์ทางพันธุกรรมของโคโรนาไวรัสที่อาจคุกคามสุขภาพของประชาชน INSACOG รวบรวมห้องปฏิบัติการระดับชาติ 10 แห่งที่สามารถศึกษาสายพันธุ์ของไวรัสได้

อาชัย ปริทา (Ajay Parida) ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตของรัฐและสมาชิกของ INSACOG กล่าวกับรอยเตอร์ว่า นักวิจัยของ INSACOG ตรวจพบ B.1.617 เป็นครั้งแรกซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อไวรัสสายพันธุ์อินเดียเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางตอนเหนือของอินเดียกล่าวกับรอยเตอร์ว่า INSACOG ได้แบ่งปันผลการวิจัยกับศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติ (NCDC) ของกระทรวงสาธารณสุขก่อนวันที่ 10 มีนาคมเตือนว่าการติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในบางพื้นที่ของประเทศ จากนั้นผลการวิจัยได้ถูกส่งต่อไปยังกระทรวงสาธารณสุขของอินเดีย

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน INSACOG ได้เริ่มจัดทำร่างแถลงการณ์ของสื่อสำหรับกระทรวงสาธารณสุข ฉบับร่างที่รอยเตอร์เห็นได้ระบุผลการค้นพบของฟอรัม คือ สายพันธุ์ใหม่ของอินเดียมีการกลายพันธุ์ที่สำคัญ 2 ส่วนในส่วนของไวรัสที่เกาะติดกับเซลล์ของมนุษย์ และพบ 15% ถึง 20% ของตัวอย่างจากรัฐมหาราษฏระซึ่งเป็นรัฐที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดของอินเดีย

ร่างแถลงการณ์กล่าวว่าการกลายพันธุ์ที่เรียกว่า E484Q และ L452R นั้น “น่ากังวลมาก” กล่าวว่า “มีข้อมูลของไวรัสที่กลายพันธุ์ E484Q ซึ่งหลบเลี่ยงการทำลายโดยแอนติบอดีอย่างมากจาการเพาะเชื้อตัวอย่างในห้องแล็บ และมีข้อมูลว่าการกลายพันธุ์ของ L452R มีผลต่อทั้งความสามารถในการแพร่กระจายที่เพิ่มขึ้นและการหลบเลี่ยงของภูมิคุ้มกัน”

กล่าวอีกนัยหนึ่งโดยพื้นฐานแล้วนั่นหมายความว่าไวรัสรุ่นที่กลายพันธุ์สามารถเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ได้ง่ายขึ้นและต่อต้านการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของบุคคลที่มีต่อการติดเชื้อของมัน

กระทรวงได้เปิดเผยการค้นพบต่อสาธารณะประมาณสองสัปดาห์ต่อมาในวันที่ 24 มีนาคมเมื่อมีการออกแถลงการณ์ต่อสื่อที่ไม่ได้ใส่คำว่า “กังวลอย่างมาก” คำแถลงกล่าวเฉพาะว่าการกลายพันธุ์ที่มีปัญหามากขึ้นจำเป็นต้องใช้มาตรการต่อไปนี้ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ คือ เพิ่มการตรวจเชื้อและการกักกัน การตรวจเชื้อได้เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเป็น 1.9 ล้านครั้งต่อวัน

ต่อขัอซักถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่ค้นพบนี้อย่างเข้มงวดมากขึ้น ตัวอย่างเช่นโดยการจำกัดการชุมนุมขนาดใหญ่ ชาฮีด ญะมีล (Shahid Jameel) ประธานกลุ่มที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ INSACOG กล่าวว่าเขากังวลว่าเจ้าหน้าที่ไม่ให้ความสนใจกับหลักฐานมากพอในขณะที่พวกเขากำหนดนโยบาย

“นโยบายต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานไม่ใช่วิธีอื่น” เขากล่าวกับรอยเตอร์ “ผมกังวลว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย แต่ผมรู้ว่าเขตอำนาจของผมสิ้นสุดลงที่ใด ในฐานะนักวิทยาศาสตร์เราแสดงหลักฐาน ส่วนการกำหนดนโยบายเป็นหน้าที่ของรัฐบาล”

ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทางตอนเหนือของอินเดียกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าเอกสารฉบับร่างถูกส่งไปยังข้าราชการที่อาวุโสที่สุดในประเทศ คือ ราชีว เคาพา เลขาธิการคณะรัฐมนตรีซึ่งรายงานโดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถมราบได้ว่าโมดีหรือสำนักงานของเขาได้รับแจ้งการค้นพบนี้หรือไม่ ส่วนเคาพาไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็น

รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันการชุมนุมที่อาจเร่งการแพร่กระจายของสายพันธุ์ใหม่เนื่องจากผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 4 เท่าภายในวันที่ 1 เมษายนจากเดือนก่อน

ทั้งโมดีและผู้แทนระดับสูงของเขาและนักการเมืองอื่นๆ อีกหลายสิบคนรวมถึงฝ่ายค้านได้จัดการชุมนุมทั่วประเทศเพื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นตลอดเดือนมีนาคมและในเดือนเมษายน

รัฐบาลยังอนุญาตให้มีการจัดงานเทศกาลทางศาสนา กุมภเมลาซึ่งมีชาวฮินดูหลายล้านคนเข้าร่วมตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม ในขณะเดียวกันเกษตรกรหลายหมื่นคนได้รับอนุญาตให้ตั้งแคมป์ในเขตชานเมืองนิวเดลีเพื่อประท้วงกฎหมายการเกษตรฉบับใหม่

แน่นอนว่า นักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่าการระบาดครั้งนี้ใหญ่กว่าที่คาดไว้มากและความล้มเหลวไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นผู้นำทางการเมืองเพียงอย่างเดียว “ไม่มีปนะโยชน์ที่จะกล่าวโทษรัฐบาล” เสามิตระ ทาส ผู้อำนวยการสถาบันจีโนมิกส์ชีวการแพทย์แห่งชาติซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ INSACOG กล่าวกับรอยเตอร์

INSACOG รายงานต่อศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติในนิวเดลี แต่สุชีต กุมาร สิงห์ ผู้อำนวยการ NCDC เพิ่งบอกกับการชุมนุมทางออนไลน์ส่วนตัวว่าจำเป็นต้องมีมาตรการปิดกั้นที่เข้มงวดในช่วงต้นเดือนเมษายนตามบันทึกการประชุมที่ตรวจสอบโดยรอยเตอร์

“เวลาที่แน่นอนตามความคิดของเราคือ 15 วันก่อนหน้านี้” สิงห์กล่าวในการประชุมวันที่ 19 เมษายนโดยอ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการปิดกั้นที่เข้มงวดขึ้น

สิงห์ไม่ได้กล่าวในระหว่างการประชุมว่าเขาเตือนรัฐบาลโดยตรงถึงความจำเป็นในการดำเนินการในเวลานั้นหรือไม่ สิงห์ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรอยเตอร์

ซิงห์กล่าวกับการประชุมในวันที่ 19 เมษายนว่าเมื่อเร็วๆ นี้เขาได้แจ้งถึงความเร่งด่วนของเรื่องนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

“มันถูกเน้นอย่างชัดเจนมากว่า เว้นแต่จะใช้มาตรการที่รุนแรงในตอนนี้ มันจะสายเกินไปที่จะป้องกันการเสียชีวิตที่เรากำลังจะได้เห็น” สิงห์กล่าวโดยอ้างถึงการประชุมซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 18 เมษายนเขาไม่ได้ระบุว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดอยู่ในการประชุมหรือเผยว่าเจ้าหน้าที่ที่ร่วมการประชุมมีตำแหน่งใด

สิงห์กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนในที่ประชุมกังวลว่าเมืองขนาดกลางอาจมีปัญหาทางกฎหมายและปัญหาการสั่งซื้อเนื่องจากเวชภัณฑ์ที่จำเป็นเช่นออกซิเจนหมดลง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เริ่มชัดขึ้นแล้วในบางส่วนของอินเดีย

ความจำเป็นในการดำเนินการเร่งด่วนยังเห็นได้ชัดจากเมื่อสัปดาห์ก่อนโดยคณะทำงานแห่งชาว่าด้วยโควิด-19 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 21 คนที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาเพื่อให้คำแนะนำทางวิทยาศาสตร์และทางเทคนิคแก่กระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับการแพร่ระบาด มี วี. ค. พอล (V.K. Paul) ผู้ให้คำปรึกษาด้านโคโรนาไวรัสอันดับต้นๆ ของนายกรัฐนตรีโมดี

ทางกลุ่มมีการอภิปรายในวันที่ 15 เมษายนและ “เห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ว่าสถานการณ์ร้ายแรงและเราไม่ควรลังเลที่จะปิดกั้น” นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่เข้าร่วมกล่าว

ตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้เปิดเผยข้อมูล พอลเข้าร่วมการอภิปราย สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถระบุได้ว่าพอลถ่ายทอดข้อสรุปของกลุ่มให้โมดีหรือไม่ พอลไม่ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นจากสำนักข่าวรอยเตอร์

สองวันหลังจากคำเตือนเมื่อวันที่ 18 เมษายนของสิงห์ถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ โมดีได้กล่าวแถถลงต่อประชาชนทั้งประเทศในวันที่ 20 เมษายนโดยโต้แย้งเรื่องการล็คอดาวน์ เขากล่าวว่าการล้อคดาวน์ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายในการต่อสู้กับไวรัส การล็อคดาวน์ทั่วประเทศของอินเดียเป็นเวลา 2 เดือนเมื่อปีที่แล้วทำให้หลายล้านคนต้องตกงานและทำลายเศรษฐกิจ

“เราต้องช่วยประเทศจากการถูกล็อคดาวน์ ผมจะขอให้รัฐต่างๆ ใช้การล็อคดาวน์เป็นตัวเลือกสุดท้ายด้วย” โมดีกล่าว “ เราต้องพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการล็อคดาวน์และมุ่งเน้นไปที่เขตกักกันขนาดเล็ก” เขากล่าวโดยอ้างถึงการล็อคดาวน์ขนาดเล็กที่กำหนดโดยหน่วยงานเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

รัฐบาลรัฐต่างๆ ของอินเดียมีแนวทางกว้างๆ ในการกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขสำหรับภูมิภาคของตนและบางส่วนได้ดำเนินการอย่างอิสระเพื่อพยายามควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส

รัฐมหาราษฏระซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของประเทศซึ่งรวมถึงนครมุมไบได้กำหนดการล็อคดาวน์ที่เข้มงวด เช่น การปิดสำนักงานและร้านค้าในช่วงต้นเดือนเมษายนเนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีเตียง ไม่มีออกซิเจนและไม่มียา จากนั้นกำหนดให้มีการล็อคดาวน์เต็มรูปแบบในวันที่ 14 เมษายน

ขณะนี้สายพันธุ์อินเดียได้ไปถึงอย่างน้อย 17 ประเทศรวมถึงสหราชอาณาจักร, สวิตเซอร์แลนด์ และอิหร่านทำให้รัฐบาลหลายประเทศปิดพรมแดนไม่ให้ผู้คนที่เดินทางมาจากอินเดียเข้าประเทศ

องค์การอนามัยโลกไม่ได้ประกาศให้อินเดียกลายพันธุ์เป็น “สายพันธุ์ที่น่ากังวล” อย่างที่เคยทำกับสายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในสหราชอาณาจักรบราซิลและแอฟริกาใต้ แต่องค์การอนามัยโลกกล่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายนว่าการสร้างแบบจำลองในระยะเริ่มต้นตามลำดับจีโนมชี้ให้เห็นว่า B.1.617 มีอัตราการเติบโตสูงกว่าพันธุ์อื่นๆ ที่หมุนเวียนอยู่ในอินเดีย

อนุราค อัครวัล (Anurag Agrawal) นักวิทยาศาสตร์อาวุโสของ INSACOG กล่าวกับรอยเตอร์ว่านอกจากนี้ยังตรวจพบตัวสายพันธุ์ของสหราชอาณาจักรที่เรียกว่า B.1.1.7 ในอินเดียภายในเดือนมกราคมรวมถึงในรัฐปัญจาบทางตอนเหนือซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของการประท้วงของเกษตรกร

NCDC และห้องปฏิบัติการ INSACOG บางแห่งระบุว่าการเพิ่มขึ้นอย่างมากของการติดเชื้อในปัญจาบเกิดจากสายพันธุ์สหราชอาณาจักรตามคำแถลงของรัฐบาลของรัฐปัญจาบเมื่อวันที่ 23 มีนาคม

ปัญจาบกำหนดล็อคดาวน์ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม แต่เกษตรกรหลายพันคนจากรัฐยังคงอยู่ที่ค่ายประท้วงในเขตชานเมืองของเดลีโดยหลายคนย้ายไปมาระหว่างสองแห่งก่อนที่ล็อคดาวน์จะเริ่มขึ้่น

“มันเป็นระเบิดเวลา” อัครวัลซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันจีโนมิกส์และชีววิทยาเชิงบูรณาการกล่าว ซึ่งเขาได้ศึกษาตัวอย่างบางส่วนจากปัญจาบ “มันแค่รอเวลาระเบิดเท่านั้นละการชุมนุมในที่สาธารณะเป็นปัญหาใหญ่ในช่วงเวลาที่มีการแพร่ระบาดและ B.1.1.7 เป็นสายพันธุ์ที่เลวร้ายมากในแง่ของศักยภาพในการแพร่กระจาย”

เมื่อถึงวันที่ 7 เมษายนกว่าสองสัปดาห์หลังจากการประกาศของปัญจาบเกี่ยวกับสายพันธุ์ในสหราชอาณาจักร ผู้ติดเชื้อโคโรนาเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเดลี ภายในไม่กี่วันเตียงในโรงพยาบาลสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ป่วยวิกฤตและออกซิเจนทางการแพทย์ก็เริ่มหมดลงในเมือง ในโรงพยาบาลบางแห่งผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะหายใจไม่ออกก่อนที่จะได้รับการรักษา เมรุของเมืองมีศพล้นเต้มไปหมด

ขณะนี้เดลีกำลังประสบกับอัตราการติดเชื้อที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศโดยมีอัตราติดเชื้อ 3 ใน 10 คนจากการตรวจสอบการติดเชื้อ

โดยรวมของอินเดียมีรายงานการติดเชื้อมากกว่า 300,000 คนต่อวันในช่วง 9 วันที่ผ่านมา นับเป็นการแพร่ระบาดที่เลวร้ายที่สุดในโลกนับตั้งแต่เริ่มมีการระบาด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเช่นกันโดยยอดรวมเกิน 200,000 ในสัปดาห์นี้

อัครวัลและนักวิทยาศาสตร์อาวุโสของรัฐบาลอีกสองคนบอกกับรอยเตอร์ว่าหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐบาลกลางและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเดลีควรเตรียมพร้อมให้ดีกว่านี้หลังจากได้เห็นสิ่งที่สายพันธุ์เหล่านี้ทำในรัฐมหาราษฏระและปัญจาบ สำนักข่าวรอยเตอร์ไม่สามารถระบุได้ว่ามีการออกคำเตือนใดโดยเฉพาะเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก” ศานตะ ทัตตะ นักวิทยาศาสตร์การวิจัยทางการแพทย์จากสถาบันอหิวาตกโรคและโรคลำไส้แห่งชาติของรัฐกล่าว “ผู้คนฟังนักการเมืองมากกว่านักวิทยาศาสตร์”

เรเกศ มิศระ ผู้อำนวยการศูนย์ชีววิทยาเซลล์และโมเลกุลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ INSACOG กล่าวว่าชุมชนวิทยาศาสตร์ของประเทศนั้นน่าหดหู่ใจ

“เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ วงการวิทยาศาสตร์ของเราน่าจะได้รับความสำคัญมากกว่านี้” เขากล่าวกับรอยเตอร์ “สิ่งที่เราสังเกตเห็นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตามที่ ควรจะถูกนำมาใช้ให้ดีขึ้น”

Photo – ชายคนหนึ่งแสดงอาการโศกเศร้าในขณะที่เขาทำพิธีไว้อาลัยญาติของเขาท่ามกลางเชิงตะกอนเผาศพของเหยื่อที่เสียชีวิตด้วยโคโรนาไวรัสโควิด -19 ระหว่างการเผาศพจำนวนมากที่จัดขึ้นที่เมรุในนิวเดลีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 (ภาพโดย Prakash SINGH / AFP)

สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: จากผลข้างเคียงถึงความคืบหน้าการฉีด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651846

วันที่ 02 พ.ค. 2564 เวลา 19:41 น.สรุปข่าววัคซีนทั่วโลก: จากผลข้างเคียงถึงความคืบหน้าการฉีดความคืบหน้าของวงการวัคซีนจากทั่วโลก สามารถเช็ค “ข่าวจริง” ของวัคซีนจากทั่วโลกได้ที่นี่

อินโดไฟเขียวเอกชนซื้อ Sinopharm ฉีดเอง 

 Kyodo รายงานว่า อินโดนีเซียอนุมัติวัคซีน Sinopharm ของจีนสำหรับใช้ในบริษัท โดยหน่วยงานด้านอาหารและยาของอินโดนีเซียกล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าได้อนุญาตให้ใช้ Sinopharm ในกรณีฉุกเฉินเพื่อใช้ในแผนการฉีดวัคซีนของบริษัทต่างๆ ให้กับพนักงานของตน วัคซีนนี้จะเป็นวัคซีนชนิดแรกที่ใช้ในโครงการที่ให้เจ้าของธุรกิจส่วนตัวซื้อและให้วัคซีนแก่พนักงานและสมาชิกในครอบครัวได้ฟรี รัฐบาลได้แนะนำโครงการนี้เพื่อเสริมการขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนของรัฐบาลเพื่อเร่งความพยายามในการบรรลุภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศ

เผยผลข้างเคียง Pfizer กับ AstraZeneca 

 จากการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Infectious Diseases ในสัปดาห์นี้โดยอาศัยข้อมูลจากแอปการศึกษาอาการโควิด-19 ของ ZOE COVID Symptom Study จากผู้คนมากกว่า 620,000 คนในสหราชอาณาจักรที่แบ่งปันผลข้างเคียงของวัคซีนกับแอปพบว่า ผู้ที่รับวัคซีนจริงๆ มีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่าในผู้ที่รับวัคซีนระหว่างการทดลองทางคลินิก โดยประมาณ 14% ของผู้ใช้แอปกล่าวว่าพวกเขามีอาการอ่อนเพลียหลังจากการฉีด Pfizer ครั้งที่สองในขณะที่ 63% รายงานว่ารู้สึกเหนื่อยล้าหลังจากได้รับวัคซีนระหว่างการทดลองทางคลินิก ในบรรดาผู้รับ AstraZeneca รายงานอาการเหนื่อยล้าผ่านแอปประมาณ 21% เทียบกับ 53% ในระหว่างการทดลอง

 อาการปวดหัวเป็นหนึ่งในผลข้างเคียงของวัคซีน Pfizer ที่รายงานบ่อยที่สุดในแอป ZOE จากการศึกษาของ Lancet พบว่าประมาณ 13% ของผู้รับวัคซีนกล่าวว่าพวกเขามีอาการปวดศีรษะหลังจากได้รับวัคซีนครั้งที่สองซึ่งเป็นส่วนที่ต่ำกว่าช่วงการทดลองที่มีรายงานอาการเดียวกัน 55% และมีผู้รับ AstraZeneca เพียง 23% เท่านั้นที่รายงานอาการปวดหัวผ่านทางแอปเทียบกับเกือบ 53% ที่มีอาการปวดหัวระหว่างการทดลอง

สหรัฐเผยคนสูงวัยฉีดวัคซีนลดโอกาสเข้าโรงหมอ

 ตามการประเมินศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) พบว่าผู้ใหญ่ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนอายุ 65 ปีขึ้นไป มีโอกาสน้อยกว่าที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโควิด-19 19 ถึง 94% เมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกันที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ได้รับการฉีดวัคซีนบางส่วนมีโอกาสน้อยกว่า 64% ที่จะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโควิด-19 มากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยทั้งวัคซีน mRNA (Pfizer-BioNTech และ Moderna) ที่ได้รับอนุญาตและแนะนำในสหรัฐป้องกันการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ในผู้ใหญ่ 65 ปีขึ้นไป

เตรียมอนุมัติ Sinopharm, Sinovac ในกรณีฉุกเฉิน

 CGTN รายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO)จะแถลงคำตัดสินเรื่องคำขอใช้วัคซีนจาก Sinopharm, Sinovac ในกรณีฉุกเฉินภายในปลายสัปดาห์หน้า โดย Mariangela Simao ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่าคณะกรรมการอิสระได้ประชุมกันเมื่อวันศุกร์และประเมิน Sinopharm ที่ผลิตในจีนและวัคซีน Moderna ที่ผลิตในสหรัฐฯเธอกล่าวว่าวัคซีน Sinovac ของจีนจะได้รับการประเมินโดยคณะกรรมการในสัปดาห์หน้า

WHO ไฟเขียว Moderna ในกรณีฉุกเฉิน

 รอยเตอร์รายงานว่าองค์การอนามัยโลกขึ้นทะเบียนวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉินเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวัคซีนตัวที่ 5 ที่จะได้รับสถานะนี้เพื่อเร่งการอนุมัติการฉีดของประเทศต่างๆ “วัตถุประสงค์คือเพื่อให้ยาวัคซีนและการวินิจฉัยสามารถใช้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาฉุกเฉิน” WHO กล่าวในแถลงการณ์

 ส่วน Mariangela Simao ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีวัคซีนเพิ่มขึ้นเนื่องจากปัญหาในการจัดหาวัคซีนอื่นๆ รวมถึงจากอินเดียซึ่งเป็นแหล่งวัคซีนหลักสำหรับโครงการแบ่งปันวัคซีน COVAX ทั่วโลก อินเดีย จำกัดการส่งออกเนื่องจากวิกฤตการติดเชื้อ เพิ่มขึ้น Moderna ประกาศแผนการขยายเครือข่ายการผลิตในสัปดาห์นี้เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ถึง 3,000 ล้านโดสในปี 2022

ญี่ปุ่นเตรียมอนุมัติใช้ Moderna แต่ฉีดวัคซีนยังช้า

 รอยเตอร์รายงานว่า หน่วยงานกำกับดูแลของญี่ปุ่นจะอนุมัติวัคซีนโควิด-19 ของ Moderna Inc อย่างเร็วที่สุดที่ 21 พฤษภาคมตามการรายงานของหนังสือพิมพ์ Yomiuri Shimbun รายงานเมื่อวันเสาร์โดยไม่อ้างแหล่งที่มาของข้อมูล Takeda Pharmaceutical Co ซึ่งเป็นผู้ผลิตยารายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นกำลังจัดการกับการยื่นเรื่องกฎระเบียบในประเทศและการนำเข้า Moderna shot ประมาณ 50 ล้านโดสหรือเพียงพอสำหรับผู้คน 25 ล้านคน ล็อตแรกบินจากยุโรปไปญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 30 เมษายนก่อนที่จะได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ

 รอยเตอร์รายงานว่า Moderna จะเป็นวัคซีนตัวที่สองที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในญี่ปุ่นหลังจากที่รัฐบาลเริ่มรณรงค์การฉีดวัคซีนในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์โดยใช้วัคซีนของ Pfizer Inc แต่ความคืบหน้าเป็นไปอย่างเชื่องช้าโดยมีประชากรน้อยกว่า 2% ของญี่ปุ่นที่ได้รับการฉีดวัคซีนจนถึงขณะนี้ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศที่ร่ำรวย

แคนาดาเตรียมรับ Pfizer จากสหรัฐ

 รอยเตอร์รายงานว่าในสัปดาห์หน้า Pfizer Inc จะเริ่มจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด -19 ที่ผลิตจากโรงงานของสหรัฐให้กับแคนาดา ซึ่งทำให้แคนาดาเป็นประเทศที่สองที่ได้รับวัคซีน Pfizer ที่ผลิตจากโรงงานเมืองคาลามาซู รัฐมิชิแกน Anita Anand รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐบาลกลางแคนาดากล่าวว่า “ดิฉันสามารถยืนยันได้ว่า ณ วันที่ 3 พฤษภาคมการจัดหาวัคซีน Pfizer / BioNTech ของแคนาดาจะมาจากแหล่งผลิตในเมืองคาลามาซู”

ฟิลิปปินส์ได้รับ  Sputnik V แล้วเจรจาสั่งเพิ่ม

 สำนักงานประธานาธิบดีระบุว่าฟิลิปปินส์ได้รับวัคซีน Sputnik V ชุดแรกของรัสเซียเมื่อวันเสาร์ กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า Sputnik V จำนวน 15,000 โดสซึ่งพัฒนาโดยสถาบัน Gamaleya ของรัสเซียจะถูกนำไปใช้ใน 4 เมืองในเขตเมืองหลวงซึ่งเป็นจุดระบาดใหญ่ เดิมนั้นวัคซีนคาดว่าจะมาถึงในวันที่ 25 เมษายน แต่ปัญหาด้านลอจิสติกส์ล่าช้าทำให้เพิ่งมาถึง ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์กำลังเจรจาเพื่อซื้อ Sputnik V จำนวน 20 ล้านโดสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายที่จะฉีดวัคซีนผู้ใหญ่ให้ได้มากถึง 70 ล้านคนในปีนี้

 จนถึงขณะนี้ฟิลิปปินส์ได้รับวัคซีน 4.04 ล้านโดสซึ่งมากกว่า 86% มาจาก Sinovac Biotech ของจีนและส่วนที่เหลือจาก AstraZeneca ผ่านโครงการ COVAX มีการฉีดวัคซีนมากกว่า 1.8 ล้านครั้ง ณ วันที่ 27 เมษายน ข้อมูลของรัฐบาลแสดงให้เห็น ว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อเกือบ 1.05 ล้านคนและผู้เสียชีวิต 17,354 คน ซึ่งฟิลิปปินส์กำลังต่อสู้กับการระบาดของโควิด -19 ที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

ความคืบหน้าฉีดวัคซีนในสหรัฐ ได้รับ 146 ล้านคน

 สหรัฐอเมริกาได้ให้วัคซีนโควิด-19 จำนวน 243,463,471 โดสในประเทศเมื่อเช้าวันเสาร์จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) โดย CDC กล่าวว่ามีการฉีดวัคซีนทั้งหมด 240,159,677 ครั้งภายในวันที่ 30 เมษายน หน่วยงานกล่าวว่ามี 146,239,208 คนได้รับอย่างน้อยหนึ่งครั้งในขณะที่ 103,422,555 คนได้รับวัคซีนครบถ้วน ณ วันเสาร์ จำนวน CDC ใช้วัคซีนสองโดสจาก Moderna Inc MRNA.O และ Pfizer Inc / BioNTech SE PFE.N, BNTX.O รวมทั้งวัคซีน JNJ.N ของ Johnson & Johnson

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

ไฟจากเชิงตะกอนที่ไม่เคยดับ บันทึกภาพหายนะโควิดในอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651813

วันที่ 02 พ.ค. 2564 เวลา 16:07 น.ไฟจากเชิงตะกอนที่ไม่เคยดับ บันทึกภาพหายนะโควิดในอินเดียบันทึกภาพความเศร้าสลดและความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในโลก ภาพของเชิงตะกอนที่ผุดขึ้นในหลายพื้นที่ของอินเดีย

1

1. สัปเหร่อถือท่อนไม้ท่ามกลางกองไฟเชิงตะกอนเผาศพของเหยื่อที่เสียชีวิตจากไวรัสโควิด -19 ที่เตาเผาศพแบบเปิดที่จัดเตรียมไว้สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของไวรัสโคโรนาภายในเหมืองหินแกรนิตที่หมดอายุแล้วในเขตชานเมืองบังกาลอร์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 (ภาพ โดย Manjunath Kiran / AFP)

2

2. สมาชิกในครอบครัวสวมเครื่องป้องกันสวดมนต์ข้างกลุ่มเหยื่อที่เสียชีวิตด้วยโควิด -19 โคโรนาที่เมรุเผาศพแบบเปิดโล่งสำหรับผู้ที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสภายในเหมืองหินแกรนิตที่เสียชีวิตในเขตชานเมืองบังกาลอร์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 (ภาพ โดย Manjunath Kiran / AFP)

3

3. ศพของเหยื่อโควิด -19 ติดเชื้อไวรัสโคโรนาวางเรียงรางก่อนการฌาปนกิจศพในนิวเดลีเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564 (ภาพโดย Money SHARMA / AFP)

4

4. ญาติเก็บศพเหยื่อโควิด -19 หลังจากการเผาศพจำนวนมากที่บริเวณฌาปนกิจในนิวเดลีเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 (ภาพโดย TAUSEEF MUSTAFA / AFP)

5

5. ญาติสวมชุดป้องกันหนาแน่นขณะนั่งลงข้างๆ เชิงตะกอนเพื่อไว้อาลัยเหยื่อโควิด -19 หลังการเผาศพจำนวนมากที่ลานเผาศพในกรุงนิวเดลีเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 (ภาพโดย TAUSEEF MUSTAFA / AFP)

6

6. สมาชิกในครอบครัวและคนงานรถพยาบาลในชุด PPE (อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล) นำร่างของเหยื่อที่เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์โควิด -19 ไปเผาในลานเผาสพของกรุงนิวเดลีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 (ภาพโดย Prakash SINGH / AFP)

7

7. ชายคนหนึ่งนั่งข้างศพเหยื่อที่เสียชีวิตด้วยไวรัสโควิด -19 รายรอบด้วยกองฟอนที่กำลังมอดไหม้ร่างของเหยื่อรายอื่นที่ลานเผาศพในนิวเดลีเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2564 (ภาพโดย Money SHARMA / AFP)

8

8. ชายคนหนึ่กำลังงสุมฟืนในกองเพลิงของเหยื่อที่เสียชีวิตด้วยไวรัสโควิด -19 ที่บริเวณเผาศพในนิวเดลีเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2564 (ภาพโดย Jewel SAMAD / AFP)

9

9.ภาพถ่ายทางอากาศที่ถ่ายเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2564 แสดงให้เห็นจำนวนเชิงตะกอนเผาศพเหยื่อที่เสียชีวิตเนื่องจากไวรัสโควิด -19 ที่บริเวณที่เผาศพในนิวเดลี (ภาพโดย Jewel SAMAD / AFP)

10

10. การเผาศพของผู้ป่วยที่เสียชีวิตด้วยโควิด -19 ที่เมรุไฟฟ้าในเมืองอัลลาฮาบัดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 (ภาพโดย SANJAY KANOJIA / AFP)

คลื่นยักษ์ใต้น้ำถล่มอาจเป็นสาเหตุทำให้เรือดำน้ำอินโดจมลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651818

วันที่ 02 พ.ค. 2564 เวลา 13:24 น.คลื่นยักษ์ใต้น้ำถล่มอาจเป็นสาเหตุทำให้เรือดำน้ำอินโดจมลงจากการคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพเรืออินโดนีเซียที่บอกกับสื่อของออสเตรเลีย

ขณะที่เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียกำลังตรวจสอบสาเหตุที่ทำให้เรือดำน้ำ KRI Nanggala (402) จมลงในน้ำลึก 800 กว่าเมตรนอกชายฝั่งบาหลีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกล่าวว่าเรืออาจถูกคลื่นใต้น้ำอันทรงพลังดึงลงสู่พื้นมหาสมุทรจนกระทั่งเรือได้รับความเสียหายและจบลงด้วยความตายของลูกเรือทั้งลำ

ทีมงานสืบสวนกล่าวว่าภาพถ่ายดาวเทียมระบุว่ามีคลื่นใต้น้ำรุนแรงในพื้นที่ในช่วงเวลาที่เรือหายไป คลื่นดังกล่าวมองไม่เห็นบนพื้นผิวมหาสมุทร แต่คลื่นนี้เคยถูกจับภาพได้โดยองค์การ NASA เช่นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2016 ดาวเทียม Aqua ของ NASA ขณะเคลื่อนผ่านประเทศอินโดนีเซียจับภาพสีจริงที่น่าทึ่งของคลื่นรูปทรงผิดปกติได้แถบช่องแคบลอมบอก (โปรดดูภาพประกอบข่าว)

รายงานของ NASA ในเวลานั้นระบุว่า “ช่องแคบลอมบอกซึ่งเป็นทางเดินที่ค่อนข้างแคบระหว่างบาหลี (ตะวันตก) และลอมบอก (ตะวันออก) ช่วยให้น้ำไหลจากมหาสมุทรแปซิฟิกลงสู่มหาสมุทรอินเดีย พื้นทะเลของช่องแคบมีความซับซ้อนและขรุขระประกอบด้วยสองช่องหลักช่องหนึ่งช่องตื้นและช่องหนึ่งลึก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนที่ของน้ำเนื่องจากความซับซ้อนของช่องทางและส่วนต่อของมหาสมุทรกระแสน้ำในช่องแคบจึงมีจังหวะที่ซับซ้อน แต่ทุกๆ 14 วันมันจะรวมพลังกันเพื่อให้เกิดกระแสน้ำที่รุนแรงเป็นพิเศษ เป็นการรวมกันของภูมิประเทศที่ขรุขระ, กระแสน้ำที่แรง และน้ำที่แบ่งชั้นจากการแลกเปลี่ยนในมหาสมุทร ทำให้ช่องแคบลอมบอกมีชื่อเสียงในด้านการสร้างคลื่นภายในที่เข้มข้น”

“เมื่อน้ำพัดพาเรือและดันมันลงไปแล้วเราจะทำอะไรได้อีก ไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัยที่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้” พลเรือตรี อิวน อิสนูรวันโต (Iwan Isnurwanto) ของกองทัพเรืออินโดนีเซียกล่าวกับ Australian Broadcasting Corporation หรือ ABC

ABC รายงานว่าพลเรือตรีมูฮัมหมัด อาลี (Rear Admiral Muhammad Ali) อดีตผู้บัญชาการเรือดำน้ำลำที่จมลงกล่าวว่าเงื่อนไขดังกล่าวอาจสร้าง “กระแสน้ำที่แรงซึ่งสามารถลากเรือในแนวตั้งเพื่อให้จมลงเร็วกว่าที่ควร”

ทั้งนี้ เชื่อกันว่าแรงดันน้ำทำให้เรือดำน้ำแตกออกจากกันเมื่อจมลงต่ำกว่าระดับความลึกสูงสุดในการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม นอกจากคำอธิบายนี้แล้วยังมีบางคนบอกว่าเรือลำดังกล่าวอาจถูกยิงด้วยขีปนาวุธจากเรือต่างชาตอหรือแม้กระทั่งไฟดับ แต่เจ้าหน้าที่ทหารเรือกล่าวว่าเรือดำน้ำยังคงถูกตรวจพบในขณะที่เริ่มดำน้ำเพื่อซ้อมยิงตอร์ปิโดและ “ไฟยังติดอยู่” ซึ่งหมายความว่ามีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่ไฟฟ้าดับจะเป็นสาเหตุ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ชี้ให้เห็นถึงความทรุดโทรมของเรือหรือ “ความล้าของโลหะ” (Fatigue) จากรอยแตกหรือการสึกกร่อนและอายุของเรือดำน้ำเป็นสาเหตุที่น่าจะทำให้เรือจม เนื่องจาก KRI Nanggala 402 สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2521 และได้รับการปรับปรุงครั้งล่าสุดในปี 2555 ซึ่งเป็นเวลาเกือบทศวรรษที่ผ่านมา

ภาพจาก Oceanic Nonlinear Internal Solitary Waves From the Lombok Strait

ลามไปเนปาลแล้ว วิกฤตโควิดอินเดียกระจายสู่ประเทศรอบข้าง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651817

วันที่ 02 พ.ค. 2564 เวลา 11:12 น.ลามไปเนปาลแล้ว วิกฤตโควิดอินเดียกระจายสู่ประเทศรอบข้างเนปาลกำลังไม่มีเตียงโรงพยาบาลเพียงพอเนื่องจากการระบาดของอินเดียรั่วไหลข้ามพรมแดน

The New York Times รายงานว่าการระบาดของไวรัสโคโรนาในอินเดียได้แพร่กระจายข้ามพรมแดนไปยังเนปาลซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเตือนว่าเตียงในโรงพยาบาลไม่เพียงพอกับการใช้งานแล้ว และวัคซีนกำลังจะหมดลง ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นเร็วเกินกว่าที่คลินิกที่มีผู้ป่วยสะสมอยู่แล้วจะสามารถแบกรับเอาไว้ได้

สถานการณ์เลวร้ายมากในเนปาลจนกระทรวงสาธารณสุขออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ซึ่งมีนัยว่าตอนนี้เนปาลแบกรับไม่ไหวแล้ว

“เนื่องจากผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาพุ่งสูงเกินขีดความสามารถของระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลไม่มีเตียง ในสถานการณ์นี้เราจึงไม่สามารถจัดการได้” กระทรวงกล่าวหลังจากที่รัฐบาลพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 5,657 รายเมื่อวันศุกร์ซึ่งเป็นยอดรวมสูงสุดประจำวันนับตั้งแต่เดือนตุลาคม

จากการตรวจผู้ติดเชื้่อมากกว่าหนึ่งในสามของปรชาชนที่มาตรวขพบการติดเชื้อ เจ้าหน้าที่กังวลว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงจะสูงกว่านี้มาก ชาวเนปาลที่ติดเชื้อแต่มีอาการเพียงเล็กน้อยได้รับคำสั่งให้อยู่บ้านเพื่อรักษาตัวในโรงพยาบาล

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการระบาดของโรคนี้เกิดขึ้นจากแรงงานอพยพชาวเนปาลที่เดินทางกลับบ้านในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาจากอินเดียเนื่องจากมีการล็อคดาวน์ แต่พรมแดนความยาว 1,770 กิโลเมตรระหว่างประเทศทั้งสองมีรูพรุนและแทบไม่มีผู้ที่เดินทางกลับมาจะได้รับการตรวจหาไวรัสโคโรนาหรือถูกกักบริเวณ ดังนั้นภายในไม่กี่สัปดาห์พวกเขาหลายคนเริ่มล้มป่วย

“เพียงไม่กี่วันหลังจากกลับจากอินเดียญาติคนหนึ่งของผมเสียชีวิตในรถพยาบาล” นเรนทระ สิงห์ผู้นำท้องถิ่นจากเขตบาฌังเขตตะวันตกใกล้ชายแดนอินเดียกล่าว “ผู้คนที่เดินทางกลับจากอินเดียป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ และไวรัสกำลังแพร่กระจายที่นี่ เราไม่มีสถานกักกันหรือสถานกักกันใดๆ ในหมู่บ้าน”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเนปาลได้ปิดจุดผ่านแดนกับอินเดีย แต่ไวรัสก็แพร่ระบาดไปแล้ว ในช่วงต้นเดือนมีนาคมเนปาลพบผู้ป่วยน้อยกว่า 100 รายต่อวัน ขณะนี้ค่าเฉลี่ยรายวันเกินกว่า 4,000 รายที่รายงานตามฐานข้อมูลของ New York Times

ในขณะเดียวกันการขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนของเนปาลก็ชะลอตัวลง อินเดียบริจาควัคซีน AstraZeneca จำนวน 1 ล้านโดสและเนปาลได้ลงนามในข้อตกลงที่จะซื้ออีก 2 ล้านโดสจากผู้ผลิตในอินเดียนั่นคือ Serum Institute of India แต่อินเดียลดการส่งออกวัคซีนเมื่อเดือนที่แล้วหลังจากการระบาดของโรคแย่ลงและเจ้าหน้าที่เนปาลกล่าวว่าบริษัทได้ส่งมอบเพียงครึ่งเดียว

เป็นผลให้มี 1.7 ล้านคนจากประชากรเกือบ 30 ล้านคนได้รับวัคซีนเข็มแรกมีเพียง 380,000 คนเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนครั้งที่สอง

ปลายเดือนมีนาคมจีนบริจาควัคซีน Sinopharm ให้ 800,000 โดส ชาวเนปาลแห่กันไปที่ศูนย์ฉีดวัคซีนทำให้เจ้าหน้าที่บางคนกังวลว่าฝูงชนอาจแพร่เชื้อไวรัสได้ ในสัปดาห์นี้รัฐบาลได้กำหนดให้มีการล็อคดาวน์ใหม่เป็นเวลา 2 สัปดาห์ทำให้การฉีดวัคซีนหยุดชะงักลง

รอยเตอร์รายวานว่าปากีสถานเพื่อนบ้านของอินเดียจะลดจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศเข้าและออกจากสนามบินของตนลง 80% เพื่อช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น

ข้อจำกัดดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 พฤษภาคมและจะมีผลถึงวันที่ 20 พฤษภาคมสำนักงานการบินพลเรือนของปากีสถานกล่าวในแถลงการณ์แม้ว่าจะไม่ได้ระบุว่าเที่ยวบินหรือจุดหมายปลายทางใดที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้

การควบคุมดังกล่าวจะได้รับการทบทวนในวันที่ 18 พฤษภาคมรัฐบาลกล่าวในแถลงการณ์ที่รับรองโดยศูนย์ปฏิบัติการบัญชาการแห่งชาติ (NCOC) ซึ่งดูแลการตอบสนองของปากีสถานต่อการแพร่ระบาดของโรคระบาด

ภาพ – เจ้าหน้าที่กองทัพเนปาลสวมเครื่องป้องกัน แสดงความเคารพข้างศพเหยื่อผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์โควิด -19 ที่เมรุไฟฟ้าในกาฐมาณฑุ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 (ภาพโดย Bikash KARKI / AFP)

นักวิทยาศาสตร์อินเดียพบการกลายพันธุ์ที่เลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651810

วันที่ 02 พ.ค. 2564 เวลา 10:12 น.นักวิทยาศาสตร์อินเดียพบการกลายพันธุ์ที่เลี่ยงภูมิคุ้มกันได้‘หลีกเลี่ยงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน’ นี่อาจเป็นคุณสมบัติใหม่ของการกลายพันธุ์ที่นักวิทยาศาสตร์อินเดียค้นพบ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานวาฟอรัมของที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่จัดตั้งโดยรัฐบาลอินเดียได้แจ้งเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการกลายพันธุ์เล็กน้อยในตัวอย่างของไวรัสโคโรนาบางตัวอย่างที่ “อาจหลบเลี่ยงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน” และต้องการการศึกษาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตามที่ปรึกษากล่าวในขณะที่พวกเขาพบการกลายพันธุ์ใหม่ แต่ยังไม่มีเหตุผลใดที่จะเชื่อว่าการกลายพันธุ์กำลังขยายตัวหรืออาจเป็นอันตรายได้

นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดการติดเชื้อรวดเร็วในอินเดียและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกสายพันธุ์ใหม่ที่ตรวจพบครั้งแรกในประเทศที่เรียกว่า B.1.617 นั้นเป็นสาเหตุหรือไม่

องค์การอนามัยโลกไม่ได้ประกาศให้สายพันธุ์อินเดียเป็น “สายพันธุ์ที่น่ากังวล” อย่างที่เคยระบุกับสายพันธุ์ที่ตรวจพบครั้งแรกในอังกฤษ, บราซิล และแอฟริกาใต้ แต่องค์การอนามัยโลกกล่าวเมื่อวันที่ 27 เมษายนว่าการสร้างแบบจำลองในระยะเริ่มต้นตามลำดับจีโนมชี้ให้เห็นว่า B.1.617 มีอัตราการเติบโตสูงกว่าพันธุ์อื่นๆ ที่หมุนเวียนอยู่ในอินเดีย

ฟอรัมของที่ปรึกษาซึ่งเรียกว่า Indian SARS-CoV-2 Genetics Consortium หรือ INSACOG พบการกลายพันธุ์ในโคโรนาไวรัสมากขึ้นซึ่งคิดว่าจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

“เรากำลังเห็นการกลายพันธุ์บางอย่างเกิดขึ้นในบางตัวอย่างที่อาจหลีกเลี่ยงการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันได้” ชาฮิด จามีล ประธานกลุ่มที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ INSACOG และนักไวรัสวิทยาชั้นนำของอินเดียกล่าว แต่เขาไม่ได้บอกพบการกลายพันธุ์ในสายพันธุ์อินเดียหรือสายพันธุ์อื่นๆ หรือไม่

“ถ้าคุณไม่เพาะเชื้อไวรัสเหล่านั้นและทดสอบในห้องแล็บ คุณไม่สามารถพูดได้อย่างแน่นอน ณ ตอนนี้ไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อได้ว่าพวกมันกำลังขยายตัวหรืออาจเป็นอันตรายได้ แต่เราตั้งค่าสถานะไว้เพื่อให้เราจับตามันต่อไป” เขากล่าว

INSACOG เป็นการรวมตัวกันของ 10 ห้องปฏิบัติการวิจัยแห่งชาติ

อินเดียรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่มากกว่า 400,000 รายเป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ การติดเชื้อที่อาละวาดไปทั่วประเทศทำให้ระบบสุขภาพในสถานที่ต่างๆ รวมทั้งเมืองหลวงนิวเดลีขาดแคลนออกซิเจนทางการแพทย์และเตียงในโรงพยาบาล

Photo by TAUSEEF MUSTAFA / AFP