บิตคอยน์ผันผวนหนัก กูรูชี้มีโอกาสแตะ 100,000 เหรียญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651784

วันที่ 01 พ.ค. 2564 เวลา 17:00 น.บิตคอยน์ผันผวนหนัก กูรูชี้มีโอกาสแตะ 100,000 เหรียญช่วงนี้ราคาบิตคอยน์ยังแกว่งไปแกว่งมา ล่าสุดกลับมาอยู่เหนือราคาเฉลี่ยนในรอบ 50 วัน

ราคาบิตคอยน์ (1 พ.ค.) ฟื้นตัวกลับมาแตะระดับ 58,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 1,806,120 บาท หลังจากที่ราคาร่วงลงไปแตะระดับ 48,000 เหรียญสหรัฐในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้

การฟื้นตัวในรอบนี้เป็นการกลับมาอยู่เหนือราคาเฉลี่ยเมื่อ 50 วันที่ผ่านมาขณะนี้นักวิเคราะห์กำลังจับตาดูว่ามูลค่าของบิตคอยน์จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยได้ยาวนานหรือไม่

มูลค่าของบิตคอยน์ในตลาดค่อนข้างแกว่งไปแกว่งมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากพุ่งขึ้นไปทุบสถิติเมื่อช่วงกลางเดือน เม.ย.ที่ 64,000 เหรียญสหรัฐ แต่ยังมีนักลงทุนให้ความสนใจบิตคอยน์อีกจำนวนมาก

ทรอย เกย์สกี จาก SkyBridge Capital กล่าวว่า การเข้าซื้อบิตคอยน์ในช่วงเวลานี้ หรือตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีโอกาสที่จะเห็นการย่อตัวในระดับ 20-30% เป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ดี เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรที่ผู้คนกำลังเริ่มให้การยอมรับบิตคอยน์มากขึ้น

ขณะที่ ไมค์ แม็คโกลน จาก Bloomberg Intelligence มองไปในทิศทางเดียวกันว่า ราคาบิตคอยน์มีโอกาสจะขยับไปได้ถึง 100,000 เหรียญสหรัฐ ด้วยแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคดิจิทัล รวมถึงการที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์เช่นนี้ พร้อมกับการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินอย่างต่อเนื่อง จะหนุนให้มูลค่าของบิตคอยน์พุ่งขึ้นไปได้อีก

Photo by Ozan KOSE / AFP

รัฐบาลจีนฟัน 33 แอพละเมิดกฎเก็บข้อมูลส่วนตัวลูกค้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651780

วันที่ 01 พ.ค. 2564 เวลา 15:00 น.รัฐบาลจีนฟัน 33 แอพละเมิดกฎเก็บข้อมูลส่วนตัวลูกค้า33 แอพพลิเคชั่นในจีน รวมทั้งบริษัทในเครือ Baidu และ Tencent ละเมิดกฎการเก็บข้อมูลส่วนตัวลูกค้า  

หน่วยงานบริหารไซเบอร์สเปซของจีน (CAC) ระบุว่า พบ 33 แอพพลิเคชัน รวมทั้งแอพพลิเคชันให้บริการซอฟท์แวร์นำทางของบริษัท Baidu และTencent สองบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ละเมิดกฎของทางการ โดยส่วนใหญ่เก็บข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของตัวเอง  

จากการตรวจสอบแอพพลิเคชันที่เป็นที่นิยมของชาวจีนของ CAC ยังพบว่าแอพพลิเคชันเหล่านี้เก็บข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าโดยไม่ได้รับความยินยอม และยังพยายามโน้มน้าวให้ลูกค้าอนุญาตให้แอพพลิเคชันเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อในสมาร์ทโฟน

หลังจากนี้ ผู้ให้บริการแอพพลิเคชันดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องภายใน 10 วันทำการ มิเช่นนั้นจะถูกลงโทษ แต่ CAC ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา CAC ออกกฎห้ามผู้ให้บริการแอพพลิเคชันปฏิเสธไม่ให้บริการพื้นฐานกับลูกค้าที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่ไม่จำเป็นซึ่งมีผลบังคับใช้วันนี้ (1 พ.ค.) และยืนยันว่าจะปกป้องสิทธิของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ทางการจีนเริ่มเข้ามาควบคุมบริษัทอินเทอร์เน็ตหลังจากบริษัทเหล่านี้มีอิทธิพลกับชีวิตชาวจีนในแทบจะทุกด้าน ทั้งยังครอบครองข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าจำนวนมหาศาลจากการให้บริการออนไลน์ อาทิ แอพพลิเคชันช็อปปิ้งออนไลน์ บริการเรียกรถสาธารณะ เป็นต้น

AFP PHOTO / FILES / FRED DUFOUR

ทุเรียนไทยขายดีในตลาดจีน สวนกระแสวิกฤตโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651764

วันที่ 01 พ.ค. 2564 เวลา 13:00 น.ทุเรียนไทยขายดีในตลาดจีน สวนกระแสวิกฤตโควิด-19ทุเรียนหมอนทองไทยยังเป็นที่หนึ่งในใจคนจีน ปีนี้ยอดขายโตสวนกระแสวิกฤตโควิด-19

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ จีนนำเข้าทุเรียนสดในปริมาณมากขึ้น แซงหน้าเชอร์รีและกลายเป็นผลไม้นำเข้าอันดับ 1 ของประเทศ โดยในปี 2020 จีนนำเข้าทุเรียนสดมูลค่ารวมกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.68 หมื่นล้านบาท) จากไทย เติบโตขึ้นร้อยละ 77.57 เมื่อเทียบปีต่อปี

ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา โรคโควิด-19 ที่ระบาดในทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อปัจจัยหลายประการในการนำเข้าผลไม้ อาทิ ราคาผลไม้ที่เพิ่มสูงในประเทศผู้ผลิต ความสัมพันธ์ด้านอุปสงค์-อุปทาน รวมถึงมาตรการด้านการขนส่งระหว่างประเทศ ทำให้ต้นทุนด้านการนำเข้าทุเรียนเพิ่มสูงขึ้น ราคาทุเรียนทั้งทางหน้าร้านและทางออนไลน์จึงสูงขึ้นกว่าปีก่อนๆ อย่างไรก็ตาม ความต้องการซื้อทุเรียนของบรรดาผู้บริโภคชาวจีนกลับไม่ได้ลดลง

หวงเฉิน เจ้าของร้านขายผลไม้รายใหญ่ในเขตชิงซิ่ว นครหนานหนิง เมืองเอกของกว่างซีเผยว่า แม้ทุเรียนจะมีราคาสูงกว่าปีก่อนๆ แต่ชาวจีนอายุน้อยจำนวนมากยังคงมาหาซื้อไปรับประทาน หวงเล่าว่าช่วงที่ผ่านมาเขาขายทุเรียนก้านยาวได้ราว 200 กิโลกรัมต่อวัน ส่วนหมอนทองก็ขายดีเช่นกัน

ปัจจุบันมีทุเรียนหลายสายพันธุ์ในท้องตลาดจีน อาทิ ทุเรียนหมอนทอง พวงมณี ชะนี และกระดุมทอง แต่พันธุ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือทุเรียนหมอนทองที่มีผลผลิตสูงและมีรสชาติหอมหวาน ขณะเดียวกันคนรักทุเรียนในจีนก็ยินดีที่จะลองกินทุเรียนสายพันธุ์ของประเทศอื่นๆ เช่น ทุเรียนมูซันคิงและทุเรียนสุลต่านจากมาเลเซีย

เมื่อไม่นานมานี้ เหว่ยพ่าน สตรีมเมอร์ชาวจีนคนหนึ่ง เดินทางจากนครหนานหนิงไปยังนครคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เพื่อรับทุเรียนล็อตที่สองที่เขานำเข้าด้วยตนเอง ทุเรียนหมอนทองกว่า 100 กล่องได้รับการขนส่งทางอากาศมาจากจังหวัดจันทบุรีทางตะวันออกของไทย และมาถึงยังคุนหมิงภายในเวลา  2 ชั่วโมง ก่อนจะถูกจัดส่งไปยังมือลูกค้า เหว่ยเผยด้วยว่าขายทุเรียนหมอนทอง 3 ตันหมดเกลี้ยงภายในเวลาอันรวดเร็ว

“ช่วงหลายปีที่ผ่านมากลุ่มผู้บริโภคทุเรียนโตขึ้น ผมเชื่อว่าการนำเข้าทุเรียนเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน” เหว่ยเคยทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวที่เกาะสมุยของไทยเป็นเวลาหลายปี หลังกลับมาจีนแล้วเขาก็ยังติดตามข่าวสารด้านธุรกิจท่องเที่ยวและการค้าระหว่างจีนไทยอยู่เสมอ ปัจจุบันฐานลูกค้าหลักของเขาคือกลุ่มผู้ชื่นชอบทุเรียนและชาวไทยที่อาศัยอยู่ในจีน

ชาวจีนนำเข้าทุเรียนไทยผ่านการขนส่งหลายประเภท ทั้งทางอากาศ ทางบก และทางเรือ แต่ละประเภทมีข้อได้เปรียบด้านราคาและระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไป ปัจจัยการเลือกวิธีการขนส่งมักขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณสินค้า รวมถึงความต้องการของลูกค้า

ปัจจุบันเหว่ยพ่านมีสินค้าที่ต้องขนส่งในปริมาณน้อย เขาเลือกใช้บริการขนส่งทางอากาศที่มีค่าใช้จ่ายสูงแต่รวดเร็วกว่า ลูกค้าหลายคนชอบทุเรียนสุกพอดี เหว่ยจึงเลือกทุเรียนห่ามและรีบจัดส่งให้ลูกค้า หลังขนส่งทางอากาศแล้ว ก็จะทำการจัดส่งด่วนภายในจีน ปกติทุเรียนจะถึงมือลูกค้าภายในเวลาเพียง 48 ชั่วโมง เหว่ยพ่านกล่าวด้วยว่าหากในอนาคตเขาได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มมากพอจนสามารถใช้ตู้สินค้าได้ เขาจะพิจารณาการขนส่งทางบกแน่นอน

เมืองผิงเสียงของกว่างซี ตั้งอยู่บริเวณพรมแดนระหว่างจีนและเวียดนาม เป็นท่าบกที่รองรับการนำเข้า-ส่งออกผลไม้ระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศอาเซียนในปริมาณมากที่สุด ผู้ค้าสามารถขนส่งผลไม้ไทยผ่านเวียดนามมายังจีนผ่านท่าด่านรถไฟผิงเสียงและด่านโหย่วอี้กวนของเมืองผิงเสียง

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ท่าด่านรถไฟผิงเสียงกลับมาดำเนินการขนส่งในระบบห่วงโซ่ความเย็นข้ามพรมแดนอีกครั้ง ทำให้มีผลไม้จากกลุ่มประเทศอาเซียนถูกขนส่งผ่านท่าแห่งนี้มากขึ้น โดยระหว่างวันที่ 21-29 เม.ย. มีตู้สินค้าบรรจุทุเรียนถูกขนส่งเข้าจีนผ่านท่าด่านรถไฟผิงเสียงจำนวน 50 ตู้ น้ำหนักรวม 1,098 ตัน

“พนักงานเก็บทุเรียนจากสวน บรรจุใส่กล่องขึ้นรถมายังสถานีรถไฟในตำบลด่งดัง ของเวียดนาม จากนั้นรถไฟจึงบรรทุกทุเรียนผ่านท่าบกเข้ามายังจีน นี่เป็นวิธีขนส่งที่เราใช้เป็นประจำ ระยะเวลารวมราว 2 วัน เทคโนโลยีการขนส่งแบบรักษาความเย็นทำให้ผู้บริโภคได้ลิ้มรสทุเรียนที่สดใหม่” คำบอกเล่าจากฟางเผิง ผู้จัดการใหญ่บริษัทขนส่งระหว่างประเทศ กว่างซี เป่าเซิง จ้งเหิง กล่าว

โดยเมื่อปีก่อนบริษัทฯ ขนส่งตู้สินค้าบรรจุทุเรียนทั้งหมด 283 ตู้ น้ำหนักรวมกว่า 5,000 ตัน ส่วนมากถูกนำไปขายในตลาดค้าส่งขนาดใหญ่เช่นในนครกว่างโจวและเซี่ยงไฮ้ ฟางคาดว่าปีนี้บริษัทจะสามารถนำเข้าทุเรียนไทยผ่านวิธีข้างต้นได้ถึง 25,000 ตัน

ผู้ประกอบการท้องถิ่นในจีนจำนวนมากต่างเฝ้ารอฤดูผลิตและค้าทุเรียน โดยพวกเขาจะเร่งเจรจากับบริษัทไทยตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อคว้าโอกาสทอง

หลังจากท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ (ตังเกี๋ย) ทางตอนใต้ของกว่างซี เปิดเส้นทางเดินเรือกับท่าเรือต่างประเทศหลายแห่ง อาทิ ท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรือกรุงเทพฯ บริษัทจีนจึงสามารถนำเข้าผลไม้ไทยผ่านการขนส่งทางเรือได้

ซูอิงไห่ จากบริษัทด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานกว่างซี อวี้หัว กล่าวว่าการขนส่งทางทะเลใช้เวลาราว 4 วัน มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการขนส่งประเภทอื่น ทั้งยังสามารถเลี่ยงการจราจรทางบกที่อาจติดขัดได้อีกด้วย

หลายปีที่ผ่านมา ไทยเป็นแหล่งนำเข้าผลไม้รายสำคัญของจีน ภายใต้กรอบการทำงานของเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน จีนนำเข้าผลไม้เขตร้อนจากอาเซียนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากทุเรียนแล้ว ผู้บริโภคชาวจีนยังชื่นชอบผลไม้จากไทยอีกหลายชนิด เช่น มังคุด มะพร้าว มะม่วง และชมพู่

ที่มา: xinhuathai

AFP PHOTO / Romeo GACAD

ซ้ำเติมวิกฤต ไฟไหม้โรงพยาบาลอินเดียแห่งที่ 3 ไล่เลี่ยกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651765

วันที่ 01 พ.ค. 2564 เวลา 11:00 น.ซ้ำเติมวิกฤต ไฟไหม้โรงพยาบาลอินเดียแห่งที่ 3 ไล่เลี่ยกันเกิดไฟไหม้โรงพยาบาลในอินเดียเป็นแห่งที่ 3 ในเวลาไล่เลี่ยกันท่ามกลาง Covid-19 ระบาดหนัก

เกิดเหตุไฟไหม้ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองพารัช รัฐคุชราตทางตะวันตกของอินเดียเมื่อช่วง 01.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทันที 12 ราย และต่อมาเพิ่มอีก 6 ราย หน่วยกู้ภัยสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว

ขณะเกิดเหตุมีผู้ป่วยคนอื่นอยู่ในโรงพยาบาลอีกราว 50 ราย

เหตุการ์ล่าสุดนี้เป็นเหตุไฟไหม้ครั้งที่ 3 ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยวันที่ 23 เม.ย.เกิดไฟไหม้ที่โรงพยาบาลแถบชานเมืองเมืองมุมไบ ทำให้ผู้ป่วย Covid-19 เสียชีวิต 13 ราย ไม่กี่วันหลังจากนั้นเกิดไฟไหม้ที่คลินิกแห่งหนึ่งในรัฐมหาราษฏระเช่นกัน โดยมีผู้เสียชีวิต 22 ราย

Photo by Punit PARANJPE / AFP

หมายเหตุ ภาพข้างต้นเป็นการทำพิธีเผาร่างผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ที่โรงพยาบาลในเมืองมุมไบ

ออสเตรเลียเข้มสั่งห้ามพลเมืองจากอินเดียกลับเข้าประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651761

วันที่ 01 พ.ค. 2564 เวลา 10:10 น.ออสเตรเลียเข้มสั่งห้ามพลเมืองจากอินเดียกลับเข้าประเทศออสเตรเลียเฝ้าระวัง Covid-19 จากอินเดียสูงสุด ห้ามพลเมืองที่มาจากอินเดียเข้าประเทศ

เกร็ก ฮันต์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขออสเตรเลียประกาศว่า นับตั้งแต่วันจันทร์ (3 พ.ค.) ใครก็ตามที่มีประวัติอยู่ในอินเดียภายใน 14 วันนับจากวันที่มีกำหนดเดินทางถึงออสเตรเลียจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศ

ผู้ฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าวจะมีโทษปรับ 66,000 เหรียญออสเตรเลีย หรือ 1,586,023 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ออสเตรเลียปิดพรมแดนสกัด Covid-19 ตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีที่แล้ว และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่งสั่งแบนเที่ยวบินทุกเที่ยวจากอินเดีย รวมทั้งเที่ยวบินรับชาวออสเตรเลียกลับประเทศ

ขณะนี้มีชาวออสเตรเลียติดค้างอยู่ต่างแดนอย่างน้อย 36,000 คนที่ต้องการกลับออสเตรเลียแต่ยังไม่สามารถเดินทางได้ เนื่องจากออสเตรเลียจำกัดจำนวนผู้ที่จะเดินทางเข้าประเทศต่อสัปดาห์ โดยในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 9,000 คนอยู่ในอินเดีย และกว่า 600 คนถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

คำสั่งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ทางการออสเตรเลียกำหนดให้การเดินทางกลับเข้าประเทศของพลเมืองเป็นความผิด

Photo by SAEED KHAN / AFP

ศึกโควิด-19: อินเดียไม่รอด…โลกก็ไม่รอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651733

วันที่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 19:00 น.ศึกโควิด-19: อินเดียไม่รอด...โลกก็ไม่รอด บทวิเคราะห์ CNN ชี้ เชื้อกลายพันธุ์ในอินเดียอาจทำให้วัคซีนไม่ได้ผล และอินเดียยังเป็นแหล่งผลิตวัคซีนของโครงการ COVAX ดังนั้นหากอินเดียยังแย่ ทั้งโลกก็ไม่สามารถฟื้นตัวได้

ในขณะที่หลายประเทศ อาทิ สหรัฐและสหราชอาณาจักร คนที่ได้รับวัคซีนได้กลับไปกอดคนที่พวกเขารักอีกครั้งหลังจากต้องแยกกันมานานเพราะ Covid-19 แต่ตัดภาพไปที่อินเดีย หลายครอบครัวต้องสูญเสียสมาชิกไปเพราะโรคนี้ ผู้ป่วยในอินเดียถูกโรงพยาบาลปฏิเสธ เพราะไม่มีเตียงและออกซิเจน เนื่องจากจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นทุบสถิติทุกวัน สถานการณ์นี้ทำให้เกิดวิกฤตในอินเดียและยังส่งผลกระทบไปทั่วโลก 

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ยิ่งเชื้อไวรัสแพร่กระจายเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดการกลายพันธุ์และเกิดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่ในที่สุดจะสามารถต่อต้านวัคซีนที่มีอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจะเป็นการบั่นทอนความก้าวหน้าในการควบคุมโรคของประเทศอื่น

อศิศ จา คณะบดีวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งมหาวิทยาลัยบราวน์ เผยว่า “หากเราไม่ช่วยอินเดีย ผมห่วงว่าจำนวนผู้ติดเชื้อจะปะทุขึ้นทั่วโลก”

นี่คือเหตุผลว่าวิกฤตของอินเดียคือปัญหาระดับโลกที่ทุกประเทศต้องร่วมมือกันรับมือ

ขณะนี้หลายประเทศเริ่มส่งความช่วยเหลือไปให้อินเดีย อาทิ สหรัฐที่ส่งเครื่องผลิตออกซิเจนไปถึงมืออินเดียเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และเมื่อวันพุธ (28 เม.ย.) สหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมนี รับปากว่าจะส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ไปช่วยเพิ่ม ขณะที่เครื่องบินบรรทุกยาและเครื่องช่วยหายใจจากรัสเซียออกเดินทางจากสนามบินซูคอฟสกีมุ่งหน้ากรุงนิวเดลีแล้ว  

แม้ว่าความสำคัญเร่งด่วนของอินเดียตอนนี้คือการช่วยชีวิตผู้ป่วย การฉีดวัคซีนเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดก็สำคัญไม่แพ้กัน ทว่าแม้อินเดียจะเป็นผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลก แต่วัคซีนต้าน Covid-19 ของอินเดียยังไม่เพียงพอและไม่มีวิธีที่จะผลิตวัคซีนเพิ่มอย่างรวดเร็ว 

ด้านประเทศตะวันตกถูกวิจารณ์ว่ากักตุนวัคซีน แต่เมื่อวันพุธที่ผ่านมา แมตต์ แฮนค็อค รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอังกฤษเผยว่าอังกฤษไม่มีวัคซีนสำรองสำหรับส่งไปให้อินเดีย ส่วนประธานาธิบดี โจ ไบเดน ยืนยันกับนายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี ของอินเดียว่าสหรัฐจะส่งวัคซีนให้

ก่อนหน้านี้ไบเดนประกาศว่าสหรัฐจะแบ่งวัคซีนของ AstraZeneca 60 ล้านโดสให้ประเทศอื่น แต่ไม่ได้ระบุชื่อประเทศและกำหนดส่ง แต่ทำเนียบขาวบอกว่าการส่งวัคซีนอาจกินเวลาหลายเดือน

แอนโธนี ฟาวซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติสหรัฐเผยว่า การกระจายวัคซีนอย่างเท่าเทียมทั่วโลกเป็นเรื่องสำคัญ  

“เพราะเราอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วยกัน โลกเชื่อมโยงถึงกัน และเป็นความรับผิดชอบที่ประเทศต่างๆ มีต่อกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณเป็นประเทศร่ำรวย และคุณกำลังติดต่อกับประเทศที่ไม่มีทรัพยากรหรือขีดความสามารถที่คุณมี” ฟาวซีเผยกับสำนักข่าว The Guardian  

นอกจากนี้ ผู้ชี่ยวชาญยังกังวลว่า หากอินเดียไม่สามารถควบคุม Covid-19 และเชื้อกระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีวัคซีนน้อยและระบบสาธารณสุขเปราะบาง เราอาจได้เห็นภาพที่กำลังเกิดขึ้นในอินเดียในประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่เชื้อได้เร็วแพร่กระจาย 

และในฐานะที่อินเดียมีบทบาทสำคัญในการผลิตวัคซีนให้ประเทศอื่น ความล้มเหลวในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดในอินเดียอาจส่งผลกระทบกับการฉีดวัคซีนทั่วโลก  ขณะนี้เชื้อโคโรนาไวรัสกลายพันธุ์ไปอีกหลายสายพันธุ์ ทั้งในแอฟริกาใต้ บราซิล อังกฤษ รวมถึงในอินเดีย โดยเชื้อเหล่านี้สามารถแพร่กระจายได้เร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่นของจีน และแพร่กระจายไปในหลายประเทศแล้ว  

จนถึงขณะนี้วัคซีนของ Pfizer/BioNTech (ไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค), Moderna (โมเดอร์นา) และ Johnson & Johnson (จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน) มีประสิทธิภาพแตกต่างกันในการป้องกันสายพันธุ์กลายพันธุ์เหล่านี้

อย่างไรก็ดี เชื้อไวรัสสามารถกลายพันธุ์ได้เรื่อยๆ ตราบใดที่มันยังแพร่ระบาด และขณะนี้ยังไม่มีการรับประกันว่าวัคซีนที่มีอยู่ในปัจจุบันจะปกป้องประชากรโลกจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ๆ นั่นหมายความว่าไม่มีประเทศใดปลอดภัย ไม่ว่าประเทศนั้นๆ จะฉีดวัคซีนให้ประชาชนมากเพียงใดก็ตาม

ข้อมูลระบุว่าชาวอเมริกันกว่า 142 ล้านคน และชาวอังกฤษอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป 33 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 อย่างน้อย 1 เข็ม คิดเป็น 43% และ 64% ของประชากรที่ จะต้องเข้ารับวัคซีน

ตรงกันข้าม ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอินเดียระบุว่า จนถึงวันที่ 27 เม.ย. มีชาวอินเดีย 129 ล้านคนได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม คิดเป็นเพียง 8% ของประชากรอินเดียทั้งหมดเท่านั้น โดยผู้เชี่ยวชาญกล่าวโทษว่าเป็นการฉีดวัคซีนล่าช้าและการขาดแคลนวัคซีน

นอกจากเชื้อกลายพันธุ์แล้ว การระบาดระลอกสองในอินเดียยังส่งผลกระทับอย่างฉับพลันกับการกระจายวัคซีนของโลกด้วย

อินเดียมีบทบาทสำคัญในโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX ที่นำโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งจะแจกจ่ายวัคซีนให้กับประเทศรายได้น้อยในราคาพิเศษหรือไม่คิดมูลค่า

อินเดียรับปากว่าจะจัดหาวัคซีน 200 ล้านโดสสำหรับแจกจ่ายไปยัง 92 ประเทศ แต่สถานการณ์ในอินเดียขณะนี้ทำให้รัฐบาลต้องหันมาให้ความสำคัญกับพลเมืองอินเดียก่อน COVAX

ก่อนเกิดการระบาดระลอกสองในอินเดีย สถาบันเซรุ่มอินเดีย (SII) ส่งมอบวัคซีน AstraZeneca 28 ล้านโดสให้โครงการ COVAX และมีกำหนดส่งมอบอีก 90 ล้านโดสในเดือน มี.ค.และ เม.ย. แต่ต้องเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้น

สถานการณ์นี้ทำให้หลายประเทศ อาทิ แอฟริกาใต้และบราซิล ต้องรอวัคซีนอีกหลายเดือน

จอห์น เอ็นเค็นกาซอง ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมโรคติดต่อของแอฟริกาเผยเมื่อต้นเดือน เม.ย.ว่า การระงับการส่งออกวัคซีนของอินเดียอาจเป็น “หายนะ” สำหรับการฉีดวัคซีนของทวีปแอฟริกา

อย่างไรก็ดี แม้การจัดหาวัคซีนของอินเดียจะชะงัก แต่ COVAX ยืนยันว่าการส่งมอบวัคซีนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เป็นไปตามแผน และภายในสิ้นปีนี้จะจัดหาวัคซีนใด้ 2,000 ล้านโดส

สิ่งที่เกิดขึ้นกับอินเดียเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการกระจายห่วงโซ่อุปทาน และยิ่งระบบสาธารณสุขของอินเดียไม่สามารถรับมือกับวิกฤตด้านสุขภาพและวัคซีนขาดแคลนนานเท่าไร Covid-19 ก็เป็นภัยกับโลกนานเท่านั้น

ดังนั้นโลกจึงต้องร่วมมือกันรับมือกับโลกระบาดครั้งนี้

Photo by Jewel SAMAD / AFP

Baidu เตรียมให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับแบบชำระเงินครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651731

วันที่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 17:45 น.Baidu เตรียมให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับแบบชำระเงินครั้งแรกบริษัทยานยนต์และเทคโนโลยีในประเทศจีนกำลังเดินหน้าพัฒนายานยนต์และรถโดยสารแบบไร้คนขับ

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า Baidu ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในประเทศจีนเผยว่ากำลังจะเปิดตัวบริการ Apollo Robotaxi หรือบริการแท็กซี่ไร้คนขับแบบชำระเงินเป็นครั้งแรกในปักกิ่งตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. เป็นต้นไป

โดยบริการแท็กซี่ไร้คนขับดังกล่าวจะเริ่มเปิดตัวที่ Shougang Park ทางตะวันตกของเมืองปักกิ่งซึ่งผู้ใช้สามารถเรียกใช้บริการและชำระเงินได้ผ่านแอปพลิเคชัน Apollo Go ซึ่งจะมีค่าบริการ 30 หยวนต่อการโดยสาร 1 เที่ยว

ทั้งนี้ Baidu ได้พัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะและแผนที่ความละเอียดสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยได้เปิดให้บริการโดยสารฟรีในปักกิ่งเมื่อเดือนต.ค. 2020 ก่อนที่จะทดลองให้บริการแบบชำระเงินเมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา

Wang Yunpeng ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติของ Baidu เผยว่าจะมีการเปิดตัวบริการแท็กซี่ไร้คนขับในเมืองอื่นๆ ตามมาอีกในอนาคต

ด้าน Jidu Auto ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าระหว่าง Baidu และ Geely ผู้ผลิตยานยนต์ของจีนวางแผนที่จะทุ่มเงิน 5 หมื่นล้านหยวนเพื่อผลิตรถยนต์อัจฉริยะในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ขณะที่ AutoX ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Alibaba กล่าวเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่าได้เริ่มให้บริการรถโดยสารไร้คนขับแบบชำระเงินในเมืองเซินเจิ้นเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ยังมี WeRide ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของจีนที่ได้รับการสนับสนุนจาก Nissan กำลังทดสอบรถยนต์ไร้คนขับในประเทศอยู่เช่นเดียวกัน

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

สลด! ทหารเมียนมาเข้าข้างประชาชนถูกกองทัพยิงดับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651720

วันที่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 15:30 น.สลด! ทหารเมียนมาเข้าข้างประชาชนถูกกองทัพยิงดับกองทัพเมียนมาสังหารทหารแปรพักตร์ยืนข้างประชาชนต้านรัฐประหาร

สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมายังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีผู้เสียชีวิตสืบเนื่องจากการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารแล้วไม่ต่ำกว่า 750 ราย

อย่างไรก็ตามยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารส่วนหนึ่งเลือกยืนข้างประชาชนโดยเว็บไซต์ Myanmar Now รายงานว่านายอ่อง อ่อง วัย 30 ปี เป็นหนึ่งในทหารที่ออกลาดตระเวนและต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของรัฐบาลร่วมกับกลุ่มประชาชนในเมืองตามู เขตสะกาย

รายงานระบุว่าเมื่อค่ำวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมานายอ่อง อ่อง พร้อมด้วยกลุ่มประชาชนมีการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ทหารของกองทัพเมียนมาจำนวนมากซึ่งส่งผลให้มีทหารเสียชีวิต 3 นาย และอีก 2 นายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีด้วยระเบิดมือของกลุ่มประชาชน

อย่างไรก็ตามการปะทะกับกองทัพเมียนมาครั้งนี้ส่งผลให้นายอ่อง อ่อง ถูกยิงบริเวณหน้าอกและเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ด้วย

ทั้งนี้ รายงานระบุว่าเกิดการปะทะกันในเมืองตามูหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในช่วงต้นเดือนเม.ย. ทหารเมียนมาได้บุกรุกเข้าไปในค่ายของผู้ประท้วง และยังประจำการตามโรงพยาบาล โรงเรียน และสถานีตำรวจในเมืองด้วย ส่งผลให้ประชาชนหลายคนต้องอพยพหนี

Photo by STR / AFP

จับตาเหรียญแพนเค้กทำออลไทม์ไฮ โตกว่า 6,000% ปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651708

วันที่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 14:00 น.จับตาเหรียญแพนเค้กทำออลไทม์ไฮ โตกว่า 6,000% ปีนี้นักวิเคราะห์คริปโตจับตามอง PancakeSwap ($CAKE) เงินดิจิทัลดาวรุ่งทำออลไทม์ไฮราคาพุ่งแตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

PancakeSwap ($CAKE) เป็นหนึ่งในเหรียญดิจิทัลในตลาดคริปโตซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนกันยายน 2020 โดยนักพัฒนาที่ไม่ระบุตัวตน ซึ่งในวันนี้ (30 เม.ย.) มีราคาพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใหม่ตลาดกาลอยู่ที่ 43.96 เหรียญสหรัฐหรือกว่า 1,370 บาท ส่งผลให้เงินดิจิทัลดังกล่าวเติบโตขึ้นกว่า 6,400% ในปี 2021

หลังจากที่เคยอยู่ในจุดต่ำสุดที่ราคาประมาณ 0.19 เหรียญสหรัฐเมื่อเดือนพ.ย. 2020 แต่ตอนนี้ $CAKE กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในภาค decentralized finance (DeFi) โดยในระยะหลังมานี้ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนก.พ. ที่ผ่านมา

NEVER SHARE YOUR PRIVATE KEY OR SEED PHRASE WITH ANYONE!If you need help with #PancakeSwap, click below for guidance. https://t.co/oQqJ5CVsos— PancakeSwap #BSC (@PancakeSwap) March 31, 2021

แม้ว่าจะมีร่วงลงไปบ้างเมื่อกลางเดือนมี.ค. แต่ก็กลับมาได้อย่างน่าประทับใจด้วยการทำออลไทม์ไฮในวันนี้ โดยมีปริมาณการซื้อขายในรอบ 24 ชั่วโมงสูงถึง 1,603,433,601 เหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ราคาที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นยังส่งผลให้ PancakeSwap กลายเป็นโครงการมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐตัวแรกบน Binance Smart Chain (BSC) อีกด้วย

ก่อนหน้านี้ Andrew Kang นักวิเคราะห์และนักลงทุนในตลาดคริปโตชี้ว่ามีโอกาสที่ $CAKE จะมีมูลค่าสูงกว่า Uniswap ($UNI) เหรียญดิจิทัลใน DeFi ที่กำลังมาแรงเช่นกัน

30% probability $CAKE flips $UNI— Andrew Køng (@Rewkang) April 29, 2021

เช่นเดียวกับ Nicholas Merten นักวิเคราะห์ชื่อดังในตลาดคริปโตก็ได้กล่าวว่า $CAKE เป็นหนึ่งในเหรียญที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

ภาพโดย PancakeSwap

เซอร์ไพรส์! นักโบราณคดีพบมัมมี่อียิปต์ตั้งท้องครั้งแรกของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651702

วันที่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 12:50 น.เซอร์ไพรส์! นักโบราณคดีพบมัมมี่อียิปต์ตั้งท้องครั้งแรกของโลกมัมมี่ตั้งท้องถูกค้นพบเป็นครั้งแรกของโลกโดยทีมนักโบราณคดีโปแลนด์ด้วยเทคโนโลยีสแกนทางรังสีวิทยา

ทีมนักโบราณคดีโปแลนด์ในโครงการ Warsaw Mummy Project เปิดเผยการค้นพบครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของโลกเป็นมัมมี่หญิงชาวอียิปต์อายุราว 20-30 ปีที่กำลังตั้งครรภ์ราว 26-28 สัปดาห์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีการค้นพบมัมมี่หญิงตั้งครรภ์ทั้งยังอยู่ในสภาพดี

เดิมทีนักโบราณคดีเชื่อว่ามัมมี่อายุราว 2,000 ปีร่างนี้ซึ่งเดินทางมาถึงกรุงวอร์ซอของโปแลนด์ในปี 1826 เป็นของนักบวชเพศชายตามอักษรเฮียโรกลิฟฟิกที่ระบุไว้บนตัวโลงศพ ทว่าหลังจากการสแกนกลับพบว่ามัมมี่ร่างนี้ไม่มีอวัยวะเพศชาย แต่มีหน้าอกและผมยาว และที่สร้างความเซอร์ไพรส์ที่สุดคือ พบตัวอ่อนทารกอยู่ในครรภ์ด้วย

ขณะนี้นักโบราณคดียังไม่ทราบว่าเหตุใดจึงไม่มีการนำร่างของตัวอ่อนทารกในครรภ์ออกระหว่างการทำมัมมี่ เบื้องต้นคาดว่าการนำออกอาจเป็นเรื่องยาก และยังไม่ทราบเพศของทารกในครรภ์ ทั้งยังไม่สามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้อีกเนื่องจากกระดูกของทารกไม่ได้รับการรักษาให้อยู่ในสภาพดี

การค้นพบซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Archaeological Science ครั้งนี้จะช่วยให้นักโบราณคดีสามารถศึกษาการตั้งครรภ์ในยุคโบราณ

ภาพเอกซเรย์มัมมี่ตั้งครรภ์เมื่อปี 2015 ที่ศูนย์การแพทย์ออตวอคใกล้กับกรุงวอร์ซอของโปแลนด์
ภาพเอกซเรย์มัมมี่ตั้งครรภ์เมื่อปี 2015 ที่ศูนย์การแพทย์ออตวอคใกล้กับกรุงวอร์ซอของโปแลนด์

Photo by Aleksander LEYDO / Warsaw Mummy Project / AFP