Amazon ฟันกำไรเพิ่ม 3 เท่าเพราะโควิดเปลี่ยนพฤติกรรมคนช็อป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651694

วันที่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 11:40 น.Amazon ฟันกำไรเพิ่ม 3 เท่าเพราะโควิดเปลี่ยนพฤติกรรมคนช็อปAmazon ได้อานิสงส์ช็อปฟอร์มโฮมยุคโควิดโกยกำไรเพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวไตรมาสแรก

บริษัท Amazon ของ เจฟฟ์ เบโซส ประกาศผลประกอบการประจำไตรมาสแรกของปี 2021 โดยมีรายได้ 108,500 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 44% ขณะที่กำไรเพิ่มจาก 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 8,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มกว่า 3 เท่า โดยได้อานิสงส์จากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่ทำให้ผู้คนหันมาซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น

Amazon Web Service แพลตฟอร์มคลาวด์เป็นธุรกิจที่ทำรายได้มากที่สุดของ Amazon โดยในไตรมาสแรกของปีนี้ทำรายได้สุทธิถึง 13,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 32%

นักวิเคราะห์ชี้ว่า ยุค Covid-19 คือยุคทองของ Amazon เนื่องจากผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม และไม่เฉพาะ Amazon เท่านั้น บรรดาบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ก็ได้อานิสงส์ไปตามๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น Apple, Facebook, Microsoft และ Alphabet

Photo by SAUL LOEB / AFP

ชายแดนเมียนมายังเดือด! ชาวบ้านอีกหลายพันคนเตรียมอพยพเข้าไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651689

วันที่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 11:02 น.ชายแดนเมียนมายังเดือด! ชาวบ้านอีกหลายพันคนเตรียมอพยพเข้าไทยชาวกะเหรี่ยงกว่า 8,000 คนกำลังหลบหนีการโจมตีจากกองทัพเมียนมาบริเวณชายแดนไทย เผยพร้อมอพยพเข้าไทยหากการสู้รบบานปลาย

เมื่อวันที่ 30 เม.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าชาวบ้านในรัฐกะเหรี่ยงหลายพันคนในเมียนมาเตรียมพร้อมที่จะอพยพเข้ามายังประเทศไทยเนื่องจากคาดการณ์ว่าสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

เครือข่ายสนับสนุนสันติภาพกะเหรี่ยง (Karen Peace Support Group) เผยว่าชาวบ้านหลายพันคนกำลังหลบภัยอยู่บริเวณฝั่งแม่น้ำสาละวินฝั่งประเทศเมียนมาและพวกเขาจะหนีเข้าประเทศไทยหากการสู้รบบานปลาย

พร้อมระบุข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าชาวกะเหรี่ยงริมแม่น้ำสาละวินกว่า 8,000 คนจะต้องหนีเข้าประเทศไทย เราหวังว่ากองทัพไทยจะช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากสงคราม”

รายงานระบุว่ากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและกองทัพเมียนมามีการปะทะกันบริเวณชายแดนไทยในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา

ชาวกะเหรี่ยงกล่าวว่าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาพวกเขาได้โจมตีทหารเมียนมา 13 นายพร้อมด้วยเครื่องบินรบ 3 ลำ ทหารเมียนมาจึงตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ใกล้ชายแดนไทย

Chu Wah ชาวบ้านรัฐกะเหรี่ยงที่เดินทางข้ามมายังประเทศไทยพร้อมครอบครัวในสัปดาห์นี้กล่าวกับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สว่า “ทหารพม่าจะยิงเรา เราจึงต้องหนีข้ามแม่น้ำสาละวินมาที่นี่”

Photo by HANDOUT / KNU Dooplaya District / AFP

หลายประเทศงานเข้าพบโควิด-19สายพันธุ์อินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651686

วันที่ 30 เม.ย. 2564 เวลา 10:30 น.หลายประเทศงานเข้าพบโควิด-19สายพันธุ์อินเดีย   Covid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์จากอินเดียถูกพบแล้วในหลายประเทศ

กระทรวงสาธารณสุขฝรั่งเศสเปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ B.1.617 ซึ่งกำลังระบาดอย่างหนักในอินเดียในผู้ป่วย 3 รายแรกของประเทศ

ผู้ป่วยรายแรกเป็นหญิงรายหนึ่งที่มีประวัติเดินทางไปยังอินเดีย โดยขณะนี้อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส และผู้ป่วยอีก 222 รายซึ่งเคยเดินทางไปอินเดียเช่นกันพีกอาศัยอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

การยืนยันดังกล่าวไม่ขึ้นเพียงแค่ไม่กี่วันหลังจากเมื่อวันอังคาร (27 เม.ย.) โอลิวิเยร์ วาราน รัฐมนตรีสาธารณสุขเพิ่งประกาศว่าพบผู้ติดเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์แอฟริกาใต้เพิ่มในแคว้นอีล-เดอ-ฟร็องส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงปารีส แต่ยังไม่พบสายพันธุ์กลายพันธุ์อินเดียในแผ่นดินใหญ่ของฝรั่งเศส

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่พบเชื้อกลายพันธุ์ B.1.617 อาทิ โรมาเนียพบในหญิงวัย 26 ปีที่กลับมาจากอินเดียเมื่อราว 1 เดือนก่อน รวมถึงในจีนและอิสราเอล

Photo by Prakash SINGH / AFP

ชุมชุมพันธมิตรฆ่ามังกร : ยอมเป็นหนังหน้าไฟให้สหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651571

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 20:40 น.ชุมชุมพันธมิตรฆ่ามังกร : ยอมเป็นหนังหน้าไฟให้สหรัฐความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ของกลุ่มพันธมิตรต้านจีนที่นำโดย Quad ทันทีที่ประเทศเหล่านี้เริ่มเห็นผลจากโครงการวัคซีน ไม่แน่ว่าหลังจากโลกกลับสู่ภาวะปกติหลังโควิด มันอาจเป็นการเริ่มต้น “ลงมือลงไม้” แบบจริงๆ จังๆ นี่คือตอนที่ 1 ของซีรีส์ “ชุมชุมพันธมิตรฆ่ามังกร”

ในวันที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้นมีความเคลื่อนไหวด้านการทหารเกิดขึ้นไล่เลี่ยกันจากกลุ่มประเทศมหามิตรของสหรัฐ เริ่มจากญี่ปุ่น มาถึงออสเตรเลีย และสหราชอาณาจักร มันเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าประเทศเหล่านี้ไม่ได้แค่ส่งซิกไปยังเป้าหมายที่พวกเขาจะเล่นงานอีกต่อไป แต่เป็นการแสดงท่าทีกันดื้อๆ เอาเลย ในบทความตอนแรกนี้เราจะสังเกตดูว่า “หนังหน้าไฟ” อย่างเอเชียตะวันออกกำลังทำอะไรและจะทำแบบไหนกับพันธมิตรพิฆาตจีน 

ญี่ปุ่นลังเลจะรบหรือไม่รบดี

เริ่มจากเมื่อวันที่ 24 เมษายน สำนักข่าว Kyodo รายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังศึกษาว่าควรจะให้กองกำลังป้องกันตนเอง (SDF) ตอบสนองอย่างไรในกรณีที่เกิดความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐและจีนกับไต้หวัน โดยทำการจำลองสถานการณ์ต่างๆ ภายในขอบเขตที่เข้มงวดของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเพราะว่าญี่ปุ่นถูกควบคุมภายใต้รัฐธรรมนูญมิให้ส่งกำลังทางทหารไปร่วมสังฆกรรมกับการสงครามที่ไหน

สถานการณ์จำลองแบบแรก พวกเขาตั้งสมติฐานว่าฐานทัพสหรัฐในญี่ปุ่นซึ่งกระจุกตัวอยู่ที่โอกินาวาซึ่งเป็นจังหวัดทางใต้สุดของเกาะอาจถูกคุกคามในกรณีที่จีนโจมตีกองทัพสหรัฐ ในสถานการณ์นี้ภายใต้กฎหมายความมั่นคงของญี่ปุ่น SDF สามารถให้การขนส่งและการจัดหาและการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ที่เกี่ยวข้องแก่กองทัพสหรัฐและพันธมิตร

สถานการณ์จำลองแบบที่สอง ญี่ปุ่นจะได้รับอนุญาตให้ฝึกการป้องกันตนเองโดยรวม

สถานการณ์จำลองแบบที่สาม หากความขัดแย้งขยายวงไปสู่การโจมตีทางดินของญี่ปุ่นโดยตรงเช่นบนเกาะโยนากุนิหรือเกาะเซนกากุในโอกินาวาซึ่งประเทศจีนอ้างสิทธิ์และเรียกว่าเกาะเตียวหยู กองกำลัง SDF จะถูกระดมมาเพื่อปกป้องญี่ปุ่นและมีส่วนร่วมในปฏิบัติการรบ

ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังประเมินว่าสถานการณ์ใดที่กฎหมายความมั่นคงจะอนุญาตให้ SDF มีส่วนร่วมได้หากเกิดการโจมตีไต้หวันขึ้นมาจริงๆ แต่เราวิเคราะห์ว่าหากสถานการณ์บีบบังคับมากๆ รัฐบาลญี่ปุ่นอาจหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ SDF เพื่อยกระดับมันให้กลายเป็นกองทัพจริงๆ ขึ้นมา

อย่างที่เรารู้กันว่า ญี่ปุ่นไม่มีกองทัพเพราะถูก “ทำหมันด้านการทหาร” หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่สามารถมีกองกำลังป้องกันตนเองได้ ซึ่งชื่อก็บอกอยู่ชัดเจนแล้วว่าใช้เฉพาะป้องกันตนเอง หรืองาน defensive ในกรณีการรบเชิงรุกหรือ offensive ไม่สามารถทำได้

แต่ในช่วงหลายปีมานี้รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กองกำลังป้องกันตนสามารถปฏิบัติงานในเชิง offensive ได้ด้วย แน่นอนว่าจีนและเกาหลีใต้ที่เคยถูกญี่ปุ่นขย้ำไปในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ไคัดค้านอย่างที่สุด เพราะชี้เป็นการปลุกผีลัทธิทหารของญี่ปุ่นให้ก่อกวนเอเชียอีก

หลังจากที่ชินโซ อาเบะ พยายามดันเรื่องนี้มานานเขาทำสำเร็จแค่การช่วยให้ SDF ไปปฏิบัติหน้าที่ “เชิงสันติภาพ” ในต่างแดนได้ซึ่งจีนและเกาหลีคัดค้านหนัก ในเวลานั้นท่าทีของจีนยังไม่แข็งกร้าวขนาดนี้ เมื่อบรรยากาศแถบๆ ช่องแคบไต้หวันเริ่มคุกรุ่นญี่ปุ่นก็มีเหตุผลให้อัพเกรด SDF อีกครั้งแล้ว

ประธานาธิบดีโจไบเดนของสหรัฐฯและนายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซุงะของญี่ปุ่นเดินผ่านโคลอนเนดเพื่อเข้าร่วมในการแถลงข่าวร่วมกันในสวนกุหลาบของทำเนียบขาวในวอชิงตันดีซีเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2564 (ภาพโดย MANDEL NGAN / AFP)

สหรัฐว่าไงเราว่าตาม

Kyodo บอกว่าที่ญี่ปุ่นต้องเตรียมตัวเพราะ “ระแวงระวังจากความกล้าแสดงแสนยานุภาพที่เพิ่มขึ้นของจีนในระดับภูมิภาค” ความระแวงของญี่ปุ่นมีเหตุมีผลเพราะมีกรณีพิพาทกับจีนเรื่องแย่งเกาะเซากากุ/เตียวหยู หากจีนโจมตีไต้หวันโดยตรงยังอาจสะเทือนมายังญี่ปุ่นเพราะจุดที่ใกล้ที่สุดของญี่ปุ่นกับไต้หวันคือเกาะโยนากุนิในหมู่เกาะโอกินาวะอยุ่ห่างจากไทเปแค่ 158 กิโลเมตร

ระยะขนาดนี้สหรัฐไม่มีทางนิ่งดูดายแน่นอนเพราะโอกินาวะคือฐานะที่มั่นของสหรัฐในตะวันออกไกล ยิ่งสหรัฐเชื่อมั่นอย่างเต็มอกว่าจีนต้องบุกไต้หวันด้วยแล้ว ญี่ปุ่นยิ่งต้องคล้อยตาม

อย่างเมื่อเดือนมีนาคมฟิล เดวิดสัน (Phil Davidson) ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด – แปซิฟิกของสหรัฐที่กำลังหมดวาระให้การกับคณะกรรมการกิจการกองทัพของวุฒิสภาว่าเขาเชื่อว่าจีนจะพยายามยึดไต้หวันภายใน 6 ปีข้างหน้า

เดวิดสันยังให้การด้วยว่าจีนยังเล็งเป้าหมายไปที่เกาะกวมซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสำคัญของสหรัฐในแปซิฟิกโดยอ้างว่าจีนปล่อยคลิปจำลองการซ้อมรบที่เป้าหมายดูคล้ายกับที่กวม

แต่เรื่องนี้อาจต้องฟังหูไว้หูเพราะต้องไม่ลืมว่าเดวิดสันให้การกับใครและมีเจตนาที่แท้จริงอย่างไร หลังจากที่ชี้ชวนว่าจีนจะบุกที่นั่นที่นี่แล้ว เขาถึงขอให้คณะกรรมการกิจการกองทัพของวุฒิสภาอนุมัติให้ตั้งกองพัน “ระบบต้านขีปนาวุธแอจิส” (Aegis Ashor) ซึ่งมีศักยภาพต้านขีปนาวุธของจีนได้ และยังขอเพิ่มงบประมาณทางทหารในเชิงรุก อ้างว่า “เพื่อให้จีนรู้ว่าต้นทุนของสิ่งที่พวกเขาพยายามทำนั้นสูงเกินไป”

พูดง่ายๆ ก็คือเดวิดสันกำลังชักแม่น้ำทั้งห้ามาของบประมาณอาวุธเพิ่มนั่นเอง และจีนก็มองออกทำให้จ้าวลี่เจียน โฆษกของกระทรวงการต่างประเทศจีนสวนว่า “อเมริกันบางคนยังคงใช้ปัญหาไต้หวันเพื่อกระตุ้นการคุกคามทางทหารของจีน แต่ความจริงลึกๆ แล้วสหรัฐกำลังหาข้ออ้างที่จะเพิ่มการใช้จ่ายทางทหารขยายกองกำลังและแทรกแซงกิจการในภูมิภาค”

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม สถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) เผยงบประมาณทางทหารทั่วโลกเมื่อปี 2020 เพิ่มขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถึง 1.98 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 62.3 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางกับ GDP ทั่วโลกซึ่งหดตัว 4.4%

ประเทศที่มีการใช้จ่ายทางทหารมากที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2020 ซึ่งคิดเป็น 62% ของการใช้จ่ายทางทหารทั่วโลก และ 2 อันดับแรกไม่ใช่ใคร คือสหรัฐและจีน โดยเฉพาะสหรัฐค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมาสูงถึง 778 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้า 4.4% หรือคิดเป็น 39% ของค่าใช้จ่ายทางทหารทั้งหมดทั่วโลกในปี 2020

อย่าลืมว่าสหรัฐเกือบจะเอาตัวไม่รอดจากวิกฤตโควิด แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะทุ่มเทใช้จ่ายงบทหาร เพราะ “สหรัฐคือนักค้าสงครามตัวยง” ที่หยุดธุรกิจอาวุธไม่ได้แม้แต่ยามที่ประชาชนในประเทศกำลังซวนเซสุดๆ

ญี่ปุ่นกำลังเป็นลูกค้าชั้นดีของธุรกิจอาวุธชั้นสูงของสหรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการประชุมสุดยอดทวิภาคีระหว่างโจ ไบเดนกับโยชิฮิเดะ ซุงะที่ลงทุนบินไปคุยถึงวอชิงตันดีซีและได้แถลงการณ์ร่วมที่เอ่ยถึงไต้หวันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1969 (อย่าลืมว่าไบเดน ยังเชิญผู้แทนไต้หวันไปร่วมงานสาบานตนรับตำแหน่งของเขา เป็นผู้นำอเมริกันคนแรกที่ทำแบบนี้นับตั้งบแต่ปี 1979)

ท่าทีของไบเดน-ซุงะ เป็นการท้าทายโดยตรงไปยังจีนแต่ที่สำคัญก็คือมันปูทางให้ญี่ปุ่นซื้ออาวุธจากสหรัฐเพิ่มเติมโดยอาศัยจีนเป็นข้ออ้าง เช่น ในญี่ปุ่นมีการอภิปรายเมื่อปีที่แล้วว่าควรจะมีขีปนาวุธที่สามาถโจมตีฐานของศัตรูหรือไม่

ศัตรูในที่นี้น่าจะหมายถึงเกาหลีเหนือมากกว่า แต่ด้วยท่าทีของญี่ปุ่นที่แข็งกร้าวกับจีนมากขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นไปได้ไหมคิดว่าเล็งผลไปถึงจีนด้วย?

เทคโนโลยีระดับนี้ดูเหมือนจะต้องพึ่งสหรัฐ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ลังเลใจแม้จะทุ่มงบประมาณกลาโหมมหาศาลในอัตราสูงสุด พวกเขาไม่กล้าที่จทุ่มเงินให้สหรัฐเต็มๆ และมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากระบบป้องกันขีปนาวุธที่พัฒนาโดยสหรัฐซึ่งมีราคาแพง จะเห็นได้ว่าแม้จะมีภัยคุกคามตรงหน้าและจับมือกับสหรัฐชนจีนแบบตรงๆ แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังรับไม่ได้กับอาวุธที่แสนแพงของสหรัฐ

ดังนั้นกับกรณีไต้หวัน ซุงะจึงกล่าวตอบข้อซักถามในสภาเกี่ยวกับท่าทีของญี่ปุ่นและแถลงการณ์ร่วมของเขากับไบเดนว่า “ไม่ได้ส่อว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องทางทหารเลย”

อดีตรองรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ริชาร์ด อาร์มิเทจ พูดในการพบปะกับประธานาธิบดีไต้หวัน ไช่อิงเหวิน ที่สำนักงานประธานาธิบดีในไทเปเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2564 (ภาพโดย ANN WANG / POOL / AFP)

ไต้หวัน “วิล เนอเวอร์ วอล์ก อะโลน”?

ท่าทีของซุงะอาจจะทำให้ทางไต้หวันสั่นคลอนพอสมควร เพราะฟอร์มพันธมิตรกันอยู่ดีๆ แล้วกลับแสดงท่าทีผลุบๆ โผล่ๆ แต่โจแอนน์ โอว (Joanne Ou) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันต้องออกมาย้ำว่าไต้หวันต้องปกป้องตัวเองอยู่แล้วโดยกล่าวว่า “เป็นหน้าที่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ที่เราจะต้องปกป้องความมั่นคงแห่งชาติของเราเอง และไต้หวันจะแบกรับความรับผิดชอบด้วยตัวเองในการปกป้องบ้านของประชาชนและปกป้องประเทศ”

คำว่า “จะแบกรับความรับผิดชอบด้วยตัวเอง” นี้เหมือนกระแทกกระทั้นไปยังญี่ปุ่นและเหมือนชะเง้อหาไปยังสหรัฐยังไงก็ไม่รู้

แต่ถ้าเราเป็นญี่ปุ่นก็คงต้องคิดหนักกับการเปิดหน้าชกกับจีน เพราะต่อให้มีเรื่องระหองระแหงกันญี่ปุ่นไม่มีความสามารถที่จะไปสู้จีนได้เลย แม้ว่าจะมีกองทัพสหรัฐประจำการอยู่ที่ท้ายเกาะและระหว่างทางไปไต้หวัน แต่เมื่อคำนึงถึงความเสียหายแล้ว การแสดงความเป็นศัตรูกับจีนแบบโท่งๆ เพื่อเป็นหนังหน้าไฟให้สหรัฐโดยที่ตัวเองพินาศย่อยยับนั้น ไม่คุ้มเอาเสียเลย

ญี่ปุ่นรู้ดีว่าถ้าจีนจะบุกไต้หวัน เป้าหมายของจีนก็จะอยู่แค่ไต้หวันไม่ได้ข้ามมาที่ญี่ปุ่น ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะชักศึกเข้าบ้านด้วยการเออออห่อหมกไปกับสหรัฐทุกเรื่อง แต่ญี่ปุ่นยังจำเป็นต้องคล้อยตามสหรัฐในเรื่องที่พอทำได้เพราะมีสนธิสัญญาพัวพันกันอยู่

ที่ญี่ปุ่นทำได้คือแสดงท่าทีชักเข้าชักออก หลังจากซุงะบอกว่าจะไม่เข้าไปเอี่ยวกรณีไต้หวันแล้ว อีกสัปดาห์ต่อมา (วันที่ 27 เมษายน) กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นก็ออกสมุดปกน้ำเงินว่าด้วยการทูต (Diplomatic Bluebook) ซึ่งเป็นหนังสือรายปีเกี่ยวกับผลงานด้านการทูตของญี่ปุ่น

ในปีนี้ญี่ปุ่นใช้ภาษาแรงกับจีนเป็นพิเศษใจความตอนหนึ่งบอกว่าญี่ปุ่น “มีความกังวลอย่างมากที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในภูมิภาครวมถึงญี่ปุ่นและประชาคมระหว่างประเทศ” เทียบเวอร์ชันของปีที่แล้วญี่ปุ่นบอกว่าท่าทีของจีนเป็น “ข้อกังวลร่วมกันในภูมิภาคและชุมชนระหว่างประเทศ”

สมุดปกน้ำเงินยังกล่าวถึงการที่หน่วยยามฝั่งของจีนที่ล้ำเข้ามาในน่านน้ำของญี่ปุ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่ารอบๆ หมู่เกาะเซนกาและเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า “เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

สมุดปกน้ำเงินเล่นเอาจีนเดือดพอสมควร หวางเหวินปิน โฆษกกระทรวงกล่าวในการบรรยายสรุปว่าได้ประท้วงไปยังญี่ปุ่นและเรียกร้องให้ญี่ปุ่นแก้ไขข้อผิดพลาดและสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างสองประเทศด้วยการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม

ก่อนหน้านี้ จ้าวลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนบอกว่าสหรัฐ “ปั่นกระแสไต้หวัน” เพื่อจะเพิ่มงบประมาณทหาร ครั้งนี้ หวางเหวินปิน โฆษกกระทรวงเดียวกันบอกว่า “สมุดปกน้ำเงินปั่นเรื่องภัยคุกคามของจีน ป้ายสีจีน และแทรกแซงกิจการภายในประเทศของจีน”

แต่จริงๆ แล้วมั่นเป็นเรื่อง “ปั่น” หรือเปล่า? เราสามารถพิจารณาคำตอบได้จากสิ่งที่ไต้หวันกำลังเผชิญ เอาเฉพาะแค่ในเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ “พีคสุดๆ” เพราะสหรับเปิดเกมรุกขยี้จีนและฟอร์มพันธมิตรในเอเชีย

เมื่อวันที่ 26 เมษายน กระทรวงกลาโหมไต้หวันประกาศว่าเครื่องบินสงครามอิเล็กทรอนิกส์ Y-8 (Y-8 EW) และเครื่องบินลาดตระเวนทางยุทธวิธี Y-8 (Y-8 RECCE) บุกรุกเข้าไปในเขตระบุตัวตนป้องกันทางอากาศของไต้หวัน (ADIZ) กระทรวงฯ จึงได้ส่งเครื่องบินออกคำเตือนทางวิทยุและติดตั้งระบบขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศเพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหว ปรากฎว่า Y-8 EW บินต่ำแค่ 30 เมตรซึ่งเป็นระดับการบินที่ต่ำมากและต่ำที่สุดเท่าที่บันทึกมาในปีนี้

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 เมษายน กระทรวงกลาโหมไต้หวันกล่าวว่าเครื่องบิน 25 ลำของจีน ซึ่งรวมทั้งเครื่องบินรบ 18 และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่สามารถใช้นิวเคลียร์ 4 ลำ เครื่องบินต่อต้านเรือดำน้ำ 2 ลำ และเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า 1 ลำ ได้เข้าสู่เขตระบุตัวตนป้องกันทางอากาศ (ADIZ) การรุกล้ำครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่าสหรัฐกังวลเกี่ยวกับ “การกระทำที่ก้าวร้าวมากขึ้น” ของจีนต่อไต้หวัน

ดูเหมือนว่าทุกครั้งที่สหรัฐพูดเรื่องไต้หวัน จีนจะข่มขู่ไต้หวันหนักขึ้น แต่สหรัฐก็คงหยุดพูดไม่ได้ และไต้หวันก็คงไม่ต้องการให้สหรัฐเงียบเช่นกัน

ประธานาธิบดี มุนแจอิน ของเกาหลีใต้ถ่ายภาพร่วมกับ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐและลอยด์ ออสตินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ พร้อมด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเกาหลีก่อนการประชุมที่ทำเนียบประธานาธิบดี Blue House ในกรุงโซลในวันที่ 18 มีนาคม 2564 (ภาพโดย Lee Jin-man / POOL / AFP)

พันธมิตรที่เปราะบางเหลือเกิน

สหรัฐเดินสายฟอร์มพันธมิตรในเอเชียตะวันออกเพื่อต้านจีนอย่างแข็งขัน หากมองในแง่ร้ายเหมือนกับสหรัฐใช้ประเทศเหล่านี้เป็นแนวหน้าในการรับมือกับจีน แน่นอนว่าคนที่จะซวยก่อนใครคือประเทศเหล่านี้ ยกเว้นกรณีของไต้หวันที่จีนก้าวร้าวจนน่ากลัวว่าจะคุยได้ยากแล้ว สำหรับประเทศแถบนี้วิธีการแก้ปัญหาไม่ควรจะเป็นการเผชิญหน้าโดยตรง ดังเราจะเห็นว่าญี่ปุ่นเดี๋ยวก็ทำเป็นขึงขังกับจีน เดี๋ยวก็บอกว่าไม่ยุ่งเรื่องไต้หวัน

นอกจากสหรัฐจะได้ประเทศเหล่านี้มาเป็นแนวหน้ารับมือจีนแล้ว ยังขายอาวุธได้อย่างมันมือ และประเทศที่ไม่ลังเลกับการซื้ออาวุธจากสหรัฐเลยคือไต้หวัน เช่น เมื่อเดือนมีนาคมมีรายงานว่าไต้หวันได้ตัดสินใจซื้อขีปนาวุธพื้นผิวสู่อากาศของ Lockheed Martin Corp รุ่นอัปเกรดเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากจีน คือ ขีปนาวุธ Patriot Advanced Capability 3 (PAC-3) Missile Segment Enhancement (MSE) โดยจะเริ่มส่งมอบในปี 2025 และเริ่มใช้งานในปีถัดไปแต่ไม่บอกว่าซื้อมามากน้อยเท่าไร

ในขณะที่ญี่ปุ่นแสดงอาการลังเลที่จะซื้อจากสหรัฐ ส่วนเกาหลีใต้ต้องสะสมอาวุธเช่นกันแต่เน้นหนักที่การพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองเพื่อตอบรับกับภัยคุกคามของเกาหลีเหนือ ยิ่งเกาหลีเหนือพัฒนาขีปนาวุธที่แม่นยำมากขึ้นเท่ารไ เกาหลีใต้ก็ทได้พอๆ กัน แต่ตอนนี้้มีปมปัญหาขึ้นมาอีก

เกาหลีใต้เคยมีปัญหากับจีนเพราะให้สหรัฐไปติดตั้งระบบ THAAD ในระยะหลังเกาหลีใต้เร่งเครื่องเสริมแสนยานุภาพมากขึ้นไม่ใช่เพื่อต้านจีนแต่เพื่อต้านเกาหลีเหนือ อยางไรก็ตาม เมื่อวันที่ 16 เมษายน องค์การที่ปรึกษาทางการเมืองในวอชิงตันที่ชื่อ Congressional Research Service (CRS) บอกว่าเกาหลีเหนือกำลังพัฒนาศักยภาพของขีปนาวุธเพื่อเอาชนะระบบป้องกันขีปนาวุธในภูมิภาค ซึ่งหมายถึง THAAD นั่นเอง

THAAD อาจจะต้องอัพเกรดขึ้นมาอีกในอนาคต แต่การทำอะไรกับ THAAD แต่ละครั้งจีนจะแสดงอาการไม่พอใจทุกครั้ง เช่นเดือนพฤาภาคมปีที่แล้ว สหรัฐดอดไปเปลี่ยนขีปนาวุธประจำระบบตอนกลางคืน จีนก็ออกมาตอบโต้โดยขู่ว่าเคยตกลงกับเกาหลีใต้ไปแล้วเรื่องนี้ ขอให้อีกฝ่ายมั่นคงกับสัญญาที่ให้ไว้

ในเดือนพฤษภาคมนี้ ไบเดนจะสานพันธมิตรเอเชียตะวันออกอีกครั้งโดยประชุมสุดยอดกับมุนแจอิน ผู้นำเกาหลีใต้เป้าหมายหลักคือการรับมือกับภัยคุกคามนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือเป้าหมายรองคือการตั้งการ์ดรับมือจีน

ก่อนที่มุนแจอินจับินไปวอชิงตันเพื่อคุยกับไบเดน สื่อญี่ปุ่นคือ Yomiuri Shimbun รายงานเมื่อวันที่ 29 เมษษยนอ้างแหล่งข่าววงในว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นจะหารือกันก่อนในที่ประชุม G7 ที่สหราชอาณาจักรกันเองก่อน ประเด็นหลักคือเรื่องเกาหลีเหนือ แต่เราคาดว่ามันนะจะรวมประเด็นจีนเข้าไปด้วย 

ไบเดนนั้นประกาศออกมาชัดเจนในวันที่ 29 เมษายนต่อสภาคองเกรสเลยว่า สหรัฐกำลังแข่งกับจีนเพื่อเอาชนะกันศตวรรษที่ 21 และเขาบอกว่า “ผมยังบอกกับประธานาธิบดีสีว่าเราจะรักษาสถานะทางทหารที่แข็งแกร่งในอินโด-แปซิฟิกเช่นเดียวกับที่เราทำกับนาโตในยุโรปไม่ใช่เพื่อเริ่มความขัดแย้ง แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง”

แต่พันธมิตรเอเชียตะวันออกต้านจีนของไบเดนไม่ค่อยจะมั่นคงนัก กับเกาหลีใต้แล้วสหรัฐใช้เป็นหมากยันเกาหลีเนหือได้เท่านั้น หากจะชวนเกาหลีใต้มาต้านจีนกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้จะทำแบบอิหลักอิเหลื่อหรือขั้นไม่ร่วมเอาเสียเลย เพราะมีเรื่องขัดแย้งกันมากมาย ทั้ง กรณีแย่งชิงเกาะท็อกโท (เกาะทาเกะชิมะ), กรณีชดเชยหญิงบำเรอชาวเกาหลีที่ญี่ปุ่นบีบบังคับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2, กรณีที่ญี่ปุ่นพยายามดัน SDF ให้ป็นกองทัพสามัญ และล่าสุดคือการที่ญี่ปุ่นจะปล่อยน้ำปนเปื้อมกัมมันตรังสีลงทะเล

กรณีทั้งหลายเหล่านี้เกาหลีใต้โกรธเคืองญี่ปุ่นเป็นอันมากและเกือบทุกข้อเป็นความกังวล/ไม่พอใจร่วมกันของจีนและเกาหลีต่อญี่ปุ่น (ยกเว้นกรณีเกาะท็อกโด) 

เมื่อเกาหลีใต้ตอบโต้ญี่ปุ่นญี่ปุ่นก็โกรธเคืองตอบกลับมาเช่นกัน อย่างในสมุดปกน้ำเงินของญี่ปุ่นก็ชี้ว่าการที่เกาหลีใต้ใช้อำนาจศาลสั่งบริษัทญี่ปุ่นให้ชดเชยหญิงบำเรอสมัยสงครามนั้น รัฐบาลญี่ปุ่น “ไม่สามารถยอมรับได้อย่างแน่นอน” อ้างว่ามันละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงก่อนหน้านี้ของทั้งสองชาติ

ดูฟอร์มแล้วคง “ร่วมรบ” กันได้ยาก

ป.ล. การที่รัฐบาลไบเดนแสดงท่าทีค่อนข้างเย่อหยิ่งกับเกาหลีเหนือโดยบอกว่าจะไม่ประชุมสุดยอดด้วยกันแน่ๆ ในระยะเวลาอันใกล้ ทำให้สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกไม่มั่นคงเข้าไป สะท้อนว่าสหรัฐต้องการให้ประเทศเอเชียตะวันออกทำตามวาระของคตัวเองเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้ซุงะต้องบอกเองว่าพร้อมที่จะคุยกับผู้นำเกาหลีเหนือ คิมจองอึน ด้วยตัวเองโดยไม่มีเงื่อนไข

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by LEO RAMIREZ / AFP

ยักษ์ใหญ่กัญชาที่สามารถผงาดท่ามกลางวิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651650

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 19:30 น.ยักษ์ใหญ่กัญชาที่สามารถผงาดท่ามกลางวิกฤตโควิดTilray บริษัทกัญชาท็อปโลกผู้ติดโผ 1 ใน 100 บริษัททรงอิทธิพลที่สุด

Tilray บริษัทกัญชายักษ์ใหญ่จากแคนาดาซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 100 บริษัทที่มีอิทธิพลมากที่สุดประจำปี 2021 ของนิตยสาร TIME หุ้นทะยานขึ้น 9.03% อยู่ที่ 19.32 เหรียญสหรัฐซึ่งอยู่ในจุดสูงสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์

Tilray นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กัญชาตัวท็อปของโลก โดยเป็นผู้วิจัย เพาะปลูก ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์รายแรกของอเมริกาเหนือที่ได้รับมาตรฐาน GMP

โควิดมาแต่กัญชาโต

อุตสาหกรรมกัญชาในแคนาดาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่รัฐบาลออกประกาศให้ผลิตภัณฑ์กัญชาสำหรับสันทนาการถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2018 โดยเมื่อปี 2020 ที่ผ่านมาท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19อุตสาหกรรมกัญชาเติบโตขึ้นขึ้นเกือบ 50%

ปีที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ได้รับความนิยมจากชาวแคนาดาอย่างมากโดยเฉพาะเกี่ยวกับการรักษาโรคที่เกิดจากความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า และความผิดปกติในการนอนหลับ

สำหรับ Tilray ซึ่งมีมูลค่าตลาดอยู่ที่เกือบ 4 พันล้านเหรียญสหรัฐสามารถทำรายได้ในปี 2020 ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปได้กว่า 210 ล้านเหรียญสหรัฐ

ช่วงเวลาทองของ Tilray

นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากบรรดานักลงทุนรายย่อยที่แห่เข้าซื้อหุ้นธุรกิจประเภทกัญชากันอย่างคับคั่ง โดยเมื่อเดือนก.พ. นักลงทุนต่างพากันเชิญชวนบนเว็บบอร์ด Reddit เนื่องจากความคาดการณ์ที่ว่าหุ้นจะดีดตัวขึ้นเมื่อประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐจะออกกฎหมายอนุญาตใช้กัญชาอย่างถูกกฎหมาย

ส่งผลให้หุ้นของ Tilray ดีดตัวขึ้นถึง 50% อยู่ที่ 63.91 เหรียญสหรัฐอยู่ในจุดสูงสุดในรอบเกือบ 2 ปี

ประกอบกับการควบรวมกิจการระหว่าง Tilray และ Aphria เพื่อสร้างบริษัทกัญชาที่ใหญ่ที่สุดในโลกมูลค่า 3,900 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมียอดขายรวมในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 685 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ Tilray เป็นผู้บุกเบิกการวิจัย เพาะปลูก ผลิต และจัดจำหน่ายกัญชาและสารสกัดจากกัญชาระดับโลก โดยปัจจุันให้บริการผู้ป่วยและผู้บริโภคหลายหมื่นคนใน 18 ประเทศจาก 5 ทวีปทั่วโลก

เบรนแดน เคนเนดี ซีอีโอกล่าวว่าพนักงานทุกคนรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการยอมรับจาก TIME พร้อมกล่าวถึงการควบรวมกิจการกับ Aphria ว่าจะใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของทั้งสองอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นด้านพื้นที่ในหการผลิตและความเชี่ยวชาญของแบรนด์เพื่อตอบสนองผู้บริโภคและความต้องการของผู้ป่วย และเชื่อว่าจะยังมีสิ่งที่ดีกว่านี้รออยู่ข้างหน้า

Photo by Angela Weiss / AFP

เผยภาพหวานเจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคทฉลองครบรอบ 10 ปีเสกสมรส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651655

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 18:56 น.เผยภาพหวานเจ้าชายวิลเลียม-เจ้าหญิงเคทฉลองครบรอบ 10 ปีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคเธอรีน โชว์โมเม้นต์ความหวานฉลองครบรอบ 10 ปีเสกสมรส 

สำนักพระราชวังเคนซิงตันเผยแพร่ภาพพระฉายาลักษณ์ของเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคเธอรีน ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ ในโอกาสครบรอบ 10 ปีที่ทั้งสองพระองค์เขาพิธีเสกสมรส

พระฉายาลักษณ์ทั้งสองรูปถ่ายโดย คริส ฟลอยด์ ช่างภาพชื่อดัง เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่พระราชวังเคนซิงตัน

ในภาพแรกเจ้าชายวิลเลียมทรงฉลองพระองค์สเวตเตอร์สีน้ำเงินประทับยืนโอบกอดเจ้าหญิงแคเธอรีนที่อยู่ในฉลองพระองค์เดรสสไตล์โบฮีเมียนสีฟ้า ส่วนอีกภาพหนึ่ง เจ้าชายวิลเลียมและเจ้าหญิงแคเธอรีนประทับบนขอนไม้และจับพระหัตถ์ซึ่งกันและกันไว้

สมาชิกราชวงศ์องค์อื่นพากันแสดงความยินดีกับทั้งสองพระองค์ โดยสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ทรงแชร์ภาพดังกล่าวในอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการของพระองค์ พร้อมข้อความว่า “ขอให้ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์มีความสุขในวันครบรอบเสกสมรส วันที่เป็นวันครบรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ทั้งสองพระองค์แลกเปลี่ยนคำสัญญากันที่โบสถ์เวสต์มินสเตอร์”

ทั้งนี้ ดยุคและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ทรงเข้าพิธีเสกสมรสเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2011 ที่โบสถ์เวสต์วินสเตอร์ท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อ 2,000 คน ขณะที่การถ่ายทอดสดพิธีดังกล่าวมีผู้คนทั่วโลกรับชมถึง 36.7 ล้านคน

Photo by Chris FLOYD / KENSINGTON PALACE / AFP

หนุ่มอเมริกันลงทุนบินมาไทยเพื่อสักเกือบทั้งตัวโดยเฉพาะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651648

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 17:30 น.หนุ่มอเมริกันลงทุนบินมาไทยเพื่อสักเกือบทั้งตัวโดยเฉพาะหนุ่มอเมริกันตัดสินใจบินมาเมืองไทยเพื่อสักทั้งตัวกับช่างสักเจ้าดังในภูเก็ตนาน 41 วัน

พอล สไตเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดวัย 35 ปีจากเมืองสกอตส์เดล รัฐแอริโซนาของสหรัฐ ตัดสินใจทุ่มเงิน 14,900 เหรียญสหรัฐ หรือ 465,178 บาท บินมาสักที่ร้านสักเจ้าดังในจังหวัดภูเก็ตนานถึง 41 วัน หลังได้แรงบันดาลใจมาจากนายแบบชาวออสเตรเลียในอินสตาแกรม

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 สไตเกอร์เห็นนายแบบคนหนึ่งในอินสตาแกรมบินมาสักกับช่างสักในจังหวัดภูเก็ต นับตั้งแต่วันนั้นเขาก็ตั้งเป้าจะว่าบินมาเมืองไทยเพื่อสักที่ร้านเดียวกับนายแบบคนนั้น

ในที่สุดเดือน ก.ค.ปีที่แล้วฝันของสไตเกอร์ก็กำลังจะเป็นจริง หลังจากเก็บเงินค่าสักอยู่ 4 ปี แต่แล้ว Covid-19 ก็มาดับฝันเขาเสียก่อน เจ้าตัวต้องเลื่อนแผนการออกไปก่อน เพราะเที่ยวบินถูกยกเลิกถึง 5 ครั้ง

สไตเกอร์ต้องรอนานถึง 6 เดือน จนกระทั่งเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาจึงได้ฤกษ์บินมาไทย โดยเขาต้องกักตัวที่กรุงเทพฯ ก่อน 15 วันแล้วจึงบินต่อไปที่ภูเก็ตเพื่อไปยังร้านสัก Bloodline Tattoo ร้านเดียวกับที่นายแบบในอินสตาแกรมบินมาสักเมื่อปี 2017   

แม้ว่าสไตเกอร์จะตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะสักทั้งตัว แต่เรื่องของดีไซน์ของรอยสักเจ้าตัวปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างสัก โดยสุดท้ายสไตเกอร์ได้รอยสักสไตล์โกธิกที่สลับซับซ้อนและลายดอกไม้ รวมทั้งรูปหัวกะโหลกบนท่อนแขนซ้ายช่วงระหว่างข้อศอกกับข้อมือ   

สไตเกอร์สักเกือบทั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นหน้าอก แขน หลัง คอ ขาซ้าย และแก้มก้นด้านซ้าย จะเหลือก็แต่ขาและแก้มก้นด้านขวา โดยให้เหตุผลที่เว้นสองจุดนี้ว่า “ผมอยากให้มันมีความแตกต่างแล้วก็ไม่อยากเหมือนคนอื่น หลายคนมักจะสักทั้งตัว แต่ไม่ค่อยมีใครเว้นช่วงขาและแก้มก้นถ้าเลือกจะสักทั้งตัว” 

หนุ่มอเมริกันรายนี้ใช้เวลาสักทั้งหมด 41 วัน โดยสักกันตั้งแต่วันจันทร์-เสาร์ วันละประมาณ 5 ชั่วโมง รวมๆ แล้วใช้เวลากว่า 200 ชั่วโมงกว่าจะได้รอยสักที่สมบูรณ์  

สไตเกอร์เผยว่าจุดที่เจ็บที่สุดคือ หน้าอก เนื่องจากการสักครั้งนี้ต้องสักปิดทับรอยสักเดิมจึงต้องลงเข็มลึกขึ้นและใช้น้ำหมึกสีขาว จุดอื่นๆ ที่เจ็บไม่แพ้กันเช่น หัวเข่า ซี่โครงด้านบน มือ นิ้ว และคอด้านหน้า เพราะเป็นจุดที่มีความอ่อนไหว  

โดยสรุปสไตเกอร์ใช้เงินในการสักทั้งหมด 14,880 เหรียญสหรัฐ หรือ 464,508 บาท เพราะได้รับส่วนลดจากร้านสักในช่วงที่ร้านไม่ค่อยมีลูกค้าเพราะการระบาดของ Covid-19 

“ผมเคยสักที่หน้าอกและแขนขวา แต่ผมว่ามันไม่สวยก็เลยอยากแก้ ผมก็เลยคิดว่าน่าจะสักไปทั้งตัวเลยตอนที่ไปสักแก้” สไตเกอร์เผย  

นอกจากนี้ หนุ่มรอยสักรายนี้ยังบอกอีกว่า มีคนบอกเขาหลายครั้งว่าสักที่ฮังการีหรือในสหรัฐก็ได้ เพราะถูกกว่าและสักได้เลยไม่ต้องรอ Covid-19 แต่เจ้าตัวย้ำว่า “ผมมีเป้าหมายและต้องทำมันให้ได้ ผมก็เลยบินมาไทย”  

สไตเกอร์บอกว่าเขาไม่รู้สึกเสียใจเลยที่สักครั้งนี้ นอกจากว่าวีซ่าของเขาหมดเสียก่อนจึงสักรักแร้ไม่ทัน แต่มีแผนจะกลับไปสักเพิ่มเร็วๆ นี้  

สไตเกอร์เผยว่าเขาโชคดีที่ทั้งครอบครัวและเพื่อนๆ สนับสนุนการสักของเขา จะมีก็แต่คุณปู่วัย 77 ปีที่ปรามๆ ว่ารอยสักของเขาจะไม่สวยตอนที่เขาอายุมากขึ้น

ภาพ : Instagram @iampaulsteiger

มาร์ก คิวบัน ลั่นลงทุน Dogecoin ดีกว่าซื้อหวย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651636

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 15:30 น.มาร์ก คิวบัน ลั่นลงทุน Dogecoin ดีกว่าซื้อหวยหลังจากได้รับแรงสนับสนุนจากมาร์ก คิวบัน และอีลอน มัสก์ ส่งผลให้ราคาของ Dogecoin พุ่งกระฉูด

มาร์ก คิวบัน มหาเศรษฐีนักลงทุนชาวอเมริกันกล่าวในรายการ The Ellen DeGeneres Show เมื่อวันอังคาร (27 เม.ย.) ที่ผ่านมาโดยอธิบายถึงการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลหรือคริปโตอย่าง Dogecoin ว่าเป็นการลงทุนที่ดีกว่าการซื้อล็อตเตอรี

“การใช้เงินลงทุน 5, 10, 15 เหรียญสหรัฐไปกับ Dogecoin ยังเป็นการลงทุนที่ดีกว่าการซื้อล็อตเตอรี เพราะมูลค่าของมันสามารถเพิ่มขึ้นได้ และหากราคาไม่ขึ้นคุณก็สามารถใช้เหรียญ Dogecoin เพื่อซื้อสินค้าได้”

พร้อมเล่าว่าเขาและเจค ลูกชายวัย 11 ปียังร่วมกันซื้อ Dogecoin ก่อนที่มูลค่าของมันจะค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจตอบคำถามที่หลายคนสงสัยว่า Dogecoin เป็นการลงทุนที่ดีหรือไม่

“ผมจะไม่บอกว่ามันเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในโลก แต่มันก็ดีกว่าการซื้อล็อตเตอรีเป็นไหนๆ และเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการเรียนรู้และเริ่มทำความเข้าใจกับสกุลเงินดิจิทัล”

“สกุลเงินดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุน ไม่ว่าจะเป็น Bitcoin หรือ Ethereum รวมไปถึง Dogecoin ซึ่งในตอนแรกดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องตลกขบขันในสกุลเงินดิจิทัล แต่ตอนนี้มันกลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ” คิวบันกล่าว

นอกจากนี้คิวบันยังได้ทวีตว่า “Dogecoin เป็นเหรียญเดียวที่ผู้คนใช้ทำธุรกรรมได้จริง เมื่อผู้คนใช้จ่ายด้วย Dogecoin นั่นหมายความว่าธุรกิจต่างๆ จะเริ่มรับมัน”

Because Doge is the one coin that people actually use for transactions. We take many others via @BitPay . But people spend their Doge and that means more businesses will start taking it. The greatest inhibitor to it’s growth is that you can’t spend the Doge you buy on Robinhood https://t.co/TrhT9pYkcb— Mark Cuban (@mcuban) April 26, 2021

หลังจากที่คิวบันประกาศกร้าวว่าตนนั้นให้การสนับสนุน Dogecoin ด้านอีลอน มัสก์ ก็ได้ทวีตข้อความว่า “The Dogefather SNL 8 พฤษภาคม” ทำเอานักลงทุนคริปโตตื่นตกใจไปตามๆ กัน ท่ามกลางความคิดเห็นจากผู้คนจำนวนมากที่อยากจะก้าวเข้ามาสู่วงการ Dogecoin ด้วย ความเคลื่อนไหวของทั้งคู่ส่งผลให้ราคาของ Dogecoin พุ่งขึ้นถึง 20% ในวันถัดมา (28 เม.ย.)

The DogefatherSNL May 8— Elon Musk (@elonmusk) April 28, 2021

ภาพ Scott Olson/Getty Images/AFP, WP:NFCC#4/Wikipedia

อียูแฉจีน-รัสเซียปล่อยข่าวปลอมดิสเครดิตวัคซีนตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651614

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 13:10 น.อียูแฉจีน-รัสเซียปล่อยข่าวปลอมดิสเครดิตวัคซีนตะวันตกอียูพบสื่อจีนกับรัสเซียพยายามดิสเครดิตวัคซีนจากฝั่งตะวันตกแล้วโปรโมทวัคซีนตัวเอง

สหภาพยุโรปเผยรายงานซึ่งจัดทำโดยผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศสหภาพยุโรป (EEAS) ว่า รัสเซียและจีนพยายามเพาะสร้างความไม่น่าไว้วางใจในวัคซีนต้าน Covid-19 จากฝั่งตะวันตกด้วยการปล่อยข้อมูลเท็จ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความแตกแยกในตะวันตก

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่เดือน ธ.ค.-เม.ย. สื่อของทางการรัสเซียและจีนปล่อยข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนผ่านช่องทางออนไลน์ในหลายภาษา ทั้งยังเชื่อมโยงการเสียชีวิตกับการฉีดวัคซีนในยุโรปโดยไม่มีมูลความจริง และโปรโมทวัคซีนของรัสเซียและจีนว่าเหนือกว่า

สำหรับรัสเซีย รายงานของอียูระบุว่า สื่อรัสเซีย ทางการ และบริษัทรัสเซียจับมือกันโปรโมทวัคซีน Sputnik V และใช้ข้อความที่เป็นปฏิปักษ์กล่าวหาว่าสหภาพยุโรปบ่อนทำลายวัคซีนรัสเซีย ขณะที่สื่อรัสเซียสร้างความสับสนในการขอขึ้นทะเบียนเพื่อจำหน่าย Sputnik V ในยุโรปโดยพยายามทำให้เข้าใจว่าสหภาพยุโรปถ่วงเวลาในการอนุมัติ

รายงานฉบับนี้พูดถึงจีนว่า จีนพยายามโปรโมทว่าวัคซีนของตัวเองเหมาะกับประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งประเทศแถบบอลข่านตะวันตก ขณะเดียวกันก็ปล่อยข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยของวัคซีนตะวันตกหรือแม้กระทั่งต้นตอของเชื้อโคโรนาไวรัส

ด้านจีนและรัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

AFP PHOTO/Mark RALSTON, AFP PHOTO / ALEXANDER NEMENOV

จีนเล็งปรับพันธุกรรมหมูให้อ้วนขึ้นกินน้อยลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651608

วันที่ 29 เม.ย. 2564 เวลา 12:30 น.จีนเล็งปรับพันธุกรรมหมูให้อ้วนขึ้นกินน้อยลงประเทศจีนกำลังพยายามปรับปรุงพันธุกรรมสุกรรวมถึงปศุสัตว์อื่นๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตลดพึ่งพาสินค้านำเข้า

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าจีนจะพยายามปรับปรุงพันธุกรรมของสุกรและปศุสัตว์อื่นๆ ภายใน 10 ปีข้างหน้าเพื่อเพาะพันธุ์สัตว์ที่สามารถผลิตเนื้อได้มากขึ้นแต่มีความต้องการในการบริโภคน้อยลง

กระทรวงเกษตรระบุว่าโครงการนี้จะดำเนินไปจนถึงปี 2035 ซึ่งครอบคลุมทั้งสุกร โคนม โคเนื้อ แกะ และไก่ ซึ่งหากดำเนินการสำเร็จจีนจะมีความสามารถในการแข่งขันด้านการเพาะพันธุ์ในระดับสากล

ฉือ เจียนจง เจ้าหน้าที่จากกรมปศุสัตว์แห่งชาติของกระทรวงเกษตรและคณะกรรมการทัพยากรพันธุกรรมสัตว์ปีกเผยต่อผู้สื่อข่าวบลูมเบิร์กว่าผลผลิตจากหมูนั้นต่ำกว่าประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วประมาณ 30%

ขณะที่โคนมผลิตนมได้เพียง 80% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในตลาดชั้นนำบางแห่ง นอกจากนี้จีนต้องพึ่งพาสินค้าจากต่างประเทศในการผลิตไก่เนื้อขนสีขาว

ซุน เหาฉิง เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการพันธุศาสตร์ปศุสัตว์ระบุว่าหากสามารถปรับปรุงคุณภาพของสุกรได้ก็จะช่วยลดการใช้เมล็ดพืชและอาหารสัตว์อื่นๆ ไปได้หลายล้านตัน นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสุกรและปศุสัตว์อื่นๆ อีกด้วย

ด้านเฉิน เหยาเซิง เจ้าหน้าที่จากโครงการปรับปรุงพันธุกรรมสุกรเผยว่าแรงผลักดันในการปรับปรุงพันธุกรรมของปศุสัตว์เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายของประเทศในการลดการพึ่งพาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเพื่อส่งเสริมรายได้ของประชาชนในประเทศ

อย่างไรก็ตาม เฉินกล่าวว่าจีนยังคงต้องนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศเพื่อเพิ่มคลังสินค้าในประเทศให้สามารถก้าวทันประเทศอื่นๆ ได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากศุลกากรชี้ว่าในไตรมาสแรกจีนนำเข้าสุกร 10,433 ตัวคิดเป็นมูลค่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐโดยส่วนใหญ่มาจากเดนมาร์กและสหรัฐอเมริกา

Scott Olson/Getty Images/AFP