เปิดสาเหตุหุ้น Tesla ดิ่งแม้ทำกำไรสูงเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651497

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 11:45 น.เปิดสาเหตุหุ้น Tesla ดิ่งแม้ทำกำไรสูงเป็นประวัติการณ์หุ้น Tesla ดิ่งกว่า 4.5% แม้ผลกำไรสุทธิและยอดขายในไตรมาสแรกจะสูงกว่าปีก่อน

หุ้นของ Tesla Inc (เทสลา) ร่วงลง 4.53% ในช่วงปิดตลาดของวันที่ 27 เม.ย. หลังจากที่ผลประกอบการในไตรมาสแรกต่ำกว่าที่นักลงทุนคาดการณ์แม้ว่าะมีผลกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับปัญหาขาดแคลนชิปเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีหลายแห่งทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลอดจนการแข่งขันในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น

ขณะนี้หุ้นของ Tesla อยู่ที่ 704.74 เหรียญสหรัฐซึ่งเมื่อเทียบกับระดับสูงสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาแล้วลดลงถึง 20% ทั้งนี้ หุ้นของ Tesla พุ่งขึ้นกว่า 700% เมื่อปีที่แล้วส่งผลให้เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่มีมูลค่าทางการตลาดมากที่สุดในโลก

แต่การปรับตัวลดลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Tesla รายงานผลประกอบการในไตรมาสแรกเมื่อวันจันทร์ (26 เม.ย.) ที่ผ่านมาโดยมีผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 438 ล้านเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นผลกำไรรายไตรมาสที่สูงเป็นประวัติการณ์แต่ผลการดำเนินงานก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจของนักลงทุนบางส่วน

แม้ว่ายอดขายรถยนต์ของ Tesla จะพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 184,800 คันในช่วง 3 เดือนแรกของปีซึ่งมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าโดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง Model Y แต่ก็มีการระงับการผลิต Model S หรือ Model X SUV ในไตรมาสแรกเพื่อเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่

นอกจากนี้บริษัทเผยว่าทำรายได้ 518 ล้านเหรียญสหรัฐจากการขายคาร์บอนเครดิตซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 46% ขณะที่ Frank Schwope นักวิเคราะห์ของ NordLB มองว่านั่นหมายความว่ากำไรส่วนใหญ่ของบริษัทไม่ได้มาจากการขายรถยนต์แต่มาจากการขายคาร์บอนเครดิตและบิตคอยน์

นักวิเคราะห์มองว่าอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือปัญหาขาดแคลนชิปที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ซึ่งหากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวอาจคุกคามและลดโอกาสในการเติบโตของผู้ผลิตยานยนต์หลายแห่งทั่วโลกรวมถึง Tesla

Photo by Patrick T. Fallon / AFP

ไปทั่วโลกแล้ว! อนามัยโลกเจอโควิดกลายพันธุ์อินเดียใน 17 ประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651490

วันที่ 28 เม.ย. 2564 เวลา 10:24 น.ไปทั่วโลกแล้ว! อนามัยโลกเจอโควิดกลายพันธุ์อินเดียใน 17 ประเทศCovid-19 สายพันธุ์กลายพันธุ์จากอินเดียกระจายไปทั่วโลกแล้วอย่างน้อย 17 ประเทศ  

องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่รายงานสถานการณ์ Covid-19 ประจำสัปดาห์ว่า จนถึงวันอังคาร (27 เม.ย.) มีการตรวจพบเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์ B.1.617 ที่พบครั้งแรกในอินเดียในรหัสพันธุกรรม 1,200 ตัวอย่างที่อัพโหลดสู่ระบบฐานข้อมูลแบบเปิด (GISAID) จากอย่างน้อย 17 ประเทศ

WHO ระบุว่า รหัสพันธุกรรมส่วนใหญ่นี้พบในอินเดียเอง สหราชอาณาจักร สหรัฐ และสิงคโปร์

แม้ WHO จะเคยระบุให้สายพันธุ์ B.1.617 เป็นสายพันธุ์ที่น่าจับตา (variant of interest) แต่ยังไม่ประกาศให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (variant of concern) ซึ่งหาก WHO นิยามว่าไวรัสสายพันธุ์ใดเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล หมายความว่าไวรัสนั้นมีความอันตรายมากกว่าไวรัสดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นแพร่ระบาดได้ง่ายกว่า รุนแรงกว่า หรืออาจหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้

เชื้อโคโรนาไวรัสชนิดกลายพันธุ์ในอินเดีย มีการกลายพันธุ์คู่ที่ตำแหน่ง E484Q และ L452R ซึ่งทำให้เชื้อมีความสามารถในการหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น และระบาดได้มากขึ้น และอาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลง

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

อย่าให้เกิดกับไทย ถอดบทเรียนอินเดียล้มเหลวรับมือโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651466

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 21:00 น.อย่าให้เกิดกับไทย ถอดบทเรียนอินเดียล้มเหลวรับมือโควิด-19 อินเดียกำลังเผชิญ “สึนามิ” Covid-19 จนระบบสาธารณสุขล่มสลาย

ขณะนี้ไม่มีประเทศไหนเผชิญวิกฤต Covid-19 รุนแรงเท่ากับอินเดีย ถึงขั้นมีคำเปรียบเปรยว่าเป็น “สึนามิ” Covid-19 ส่วนแพทย์ยอมรับว่า “ครั้งนี้ยากที่จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ระบบสาธารณสุขของอินเดียกำลังล่มสลาย ไม่มีเตียงรองรับผู้ป่วย ไม่มีออกซิเจน ไม่มียา และยังมีเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ที่รุนแรงถึง 2 สายพันธุ์มาซ้ำเติมอีก

การระบาดระลอกที่สองกระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ สัปดาห์ที่แล้วอินเดียทุบสถิติโลกเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุดทะลุ 330,000 รายเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา แซงหน้าสหรัฐที่เคยครองแชมป์ผู้ติดเชื้อรายวันสูงที่สุดในโลกเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่ 300,669 ราย และยังแซงหน้าบราซิลขึ้นเป็นประเทศที่ติด Covid-19 สูงสุดอันดับ 2 ของโลก

ระลอกแรกดูเหมือนอินเดียจะรับมือกับการแพร่ระบาดได้ดีกว่านี้ เหตุใดจึงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการรับมือกับ Covid-19 ระลอกที่สอง

รัฐบาลประมาท

หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงในช่วงเดือน ก.ย.ปีที่แล้วจนถึงช่วงกลางเดือน ก.พ.ปีนี้ รัฐบาลอินเดียก็ไม่ฟังคำเตือนว่าอาจมีการระบาดในระลอกสอง ทั้งที่มีการพบเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ราเกศ มิชรา ประธานศูนย์วิจัยชีวโมเลกุลและเซลล์วิทยาในเมืองไฮเดอราบัดเผยว่า “พวกเราเตือนหลายครั้งว่าการระบาดยังไม่จบแต่กลับไม่มีใครฟัง”

รัฐบาลอินเดียดื้อและประมาทถึงขั้นที่ หรรษ วรรธน รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขประกาศว่า การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในอินเดียสิ้นสุดแล้ว เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ระลอกสองจะมาเยือน แล้วส่งวัคซีนไปให้ประเทศอื่นราว 193 ล้านโดส และส่งออกออกซิเจนเพิ่มขึ้นถึง 734% ในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

แต่ขณะนี้สถานการณ์กลับกัน วัคซีนในอินเดียกำลังขาดแคลนจนทางการต้องแก้ไขระเบียบให้นำเข้าวัคซีน Sputnik V ของรัสเซียมาใช้แบบฉุกเฉินได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เช่นเดียวกับออกซิเจนที่หลายโรงพยาบาลอยู่ในภาวะวิกฤตมีไม่พอใช้ คนไข้บางคนต้องแบ่งกันใช้ออกซิเจนจากถังเดียวกัน

ผู้นำอินเดียยังหลงระเริงกับความสำเร็จในการควบคุม Covid-19 ระลอกแรกจนย่ามใจไม่มีการเตรียมการรับมือการระบาดในอนาคต หลังจากตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงในระลอกแรกทางการอินเดียกลับไม่ใช้โอกาสนี้เสริมกำลังโรงพยาบาล

อนันต์ ภาน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเผยว่า “เราไม่ได้เรียนรู้จากการระบาดระลอกแรกเลย เราได้รับรายงานว่าบางเมืองเตียงไม่พอแม้กระทั่งในระลอกแรก และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ดีเพียงพอที่เราควรจะเตรียมรับมือกับระลอกสอง”

ขณะนี้อินเดียกำลังขาดแคลนเตียงรองรับผู้ป่วยวิกฤตอย่างหนัก บางรัฐแทบไม่มีเตียงว่างแล้วและเพิ่งจะลงมือจัดหาสถานที่สำรอง อาทิ โรงแรม สนามกีฬา แข่งกับเวลา ทว่าผู้เชี่ยวชาญเผยว่า การติดตั้งเตียงสำหรับผู้ป่วยวิกฤตไม่ใช่เรื่องง่ายและจะกลายเป็นภารกิจที่สร้างความปวดหัวให้รัฐบาล เพราะต้องทำให้มีคุณภาพภายในเวลาอันสั้น

การประกาศชัยชนะเร็วเกินไปทำให้ Covid-19 ระลอกสองย้อนกลับมาเล่นงานรัฐบาลจนตั้งรับไม่ทัน

เชื้อกลายพันธุ์จู่โจม

นอกจากสายพันธุ์กลายพันธุ์จากอังกฤษ (B.1.1.7) วันที่ 24 มี.ค.อินเดียไวรัสกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่เป็นการกลายพันธุ์คู่ (Double Mutant) ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรัฐมหาราษฏระ (B.1.617) โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมสองตำแหน่งในไวรัสตัวเดียวกันในตำแหน่งที่ทำให้ไวรัสสามารถหลบภูมิคุ้มกันและทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น

ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ ในเวลาต่อมายังเกิดการกลายพันธุ์แบบ Triple Mutant กลายเป็นสายพันธุ์เบงกอล (Bengal strain) ที่ติดต่อได้ง่ายขึ้น

การกลายพันธุ์ของไวรัสถือเป็นเรื่องปกติ และส่วนใหญ่ไม่ได้มีนัยสำคัญหรือไม่ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับความสามารถในการแพร่เชื้อหรือทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง แต่การกลายพันธุ์บางชนิด เช่น ที่พบใน Covid-19 สายพันธุ์อังกฤษหรือสายพันธุ์แอฟริกาใต้ก็ทำให้ไวรัสติดต่อได้ง่ายขึ้น หรืออาจมีอันตรายถึงชีวิตมากขึ้นในบางกรณี

และแม้ขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาว่าไวรัสกลายพันธุ์ในอินเดียมีส่วนทำให้เกิดการระบาดรุนแรงในอินเดียหรือไม่ แต่ผลการวิจัยของสถาบันชี้วัดและประเมินผลด้านสุขภาพแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตันของสหรัฐ (IHME) ชี้ว่า การระบาดระลอกสองเกี่ยวข้องกับเชื้อสายพันธุ์กลายพันธุ์

การระบาดมีความซับซ้อน

ราจิบ ดาสกุบตา นักระบาดวิทยาและประธานศูนย์เวชศาสตร์สังคมและพยาบาลชุมชนในนิวเดลีเผยว่า การระบาดของอินเดียเกิดขึ้นเฉพาะในบางเมืองของรัฐ ซึ่งแตกต่างจากในอังกฤษที่พบเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์อังกฤษ 70-80% ของเคสทั้งหมด ขณะที่อินเดียเป็นประเทศใหญ่และมีความหลากหลาย เชื้อโคโรนาไวรัสหลากหลายสายพันธุ์จึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ดังนั้นเมื่อเกิดสายพันธุ์ใหม่ขึ้นจึงนำมาสู่การแพร่ระบาดในวงกว้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ที่หลบหลีกภูมิต้านทานได้ “โรคระบาด 1 โรคอาจกลายเป็นโรคระบาดหลายโรคในประเทศอย่างอินเดีย และคุณต้องมียุทธศาสตร์หลากหลายในการรับมือ”

แต่เหตุผลนี้อาจจะฟังไม่ขึ้นเสียทีเดียว เพราะจีนเองก็เป็นประเทศใหญ่ที่มีประชากรพอๆ กับอินดียและมีความหลากหลายพอๆ กับอินเดีย หากจะกล่าวว่าอินเดียมีความวับซ้อนเพราะความหลากหลายคงจะไม่ถูกต้อง ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลควรจะมาจากการล็อคดาวน์ที่ไม่เข้มงวด ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือ และสาธารณูปโภคไม่พร้อมเสียมากกว่า

ที่โชคร้ายก็คือ การระบาดระลอกสองเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบสาธารณสุขของอินเดียอยู่ในระยะ “เปราะบาง” เนื่องจากต้องรับมือกับการระบาดระลอกแรกที่กินเวลายาวนานกว่า 1 ปี บวกกับหลังจากระลอกแรกผ่านไปแล้ว ระบบสาธารณสุขก็ต้องหันไปรับมือกับเหตุฉุกเฉินอื่นที่ถูกทอดทิ้งระหว่างการระบาดครั้งแรก และบรรดาสถานที่ที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นที่รองรับผู้ป่วย Covid-19 ถูกเปลี่ยนไปทำหน้าที่ดั้งเดิมแล้ว

เหตุผลเหล่านี้จะเป็นบทเรียนให้ไทยต้องทำในสิ่งต้องข้ามกับอินเดียเพื่อไม่ให้เจอสถานการณ์แบบเดียวกันในเวลานี้และในอนาคต

ประชาชนการ์ดตก

ไวรัสกลายพันธุ์อย่างเดียวคงไม่พาอินเดียมาถึงจุดนี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์วิกฤตคือ การ์ดตก การเดินสายหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาและสภาท้องถิ่นของนายกรัฐมนตรีโมดี ปรากฏภาพการรวมตัวของมวลชนจำนวนมากอย่างต่อเนื่องมาจนถึงเดือนเมษายนโดยไม่มีการเว้นระยะห่าง นำมาซึ่งเสียงวิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ที่นำมาสู่การแพร่เชื้อ

อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ เทศกาลกุมภเมลาเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ในรัฐอุตตรขัณฑ์ ที่ชาวอินเดียลงไปอาบน้ำว่า 25 ล้านคน เข้าร่วมพิธีลงไปชำระร่างกายในแม่น้ำคงคาเพื่อชำระบาป  โดยไม่มีการเว้นระยะห่าง ไม่มีการสวมหน้ากากอนามัย BBC รายงานว่าพบผู้เข้าร่วมงานระหว่างวันที่ 10-14 เม.ย.ติด Covid-19 กว่า 1,600 ราย ขณะที่ตัวเลขจากหน่วยงานราชการพบว่า เทศกาลนี้ส่งผลให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในรัฐอุตตรขัณฑ์เดือน เม.ย. พุ่งไปที่ 2,000-2,500 คนต่อวัน จาก 30-60 คนต่อวันในเดือน ก.พ.

รัฐบาลอินเดียซึ่งเป็นพรรคฮินดูชาตินิยมยังมีท่าทีไม่ขัดขวางความต้องการของประชาชนชาวฮินดูที่จะประกอบพิธีทางศาสนา ทั้งๆ ที่มันจะนำไปสู่ภาวะ “ซูเปอร์สเปรดเดอร์” คาดว่าหากรัฐบาลขัดขวางจะกระทบต่อคะแนนเสียงของชาวฮินดู แน่นอนว่าเรื่องนี้อาจจะมีมูลเพราะอินเดียยังเดินหน้าเลือกตั้งไปพร้อมๆ กัน 

ตีรถ สิงห์ ราวัต มุขมนตรีรัฐอุตตรขัณฑ์ถึงกับโฆษณาด้วยตนเองว่า “ผมขอเชิญชวนผู้ศรัทธาทุกคนทั่วโลกให้มาที่หริทวารและแช่ตัวในคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ในช่วงมหากุมภ์ จะไม่มีใครหยุดยั้งได้โดยอ้างโควิด-19 เพราะเรามั่นใจว่าศรัทธาในพระเจ้าจะเอาชนะความกลัวของไวรัสได้”

พวกเขาอาจจะเอาชนะความกลัวได้ แต่ไม่สามารรถเอาชนะไวรัสได้

จนกระทั่งเมื่อสถานการณ์เริ่มเอาไม่อยู่โมดีจึงยอมบอกกับประชาชนว่าเทศกาลกุมภเมลา “ควรทำในเชิงสัญลักษณ์” และเทศกาลที่ควรยาวนานถึง 4 เดือนก็หดเหลือ 1 เดือน แต่มันสายเกินการณ์แล้ว

การชุมนุมใหญ่อาจไม่ง่ายอีก

การระบาดทั้งปีนี้และปีที่แล้วในอินเดียเกี่ยวข้องโดยตรงกับการชุมนุมทางศาสนาครั้งใหญ่ เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วซูเปอร์สเปรดเดอร์คือการชุมนุมทางศาสนาของชาวมุสลิมคืองานตับลีฆ ญะมาอะห์ (Tablighi Jamaat) มีผู้ติดเชื้อจากงานนี้ 4,291 คน เหตุครั้งนั้นทำให้พวกชาตินิยมฮินดูโจมตีชาวมุสลิมอย่างรุนแรง

ต่อมาในเดือนพฤษภาคมเป็นงานแสวงบุญทางศาสนาของชาวสิกข์ทำให้เกิดซูเปอร์สเปรดเดอร์มีผู้ติดเชื้อ 1,225 คน และข้ามมาปีนี้ซูเปอร์สเปรดเดอร์คือการเทศกาลของชาวฮินดู

ตราบใดที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันหมู่หรือการฉีดวัคซีนในระดับที่นอนใจได้ การชุมนุมใหญ่คือกุญแจไปสู่หายนะ อินเดียคือบทเรียนในเรื่องนี้ ซึ่งโชคดีที่ไทยมีการชุมนุมใหญ่หลายครั้งแต่ไม่พบกับเรื่องแบบเดียวกัน แต่ไม่แน่ว่าหลังจากนี้อาจจะตกที่นั่งเดียวกับอินเดียที่ยังรับไหวหลังเจอซูเปอร์สเปรดเดอร์ปีที่แล้ว

แต่ต้องหมดสภาพเมื่อพบกับการกลายพันธุ์และจำนวนคนที่เข้าร่วมงานเทศกาลมหาศาล ทำให้การชุมนุมของชาวฮินดูให้ผลสะเทือนมากกว่าการชุมนุมของศาสนาอื่น

การชุมนุมต่างๆ นานาในไทยอาจจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน โจทย์ไปถึงนักชุมนุมทั้งหลายก็คือจะชุมนุมอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด

เกิดอะไรขึ้นกับการฉีดวัคซีน?

โครงการฉีดวัคซีนเริ่มเมื่อ 16 มกราคม 2021 ภายในเดือนกุมภาพันธ์ กรณีรายวันลดลงเหลือ 9,000 รายต่อวัน ในเดือนเดียวกันนั้นมีการนำเสนอบทความทางวิชาการโดยจำลองสถานการณ์และประเมินภูมิคุ้มกันหมู่ของประชากรอินเดียว่าใกล้เคียงกับ 60% และอ้างว่าอินเดียอาจเป็นเศรษฐกิจหลักเพียงแห่งเดียวที่ประสบความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่

ทางการอินเดียและสื่ออินเดียเดูเหมือนจะภูมิใจมากกว่าการเริ่มโครงการฉีดวัคซีน (สื่อหลักอย่าง The Hindu ประโคมว่ามันคือโครงการฉีดวัคซีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก) และมีการประกาศว่าอินเดียเป็นประเทศที่จัดการฉีกวัคซีนเร็วที่สุดในโลก โดยข้อมูลจาก Our World in Data เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ระบุว่า อินเดียฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 142.52 ล้านโดส ซึ่งดูเหมือนจะมาก แต่หากเทียบกับจำนวนประชากรกว่า 1,350 ล้านคน มีผู้ได้รับวัคซีนโดสแรก 119.88 ล้านคน คิดเป็น 8.8% และได้รับครบ 2 โดส 22.63 ล้านคน คิดเป็น 1.7% ของประชากรเท่านั้น ยังไม่ถึงระดับที่คาดว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่

นอกจากนี้โครงการฉีดวัคซีนของอินเดียยังเริ่มได้รับผลกระทบจากปัญหาด้านอุปทาน จนอินเดียระงับการส่งออกวัคซีน Oxford–AstraZeneca ไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้ยังมีความลังเลของประชาชนที่จะรับการฉีดวัคซีน และการขาดความรู้เกี่ยวกับโครงการในหมู่คนยากจนและชุมชนในชนบทก็ส่งผลกระทบต่อโครงการเช่นกัน

ในจุดนี้ รัฐบาลไทยจะต้องศึกษาตัวอย่างเอาไว้โดยเฉพาะการเกิดความกังขาต่อวัคซีนจนไม่กล้าฉีด หากประชาชนเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาเมื่อไร หายนะอาจจะตามมาแน่นอน 

แต่สิ่งที่ต้องตระหนักไว้ก็คือ แม้แต่อินเดียที่ผลิตวัคซีนได้เองยังเอาไม่อยู่ แล้วไทยที่ผลิตวัคซันได้บ้างในระดับหนึ่งและจะเข็นออกมาในเดือนมิถุนายนนี้จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด ขนาดยักษ์ยังล้มมาแล้วกับเชื้อกลายพันธุ์และการกลายพันธุ์คงจะไม่หยุดแค่นี้แน่นอน

ไทยเราต้องระวังเอาไว้

แก้วิกฤตวัคซีนอย่างไร?

ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้น รัฐบาลอินเดียอนุญาตให้ภาคส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐบาลสามารถจัดซื้อวัคซีรจากผู้ผลิตได้โดยตรงล้วโดยจัดระเบียบการแจกจ่ายวัคซีนเสียใหม่โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ โดย 50% จะดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐบาลกลางเพื่อฉีดให้กลุ่มเสี่ยงและอีก 50% เปิดให้เอกชนหรือรัฐต่างๆ จัดหากันเอง เพื่อรองรับภาวะขาดแคลน

ประเด็นนี้มีการนำเสนอในไทยเช่นกันและโพสต์ทูเดย์ได้เคยวิเคราะห์ไปแล้วถึงผลดีผลเสีย (เรื่อง “เอกชนนำเข้าวัคซีนเองอาจทำให้ของปลอมระบาด” ในกรณีของอินเดียมีผู้ติงว่าการเปิดเสรีวัคซีนอาจทำให้เกิดผลเสียคือราคาวัคซีนจะแพงขึ้นมาและเกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้นมาในสังคม เป็นประเด็นที่เกรงกันว่าจะเกิดกับไทยเช่นกัน

แต่ในสถานการณ์แบบนี้ดูเหมือนว่าอินเดียจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ที่รัฐบาลต้องเปิดเสรีวัคซีนเพราะรัฐบาลรัฐท้องถิ่นต่างๆ และภาคส่วนอื่นๆ บ่นว่ารัฐบาลกลางชักช้าในการกระจายวัคซีน รัฐบาลจึงอาจใช้ไม้นี้โยนความรับผิดชอบให้ “พวกช่างบ่น” ไปแบกรับกันเสียบ้าง

อีกเหตุผลก็คือผู้ผลิตวัคซีนไม่ค่อยจะแฮปปี้กับราคาที่ขายให้รัฐซึ่งเป็นราคาอุดหนุน พวกเขาต้องการราคาที่สมเหตุสมผลในทางธุรกิจมากขึ้น เช่น AstraZeneca ที่ขายในอินดียราคาแค่ 3 ดอลลาร์ขณะที่วัคซีนยี่ห้ออื่นๆ ในตลาดโลกสูงถึงหลัก 10 –  30 ดอลลาร์

โปรดเข้าใจว่าผู้ผลผลิตวัคซีนในที่นี้คือผู้ผลิตในอินเดีย พวกเขาจึงต่อรองกันได้ไม่ต้องพินอบพิเทายักษ์ใหญ่วงการเวชภัณฑ์ที่เขี้ยวลากดิน ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ แทบไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรแบบนี้เลยหากไม่มีฐานผลิตวัคซีนแบบอินเดีย

โดย จารุณี นาคสกุล / กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Prakash SINGH / AFP

นาทีระทึก! ยูเอฟโอหวิดพุ่งชนยานอวกาศ SpaceX #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651453

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 18:30 น.นาทีระทึก! ยูเอฟโอหวิดพุ่งชนยานอวกาศ SpaceXยานอวกาศครูว์ ดรากอน ของสเปซเอ็กซ์หวิดปะทะวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้

เว็บไซต์ข่าวเดอะซันเผยวินาทีที่วัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้ (UFO) หวิดพุ่งชนยานอวกาศครูว์ ดรากอน ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ในระหว่างการเดินทางสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)

รายงานเปิดเผยว่าเมื่อวันศุกร์ (23 เม.ย.) ที่ผ่านมานักบินอวกาศทั้ง 4 คนบนยานอวกาศครูว์ ดรากอนเจอเหตุระทึกถึง 2 ครั้งด้วยกัน โดยในช่วงราว 12 นาทีหลังเริ่มภารกิจมีเศษซากอวกาศเคลื่อนเข้ามาใกล้จนหวิดชนยานอวกาศ และในช่วงประมาณ 6 ชั่วโมงครึ่งถัดมานักบินอวกาศทั้ง 4 คนบนได้รับแจ้งให้รัดเข็มขัดนิรภัยและเตรียมรับมือเมื่อมีวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้อีกชิ้นหนึ่งกำลังพุ่งเข้าหาพวกเขา

ทีมนักบินอวกาศได้รับแจ้งเตือนว่าอาจเกิดการปะทะระหว่างยานอวกาศและวัตถุปริศนาดังกล่าว แต่การแจ้งเตือนเกิดขึ้นล่วงหน้าเพียง 20 นาทีเท่านั้นนักบินอวกาศจึงทำได้เพียงรัดเข็มขัดนิรภัยยึดติดกับที่นั่งและสวมชุดแรงดันโดยไม่มีเวลาเพียงพอสำหรับเคลื่อนยานหลบหลีกวัตถุดังกล่าว

เคลลี ฮัมฟรีส์ โฆษกขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) เผยว่าทีม NASA และ SpaceX ได้รับแจ้งจากศูนย์บัญชาการอวกาศสหรัฐถึงความเป็นไปได้ในการปะทะดังกล่าว ซึ่งวัตถุนั้นจัดเป็นวัตถุบินที่ไม่สามารถระบุได้

เคราะห์ดีที่วัตถุปริศนาดังกล่าวอยู่ห่างจากยานอวกาศราว 45 กิโลเมตรจึงไม่เกิดการปะทะ และนักบินอวกาศทุกคนปลอดภัยโดยสามารถนำยานอวกาศเข้าเทียบที่ ISS ได้โดยสวัสดิภาพเมื่อวันที่ 24 เม.ย. ซึ่งนักบินอวกาศทั้ง 4 คนจะอยู่ปฏิบัติภารกิจที่นั่นเป็นเวลา 6 เดือน

วินาทีที่ยานอวกาศครูว์ ดรากอนเข้าเทียบสถานีอวกาศนานาชาติ (AFP PHOTO / NASA)

Photo by NASA / AFP

ทหารเมียนมาเมินอาเซียน ลั่นคุมประเทศได้ก่อนค่อยหยุดความรุนแรง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651458

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 17:32 น.ทหารเมียนมาเมินอาเซียน ลั่นคุมประเทศได้ก่อนค่อยหยุดความรุนแรงการประชุมระหว่างผู้นำอาเซียนดูท่าจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงไปเสียแล้ว เมื่อกองทัพเมียนมาประกาศว่าจะทำตามคำแนะนำของอาเซียนก็ต่อเมื่อมันสอดรับกับโรดแมปของพวกเขา

ในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาสภาบริหารแห่งรัฐของกองทัพกล่าวเพียงว่า “ข้อเสนอแนะ” ของผู้นำอาเซียน “จะได้รับการพิจารณาในเชิงบวก” หากข้อเสนอเหล่านั้นเอื้อต่อแนวทางของรัฐบาลทหารและ “สนองตอบต่อผลประโยชน์ของประเทศ”

“เมียนมาแจ้งต่อที่ประชุมอาเซียนว่าจะพิจารณาอย่างรอบคอบต่อข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ของผู้นำอาเซียนเมื่อสถานการณ์กลับสู่เสถียรภาพในประเทศ เนื่องจากลำดับความสำคัญในขณะนี้คือการรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยและเพื่อฟื้นฟูความสงบและสันติของชุมชน” รัฐบาลทหารกล่าวในการแถลงข่าว พร้อมกับส่งเอกสารแถลงจุดยืนนี้ต่อสำนักเลขาธิการอาเซียนในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียด้วย

ถึงแม้ว่าจะแสดงท่าทีราวกับไม่สนใจข้อเสนอของอาเซียน แต่ซอ มิน ตุน โฆษกของรัฐบาลทหารเมียนมากล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่ารัฐบาล “พอใจ” กับการเดินทางครั้งนี้โดยกล่าวว่าพวกเขาสามารถอธิบาย “สถานการณ์จริง” ให้กับผู้นำอาเซียนได้

อดีตทูตสหรัฐประจำเมียนมา สกอต มาร์เชียลเตือนว่าการตอบสนองของกองทัพเมียนมาต่อการประชุมสุดยอดจาการ์ตาแสดงให้เห็นถึงการถอยหลังแล้ว

“อาเซียนไม่สามารถแสดงอาการสองจิตสองใจได้ เนื่องจากรัฐบาลทหารจะเดินถอยหลังแม้ว่าจะบรรลุข้อตกลงที่จำกัดเมื่อวันเสาร์แล้วก็ตาม” มาร์เชียลกล่าว “ควรมีการติดตามผลอย่างเร่งด่วนและควรจะทวงถามจากรัฐบาลทหารเรื่องเหตุผลล่าช้า การที่ไม่มีใครในเมียนมาไว้วางใจพวกตะมะดอ (กองทัพเมียนมา) ก็เพราะมันมีเหตุผลอยู่”

ทั้งนี้ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำตะมะดอเข้าร่วมการประชุมสุดสัปดาห์ที่จาการ์ตาเกี่ยวกับวิกฤตกับผู้นำบางส่วนของ 10 ประเทศสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งเป็นการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่เขายึดอำนาจ โดยหลังการประชุม

ผู้นำออกแถลงการณ์ “ฉันทามติ 5 ประการ” ซึ่งเรียกร้องให้ “ยุติความรุนแรงโดยทันที” และเปิดทางให้ทูตพิเศษของอาเซียนไปเยือนเมียนมา

นอกจากนี้ วันที่ 27 เมษายน กลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธในเมียนมาที่รู้จักกันในชื่อกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA ) ได้เข้ายึดด่านทหารใกล้ชายแดนไทย ถือเป็นสัญญาณความขัดแย้งในเมียนมที่จะดำเนินต่อไปแม้รัฐบาลทหารให้คำมั่นว่าจะยุติความรุนแรงในช่วงสุดสัปดาห์

ซอ ตอ นี (Saw Taw Nee) หัวหน้าฝ่ายกิจการต่างประเทศของ KNU กล่าวทางโทรศัพท์กับสำนักข่าว Bloomberg ว่า KNLA ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเมียนมาได้โจมตีป้อมปราการชายแดนทางทหารในเขตตอเลทา (Thaw Le Hta) ใกล้กับชายแดนประชิดจังหวัดแม่ฮ่องสอนของไทยส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหลายคน

Photo by HANDOUT / INDONESIAN PRESIDENTIAL PALACE / AFP

โมเดลธุรกิจสีเขียว แก้วกระดาษปลูกได้พร้อมย่อยสลาย 100% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651417

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 17:00 น.โมเดลธุรกิจสีเขียว แก้วกระดาษปลูกได้พร้อมย่อยสลาย 100%  จะดีแค่ไหนถ้าเรามีบรรจุภัณฑ์ที่ไม่รบกวนสิ่งแวดล้อมแถมยังงอกออกมาเป็นต้นไม้ได้อีกด้วย

ขณะที่อัตราการบริโภคสิ่งของใช้แล้วทิ้งซึ่งไม่ยั่งยืนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนหลายพื้นที่เกิดปัญหาขยะล้นเมือง โดยเฉพาะปัญหาขยะพลาสติกจนผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปภายใน 30 ปีข้างหน้าขยะพลาสติกในมหาสมุทรจะมีจำนวนมากกว่าปลา โดยในฮ่องกงเพียงแห่งเดียวมีขยะพลาสติกใช้แล้วทิ้งสูงถึง 100 ล้านชิ้นต่อสัปดาห์

การลดการบริโภคสินค้าที่ทำให้เกิดขยะนั้นอาจเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาแต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือกระบวนการและเทคโนโลยีในการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แม้ว่าจะมีการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษเพื่อช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวแต่ก็มักจะมีการเคลือบด้วยพลาสติกเพื่อความทนทานซึ่งก็ทำให้ต้องเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลและไม่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ 100%

Picup สตาร์ทอัพด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนจากโปแลนด์จึงได้เปิดตัวแก้วกระดาษปลูกได้ที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ 100% เป็นครั้งแรกของยุโรป ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่เหลือขยะตกค้างในสิ่งแวดล้อมแล้วยังได้ปลูกต้นไม้เพิ่มให้แก่โลกใบนี้ด้วย

แก้วของ Picup จะมาพร้อมใบชาหรือกาแฟโดยมีเมล็ดพืชฝังไว้ใต้ตัวกรองด้านล่างของแก้ว ซึ่งเมื่อเราต้มน้ำและดื่มชาหรือกาแฟไปจนหมดแล้ว เราสามารถนำไปปลูกได้โดยเมล็ดพืชนั้นจะสามารถงอกและเติบโตขึ้นมา โดยมีใบชาหรือกาแฟที่เหลือและแก้วกระดาษใบนี้ทำหน้าที่เป็นปุ๋ยนั่นเอง

Marcin Grzymislawski ผู้ก่อตั้ง Picup เผยว่า “ทีมงานของเราทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมในการสร้างสรรค์งานออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์และใช้งานได้จริง และเรากำลังดำเนินการคิดค้นบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน”

โดยหลังจากที่ได้เปิดตัวในโปแลนด์ไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอนนี้ Picup มีแผนที่จะเปิดตัวในอีกหลายประเทศทั่วยุโรป และกำลังมองหาเครือข่ายร้านอาหารและร้านกาแฟรายใหญ่ ตลอดจนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่สำคัญเพื่อนำแก้วกระดาษปลูกได้ใบนี้ไปวางขายด้วย

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของ Picup มีทั้งชาและกาแฟสำเร็จรูประดับพรีเมียมไม่ว่าจะเป็นชาสมุนไพร ชาชบา ใบผสมสารซีดีบีหรือสารสกัดจากกัญชง กาแฟดำ และกาแฟขาว ตลอดจนร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจต่างๆ เพื่อพัฒนาน้ำผลไม้สำเร็จรูป

ภาพโดย Picup

Pfizer เร่งทดลองยาเม็ดต้านโควิดลุ้นพร้อมใช้ปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651434

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 15:47 น.Pfizer เร่งทดลองยาเม็ดต้านโควิดลุ้นพร้อมใช้ปีนี้ไฟเซอร์ (Pfizer) กำลังทดลองยาเม็ดต้านโควิด-19 โดยหากการทดลองประสบความสำเร็จอาจเป็นยาเม็ดต้านโควิด-19 ชนิดแรกที่พร้อมใช้ภายในปลายปีนี้

ยาเม็ดต้านไวรัสดังกล่าวคือ PF-07321332 ได้รับการออกแบบมาเพื่อยับยั้งการสร้างโปรตีนของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 หรือไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ไม่ให้แพร่กระจายในจมูก ลำคอ และปอดของมนุษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการป่วยรุนแรง

โดยขณะนี้บริษัทกำลังทำการทดลองกับอาสาสมัครที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 60 ปีในสหรัฐอเมริกา และกรุงบรัสเซลส์ในเบลเยียม โดยจะใช้เวลาในการทดลองทั้งสิ้น 145 วันซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนี้

การทดลองยาดังกล่าวนั้นจะแบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกัน โดยระยะแรกจะศึกษาการทำงานของยาและผลข้างเคียงที่สำคัญที่เกิดขึ้นหลังได้รับยาดังกล่าวซึ่งกำลังจะมีผลสรุปออกมาในเดือนพฤษภาคม

ระยะต่อมาจะศึกษาปฏิกิริยาของอาสาสมัครเมื่อได้รับยาในปริมาณมากขึ้น และระยะสุดท้ายพิจารณาถึงผลกระทบของการรับประทานอาหารในขณะที่รับประทานยา

ไฟเซอร์เผยว่ายังไม่พบผลข้างเคียงใดๆ จากการทดลองกับสัตว์ และกำลังเร่งศึกษาทดลองผลข้างเคียงในมนุษย์ ซึ่งจะเริ่มทดลองกับกลุ่มอาสาสมัครขนาดเล็กที่มีสุขภาพดีก่อน และหากได้ผลดีจะนำไปทดลองกับอาสาสมัครจำนวนมากขึ้นต่อไป อย่างไรก็ตามยังมีความจำเป็นที่จะต้องทดลองเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบการทำงานของยาในผู้ป่วยโควิด-19

AFP PHOTO / HENNY RAY ABRAMS

จีนเช็กบิลเจ้าสัวต่อ คราวนี้ถึงคิว Meituan ยักษ์ใหญ่เดลิเวอรี่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651395

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 14:30 น.จีนเช็กบิลเจ้าสัวต่อ คราวนี้ถึงคิว Meituan ยักษ์ใหญ่เดลิเวอรี่รัฐบาลจีนไม่หยุดแค่ แจ็ก หม่า เดินหน้าเช็กบิล Meituan ยักษ์ใหญ่ฟู้ดเดลิเวอรี่ ด้วยข้อหาเดียวกัน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า สำนักงานบริหารจัดการกฎระเบียบตลาด (SAMR) ของจีนเตรียมสอบสวน Meituan (เหม่ยถวน) ผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่รายใหญ่ของจีน ในข้อหาเดียวกับ Alibaba (อาลีบาบา) คือ ผูกขาดทางการค้า

ด้าน Meituan ออกแถลงการณ์ว่า จะร่วมมือกับการสอบสวนของทางการและจะเพิ่มความพยายามในการปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางการ

ก่อนหน้านี้ SAMR สั่งให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ 34 แห่งรวมทั้ง Meituan แก้ไขแนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่ต่อต้านการแข่งขันภายใน 1 เดือน โดยหลังจากเข้าพบ SAMR ทาง Meituan เผยว่าจะไม่บังคับให้ผู้ค้า “เลือก 1 จาก 2” คือให้เลือกระหว่าง Meituan หรือคู่แข่ง ด้วยวิธีการที่ไม่สมเหตุสมผล

ทางการจีนกังวลว่า บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีอิทธิพลกับชีวิตของชาวจีนในทุกแง่มุม และยังครอบครองข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าจำนวนมหาศาล

สำนักข่าวท้องถิ่นรายงานว่า Meituan เคยถูกตัดสินว่าแข่งขันไม่เป็นธรรมในการฟ้องร้องอย่างน้อย 2 คดีในปีนี้และต้องชดใช้ค่าเสียหาย และยังถูกกล่าวหาว่าคิดค่าคอมมิสชันจากร้านอาหารค่อนข้างสูงในช่วงที่ Covid-19 ระบาดเมื่อปีที่แล้ว

ทั้งนี้ ตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้า หากพบว่าทำผิดจริง Meituan อาจถูกปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ ขณะที่ Alibaba ของ แจ็ก หม่า ถูกปรับ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 4% ของรายได้ในประเทศจีนในปี 2019

Photo by GREG BAKER / AFP

Tesla ขาย Bitcoin เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นทางเลือกแทนเงินสดได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651405

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 13:07 น.Tesla ขาย Bitcoin เพื่อพิสูจน์ว่ามันเป็นทางเลือกแทนเงินสดได้ ท่าทีของมัสก์เหมือนเป็นการท้าทายคนในรัฐบาลสหรัฐและธนาคารกลางสหรัฐที่ย้ำแล้วย้ำอีกว่าคริปโตฯ เป็นแค่เครื่องมือการเกำงกำไรเท่านั้น

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า เอลอน มัสก์ (Elon Musk) กล่าวว่า Tesla Inc. ขาย 10% ของการถือครอง Bitcoin เพื่อแสดงให้เห็นถึงสภาพคล่องของมันในขณะเดียวกันก็เสริมว่าเขายังคงลงทุนส่วนตัวในคริปโตเคอร์เรนซี่ชนิดนี้ต่อไป

รายงานผลประกอบการของ Tesla แสดงให้เห็นว่าบริษัทซึ่งซื้อโทเค็นมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์เมื่อต้นปีนี้สร้างรายได้ 101 ล้านดอลลาร์จากการขายมันออกไป โดยมัสก์ยังกล่าวใน Twitter ว่าโดยพื้นฐานแล้ว Tesla พยายาม “พิสูจน์สภาพคล่องของ Bitcoin เพื่อเป็นทางเลือกในการถือเงินสดในงบดุล”

Tesla เป็นผู้ปลุกกระแสนำคริปโตด้วยการลงทุนใน Bitcoin ทำให้ภาคธุรกิจต้องหันมามองความเป็นไปได้ในการลงทุนกับมัน ในขณะที่หลายคนยังคงมองว่า Bitcoin มีความเสี่ยงเกินกว่าที่จะเปรียบเทียบกับเงินสด แต่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Tesla คือแซคารี เคิร์กฮอร์น (Zachary Kirkhorn) กล่าวกับการประชุมว่าด้วยผลกำไรว่าบริษัทเชื่อมั่นในมูลค่าระยะยาวของ Bitcoin

สำหรับนักกลยุทธ์จำนวนมาก Bitcoin และโทเค็นอื่นๆ เป็นการลงทุนเพื่อเก็งกำไรอย่างแท้จริงแทนที่จะเป็นทางเลือกทจริงๆ สำหรับเงินสด ตัวอย่างเช่น BCA Research Inc. ให้เหตุผลว่า Bitcoin ล้มเหลวในฐานะที่เก็บมูลค่าหรือหน่วยของบัญชีเนื่องจากความผันผวนทั้งๆ ที่คุณสมบัติที่ว่านั้นหน้าที่พื้นฐานของเงินก็ตาม

อย่างไรก็ตาม มัสก์เป็นผู้สนับสนุนคริปโตที่มีชื่อเสียงมาระยะหนึ่งแล้วและเมื่อปลายเดือนที่แล้วประกาศว่า Tesla จะเริ่มรับการชำระเงินซื้อยานยนต์ในบริษัทของเขาด้วย Bitcoin

มูลค่าสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 1% เป็น 53,765 ดอลลาร์ ณ เวลา 12:16 น. ในตลาดโตเกียวเมื่อวันอังคาร ร่วงลงจากจุดสูงสุดเกือบ 64,870 ดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนเมษายน แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 7 เท่าในปีที่ผ่านมา

ส่วนหุ้นของ Tesla ลดลงมากถึง 3.1% ในการซื้อขายช่วงหลังหลังจากประกาศผลเมื่อวันจันทร์แม้จะทำกำไรได้มากเป็นประวัติการณ์ในไตรมาสแรก

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

สหรัฐเลิกตุนยอมแบ่งวัคซีน 60 ล้านโดสให้ประเทศอื่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651390

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 12:00 น.สหรัฐเลิกตุนยอมแบ่งวัคซีน 60 ล้านโดสให้ประเทศอื่นหลังจากที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากักตุนวัคซีนมากเกินความจำเป็น ล่าสุดสหรัฐจะยอมแบ่งปันวัคซีนให้ประเทศอื่นจำนวน 60 ล้านโดส

เอเอฟพีรายงาน แอนดี้ สลาวิตต์ที่ปรึกษาด้านโควิด-19 ของทำเนียบขาวเผยว่าสหรัฐจะแบ่งปันวัคซีนต้านโควิด-19 ของแอสตราเซเนกาจำนวน 60 ล้านโดสให้แก่ประเทศอื่น เนื่องจากสหรัฐมีปริมาณวัคซีนที่เพียงพอต่อประชากรในประเทศแล้ว และในบางภูมิภาคเริ่มมีมากเกินความต้องการ

หลังจากที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ากักตุนวัคซีนมากเกินไปขณะที่ยังมีอีกหลายประเทศขาดแคลนวัคซีน ท่ามกลางแรงกดดันให้สหรัฐแบ่งปันวัคซีนให้แก่อินเดียและประเทศอื่นๆ ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตโควิด-19

ด้านเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาวกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะทำการตรวจสอบคุณภาพของวัคซีนก่อนที่จะนำส่งไปยังประเทศต่างๆ พร้อมระบุว่าจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลังโดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการวางแผน

โดยคาดว่าจะมีการส่งวัคซีนต้านโควิด-19 ของแอสตราเซเนกาล็อตแรกจำนวน 10 ล้านโดสภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่อีก 50 ล้านโดสซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตคาดว่าจะจัดส่งได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน

อย่างไรก็ตามอาชิช จา คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบราวน์กล่าวว่าการส่งมอบวัคซีนแอสตราเซเนกาไปยังต่างประเทศอาจมีอุปสรรคด้านกฎหมายเนื่องจากสัญญาที่ทำไว้เป็นข้อตกลงระหว่างบริษัทผู้ผลิตและสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ สหรัฐได้ดำเนินการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มแรกให้กับชาวอเมริกันเกือบ 140 ล้านคนหรือร้อยละ 42 ของประชากรทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ชาวอเมริกันเกือบ 95 ล้านคนหรือร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมดได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม

นอกจากนี้ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมสหรัฐจะได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 ไฟเซอร์และโมเดอร์นาอีกจำนวน 600 ล้านโดส

Photo by JIM WATSON / AFP