ดัชนีรับมือโควิดประเทศไทยอันดับตก แต่ยังอยู่ในกลุ่มรับมือได้ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651384

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 11:02 น.ดัชนีรับมือโควิดประเทศไทยอันดับตก แต่ยังอยู่ในกลุ่มรับมือได้ดี อาจเป็นเพราะสถานการณ์การระบาดแบบกระทันหันทำให้อันดับไทยตกลงมา แต่โดยรวมแล้วยังติดอยู่ในท็อป 20 ประเทศที่ดีที่สุดในสถานการณ์โควิด-19

สำนักข่าว Bloomberg จัดอันดับ “ดัชนีความยืดหยุ่นในภาวะโควิด” (The Covid Resilience Ranking) โดยมีการอัพเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 26 เมษายน ในหัวข้อเรื่อง “สถานที่ที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดเมื่อสายพันธุ์ใหม่เริ่มแซงหน้าการฉีดวัคซีน”

ปรากฎว่าการจัดอันดับครั้งล่าสุดสิงคโปร์ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 1 ในเดือนนี้แซงนิวซีแลนด์เป็นครั้งแรกในการวัดสถานที่ที่ดีที่สุดและแย่ที่สุดในยุคการแพร่ระบาดของโรค สิงคโปร์ได้ คะแนน 79.7 มีอัตราการเสียชีวิต 5 คนต่อประชากร 1 ล้านคน มีอัตราการติดเชื้อ 0.7% และมีอัตราการฉีดวัคซีน 0.8%

ในขณะที่ประเทศไทยอันดับตกลงมา 4 อันดับอยู่ในอันดับที่ 13 (คะแนน 66.7) มีอัตราการเสียชีวิต 2 คนต่อประชากร 1 ล้านคน มีอัตราการติดเชื้อ 0.1% และมีอัตราการฉีดวัคซีน 19.4% จากข้อมูลถึงวันที่ 25 เมษายน

ถึงแม้ว่าระดับของไทยจะลดลงแต่ยังอยู่ในกลุ่มสีฟ้าหมายถึงประเทศที่มีสถานะดี (ในขณะที่สีส้มหมายถึงสถานะที่แย่) อย่างไรก็ตามอัตราการฉีดวัคซีนของไทยอยู่ในกลุ่มสีส้มเพราะยังมีอัตราการฉีกที่น้อย เช่นเดียวกับเก้อบทุกประเทศในดัชนีที่อยุ่ในเกณฑ์สีสมเกือบทั้งหมด ยกเว้น อิสราเอลและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่มีอัตราการฉีดวัคซีน 57.4% และ 47.4% ตามลำดับ

รวมถึงสหรัฐและสหราชอาณาจักที่อยู่ในกลุ่มสีฟ้าในแง่ของการฉีดวัคซีนที่ 35.2% และ 34.1% ตามลำดับ แต่ทั้ง 2 ประเทศนี้อยู่ในกลุ่มสีส้มในแง่ของจำนวนผู้เสียชีวิตซึ่งมีสูงมากในอัตรา 1,728 คนและ 1,881 คนต่อจำนวนประชากร 1 ล้านคนซึ่งถือว่าสูงมาก

สำหรับอันดับท็อป 20 ของดัชนีมีดังนี้

1. สิงคโปร์ (ขึ้น 1 อันดับ)

2. นิวซีแลนด์ (ลง 1 อันดับ)

3. ออสเตรเลีย (เท่าเดิม)

4. อิสราเอล (ขึ้น 1 อันดับ)

5. ไต้หวัน (ลง 1 อันดับ)

6. เกาหลีใต้ (เท่าเดิม)

7.ญี่ปุ่น (ขึ้น 1 อันดับ)

8. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ขึ้น 3 อันดับ)

9. ฟินแลนด์ (ขึ้น 4 อันดับ)

10. ฮ่องกง (ขึ้น 2 อันดับ)

11. เวียดนาม (ขึ้น 4 อันดับ)

12. จีน (ลง 5 อันดับ)

13. ไทย (ลง 4 อันดับ)

14. เดนมาร์ก (เท่าเดิม)

15. นอร์เวย์ (ลง 5 อันดับ)

16. ซาอุดีอาระเบีย (ขึ้น 1 อันดับ)

17. สหรัฐ (ขึ้น 4 อันดับ)

18. สหราชอาณาจักร (ขึ้น 7 อันดับ)

19. แคนาดา (ลง 3 อันดับ)

20. มาเลเซีย (ลง 2 อันดับ)

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

เปิดคลิปสุดท้ายลูกเรืออินโดนีเซียร้องเพลงเป็นลางก่อนจมทะเล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651380

วันที่ 27 เม.ย. 2564 เวลา 10:45 น.เปิดคลิปสุดท้ายลูกเรืออินโดนีเซียร้องเพลงเป็นลางก่อนจมทะเลลูกเรือบนเรือดำน้ำ KRI Nanggala 402 ร่วมกันร้องเพลงอำลาผู้บังคับบัญชาที่กำลังจะเกษียณไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่พวกเขาจะจมสู่ก้นทะเล

กองทัพเรืออินโดนีเซียเผยแพร่คลิปวิดีโอลูกเรือบนเรือดำน้ำ KRI Nanggala 402 ร่วมกันร้องเพลง “Sampai Jumpa” หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “แล้วพบกันใหม่” หรือลาก่อน เพื่ออำลาหนึ่งในผู้บังคับบัญชาที่กำลังจะเกษียณเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่เรือจะจมลงสู่ก้นทะเลและคร่าชีวิตลูกเรือทั้ง 53 คน

คลิปวิดีโอแสดงให้เห็นผู้บัญชาการ Heri Oktavian และบรรดาลูกเรือนั่งล้อมวงกันขับร้องบทเพลงพร้อมดีดกีตาร์ โดยส่วนหนึ่งของบทเพลงมีคำร้องว่า “แม้ฉันจะยังไม่พร้อมที่จะเสียเธอไป ยังไม่พร้อมที่จะอยู่โดยไม่มีเธอ แต่ฉันขอให้เธอโชคดี”

Video awak kapal selam KRI Nanggala 402 menyanyikan lagu Sampai Jumpa ciptaan band Endank Soekamti viral di media sosial setelah diunggah akun @navalpost. Dalam video, tampak komandan kapal Letnan Kolonel Laut (P) Heri Oktavian. Belum diketahui pasti kapan video ini dibuat. pic.twitter.com/E2CGYPdNQH

— KOMPAS TV (@KompasTV) April 25, 2021

กองทัพเรือระบุว่ากำลังวางแผนที่จะกู้ซากเรือและร่างของลูกเรือซึ่งอยู่ที่ระดับความลึกมากกว่า 800 เมตรจึงจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่มีความพิเศษ นอกจากนี้เรือดังกล่าวแตกออกเป็นอย่างน้อย 3 ส่วนและกระจายอยู่ทั่วทะเลนอกชายฝั่งเกาะบาหลี

ขณะที่ประธานาธิบดีโจโค วิโดโดกล่าวเชิดชูบรรดาลูกเรือทั้งหมดพร้อมให้คำมั่นว่าจะมอบเงินสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นทุนการศึกษาสำหรับบุตรหลานของพวกเขา พร้อมเลื่อนตำแหน่งและมอบเหรียญกล้าหาญเพื่อเชิดชูเกียรติให้แก่ลูกเรือ

Photo by Handout / various sources / AFP

Chloe zhao ลูกสาวที่จีนไม่อยากเอ่ยถึง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651311

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 20:30 น.Chloe zhao ลูกสาวที่จีนไม่อยากเอ่ยถึงแม้จะคว้ารางวัลระดับโลกไปได้แต่ โคลเอ้ จ้าว (Chloe zhao) ผู้กำกับเชื้อสายจีนรายนี้กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินเกิด

หลังจากที่ “โคลเอ้ จ้าว” (Chloé Zhao) ผู้กำกับหญิงชาวจีนสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นผู้กำกับหญิงชาวเอเชียคนแรกที่คว้ารางวัลออสการ์ และยังเป็นผู้กำกับหญิงคนที่ 2 ของโลกที่คว้ารางวัลดังกล่าว โดยเธอได้รางวัลในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมจากผลงานเรื่อง Nomadland นอกจากนี้ผลงานของเธอยังได้รับรางวัลสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วย

ขณะที่งานประกาศรางวัลออสการ์ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่นนั้นได้มีการถ่ายทอดไปทั่วโลกแต่จีนกลับออกคำสั่งแบนการถ่ายทอดสดการประกาศรางวัลดังกล่าวตลอดจนออกคำสั่งนี้ไปยังฮ่องกงด้วย โดยถูกตั้งข้อสังเกตว่าเหตุผลส่วนหนึ่งนั้นก็เพราะ “โคลเอ้ จ้าว”

Chloé Zhao is first woman of color to win an #Oscar for Best Director, winning for @nomadlandfilm: “This is for anyone who has the faith and the courage to hold onto the goodness in themselves and to hold onto the goodness in each other.” https://t.co/5MWR9oTWsq #Oscars #NMDLND pic.twitter.com/kqubX4wkMC— ABC News (@ABC) April 26, 2021

ความสำเร็จครั้งนี้ควรเป็นความภาคภูมิใจครั้งใหญ่ของชาวจีนแต่มันกลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อมีเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยว

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โคลเอ้ จ้าวได้รับรางวัลลูกโลกทองคำในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม ท่ามกลางการแสดงความยินดีจากสื่อของรัฐบาลจีนอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดที่ Global Times เรียกเธอว่าความภาคภูมิใจของจีน

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้กลับตาลปัตรเมื่อมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนขุดบทสัมภาษณ์เมื่อปี 2013 โคลเอ้ จ้าว หรือในชื่อภาษาจีนว่า “จ้าวถิง” เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Filmmaker โดยเล่าถึงประสบการณ์ที่เธออาศัยอยู่ในประเทศจีนก่อนที่จะย้ายไปยังสหรัฐอเมริกา ซึ่งเธอกล่าวว่า “ตอนเป็นวัยรุ่นในประเทศจีนนั้นมีแต่ความหลอกลวงอยู่ทุกหนทุกแห่ง” นั่นทำให้เธอถูประณามอย่างหนักจากชาวจีน แม้ว่าในภายหลังจะมีการแก้ไขว่าบทสัมภาษณ์นั้นเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนแต่ก็ไม่เป็นผล

แม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง Nomadland ของเธอซึ่งบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของคนเร่ร่อนในสหรัฐจะได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลกและการันตีด้วยรางวัลระดับโลกไปสดๆ ร้อนๆ แต่ไม่ใช่กับประเทศจีนซึ่งมีการเซ็นเซอร์ช่องทางโปรโมทและเผยแพร่ภาพยนตร์ดังกล่าว ตลอดจนโปรแกรมเข้าฉายภาพยนตร์ดังกล่าวในประเทศจีนซึ่งมีกำหนดเมื่อเดือนเมษายนก็ถูกถอดออกไป

นอกจากนี้แฮชแท็ก #Nomadland ใน Weibo โซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีนยังมีการขึ้นคำเตือนว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และการค้นหาในภาษาจีนสำหรับ #Nomadland และ #NomadlandReleaseDate ก็ถูกบล็อกใน Weibo

นอกจากนี้ยังทำให้นักแสดงชื่อดังชาวจีน ซ่งตานตาน (Song Dandan) ผู้เป็นแม่เลี้ยงของโคลเอ้ จ้าวถูกชาวจีนโจมตีไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ซ่งตานตานได้กล่าวถึงความสำเร็จของลูก (เลี้ยง) ของเธอหลังจากที่เป็นผู้หญิงเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมว่าโคลเอ้ จ้าวได้สร้างตำนานให้แก่ครอบครัว ผ่านการโพสต์ข้อความลงบน Weibo ว่า

“ลูกรัก แม่ไม่รู้จะแสดงความยินดีกับลูกอย่างไร แต่ละรางวัลที่ลูกได้รับมันเหนือความคาดหมายของพวกเราและทำให้พวกเราทึ่งมาก ลูกคือตำนานของครอบครัว”

แต่ชาวเน็ตมาแสดงความเห็นใน Weibo ของซ่งตานตานว่า “ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่าสภาพครอบครัวแบบไหนกันที่ทำให้เธอ (โคลเอ้ จ้าว) คิดว่าประเทศจีนเต็มไปเด้วยเรื่องหลอกลวง” ความเห็นนี้มีคนกดถูกใจถึงกว่า 2,300 ครั้ง

อีกคนบอกว่า “ลองมาดูที่ลูกชาวอเมริกันของคุณบอกในการสัมภาษณ์กับสื่อออสเตรเลียเมื่อ 2 ปีก่อนสิ” และอีกคนบอกว่าในระหว่างการสัมภาษณ์ปี 2020 เธอบอกว่า “ถึงที่สุดแล้วอเมริกาคือบ้านของฉัน” ตามมาติดๆ กับความเห็นที่บอกว่า “นี่มันผู้หญิงอเมริกันต่อต้านจีน ต่อต้านพรรค (คอมมิวนิสต์)” ความคิดเห็นเหล่านี้คือท็อปคอมเมนต์ที่มีคนกดถูกใจเป็นพันครั้งทั้งสิ้น 

ความเห็นเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่แค่รัฐบาลจีนที่เซ็นเซอร์เธอ แต่คนจีนจำนวนไม่น้อยไม่พอใจเธอ และบอกกลายๆ เหมือนกับจะไม่ยอมรับว่าเป็นพลเมืองคนหนึ่งของจีน

นอกจากนี้อีกหนึ่งสาเหตุที่จีนสั่งแบนการถ่ายทอดสดการประกาศรางวัลดังกล่าวอาจเป็นเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Do Not Split ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการประท้วงในฮ่องกงเมื่อปี 2020 ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์สารคดีสั้นยอดเยี่ยม

Photo by Chris Pizzello / POOL / AFP

งบทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 62 ล้านล้านท่ามกลางวิกฤตโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651333

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น.งบทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 62 ล้านล้านท่ามกลางวิกฤตโควิดงบประมาณทางทหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 62.3 ล้านล้านบาท สวนทางจีดีพีหดตัวท่ามกลางวิกฤตโควิด-19

รอยเตอร์สรายงานโดยอ้างถึงสถิติที่เผยแพร่โดยสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ว่างบประมาณทางทหารทั่วโลกเมื่อปี 2020 เพิ่มขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถึง 1.98 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 62.3 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สวนทางกับ GDP ทั่วโลกซึ่งหดตัว 4.4%

โดยการใช้จ่ายทางทหารในปี 2020 คิดเป็น 2.4% ของ GDP ทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 2.2% ในปี 2019

ดิเอโก โลเปซ ดา ซิลวา หนึ่งในทีมวิจัยของ SIPRI กล่าวว่า “เราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าโรคระบาดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้จ่ายทางทหารทั่วโลกในปีที่แล้ว”

โดยรายงานระบุว่าประเทศที่มีการใช้จ่ายทางทหารมากที่สุด 5 อันดับแรกในปี 2020 ซึ่งคิดเป็น 62% ของการใช้จ่ายทางทหารทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย รัสเซีย และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ

ค่าใช้จ่ายทางทหารของสหรัฐเมื่อปีที่ผ่านมาสูงถึง 778 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าปีก่อนหน้า 4.4% หรือคิดเป็น 39% ของค่าใช้จ่ายทางทหารทั้งหมดทั่วโลกในปี 2020

ขณะที่จีนซึ่งมีค่าใช้จ่ายทางทหารสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกคาดว่าจะมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 252,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 26 ติดต่อกัน

อย่างไรก็ตามบางประเทศ เช่น ชิลี และเกาหลีใต้ได้นำงบประมาณทางทหารส่วนหนึ่งไปใช้รับมือกับการแพร่ระบาดของโรค และอีกหลายประเทศ เช่น บราซิล และรัสเซียใช้งบประมาณทางทหารน้อยกว่าที่กำหนดไว้มาก

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fsipri.org%2Fposts%2F10159591499856934&width=500&show_text=true&height=451&appId

Photo by Angela Weiss / AFP

ชาวเมียนมารณรงค์ไม่จ่ายค่าไฟฟ้า-หนี้เงินกู้ของรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651334

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 17:01 น.ชาวเมียนมารณรงค์ไม่จ่ายค่าไฟฟ้า-หนี้เงินกู้ของรัฐอีกหนึ่งความพยายามที่จะต่อต้านการยึดอำนาจคือการแสดงการขัดขืนต่อำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม ล่าสุดคือการรวมพลังกันไม่จ่ายบิลที่เกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารของเมียนมาเรียกร้องให้ประชาชนหยุดจ่ายค่าไฟฟ้าและเงินกู้การเกษตรตั้งแต่วันจันทร์และไม่ให้ลูกๆ ไปโรงเรียน

“พวกเราทุกคนในเมือง ในเขต และภูมิภาคและรัฐต่างๆ ต้องร่วมมือกันเพื่อให้การคว่ำบาตรต่อต้านรัฐบาลทหารประสบความสำเร็จ” Khant Wai Phyo นักเคลื่อนไหวกล่าวในการกล่าวสุนทรพจน์ในการประท้วงในเมืองโมนยวาตอนกลางของประเทศ

“เราจะไม่มีส่วนร่วมในระบบของพวกเขา เราจะไม่ร่วมมือกับพวกเขา”

ในวันจันทร์ผู้ประท้วงหลายร้อยคนออกมาแสดงพลังตามท้องถนนในหลายเมือง แต่เบื้องตันยังไม่มีรายงานความรุนแรง อย่างไรก็ตาม หน่วยงานช่วยเหลือระหว่างประเทศได้เตือนว่าการรณรงค์ต่อต้านการยึดอำนาจโดยอารยะขัดขืนทำให้เศรษฐกิจพิการและเพิ่มโอกาสที่จะเกิดความอดอยากในเมียนมา

นอกจาก ประกาศแสดงอารยะขัดขืนแล้ว นักเคลื่อนไหวยังวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงที่ออกมาจากการประชุมอาเซียนซึ่งเรียกว่า “ฉันทามติ 5 ประการ” ซึ่งรวมถึงการยุติความรุนแรง, เริ่มการเจรจาระหว่างทุกฝ่าย, การยอมรับความช่วยเหลือและแต่งตั้งทูตพิเศษอาเซียนที่จะได้รับอนุญาตให้ไปเยือนเมียนมา

แต่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้กล่าวถึงนักโทษการเมืองแม้ว่าแถลงการณ์จะกล่าวว่าที่ประชุมได้ยินเสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษเหล่านั้น กลุ่มผู้สนับสนุนสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองกล่าวว่าประชาชน 3,431 คนถูกคุมขังเนื่องจากต่อต้านการรัฐประหาร นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าในร่างแถลงการณ์ของอาเซียนยังมีข้อความเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษด้วย แต่ได้มีการแก้ไขก่อนที่จะมีการแถลงจริง

กระนั้นก็ตาม สหภาพยุโรปยินดีต่อฉันทามติ 5 ประการซึ่งเป็นก้าวย่างที่เป็นกำลังใจในความพยายามของอาเซียนในการแก้ไขวิกฤตและพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนการเจรจากับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญทั้งหมด” โจเซฟ บอร์เรล (Josep Borrell) หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวในแถลงการณ์

“สหภาพยุโรปจะยังคงเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองทั้งหมดในทันที” เขากล่าว

Photo by STR / AFP

การผูกขาดของยักษ์ใหญ่ Alipay, WeChat กำลังถูกคุกคามจากหยวนดิจิทัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651303

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 14:16 น.การผูกขาดของยักษ์ใหญ่ Alipay, WeChat กำลังถูกคุกคามจากหยวนดิจิทัล บทวิเคราะห์โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) ชี้ธนาคารของรัฐ 6 แห่งส่งเสริมเงินหยวนดิจิทัล (e-CNY) ก่อนเทศกาลช้อปปิ้ง เป็นการใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นนอกเหนือจาก Alipay, WeChat Pay ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับการควบคุมอิทธิพลของยักษ์ใหญ่ทางอินเทอร์เน็ต แต่การยอมรับ e-CNY จำนวนมากจะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

ในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าของจีนธนาคารของรัฐใหญ่ 6 แห่งกำลังโปรโมตหยวนดิจิทัลอย่างเงียบๆ ก่อนเทศกาลช้อปปิ้งในวันที่ 5 พฤษภาคมโดยดำเนินนโยบายทางการเมืองเพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินนอกเหนือจาก Alipay และ WeChat Pay

ธนาคารต่างๆ กำลังชักชวนให้ร้านค้าและลูกค้ารายย่อยดาวน์โหลดกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อให้สามารถทำธุรกรรมระหว่างโครงการนำร่องได้โดยตรงด้วยสกุลเงินหยวนดิจิทัล โดยข้ามระบบชำระเงินที่แพร่หลายโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี Ant Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Alibaba รวมถึงบริการของบริษัท Tencent

“ผู้คนจะตระหนักว่าการชำระเงินหยวนแบบดิจิทัลสะดวกมากจนฉันไม่ต้องพึ่งพา Alipay หรือ WeChat Pay อีกต่อไป” เจ้าหน้าที่ธนาคารที่เกี่ยวข้องกับการเปิดตัว e-CNY สำหรับการทดลองในเซี่ยงไฮ้กล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับสื่อและปฏิเสธที่จะระบุตัวตน ทั้งนี้ การใช้ e-CNY ในเซี่ยงไฮ้อยู่ภายใต้คำแนะนำขอธนาคารกลางของจีน

การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติของจีนซึ่งก้าวไปไกลกว่าประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นๆ ที่ยังอยุ่ในขั้นความคิดริเริ่ม และดูเหมือนว่าทางการจีนจะมีความพร้อมมากขึ้นที่จะทำลายการครอบงำตลาดของ Alipay ของ Ant Group และ WeChat Pay ของ Tencent ในด้านการชำระเงินออนไลน์

การรุกคืบดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความพยายามของรัฐบาลจีนในการจำกัดพฤติกรรมต่อต้านการผูกขาดในภาคอินเทอร์เน็ตซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมอิทธิพลของยักษ์ใหญ่ในธุรกิจด้านนี้

ทางการจีนได้สกัดการเปิดขาย IPO มูลค่า 37,000 ล้านดอลลาร์ของ Ant ในเดือนพฤศจิกายนและเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาได้กำหนดให้มีการปรับโครงสร้างใหม่ในกลุ่มบริษัทฟินเทคที่ควบคุมโดยแจ็ค หม่า และ Alibaba Group Holdings ของแจ็ค หม่าก็เพิ่งถูกลงโทษตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาดโดยถุกเรียกค่าปรับเป็นเงิน 2,800 ล้านดอลลาร์

ในฉากหน้า ธนาคารประชาชนจีน (PBOC) ซึ่งเป็นธนาคารกลางของจีนกล่าวว่า e-CNY จะไม่แข่งขันกับ AliPay หรือ WeChat Pay และทำหน้าที่เป็น “แบ็คอัพ” หรือ “ตัวสำรอง” เท่านั้น

แต่ลึกๆ แล้วแล้วธนาคารของรัฐแห่งต่างๆ ที่ทำการตลาดด้วยสกุลเงินดิจิทัลให้กับ PBOC กล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงความตั้งใจของรัฐบาลจีนที่จะบั่นทอนการครอบงำของบริษัทใหญ่ทั้งคู่

“Big data คือความมั่งคั่ง ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของข้อมูลก็จะรุ่งเรือง” เจ้าหน้าที่ธนาคารอีกคนหนึ่งที่ได้รับมอบหมายให้ส่งเสริม e-CNY กล่าว

“WeChat Pay และ Alipay เป็นเจ้าของมหาสมุทรแห่งข้อมูล” เขากล่าวเสริมว่าดังนั้นการเปิดตัว e-CNY จึงช่วยอำนวยความสะดวกในการรณรงค์ต่อต้านการผูกขาดของจีนและช่วยให้รัฐบาลควบคุมข้อมูลขนาดใหญ่ได้

PBOC และ Tencent ปฏิเสธที่จะตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นจากสำนักข่าวรอยเตอร์

Ant ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง Alipay และ e-CNY ในขณะที่ MYbank ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Ant ได้กล่าวว่าเป็น “หนึ่งในภาคีที่มีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนา” ของ e-CNY และ “จะดำเนินการทดลองใช้อย่างต่อเนื่องตามข้อตกลงโดยรวมของธนาคารประชาชนจีน (PBOC)”

เงินสดดิจิทัลe-CNY เป็นส่วนหนึ่งของธนบัตรและเหรียญทางกายภาพของจีนหรือสกุลเงินหมุนเวียน (M0) และเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วในโครงการนำร่องขนาดเล็กในสี่เมือง

ภายใต้ระบบการจำหน่ายแบบสองชั้น PBOC จะออกสกุลเงินดิจิทัลให้กับธนาคารซึ่งจะส่งเงินไปยังบุคคลและบริษัท ต่างๆ

ธนาคารทั้ง 6 แห่งในโครงการนำร่อง e-CNY ประกอบด้วยผู้ให้กู้รายใหญ่ที่สุดของจีน เช่น ธนาคารอุตสาหกรรมและพาณิชย์แห่งประเทศจีน (Commercial Bank of China), ธนาคารเกษตรแห่งประเทศจีน (Agricultural Bank of China), ธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China), และธนาคารเพื่อการก่อสร้างแห่งประเทศจีน (China Construction Bank)

“ความสะดวกในการใช้งานของ e-CNY นั้นน่าจะเทียบได้กับ Alipay และ WeChat Pay ในขณะที่ฟังก์ชั่นการรักษาความปลอดภัยมีแนวโน้มที่สูงกว่าและมีความซับซ้อนเช่นเดียวกับ Bitcoin” HSBC เขียนในรายงานล่าสุดพร้อมเสริมว่าคาดว่าสกุลเงินดิจิทัลจะ “แพร่หลาย” ในประเทศจีน

หนึ่งในแรงจูงใจที่น่าจะอ้างถึงโดย HSBC ที่อยู่เบื้องหลังการผลักหยวนดิจิทัลดันคือความปรารถนาของธนาคารกลางในการควบคุมช่องทางการชำระเงินและข้อมูลการบริโภคจาก Alipay และ WeChat Pay

สิ่งที่ขาดไปอย่างชัดเจนกระเป๋าเงินดิจิทัลซึ่งยังอยู่ระหว่างการทดสอบขั้นเบต้า สามารถใช้ร่วมกับแอปยอดนิยมได้หลายสิบแอปเช่น Meituan, JD.com, Didi และ Bilibili แต่ไม่สามารถเชื่อมโยงกับ WeChat หรือ Alipay ได้อย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าไม่มีธนาคารใดที่เข้าร่วมสามารถโอน e-CNY ระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนกับแพลตฟอร์มการชำระเงินที่จัดตั้งขึ้นทั้งสองได้

“PBOC ไม่ต้องการเห็นเงินถูกส่งผ่านระบบการชำระเงินของบุคคลที่สาม” นายธนาคารคนหนึ่งกล่าวโดยอ้างถึงความจำเป็นในการ “แยกข้อมูล” Wilson Chow หัวหน้าทีม Global TMT Leader ของบริษัท PwC China กล่าวว่า e-CNY จะสร้างกระบวนการดิจิทัลให้เกิดกับ “หลักไมล์สุดท้าย” ของการบริโภค คือการทำให้ธนาคารและร้านค้าสามารถเก็บข้อมูลและรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการใช้จ่ายได้

ขณะนี้ข้อมูลดังกล่าวถูกครอบงำโดย Alipay และ WeChat Pay ซึ่งควบคุมตลาดการชำระเงินออนไลน์ของจีนรวมกั น 94%

แต่การยอมรับ e-CNY จำนวนมากจะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

Chow คาดการณ์ว่า e-CNY จะมีสัดส่วนประมาณ 10% ของตลาดการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ของจีนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโดยร่วมกับ Alipay และ WeChat Pay

เพื่อดึงดูดผู้ใช้ ธนาคารต่างๆ กล่าวว่า PBOC มีแนวโน้มที่จะมอบ “อั่งเปา” เป็นเงินสดดิจิทัลฟรีหรือส่วนลดให้กับชาวเซี่ยงไฮ้ในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งที่กำลังจะมาถึงซึ่งเป็นงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากโควิด-19

หลี่ปั๋ว รองผู้ว่าการ PBOCกล่าวในฟอรัมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการยอมรับ e-CNY ในประเทศจะมาก่อนการผลักดันให้ e-CNY เป็นการชำระเงินข้ามพรมแดน ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าจะหนุนสถานะโลกของเงินหยวนในขณะที่จีนพยายามทำลายการครอบงำของระบบการชำระเงินดอลลาร์ในที่สุด

“ลำดับความสำคัญของการทำให้เงินหยวนเป็นดิจิทัลในปัจจุบัน คือการส่งเสริมการใช้ภายในประเทศ” หลี่กล่าว

AFP PHOTO / STR / China OUT

เร่งตามล่าหนุ่มนิวยอร์กกระทืบชาวเอเชียจนโคม่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651289

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 12:41 น.เร่งตามล่าหนุ่มนิวยอร์กกระทืบชาวเอเชียจนโคม่าอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังพลเมืองเชื้อสายเอเชียในสหรัฐยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและอุกอาจขึ้นเรื่อยๆ

กรมตำรวจรัฐนิวยอร์กระบุว่าชายอเมริกันเชื้อสายเอเชียอายุราว 61 ปี คนหนึ่งถูกทำร้ายร่างกายย่านอีสต์ฮาร์เล็มในนิวยอร์ก เมื่อช่วงคืนวันที่ 23 เม.ย. ตามเวลาท้องถิ่น

โดยภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่าในระหว่างที่เขากำลังก้มเก็บกระป๋อง เขาถูกทำร้ายจากทางด้านหลังจนล้มลงไปกองกับพื้นก่อนที่จะถูกกระทืบซ้ำๆ บริเวณศีรษะและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการโคม่า

If you have any info regarding Friday night’s horrific attack, at E. 125 and 3rd Ave, you are urged to call or DM @NYPDTips 1-800-577-TIPS. pic.twitter.com/wNrCAuEdeu— NYPD Hate Crimes (@NYPDHateCrimes) April 24, 2021

แม้ว่ากรมตำรวจจะไม่ได้เปิดเผยชื่อของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายนี้แต่สำนักข่าวหลายแห่งระบุว่าเขาคือ Yao Pan Ma อดีตพนักงานร้านอาหารเชื้อสายจีนที่กำลังตกงานเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

โดย Baozhen Chen วัย 57 ปีผู้เป็นภรรยาได้ให้สัมภาษณ์ต่อสำนักข่าว New York Post โดยขอร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งตามหาผู้ก่อเหตุให้เร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามหน่วยงานด้านอาชญากรรมจากความเกลียดชังของกรมตำรวจกำลังเร่งสืบสวนอาชญากรรมดังกล่าว ท่ามกลางอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังพลเมืองเชื้อสายเอเชียที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าหนักใจทั้งในนิวยอร์กและทั่วสหรัฐ

??New images from assault on Fri. April 23rd, approx. 8:20 PM, 3rd Ave & E. 125 St., when a male Asian, 61, was struck from behind causing him to fall to the ground; he was then kicked multiple times in the head Know him? Call 1-800-577-TIPS pic.twitter.com/GUm22S80B5— NYPD Hate Crimes (@NYPDHateCrimes) April 26, 2021

ขณะที่ Andrew Cuomo ผู้ว่าการรัฐกล่าวว่าได้กำชับให้หน่วยงานด้านอาชญากรรมจากความเกลียดชังเร่งสืบสวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้น พร้อมระบุว่าตนรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งที่ทราบว่ามีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกครั้งต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย และจะไม่เพิกเฉยต่อการแสดงความเกลียดชังที่เกิดขึ้นในนิวยอร์ก

ด้าน Bill de Blasio นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กได้กล่าวถึงการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ว่าเป็นการโจมตีที่อุกอาจ พร้อมเตือนพลเมืองสหรัฐว่าอย่าคิดทำผิดเพราะเจ้าหน้าที่จะตามล่าหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

มาร์ก คิวบันอีกหนึ่งป๋าดันคริปโต ชี้ Bitcoin ยังแรงได้อีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651287

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 12:09 น.มาร์ก คิวบันอีกหนึ่งป๋าดันคริปโต ชี้ Bitcoin  ยังแรงได้อีก นอกจากเอลอน มัสก์แล้วยังมีเขาคนนี้อีกหนึงคนที่เชียร์ Bitcoin มาโดยตลอดและตอนนี้เขากำลังพูดถึงมันอีกครั้ง

มาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) มหาเศรษฐีชาวอเมริกันเป็นเจ้าของสื่อ เจ้าของทีมกีฬา และนักลงทุนผู้มีทรัพย์สิน 4,300 ล้านดอลลาร์ตามข้อมูลของ Forbes และเขายังเป็น “ป๋าดัน” ตัวยงของบิตคตอยน์ (Bitcoin) แต่ละครั้งที่เขาออกมาพูดเกี่ยวกับมันจะทำให้ตลาดตื่นตัวเหมือนกับที่เอลอน มัสก์มักเอ่ยถึงมันอยู่บ่ยๆ จนตลาดต้องฟังเหมือนกัน

คิวบันให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า “ไม่น่าแปลกใจเลยที่จำนวนคนที่เป็นเจ้าของ [bitcoin] อาจมากกว่าสองเท่า นั่นไม่ได้หมายความว่าราคาจะไม่เพิ่มความผันผวนและ/หรือราคาลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่โอกาสที่มันจะไปได้สูงกว่านั้นมีอยู่อย่างแน่นอนและผมคิดว่าในระยะยาวมันเป็นกรณีที่มีโอกาสมากขึ้น”

คิวบันยังบอกด้วยว่า “ราคาของ [Bitcoin] สร้างขึ้นจากอุปสงค์และอุปทาน…เรารู้ว่าอุปทานคืออะไร ไม่มีเหตุผลที่ความต้องการจะไม่เพิ่มขึ้น”

ทั้งนี้ อุปทาน (supply) หรือปริมาณของ Bitcoin มีอยู่จำกัดเพียง 21,000,000 เหรียญและตอนนี้หมุนเวียนในตลาดแล้ว 18,660,000 เหรียญ (จากตัวเลขวันที่ 20 มีนาคม 2021) ดังนั้นปริมาณของมันจึงน้อยลงเรื่อยๆ แต่ความต้องการหรืออุปสงค์ (demand) จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

ในวันนี้ (26 เมษายน 2021) มูลค่าของ Bitcoin กลับมากระเตื้องอีกครั้งหลังจกถดถอยมานานถึง 5 วันเนื่องจากนักลงทุนถึงจังหวะช้อนซื้อหลังถึงระดับต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์

สกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดลดลงต่ำสุดที่ 47,079 ดอลลาร์ในการซื้อขายช่วงต้นของเอเชียก่อนที่จะรีบาวด์กลับมาเพิ่มขึ้นมากถึง 9.6% เป็น 52,747 ดอลลาร์และซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 52,500 ดอลลาร์ ณ เวลา 12.00 น. ในฮ่องกง

AFP PHOTO/Stan HONDA

หายนะโควิดอาจฉุดเศรษฐกิจอินเดียถอยหลังไป 20 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651278

วันที่ 26 เม.ย. 2564 เวลา 10:52 น.หายนะโควิดอาจฉุดเศรษฐกิจอินเดียถอยหลังไป 20 ปีนักวิเคาะห์ชาวจีนคาดการณ์เศรษฐกิจอินเดียอาจถอยหลังไปถึง 20 ปีด้วยพิษโควิด ขณะที่ผู้ป่วยอาจแตะ 5 แสนรายในอีกไม่ช้า

Hu Zhiyong นักเคราะห์ชาวจีนซึ่งติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในอินเดียอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ปีที่แล้วกล่าวกับ Global Times โดยคาดการณ์ว่าภายใน 2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ผู้ป่วยรายใหม่ในอินเดียอาจพุ่งขึ้นเป็น 5 แสนรายต่อวัน และอาจส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศถอยหลังกลับไปมีขนาดเท่าเมื่อ 20 ปีก่อน

ขณะที่อินเดียกำลังประสบวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอก 2 โดยมีผู้ป่วยรายวัยเพิ่มขึ้นมากที่สุดในโลก ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายวันพุุ่งทะลุ 3 แสนรายติดต่อกันมาเกือบ 1 สัปดาห์แล้ว

ยิ่งไปกว่านั้นโรงพยาบาลในอินเดียกำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนออกซิเจน เตียงรองรับผู้ป่วย ตลอดจนยาและเวชภัณฑ์อื่นๆ สำหรับรักษาผู้ป่วย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งต้องหยุดรับผู้ป่วยรายใหม่เนื่องจากไม่มีออกซิเจนเหลือแล้ว พร้อมเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ

โดยนักวิเคราะห์ชาวจีนมองว่าอินเดียอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนกว่าที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดระลอกนี้ได้ พร้อมชี้ว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แท้จริงต้องมากกว่าที่รายงานเนื่องจากยังมีคนไร้บ้านอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้รับการตรวจหาเชื้อ

สถานการณ์นี้จะส่งผลระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจในประเทศ และอาจทำให้กลับมามีขนาดเท่าเมื่อ 20 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของเอเชียใต้

ขณะที่รัฐบาลจีนเองได้ส่งสัญญาณที่เป็นมิตรไปยังอินเดียโดยระบุว่าจีนพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลือตามความต้องการของอินเดีย

รวมถึงเริ่มมีการบริจาคออกซิเจนไปยังอินเดีย โดย Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีนประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่าจะบริจาค INR 3 Crores เพื่อจัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนมากกว่า 1,000 เครื่องให้กับโรงพยาบาลทั่วอินเดีย นอกจากนี้แหล่งข่าวระบุว่าบริษัทโลจิสติกส์ของจีนมีแผนจะบริจาคหน้ากาก KN95 จำนวน 300,000 ชิ้นให้กับอินเดีย บริษัทรถจักรยานยนต์ของจีนได้บริจาคหน้ากากอนามัยกว่า 200,000 ชิ้นให้กับโรงพยาบาลในเดลี และบริษัทจีนในอุตสาหกรรมสิ่งทอได้ซื้อเครื่องช่วยหายใจในประเทศจีนและกำลังส่งไปยังโรงพยาบาลในอินเดีย

Photo by Narinder NANU / AFP

พบเรือดำน้ำอินโดนีเซียแล้ว ลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651248

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 18:24 น.พบเรือดำน้ำอินโดนีเซียแล้ว ลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมดทางการอินโดนีเซียระบุว่าพบเรือดำน้ำสูญหายแล้ว ลูกเรือ 53 นายเสียชีวิต

เรือดำน้ำของกองทัพเรืออินโดนีเซียที่หายไปถูกค้นพบแล้วในสภาพแตกออกและจมลงสู่พื้นทะเลในน่านน้ำนอกเกาะบาหลี กองทัพกล่าวเมื่อวันอาทิตย์เพร้อมยืนยันว่าลูกเรือทั้งหมด 53 นายเสียชีวิต

“มีชิ้นส่วนของ KRI Nanggala 402 – แตกออกเป็นสามชิ้น” ยูโด มาร์โกโน (Yudo Margono) เสนาธิการกองทัพเรือกล่าว

ขณะเดียวกันนายฮาดีทา จาห์ยันโต (Hadi Tjahjanto) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของอินโดนีเซียกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เจ้าหน้าที่บนเรือทั้งหมด 53 นายเสียชีวิตแล้ว” 

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าพวกเขาได้รับสัญญาณจากตำแหน่งที่ลึกกว่า 800 เมตร ในเช้าวันอาทิตย์และพวกเขาได้ใช้ยานกู้ภัยใต้น้ำที่จัดหาโดยสิงคโปร์เพื่อทำการยืนยันด้วยภาพ

จาห์ยันโตกล่าวว่ามีการค้นพบชิ้นส่วนเพิ่มเติมจากเรือในเวลาต่อมาซึ่งรวมถึงสมอเรือและชุดนิรภัยที่ลูกเรือสวมใส่

ทั้งนี้ กองทัพอินโดนีเซียระบุว่าเรือดำน้ำ KRI Nanggala 402 พร้อมลูกเรือ 53 นายบนเรือขาดการติดต่อกับเรือรบที่ปฏิบัติการร่วมระหว่างการซ้อมรบทางเรือนอกชายฝั่งบาหลีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2021

ภาพประกอบข่าว – ภาพเอกสารแจกที่ไม่ระบุวันที่จากกองทัพอินโดนีเซียซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2021 แสดงให้เห็นเรือดำน้ำชั้น Cakra ของอินโดนีเซีย KRI Nanggala ที่กำลังออกจากฐานทัพเรือในสุราบายา

Photo by Handout / INDONESIA MILITARY / AFP