ก่อนจะสายเกินไป สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำคือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651228

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 14:50 น.ก่อนจะสายเกินไป สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำคือ? สถานการณ์ที่ไทยกำลังเจออยู่นี้ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายก็ได้ แต่ก็ถือเป็นความประมาทของรัฐบาลและประชาชนได้เหมือกัน นี่คือสิ่งที่รัฐบาลและคนไทยต้องทำและต้องคิด ไม่ใช่แค่รับมือกับวิกฤตตอนนี้ แต่เพื่ออนาคตของประเทศด้วย

ตอนนี้มีเสียงวิจารณ์ ตำหนิ ด่าทอรัฐบาลดังกึกก้องไปทั่ว อย่างน้อยๆ ก็ในโลกโซเชียลมีเดีย เสียงเหล่านั้นเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกก็มี หรือเรียกร้องให้ล็อคดาวน์ก็มี แต่เมื่อผู้เขียนลองตรวจดูคร่าวๆ แล้วรัฐบาลเจอก้อนหินทั้งจากฝ่ายเชียร์และไม่เชียร์รัฐบาลไม่ว่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม

เอาเรื่องแรกก่อน คือปัญหาของการล็อคดาวน์หรือไม่ล็อคดาวน์ดี?

รัฐบาลอาจคิดถูกที่ไม่ทำการล็อคดาวน์แบบสมบูรณ์แบบ เพราะมันจะทำให้คนนับล้านคนไม่มีงาน ไม่มีกิน และไม่มีอนาคตเหลืออีกต่อไป

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า การล็อคดาวน์ในโลกเรามี 2 รูปแบบ คือ 1. ล็อคดาวน์เต็มรูปแบบโดยไม่ให้มีความเคลื่อนไหวใดๆ ที่เกินความจำเป็น 2. ล็อคดาวน์แบบครึ่งหนึ่งเพื่อประคองเศรษฐกิจไม่ให้พินาศ

การล็อคดาวน์แบบเต็มที่มักจะได้ผลในประเทศที่มีระเบียบเข้มงวดสุดๆ แบบจีน ประเทศที่ทำการล็อคเต็มที่แต่เชื่องช้าและไม่เด้ดขาด มักจะล้มเหลว ในกรณีของสหราชอาณาจักรมีการล็อคดาวน์เมื่อปีที่แล้วปรากฎว่าแทนที่จะประกาศเลย รัฐบาลดันประกาศล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ ทำให้ประชาชนแห่กันไป “เสพสุข” ตามผับตามบาร์เพื่อทิ้งทวน สถานที่ที่เสี่ยงกับการแพร่เชื่ออย่างที่สนุกของคนกลางคืนแบบนี้ควรจะปิดไปก่อนเลยจะดีกว่าในช่วงชี้เป็นชี้ตาย

ส่วนการล็อคดาวน์แบบกึ่งๆ มักจะไม่ได้ผลเต็มที่ มันช่วยสยบการระบาดได้ระยะหนึ่งก่อนที่จะเกิดเวฟต่อๆ ไป การล็อคแบบนี้ทำขึ้นเพื่อประคองเศรษฐกิจเอาไว้แต่ต้องมีเป้าหมายเรื่องการฉีดวัคซีนที่ชัดเจน ในกรณีของประเทศไทยเราพยายามประคองเศรษฐกิจเอาไว้และมันได้ผลเมื่อปีที่แล้ว จนกระทั่งเราเจอกับเชื้อกลายพันธุ์เข้า

รัฐบาลเลือกที่จะรักษาเศรษฐกิจไว้เหมือนเดิมซึ่งบางคนบอกว่าเป็นการเอื้อนายทุน แต่ผู้เขียนคิดว่ามันย่อมเอื้อแน่นอน แต่นายทุนคือฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจ นายทุนย่อมเป็นผู้จ้างงานและกระจายการลงทุน การประคองเศรษฐกิจพร้อมๆ กับล็อคดาวน์ครึ่งเดียว ช่วยให้คนนับล้านไม่ต้องตกงานหรือยังขายของต่อไปได้

การล็อคดาวน์โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบเศรษฐกิจนั้นมีผลร้ายแรงพอๆ กับการไม่ล็อคดาวน์ แม้ว่าการล็อคดาวน์เต็มที่จะหยุดการกระจายของโรคได้ แต่มันจะทำให้คนตกงานไม่มีอันจะกิน ในที่สุดมันจะทำให้คนอับจนหนทางจนต้องฆ่าตัวตาย

อย่าลืมว่าประเทศไทยมีอัตราฆ่าตัวตายสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนและสูงที่สุดอันดับที่ 32 ของโลก เฉพาะ 6 เดือนแรกของปีที่แล้วอัตราฆ่าตัวตายพุ่งขึ้นมาถึง 22% ปีนี้จะอีกเท่าไรก็ไม่รู้?

รัฐบาลไทยจึงต้องใคร่ครวญให้ดีก่อนที่จะใช้มาตรการอะไรออกไป แต่จะต้องรีบใคร่ครวญสักหน่อย เพราะประชาชนบ่นว่าเชื่องช้าไม่ได้ดั่งใจซึ่งรัฐบาลมีอาการแบบนั้นจริงๆ 

ถ้าไม่ล็อคดาวน์ รัฐบาลจะต้องใช้ไม้โหดกับผู้ละเมิดกฎระเบียบทุกข้อที่มีไว้ป้องกันการระบาด ไม่ว่าจะเป็นพวกเล่นการพนัน ซ่องสุมกินเหล้า หรือจับกลุ่มทำอะไรต่อมิอะไรในช่วงนี้ ให้ใช้ระวางโทษสูงสุดไปเลย และประกาศการลงโทษให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้เพื่อมิให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง

รัฐบาลไม่ต้องกลัวว่าจะถูกด่าว่าอำนาจนิยมหรือเป็นเผด็จการ เพราะประชาชนส่วนหนึ่งเขาคิดว่าชอบธรรมแล้วที่จะด่าเนื่องจากรัฐบาลมีจุดเริ่มต้นมาจากการทำรัฐประหาร หน้าที่ของรัฐบาลตอนนี้ไม่ใช่มาเกรงใจเรื่องการเมือง แต่ต้องตั้งใจแก้วิกฤตโรคระบาด ยิ่งถ้าใช้กฎหมายอย่างชอบธรรมเพื่อรักษาชีวิตคนแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าประวัติศาสตร์จะจารึกว่าเป็นรัฐบาลบ้าอำนาจ

เพราะปัญหาของประเทศไทยทั้งก่อนระบาดใหญ่และระหว่างระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นจาก “บางคน” ที่ไร้ระเบียบวินัย ไร้จิตสำนึก ทำให้คนนับพันนับหมื่นซวยไปด้วย ต้องมีคนตายมากมายเพราะโควิดอย่างไม่เคยมีมาก่อน

สร้างความคับแค้นใจให้ประชาชนอย่างไม่รู้จะบรรยายออกมาเป็นตัวหนังสืออย่างไร!

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนใกล้ชิด” ของรัฐบาล จะมามัวโอบอุ้มเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองไม่ได้

เพราะหากปล่อยเอาไว้พล.อ. ประยุทธ์อาจจะรักษารัฐบาลพรรคร่วมเอาไว้ได้ แต่คลื่นความไม่พอใจของประชาชนจะเป็นตัวโค่นรัฐบาลประยุทธ์เสียเอง

นับตั้งแต่ “เวฟที่สอง” แล้วที่รัฐบาลถูกมองว่าเป็นรัฐบาลเล่นพรรคเล่นพวก ปล่อยให้ผลประโยชน์ใต้ดินทำให้เกิดการระบาดไปทั่ว ปัญหาครั้งนั้นยังไม่ทันสะสางก็ดันมามีเวฟที่สามขึ้นอีก แม้จะไม่ใช่เพราะวงศ์วานอำนาจ/ผลประโยชน์ของรัฐบาลที่ทำให้เกิดเรื่องพวกนี้ แต่คนก็ยังมองว่า “กรณีไนท์คลับทองหล่อ” นั้นเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล

นอกจากกรณีที่เป็นต้นธารการระบาดแล้ว ยังมีเหตุมาจากบางคนไร้สำนึกไร้วินัย ปิดบังไทม์ไลน์ทำให้แพทย์ต้องถูกกักตัว เสียบุคคลากรที่ต้องสู้รบกับไวรัสเข้าไปอีก บางกรณีตรวจเชื้อแล้วยังไปเถลไถลสังสรรต่อ ทำให้ตำรวจที่ไปจับกุมต้องกักตัวไปอีก 

พวกไม่มีวินัยแบบนี้ทำให้คนร่วมชาติต้องเจ็บป่วยล้มตาย จะละมุนละม่อมด้วยไม่ได้เด็ดขาด 

รัฐบาลจะต้องมองจีนเป็นตัวอย่างในการลงโทษผู้ละเมิดกฎ ในเวลาไล่เลี่ยกับที่เรากำลังกังเวลเรื่องผู้อพยพเมียนมาจะพาไวรัสเข้ามาด้วย จีนซึ่งเจอปัญหาเดียวกับเราและเจอการระบาดที่เมืองชายแดนด้วยซ้ำ สั่งล็อคเมืองรุ่ยลี่ในทันทีและลงดาบปลดพ่อเมืองรุ่ยลี่แบบไม่ต้องโยกเข้ากรุให้เสียเวลา

การลงโทษผู้ละเมิดกฎระเบียบย่อมต้องทำอยู่แล้วและทำกันในทุกประเทศ แต่การใช้ไม้แข็งไม่ได้ผลเพราะการลงโทษทำเป็นกรณีๆ ๆไป จะต้องประชาสัมพันธ์ให้คนทั้งประเทศได้รับรู้แบบ “เชือดไก่ให้ลิงดู” หลายๆ กรณี จะทำเป็นใจดีมีเมตตาไม่ได้ เพราะสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรใช้ “พระคุณ” แต่ต้องใช้ “พระเดช”

อย่างอินเดียนั้นช่วงล็อคดาวน์ครั้งแรกเจ้าหน้าที่ใช้พระเดชอย่างหนักมือ เป็นข่าวทั่วโลกว่าตำรวจใช้ไม้หวดประชาชนที่ละเมิดกฎล็อคดาวน์กันเลยทีเดียว หลังจากนั้นดูเหมือนว่าอินเดียจะเอาอยู่ จนกระทั่งรัฐบาลอยากจะใช้ “พระคุณ” กับประชาชนด้วยการปล่อยให้ฉลองเทศกาลและทำพิธีทางศาสนา และรัฐบาลยังใช้พระคุณกับตัวเองเพื่อฉวยโอกาสหาเสียงเลือกตั้งในช่วงเวลาที่โรคกำลังระบาดขึ้นมาอีก

ผลก็อย่างที่เราเห็น อินเดียกลายเป็นนรกบนดินไปเรียบร้อยแล้ว

อีกอย่างก็คือคนเริ่มกลัวอดตายมากกว่ากลัวติดโรคตาย ดังนั้น รัฐบาลจะต้องทำให้ประชาชน “กลัวตาย” ให้ได้ เพราะการไม่กลัวตายคนเดียวอาจทำให้คนอีกนับร้อยนับพันติดโรคตายไปด้วย

ทำไมประชาชนไม่กลัวโควิด-19 มากพอ? เพราะพวกเขาถูกห้อมล้อมด้วยข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือน ซึ่งนั่นยังไม่ร้ายเท่ากับความพยายามของคนบางกลุ่มที่ดิสเครดิตทีมแพทย์ ด่าว่าบุคคลากรสาธารณสุขอย่างไร้เหตุผล

ไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการไม่เชื่อผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือการทำให้ทีมแพทย์เสียความชอบธรรมไปโดยผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการแพทย์ด้วยซ้ำ

รัฐบาลจะต้องทำแบบสิงคโปร์และจีนในการลงโทษพวกปล่อยข่าวปลอมอย่างเด็ดขาด สิงคโปร์นั้นจริงจังกับกฎหมายปราบปรามข่าวปลอมอย่างมากแม้จะถูกชาติตะวันตกโจมตีว่าริดรอนสิทธิมนุษยชน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ K. Shanmugam กล่าวกับ Reuters ว่าจะต้องใช้กฎหมายเล่นงานโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม เพราะมักจะปล่อยให้ข่าวปลอมระบาดโดยเห็นแก่ผลกำไรมากว่าหลักการความถูกต้อง

รัฐบาลจะต้องจริงจังกับการกำจัดข่าวลือเรื่องโรคระบาดแบบใช้กำปั้นเหล็กเข้าขยี้แบบเดียวที่จีนเคยทำ ต้องทำให้บริษัทโซเชียลมีเดียต่างชาติยำเกรงกฎหมายของไทยให้ได้ก่อนที่สังคมจะอลหม่านไปกว่านี้ แต่รัฐบาลจะต้องไม่ทำแบบจีนด้วยการปิดปากผู้วิจารณ์ในทางสร้างสรรค์ซึ่งถูกดำเนินคดีไปแล้วบางคน และบางคนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับการปิดปากเรื่องข่าวจริงเรื่องการระบาดไปอย่างนายแพทย์หลี่เหวินเลี่ยง

และรัฐบาลควรดูตัวอย่างอินเดียที่ขอความร่วมมือกับ Twitter ในการลบทวีตที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องไม่ทำแบบนั้น รัฐบาลจะต้องฟังเสียงวิจารณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลและไม่แทรกแซงโซเชียลมีเดีย “ยกเว้น” ว่ามันกำลังเป็นเป็นที่ปล่อยข่าวปลอมและการวิจารณ์ที่มั่วซั่ว รัฐจึงควรจะแทรกแซง

รัฐบาลจะต้องเรียนรู้จากรัฐบาลพรรค BJP ของอินเดียที่ใช้แพลตฟอร์มตรวจจับข่าวปลอมจริงจัง แต่จะต้องไม่เลียนแบบพวกเขาที่จริงจับกับข่าวปลอมทางการเมือง แทนที่จะเน้นตรวจข่าวปลอมเรื่องโควิด-19 ในช่วงวิกฤตแท้ๆ เพียงเพราะพวกเขาต้องการชนะการเลือกตั้งในช่วงที่เกิดการระบาดที่หนักที่สุดในโลกพอดี

ไม่น่าเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะปล่อยให้ข่าวปลอมระบาดแบบนี้ได้อย่างไร การทำแบบนี้หากเป็นการทำสงคราม “เหมือนกองทัพช่วยกันขุดสนามเพลาะรับมือข้าศึก แต่แล้วประชาชนในประเทศดันกลบสนามเพลาะเสียเอง” ทำให้แนวรบมีช่องโหว่ที่อันตราย

เรื่องนี้เกิดจากการไม่รู้จักแยกแยะของประชาชนบางกลุ่มที่เกลียดชังรัฐบาล เลยพาลเกลียดมันหมดทุกอย่าง ทั้งทีมแพทย์ไปจนถึงบ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง คนพวกนี้จะใช้โซเชียลมีเดียในการบ่อนทำลายความพยายามสกัดโรคด้วยข้อมูลที่บิดเบือนและมุ่งทำลายเพียงอย่างเดียว

แน่นอนว่าการวิจารณ์ย่อมทำได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสัตย์จริงและความจริงใจ เมื่อใดก็ตามที่การวิจารณ์อิงกับความเท็จ เมื่อนั้นกฎหมายควรทำงาน และควรทำอย่างเด็ดขาดด้วยเพราะนี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ

ย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้ห้ามด่ารัฐบาล และควรวิจารณ์รัฐบาลอย่างหนักด้วยซ้ำ แต่ระหว่างการด่ากับการวิจารณ์อย่างมีเหตุมีผล เชื่อว่ารัฐบาลคงจะฟังอย่างหลังมากกว่า การด่าจึงเปล่าประโยชน์ไป

ในส่วนตัวนายกรัฐมนตรีต้องยอมรับว่ามีปัญหาด้านการสื่อสาร สุนทรพจน์ต่อประชาชนของนายกรัฐมนตรีหลายครั้งไม่สามารถทำให้ประชาชนพอใจได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการพูดที่เร็วจี๋จนจับใจความไม่ได้ และเนื้อความก็ซ้ำซากกับข้อมูลที่ประชาชนรู้อยู่แล้ว

หากนายกรัฐมนตรีไม่สามารถพูดให้ประชาชนอุ่นใจได้ ไม่พูดเลยจะดีเสียกว่า หรือควรพูดแต่น้อยๆ ได้ใจความ และลงมือทำให้ให้คนเห็นมากกว่า หรือ “ควรจ้างนักร่างสุนทรพจน์มืออาชีพได้แล้ว” เพราะเกิดหายนะด้านประชาสัมพันธ์ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว

หากนายกรัฐมนตรี “คันปาก” อยากจะพูด จะต้องเรียนรู้จากผู้นำมืออาชีพที่รู้จักกล่าวสุนทรพจน์ให้ประชาชนเกิดความหวังไม่ใช่ทำให้เกิดความโกรธเคือง ให้ลองดูสุนทรพจน์ของผู้นำเยอรมนี อังเกลา แมร์เกิล ที่ได้รับเสียงชื่นชมไปทั่วโลกว่าปลุกเร้าให้เกิดแรงใจฮึดสู้ ทั้งๆ ที่ประเทศเยอรมนีในช่วงนั้นพบกับการระบาดที่หนักกว่าไทย แต่ประชาชนไม่ได้แค้นเคืองแมร์เกิลแต่อย่างใด เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาวางใจในตัวผู้นำได้

การมีผู้นำที่สื่อสารอย่างไม่มีประสิทธิภาพก็เลวร้ายพอๆ กับการมีประชาชนที่เสพติดการแพร่ข้อมูลผิดๆ นั่นเอง

หลังจากวิกฤตนี้ผ่านพ้นไป ผู้เขียนคิดว่าคนไทยต้องการให้ประเทศไทย (ซึ่งหมายถึงทั้งประชาชนไทยและรัฐบาลไม่เฉพาะรัฐบาลประยุทธ์) ลงมือทำคือ

1. ระบบการสั่งการจะต้องมีความเด็ดขาดกว่านี้ การจะให้การสั่งงานที่ลื่นไหลจะต้องอาศัยรัฐบาลเสียงข้างมากหรือผู้นำที่เด็ดขาด ซึ่งตอนนี้ไม่มีทั้งสองอย่าง ในอนาคตคนไทยจะต้องตรึกตรองเรื่องนี้ให้ดี

2. ควบคุมข่าวปลอมให้มีประสิทธิภาพกว่านี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดูจะทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม อย่าว่าแต่ข่าวปลอมเลย ข่าวจริงก็ไม่แพร่หลายเท่าที่ควร หากจะกำจัดน้ำเสียน้ำดีต้องมีมากกว่า ผู้รับผิดชอบควรตระหนักเอาไว้

3. กิจการด้านสาธารณสุขต้องการงบประมาณและแรงจูงใจด้านการเงินมากกว่านี้ ผู้เขียนคิดว่าคนไทยต้องการให้ทีมสาธารณสุขที่กรำศึกครั้งนี้ได้รับการ “ปูนบำเหน็จ” ถ้วนหน้า และควรโยกงบประมาณจากกระทรวงที่ KPI ต่ำมาให้

6. ประเทศไทยต้องหันมาเป็นมหาอำนาจทางการแพทย์ เราเห็นแล้วว่าเมื่อเราไม่มียา ไม่มีวัคซีน พอเกิดเรื่องฉุกเฉินประเทศอื่นระงับส่งยาหรือดีลวัคซีนไม่ทัน ผลมันเป็นอย่างไร? 

5. การบังคับใช้กฎหมายจะต้องชัดเจน เด็ดขาด มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ว่ามีการลงโทษผู้ล่วงละเมิดแล้ว หาไม่ประชาชนจะสิ้นหวังกับระบบยุติธรรมและไม่เชื่อว่ามันจะมีน้ำยา ทำให้ละเมิดไปเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็นตอนนี้  

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Varuth Hirunyatheb/Bangkok Post

ทาสรักข้ามสหัสวรรษ? ชาวเน็ตจีนตื่นเต้นพบ ‘อุ้งเท้าเหมียวทองคำ’ อายุ 2,700 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651198

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 14:20 น.ทาสรักข้ามสหัสวรรษ? ชาวเน็ตจีนตื่นเต้นพบ ‘อุ้งเท้าเหมียวทองคำ’ อายุ 2,700 ปีสมบัติโบราณหน้าตาน่าเอ็นดุขุดพบจากหลุมศพเป่ยไป๋เอ๋อซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มสุสานราชวงศ์โจว เริ่มมีการขุดค้นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว

ไท่หยวน, 23 เม.ย. (ซินหัว) — เร็วๆ นี้ เครื่องประดับทองคำรูปอุ้งเท้าแมว 4 ชิ้น ที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อกันว่ามีอายุราว 2,700 ปี และถูกนำมาจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในมณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน ได้กลายเป็นที่ฮือฮาในโลกสังคมออนไลน์ของจีน

ชาวเน็ตจีนจำนวนมากตกหลุมรักในความน่ารักของเครื่องประดับชนิดนี้ที่มีรูปลักษณ์เป็นอุ้งเท้าสัตว์และนิ้ว 4 นิ้วขนาดกระจิ๊ดริด หลังจากที่ได้ชมภาพถ่ายและคลิปวิดีโอของมันในอินเทอร์เน็ต

หยางจี๋อวิ๋น นักวิจัยจากสถาบันโบราณคดีแห่งมณฑลซานซีและหัวหน้าโครงการขุดค้นกล่าวว่า เครื่องประดับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องประดับที่คล้ายคลึงกัน 5 ชิ้นที่ถูกขุดพบเมื่อปีที่แล้วจากหลุมฝังศพยุคราชวงศ์โจว (1046-256 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ในสุสานเป่ยไป๋เอ๋อ อำเภอหยวนชวี มณฑลซานซี

เครื่องประดับเหล่านี้ถูกพบบริเวณเอวของเจ้าของหลุมศพเพศชาย ทำให้บรรดานักโบราณคดีคาดเดาว่ามันจะอาจเป็นเครื่องประดับที่เข็มขัดคาดเอวของเขา

ชาวเน็ตบางคนกล่าวว่าเครื่องประดับชนิดนี้เป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นถึง “ความคลั่งไคล้แมวในยุคจีนโบราณ” แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่ยืนยันว่าของประดับจิ๋วเหล่านี้ถูกทำขึ้นโดยมีอุ้งเท้าแมวเป็นต้นแบบ

หยางกล่าวว่าบรรดานักวิจัยกำลังตรวจสอบปริมาณทองคำของเครื่องประดับอยู่ในขณะนี้

อนึ่ง หลุมศพเป่ยไป๋เอ๋อเป็นที่ตั้งของกลุ่มสุสานราชวงศ์โจว ซึ่งเริ่มมีการขุดค้นตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยจนถึงตอนนี้มีการค้นพบโบราณวัตถุมากกว่า 500 ชิ้น อาทิ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องหยก และเครื่องสัมฤทธิ์ จากสุสาน 9 แห่งในพื้นที่ดังกล่าว

อนุเคราะห์เนื้อหาข่าวและภาพโดยสำนักข่าวซินหัว

อินเดียขอให้ Twitter ลบทวีตวิจารณ์รัฐบาลรับมือโควิดแย่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651208

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 11:30 น.อินเดียขอให้ Twitter ลบทวีตวิจารณ์รัฐบาลรับมือโควิดแย่รัฐบาลอินเดียเข้าตาจนถึงขนาดขอให้โซเชียลมีเดียลบข้อความวิจารณ์รัฐที่ทำให้การรัยบมือโควิดล้มเหลวจนทำให้สื่อต่างประเทศระบุว่าอินเดียมีสภาพไม่ต่างจาก “นรกบนดิน”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ารัฐบาลอินเดียขอให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Twitter ลบทวีตหลายสิบรายการรวมถึงข้อความของสมาชิกสภานิติบัญญัติที่วิจารณ์การจัดการการระบาดของโคโรนาไวรัสของอินเดีย ในขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอินเดียทำลายสถิติโลกอีกครั้ง

Twitter ระงับทวีตบางส่วนหลังจากที่รัฐบาลอินเดียร้องขอทางกฎหมาย โฆษกหญิงของบริษัทกล่าวกับรอยเตอร์เมื่อวันเสาร์ และจากเปิดเผยบนฐานข้อมูล Lumen ซึ่งเป็นโครงการของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่ารัฐบาลอินเดียได้ออกคำสั่งฉุกเฉินเพื่อเซ็นเซอร์ Twitter

ในคำขอทางกฎหมายของรัฐบาลลงวันที่ 23 เมษายนและเปิดเผยบน Lumen มีการกล่าวถึงทวีต 21 รายการ ในนั้นมีทวีตจากสมาชิกสภานิติบัญญัติชื่อ เรวนาถ เรดดี (Revnath Reddy), รัฐมนตรีในรัฐเบงกอลตะวันตกชื่อโมลอย ฆาตัก (Moloy Ghatak) และผู้สร้างภาพยนตร์ชื่อ อนิวาศ ทาส (Avinash Das) โดยยกฎหมายที่อ้างถึงในคำร้องของรัฐบาลคือกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ 2000

“เมื่อเราได้รับคำขอทางกฎหมายที่ถูกต้อง เราจะตรวจสอบทั้งภายใต้กฎของ Twitter และกฎหมายท้องถิ่น” โฆษกหญิงของ Twitter กล่าวในแถลงการณ์ทางอีเมล “หากเนื้อหาละเมิดกฎของ Twitter เนื้อหาจะถูกลบออกจากบริการ หากพิจารณาแล้วว่าผิดกฎหมายในเขตอำนาจศาลเฉพาะ แต่ไม่ละเมิดกฎของ Twitter เราอาจระงับการเข้าถึงเนื้อหาในอินเดียเท่านั้น”

โฆษกหญิงยืนยันว่า Twitter ได้แจ้งเจ้าของบัญชีโดยตรงเกี่ยวกับการระงับเนื้อหาของตนและแจ้งให้พวกเขาทราบว่าได้รับคำสั่งทางกฎหมายเกี่ยวกับทวีตของพวกเขา

กรณีนี้ได้รับการรายงานก่อนหน้านี้โดยเว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี TechCrunch ซึ่งกล่าวว่า Twitter ไม่ใช่แพลตฟอร์มเดียวที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของรัฐบาลอินเดีย

โรงพยาบาลที่ผู้ป่วยกำลังล้นหลามในอินเดียขอร้องให้จัดหาออกซิเจนในวันเสาร์เนื่องจากการติดเชื้อโคโรนาของประเทศเพิ่มสูงขึ้นจนทำลายสถิติโลกสำหรับผู้ป่วยติดต่อกันเป็นวันที่สาม

อินเดียตกอยู่ในกำมือของการระบาดระลอกที่สองโดยมีอัตราการเสียชีวิต 1 รายในเวลาไม่ถึง 4 นาทีในเดลีเนื่องจากระบบสาธารณสุขของเมืองหลวงมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะแบกรับไหว

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าจำนวนผู้ป่วยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 346,786 รายรวมทั้งสิ้น 16.6 ล้านราย ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2,624 คนรวมเป็น 189,544 คนตามตัวเลขของวันเสาร์ ทั้งนี้อินดียมีประชากรประมาณ 1,300 ล้านคน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกล่าวว่าอินเดียนิ่งนอนใจเกินไปในช่วงฤดูหนาวตอนที่มีผู้ป่วยรายใหม่เกิดขึ้นประมาณ 10,000 รายต่อวันและดูเหมือนว่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ยกเลิกข้อจำกัด และอนุญาตให้มีการชุมนุมใหญ่อีกครั้งรวมถึงงานเทศกาลใหญ่ๆ เช่น เทศกาลโฮลีและงานชุมนุมทางศาสนา และการชุมนุมทางการเมืองเพื่อการเลือกตั้งท้องถิ่น

Photo by – / AFP

เศรษฐีอินเดียแห่ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเผ่นวิกฤตโควิดหนักที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651197

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 09:27 น.เศรษฐีอินเดียแห่ขึ้นเครื่องบินส่วนตัวเผ่นวิกฤตโควิดหนักที่สุดในโลกสถานการณ์ในอินเดียเลวร้ายถึงขั้นที่ควบคุมไม่อยู่ ในขณะที่ประชาชนคนเดินดินต้องอยู่ตามยถากรรม คนมีเงินก็พยายามเอาตัวรอดด้วยกำลังที่พวกเขามี

ตามรายงานของ London Times สื่อในสหราชอาณาจักรมีเครื่องบินไอพ่นส่วนตัว 8 ลำบรรทุกผู้ร่ำรวยมหาศาลของอินเดียได้ลงจอดที่กรุงลอนดอนก่อนเวลา 4 โมงเช้าของวันที่ 23 เมษายนตามเวลาสหราชอาณาจักร ทันเวลาก่อนที่สหราชอาณาจักรจะประกาศห้ามเดินทางจากอินเดียเข้าประเทศและเพิ่มอินเดียให้อยู่ใน“ บัญชีแดง” ของประเทศที่กำลังระบาดหนัก

เครื่องบินหรูลำสุดท้ายของมหาเศราฐีชาวอินเดียที่มาถึงสหราชอาณาจักรคือเครื่อง VistaJet Bombardier Global 6000 ซึ่งออกจากดูไบเมื่อวันพฤหัสบดีโดยรับผู้โดยสารในมุมไบลงจอดเวลา 03:15 น. เพียง 44 นาทีก่อนที่สหราชาณาจักรจะประกาศมาตรการห้ามเข้าจากอินเดีย

สำนักข่าว AFP รายงานว่า ค่าตั๋วเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้นและความต้องการเครื่องบินไอพ่นส่วนตัวพุ่งสูงขึ้นในวันศุกร์ที่ผ่านมาเนื่องจากชาวอินเดียที่สามารถจ่ายเงินได้พยายามดิ้นรนเพื่อหลบหนีจากกระแสโควิดก่อนที่เที่ยวบินไปสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะปิด

ทั้งนี้ เที่ยวบินทั้งหมดจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไปยังอินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินอากาศที่พลุกพล่านที่สุดในโลก จะถูกระงับตั้งแต่วันอาทิตย์เนื่องจากผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศอินเดียสูงเป็นประวัติการณ์และโรงพยาบาลมีผู้ป่วยล้นหลาม โดยจะไม่มีการเสนอตั๋วตั้งแต่วันอาทิตย์หลังการระงับเที่ยวบินมีผลบังคับใช้ 10 วัน

เว็บไซต์เปรียบเทียบราคาแสดงเที่ยวบินเชิงพาณิชย์เที่ยวเดียวจากมุมไบไปดูไบในวันศุกร์และวันเสาร์ซึ่งมีราคาสูงถึง 80,000 รูปี (ประมาณ 40,000 บาท) ประมาณ 10 เท่าของอัตราปกติ

ส่วนตั๋วสำหรับเส้นทางนิวเดลีไปดูไบมีราคามากกว่า 50,000 รูปี (ประมาณ 25,000 บาท) ซึ่งเป็น 5 เท่าของระดับปกติ

ในส่วนของเครื่องบินไอพ่นส่วนตัว โฆษกของบริษัทเช่าเหมาลำ Air Charter Service India กล่าวกับ AFP ว่าระดับความสนใจของลูกค้านั้น “บ้าระห่ำมาก”

“เรามีเที่ยวบิน 12 เที่ยวบินที่จะไปดูไบในวันพรุ่งนี้ (วันศุกร์)และแต่ละเที่ยวบินเต็มหมดแล้ว” โฆษกของบริษัทดังกล่าว กล่าว

“วันนี้ฉันได้รับคำถามเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับการบินไปดูไบเพียงวัเดียวเกือบ 80 ราย” โฆษกของ Enthrall Aviation ผู้ให้บริการอีกรายกล่าว “เราได้ร้องขอเครื่องบินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ … มีค่าใช้จ่าย 38,000 ดอลลาร์ในการจ้างเครื่องบินเจ็ท 13 ที่นั่งจากมุมไบไปยังดูไบและ 31,000 ดอลลาร์เพื่อจ้างเครื่องบิน 6 ที่นั่ง”

“ผู้คนกำลังรวมตัวเป็นกลุ่มและจัดให้มีการแบ่งปันเครื่องบินไอพ่นของเราเพื่อหาที่นั่ง … เราได้รับคำถามบางประการเกี่ยวกับประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่เป็นความต้องการของดูไบ”

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นประมาณ 300 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ระหว่างสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และอินเดีย

และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นที่อยู่อาศัยของชาวอินเดียราว 3.3 ล้านคนซึ่งคิดเป็นหนึ่งในสามของประชากรซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในดูไบซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดของรัฐเอมิเรตส์ที่ประกอบเป็น

ด้านสหพันธ์

สำนักงานการบินพลเรือนทั่วไปของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กล่าวว่าผู้ที่เดินทางมาจากอินเดียผ่านประเทศอื่นๆ จะต้องอยู่ในจุดหมายปลายทางที่สามนั้นเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วัน

ในส่วนของสหราชอาณาจักร นับตั้งแต่วันศุกร์ ชาวอังกฤษที่เดินทางกลับจากอินเดียจะต้องกักกันเป็นเวลา 10 วันในโรงแรมที่รัฐบาลอนุมัติ ส่วนพลเมืองที่ไม่ใช่ชาวอังกฤษหรือไม่ใช่ชาวไอริชทั้งหมดจะถูกห้ามเข้าประเทศโดยสิ้นเชิงหากพวกเขาอยู่ในอินเดียในช่วง 10 วันก่อนหน้านี้ ในขณะที่บอริส จอห์นสันนายกรัฐมนตรีอังกฤษต้องยกเลิกการเดินทางเยือนอินเดียที่กำหนดไว้ในสัปดาห์หน้าเพื่อเป็น “มาตรการป้องกันเอาไว้ก่อน”

Photo by Gagan NAYAR / AFP

ผู้นำอาเซียนเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651196

วันที่ 25 เม.ย. 2564 เวลา 08:56 น.

ผู้นำอาเซียนเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันทีผู้นำอาเซียนจัดการประชุมวาระพิเศษเกี่ยวกับวิกฤตเมียนมาร์เมื่อวันเสาร์ซึ่งพวกเขาเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงต่อผู้ประท้วงในประเทศเมียนมาโดยทันทีและให้มีการส่งทูตพิเศษเพื่อผลักดันให้มีการเจรจาที่ครอบคลุมที่นั่น

สำนักข่าว Kyodo รายงานว่าการประชุมสุดยอดที่กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของชาวอินโดนีเซีย มีขึ้นระหว่างสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 10 ประเทศ (อาเซียน) รวมถึง พล.อ. อาวุโส มิน อ่อ งหล่าย ผู้นำทหารของเมียนมซึ่งเป็นผู้จุดชนวนให้เกิดวิกฤตต่อเนื่องในเมียนมาหลังรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นท่ามกลางความรู้สึกเร่งด่วนภายในกลุ่มภูมิภาคเนื่องจากมีรายงานว่าผู้ประท้วงต่อต้านรัฐประหารและกลุ่มคนอื่นๆ มากกว่า 730 คนสังหารโดยกองกำลังความมั่นคงของเมียนมานับตั้งแต่กองทัพขับไล่รัฐบาลพลเรือนที่นำโดยอองซานซูจีในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก. พ. .

ในการประชุมผู้นำอาเซียนได้บรรลุ “ฉันทามติ 5 ประการ” ซึ่งรวมถึงความจำเป็นในการยุติความรุนแรงโดยทันที, มห้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากอาเซียน และการส่งทูตพิเศษของอาเซียนไปพบกับ “ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง” ตามที่ประธานระบุ แถลงเมื่อปลายวันเสาร์

แต่แถลงการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้นำไม่บรรลุฉันทามติในการเรียกร้องให้ปล่อยตัวซูจีและผู้นำทางการเมืองคนอื่นๆ ที่ถูกกองทัพควบคุมตัวหลังการรัฐประหาร

“มีเสียงสะท้อนของความทุกข์ยากในหมู่ประเทศสมาชิกอาเซียนที่เราต้องรับรู้ในแต่ละวันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเมียนมา” มูฮยุดดิน ยัสซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียกล่าวกับผู้นำอาเซียนคนอื่นๆ และผู้นำรัฐบาลทหารในที่ประชุม “หลายคนทั่วโลกต้องการคำอธิบายและเราดห็นว่ามันยากที่จะอธิบายมากขึ้นเรื่อยๆ”

โจโก วิโดโดประธานาธิบดีชาวอินโดนีเซียกล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมว่าในการผลักดันการเจรจาที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ผู้นำอาเซียนได้บรรลุฉันทามติในการส่งทูตพิเศษ คือ เลขาธิการอาเซียนและประธานกลุ่มภูมิภาคไปยังเมียนมา

ประธานาธิบดีวิโดโดยังกล่าวว่าเขาเรียกร้องให้ทหารเมียนมายอมรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ลีเซียนลุง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่านายพลเมียนมาส่งสัญญาณว่าเขาพร้อมที่จะยอมรับข้อเสนอของผู้นำอาเซียนเช่นการส่งทูตพิเศษ “เขาบอกว่าเขาได้ยินเสียงของเราแล้ว” ลีกล่าว

“เขาไม่ได้ต่อต้านอาเซียนที่แสดงบทบาทที่สร้างสรรค์หรือการเยี่ยมเยียนของคณะผู้แทนอาเซียนหรือความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม” นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง กล่าวเสริม

มูฮยุดดินซึ่งเป็นประเทศที่มีแกนนำเกี่ยวกับสถานการณ์เมียนมาพร้อมกับอินโดนีเซียและสิงคโปร์ย้ำในที่ประชุมว่าหลักการไม่แทรกแซงของอาเซียน “ไม่ได้มีไว้สำหรับเราที่จะซ่อนตัวอยู่ข้างหลัง มันไม่สามารถเป็นเหตุผลในการเพิกเฉยของเราได้”

การเข้าร่วมของผู้นำรัฐบาลทหารในการประชุมสุดยอดทำให้เกิดการคัดค้านอย่างรุนแรงจากผู้ประท้วงในเมียนมาเนื่องจากทำให้สมาชิกอาเซียนยอมรับว่าเขาเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของประเทศ

รัฐบาลคู่ขนานที่เปิดตัวโดยกองกำลังสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมาที่เรียกตัวเองว่ารัฐบาลเอกภาพแห่งชาติได้ขอเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเมื่อวันเสาร์

ผู้นำอาเซียนส่วนใหญ่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดพิเศษซึ่งเสนอครั้งแรกโดยประธานาธิบดีอินโดนีเซียในเดือนมีนาคม แต่ผู้นำของฟิลิปปินส์และไทยไม่ได้เข้าร่วมเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาโดยผู้นำของลาวก็เลือกที่จะอยู่ห่างๆ เช่นกัน

ขณะที่การประชุมสุดยอดกำลังดำเนินไปที่สำนักเลขาธิการอาเซียนภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ผู้ประท้วงหลายสิบคนพยายามเข้าใกล้บริเวณดังกล่าว แต่พวกเขาถูกผลักดันให้กลับไปที่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยใกล้เคียง พวกเขาร้องตะโกนว่า “หยุดความรุนแรงในเมียนมา!”

ผู้ประท้วงยังคัดค้านการเข้าร่วมของมิน อ่อง หล่ายซึ่งเป็นผู้นำรัฐบาลทหารของเมียนมา ผู้ประม้วงที่ชื่อเฟอร์นิดา อินเดีย วัย 45 ปีกล่าวว่า การตัดสินใจของอาเซียนในการเชิญมิน อ่อง หล่ายมานั้น “ไม่ถูกต้องเพราะไม่ควรทำให้พวกเขามีความชอบธรรม”

“เราขอประณามเรื่องนี้เนื่องจากนายพล มิน อ่อง หล่าย) เป็นหนึ่งในผู้กระทำความผิดของการละเมิดสิทธิมนุษยชน” เธอกล่าวขณะประสานงานการประท้วงใกล้สำนักเลขาธิการอาเซียน

Photo by – / INDONESIAN PRESIDENTIAL PALACE / AFP

นาซาเผยภาพสีพื้นผิวดาวอังคารครั้งแรกจากฮ.สำรวจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651176

วันที่ 24 เม.ย. 2564 เวลา 19:00 น.นาซาเผยภาพสีพื้นผิวดาวอังคารครั้งแรกจากฮ.สำรวจเฮลิคอปเตอร์ของนาซาส่งภาพถ่ายสีพื้นผิวดาวอังคารครั้งแรกขณะขึ้นบินครั้งที่ 2   

องค์การนาซา (NASA) เผยภาพถ่ายสีครั้งแรกของพื้นผิวดาวอังคารที่ถ่ายจากเฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี (Ingenuity) ขณะบินอยู่ที่ความสูง 5.2 เมตรเหนือพื้นผิวดาว ในการขึ้นบินครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งใช้เวลา 52 วินาที นานกว่าการบินรอบแรก 13 วินาที และบินขึ้นไปถึงความสูง 4.9 เมตร   

ในภาพแสดงให้เห็นพื้นผิวของดาวอังคารที่เต็มไปด้วยฝุ่น ดิน และก้อนหิน และส่วนล่างของภาพยังเห็นเงาของเฮลิคอปเตอร์ที่ทอดอยู่บนพื้นผิวดาว รวมทั้งร่องลอยล้อของยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance)   

หลังจากนี้เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตีมีกำหนดจะขึ้นบินอีกครั้งในวันอาทิตย์นี้  เฮลิคอปเตอร์อินเจนูอิตี้ น้ำหนัก 1.8 กิโลกรัม มูลค่า 85 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2,669.42 ล้านบาท

ความสำเร็จในการบินของเฮลิคอปเตอร์ลำนี้มีขึ้นท่ามกลางความท้าทาย เนื่องจากอากาศบนดาวอังคารมีความหนาแน่นต่ำกว่าบนโลกมาก ส่งผลให้ใบพัดต้องได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษให้สามารถหมุนได้เร็วมากถึงจะบินขึ้นได้

ภาพ : NASA

หนุ่มญี่ปุ่นเดทสาว 35 คนซ้อนบอกวันเกิดไม่ซ้ำกันหวังของขวัญ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651170

วันที่ 24 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น.หนุ่มญี่ปุ่นเดทสาว 35 คนซ้อนบอกวันเกิดไม่ซ้ำกันหวังของขวัญรวบหนุ่มญี่ปุ่นข้อหาหลอกคบสาว 35 คนซ้อน หวังของขวัญวันเกิดหลายๆ ชิ้น

ทาคาชิ มิยะงะวะ พนักงานพาร์ทไทม์ชาวญี่ปุ่นวัย 39 ปีจากภูมิภาคคันไซ ถูกจับกุมข้อหาฉ้อโกง หลังจากหลอกคบผู้หญิง 35 คนในเวลาเดียวกัน แล้วบอกวันเกิดของตัวเองกับผู้หญิงแต่ละคนไม่ซ้ำกัน เพื่อให้ได้ของขวัญวันเกิดหลายๆ ชิ้น

มิยะงะวะบอกกับเหยื่อวัย 47 ปีว่าเขาเกิดวันที่ 22 ก.พ. บอกเหยื่อวัย 40 ปีอีกรายหนึ่งว่าเกิดเดือน ก.ค. เหยื่อรายที่ 3 อายุ 35 ปีเชื่อว่าเขาเกิดเดือน เม.ย. ทั้งที่วันเกิดจริงๆ คือ 13 พ.ย.

เบื้องต้นมีผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ 35 คน แต่คาดว่าจะมีผู้เสียหายออกมาแสดงตัวเพิ่ม ขณะที่ความเสียหายอยู่ที่ราว 100,000 เยน หรือ 29,117 บาทโดยเป็นของขวัญวันเกิด เสื้อผ้า และเงินสด

มิยะงะวะพบกับผู้เสียหายขณะทำงานขายฝักบัวอาบน้ำและสินค้าอื่นๆ ที่บริษัทแห่งหนึ่ง โดยเลือกผู้หญิงที่ยังโสดและเริ่มสานสัมพันธ์เชิงชู้สาว รวมทั้งหลอกลวงว่าจะแต่งงานด้วย

อย่างไรก็ตาม เมื่อความลับแตก ผู้เสียหายที่ถูกมิยะงะวะหลอกก็ออกมารวมตัวกันและแจ้งตำรวจเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา โดยขณะนี้ทางการญี่ปุ่นกำลังสอบสวนเพื่อขยายผล

ภาพ: Youtube MBS News

พบชิ้นส่วนที่เชื่อว่ามาจากเรือดำน้ำอินโดฯ คาดตัวเรือเสียหาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651181

วันที่ 24 เม.ย. 2564 เวลา 16:25 น.พบชิ้นส่วนที่เชื่อว่ามาจากเรือดำน้ำอินโดฯ คาดตัวเรือเสียหายในที่สุดทีมค้นพบก็พบชิ้นส่วนที่คาดว่ามาจากเรือดำน้ำอินโดนีเซียที่สูญหาย

ทีมค้นหาและกู้ภัยพบวัตถุที่คาดว่าเป็นของเรือดำน้ำ KRI Nanggala 402 ของอินโดนีเซียที่ขาดการติดต่อพร้อมลูกเรือ 53 ชีวิตนอกชายฝั่งทะเลบาหลี รวมทั้งชิ้นส่วนที่อยู่ภายในเรือ

ยูโด มาร์โกโน ผู้บัญชาการกองทัพเรืออินโดนีเซียเผยว่า “เราพบวัตถุและชิ้นส่วนในบริเวณที่เรือดำน้ำดำลงทะเล ชิ้นส่วนนั้นจะไม่หลุดออกมาหากไม่มีแรงดันจากภายนอก หรือเครื่องปล่อยตอร์ปิโดไม่เสียหาย”

มาร์โกโนเผยอีกว่า จากหลักฐานที่เชื่อได้ว่ามาจากเรือ KRI Nanggala 402 เราเปลี่ยนคำเรียกจาก “ขาดการติดต่อ” เป็น “จม”

มาร์โกโนเผยอีกว่า การสแกนหาวัตถุพบเรือดำน้ำจมอยู่ที่ความลึก 850 เมตร ซึ่งเกินสมรรถนะของเรือที่ดำน้ำได้ลึกไม่เกิน 500 เมตร

Photo by Handout / INDONESIA MILITARY / AFP

มินอ่องหล่ายถึงอินโดฯ ร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651178

วันที่ 24 เม.ย. 2564 เวลา 15:32 น.มินอ่องหล่ายถึงอินโดฯ ร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียนมินอ่องหล่ายเข้าร่วมประชุมกับผู้นำอาเซียนท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้ม

ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เผยแพร่คลิปวิดีโอและภาพพลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมาขณะเดินทางถึงสนามบินซูการ์โน ฮัตตะ ชานกรุงจาการ์ตา ช่วงสายวันเสาร์ (24 เม.ย.) ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดของอินโดนีเซีย

ก่อนหน้านี้รัฐบาลทหารเมียนมาไม่เคยมีแถลงการณ์ยืนยันการเดินทางเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนของพลเอกอาวุโสมินอ่องหล่าย

ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน มินอ่องหล่ายเข้าร่วมประชุมกับ 6 ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน และรัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ ลาว และนายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศไทย โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดี ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ ประมุขและนายกรัฐมนตรีแห่งบรูไนทำหน้าที่ประธาน

วาระการประชุมผู้นำอาเซียนนัดพิเศษวันนี้ ไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่มีรายงานข่าวของหลายสำนักข่าวอ้างแหล่งข่าวในแวดวงนักการทูตว่า ที่ประชุมเตรียมหารือขอให้ผู้นำกองทัพเมียนมายุติการใช้กำลังทหาร ตำรวจปราบปรามประชาชนโดยทันที เพื่อเปิดทางให้คณะทำงานด้านมนุษยธรรมของอาเซียน นำสิ่งของอุปโภคบริโภคและความช่วยเหลือทางการแพทย์เข้าไปช่วยเหลือชาวเมียนมาทุกคน

ผู้ประท้วงในเมียนมาต่างเรียกร้องไม่ให้ที่ประชุมอาเซียนรับมินอ่องหล่ายเข้าร่วมประชุมเนื่องจากมองว่าจะเป็นการให้การรับรองว่ามินอ่องหล่ายคือผู้นำที่ชอบธรรมของเมียนมา ขณะที่รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (NUG) รัฐบาลคู่ขานที่ก่อตั้งโดยฝ่ายประชาธิปไตยแสดงความจำนงเข้าร่วมด้วย แต่สุดท้ายไม่ได้เข้าร่วม

ทั้งนี้ นับเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของมินอ่องหล่ายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

Photo by HANDOUT / INDONESIAN PRESIDENTIAL PALACE / AFP 

วัยรุ่นจีนเจน Z ทุ่มเงินซื้อของหรูไม่หวั่นเป็นหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/651164

วันที่ 24 เม.ย. 2564 เวลา 14:40 น.วัยรุ่นจีนเจน Z ทุ่มเงินซื้อของหรูไม่หวั่นเป็นหนี้ 15% ของสินค้าหรูทั้งหมดที่ขายในจีนถูกซื้อโดยวัยรุ่นแดนมังกร 

สำนักข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงานว่า คนรุ่นใหม่ของจีน หรือคนเจเนอเรชันซี ที่เกิดระหว่างปี 1995-2010 ยินดีทุ่มเงินที่หามาได้หรือเงินของครอบครัวไปกับการจับจ่ายสินค้าหรู โดยคนกลุ่มนี้ซื้อสินค้าหรู 15% ของสินค้าหรูทั้งหมดที่ขายได้ในจีน ขณะที่สัดส่วนเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 10%   

รายงานยังระบุอีกว่าค่าใช้จ่ายของคนกลุ่มนี้คิดเป็น 13% ของรายได้ครัวเรือน เมื่อเทียบกับของวันรุ่นสหรัฐและอังกฤษที่อยู่ที่ 4%  ความต้องการจับจ่ายใช้สอยคนวัยรุ่นจีนมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากคนวัยนี้มีสัดส่วนถึง 27% ของประชากรจีนทั้งหมด หรือราว 386 ล้านคน 

Huang Hanwen เจ้าของรายการไลฟ์สตรีมมิงชื่อดังเผยว่า “ฉันกับแฟนคลับส่วนใหญ่ของฉันมักจะใช้จ่ายเงิน 40% ของรายได้หรือมากกว่านั้นไปกับเครื่องสำอาง การเสริมความงาม และเสื้อผ้า พวกเรายังชอบช็อปวิสกี้ วอดกาด้วย”

ส่วน Monica Liu เซลส์ขายอุปกรณ์การแพทย์วัย 25 ปีที่มีรายได้ปีละ 250,000 หยวน หรือ 1,209,509 บาทเผยว่า เธอจะใช้เงินเดือนจนหมดทุกเดือน โดย 40% เป็นค่าเช่าที่พักและอาหาร ส่วนอีก 60% เป็นค่าฟิตเนส เดินทางท่องเที่ยว เสื้อผ้า และความงาม โดยเธอเดินทางท่องเที่ยวทุกเดือน

จากข้อมูลของ Tencent และ Kantar พบว่า คนเจเนอเรชันซี 46% มองว่าเป้าหมายของการจับจ่ายคือการสร้างตัวตน โดยมีโซเชียล สไตล์ส่วนบุคคล และความพึงพอใจเป็นตัวกระตุ้น

ส่วนข้อมูลของธนาคารแห่งชาติจีนพบว่า จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว มียอดบัตรเครดิตที่ค้างชำระเกิน 6 เดือนรวมกัน 85,400 ล้านหยวน สูงกว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วถึง 10 เท่า ขณะที่ผลการสำรวจของธนาคาร HSBC เมื่อปี 2019 พบว่า อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ของกลุ่มคนจีนที่เกิดในทศวรรษ 1990 พุ่งไปอยู่ที่ 1,850% โดยแต่ละคนพกบัตรเครดิตหลายใบในเวลาเดียวกัน

AFP PHOTO / ANTHONY WALLACE