รู้จักกองกำลัง KNU ที่สู้กับกองทัพเมียนมานานหลายสิบปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649341

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 18:12 น.รู้จักกองกำลัง KNU ที่สู้กับกองทัพเมียนมานานหลายสิบปีสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือกะเหรี่ยง KNU คือใครและเกี่ยวข้องกับไทยอย่างไร

สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือกะเหรี่ยง KNU แถลงการณ์เรียกร้องให้นานาชาติและรัฐบาลไทยให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองชาวกะเหรี่ยงที่หลบหนีการโจมตีของรัฐบาลทหารเมียนมาหลังจากที่กองกำลังเมียนมาเข้าโจมตีรัฐกะเหรี่ยงส่งผลให้ประชาชนกว่า 10,000 คนต้องอพยพหลบหนีออกจากพื้นที่รวมถึงมายังประเทศไทย

STATEMENT: Karen National Union urge int’l community and Thai government to provide humanitarian assistance and protection to Karen people fleeing current onslaught of Myanmar junta as its group troops advance into KNU territory from all fronts.#WhatsHappeningInMyanmar pic.twitter.com/Sd8KF1HQuI

— Hnin Zaw (@hninyadanazaw) March 30, 2021

รู้จักกะเหรี่ยง KNU

กะเหรี่ยง KNU ซึ่งขณะนี้นำโดย Saw Mutu Say Poe คือกลุ่มติดอาวุธกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในเมียนมาที่ทำการสู้รบกับรัฐบาลตามแนวชายแดนในบริเวณที่เรียกว่า “กอซูแล” ร่วมกับกองกำลังย่อยที่มีชื่อว่า “กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง KNLA” มานานนับศตวรรษแล้ว

ตั้งแต่ปี 2491 หลังจากที่เมียนมาได้รับเอกราชก็เกิดความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลเมียนมาและกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงส่วนหนึ่งที่ต้องการเอกราชและสิทธิในการปกครองตนเอง จึงจัดตั้งกองกำลังในพื้นที่ต่อสู้กับรัฐบาลและกองทัพเมียนมาเพื่อป้องกันเขตของตน

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2531 เกิดเหตุการณ์ “8888 ทมิฬ” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในเมียนมาแต่ไม่สำเร็จและต้องยุติลงเนื่องจากรัฐบาลปราบปรามอย่างรุนแรงส่งผลให้กองกำลังของกะเหรี่ยง KNU อ่อนแอลงไปด้วยจากการปราบปรามของรัฐบาล

กลุ่มย่อยอื่นๆ

  • กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง KNLA คือหน่วยงานทางทหารของกะเหรี่ยง KNU เกิดขึ้นในปี 2492 หลังจากที่รัฐบาลเมียนมาปราบปรามกลุ่มผู้ต่อต้านด้วยความรุนแรง ชาวกะเหรี่ยงจึงรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มเพื่อสู้กับรัฐบาลและเรียกร้องเอกราช

แม้ในตอนแรกกองทัพกะเหรี่ยงจะมีชัยชนะในภาคเหนือของเมียนมา และเข้ายึดครองมัณฑะเลย์ได้ แต่เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนเพียงพอ ภายหลังจึงต้องถอนกำลังกลับไปยังภาคตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงต่อสู้เพื่อเอกราชของกะเหรี่ยงต่อไปโดยมีฐานที่มั่นอยู่ใกล้กับชายแดนไทย

  • องค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO) เป็นกองกำลังติดอาวุธอีกกลุ่มหนึ่งของกะเหรี่ยง KNU ควบคู่กับ KNLA ซึ่งเริ่มต่อสู้กับรัฐบาลตั้งแต่ปี 2490 ในฐานะกองกำลังติดอาวุธของกะเหรี่ยง KNU ก่อนที่จะมีการตั้ง KNLA เป็นกองกำลังติดอาวุธอย่างเป็นทางการ
  • ก๊อด อาร์มี่ (God’s Army) เป็นกองกำลังติดอาวุธหัวรุนแรงที่นับถือศาสนาคริสต์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกะเหรี่ยง KNU ก่อตั้งขึนในปี 2540 นำโดยจอห์นนี่ และลูเทอร์ พี่น้องฝาแฝดซึ่งมีอายุเพียง 10 ปี ปฏิบัติการในลักษณะกองโจรโดยมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในประเทศไทยถึง 2 ครั้งในระยะเวลาห่างกันเพียงไม่กี่เดือน คือเหตุการณ์บุกยึดสถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2542 และเหตุการณ์บุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีในเดือนมกราคม 2543
  • กองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยฝ่ายพุทธ (DKBA) นำโดยพระภิกษุ U Thuzanaเป็นกลุ่มของชาวกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาพุทธซึ่งแยกตัวออกมาจากกะเหรี่ยง KNU เมื่อปี 2538 เนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนาโดยมองว่าพวกเขาถูกเอาเปรียบ เหลื่อมล้ำ และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากชาวกะเหรี่ยง KNU ที่นับถือศาสนาคริสต์

กองกำลัง DKBA ยอมร่วมมือกับรัฐบาลต่อสู้กับกะเหรี่ยง KNU เพื่อแลกกับการได้รับอาณาเขตส่วนหนึ่งให้ปกครองตนเอง และมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลยึดกองบัญชาการของกะเหรี่ยง KNU ได้ ก่อนที่ DKBA จะปิดตัวลงไปในปี 2553

  • กองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยฝ่ายพุทธ กองพล 5 (DKBA-5) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 ซึ่งแยกตัวออกมาจาก DKBA ในระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปปี 2553 DKBA-5 ได้โจมตีกองกำลังของรัฐบาลและลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2554

กระทบถึงไทย?

กะเหรี่ยง KNU ยังคงต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมาเรื่อยมาโดยมีการตั้งกองกำลังทหารตามแนวชายแดนไทย และหลายครั้งที่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและรัฐบาลเมียนมาเข้ามาเกี่ยวข้องกับประเทศไทย

ในปี 2542 กองกำลังนักศึกษาจากก๊อด อาร์มี่ จำนวน 12 คน เข้าบุกยึดสถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทยพร้อมอาวุธปืนและระเบิด ซึ่งจับเจ้าหน้าที่และประชาชนราว 20 คนเป็นตัวประกันโดยยื่นข้อเสนอแลกกับการที่รัฐบาลเมียนมาปล่อยตัวออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้น ก่อนที่สถานการณ์จะยุติลงเมื่อรัฐบาลไทยยอมจัดเฮลิคอปเตอร์ไปส่งพวกเขาที่ชายแดนไทย-เมียนมาตามคำต่อรอง

เวลาผ่านไปไม่ถึงปีกองกำลังเดียวกันนี้เข้าบุกยึดโรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีด้วยการปลอมตัวเป็นผู้โดยสารนั่งรถประจำทางก่อนที่จะใช้ปืนและระเบิดขู่ให้คนขับพาไปยังโรงพยาบาล และจับตัวแพทย์ พยาบาล และผู้ป่วยนับ 1,000 คนเป็นตัวประกัน

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 Padoh Mahn Sha La Phan เลขาธิการสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงถูกลอบสังหารในบ้านพักที่แม่สอด ประเทศไทย

ไม่กี่ปีให้หลังในช่วงปี 2553 กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง KNLA หลบหนีเข้ามายังประเทศไทยหลังจากที่ทหารของกองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยฝ่ายพุทธ (DKBA) เพิ่มขึ้นจำนวนมาก

ต่อมาปี 2561 การสู้รบระหว่างกองกำลังกะเหรี่ยง KNU และ KNLA กับกองกำลังทหารของรัฐบาลเมียนมาเกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่าง ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ ต.ท่าสองยาง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

และล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้คือเหตุการณ์รัฐประหารในเมียนมาที่กำลังทวีความรุนแรงทั่วประเทศโดยกองกำลังทหารเมียนมาปราบปรามกลุ่มผู้ต่อต้านอย่างรุนแรงซึ่งรวมถึงการทิ้งระเบิดถล่มฐานที่มั่นของกะเหรี่ยง KNU ส่งผลให้ชาวกะเหรี่ยงนับหมื่นชีวิตต้องอพยพลี้ภัยไปยังประเทศข้างเคียงอย่างอินเดียและไทย

AFP PHOTO/KC Ortiz

ต้านพลังแบนไม่ไหว? H&M จะทุ่มเทคืนศรัทธาในตลาดจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649329

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 15:26 น.ต้านพลังแบนไม่ไหว? H&M จะทุ่มเทคืนศรัทธาในตลาดจีน หลังเจอเข้ากับพลังการคว่ำบาตรของชาวจีนและถูกถอดจากอแอปในจีน แบนด์แฟชั่นดังจากสวีเดนก็แสดงท่าที

H&M ยักษ์ใหญ่ด้านเสื้อผ้าของสวีเดนและผู้ค้าปลีกแฟชั่นรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกกล่าวเมื่อวันพุธที่ 31 มีนาคมว่ากำลังทำ “ทุกอย่าง” เพื่อแก้ไขปัญหาการคว่ำบาตรในจีนซึ่งเกิดจากการตัดสินใจที่จะหยุดการจัดหาฝ้ายจากซินเจียงมาผลิตสินค้าของตนเนื่องจากรายงานที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่ามีการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยมุสลิมอื่นๆ เพื่อทำอุตสาหกรรมฝ้ายในซินเจียง

H&M และแบรนด์แฟชั่นอื่นๆ ถูกชาวจีนรวมพลังการคว่ำบาตรหลังจากแบรดน์เหล่านี้มีแถลงการณ์ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดแรงงานในไร่ฝ้ายในซินเจียง ภูมิภาคตะวันตกสุดของจีน โดยมีคนดังและบริษัทเทคโนโลยีของจีนถอนความร่วมมือกับ H&M, Nike, Adidas, Burberry และ Calvin Klein โดยที่ H&M ถูกลบออกจากแอพสำหรับช็อปปิ้งของจีนด้วยซ้ำ

“เรากำลังทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานของเราในประเทศจีนเพื่อทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อจัดการกับความท้าทายในปัจจุบันและหาทางไปข้างหน้า” H&M กล่าวในแถลงการณ์ “เราทุ่มเทเพื่อฟื้นคืนความไว้วางใจและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า เพื่อนร่วมงาน และพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศจีน”

ในวันเดียวกันมีรายงานว่าา H&M ขาดทุนในช่วงเดือนธันวาคม 2020 – กุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งตรงกับตัวเลขคาดการณ์โดยประมาณและกล่าว่าจะไม่เสนอเงินปันผลในการประชุมสามัญประจำปีที่กำลังจะมาถึง แต่อาจเป็นไปได้ในปีต่อไป

ทั้งนี้ ผลขาดทุนก่อนหักภาษีในไตรมาสแรกทางการเงินขอ H&M อยู่ที่ 1,390 ล้านโครนา (5,000 ล้านบาท) เทียบกับกำไร 2,500 ล้านในปีก่อนหน้า (8,993 ล้านบาท) ผลคาดการณ์โดยนักวิเคราะห์ที่สำรวจโดย Refinitiv คาดการณ์โดยเฉลี่ยว่า H&M จะขาดทุน 1,410 ล้านโครนา

Photo by GREG BAKER / AFP

สหรัฐสั่งนักการทูตออกจากเมียนมา ความรุนแรงหนักข้อขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649310

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 14:05 น.สหรัฐสั่งนักการทูตออกจากเมียนมา ความรุนแรงหนักข้อขึ้นแม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องจากชาเมียนมาบางกลุ่มก่อนหน้านี้ให้สหรัฐช่วยเหลือต่อต้านเผด็จการทหาร แต่ล่าสุด สหรัฐส่งสัญญาณจะไม่ยุ่งด้วย

เมื่อวันพุธที่ 31 มีนาคมรัฐบาลสหรัฐสั่งให้นักการทูตที่มีห้าที่ไม่สำคัญมากนักเดินทางออกจากเมียนมาท่ามกลางความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นหลังการรัฐประหารของกองทัพ ตามด้วยการประท้วงและต่อต้านรายวันของประชาชนและการปราบปรามโดยทหารที่ทำให้พลเรือนเสียชีวิตมากกว่า 520 คนแล้ว

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่าได้สั่งให้ “พนักงานรัฐบาลสหรัฐที่ไม่ได้ทำงานฉุกเฉินและสมาชิกในครอบครัว” เดินทางออกจากเมียนมา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่าการตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นเพื่อปกป้องความปลอดภัยและความมั่นคงของเจ้าหน้าที่และครอบครัว

มหาอำนาจโลกประเทศต่างๆ ประณามการปราบปรามอย่างรุนแรงต่อผู้ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่าและโจมตีรัฐบาลทหารด้วยมาตรการคว่ำบาตร แต่แรงกดดันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกองทัพเมียนมา ตัวอย่างเช่นเมื่อวันเสาร์ซึ่งเป็นวันกองทัพประจำปี ปรากฎว่ามีการสูญเสียชีวิตครั้งใหญ่ที่สุดจากการทำร้ายของทหารเมียนมาโดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 107 คน

Photo by STR / AFP

วิกฤตชิปเกิดจากสงครามการค้า สหรัฐบีบจีนฉกเทคโนโลยี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649305

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 13:37 น.วิกฤตชิปเกิดจากสงครามการค้า สหรัฐบีบจีนฉกเทคโนโลยีสงครามการค้าของสหรัฐผลักดันให้จีนขโมยเทคโนโลยีและคนเก่งๆ จากไต้หวัน

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า มาร์ก หลิว ประธานของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Co. หรือ TSMC กล่าวกับผู้สื่อข่าวในงานอุตสาหกรรมในซินจู๋ ประเทศไต้หวันว่า ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนส่งผลให้การขาดแคลนชิปลุกลามไปทั่วอุตสาหกรรม

หลิวกล่าวว่าความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ – จีนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานและผลักดันให้บางบริษัทเพิ่มคำสั่งซื้อเป็นสองเท่าเพื่อรักษาความมั่นคงสินให้กับค้าคงคลัง บริษัทอื่นๆ รีบเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางการตลาดหลังจากการคว่ำบาตร Huawei Technologies Co.

ผู้บริหาร TSMC กล่าวว่าการระบาดของโคโรนาไวรัสจะส่งผลกระทบเชิงลบเช่นเดียวกันต่อการผลิตไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

หลิวยังกล่าวว่า แต่ละประเทศที่พัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศของตนเอง จะทำให้เกิดสมรรถภาพทางธุรกิจที่ “ไม่ทำกำไร” เป็นจำนวนมาก และความพยายามระดับโลกในการพัฒนาการพึ่งพาตันเงอในการผลิตชิปนั้น “ ไม่สมเหตุผลตามความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ”

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไจ้หวันกล่าวว่าสงครามการค้ากำลังผลักดันให้ปักกิ่งเพิ่มความพยายามในการขโมยเทคโนโลยีและลักลอบดึงผู้ที่มีความสามารถจากไต้หวันเพื่อเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีน

ที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐตั้งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนในช่วงที่มีข้อพิพาททางการค้า โดยมีการคว่ำบาตรบริษัทต่างๆ รวมถึง Huawei Technologies Ltd ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์โทรคมนาคมโดยกล่าวว่าพวกบริษัทเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

ไต้หวันซึ่งมีอุตสาหกรรมชิปที่เฟื่องฟูและเป็นผู้นำระดับโลกในเทคโนโลยีด้านนี้ กังวลมานานแล้วเกี่ยวกับความพยายามของจีนในการลอกเลียนแบบความสำเร็จของไต้หวันด้วยวิธีการที่ทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้อง

หวางเหมยฮวา รัฐมนตรีเศรษฐกิจไต้หวันกล่าวว่าสงครามการค้าได้สร้างความเสี่ยงใหม่ โดยชี้ว่า “ผลกระทบจากสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ – จีน ทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนแผ่นดินใหญ่ถูกขัดขวาง แต่พวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรม … เพื่อให้เกิดความพอเพียงในห่วงโซ่อุปทาน การลักลอบล้วงข้อมูลและการแทรกซึมจึงเป็นวิธีที่เร็วที่สุดสำหรับจีนแผ่นดินใหญ่ในการดำเนินการนี้”

คนงานชิปของไต้หวันมีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและพูดภาษาเดียวกันซึ่งหมายความว่าพวกเขาเป็น “เป้าหมายโดยตรงในการล้วข้อมูลประเทศจีน” เธอกล่าวเสริม

หูมู่หยวน รองผู้อำนวยการสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติของไต้หวันกล่าวว่าความพยายามของจีนไม่เพียง แต่เป็นภัยคุกคามต่อไต้หวันเท่านั้น แต่รวมถึงญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ด้วย ซึ่งคุกคามการค้าโลกและการแข่งขันที่เป็นธรรม

“ยิ่งไปกว่านั้นคอมมิวนิสต์จีนกำลังขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศอื่นเพื่อเพิ่มอำนาจของตนเอง” เขากล่าวเสริม

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

รัฐบาลสหรัฐเร่งแก้ปัญหาชาวเอเชียถูกทำร้ายกว่า 3 พันครั้งในเวลาไม่ถึงปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649288

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 11:42 น.รัฐบาลสหรัฐเร่งแก้ปัญหาชาวเอเชียถูกทำร้ายกว่า 3 พันครั้งในเวลาไม่ถึงปีรัฐบาลสหรัฐประกาศยกระดับป้องกันการเหยียดเอเชียหลังอาชญากรรมจากความเกลียดชังพุ่งถึง 149%

สำนักงานตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) กำลังเร่งตามชายผิวสีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกาที่ทำร้ายร่างกายหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียวัย 65 ปี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมาในแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก โดยภาพจากกล้องวงจรผิดพบว่าชายคนดังกล่าวเตะหญิงชาวเอเชียจนร่วงลงไปกองกับพื้นพร้อมด่าทอและเหยียบซ้ำอีกหลายครั้ง

ขณะที่ NYPD ระบุว่ากำลังเร่งสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวและตามล่าตัวชายผู้ก่อเหตุพร้อมขอความร่วมมือประชาชนช่วยกันแจ้งเบาะแส ซึ่งนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาหน่วยงานด้านการสืบสวนและป้องกันอาชญากรรมจากความเกลียดชังพบคดีลักษณะนี้ราว 33 คดีแล้ว พร้อมระบุว่าได้สั่งเพิ่มเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนในชุมชนเอเชียมากขึ้น

Help identify the below individual wanted in connection to an assault. On Monday, March 29th at 11:40 AM, at 360 West 43rd St, a female, 65, was approached by an unidentified male who punched and kicked her about the body and made anti-Asian statements. Info???1-800-577-TIPS. pic.twitter.com/LkwfYhMCLr— NYPD Hate Crimes (@NYPDHateCrimes) March 29, 2021

Help identify the below individual wanted in connection to an assault. On Monday, March 29th at 11:40 AM, at 360 West 43rd St, a female, 65, was approached by an unidentified male who punched and kicked her about the body and made anti-Asian statements. Info???1-800-577-TIPS. pic.twitter.com/LkwfYhMCLr

— NYPD Hate Crimes (@NYPDHateCrimes) March 29, 2021

การก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติกำลังเป็นปัญหาใหญ่และทวีความรุนแรงมากขึ้นในสหรัฐ โดยองค์กร STOP AAPI Hate ระบุว่าชาวเอเชียในสหรัฐตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงจากความเกลียดชังราว 3,795 ครั้งภายในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งปีที่ผ่านมา ขณะที่ศูนย์ศึกษาความเกลียดชังและลัทธิหัวรุนแรงระบุว่าอาชญากรรมจากความเกลียดชังชาวเอเชียพุ่งสูงถึง 149% ในปี 2020

ด้านรัฐบาลสหรัฐก็ได้ประกาศดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นโดยระบุว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณกรณีพิเศษเพื่อจัดการกับปัญหา และจัดตั้งคณะกรรมการ “COVID-19 Equity Task Force” เพื่อป้องกันและยุติความหวาดระแวงต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย

ขณะที่กระทรวงยุติธรรมก็ประกาศจะดำเนินการเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมจากความเกลียดชังตลอดจนการรวบรวมข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลอาชญากรรมจากความเกลียดชังของประเทศมีความโปร่งใส และจะมีการจัดฝึกอบรมด้านสิทธิพลเมืองทั่วประเทศเพื่อส่งเสริมการใช้กฎหมายของรัฐและท้องถิ่นเกี่ยวกับอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง

Photo by Kena Betancur / AFP

AirAsia จากกำไร 350 ล้าน สู่การเอาตัวรอดจากขาดทุน 5,100 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649253

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 21:00 น. AirAsia จากกำไร 350 ล้าน สู่การเอาตัวรอดจากขาดทุน 5,100 ล้านย้อนรอยความรุ่งเรืองของ AirAsia เมื่อโควิดเด็ดปีกพวกเขา ผลประกอบการล่าสุด ขาดทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 2,440 ล้านริงกิต

แอร์เอเชีย (AirAsia) ขาดทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะสมทั้งปี 2020  5,100 ล้านริงกิต ผลพวงจากการระบาดของโควิด

สายการบินแอร์เอเชียเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 ขาดทุนสุทธิถึง 2,440 ล้านริงกิต หรือ 590.72 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขขาดทุนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เปิดบริการสายการบินและเป็นการขาดทุนรายไตรมาสต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 6  

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แอร์เอเชียขาดทุนหนักในไตรมาสที่ 4 มาจากเที่ยวบินของสายการบินที่ลดลงถึง 88% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 จนรายได้ดิ่งลงถึง 92% เนื่องจากหลายประเทศในอาเซียนยังคงปิดประเทศตามมาตรการป้องกัน Covid-19 รวมถึงการที่ทางสายการบินต้องจ่ายค่าเสื่อมราคาสำหรับเครื่องบินที่ไม่ได้ถูกใช้งาน ดอกเบี้ยที่เกิดจากสัญญาเช่าเป็นเงินสูงถึง 654.2 ล้านริงกิต และการขาดทุนจากการประกันราคาน้ำมันล่วงหน้าอีก 391 ล้านริงกิต

แม้ในปีนี้จะเริ่มมีสัญญาณว่าการท่องเที่ยวจะได้กลับมาอีกครั้งหลังจากหลายประเทศฉีดวัคซีนให้ประชาชน โดยรายงานขององค์การการบินระหว่างประเทศ (ICAO) คาดว่าผลประกอบการของสายการบินจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาสที่ 2 แต่การฟื้นตัวยังเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจในช่วงขาลงและมาตรการกักตัวเพื่อเฝ้าระวังโรค สถานการณ์แบบนี้ยังเป็นอันตรายกับบรรดาสายการบินที่เจ็บหนักมาตั้งแต่ปีที่แล้ว หนึ่งในนั้นก็คือสายการบินแอร์เอเชีย

นี่คือเส้นทางการโลดแล่นในโลกธุรกิจของสายการบินแอร์เอเชียจนขึ้นแท่นเป็นสายการบินโลว์คอสต์ที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียก่อนที่จะถูก Covid-19 เด็ดปีก

1.แอร์เอเชียก่อตั้งเมื่อปี 1993 โดยรัฐวิสาหกิจ DRB-HICOM ของรัฐบาลมาเลเซีย เริ่มปฏิบัติการบินเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 1996 แต่หลังจากนั้นก็ขาดทุนอย่างหนัก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2001 โทนี่ เฟอร์นันเดซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบัน และบริษัท Tune Air ของ คามารูดิน เมอรานูน เข้าซื้อกิจการในราคาหุ้นละ1 ริงกิต โดยขณะนั้นแอร์เอเชียมีหนี้สะสม 11 ล้านเหรียญสหรัฐ

2.ทั้งสองคนช่วยกันบริหารจนแอร์เอเชียกลับมามีกำไรได้อีกครั้งในปี 2002 และเริ่มเปิดเส้นทางใหม่ในประเทศ และขยายสู่เส้นทางระหว่างประเทศไฟล์แรกมายังกรุงเทพฯ ในปี 2003 หลังจากนั้นก็เริ่มแตกสาขาเป็น Thai AirAsia ขยายเส้นทางไปสิงคโปร์ มาเก๊า จีน และแถบประเทศเพื่อนบ้าน     

3.ปลายปี 2008 แอร์เอเชียประกาศเพิ่มเส้นทางการบินอีก 106 เส้นทางจากเดิมที่มีอยู่ 60 เส้นทาง แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขเส้นทางเก่าที่ยุติการบิน ปี 2011 แอร์เอเชียเคยตกลงรวมกิจการกับมาเลเซียแอร์ไลนส์ด้วยการแลกหุ้น (Share swap) แต่สุดท้ายถูกรัฐบาลมาเลเซียยกเลิก

4.ช่วงต้นปี 2013 แอร์เอเชียมีกำไรเพิ่มขึ้นถึง 168% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2012 กำไรสุทธิของบริษัทอยู่ที่ 350.65 ล้านริงกิต และแม้ว่าราคาเฉลี่ยของน้ำมันเชื้อเพลิงจะขยับขึ้นอีก 1% สายการบินก็ยังมีกำไรถึง 1,880 ล้านริงกิตสำหรับปีงบประมาณ 2012

5.ก่อน Covid-19 ระบาด สถานะทางการเงินของแอร์เอเชียสั่นคลอนอยู่แล้ว โดยบริษัทผู้ตรวจบัญชี เอิร์นสต์ แอนด์ ยัง (Ernst & Young) ได้แสดงความกังวลถึงอนาคตของสายการบิน เนื่องจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้ความต้องการการเดินทางทางอากาศลดลงส่งผลกระทบกับการเงินของสายการบิน

6.กิจการที่เอิร์นสต์ แอนด์ ยัง กังวลมากที่สุดคือ แอร์เอเชีย เอ็กซ์ (AirAsia X) เนื่องจากผลประกอบการที่ไม่สู้ดีในปี 2019 และในขณะนั้น แอร์เอเชีย เอ็กซ์ มีเครื่องบินเยอะเกินไป เพราะทางสายการบินสั่งซื้อเครื่องบินเพิ่มอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการแข่งขันที่ดุเดือด จนนำมาสู่ประกาศปรับโครงสร้างกิจการของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ในเดือน ต.ค. 2020

7.และเมื่อ Covid-19 ส่งผลกระทบกับสายการบินรวมทั้งแอร์เอเชีย โทนี่ เฟอร์นันเดซ ถึงกับเอ่ยปากว่า วิกฤตนี้เป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำสายการบินเมื่อ 20 ปีที่แล้ว

8.เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2020 แอร์เอเชีย แจแปน (AirAsia Japan) ประกาศยุติกิจการและยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดในญี่ปุ่น เนื่องจากผู้โดยสารลดลงในช่วงที่ Covid-19 ระบาด ก่อนจะประกาศล้มละลายในวันที่ 17 พ.ย. ปีเดียวกัน นับเป็นสายการบินแรกแห่งแรกในญี่ปุ่นที่ล้มในยุค Covid-19 ส่งผลให้ผู้โดยสาร 23,000 ไม่ได้รับเงินค่าตั๋วคืน ขณะที่แอร์เอเชียแจแปนเป็นหนี้ทั้งหมด 21,700 ล้านเยน

9.เดือน พ.ย. 2020 แอร์เอเชียประกาศทบทวนการลงทุนในแอร์เอเชีย อินเดีย (AirAsia India) ที่ร่วมลงทุนกับบริษัท ทาทา ซันส์ (Tata Sons) และในที่สุดปลายปีที่แล้วแอร์เอเชียก็ขายหุ้นให้ทาทา ซันส์ เหลือหุ้นที่ถือครองเพียง 16.33% ส่วนทาทา ซันส์มีหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 84% จาก 51% เพื่อนำเงินสดมาพยุงกิจการในอาเซียน

10.นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้สายการบินทั่วโลกต้องหยุดบินและขาดทุนไปตามๆ กันจนบางแห่งถึงกับล้มละลาย ขณะที่แอร์เอเชียก็ประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องจนถึงไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วที่เพิ่งประกาศล่าสุด ที่ขาดทุนมากที่สุดนับตั้งแต่ประกอบกิจการ รวมตัวเลขขาดทุนทั้งปี 2020 ที่ 5,100 ล้านริงกิต

11.หลังประกาศผลประกอบการ โทนี่ เฟอร์นันเดซ ยังเชื่อมั่นว่า แอร์เอเชียจะค่อยๆ ฟื้นตัวภายในปีนี้ในตลาดหลัก และจะฟื้นตัวเต็มที่ในอีก 2 ปีข้างหน้า

12.ขณะนี้แอร์เอเชียอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อระดมทุนรอบใหม่ โดยคาดว่าจะได้เงินราว 2,500 ล้านริงกิต และเงินกู้อีก 1,000 ล้านริงกิตจากธนาคาร 3 แห่งในมาเลเซีย

AFP PHOTO / FILES / MANAN VATSYAYANA

สถาบันการเงินโลกต้องสั่นสะเทือนเพราะศรัทธาของชายคนนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649247

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 19:00 น.สถาบันการเงินโลกต้องสั่นสะเทือนเพราะศรัทธาของชายคนนี้Bill Hwang นักลงทุนผู้เคร่งศาสนากำลังทำตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วนเพราะเฮดจ์ฟันด์ของเขาผิดนัดจ่ายมาร์จิ้นคอล

1. Bill Hwang เกิดในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 และเติบโตมาในฐานะคริสเตียนที่เคร่งศาสนา พ่อของเขาเป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักร ส่วนแม่ของเขาเป็นมิชชันนารีในเม็กซิโก

2. ศรัทธาได้ชี้นำอาชีพให้กับ Hwang นั่นก็คือ “การลงทุน” เขามองว่าการลงทุนเป็นสิ่งที่พระเจ้าเรียกร้องให้เขาทำ และพระเจ้าต้องการให้เขาสนับสนุนบริษัทที่มีส่วนช่วยให้มนุษยชาติก้าวหน้า เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือผู้ยากไร้ Grace and Mercy Foundation อีกด้วย

“ผมเหมือนเด็กตัวเล็กๆ ที่กำลังมองหาสิ่งที่จะทำ ผมจะลงทุนเพื่อให้พระเจ้าของเราพอพระทัย … ผมจะไม่เกษียณจนกว่าพระเจ้าจะดึงผมกลับ”

3. Hwang สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส และปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน โดยเริ่มทำงานเป็นเซลล์ที่ Peregrine Securities และ Hyundia Securities

4. จนกระทั่งเขาไปเจอกับลูกค้าคนหนึ่ง “จูเลียน โรเบิร์ตสัน” ที่นำพาเขาเข้าสู่โลกของนักลงทุน และได้เข้าทำงานภายใต้นักลงทุนผู้มากประสบการณ์ที่กองทุนป้องกันความเสี่ยง Tiger Management ของโรเบิร์ตสัน

5. ก่อนที่จะผันตัวมาเปิดธุรกิจกองทุนป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง “Tiger Asia Management” ซึ่งทำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของนักลงทุนอันดับต้นๆ ในตระกูล Tiger ของโรเบิร์ตสัน และมีทรัพย์สินในบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 5 พันล้านเหรีญสหรัฐ

6. ในปี 2012 Tiger Asia Management ต้องปิดตัวลงไปหลังจากที่ Hwang รับสารภาพว่ามีการใช้ประโยชน์จากข้อมูลวงในเพื่อหากำไรจากตลาดหุ้น และภายหลังจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “Archegos Capital Management” บริษัทจัดการกองทุนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนของตลาดการเงินทั่วโลกในวันนี้

7. Archegos กู้เงินจากธนาคารหลายแห่งไปลงทุน อาทิ ธนาคาร Credit Suisse, Nomura และ Goldman Sachs แต่กลับประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก และโดนเรียกเงินหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) แต่บริษัทผิดนัดชำระจึงถูกบังคับให้ขายหุ้นผ่านธุรกรรม Block Trade มูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 มี.ค.)

8. ซึ่งทำให้ธนาคารเจ้าหนี้อย่าง Goldman Sachs เทขายหุ้นล็อตใหญ่ในการซื้อขายแบบ Block Trade มูลค่า 1.05 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการเทขายหุ้นล็อตใหญ่อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนซึ่งสร้างความปั่นป่วนอย่างมากในตลาดการเงิน

9. นอกจากนี้ยังส่งผลให้หุ้นของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งร่วงลงไปด้วยไม่ว่าจะเป็น ViacomCBS -50%, Discovery -45%, Tencent Music Entertainment -33%, Vipshop -31% และ Baidu -18%

10. ขณะที่ธนาคารระดับโลกอย่าง Credit Suisse และ Nomura ก็อาจเผชิญกับการขาดทุนมูลค่ามหาศาลเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่า Credit Suisse จะขาดทุนกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐซึ่งมากกว่ากำไรทั้งหมดที่ได้รับในปีที่ผ่านมาเสียอีก ขณะที่หุ้นลดลง 14% และ Nomura หุ้นดิ่งลง 16.3% และมีแนวโน้มขาดทุน 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

ภาพโดย The Grace and Mercy

3 กองทัพชนกลุ่มน้อยจับอาวุธสู้ทหารช่วยประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649256

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 18:35 น.3 กองทัพชนกลุ่มน้อยจับอาวุธสู้ทหารช่วยประชาชนกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในเมียนมาประกาศผนึกกำลังสู้รัฐบาลทหารหากยังไม่ยุติความรุนแรง

เว็บไซต์ข่าวเมียนมา The Irrawaddy รายงานว่ากองทัพยะไข่ (Arakan Army), กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) ประกาศว่าจะร่วมมือกันผนึกกำลังกับทุกชาติพันธุ์เพื่อต่อสู้กับรัฐบาลทหารเมียนมาหากรัฐบาลยังคงสังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยมซึ่งล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 510 คน

Khaing Thukha จากกองทัพยะไข่กล่าวว่า “ถึงเวลาแล้วที่กลุ่มชาติพันธุ์จะต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องพลเรือนที่ถูกกดขี่จากระบอบทหาร เราต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ถูกกดขี่”

“พวกเขาปฏิบัติต่อพลเรือนอย่างโหดเหี้ยม พลเรือนผู้บริสุทธิ์ถูกทหารยิงและสังหารอย่างโหดเหี้ยมทุกวัน การจับกุมโดยพลการและการปล้นทรัพย์สินของผู้คนกำลังเพิ่มสูงขึ้น เราขอประณามการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของทหารและตำรวจเมียนมา”

พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำรัฐประหารเข้าร่วมการเจรจาเพื่อแก้วิกฤตด้วยวิธีทางการเมืองเนื่องจากประชาชนทั่วประเทศเรียกร้องให้ยุติการปกครองโดยทหาร ปล่อยตัวนักการเมืองและประชาชนทุกคนที่ถูกจับกุมตัว และยอมรับผลการเลือกตั้งในปี 2020

นอกจากนี้ AA, TNLA และ MNDAA เตือนกองทัพเมียนมาว่าจะร่วมมือกับกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์อื่นๆ และผู้สนับสนุนประชาธิปไตยเพื่อปกป้องตนเองจากการปราบปรามที่โหดเหี้ยมของรัฐบาลหากความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ กองทัพยะไข่หรือกองทัพอาระกัน (AA) เป็นองค์กรกบฏของชาวพุทธยะไข่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 เคยต่อสู้ร่วมกับกองทัพคะฉิ่นในความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่น และมีกำลังพลถึงประมาณ 7,000 คน

กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) หรือพรรคประชาธิปไตยโกก้างเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1989 โดยผู้นำในท้องถิ่นของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าแยกตัวออกมาจากพรรคและจัดตั้งกองทัพนี้ขึ้น ซึ่งมีกำลังพลราว 1,500 ถึง 2,000 คน

กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) เป็นกองกำลังติดอาวุธของแนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1992 มีกำลังพลราว 1,500 ถึง 3,500 คน

ภาพ : กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยงเมื่อปี 2015 โดย AFP PHOTO/KC Ortiz

Xiaomi ลงทุนหมื่นล้าน ลุยสร้างรถยนต์ไฟฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649246

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 17:11 น.Xiaomi ลงทุนหมื่นล้าน ลุยสร้างรถยนต์ไฟฟ้าบริษัทเทคจีนอีกรายที่กระโจนเข้าสู่โลกยานยนต์ เพราะคาดว่าในอนาคตรถยนต์จะ “สมาร์ท” มากขึ้น

เสียวหมี่ (Xiaomi Corp.) วางแผนที่จะลงทุนประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาอีก 10 ปีต่อจากนี้เพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า นับเป็นการยกเครื่องครั้งใหญ่ที่สุดของบริษัทจากการทำอุปกรณ์ไฟฟ้าเล็กๆ ไปสู่ยานยนต์ขนาดใหญ่เพื่อเข้าสู่ตลาด EV ที่เฟื่องฟูของจีน

เหลยจวิน (Lei Jun) มหาเศรษฐีผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทจะเป็นผู้นำแผนกใหม่ซึ่งจะมีอิสระในการจัดการตัวเอง โดยจะลงทุนเริ่มต้น 10,000 ล้านหยวน (1,500 ล้านดอลลาร์) ในการผลิตรถยนต์อัจฉริยะ

ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนของจีนเข้าร่วมเกาะกระแสกับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีตั้งแต่ Apple Inc. ไปจนถึง Huawei Technologies Co. ในการกำหนดเป้าหมายไปที่อุตสาหกรรมยานยนต์ โดยคาดว่ารถยนต์ในอนาคตจะใช้ระบบอัตโนมัติและเชื่อมต่อกันมากขึ้น

Xiaomi อาจจะลงทุนทั้งหมด 100,000 ล้านหยวนในโครงการ EV ในช่วง 3 ปีข้างหน้ารวมถึงการจัดหาเงินทุนภายนอกโดยบริษัทจะมีส่วนร่วมประมาณ 60% ของจำนวนเงินที่คาดการณ์ไว้และวางแผนที่จะระดมทุนส่วนที่เหลือ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานพิเศษว่า Xiaomi กำลังเจรจาเป็นพันธมิตรกับ Great Wall Motor Co ผู้ผลิตรถยนต์จีนเพื่อขอความช่วยเหลือในการผลิต EV ซึ่ง Xiaomi ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานนี้ ในขณะที่ Great Wall กล่าวว่าไม่ได้หารือเกี่ยวกับความร่วมมือดังกล่าวกับ Xiaomi

นอกจาก Xiaomi ที่ลงมาจับธุรกิจนี้แล้ว ในเดือนมกราคมบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการค้นหาของจีน Baidu Inc ประกาศว่าจะพัฒนาหน่วยลงทุน EV ผ่านความร่วมมือกับ Geely Automobile Holdings Ltd ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ

ในเดือนกุมภาพันธ์ Huawei Technologies Co Ltd ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านสมาร์ทโฟนของจีนกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับ Changan Automobile ผู้ผลิตรถยนต์ของรัฐและบริษัทอื่นๆ เพื่อผลิต EV

Photo by GREG BAKER / AFP

ชาวเมียนมาคว่ำบาตรหวยเผด็จการ สลากขายไม่ออกหลายล้านใบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649231

วันที่ 30 มี.ค. 2564 เวลา 15:11 น.ชาวเมียนมาคว่ำบาตรหวยเผด็จการ สลากขายไม่ออกหลายล้านใบประชาธิปไตยมาก่อน! ผู้คร่ำหวอดในวงการเผยว่าการคว่ำบาตรรุนแรงมากจนอาจทำให้การเล่นหวยในเมียนมาต้องจบสิ้นลงเลยทีเดียว

สำนักข่าว Frontier Myanmar ที่รายงานข่าวเกี่ยวกับแง่มุมต่างๆ ของเมียนมารายงานว่า ชาวเมียนมาพาหันคว่ำบาตรไม่ซื้อไม่เล่นลอตเตอรี่ของรัฐหลังจากที่กองทัพทำการยึดอำนาจ การคว่ำบาตรรุนแรงมากจนรัฐบาลกองทัพต้องเลื่อนการประกาศผลรางวัลถึง 2 ครั้งและทำให้มีหวยที่ไม่มีคนซื้อเหลือหลายล้านใบ

ตามปกติแล้วหวยรัฐบาลหรือ “ออง บา เล” (Aung Bar Lay) ทำรายได้ให้กับรัฐบาลหลายล้านเหรียญสหรัฐ และมีหวยขายได้ถึง 40 ล้านกว่าใบในแต่ละเดือน แต่ตอนนี้ประชาชนร่วมใจกันไม่ซื้อทำให้มีหวยเหลือเป็นล้านใบ

นอกจากนี้ ผู้ขายหวยรายใหญ่รายหนึ่งขายหวยไม่ออกจนธุรกิจย่ำแย่มากในเดือนกุมภาพันธ์จนต้องปิดกิจการบางส่วนและส่งพนักงานกลับบ้านไป และเขายังเผชิญแรงกดดันจากปรชาชนให้เลิกขายหวยรัฐอีกด้วย

ผู้ขายรัฐรายหนึ่งเผยกับ Frontier Myanmar ว่าไม่เคยคาดคิดว่าประชาชนจะเป็นหน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการแบนหวยรัฐบาลถึงขนาดนี้ และจากการคาดการณ์ของคนในวงการหวยของเมียนมาเชื่อว่ดการคว่ำบาตรของประชาชานอาจทำให้การเล่นหวยในเมียนมาถึงจุดจบเลยทีเดียว

ทั้งนี้ “ออง บา เล” หรือที่แปลว่า “คุณอาจจะชนะ” (หรือถูกหวย) ลอตเตอรี่รายเดือนดำเนินการโดยกรมสลากกินแบ่งของกระทรวงการคลัง สลากกินแบ่งพิมพ์ที่โรงพิมพ์เดียวกับที่พิมพ์ธนบัตรเงินจ๊าตพม่าและหนังสือเดินทางของรัฐบาลเมียนมา

จากตัวเลขเมื่อปี 2015 รายได้จากการขายลอตเตอรี่สร้างรายได้ให้กับรัฐบาลพม่า 28.8 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีและมีการขายสลากกินแบ่งกว่า 30 ล้านใบต่อเดือนสำหรับการจับฉลากรายเดือน แต่จากข้อมูลล่าสุดปี 2021 โดย Frontier Myanmar พบว่ามียอดขายถึง 40 ล้านใบต่อเดือน

นอกจาหวยบนดินของรัฐแล้ว ยังมีหวยใต้ดินของชาวบ้านด้วย ทุกที่ในประเทศนี้จะพบเห็นแผงจำหน่ายสลากเสี่ยงโชคละลานตาไปหมด ตั้งแต่ริมถนนจนถึงในวัด โดยชาวพม่าเรียกหวยว่า “ถี่” แต่ถ้าหวยใต้ดินจะเรียกว่า “แช” เล่นกัน 2 งวดตามสลากไทย วัดดวงกันที่ 3 ตัวหลัง จึงเรียกว่า “โตงโลงแช” หรือหวย 3 ตัวนั่นเอง

Photo by Handout / FACEBOOK / AFP