จีนส่งทหารเข้าชายแดนเมียนมาปกป้องท่อส่งน้ำมัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649492

วันที่ 02 เม.ย. 2564 เวลา 13:00 น.จีนส่งทหารเข้าชายแดนเมียนมาปกป้องท่อส่งน้ำมันแหล่งข่าวเผยทางการจีนส่งกองทัพลงพื้นที่ชายแดนเมียนมาคุ้มครองท่อส่งน้ำมัน

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากหลายแหล่งว่า ทางการจีนส่งกองทัพและรถบรรทุกลงพื้นที่ในเมืองเจี่ยเก้าซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเมืองหมู่เจ้ในรัฐฉานของเมียนมา โดยเดินทางมาถึงเมื่อไม่กี่วันก่อน

แหล่งข่าวจากกองกำลังชนกลุ่มน้อยติดอาวุธหลายกลุ่มบอกว่าการเคลื่อนไหวของจีนครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณไปยังเมียนมา ขณะที่ TVBS News ในไต้หวันรายงานว่า กองทัพจีนเข้าไปประจำการเพื่อปกป้องท่อส่งน้ำมัน แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ท่อส่งน้ำมันยาว 800 กิโลเมตรทอดยาวจากรัฐยะไข่ในอ่าวเบงกอลผ่านเมืองมะเกวและมัณฑะเลย์และทางตอนเหนือของรัฐฉานเข้าสู่จีน

เมื่อต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ทางการจีนขอให้กองทัพเมียนมาปกป้องท่อส่งก๊าซและน้ำมันของจีนหลังเกิดกระแสต่อต้านจีนในเมียนมาและมีการข่มขู่ว่าจะระเบิดท่อส่งน้ำมัน

REUTERS/Damir Sagolj

ครอบครัว-เพื่อนร่วมชาติไว้อาลัยทุกชีวิตที่สละเพื่อประชาธิปไตยเมียนมา (ภาพชุด) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649438

วันที่ 02 เม.ย. 2564 เวลา 10:30 น.ครอบครัว-เพื่อนร่วมชาติไว้อาลัยทุกชีวิตที่สละเพื่อประชาธิปไตยเมียนมา (ภาพชุด)(คำเตือน : มีภาพที่อาจสร้างความสะเทือนใจ)

นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงต้อต้านรัฐบาลทหารอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 600 ราย ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

ญาติของ Khine Zar Twal ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 มี.ค. จูบที่หน้าผากของเธอระหว่างการจัดพิธีศพในกรุงย่างกุ้งเมื่อวันที่ 30 มี.ค. Photo by STR / AFP
ญาติๆ พากันชูสามนิ้วเพื่อไว้อาลัยให้กับ Saw Lwin Moe ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 มี.ค. Photo by STR / AFP
ชาวบ้านรวมตัวกันแสดงความไว้อาลัยแก่ผู้ประท้วง 3 รายที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมของกองทัพในเมืองโมนยวา ภูมิภาคสะกาย ด้วยการชูสามนิ้ว Photo by Handout / FACEBOOK / AFP
หนึ่งในญาติของผู้เสียชีวิตในเมืองโมนยวา ภูมิภาคสะกาย Photo by Handout / FACEBOOK / AFP

หน่วยงานยูเอ็นขออาเซียนไม่ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649461

วันที่ 02 เม.ย. 2564 เวลา 09:30 น.หน่วยงานยูเอ็นขออาเซียนไม่ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมาหน่วยงานสหประชาชาติขอให้เพื่อนบ้านอาเซียนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยเมียนมากลับประเทศ  

สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาระงับการส่งผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากลับประเทศ และให้ความคุ้มครองคนเหล่านี้  

แถลงการณ์ยังเรียกร้องให้ทุกประเทศค้นหาและช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวเมียนมา และไม่ขัดขวางหรือผลักดันกลุ่มคนเหล่านี้ที่หนีเข้ามาจากทั้งเส้นทางบกหรือทางน้ำ 

จิลเลียน ทริกส์ ผู้ช่วยข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติเผยว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกคนที่ข้ามพรมแดนไปขอลี้ภัยในประเทศอื่นจะต้องได้รับการอนุมัติ เด็ก ผู้หญิง ผู้ชายที่หนีตายต้องได้รับการคุ้มครอง พวกเขาไม่สมควรถูกส่งกลับไปยังที่ที่ชีวิตและเสรีภาพของพวกเขาตกอยู่ในอันตราย หลักการไม่ส่งกลับเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและบังคับใช้กับทุกประเทศ  

ทริกส์ยังกล่าวอีกว่า ในขณะที่สถานการณ์ในเมียนมารุนแรงขึ้น ทุกประเทศในอาเซียนควรดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมคุ้มครองชีวิตของชาวเมียนมาที่จำเป็นต้องหลบหนีต่อไปตามที่เคยปฏิบัติมา  

ส่วน ซินเธีย เวลิโก ผู้แทนประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักงานเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ณ กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ไม่ควรมีใครต้องเสี่ยงถูกส่งกลับไปยังเมียนมา ในเมื่อชีวิต ความปลอดภัย และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของพวกเขากำลังถูกคุกคาม และกล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะยืนเคียงข้างชาวเมียนมา  

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทุกประเทศในอาเซียนยุติการส่งตัวแรงงานชาวเมียนมาที่ไม่มีหนังสือรับรอง หรืออยู่ในสถานะผู้เข้าเมืองแบบไม่ปกติกลับเมียนมา และให้สถานะทางกฎหมายแก่คนเหล่านี้ในขณะที่เมียนมายังเผชิญวิกฤต

Photo by Handout / various sources / AFP

กองทัพเมียนมาเตรียมปวดหัว เมื่อกลุ่มติดอาวุธชาติพันธ์ุลุกขึ้นสู้เคียงข้างประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649456

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 19:00 น.กองทัพเมียนมาเตรียมปวดหัว เมื่อกลุ่มติดอาวุธชาติพันธ์ุลุกขึ้นสู้เคียงข้างประชาชน กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์เมียนมามีเยอะกว่าที่คิด ตามไปดูกันว่ามีใครบ้างและประจำการอยู่ตรงไหนของประเทศ

ความขัดแย้งภายในเมียนมามีมาตั้งแต่ได้รับเอกราชจากสหราชอาณาจักรในปี 1948 เนื่องจากกลุ่มชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยในเมียนมาต่างต้องการเอกราชและสิทธิในการปกครองตนเองส่งผลให้การสู้รบระหว่างพวกเขาและรัฐบาลยืดเยื้อมานานไม่จบสิ้น

พวกเขาถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่ากลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ (EAO) โดยกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มแรกๆ ที่หลายคนน่าจะรู้จะกันดีคือสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือกะเหรี่ยง KNU ซึ่งขณะนี้นำโดย Saw Mutu Say Poe มีหน่วยงานทางทหารที่เรียกว่ากองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ซึ่งปักหลักอยู่ที่รัฐกะเหรี่ยง, กะยา และเขตตะนาวศรี

นอกจากนี้ยังมีองค์กรที่แยกย่อยออกมาจาก KNU อีกหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นองค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO), ก๊อด อาร์มี่ (God’s Army), กองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยฝ่ายพุทธ (DKBA) และกองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยฝ่ายพุทธ กองพล 5 (DKBA-5)

กองกำลังอื่่นๆ ทั่วประเทศ

รัฐคะฉิ่น

  • กองทัพยะไข่หรือกองทัพอาระกัน (AA) ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 เป็นองค์กรกบฏของชาวพุทธยะไข่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008 เคยต่อสู้ร่วมกับกองทัพคะฉิ่นในความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์คะฉิ่น และมีกำลังพลถึงประมาณ 7,000 คน
  • กองทัพเอกราชกะชีน (KIA) หรือคะฉิ่นเป็นกองทัพขององค์การเอกราชกะชีน (KIO) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1961 เพื่อตอบโต้กองทัพเมียนมาและการก่อรัฐปะหารของนายพลเนวี่นที่พยายามลดบทบาทของชนกลุ่มน้อย นอกจากนี้ในการเลือกตั้งในปี 2010 รัฐบาทหารเมียนมาประกาศให้กลุ่มติดอาวุธทุกกลุ่มปลดอาวุธก่อนการเลือกตั้ง แต่ KIA ยืนกรานว่าจะไม่ยอมปลดอาวุธเด็ดขาดและจะเดินหน้ทำสงครามต่อไป
  • กองทัพแห่งชาติ Shanni เกิดขึ้นเมื่อปี 2016 มีกำพลกว่า 1,000 คน องค์กรนี้เป็นพันธมิตรกับกองทัพรัฐฉานใต้ และกองทัพเมียนมา

รัฐยะไข่

  • กองทัพอาระกันโรฮิงญา (ARSA) เป็นกลุ่มก่อความไม่สงบชาวโนฮิงญา ก่อตั้งในปี 2013 ประจำการอยู่ที่รัฐยะไข่และชายแดนเมียนมา-บังกลาเทศ
  • กองทัพปลดปล่อยอาระกัน (ALA) ก่อตั้งขึ้นในปี 1968 ประจำการอยู่ในรัฐยะไข่และรัฐกะเหรี่ยง ก่อนที่จะลงนามในสัญญาหยุดยิงเมื่อปี 2012
  • กองทัพยะไข่หรือกองทัพอาระกัน (AA)

รัฐฉาน

  • กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) หรือพรรคประชาธิปไตยโกก้างเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1989 โดยผู้นำในท้องถิ่นของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าแยกตัวออกมาจากพรรคและจัดตั้งกองทัพนี้ขึ้น ซึ่งมีกำลังพลราว 1,500 ถึง 2,000 คน
  • กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) เป็นกองกำลังติดอาวุธของแนวร่วมปลดปล่อยรัฐปะหล่อง เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1992 มีกำลังพลราว 1,500 ถึง 3,500 คน
  • สหภาพประชาธิปไตยลาหู่ (LDU) เป็นกลุ่มก่อความไม่สงบทางการเมืองและความไม่สงบของชาวลาหู่ในเมียนมา ได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศกับรัฐบาลเมียนมาร์เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2018
  • กองทัพแห่งชาติ WNA เป็นกลุ่มก่อความไม่สงบที่ปฏิบัติการในรัฐฉานใกล้ชายแดนไทย-เมียนมา ก่อตั้งในปี 1969 และลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลในเดือนสิงหาคม 1997
  • กองทัพ UWSA ก่อตั้งในปี 1989 เป็นกองกำลังติดอาวุธของพรรค United Wa State มีกำลังพลถึง 20,000 ถึง 25,000 คน
  • กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติ Pa-O (PNLA) ก่อตั้งในปี 2009 และลงนามหยุดยิงไปแล้วในปี 2012 โดยประจำการอยู่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา
  • กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (NDAA) ก่อตั้งในปี 1989 หลังจากแยกตัวออกจากอดีตพรรคคอมมิวนิสต์พม่า (CPB)
  • กองทัพรัฐฉาน – เหนือ (SSA-N) และกองทัพรัฐฉาน – ใต้ (SSA-S)
  • กองทัพยะไข่หรือกองทัพอาระกัน (AA)

รัฐกะเหรี่ยง

  • สภาสันติภาพ KNU/KNLA (KPC) กลุ่มติดอาวุธในเมียนมาก่อตั้งในปี 2007 โดยพลตรี Saw Htay Maung แม้จะมีชื่อเหมือนกันแต่องค์กรนี้ไม่ได้มีเกี่ยวข้องกับ KNU หรือ KNLA
  • กองทัพอาระกัน (AA) รัฐกะเหรี่ยง
  • กองทัพปลดปล่อยอาระกัน (ALA)
  • กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA)
  • องค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO)
  • กองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตยฝ่ายพุทธ กองพล 5 (DKBA-5)

รัฐชีน

  • กองทัพแห่งชาติ Kuki (KNA) ก่อตั้งขึ้นในปี 1988 เป็นกลุ่มก่อความไม่สงบที่ประจำการในตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียและตะวันตกเฉียงเหนือของเมียนมา
  • กองทัพปฏิวัติ Zomi (ZRA) ก่อตั้งขึ้นในปี 1997 มีกำลังพลราว 3,000 คน ประจำการอยู่ที่รัฐชีนและชายแดนเมียนมา-อินเดีย
  • กองทัพแห่งชาติชีน (CNA) ก่อตั้งขึ้นในปี 1998 เคยลงนามในข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลในปี 2012 เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มสมาชิกสภาสหพันธรัฐชาติสหภาพพม่า (UNFC)
  • กองทัพยะไข่หรือกองทัพอาระกัน (AA)

รัฐกะยา

  • กองทัพ Karenni (KA/KNPP) ก่อตั้งในปี 1949 เป็นกองทัพติดอาวุธของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (KNPP) ปฏิบัติการในตะวันออกของรัฐกะยา
  • กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA)
  • องค์กรป้องกันแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNDO)

รัฐมอญ

  • กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติมอญ (MNLA) ก่อตั้งขึ้นในปี 1958 ประจำการอยู่ที่รัฐมอญและเขตตะนาวศรี เคยปะทะกับสมาชิกของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธของสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงในปี 2016

เขตตะนาวศรี

  • กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติมอญ (MNLA)
  • กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA)

เขตซะไกง์

  • สภาสังคมนิยมแห่งชาตินาคาแลนด์ (NSCN-K) เป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชาวนาคาประจำการบริเวณชายแดนเมียนมา-อินเดีย ก่อตั้งในปี 1980 และลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลอินเดียในปี 2001 และกับรัฐบาลเมียนมาในปี 2012
  • กองทัพแห่งชาติ Kuki (KNA)

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกลุ่มที่ประจำการตามแนวชายแดนระหว่างประเทศและอีกกว่า 20 กลุ่มทั่วประเทศที่ยกเลิกไปแล้ว

แบนตลอดไปหรือแค่ตามกระแส นักช็อปจีนเสียงแตกเรื่องแบรนด์ดังไม่ใช้ฝ้ายซินเจียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649432

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 16:00 น.แบนตลอดไปหรือแค่ตามกระแส นักช็อปจีนเสียงแตกเรื่องแบรนด์ดังไม่ใช้ฝ้ายซินเจียง ส่องท่าทีกระแสแบนสินค้าต่างชาติในจีน ผู้บริโภคจะไม่ซื้อตลอดไปหรือคว่ำบาตรพอเป็นพิธี

จากกรณีชาวจีนแห่แบนสินค้าแบรนด์ดังจากต่างชาติ อาทิ H&M, Nike, Adidas เนื่องจากแบรนด์เหล่านี้ประกาศว่าจะไม่ใช้ฝ้ายจากเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีนมาผลิตสินค้า เพราะกังวลเรื่องการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ ล่าสุด H&M ออกแถลงการณ์ใหม่ว่าจะฟื้นความเชื่อมั่นในจีนอีกครั้ง 

แถลงการณ์ของ H&M เมื่อวันพุธ (31 มี.ค.) เน้นย้ำเรื่องความสำคัญของตลาดจีนโดยจะเดินหน้าทำตลาดในจีนต่อไปตามเดิม และแจงว่ากำลังวางกลยุทธ์ในการจัดหาวัตถุดิบมาผลิตสินค้าเพื่อแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ โดยจะร่วมมือกับพันธมิตรในจีน และจะเดินหน้าเรียกความเชื่อมั่นจากลูกค้าและหุ้นส่วนธุรกิจในจีนกลับมาอีกครั้ง 

แม้ว่าแถลงการณ์ฉบับล่าสุดนี้จะไม่ได้เอ่ยถึงซินเจียง แต่มองได้ว่าเกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว เพราะเกิดขึ้นหลังจาก H&M ต้องเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการแบนสินค้าจากชาวจีนอย่างหนัก

ทว่าแถลงการณ์นี้ก็ไม่ได้ทำให้ชาวจีนเปลี่ยนใจ ผู้ใช้เวยปั๋วรายหนึ่งเผยว่า “จะแบน Nike, Adidas, H&M ต่อไปไม่ว่าคำแถลงจะระบุว่าอะไรก็ตาม” ส่วนอีกรายหนึ่งเผยว่า “ยังไม่เห็นคำขอโทษและความจริงใจเลย”

อย่างไรก็ดี สำนักข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์รายงานว่า กระแสแบนแบรนด์ดังต่างๆ เริ่มจะแผ่วลงแล้วเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างว่ารองเท้ากีฬาสำหรับผู้หญิงรุ่นใหม่ล่าสุดที่วางจำหน่ายในช่องทางออนไลน์ของ Tmall ของเครือ Alibaba มีคนสนใจถึง 350,000 คนและในที่สุดก็ Sold Out ในพริบตา

ขณะที่สำนักข่าว Soccer News  รายงานว่า แม้ว่าสมาคมฟุตบอลที่รัฐบาลจีนหนุนหลังจะประณามท่าทีของ Nike ต่อกรณีซินเจียงเป็นการภายใน แต่กลับไม่ได้ยุติสัญญา 10 ปีที่ทำไว้กับ Nike  

นอกจากนี้ เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ยังลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นจากผู้บริโภคชาวจีนโดยตรงและพบว่า แม้ในโลกโซเชียลมีเดียจะมีกระแสแบน แต่ในโลกความจริงผู้บริโภคยังเสียงแตก แฟนคลับแบรนด์ดังบางคนไม่สนใจที่จะเข้าไปเล่นใน “เกมการเมือง” ครั้งนี้ อีกส่วนหนึ่งหันมาช็อปแบรนด์ในประเทศแทนแบรนด์ระดับโลก

เทเรซา ไป๋ ลูกค้า H&M วัย 23 ปีเผยว่า “นี่เป็นเกมการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐ ฉันคิดว่า H&M เป็นผู้เสียหาย แบรนด์ต้องเลือกระหว่างตลาดตะวันตกและตลาดจีน แล้ว H&M ก็เลือกตะวันตกซึ่งมีส่วนแบ่งมากกว่า” เธอยังบอกอีกว่าผู้บริโภคต้องซื่อสัตย์กับการตัดสินใจของตัวเองและไม่หลับหูหลับตาแบน และทิ้งท้ายว่า “ฉันจะซื้อของที่ฉันชอบต่อไป” 

ลูกค้าอีกรายหนึ่งเผยทำนองเดียวกันว่า “มันเป็นเรื่องระดับชาติ และเรื่องการเมืองก็ซับซ้อนเกินกว่าที่คนธรรมดาอย่างเราจะเข้าใจ H&M ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายในจีน และพนักงานของแต่ละร้านก็เป็นคนจีน”

ส่วนวัยรุ่นอีกรายหนึ่งซึ่งเป็นแฟน Nike และกำลังเลือกซื้อรองเท้า Nike ในร้านแห่งหนึ่งในกรุงปักกกิ่งเผยว่า “ในฐานะที่ผมเกิดและโตที่จีน แน่นอนว่าผมต้องต่อต้าน แต่หัวใจผมสลายเลย เพราะสไตล์ Nike สวยมาก เพราะฉะนั้นผมจะซื้อต่อ”

ขณะที่มีความกังวลว่าคนที่ยังเดินหน้าซื้อสินค้าจากแบรนด์เหล่านี้จะถูกล่าแม่มดด้วยการนำข้อมูลส่วนตัวมาเปิดเผยในโลกโซเชียลท่ามกลางกระแสรักชาติที่กำลังแรง

หญิงรายหนึ่งที่กำลังเลือกซื้อเสื้อจากแบรนด์ H&M ในกรุงปักกิ่งรีบเดินออกจากร้านก่อนจะอธิบายตัวเองกับผู้สื่อข่าวเซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ว่า ปกติไม่ได้ซื้อสินค้าของ H&M แต่ต้องมาที่ร้าน  H&M เพื่อซื้อเสื้อไปแทนตัวเก่าที่เปื้อนเมื่อวันก่อน เพราะไม่มีเวลาไปร้านอื่น แต่เธอย้ำว่าจะร่วมแบนสินค้าต่างชาติแน่นอน

หญิงรายนี้ยังถามกลับผู้สื่อข่าวว่าจะโพสต์แฉว่าเธอซื้อสินค้า H&M ในโซเชียลแล้วรุมประณามเธอหรือเปล่าด้วย

ขณะที่ห้างสรรพสินค้าเริ่มยกระดับการเดินตรวจตราความเรียบร้อยภายในห้างเพื่อป้องกันการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายแบนและฝ่ายไม่แบน เนื่องจากกรณีดังกล่าวกำลังเป็นประเด็นอ่อนไหวในขณะนี้

Photo by STR / AFP

กองกำลังกะฉิ่น KIA โจมตีตำรวจเมียนมาฐานร่วมฆ่าประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649410

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 13:00 น.กองกำลังกะฉิ่น KIA โจมตีตำรวจเมียนมาฐานร่วมฆ่าประชาชน กองกำลังชนกลุ่มน้อยกะฉิ่นโจมตีสถานีตำรวจในรัฐกะฉิ่นตอบโต้ที่ตำรวจร่วมมือกับทหารฆ่าประชาชน 

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ซึ่งเป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยในรัฐกะฉิ่นโจมตีและยึดสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในเมืองชเวกูของรัฐกะฉิ่นเมื่อช่วง 03.00 น.ของวันพุธที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ที่ตำรวจร่วมมือกับกองทัพปราบปรามผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง 

“เราโจมตีสถานีตำรวจและฐานปฏิบัติการของกองกำลังประชาชนติดอาวุธของกองทัพเมียนมา เนื่องจากเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของกองทัพ ตำรวจและพลเมืองติดอาวุธมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประชาชน คนพวกนี้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเมียนมา” Naw Bu โฆษก KIA กล่าว อย่างไรก็ดี Naw Bu ไม่ได้ยืนยันรายงานที่ว่ากองกำลัง KIA ยึดอาวุธและสเบียงอาหารจากสถานีตำรวจที่โจมตี

ด้านข้าราชการรายหนึ่งในเมืองชเวกูเผยว่า สถานีตำรวจที่ถูก KIA โจมตีอยู่ห่างไกล บวกกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตถูกตัดขาด ทำให้กว่าคนในเมืองจะรู้เรื่องก็ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

ขณะนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวจากกรมตำรวจเมืองชเวกู แต่จากโครงสร้างองค์กรของตำรวจ สถานีตำรวจในระดับหมู่บ้านจะมมีเจ้าหน้าที่ประจำการราว 6-18 นาย

ทั้งนี้ กองกำลังชนกลุ่มน้อยติดอาวุธ KIA ไม่ยอมรับอำนาจของรัฐบาลทหารหลังการยึดอำนาจ และปฏิบัติการโจมตีฐานปฏิบัติการของกองทัพหลายจุดนับตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งการโจมตีสถานีตำรวจเมืองพากันรัฐกะฉิ่นเมื่อวันที่ 18 มี.ค.

ฝ่ายกองทัพเมียนมาตอบโต้กลับด้วยการยิงปืนใหญ่และโจมตีทางอากาศฐานทัพ KIA ที่ 11 และ 14 ที่เมืองตะไนง์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 มี.ค.)

Photo by Handout / various sources / AFP 

จับตาทหารเมียนมาประกาศหยุดยิงสงบศึกกลุ่มชาติพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649398

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 11:30 น.จับตาทหารเมียนมาประกาศหยุดยิงสงบศึกกลุ่มชาติพันธุ์กองทัพเมียนมาประกาศหยุดยิงรับวันปีใหม่เมียนมาแต่ยังคงมีข้อยกเว้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากองทัพเมียนมาประกาศหยุดยิงทั่วประเทศเป็นเวลา 1 เดือนตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 เมษายน “เว้นแต่เป็นการป้องกันจากการกระทำที่ขัดขวางความมั่นคงและการบริหารของรัฐบาล”

โดยแถลงการณ์ระบุว่าการหยุดยิงชั่วคราวของกองทัพเพื่อ “ดำนินการเจรจาอย่างสันติและสร้างความปรองดองกับกลุ่มชาติพันธุ์” และเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล Thingyan หรือวันขึ้นปีใหม่ของเมียนมาซึ่งตรงกับวันที่ 13 ถึง 16 เมษายน

Statement says the military’s temporary ceasefire is to “conduct peace talks and forge national reconciliation with ethnic groups” and to celebrate Myanmar traditional Thingyan festival which is in April. pic.twitter.com/Ljn57JqmKF

— Hnin Zaw (@hninyadanazaw) March 31, 2021

อย่างไรก็ตามกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมายังไม่มีท่าทีต่อการประกาศดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาแสดงจุดยืนว่าไม่สนับสนุนรัฐบาลทหาร โดยรายงานว่ากองทัพยะไข่ (Arakan Army), กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDAA) และกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติตะอาง (TNLA) ประกาศว่าจะร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เพื่อปกป้องตนเองจากการปราบปรามที่โหดเหี้ยมของรัฐบาลหากความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไป

รวมถึงสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ก็มีการปะทะกับกองทัพเมียนมาก่อนหน้านี้โดยกองทัพส่งเครื่องบินรบโจมตี KNU ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย ขณะที่ KNU สังหารทหารเมียนมาอย่างน้อย 10 นายและควบคุมตัวทหารอีก 8 นาย

ขณะที่สหประชาชาติ (UN) แสดงความกังวลก่อนหน้านี้ว่าหากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปในลักษณะนี้อาจเกิดเหตุนองเลือดครั้งใหญ่และสงครามกลางเมืองในเมียนมา

Photo by Handout / FACEBOOK / AFP

ไปอีกราย บ.เยอรมันหยุดส่งวัสดุผลิตธนบัตรให้เมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649390

วันที่ 01 เม.ย. 2564 เวลา 10:26 น.ไปอีกราย บ.เยอรมันหยุดส่งวัสดุผลิตธนบัตรให้เมียนมาบริษัทสัญชาติเยอรมันระงับการส่งวัสดุผลิตธนบัตรให้เมียนมาตอบโต้การใช้กำลังปราบปรามประชาชน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า บริษัท Giesecke and Devrient ของเยอรมนีออกแถลงการณ์แจ้งว่าจะหยุดส่งวัสดุที่ใช้ในการผลิตธนบัตรให้กับรัฐวิสาหกิจ Security Print Works ที่ผลิตธนบัตรในเมียนมา โดยจะมีผลทันที เพื่อตอบโต้ที่กองทัพเมียนมาใช้ความรุนแรงกับผู้ประท้วง

“นี่คือปฏิกิริยาตอบสนองต่อการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างทหารและพลเรือน” Giesecke and Devrient ระบุ   

เมื่อช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาบริษัทดังกล่าวได้จำกัดการจัดหาวัสดุและชิ้นส่วนของระบบผลิตธนบัตรไปยังเมียนมาหลังจากกองทัพทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทผลิตพลังงานหมุนเวียน Voltalia ของฝรั่งเศสที่ประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่าได้หยุดการดำเนินการในเมียนมา เนื่องจากวิกฤตมนุษยธรรมและการเมืองในประเทศ เพื่อความปลอดภัยของพนักงาน

ทั้งนี้ บริษัท Voltalia เข้าไปทำธุรกิจในเมียนมาตั้งแต่ปี 2018 โดยจัดหากระแสไฟฟ้าให้กับหอโทรคมนาคม 156 ต้นในพื้นที่ชนบท

ก่อนหน้านี้บริษัทต่างชาติหลายแห่งทยอยตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับเมียนมา อาทิ Kirin ของญี่ปุ่น บริษัทน้ำมันเชื้อเพลิง Puma ของสิงคโปร์ ส่วนบริษัทผลิตรถยนต์ Suzuki ของญี่ปุ่น หยุดการผลิตชั่วคราวในโรงงาน 2 แห่งในเมียนมา

นอกจากนี้ ทั้งสหรัฐ อังกฤษ และสหภาพยุโรปต่างพากันคว่ำบาตรนายทหารระดับสูงของเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร รวมทั้งบริษัทที่กองทัพดำเนินกิจการด้วย

Photo by Handout / various sources / AFP

ทำไมอินเดียกับไทยถึงมีท่าทีกลับไปกลับมาเรื่องผู้อพยพเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649350

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 21:00 น.ทำไมอินเดียกับไทยถึงมีท่าทีกลับไปกลับมาเรื่องผู้อพยพเมียนมาประเทศเพื่อนบ้านเมียนมากลืนไม่เข้าคลายไม่ออกรับมือผู้อพยพหนีตายทะลักชายแดน

ความขัดแย้งระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนทวีความตึงเครียด หลังจากกองทัพสั่งโจมตีทางอากาศเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงที่กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) ควบคุมอยู่ เพื่อล้างแค้นที่ KNU ยึดฐานทัพทหารไปก่อนหน้านี้เพื่อตอบโต้ที่กองทัพใช้ความรุนแรงกับประชาชน

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลว่าการสู้รบกันระหว่างกองทัพกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยจะทะลักข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะไทยกับอินเดียที่กำลังเผชิญกับผู้อพยพหลายพันคนที่หนีตายออกมาจากบ้านเกิด

อินเดียกับไทยเจอชะตากรรมเดียวกันคือ ถูกตำหนิว่าใจดำไม่ยอมให้ความช่วยเหลือคนเมียนมาที่เดือดร้อน

ก่อนหน้านี้ โลกโซเชียลมีเดียอินเดียวิจารณ์รัฐบาลอย่างหนักหลังรัฐบาลท้องถิ่นในรัฐมณีปุระซึ่งอยู่ติดกับเมียนมามีคำสั่งไม่ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและกลุ่มประชาสังคมต่างๆ จัดหาอาหารและที่พักให้ผู้อพยพ โดยอนุญาตเพียงให้ช่วยคนที่บาดเจ็บและต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์เท่านั้น

ส่วนเสียงติติงในไทยก็ดุเดือดไม่แพ้กันจนแฮชแท็ก #หยุดส่งผู้ลี้ภัยไปตาย ติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ หลังจากมีข่าวว่ารัฐบาลไทยผลักดันผู้อพยพชาวกะเหรี่ยงที่ถูกกองทัพโจมตีทางอากาศกลับรัฐกะเหรี่ยงกว่า 10,000คน

มาร์ก ฟาร์แมเนอร์ หัวหน้ากลุ่ม Burma Campaign UK เผยว่า ชาวเมียนมาหลายพันคนถูกบังคับให้ย้อนกลับไปที่ค่ายผู้อพยพ Ee Thu Hta ในฝั่งเมียนมา ส่วนองค์กรไม่แสวงกำไร Friends Without Borders Foundation ในไทยเผยว่า ชาวเมียนมาราว 8,000 คนต้องหนีเข้าไปซ่อนตัวในป่า ขณะที่อีก 3,000 คนข้ามแม่น้ำสาละวินเข้ามาในแม่ฮ่องสอน

ในเวลาต่อมาก็มีปฏิกิริยาจากทางการไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธข่าวดังกล่าว และยืนยันว่าไทยได้ให้ความช่วยเหลือคนที่ข้ามแดนเข้ามา ส่วนพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกกับผู้สื่อข่าวว่ายังไม่มีผู้อพยพเข้าไทย ด้าน ธานี แสงรัตน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่าไม่มีการผลักดันผู้ประท้วงกลับ และมีชาวเมียนมาหลายคนได้รับการปฐมพยาบาลที่พรมแดน

นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอนเผยว่า ชาวกะเหรี่ยงเข้ามาอยู่ในจุดแรกรับซึ่งกองกำลังนเรศวรควบคุมดูแลเป็นการรับเบื้องต้น หากสอบสวนแล้วอาจจะแค่ตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวก็จะให้กลับเข้าไปในเขตประเทศเมียนมาที่อยู่อาศัยเดิม แต่ถ้าหากผู้อพยพเหล่านี้ได้รับผลกระทบถึงขั้นอาจจะเสี่ยงต่อชีวิตก็จะดูแลไว้ระยะเวลาหนึ่งตามหลักมนุษยธรรมตามสมควร 

ท่าทีของอินเดียก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเช่นกัน

ช่วงกลางเดือน มี.ค. รัฐบาลกลางของอินเดียมีคำสั่งให้ 4 รัฐที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาและกองกำลังกึ่งทหารที่ลาดตระเวนตามแนวชายแดน เพิ่มความเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวเมียนมาลักลอบข้ามพรมแดน และผลักดันผู้อพยพออกนอกประเทศ

ทว่านอกจากทางการรัฐมิโซรัมจะจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราวให้แล้ว โซรัมแทง มุขมนตรีรัฐมิโซรัม ยังเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรี นเรนทระ โมดี ระบุว่ารัฐบาลอินเดียควรคำนึงถึงมนุษยธรรม

แต่ต่อมาทางการรัฐมณีปุระก็ต้องผลักดันผู้อพยพ 8 คนกลับไป หลังจากกระทรวงมหาดไทยสั่งห้ามรัฐมณีปุระ รัฐนาคาแลนด์ และรัฐอรุณาจัลประเทศ ซึ่งอยู่ติดกับเมียนมาให้สถานะผู้ลี้ภัยกับชาวเมียนมา โดยให้เหตุผลว่าอินเดียไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ห้ามจัดหาอาหารหรือให้ที่พักและให้ผลักดันกลับอย่างนุ่มนวล ทำได้เพียงให้การรักษาพยาบาลเท่านั้น

หลังจากถูกวิจารณ์หนักในโลกโซเชียล ทางการรัฐมณีปุระก็เปลี่ยนท่าทีใหม่ให้ยกเลิกคำสั่งผลักดันผู้อพยพ และยืนยันว่าจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยชนตามความจำเป็นแก่ผู้อพยพ โดยอ้างว่าคำสั่งแรกของกระทรวงมหาดไทยเกิดจากการตีความผิดพลาด

ความกังวลเรื่องผู้อพยพทะลักข้ามแดนยังลามไปถึงจีน สำนักข่าวเคียวโดรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า หลังสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาตึงเครียดจากการรับประหาร ทางการจีนได้เพิ่มความเข้มงวดในการอนุญาตให้คนเมียนมาเข้าประเทศ มาตรการของจีนเริ่มตั้งแต่การห้ามชาวเมียนมาเข้าพักในโรงแรม และบางครั้งก็มีการจับกุมตัว

ที่ผ่านมาทางการจีนพยายามรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ากับเมียนมา แต่แหล่งข่าวเผยว่า มาตรการนี้ชี้ให้เห็นว่าสีจิ้นผิงเองก็กลัวชาวเมียนมาทะลักเข้าประเทศจนเป็นอันตรายต่อสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศเช่นกัน

นอกจากนี้ แหล่งข่าวในเมืองรุ่ยลี่ในมณฑลยูนนานซึ่งมีพรมแดนติดกับเมียนมาเผยว่า ช่วงกลางและปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคงของจีนสั่งห้ามไม่ให้ผู้ประกอบการโรงแรมที่พักให้ชาวเมียนมาเข้าใช้บริการ ทั้งที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาโรงแรมในเมืองรุ่ยลี่ยังเปิดประตูรับชาวเมียนมา แม้ว่าขณะนั้นทางการจีนยกระดับคุมเข้มการแพร่ระบาดของ Covid-19  

ขณะที่แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมในเมืองรุ่ยลี่เผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มีคนที่เดินทางมาจากเมียนมา 1 คนถูกควบคุมตัวหลังเช็กอินเข้าพักในโรงแรมกับชาวเมียนมาอีกคนที่อาศัยอยู่ในจีนมานานแล้ว

นอกจากนี้ทางการเมืองรุ่ยลี่ยังยกระดับการตรวจตราด้านความมั่นคงในพื้นที่ที่อยู่ติดพรมแดน โดยถนนบางเส้นถูกปิด และทางการจีนยังจับกุมชาวเมียนมาอีกหลายคนที่พยายามประท้วงที่กองทัพเมียนมาควบคุมตัวอองซานซูจี

ทั้งนี้ ในเมียนมามีกองกำลังชนกลุ่มน้อยติดอาวุธอย่างน้อย 20 กลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวทั้งทางการเมืองและการทหาร โดยในจำนวนนี้ 10 กลุ่ม รวมทั้งกลุ่ม KNU ลงนามสัญญาหยุดยิงกับรัฐบาลเมียนมาเมื่อปี 2011 แต่เมื่อรัฐบาลทหารใช้กำลังกับประชาชนที่ต่อต้านการทำรัฐประหาร กองกำลังชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มก็ประกาศฉีกสัญญาดังกล่าว แล้วหันมาช่วยคุ้มครองประชาชน

ลี มอร์เกนเบสเซอร์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยกริฟฟิธของออสเตรเลียที่วิจัยการเมืองในอาเซียนเผยกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า มีความเป็นไปได้ว่าการชุมนุมประท้วงจะลุกลามเป็นสงครามกลางเมืองหรือสงครามระหว่างประเทศ เนื่องจากธรรมชาติของพรมแดนเมียนมาที่สามารถผ่านได้ง่าย และกองกำลังชนกลุ่มน้อยติดอาวุธที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล จึงมีความเป็นไปได้ว่าวิกฤตในเมียนมาจะข้ามเข้าไปในพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน

ด้วยเหตุนี้ บรรดาประเทศเพื่อนบ้านจึงต้องรับมือกับสถานการณ์ผู้อพยพด้วยความระมัดระวัง

Photo by Handout / Free Burma Rangers / AFP

ทำความรู้จักกับ Stablecoins คริปโตลูกครึ่งเงินจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649359

วันที่ 31 มี.ค. 2564 เวลา 19:26 น.ทำความรู้จักกับ Stablecoins คริปโตลูกครึ่งเงินจริงในขณะที่ Visa และ PayPal เปิดทางให้ใช้คริปโตในการทำธุรกรรมได้ เป็นอีกสองบริษัทใหญ่ที่แสดงความเชื่อมั่นในคริปโต

Visa ใช้ Stablecoin ชำระธุรกรรมเพื่อดึงดูดฟินเทค

บริษัทบัตรเครดิตและการชำระเงิน Visa Inc. กล่าวว่าจะใช้ Stablecoin ที่อิงกับเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อชำระธุรกรรม เนื่องจากคริปโตเคอร์เรนซี่และเทคโนโลยีบล็อคเชนได้รับการยอมรับมากขึ้นในระบบการเงินอย่างเป็นทางการ

ในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการนำร่อง Visa ใช้ USD Coin ซึ่งเป็น Stablecoin อย่างหนึ่งเพื่อชำระธุรกรรมผ่าน Ethereum ด้วยความช่วยเหลือของแพลตฟอร์ม Crypto.com และ Anchorage ซึ่งเป็นธนาคารสินทรัพย์ดิจิทัล และ Visa จะเสนอบริการให้กับพันธมิตรเพิ่มเติมในปลายปีนี้

ที่จริงแล้วบริษัทการเงินแบบดั้งเดิมเริ่มยอมรับคริปโตเคอร์เรนซี่และโครงการบล็อคเชนมากว่าทศวรรษหลังจากการสร้างบิตคอยน์ (Bitcoin) ในปี 2009 แจ็ค ฟอเรสเทล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Visa กล่าวว่าการเคลื่อนไหวของบริษัทในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความพยายามในการให้บริการบริษัท เทคโนโลยีทางการเงิน หรือ ฟินเทค

“ฟินเทคแบบคริปโตเนทีฟต้องการพันธมิตรที่เข้าใจธุรกิจของตนและความซับซ้อนของสกุลเงินดิจิทัล” ฟอเรสเทลกล่าวในแถลงการณ์ “ การประกาศในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเกี่ยวกับความสามารถของเราในการตอบสนองความต้องการของฟินเทค”

แต่ว่า Stablecoin คืออะไรและมันทำงานอย่างไร?

Stablecoins คือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อลดความผันผวนของราคาของเงินดิจิทัลนั้นๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสินทรัพย์หรือตะกร้าสินทรัพย์ที่ “มั่นคง” Stablecoin สามารถตรึงไว้กับสกุลเงินดิจิทัล, ตรึงกับเงินจริง (Fiat money) เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น โลหะมีค่าหรือโลหะอุตสาหกรรม)

Stablecoin จะมีเสถียรภาพราคาผ่านการสร้างหลักประกัน (การสำรอง) หรือผ่านกลไกอัลกอริทึมในการซื้อและขายสินทรัพย์อ้างอิงหรืออนุพันธ์ ข้อดีของ Stablecoin ที่ได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์ต่างๆ ก็คือจะได้รับความเสถียรจากสินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวอยู่นอกพื้นที่ของสกุลเงินดิจิทัล อย่างที่เราจะเห็นว่า แม้ว่า Bitcoin จะยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แต่ก็มีแนวโน้มที่จะได้รับความผันผวนสูงมากโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของปี 2020

เว็บไซต์ Investopedia ชี้ว่า เพราะความผันผวนในระยะสั้นเช่นนี้ทำให้ Stablecoin และสกุลเงินดิจิทัลยอดนิยมอื่นๆ ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของสาธารณชน โดยพื้นฐานแล้วสกุลเงินควรทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงินตรา และเป็นวิธีการจัดเก็บมูลค่าของเงิน และมูลค่าของสกุลเงินควรจะค่อนข้างคงที่ในระยะยาว ผู้ใช้จะไม่กล้านำไปใช้หากไม่แน่ใจในกำลังซื้อในอนาคต (ว่าจะหายไปมากแค่ไหนเพราะความผันผวน)

ตามหลักการแล้วคริปโตควรรักษาอำนาจการซื้อไว้อย่างมีเสถียรภาพและควรมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อจะกระตุ้นให้ใช้โทเค็นแทนที่จะออมมัน ดังนั้น Stablecoins เป็นทางออกเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้โดยผูกมันเข้ากับเงินจริงๆ ที่มีทุนสำรองหรือทองคำหนุนหลังอยู่ดังนั้นมันจึงมีมูลค่าที่ “จับต้องได้” หรือที่เรียกว่า “หลักประกัน” ดังนั้นเงินสกุลจริงจึงไม่ผันผวนรุนแรง ต่างจากคริปโตที่ผันผวนง่าย ดังนั้น Stablecoins จึงเป็นตัวเชื่อมโยงในจุดนี้

ตัวอย่างเช่น ถ้าผูกคริปโตเข้ากับเงินจริจะรักษาเงินสำรองในสกุลเงินจริง เช่นดอลลาร์สหรัฐเพื่อเป็นหลักประกันในการออกเหรียญคริปโตจำนวนที่เหมาะสม โดยเงินสำรองดังกล่าวได้รับการดูแลโดยผู้ดูแลอิสระและมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เป็นไปตามการปฏิบัติตามที่จำเป็น

ส่วน USD Coin ที่ Visa จะมาใช้นั้น เป็น Stablecoins  ซึ่งตรึงอยู่กับดอลลาร์สหรัฐและทำงานบนบล็คเชนของสกุลเงินคริปโต Ethereum, Stellar และ Algorand โดย USDC แต่ละเหรียญอิงกับเงินดอลลาร์ที่สำรองไว้บริหารโดยบริษัท Centre โดย ณ เดือนมีนาคม 2021 มีการหมุนเวียน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ใน USDC

PayPal อนุญาตให้ผู้ซื้อในสหรัฐซื้อขายด้วยสกุลเงินดิจิทัล

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา PayPal เริ่มอนุญาตให้ผู้คนในสหรัฐใช้สกุลเงินดิจิทัลเพื่อซื้อสินค้าจากร้านค้าหลายล้านรายที่ใช้แพลตฟอร์มทางการเงิน PayPal สำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์

ก่อนหน้านี้ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินได้อนุญาตให้ผู้ใช้ซื้อขายหรือเก็บเงินดิจิทัลได้แล้ว แต่ฟีเจอร์ Checkout with Crypto ใหม่ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นตัวเลือกให้ใช้สำหรับการซื้อสินค้า

“ในขณะที่การใช้การชำระเงินดิจิทัลและสกุลเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วการเปิดตัว Checkout with Crypto ยังคงมุ่งเน้นไปที่การผลักดันการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นหลัก” แดน ชูลแมนน์ ผู้บริหารระดับสูงของ PayPal กล่าวในบล็อกโพสต์

“การเปิดใช้งานคริปโตเคอร์เรนซี่เพื่อทำการซื้อในธุรกิจต่างๆ ทั่วโลกเป็นบทต่อไปในการขับเคลื่อนการแพร่หลายและการยอมรับสกุลเงินดิจิทัลในระดับมหาชน”

ร้านค้าจะได้รับเงินเป็นเงินมาตรฐานโดย PayPal จะแปลงสกุลเงินดิจิทัลเป็นดอลลาร์สหรัฐเพื่อชำระธุรกรรม ณ เวลาที่ขาย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Tesla เริ่มยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินเพื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการตามข้อมูลที่ทวีตโดยเอลอน มัสก์ หัวหน้าผู้บริหารของ Tesla

“ตอนนี้คุณสามารถซื้อ Tesla ด้วย Bitcoin ได้แล้ว” มัสกล่าวในทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนที่ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า Tesla จะยอมรับสกุลเงินดิจิทัลเป็นรูปแบบการชำระเงิน

Photo by Ozan KOSE / AFP