Tesla เดิมพันถูก ตลาดจีนรุ่งยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649660

วันที่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 10:12 น.Tesla เดิมพันถูก ตลาดจีนรุ่งยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งตลาดจีนกำลังจะเป็นผู้ช่วยให้อุตสาหกรรมรถยนต์รอดจากวิกฤตได้หรือไม่? การเดิมพันของ Tesla อาจมีคำตอบ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ยอดการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท Tesla Inc. ในไตรมาสแรกชี้ให้เห็นว่าการ เดิมพันของเอลอน มัสก์ ถูกต้องเกี่ยวกับการเติบโตในจีนและยุโรป และการเดิมพันนี้กำลังตอบแทนบริษัทอย่างงาม

จากการเปิดเผยผลการดำเนินการพบว่า Tesla ส่งมอบรถยนต์ 184,800 คันทั่วโลกในช่วงสามเดือนแรกของปีสูงกกว่า คาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 169,850 คันจากการสำรวจของนักวิเคราะห์ของ Bloomberg และตัวเลขไตรมาสแรกปีนี้่ยัง เหนือกว่าตัวเลขในไตรมาสที่สี่ประมาณ 4,000 คัน

เอลอน มัสก์กำลังรุกเข้าสู่ประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อตั้ง หลักท่ามกลางการแข่งขันจากสตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้าในท้องถิ่นและ Volkswagen AG

ยอดขายรถยนต์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในประเทศจีนในปีนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 และรัฐบาลจีนยังหนุนรถไฟฟ้า อย่างต่อเนื่องโดยในเดือนมีนาคมนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงกล่าวกับสภาประชาชนแห่งชาติว่ารัฐบาลจะช่วยเพิ่ม จำนวนสถานีชาร์จ EV และอุปกรณ์เปลี่ยนแบตเตอรี่

ยอดขายรถของ Tesla สวนทางกับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่แสดงมียอดขายลดลงเนื่องจากข้อจำกัด ด้านชิ ปอิเล็กทรอนิกส์ที่ขาดตลาด แต่ Tesla ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังจากการดำเนินการที่โดดเด่นในปี 2020 ซึ่งราคา หุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 700% แต่ตั้งแต่เริ่มปีนี้จนถึงวันที่ 1 เมษายนหุ้นของ Tesla ลดลงประมาณ 6%

อย่างไรก็ตาม แอน ไอฟ์นักวิเคราะห์ที่บริษัท Wedbush เขียนไว้ในบันทึกการวิจัยว่า “ในขณะที่หุ้น EV และหุ้นของ Tesla ได้รับแรงกดดันอย่างมากในปีนี้ แต่เราเชื่อว่ากระแสกำลังมาแรงและตัวเลขการส่งมอบที่ทะลุทะลวงมาจากจีน ไม่สามารถเพิกเฉยได้”

Photo by Brendan Smialowski / AFP

คำสาปมัมมี่เล่นงานอียิปต์? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649638

วันที่ 04 เม.ย. 2564 เวลา 18:44 น.

คำสาปมัมมี่เล่นงานอียิปต์?

Posttoday Podcast The Expert : คำสาปมัมมี่เล่นงานอียิปต์?

PostToday Podcast The Expert : คำสาปมัมมี่เล่นงานอียิปต์?

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/1022054644&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · คำสาปมัมมี่เล่นงานอียิปต์?

ทหารเมียนมาใช้วัดเป็นฐานทัพสังหารประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649622

วันที่ 04 เม.ย. 2564 เวลา 15:00 น.ทหารเมียนมาใช้วัดเป็นฐานทัพสังหารประชาชน ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทัพเมียนมาไม่สนใจสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือผ้าเหลืองและทำการสังหาร/ทำร้ายประชาชนอย่างไม่ความปราณี

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า กองกำลังของรัฐบาลเปิดฉากยิงแบบสุ่มจากบริเวณวัดแห่งหนึ่งซึ่งพวกทหารใช้เป็นฐานทัพใกล้กับเจดีย์ชเวมอดอในเมืองพะโค (บาโก หรือเมืองหงสาวดี) จากการยิงมั่วของทหารทำให้ชายหนุ่มที่ชื่อ โก อ่อง มยัต โมน (Ko Aung Myat Mon) อายุ 18 ปีได้รับบาดเจ็บจนอาการวิกฤตหลังจากที่เขาถูกยิงที่หน้าท้อง

ชาวเมืองพะโคบอกกับ The Irrawaddy ชายหนุ่มคนนี้กำลังจะไปพบเพื่อนของเขา และเป็นเวลา 10 วันแล้วที่พวกทหารยึดครองวัด และมีคน 4 คนถูกพวกทหารยิงเสียชีวิตแล้ว ชาวเมืองพะโคคนดังกล่าวบอกว่า พวกเขาไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้วัด เพราะทหารเขายิงแบบสุ่มทันทีที่เห็นผู้คนบนท้องถนน

ทั้งนี้ เจดีย์ชเวมอดอหรือพระธาตุมุเตาเป็นเจดีย์สำคัญที่อยู่ในเมืองพะโค (หงสาวดี) ถือเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศพม่า เป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุและพระเขี้ยวแก้วของพระโคตมพุทธเจ้า เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนมาหลายร้อยปี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2007 ในเหตุการณ์การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์ หรือ Saffron Revolution ซึ่งคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษาและประชาชนร่วมประท้วงรัฐบาลทหารพม่า คณะพระภิกษุ ซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับความเคารพอย่างสูงจากชาวพม่า ประกาศ “ปฐมนิคหกรรม” ไม่รับบิณฑบาตจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารพม่า ทหาร และครอบครัว และเรียกร้องให้ทางการพม่า ขอโทษองค์กรสงฆ์อย่างเป็นทางการภายในวันที่ 17 กันยายน แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง

ตรงกันข้ามกองทัพ/ตำรวจเมียนมาปราบปรามพระสงฆ์อย่างรุนแรง เช่น มีการจับกุมพระสงฆ์อย่างน้อย 200 รูปในย่างกุ้ง และมากกว่า 500 รูปทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีพระสงฆ์ถูกสังหารจำนวนหนึ่งและมีรายงานว่ามีศพของพระสงฆ์ที่ลอยใกล้ปากแม่น้ำย่างกุ้ง

ทั้งนี้ กองกำลังรักษาความมั่นคงของเมียนมาสังหารประชาชนเสียชีวิตไปอีก 6 รายเมื่อวันเสาร์ รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตถึง 556 คนแล้วนับตั้งแต่เริ่มการรัฐประหาร

ภาพประกอบ – ภาพถ่ายจากเขตปกครองของ KNU เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2021 สามเณรรุ่นเยาว์ชูสามนิ้วสนับสนุนผู้ประท้วงที่เดินขบวนในระหว่างการเดินขบวนต่อต้านการรัฐประหารในเขตหนึ่งในรัฐกะเหรี่ยง ทางตะวันออกของเมียนมา (ภาพโดย HANDOUT / KNU DOO PLA YA DISTRICT / AFP)

อียิปต์จัดอลังการ เชิญมัมมี่พระศพฟาโรห์ไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649612

วันที่ 04 เม.ย. 2564 เวลา 13:29 น.อียิปต์จัดอลังการ เชิญมัมมี่พระศพฟาโรห์ไปยังพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ทางการอียิปต์ทุ่มงบประมาณหลายล้านดอลลาร์ไปกับอีเว้นต์ครั้งสำคัญในการเชิญมัมมี่ของกษัตริย์

อียิปต์จัดขบวนแห่มัมมี่พระศพกษัตริย์ในราชวงศ์อียิปต์โบราณ 22 พระศพออกจากพิพิธภัณฑ์อียิปต์ ( Egyptian Museum) ในจัตุรัสทาห์รีร์ของกรุงไคโรในวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2564 เพื่อเดินทางไปยังสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงแห่งใหม่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอารยธรรมอียิปต์ หรือ National Museum of Egyptian Civilisation (NMEC) ประมาณ 7 กิโลเมตรทางใต้ของเขตเมืองเก่าไคโร ขบวนแห่นี้มีชื่อว่า “ขบวนพาเหรดทองคำของฟาโรห์” (Pharaohs’ Golden Parade) ประกอบไปด้วยพระศพของพระราชาหรือฟาโรห์ทั้ง 18 องค์และราชินี 4 องค์ โดยรถเคลื่อนพระศพเดินทางตามลำดับองค์ที่ครองราชย์เก่าแก่ที่สุดก่อนโดยแต่ละขบวนจะตกแต่งในสไตล์อียิปต์โบราณ 

1

1. รถเชิญพระศพของฟาโรห์เซติที่ 1 ครองราชย์เมื่อ 1290-1279 ปีก่อนคริสตกาล ทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่องค์หนึ่ง จากผลงานการสร้างความสงบเรียบร้อนในแ่ผนดินอียิปต์ที่วุ่นวายจากรัชกาลก่อนๆ และยังขยายดินแดนเพื่อวางรากฐานจักรวรรดิ แต่ชื่อเสียงของพระองค์ถูกบดบังมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยโอรสของพระองค์คือแรเมซีสที่ 2 ซึ่งเป็นฟารห์ที่มีผลงานยิ่งใหญ่กว่า (Photo by Khaled DESOUKI / AFP)

2

2. รถเชิญพระศพของฟาโรห์แรเมซีสที่ 2 โอรสฟาโรห์เซติที่ 1 ครองราชย์เมื่อ 1279–1213 ปีก่อนคริสตกาล ถือเป็นฟาโรห์ที่ยิ่งที่สุดองค์หนึ่งและโด่งดังที่สุดและมีอำนาจมากที่สุดของยุคอาณาจักรใหม่ ทรงขยายดินแดนอย่างกว้างขวาง และสร้างศาสนสถานอันยิ่งใหญ่มากมาย เช่น อาบูซิมเบล ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 63 ปี ผู้สืบทอดของพระองค์และชาวอียิปต์รุ่นต่อๆ มาเรียกรองค์ว่า “บรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่”  (Photo by Khaled DESOUKI / AFP)

3

3. รถเชิญพระศพของราชินีติเย ทรงดำรงตำแหน่งราชินีระหว่าง 1390 – 1353 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์เป็นพระราชมารดาของฟาโรห์อาเคนาเตน ผู้ปฏิรูปศาสนาครั้งสำคัญของอียิปต์โบราณ และเป็นพระอัยยิกาของฟาโรห์ทุตอังค์อามุน หรือตุตันคาเมนผู้มีชื่อเสียงจากสมบัติล้ำค่าในสุสานของพระองค์ (Photo by Khaled DESOUKI / AFP)

5

5. นักแสดงในชุดแต่งกายแบบอียิปต์โบราณขี่รถม้าแบบโบราณในขบวนพาเรด เมื่อมัมมี่พระศพเดินทางเข้ามาในบริเวณพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่มีการยิงสลุต 21 นัดเพื่อเป็นเกียรติแก่กษัตริย์โบราณ  ประธานาธิบดี อับเดล ฟัตตาห์อัล-ซีซี กล่าวในงานนี้ว่า  “ปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่นี้เป็นข้อพิสูจน์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นถึงความยิ่งใหญ่ … ของอารยธรรมที่ไม่เหมือนใครซึ่งขยายไปสู่ส่วนลึกของประวัติศาสตร์” (Photo by Mahmoud KHALED / AFP) 

6

6. ภาพนักแสดงในขบวนพาเรด ทั้งนี้ ทั้งคนเดินเท้าและยานพาหนะถูกกันออกจากจัตุรัสตาห์รีร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ปัจจุบันและส่วนอื่น ๆ ของเส้นทางการอัญเชิญพระศพ ซาฮี ฮาวาสอดีตรัฐมนตรีกระทรวงโบราณวัตถุผู้ดูแลการค้นพบสุสานที่มีอายุนับพันปีกล่าวว่า “ นี่คือมัมมี่ของกษัตริย์และราชินีที่ปกครองในช่วงยุคทองของอียิปต์ มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นทุกคนจะได้รับชม” (Photo by Mahmoud KHALED / AFP)

รถไฟฟ้าสายแรกของโฮจิมินห์ยังไม่ทันวิ่งต้องซ่อมอีกแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649604

วันที่ 04 เม.ย. 2564 เวลา 11:13 น.รถไฟฟ้าสายแรกของโฮจิมินห์ยังไม่ทันวิ่งต้องซ่อมอีกแล้วสร้างมา 9 ปียังไม่เสร็จ รถไฟฟ้านครโฮโจิมินห์ ประเทศเวียดนาม (Ho Chi Minh City Metro) เจอปัญหาอีกแล้ว

สำนักข่าว VnExpress รายงานว่าหน่วยงานบริหารรถไฟในมหานครโฮจิมนห์ (MAUR) พบความบกพร่องของระบบขนส่งอีกครั้งบนเส้นทางสายที่ 1 (No. 1) โดยพบแผ่นอิเล็กโทรดที่ผิดพลาดอีก 4 แผ่นและเป็นความผิดผลาดในเชิงระบบ

MAUR รายงานว่าแผ่นแบริ่งเคลือบอีลาสโตเมอร์แต่ละแผ่นได้เคลื่อนออกจากตำแหน่งระหว่างคานสองคานออกไป 7-11 มม. อุปกรณ์นี้นำเข้าจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นอย่างละ 2 ชิ้น ความผิดพลาดนี้ในส่วนยกระดับของเส้นทางเดินรถไฟและใกล้กับสถานีพักรถไฟในเมืองถู่ดึ๊ก

ก่อนหน้านี้ในเดือนธันวาคม 2553 เส้นทางรถไฟดังกล่าวยังพบความผิดพลาดในแผ่นรองรับคานในรถไฟฟ้าสาย 1 ของนครโฮจิมินห์โดยมันเบี่ยงเบนไป และอีก 4 ชิ้นเคลื่อนออกจากตำแหน่ง ในเดือนมกราคมมีการตรวจพบข้อผิดพลาดที่คล้ายกันในส่วนยกระดับ หลังจากที่แผ่นรองหลุดออกจากตำแหน่งและอีกอันเคลื่อนออกจากตำแหน่งซึ่งนำไปสู่รอยแตกในคาน วึ่งส่วนก่อสร้างทั้งสองนำเข้าจากเกาหลีใต้โดยมีประมาณครึ่งหนึ่งของแผ่นรองทั้งหมด

MAUR ได้สั่งให้ผู้รับเหมาซึ่งเป็นกลุ่มที่ประกอบไปด้วยบริษัทก่อสร้างวิศวกรรมโยธาหมายเลข 6 (Cienco 6) ของเวียดนามและบริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่นของญี่ปุ่นให้ชี้แจงสถานะอย่างรวดเร็วและหาสาเหตุของปัญหาที่เกิดซ้ำ ซึ่งบริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่นกล่าวว่าได้แก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว

สายนี้ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างและไม่มีการส่งมอบส่วนใดให้กับเมืองโฮจิมินห์ แต่การทำงานในโครงการนี้ล่าช้ามากโดยเริ่มในปี 2555 เสร็จสมบูรณ์แล้ว 83%

เส้นทางรถไฟโฮจินิห์มีความยาว 19.7 กม. โดยจะมีสถานี 14 สถานีอยู่เหนือพื้นดิน 11 สถานีและสถานีรถไฟใต้ดินอีก 3 สถานี คาดว่าจะมีค่าใช้จ่าย 43.7 ล้านล้านดอง (1,890 ล้านดอลลาร์)

นครโฮจิมินห์หวังว่าจะเริ่มให้บริการรถไฟฟ้าภายในสิ้นปีนี้ แต่นักลงทุนกล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าบริการจะล่าช้าออกไปอีกและจะเริ่มได้ในปีหน้าเท่านั้น

แจะล่าช้ามากและไปไม่ถึงเป้าหมายสักที แต่นครโฮจิมินห์ก็ยังวางแผนที่จะสร้างรถไฟใต้ดิน 8 สายระยะวิ่งรวม 220 กม.

AFP PHOTO / HOANG DINH NAM

จอร์แดนสกัดแผนโค่นบัลลังก์ คุมตัวองค์ชายพระอนุชากษัตริย์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649603

วันที่ 04 เม.ย. 2564 เวลา 09:08 น.จอร์แดนสกัดแผนโค่นบัลลังก์ คุมตัวองค์ชายพระอนุชากษัตริย์เจ้าชายฮัมซาห์เป็นโอรสคนโตของกษัตริย์ฮุสเซนผู้ล่วงลับและราชินีนูร์พระมเหสีชาวอเมริกัน

ทางการจอร์แดนทำการจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายคนรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ หลังจากกองทัพได้เตือนว่าพระอนุชาต่างพระมารดาของกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 คือ อดีตมกุฎราชกุมาร ฮัมซาห์ บินฮุสเซน อาจจะสั่นคลอนมั่นคงของประเทศ

จากคลิปวิดีโอที่โพสต์ทางออนไลน์มีการส่งตำรวจมาประจำการในพื้นที่เขตดาบูคใกล้กับพระราชวังขณะที่อดีตมกุฎราชกุมาร ฮัมซาห์ บินฮุสเซน กล่าวว่าทรงถูกกักขังอยู่ในวังของพระองค์

คลิปวิดิโอนี้มาถึงมือของ BBC ซึ่งรายงานว่าได้มาจากทนายความของเจ้าชายฮัมซาห์ ในคลิปเจ้าชายฮัมซาห์ตรัสว่าพระสหายของพระองค์จำนวนหนึ่งถูกจับกุม มีการระงับมารตรการรักษาความปลอดภัยของพระองค์ และอินเทอร์เน็ตและสายโทรศัพท์ของพระองค์ถูกตัด

เจ้าชายฮัมซาห์ปฏิเสธว่ามิได้เป็นส่วนหนึ่งของ “การสมรู้ร่วมคิดหรือองค์กรที่สามานย์” แต่ตรัสว่าอาณาจักรฮัชไมต์ (หรือประเทศจอร์แดน) “ถูกบั่นทอนจากการคอร์รัปชั่น การเล่นพรรคเล่นพวก และการปกครองที่ผิดพลาด” ซึ่งไม่มีใครได้รับอนุญาตให้วิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ

Petra สำนักข่าวของทางการได้เปิดเผยชื่ออดีตผู้ช่วยใกล้ชิดของราชวงศ์ คื อบัสเซม อาวาดัลลาห์ ผู้อำนวยการสำนักพระราชวัง ในปี 2550-2551 และ เชรีฟ ฮัสซัน บิน ซาอิด ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดกับราชวงศ์ แต่ยังมีผู้ต้องสงสัยที่ไม่ได้ระบุจำนวนที่ถูกจับกุมเอาไว้ด้วย

Petra รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงว่าทั้งคู่ถูกควบคุมตัวด้วย “เหตุผลด้านความมั่นคง” หลังปฏิบัติการลับ

อาวาดัลลาห์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและการวางแผนที่ได้รับการศึกษาในสหรัฐอเมริกาใกล้ชิดกับกษัตริย์ แต่ก็เป็นบุคคลที่มีความขัดแย้งในจอร์แดน

ก่อนที่จะเป็นหัผู้อำนวยการสำนักพระตราชวังในปี 2550 เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐมนตรีของกษัตริย์ในปี 2549

เขาเป็นบุคคลที่เติบโตขึ้นในจอร์แดนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศที่มีปัญหาด้านเงินสดจนกระทั่งเขาลาออกในปี 2551

อาวาดัลลาห์ก้าวลงจากตำแหน่งหลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนเกี่ยวกับการแทรกแซงประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจที่เป็นประเด็นถกเถียงกันในจอร์แดน

เจ้าชายฮัมซาห์เป็นโอรสคนโตของกษัตริย์ฮุสเซนผู้ล่วงลับและราชินีนูร์พระมเหสีชาวอเมริกัน ทรงมีความสัมพันธ์ที่ดีอย่างเป็นทางการกับกษัตริย์อับดุลลาห์ พระเชษฐาต่างพระมารดาและเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงใกล้ชิดกับหัวหน้าเผ่าต่างๆ

กษัตริย์อับดุลลาห์ได้แต่งตั้งให้องค์ชายฮัมซาเป็นมกุฎราชกุมารในปี 2542 ตามความปรารถนาก่อนสวรรคตของพระราชบิดาคือกษัตริย์ฮุสเซน แต่ในปี 2547 กษัติริย์อับดุลลาห์ได้ปลดเจ้าชายฮัมซาออกจากตำแหน่งและทรงแต่งตั้งให้ฮุสเซนโอรสองค์โตของพระองค์เป็นนมกุฎราชกุมาร

กองทัพปฏิเสธเมื่อวันเสาร์ว่าเจ้าชายฮัมซาห์ซึ่งไม่ได้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการถูกควบคุมตัว

“สิ่งที่ได้รับการเผยแพร่เกี่ยวกับการจับกุมเจ้าชายฮัมซาห์นั้นไม่เป็นความจริง” พลตรี ยูซูฟ ฮูเนตี หัวหน้าเสนาธิการร่วมกล่าว แต่เขาบอกว่าเจ้าชายถูก “ขอให้หยุดกิจกรรมบางอย่างที่สามารถใช้เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพและความมั่นคงของจอร์แดน”

วอชิงตันโพสต์กล่าวหาว่าอดีตมกุฎราชกุมารถูก “ควบคุมภายใต้ข้อจำกัด ” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนในแผนการที่พระองค์ถูกกล่าวหาว่าจะปลดกษัตริย์จากบัลลังก์

“การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นตามการค้นพบหลักฐานสิ่งที่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังอธิบายว่าเป็นแผนการที่ซับซ้อนและหวังสูง” วอชิงตันโพสต์กล่าวโดยอ้างจากเจ้าหน้าที่ข่าวกรองระดับสูงของตะวันออกกลาง

คนที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนกับแผนการการนี้ “รวมถึงราชวงศ์จอร์แดนอย่างน้อยหนึ่งคน เช่นเดียวกับหัวหน้าเผ่าและสมาชิกของหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ” วอชิงตันโพสต์ระบุ

เน็ด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่าวอชิงตัน “ติดตาม” เหตุการณ์ดังกล่าวในจอร์แดนซึ่งเป็นพันธมิตรระดับภูมิภาคที่ใกล้ชิด

“เรากำลัง … ติดต่อกับเจ้าหน้าที่จอร์แดนกษัตริย์อับดุลลาห์เป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและเขาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่” เขากล่าว

ด้านซาอุดีอาระเบียที่อยู่ใกล้เคียงและเป็นพันธมิตรของสหรัฐร่วมกับจอร์แดน ตอบสนองอย่างรวดเร็วกับสถานการณ์ในกรุงอัมมาน

“ราชอาณาจักร (ซาอุดีอาระเบีย) เน้นการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่ออาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน … และต่อการตัดสินใจและมาตรการที่ดำเนินการโดยกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 และมกุฎราชกุมารฮุสเซนเพื่อปกป้องความมั่นคงและความมั่นคง”

Photo by KHALIL MAZRAAWI / AFP

สื่อนอกวิเคราะห์ ทำไมไทยไม่มีท่าทีแข็งกร้าวต่อรัฐประหารเมียนมา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649589

วันที่ 03 เม.ย. 2564 เวลา 18:00 น.สื่อนอกวิเคราะห์ ทำไมไทยไม่มีท่าทีแข็งกร้าวต่อรัฐประหารเมียนมาบทวิเคราะห์ของสำนักข่าวรอยเตอร์สชี้ ไทยในฐานะเพื่อนบ้านของเมียนมาจะไม่มีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อการทำรัฐประหารของมินอ่องหล่าย

สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุว่า แม้ว่าทางการไทยจะใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อยต่อการทำรัฐประหารในเมียนมาด้วยการเอ่ยปากว่า “กังวลเป็นอย่างยิ่ง” ต่อสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพที่แน่นแฟ้น และความกังวลว่าผู้อพยพจะทะลักข้ามพรมแดน ทำให้ไทยไม่น่าจะแสดงท่าทีได้มากกว่านี้

สถานการณ์นี้ทำให้ไทยไม่ได้เข้าร่วมกับบรรดาสมาชิกอาเซียนบางประเทศที่พยายามกดดันกองทัพเมียนมา แต่นั่นก็อาจทำให้ไทยอยู่ในตำแหน่งคนกลางได้

ปณิธาน วัฒนายากร รองศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเผยกับรอยเตอร์สว่า “การแสดงจุดยืนของไทยเป็นเรื่องยาก แต่ผมคิดว่ามีโอกาส เพราะเราเป็นพันธมิตรที่สำคัญ”

รอยเตอร์สระบุอีกว่า ความใกล้ชิดระหว่างกองทัพไทยและเมียนมาถูกตอกย้ำโดยคำพูดของมินอ่องหล่าย ผู้นำรัฐประหารเมียนมาที่ขอให้พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา “สนับสนุนประชาธิปไตย” หลังจากยึดอำนาจจากออกซานซูจีเพียงไม่กี่วัน

ขณะที่ตัวพลเอกประยุทธ์ที่ให้การสนับสนุนเองก็ยึดอำนาจด้วยการรัฐประหารเมื่อปี 2014 ขณะเป็นผู้บัญชาการทหารบก ก่อนจะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2019 และปฏิเสธข้อหล่าวหาของฝ่ายค้านที่บอกว่าเขาโกงการเลือกตั้งเช่นกัน

“สำหรับพวกเขา ความเป็นพี่น้องทางทหารเป็นเรื่องสำคัญมาก” ลลิตา หิงคานนท์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าว และยังเผยอีกว่า “ดิฉันคิดว่าความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นไม่สามารถเปลี่ยนใจให้รัฐบาลไทยรับผู้อพยพมากขึ้น…ดิฉันคิดว่าพวกเขาอยากเป็นเพื่อนกับเมียนมามากกว่า”

รอยเตอร์สระบุว่า ประเทศไทยมีส่วนได้ส่วนเสียในเมียนมามากกว่าเพื่อนบ้านอาเซียน เนื่องจากมีพรมแดนติดกันถึง 2,400 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับเมียนมายาวที่สุด

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์หและธรรมเนียมทางการทูตทำให้ไทยต้องระวัดระวังในการพูดถึงรัฐประหาร ไทยจึงใช้ถ้อยคำที่รุนแรงขึ้นเพียงเล็กน้อย และยังเบากว่าเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์หลังจากชาวเมียนมาเสียชีวิตกว่า 500 รายจากการใช้กำลังปราบปรามของกองทัพ

ความเสี่ยงด้านพรมแดนเริ่มปรากฏขึ้นหลังจากผู้อพยพหลายพันคนหนีตายจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพในรัฐกะเหรี่ยง เข้าไทย

แม้ว่าไทยจะถูกกดดันทางการทูตให้ยอมรับผู้อพยพเหล่านั้นหรือมีท่าทีที่แข็งกร้าวขึ้น แต่ลลิตา หิงคานนท์ มองว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์จะไม่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ “รัฐบาลอาจทำอะไรบางอย่างเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากนานาชาติ รัฐบาลอาจทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เพิกเฉยต่อความกังวลของนานาชาติ แต่ก็เท่านั้น”

ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับเมียนมาก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน การเข้าไปลงทุนโดยนักธุรกิจไทยในเมียนมาเป็นรองเพียงจีนและสิงคโปร์เท่านั้น ด้านการค้าตามแนวชายแดนก็มีมูลค่าถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2019 และธุรกิจหลายอย่างของไทยยังต้องพึ่งพาแรงงานเมียนมาซึ่งมีถึง 1.6 ล้านคน

และสำหรับเมียนมา ไทยมีความสำคัญมาก เนื่องจากเมียนมาส่งออกสินค้ามายังไทยเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ในปี 2019 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซธรรมชาติ

ทว่า ปีติ ศรีแสงนาม จากศูนย์อาเซียนศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมองว่า ไทยจะไม่ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจคว่ำบาตรทางการค้ากับเมียนมา

ปีติ ศรีแสงนาม แนะนำว่า ไทยอาจใช้วิธีทางการทูตในทางลับเพื่อโน้มน้าวให้กองทัพเมียนมายุติการใช้ความรุนแรงและหาช่องทางพูดคุยกับพลเมืองที่ถูกคุมขังหรือถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ

“ถ้าคุณมีเพื่อนคนหนึ่งที่รู้จักกันมานานมาก แล้ววันหนึ่งเขาสังหารคนอื่น มันก็ไม่ได้หายความว่าคุณจะเลิกเป็นเพื่อนกับเขา ถูกไหม คุณยังเป็นเพื่อนกันอยู่ แต่ทางที่ดีคือพูดคุยกับเขา บอกเขาว่าสิ่งที่เขาทำมันผิด” ปีติกล่าว

REUTERS/Erik De Castro

ทหารนอกเครื่องแบบรวบชาวบ้าน 5 คนที่คุยกับนักข่าว CNN #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649583

วันที่ 03 เม.ย. 2564 เวลา 16:00 น.ทหารนอกเครื่องแบบรวบชาวบ้าน 5 คนที่คุยกับนักข่าว CNNหลังจากนักข่าวของสำนักข่าว CNN ออกจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบก็กลับมาจับกุมชาวบ้านที่พูดคุยกับทางทีมงานทันที  

สำนักข่าว Myanmar Now รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (2 เม.ย.) เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจับกุมตัวชาวเมียนมา 5 คนที่พูดคุยกับ คลาริสสา วอร์ด หัวหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศของสำนักข่าว CNN ที่ลงพื้นที่รายงานข่าวในเมียนมาที่ตลาด Salminegone ในย่างกุ้ง

ผู้เห็นเหตุการณ์เผยกับ Myanmar Now ว่า หญิงสาว 2 รายถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบจักุมตัวไปราว 14.40 น. หลังจากพวกเธอพูดคุยสั้นๆ กับผู้สื่อข่าวของ CNN โดยทั้งคู่ตะโกนถามว่าพวกเธอถูกจับข้อหาอะไร และขอให้คนช่วย แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปเนื่องจากเจ้าหน้าที่ถือปืนขู่

ไม่กี่นาทีต่อมาก็มีผู้หญิงอีก 1 รายถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบควบคุมตัวไปหลังจากที่ทีมงานของ CNN เดินทางออกจากตลาด รวมถึงผู้หญิงอีก 2 รายที่ทำงานในตลาดซึ่งได้เข้าไปถ่ายภาพทีมงานผู้สื่อข่าวต่างชาติ

ทั้งนี้ คลาริสสา วอร์ด และทีมงานเดินทางมาถึงเมียนมาเมื่อวันพุธ โดยมีทหารและเจ้าหน้าที่เมียนมาตามประกบตลอดเวลาที่ลงพื้นที่ทำข่าว เช่นเดียวกับเมื่อวันศุกร์ที่ทางทีมงานพากันลงพื้นที่ตลาด Salminegone โดยระหว่างนั้นบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านต่างพากันเคาะหม้อและกระทะเพื่อแสดงให้ทีมงานของ CNN เห็นว่าพวกเขาไม่เอารัฐประหาร

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า ชาวเมียนหลายคนยินดีกับการมาของวอร์ดด้วยความหวังว่าทีมงานจะตีแผ่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเมียนมา รวมถึงจำนวนผู้คนที่ออกมาประท้วงกองทัพ และความรุนแรงที่กองทัพใช้ปราบปรามประชาชน

แต่หลังจากที่เห็นภาพกองทัพตามประกบทีมงานตลอดเวลา ชาวบ้านก็เริ่มกังวลว่าการควบคุมของกองทัพอาจทำให้ CNN ไม่ได้รับรู้เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเมียนมา

The Irrawaddy ตั้งข้อสังเกตว่าการมาของทีมข่าวต่างประเทศครั้งนี้อาจเป็นการจัดการของกองทัพเมียนมาเอง ไม่ใช่ คลาริสสา วอร์ด ขอเดินทางเข้าไป เนื่องจากกองทัพกำลังพยายามแสดงให้ชาวโลกรับรู้ว่าทุกอย่างในเมียนมาอยู่ภายใต้การควบคุม และสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว ดังที่สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลรายงานซ้ำๆ ว่ามีการซื้อขายกันตามปกติในร้านรวงและตลาดท้องถิ่น ทั้งที่ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าในตัวเมืองยังร้างผู้คน

Photo by STR / AFP

พังรอบสอง! ชี้รัฐประหารทำเศรษฐกิจเมียนมาทรุดทั้งระบบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649578

วันที่ 03 เม.ย. 2564 เวลา 13:00 น.พังรอบสอง! ชี้รัฐประหารทำเศรษฐกิจเมียนมาทรุดทั้งระบบ หลังจากเปิดประเทศ เมียนมาถูกมองว่ากำลังจะมีอนาคตที่สดใส แต่หลังจากการทำรัฐประหาร เศรษฐกิจของประเทศก็กลับไปสู่ภาวะเกือบหยุดนิ่งอีกครั้ง

Nikkei Asia รายงานว่า การปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงทำให้ชาวเมียนมาออกมาประท้วงยากขึ้น ผู้คนจึงหันมาประท้วงด้วยการทำอารยะขัดขืน (Civil Disobedience Movement) รวมทั้งการทำงานจากที่บ้าน

เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเมียนมาที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรของหลายประเทศอยู่แล้วลดลงอย่างเห็นได้ชัด  

ข้อมูลการเคลื่อนที่ของประชาชนจาก Google Maps พบว่าช่วงปลายเดือน มี.ค. การจราจรทางเท้า (foot traffic) ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดจับจ่ายใช้สอยของชาวเมียนมาทั่วประเทศลดลงถึง 85% ในธุรกิจค้าปลีกและบริการ เมื่อเทียบกับช่วงก่อน Covid-19 ระบาด ขณะที่การเคลื่อนที่ของประชาชนในสถานที่ทำงานลดลง 80%  

เมื่อชาวเมียนมาออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านลดลงย่อมส่งผลกระทบถึงพ่อค้าแม่ค้ารายเล็กรายน้อย พ่อค้าผลไม้วัย 63 ปีในเมืองย่างกุ้งซึ่งประกาศใช้กฎอัยการศึกเผยกับ Nikkei Asia ว่า “ปกติจะมีลูกค้าเยอะ แต่ช่วงนี้ไม่มีลูกค้าเลย ช่วงบ่ายๆ ก็ต้องปิดร้านแล้วเพราะไม่มีลูกค้า”

Nikkei Asia รายงานอีกว่า การนำเข้าส่งออกสินค้าก็ลดลงเช่นกัน ข้อมูลของทางการเมียนมาช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือน มี.ค. พบว่า การส่งออกมีมูลค่า 252 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการนำเข้าอยู่ที่ 254 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งลดลงราว 30% เมื่อเทียบกับตัวเลขเฉลี่ยรายสัปดาห์ของเดือน ธ.ค. และ ม.ค. ส่วนหนึ่งมาจากการหยุดงานประท้วงของเจ้าหน้าที่ศุลกากรและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ทำให้มีตู้สินค้าติดค้างอยู่ที่ท่าเรือจำนวนมาก

บริษัทขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก A.P. Moller Maersk ประกาศหยุดให้บริการชั่วคราวในเมียนมาตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค. เพื่อความปลอดภัยทั้งชีวิตและร่างกายของพนักงาน

เช่นเดียวกับการไหลเข้าของเงินลงทุนซึ่งเป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจที่ได้รับผลพวงจากการรัฐประหารครั้งนี้ มูลค่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ย่างกุ้งร่วงลงถึง 85% เมื่อเทียบกับสัดาห์ก่อนเกิดรัฐประหาร และคาดว่ากิจกรรมต่างๆ ในตลาดหุ้นจะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติจนกว่าความวุ่นวายทางการเมืองจะสงบลง

ขณะที่ธนาคารเอกชนปิดทำการสาขาตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. แม้ว่าธนาคารกลางเมียนมาจะขู่ว่าจะลงโทษปรับหากยังไม่เปิดทำการก็ตาม เนื่องจากพนักงานพากันหยุดงานเข้าร่วมประท้วง จนไม่มีคนทำงาน

สถานการณ์นี้ส่งผลให้ลูกค้าไม่สามารถถอนเงินจำนวนมากหรือโอนเงินไปต่างประเทศ และแม้ว่าธนาคารหลายแห่งจะเริ่มนำเงินกลับไปเติมที่ตู้เอทีเอ็มเมื่อช่วงกลางเดือน มี.ค. แต่ยังมีการจำกัดวงเงิน โดยขณะนี้ธนาคารบางแห่งจำกัดไม่ให้ถอนเงินเกินวันละ 200,000 จั๊ต ทั้งที่ธนาคารกลางกำหนดไว้ที่ 500,000 จั๊ต

ผู้จัดการบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นในเมียนมาเผยกับ Nikkei Asia ว่า “ไซต์งานก่อสร้างในท้องถิ่นขาดเงินสดจนไม่สามารถดำเนินงานต่อได้ เพราะไม่มีเงินจ่ายให้คนงาน”

Nikkei Asia ระบุว่า การทำรัฐประหารฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจเมียนมาที่เพิ่งฟื้นตัวเมื่อช่วง 10 ปีก่อน หลังจากบาดเจ็บจากการถูกนานาชาติคว่ำบาตร

ขณะที่เมื่อเร็วๆ นี้ธนาคารโลกได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของเมียนมาจะหดตัวติดลบถึง 10% จากที่เคยประเมินไว้เมื่อนเดือน ต.ค.ว่าจะเติบโตถึง 5.9% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราการขยายตัวที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาค

Photo by STR / AFP

คลองสุเอซจ่อเรียกเงินชดเชยกว่าพันล้านเหรียญ หลังเรือยักษ์ขวางนานเกือบสัปดาห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649566

วันที่ 03 เม.ย. 2564 เวลา 10:19 น.คลองสุเอซจ่อเรียกเงินชดเชยกว่าพันล้านเหรียญ หลังเรือยักษ์ขวางนานเกือบสัปดาห์การเกยตื้นของเรือ Ever Given ทำให้มีเรือสินค้า 422 ลำติดแหง็กรอผ่านคลองสุเอซ

โอซามา เรบี ประธานองค์การคลองสุเอซ (SCA) ของอียิปต์ เปิดเผยว่าองค์การจะเรียกร้องเงินชดเชยมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 31,200 ล้านบาท) สำหรับความสูญเสียที่เกิดจากกรณีเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ Ever Given  (เอเวอร์ กิฟเวน) เกยตื้นขวางคลองสุเอซ ส่งผลให้ต้องระงับการเดินเรือในคลองนาน 6 วัน

เงินชดเชยสำหรับความสูญเสียและความเสียหายจะมีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 31,200 ล้านบาท) เรบีกล่าวกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น พร้อมเสริมว่า “นี่เป็นสิทธิของประเทศเรา และเราจะไม่ยอมปล่อยมันหลุดลอยไป”

เรบีอธิบายว่า เงินที่องค์การเรียกร้องนั้นไม่เพียงเป็นค่าชดเชยสำหรับความสูญเสียทางการเงินที่เกิดจากการระงับการเดินเรือในคลองสุเอซนาน 6 วัน แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการใช้เรือขุดและเรือลากจูง ตลอดจนความเสียหายทางกายภาพที่เกิดขึ้นระหว่างการกอบกู้เรือ

เรือ Ever Given ขนาด 224,000 ตัน แล่นชนฝั่งและปิดกั้นทางน้ำสายสำคัญตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. และกลับมาลอยได้ในอีก 6 วันต่อมา ด้วยความพยายามร่วมกันระหว่างองค์การฯ กับโบสกาลิส (Boskalis) บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ และสมิท ซัลเวจ (Smit Salvage) ทีมรับมือเหตุฉุกเฉินที่ถูกว่าจ้างโดยเจ้าของเรือ Ever Given

การสัญจรในคลองสุเอซกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง หลังการกอบกู้เรือ Ever Given ที่กินเวลานานหลายชั่วโมงเสร็จสิ้นลงช่วงเช้าวันจันทร์ (29 มี.ค.) จากนั้นเรือราว 422 ลำที่ติดค้างอยู่จึงเริ่มเดินทางผ่านคลองดังกล่าวได้

เรบีระบุว่า เมื่อนับถึงวันเสาร์ (27 มี.ค.) มีเรือมากสุด 422 ลำที่รอสัญจรผ่านทางน้ำแห่งนี้

ทั้งนี้ คลองสุเอซเป็นทางน้ำที่ขุดขึ้นเพื่อเชื่อมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง และกลายเป็นเส้นทางเดินเรือสินค้าทางทะเลสายสำคัญของโลก เนื่องจากเอื้อให้เรือเดินทางระหว่างยุโรปกับเอเชียใต้ได้โดยไม่ต้องอ้อมไปทางใต้ของทวีปแอฟริกา ช่วยย่นระยะทางทางทะเลระหว่างยุโรปกับอินเดียได้ประมาณ 7,000 กิโลเมตร โดยร้อยละ 12 ของปริมาณการค้าทั่วโลกล้วนต้องขนส่งสินค้าผ่านทางน้ำสายนี้

ที่มา : Xinhua