นายพลเมียนมาเย้ย ‘พ่อซูจี’ คงมองว่าลูกสาว ‘โง่’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649780

วันที่ 06 เม.ย. 2564 เวลา 16:06 น.นายพลเมียนมาเย้ย 'พ่อซูจี' คงมองว่าลูกสาว 'โง่'นายพลจัตวา ซอ มิน ตุน โฆษกกองทัพเมียนมาระบุว่า ‘นายพลออง ซาน’ คงมองว่าลูกสาวของตนโง่มาก

เว็บไซต์ข่าวเมียนมา The Irrawaddy รายงานว่านายพลจัตวา ซอ มิน ตุน โฆษกสภาบริหารแห่งรัฐของเมียนมาให้สัมภาษณ์กับ CNN ซึ่งนำโดยคลาริสสา วอร์ด โดยมีการกล่าวว่าพ่อของออง ซาน ซูจี คงจะคิดว่าลูกสาวของตนโง่มาก

โดยในการสัมภาษณ์นายพลจัตวา ซอ มิน ตุน ถูกถามว่า “คิดว่านายพลออง ซาน พ่อของออง ซาน ซูจีซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นวีรบุรุษแห่งอิสรภาพของเมียนมาและเป็นผู้มีส่วนร่วมก่อตั้งกองทัพเมียนมาเมื่อ 70 กว่าปีก่อนจะตกใจไหมหากเขายังมีชีวิตอยู่และเห็นส่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศขณะนี้”

นายพลจัตวา ซอ มิน ตุน ตอบกลับว่า “ถ้าเป็นผม ผมคงจะคิดว่าทำไมลูกสาวผมโง่อย่างนี้” ทำเอาคลาริสสา วอร์ด อึ้งไปไม่น้อยเมื่อได้ยินคำตอบนั้น

ยิ่งไปกว่านั้นนายพลจัตวา ซอ มิน ตุน ไม่เลือกที่จะตอบคำถามที่ว่า “นายพลออง ซานจะทำอย่างไรหากกองทัพที่เขาก่อตั้งขึ้นมีส่วนร่วมในการสังหารประชาชนอย่างทุกวันนี้” แต่กล่าวโจมตีซูจีว่า “พ่อของเธอคงไม่เห็นด้วยที่เธอแต่งงานกับชาวต่างชาติ เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2008 ห้ามผู้ที่มีคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ”

นอกจากนี้ยังมีการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนว่า “ข้อห้ามผู้ที่มีคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้นไม่ใช่สิ่งที่เรากำหนดขึ้นแต่มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 1947 ภายใต้นายพลออง ซาน”

ซึ่ง The Irrawaddy ระบุว่าเป็นการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนเนื่องจากมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญปี 1947 ของเมียนมาซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีไม่ได้กล่าวถึงคู่สมรสชาวต่างชาติ เพียงระบุว่าบุคคลใดจะไม่มีสิทธิได้รับการเลือกตั้งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเว้นแต่เขาหรือเธอเป็นพลเมืองของสหภาพ หรือพ่อแม่ทั้งสองคนของเขาหรือเธอเกิดในดินแดนใดที่รวมอยู่ในสหภาพ และมีคุณสมบัติสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาสหภาพ

เมื่อคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ถูกเผยแพร่ออกไปทำให้นายพลจัตวา ซอ มิน ตุน และรัฐบาลทหารถูกวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้งสำหรับการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้รวมถึงการเดินหน้าปราบปรามประชาชนที่ต่อต้านรัฐประหารซึ่งขณะนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 รายแล้ว

Photo by Thet Aung / AFP

สิงคโปร์เตือนนักลงทุนระวังเงิน Crypto หลังนายกเจอพิษสแกมเมอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649764

วันที่ 06 เม.ย. 2564 เวลา 14:46 น.สิงคโปร์เตือนนักลงทุนระวังเงิน Crypto หลังนายกเจอพิษสแกมเมอร์คริปโตกำลังมาแรงแต่ทำไมสิงคโปร์เตือนให้ระวัง? พร้อมเฝ้าระวังกำหนดมาตรการป้องกันการฉ้อโกง

บลูมเบิร์กรายงานว่าสิงคโปร์เตือนประชาชนอีกครั้งเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลทุนสกุลดิจิทัลอย่างเช่น Bitcoin ซึ่งแม้จะเป็นตลาดที่มีขนาดค่อนข้างเล็กในสิงคโปร์แต่ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา

ถารมัน ศันมุครัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานคณะกรรมการการเงินของสิงคโปร์กล่าวว่า “สกุลเงินดิจิทัลอาจมีความผันผวนสูงเนื่องจากมูลค่าของสกุลเงินมักไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจใดๆ จึงมีความเสี่ยงสูงและไม่เหมาะกับนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล”

พร้อมเสริมว่าธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) มีอำนาจในการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้ให้บริการโทเคนดิจิทัล ซึ่งการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลจะได้รับการควบคุมตามความจำเป็น เพื่อให้แน่ใจว่ากฎระเบียบยังคงมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

พร้อมกันนี้ MAS ได้เพิ่มการเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล

คำเตือนครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มูลค่าตลาดรวมของคริปโตพุ่งทะลุ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัญเป็นครั้งแรก โดยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในระยะเวลาประมาณ 2 เดือนเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่สำนักข่าว The Straits Times พบชื่อนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงในแพลตฟอร์มสกุลเงินดิจิทัล BitClout ที่ใช้โปรไฟล์ของเขาโดยที่เขาไม่ได้เห็น

BitClout เป็นบล็อกเชนรูปแบบใหม่ที่มีสกุลเงินดิจิทัลและแพลตฟอร์มของตัวเองโดยอนุญาตให้ผู้ใช้ซื้อและขาย “เหรียญผู้สร้าง” (creator coins) ที่ติดแท็กไปยังโปรไฟล์ Twitter ของอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้มีชื่อเสียงต่างๆ 

นายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงกล่าวในโพสต์ Facebook เมื่อวันศุกร์ว่า “ผู้สร้างเว็บไซต์ไม่ระบุชื่อ แต่ผมได้ส่งทวีตแบบเปิดสาธารณะ เพื่อขอให้ลบชื่อและรูปภาพของผมออกจากไซต์ทันทีเนื่องจากผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม มันทำให้เกิดความเข้าใจผิดและทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผม”

ลีเซียนลุงยังเรียกร้องให้ชาวสิงคโปร์ระมัดระวังในการเข้าไปเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มสกุลเงินดิจิทัลด้วย

ทั้งนี้ การซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในสิงคโปร์ยังคงมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับการซื้อขายหุ้นและพันธบัตร โดยปริมาณในการซื้อขาย Bitcoin, Ethereum และ XRP คิดเป็น 2% ของปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์โดยเฉลี่ยต่อวันในตลาดหลักทรัพย์หลักของปีที่แล้ว

แม้ว่านักลงทุนและนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงหลายคนจะให้การสนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ (Elon Musk), มาร์ก คิวบัน (Mark Cuban) และะพอล ทิวดอร์ โจนส์ (Paul Tudor Jones)

แต่สิงคโปร์ไม่ใช่หน่วยงานกำกับดูแลเพียงแห่งเดียวที่แสดงความกังวลถึงความเสี่ยงของการลงทุนสกุลเงินดิจิทัล แต่ยังมีอีกหลายแห่งทั่วโลก อาทิ หน่วยงานกำกับดูแลของสหภาพยุโรปที่เพิ่งเตือนถึงความเสี่ยงของนักลงทุน

ถึงกระนั้น แกรี่ เกนสเลอร์ (Gary Gensler) ผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้นำสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กล่าวว่าการตรวจสอบให้แน่ใจว่าตลาดคริปโตปราศจากการฉ้อโกงเป็นความท้าทายสำหรับหน่วยงาน

AFP PHOTO / Karen BLEIER

ทิม คุกแย้มอีก 3 ปี Apple มีรถยนต์ไฟฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649759

วันที่ 06 เม.ย. 2564 เวลา 12:00 น.ทิม คุกแย้มอีก 3 ปี Apple มีรถยนต์ไฟฟ้า ซีอีโอ Apple เผยทิศทางของรถยนต์ไฟฟ้าที่หลายคนกำลังตั้งตารอ พร้อมเอ่ยชมอีลอน มัสก์

ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Apple (แอปเปิล) กล่าวในการให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ของนักข่าวแคร่า สวิชเชอร์เกี่ยวกับทิศทางของรถยนต์ที่จะผลิตโดย Apple ซึ่งหลายคนกำลังตั้งตารอ

แม้จะไม่ได้มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดมากนัก แต่ทิม คุกเปรยว่าเทคโนโลยียานพาหนะไร้คนขับน่าจะเป็นคุณสมบัติหลักของรถยนต์คันนี้ รวมถึงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี AR ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในอนาคตของ Apple

โครงการรถยนต์ดังกล่าวมีชื่อว่า “Project Titan” แม้จะมีการปลดพนักงานจำนวนมากออกไปในปี 2019 แต่ทางบริษัทยังคงตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับให้ได้ภายใน 3 ปีข้างหน้า

เมื่อ Apple เตรียมผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบนี้ทำให้หลายคนอดนำไปเปรียบเทียบกับยักษ์ในวงการ EV อย่าง Tesla (เทสลา) ไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นโครงการนี้นำโดย ดัก ฟิลด์ ซึ่งเคยเป็นรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมของ Tesla และเป็นหนึ่งในผู้มีบทบาทสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเปิดตัว Model 3

อย่างไรก็ตามทิม คุก เผยว่าเขาชื่นชมและเคารพ Tesla เป็นอย่างยิ่ง โดยเอ่ยชมว่า Tesla ทำงานได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เพียแต่สร้างความเป็นผู้นำเท่านั้นแต่ยังรักษาความเป็นผู้นำในวงการ EV ได้เป็นเวลานาน นั่นเป็นเหตุผลที่เขาชื่นชมอีลอน มัสก์ และบริษัท Tesla อย่างมาก

ทั้งนี้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา CNBC รายงานว่า Apple ใกล้จะสรุปข้อตกลงกับ Hyundai-Kia เพื่อสร้างรถยนต์ไร้คนขับภายใต้แบรนด์ Apple โดยอาจใช้ฐานผลิตเป็นโรงงานของ KIA Motors ในจอร์เจีย

Photo by MANDEL NGAN / AFP

วินาทีสลด! หนุ่มจีนโดดเตาหลอมหลังสูญงินนับแสนในตลาดหุ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649754

วันที่ 06 เม.ย. 2564 เวลา 10:43 น.วินาทีสลด! หนุ่มจีนโดดเตาหลอมหลังสูญงินนับแสนในตลาดหุ้นหลายต่อหลายครั้งที่นักลงทุนตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองเพราะสูญเงินจากการเล่นหุ้น

South China Moring Post รายงานว่าคนงานโรงงานผลิตเหล็กแห่งนึ่งในเมืองเปาโถว เขตปกครองตนเองมองโกเลีย กระโจนลงเตาหลอมเหล็กปลิดชีวิตตนเองหลังสูญเงินจำนวนมากจากการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

ทางบริษัทแถลงว่าชายคนดังกล่าวคือ หวางหลง (Wang Long) วัย 34 ปี คนงานของบริษัทได้หายตัวไปในคืนวันที่ 24 มี.ค. ก่อนที่คนงานในบริษัทช่วยกันออกตามหาและพบว่าเขาเสียชีวิตแล้ว

ภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่าชายคนดังกล่าวถอดหมวกนิรภัยและถุงมือออกและวางไว้กับพื้น เขาลังเลอยู่นานก่อนที่จะตัดสินใจกระโดดลงไปในเตาหลอมเหล็กซึ่งมีอุณหภูมิกว่า 1,500 องศาเซลเซียส และร่างของเขาก็หายไปในพริบตา

เพื่อนร่วมงานของเขากล่าวว่าเขาซื้อขายหุ้นมานานแล้ว และมีรายงานว่าเขาสูญเสียเงินกว่า 286,000 บาทภายในวันเดียวจากการเล่นหุ้น

ขณะที่ตำรวจสันนิษฐานว่าเขามีปัญหาเรื่องหนี้ด้วย โดยจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเบื้องต้นระบุว่าสาเหตุของการเสียชีวิตเป็นการฆ่าตัวตาย

แถลงการณ์จากบริษัทระบุว่า “เรารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อการจากไปของเขา เรากำลังเยียวยาจิตใจของครอบครัวผู้เสียชีวิตและคนงานคนอื่นๆ ของเรา”

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตได้พูดคุยเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขาบนโซเชียลมีเดีย โดยหัวข้อนี้ได้รับการกล่าวถึงมากกว่า 45 ล้านครั้ง

เหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งอย่างเช่นเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่ผ่านมาชายวัย 47 ปีปลิดชีวิตตัวเองด้วยการกระโดดตึกสูงในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในมณฑลฝูเจี้ยนหลังสูญเงินกว่า 4.78 ล้านบาทในตลาดหุ้น

https://players.brightcove.net/4137224153001/6aIMRO3kiI_default/index.html?videoId=6246093520001

Photo by Kirill KUDRYAVTSEV / AFP

H&M เจอแบนซ้ำ! ชาวเวียดนามโวยใช้แผนที่ทับซ้อนจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649730

วันที่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 19:00 น.H&M เจอแบนซ้ำ! ชาวเวียดนามโวยใช้แผนที่ทับซ้อนจีนหลังพ้นจากกระแสแบนในจีนมาได้ไม่นาน ล่าสุด H&M เจอแบนอีกครั้งจากชาวเวียดนาม

หลังจากที่ H&M ผู้ค้าปลีกสินค้าแฟชั่นสัญชาติสวีเดนเผชิญกับกระแสคว่ำบาตรในประเทศจีนเมื่อทางแบรนด์ประกาศว่าจะไม่สนับสนุนฝ้ายจากซินเจียงด้วยข้อกังวลเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ แต่กระแสก็ดูเหมือนว่าจะซาลงไปเมื่อ H&M ออกมากล่าวว่าจีนเป็นตลาดที่สำคัญและต้องการเรียกคืนความไว้วางใจจากลูกค้าในประเทศจีน

ล่าสุด H&M กำลังเผชิญกับการประท้วงครั้งใหม่โดยการโต้เถียงเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมาเมื่อการโฆษณาบนเว็บไซต์ของ H&M มีการใช้แผนที่ที่แสดงถึงเส้นประ 9 เส้นในทะเลจีนใต้ที่จีนอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งครอบคลุมถึงหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลี ซึ่งเป็นหมู่เกาะพิพาทระหว่างจีนและเวียดนาม

ส่งผลให้ชาวเวียดนามไม่พอใจและเกิดกระแสต่อต้าน H&M โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียมีผู้ใช้จำนวนมากออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผ่านแฮชแท็ก #HoangSaTruongSalacuaVietNam (หมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลีเป็นของเวียดนาม) และ #hmcutkhoivietnam (H&M ออกไปจากเวียดนาม)

ส่วนหนึ่งจากข้อความจำนวนมากของชาวเวียดนามที่แสดงความไม่พอใจ H&M อาทิ Huong L. Tran ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวเวียดนามทวีตเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า”หมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลีเป็นของเวียดนามตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งตอนนี้ H&M กำลังต่อสู้กับกฎหมายในเอเชีย”

“H&M โง่มาก กล้าดียังไง Hoang Sa และ Truong Sa เป็นของเวียดนาม!!! ออกไปจากประเทศของเราซะ H&M!!” ผู้ใช้โซเชียลมีเดียชาวเวียดนามระบุโดยใช้ชื่อท้องถิ่นของหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลี

รวมถึงสื่อเวียดนามและผู้มีชื่อเสียงจำนวนมากก็ออกมากดดันให้ H&M แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนไม่เช่นนั้นก็ให้ออกไปจากเวียดนาม

ถึงกระนั้นแม้ว่าชาวเวียดนามจำนวนมากจะแสดงความไม่พอใจ H&M แต่ทางบริษัทมีส่วนร่วมกับเวียดนามค่อนข้างน้อย โดยมีร้านค้าในเวียดนามเพียง 11 แห่งเมื่อเทียบกับ 520 แห่งในประเทศจีน

แม้ว่า H&M จะยังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวแต่สื่อเวียดนามระบุว่าทาง H&M ประจำเซี่ยงไฮ้จะดำเนินการแก้ไขแผนที่ดังกล่าวที่เผยแพร่บนเว็บไซต์

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

Xinba ราชาไลฟ์ขายของจีน จากดังเป็นดับแล้วกลับมาดัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649712

วันที่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 17:33 น.Xinba ราชาไลฟ์ขายของจีน จากดังเป็นดับแล้วกลับมาดังราชาแห่งการไลฟ์สดขายของชาวจีนกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งด้วยการไลฟ์ขายของเพียง 12 ชั่วโมงทำเงินได้มากกว่าห้างทั้งปี

ซินโหย่วจื้อ (Xin Youzhi) หรือที่ชาวจีนรู้จักกันดีในชื่อ ซินปา (Xinba) หนึ่งในผู้มีอิทธิพลที่สุดบนแพลตฟอร์มสตรีมมิง Kuaishou ของจีนกลับมาไลฟ์ขายของครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือนหลังจากที่ชื่อเสียงของเขาดับลงไปและตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเมื่อช่วงปลายปีที่่ผ่านมา

ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว Xinba ถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อเขาสามารถทำยอดจากการไลฟ์ขายของได้สูงถึง 6,900 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นยอดขายที่สูงที่สุดเท่าที่ Kuaishou เคยมีมา 

ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะพบว่าเขาขายรังนกปลอมที่ทำมาจากน้ำตาลผสมน้ำ ส่งผลให้เขาถูกปรับไปถึง 4.3 ล้านบาท และถูกบล็อกจาก Kuaishou โดยห้ามไลฟ์สดเป็นเวลา 60 วันนับตั้งแต่เดือนธันวาคม

South China Morning Post รายงานว่า การกลับมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่ผ่านมาถือเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่เพราะเขาสามารถกอบกู้ชื่อเสียงของตนมาได้อย่างไม่น่าเชื่อด้วยการขายสินค้ามูลค่าเกือบ 1 หมื่นล้านบาทภายในเวลา 12 ชั่วโมงด้วยการไลฟ์เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

ในการไลฟ์ครั้งนี้ Xinba ดึงดูดผู้ชมได้สูงสุดถึง 4 ล้านคน และขายของได้มากกว่า 16 รายการไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟนไปจนถึงของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างยาสระผม

ซึ่งรวมแล้วคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 305.7 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,600 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวยังมากกว่ายอดขายทั้งปี 2020 ของห้างสรรพสินค้า Time Square ในฮ่องกง

ทั้งนี้ อีคอมเมิร์ซในรูปแบบไลฟ์สดกลายเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากในประเทศจีน และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีการแพร่ระบาดของโควิด-19

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลจีนได้ยกระดับการตรวจสอบอีคอมเมิร์ซในรูปแบบไลฟ์สด โดยในเดือนมีนาคมหน่วยงานกำกับดูแลของรับบาลได้ประกาศกฎระเบียบใหม่สำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กและแพลตฟอร์มสตรีมมิงซึ่งอาจเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

Photo by Xinba/Weibo

เงื่อนงำศึกชิงบัลลังก์จอร์แดนจะจบลงอย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649681

วันที่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 15:00 น.เงื่อนงำศึกชิงบัลลังก์จอร์แดนจะจบลงอย่างไรเมื่อพระอนุชาต่างมารดาของกษัตริย์จอร์แดนถูกกล่าวหาว่าวางแผนโค่นราชบัลลังก์และคุกคามความมั่นคงของประเทศโดยสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ

1. ส่งผลให้ทางการจอร์แดนควบคุมตัวอดีตมกุฎราชกุมาร ฮัมซาห์ บิน ฮุสเซน และผู้ต้องสงสัยอีกเกือบ 20 คนรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจอร์แดน พร้อมสอบสวนแผนการโค่นราชบัลลังก์ของกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน

2. รายงานระบุว่าผู้ที่ถูกจับกุมพร้อมกับเจ้าชายฮัมซาห์รวมถึง ชารีฟ ฮัสซัน บิน ซาอิด สมาชิกราชวงศ์อีกพระองค์หนึ่ง และ บาสเซม อาวาดัลเลาะห์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเป็นคนสนิทของกษัตริย์และเป็นผู้มีอิทธิพลในการปฏิรูปเศรษฐกิจของจอร์แดน 

3. เจ้าชายฮัมซาห์ ทรงเปิดเผยผ่านคลิปวิดีโอเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าพระองค์และพระสหายถูกกักบริเวณโดยเจ้าหน้าที่กองทัพฐานสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติเพื่อทำลายเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศ นอกจากนี้ยังห้ามมิให้ติดต่อกับบุคคลภายนอก

4. ขณะที่เจ้าชายฮัมซาห์ทรงปฏิเสธว่าพระองค์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการทำลายเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศแต่อย่างใด พร้อมตรัสว่าในทางกลับกันจอร์แดนจะถูกบั่นทอนจากการคอร์รัปชัน เล่นพรรคเล่นพวก การปกครองประเทศที่ไร้ศักยภาพ และข่มขู่คุกคามประชาชนของบรรดาผู้นำประเทศต่างหาก

https://www.bbc.com/news/av-embeds/world-middle-east-56626370/vpid/p09cpbfl

https://www.bbc.com/news/av-embeds/56626370/vpid/p09cpbfl

5. ด้านพระราชินีนูร์ พระมารดาของเจ้าชายฮัมซาห์ตรัสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าอดีตมกุฎราชกุมารทรงถูกกักบริเวณในพระตำหนัก พร้อมประณามการจับกุมครั้งนี้ว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสี โดยพระราชินีทรงโพสต์ผ่านทวิตเตอร์ความว่า “ขออธิษฐานให้ความจริงและความยุติธรรมมีชัยชนะสำหรับเหยื่อผู้บริสุทธิ์ทุกคนที่ถูกใส่ร้ายครั้งนี้ ขอพระเจ้าอวยพรและคุ้มครองให้พวกเขาปลอดภัย”

Praying that truth and justice will prevail for all the innocent victims of this wicked slander. God bless and keep them safe.— Noor Al Hussein (@QueenNoor) April 4, 2021

6. ขณะที่กองทัพแย้งว่าสิ่งที่อดีตมกุฎราชกุมารตรัสนั้นไม่เป็นความจริง โดยพลตรี ยูซูฟ ฮูเนตี หัวหน้าเสนาธิการร่วมกล่าวว่า “สิ่งที่ได้รับการเผยแพร่เกี่ยวกับการจับกุมเจ้าชายฮัมซาห์นั้นไม่เป็นความจริง พระองค์เพียงแค่ถูกขอให้หยุดกิจกรรมบางอย่างที่สามารถใช้เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพและความมั่นคงของจอร์แดน”

7. แฟรงก์ การ์ดเนอร์ ผู้สื่อข่าวจากบีบีซีวิเคราะห์ว่าวิกฤตในราชวงศ์จอร์แดนที่ดูเหมือนว่าจะรุนแรงจนควบคุมไม่อยู่ เนื่องจากจอร์แดนมีปัญหาบางอย่างในประเทศอยู่ก่อนแล้วรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจซึ่งตกต่ำมาก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนต่างไม่พอใจเพิ่มมากขึ้น 

8. ข่าวนี้ได้รับความสนใจและติดตามจากหลายประเทศรวมถึงสหรัฐ ซึ่ง เนด ไพรซ์ โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐระบุว่ารัฐบาลสรัฐกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดรวมถึงพูดคุยกับเจ้าหน้าที่จอร์แดน เนื่องจากกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 ทรงเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐ

9. เช่นเดียวกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านอย่างอียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย เลบานอน อีรัก และอีกหลายประเทศก็แถลงการณ์แสดงจุดยืนสนับสนุนกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 เช่นกัน

10. ด้านวอชิงตันโพสต์ สื่อของสหรัฐรายงานว่าเจ้าชายฮัมซาห์ทรงถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับแผนการโค่นล้มบัลลังก์ของกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 พระเชษฐาของพระองค์ โดยอ้างถึงคำพูดของเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งในตะวันออกกลางว่า “พบหลักฐานสิ่งที่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังอธิบายว่าเป็นแผนการที่ซับซ้อนและหวังสูง คนที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนกับแผนการการนี้รวมถึงราชวงศ์จอร์แดนอย่างน้อยหนึ่งคน เช่นเดียวกับหัวหน้าเผ่า และสมาชิกหน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศ”

11.ขณะที่รอยเตอร์สอ้างคำพูดของอดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐคนหนึ่งซึ่งกล่าวว่าแผนการสั่นคลอนเสถียรภาพและความมั่นคงของจอร์แดนอาจไม่ได้เกิดในอนาคตอันใกล้นี้และไม่ใช่การก่อรัฐประหาร แต่เป็นการกระตุ้นให้ประชาชนลุกฮือประท้วงโดนมีกลุ่มชนเผ่าหนุนหลัง

12. ทั้งนี้ เจ้าชายฮัมซาห์เป็นโอรสคนโตของกษัตริย์ฮุสเซนผู้ล่วงลับและราชินีนูร์พระมเหสีชาวอเมริกัน และเป็นพระอนุชาต่างมารดาของกษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 พระองค์ถูกมองว่ามีความสนิทสนมกับชนเผ่าต่างๆ เนื่องจากพระองค์มักเสด็จพบปะกับผู้นำชนเผ่าต่างๆ ซึ่งให้การสนับสนุนพระองค์เป็นอย่างดี

13. เจ้าชายฮัมซาห์ทรงถูกแต่งตั้งให้เป็นมกุฎราชกุมารในปี 2542 และในปี 2547 กษัตริย์อับดุลลาห์ที่ 2 ทรงปลดเจ้าชายฮัมซาห์ออกจากตำแหน่ง และทรงแต่งตั้งเจ้าชายฮุสเซน พระราชโอรสองค์โตเป็นรัชทายาทแทน หลายคนมองว่านั่นสร้างความผิดหวังต่อพระราชินีนูร์อย่างมากซึ่งทรงหวังว่าจะได้เห็นพระราชโอรสพระองค์โตเป็นกษัตริย์

Photo by KHALIL MAZRAAWI / AFP

จีนเริ่มหวั่นฟองสบู่แตก สั่งธนาคารคุมปล่อยสินเชื่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649665

วันที่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 13:13 น.จีนเริ่มหวั่นฟองสบู่แตก สั่งธนาคารคุมปล่อยสินเชื่อการเชือดฟินเทคอาจมีสาเหตุมาจากความกังวลของรัฐบาลเรื่องการปล่อยสินเชื่อง่ายเกินไป จนอาจทำให้เกิดหนี้เสียและภาวะฟองสบู่แตก

Financial Times รายงานว่าธนาคารกลางของจีนขอให้ธนาคารและสถานบันการเงินที่เป็นผู้ให้กู้ ทำการควบคุมการจัดหาสินเชื่อเนื่องจากกังวลว่าการกู้ยืมที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิดฟองสบู่ของสินทรัพย์

หนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานโดยอ้างถึงบุคคลที่ไม่ปรากฏชื่อที่มีความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ในจีนว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ธนาคารกลางของจีน หรือ People’s Bank of China สั่งให้ธนาคารต่างๆ รักษาระดับการปล่อยเงินกู้ใหม่ในไตรมาสแรกให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้วแต่ไม่ถึงกับต้องในอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่านี้

ท่าทีนี้ถือเป็นข้อบ่งชี้ล่าสุดที่ผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของจีนกลับไปสนใจการควบคุมความเสี่ยงทางการเงิน หลังจากที่ได้เพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ/สนับสนุนทางการเงินก่อนหน้านี้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการระบาดใหญ่ แต่มันก็มีปัญหาเรื่องความเสี่ยงจากภาวะหนี้และฟองสบู่ตามมาด้วย

ตามข้อมูลของ Financial Times สินเชื่อใหม่ของจีนเพิ่มขึ้น 16% ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ขณะที่ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 133%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ทางการจีนได้ลดการอัดฉีดสภาพคล่องและมีคำเตือนถึงความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาวะฟองสบู่ในตลาดโลก

Photo by Nicolas ASFOURI / AFP

ปิดตำนานสมาร์ทโฟน LG เลิกผลิตหลังสู้คู่แข่งไม่ไหว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649675

วันที่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 11:46 น.ปิดตำนานสมาร์ทโฟน LG เลิกผลิตหลังสู้คู่แข่งไม่ไหวหนึ่งในผู้บุกเบิกแอนดรอยด์หลายมาเป็นบริษัทใหญ่รายแรกที่ต้องเลิกผลิตสมาร์ทโฟน

LG Electronics Inc. กำลังปิดหน่วยสมาร์ทโฟนเพื่อปรับปรุงการดำเนินงานและมุ่งเน้นไปที่โครงการในอนาคตเช่นส่วนประกอบของรถยนต์ไฟฟ้า หลังแผนกนี้ขาดทุนอย่างหนัก

LG จะยุติการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือในวันที่ 31 กรกฎาคมเพื่อมุ่งเน้นทรัพยากรในด้านการเติบโตรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า (EV), บ้านอัจฉริยะ, หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์

ทั้งนี้ โทรศัพท์คิดเป็น 8.2% ของยอดขาย LG ในปีที่แล้วและจะมีการสูญเสียรายได้ในระยะสั้น แต่บริษัทคาดว่าการปิดจะเป็นผลดีทางการเงินในระยะยาว จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์และยังคงพัฒนาเทคโนโลยีมือถือเช่นระบบเครือข่ายและกล้องรุ่นที่ 6

LG  เริ่มผลิตโทรศัพท์มือถือครั้งแรกในปี 1995 และ LG เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกระบบปฏิบัติการ Android โดยร่วมมือกับ Google ของ Alphabet Inc. ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน Nexus และผลิตกล้องและเทคโนโลยีการแสดงผลที่ดีที่สุดในกลุ่มนี้

LG Electronics เคยเป็นผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่อันดับ 3 ของโลกในแง่ของส่วนแบ่งการตลาด ในตลาดสหรัฐ LG เคยเป็นอันดับสามรองจาก iPhone ของ Apple Inc. และSamsung Electronics Co. จากประเทศเดียวกัน แต่ LG สู้คู่แข่งไม่ได้มาหลายปีและจากนั้น OnePlus ของจีนก็พุ่งพรวดเข้ามาแทนที่ท่ามกลางการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปทั่วโลกให้กับคู่แข่งจากต่างประเทศ

ธุรกิจมือถือตกอยู่ในภาวะแดงตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2015โดยมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานสะสมถึง 5 ล้านล้านวอน (4,400 ล้านดอลลาร์) ในปีที่แล้วตามรายงานของสำนักข่าวยอนฮัป

LG กล่าวในเดือนมกราคมว่าจะทบทวนทิศทางของธุรกิจสมาร์ทโฟน ทั้งๆ ที่เมื่อเดือนก่อนหน้านั้นสัญญาว่าจะขายโทรศัพท์แบบพับได้ในปีนี้ บริษัทยังจัดการเจรจาเกี่ยวกับการขายที่อาจเกิดขึ้น แต่การเจรจาล้มเหลวเนื่องจากตกลงกันไม่ได้เรื่องการประเมินมูลค่าสิทธิบัตรเทคโนโลยี

Photo by Jung Yeon-je / AFP

เชื้อหลุดจากเมียนมา ชายแดนจีนโควิดพุ่งปิดเมืองหวั่นผู้ลี้ภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649670

วันที่ 05 เม.ย. 2564 เวลา 11:14 น.เชื้อหลุดจากเมียนมา ชายแดนจีนโควิดพุ่งปิดเมืองหวั่นผู้ลี้ภัยยอดติดโควิด-19 ของจีนสูงสุดในรอบ 2 เดือน โดยเฉพาะที่เมืองชายแดนเมียนมา

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีนพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่พุ่งสูงที่สุดในรอบกว่าสองเดือน โดยเมืองที่ติดชายแดนเมียนทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลยูนนานมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดและเกือบทั้งหมดมาจากที่นี่

รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองรุ่ยลี่ ที่ชายแดนเมียนมา กำหนดให้ผู้อยู่อาศัยในเขตเมืองอยู่ภายใต้การกักกันบ้าน และทางการดำเนินการตรวจเชื้อครั้งใหญ่และเริ่มจำกัดไม่ให้ผู้คนออกและเข้าเมืองตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วหลังจากรายงานผู้ป่วยโควิด-19

ทางการท้องถิ่นได้เริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนในเมืองรุ่ยลี่เพื่อป้องกันไวรัสโควิด -19 และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชาชนในเมือง

รายงานเมื่อวันที่ 4 เมษายน เมืองนี้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด 15 รายในท้องถิ่น โดยทั้งประเทศจีนมีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่รวมถึงการติดเชื้อที่นำเข้าจากต่างประเทศอยู่ที่ 32 รายซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม

การวิเคราะห์ทางพันธุกรรมของกรณีที่ค้นพบในรุ่ยลี่ชี้ให้เห็นว่าการติดเชื้อในท้องถิ่นใหม่เกิดจากไวรัสที่นำเข้าจากเมียนมาสื่อของรัฐรายงาน จากรายงานผู้ป่วยรายใหม่ในเมืองนี้ 11 รายระบุว่าเป็นสัญชาติเมียนมา

รุ่ยลี่เป็นจุดขนส่งสำคัญของมณฑลยูนนานที่ติดต่อกับเมียนมาและพยายามตรวจตราการอพยพอย่างผิดกฎหมายแต่ทำได้ยากเพราะภูมิประเทศเป็นภูเขา ท่ามกลางคลื่นการหนีเข้าเมืองที่ไม่ได้รับอนุญาตที่เพิ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้วโดยผู้คนจากเมียนมาที่หนีจากการระบาดในประเทศตน

ตำรวจรุ่ยลี่จับกุมชาวเมือง 2 คนในข้อหาลักลอบนำชาวเมียนมา 2 คนที่ติดเชื้อโควิด-19 เข้ามาในเมืองเมื่อปีที่แล้วและก่อให้เกิดการแพร่กระจายในท้องถิ่น ส่งผลให้มีการล็อคดาวน์และทดสอบครอบคลุมทั้งเมืองเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 14 กันยายน 2020

เจ้าของโรงแรมในรุ่ยลี่คนหนึ่งบอกกับ South China Morning Post ว่าตำรวจได้สั่งให้ชาวบ้านรายงานว่ามีคนจากเมียนมาที่เข้าพักที่โรงแรมรุ่ยลี่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์หรือไม่ เจ้าของโรงแรมคนนี้คิดว่าทางการอาจกังวลว่าความวุ่นวายในเมียนมาจะทะลักเข้ามา และจะเป็นปัญหาหากมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากหลั่งไหลจากเมียนมาเข้ามาในเมือง

ทั้งนี้ ทางการจีนได้ปิดชายแดนเมืองรุ่ยลี่-เมียนมาตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม หลังจากมีประชาชน 9 คนรวมทั้งชาวเมียนมาได้รับการยืนยันใหม่ว่าติดเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ สำนักข่าว Kyodo รายงานอ้างแหล่งข่าวกล่าวว่า

เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลจีนได้เริ่มห้ามไม่ให้ชาวเมียนมาเข้าพักที่โรงแรมในรุ่ยลี่และบางครั้งก็กักตัวพวกเขาไว้ แสดงถึงความกังวลว่าผู้ลี้ภัยจำนวนมากจากประเทศเพื่อนบ้านจะทำให้สถานการณ์ด้านความปลอดภัยในจีนแย่ลง

ในเมืองรุ่ยลี่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดใกล้ชายแดนเมียนมาร์และถนนบางสายถูกปิด ทางการจีนยังจับกุมชาวเมียนมาหลายคนในเมืองที่พยายามประท้วงการทำรัฐประหาร

Photo by Ye Aung THU / AFP