TerraCycle กับผู้ชายที่เปลี่ยนขยะล้นเมืองให้เป็นเงินล้นกระเป๋า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649798

วันที่ 07 เม.ย. 2564 เวลา 18:29 น.TerraCycle กับผู้ชายที่เปลี่ยนขยะล้นเมืองให้เป็นเงินล้นกระเป๋าทอม ซากี้ จากเด็กหนุ่มที่เล็งเห็นปัญหาของขยะสู่บริษัทชื่อดังระดับโลก

ในแต่ละปีประชากรทั่วโลกทิ้งขยะเฉลี่ยปีละ 2.1 พันล้านตัน หรือเทียบเท่าสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐานโอลิมปิก 820,000 แห่ง มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าในอนาคตข้างหน้า โดยที่ขยะเหล่านี้จบลงที่การกำจัดด้วยการฝังกลบเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังพบว่าเรานำขยะมารีไซเคิลเพียงร้อยละ 16 หรือประมาณ 323 ล้านตันเท่านั้น ขณะที่อีก 950 ล้านตัวถูกทิ้งเรี่ยราด

ในจำนวนขยะไม่กี่เปอร์ที่นำมารีไซเคิลนั้นส่วนหนึ่งเป็นผลงานของชายคนนี้ที่ให้ความสนใจกับการรีไซเคิลขยะ จนเป็นแรงผลักดันให้เขาก่อตั้งบริษัทขึ้นเพื่อแปรรูปขยะไร้ค่าให้กลายเป็นเงิน พร้อมทั้งเป็นการลดปริมาณขยะของโลกไปด้วยในตัว

ทอม ซากี้ เกิดที่ประเทศฮังการี จากนั้นเมื่ออายุได้ 4 ขวบ ครอบครัวได้ย้ายไปตั้งรกรากยังต่างประเทศ สุดท้ายพากันไปอยู่ที่ประเทศแคนาดา

ซากี้ เล่าย้อนความหลังว่า ฮังการีในสมัยนั้นเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ประชาชนต้องได้รับอนุญาตจากทางการก่อนจึงจะสามารถซื้อทีวีได้ ซึ่งอาจต้องรอถึง 1 ปี ขณะที่ในแคนาดานั้นการเป็นเจ้าของทีวีสักเครื่องง่ายดายมาก จนผู้คนทิ้งทีวีเครื่องเก่าเปลี่ยนเป็นเครื่องใหม่กันเป็นว่าเล่น

ในทุกวันศุกร์ที่เขาและพ่อขับรถออกไปชมวิวกันเสมอนั้น จะเห็นทีวีที่คนไม่ใช้แล้วนำมาทิ้งกองโตไม่ต่างจากภูเขาขนาดย่อม เขาและพ่อจึงจอดรถลงไปเลือกเครื่องที่สภาพยังดีอยู่เพื่อนำกลับบ้าน

เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเริ่มมีแนวคิดเรื่องขยะเหล่านี้ขึ้นมา ประกอบกับได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อของเพื่อนที่เป็นผู้ประกอบการในแคนาดา จึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง

ซากี้ วัย 19 ปี ในขณะนั้น ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อสานต่อไอเดียที่เขาคิดไว้ โดยก่อตั้งบริษัท TerraCycle (เทอร์ราไซเคิล) ร่วมกับกับจอน บีเยอร์ ในปี 2002 ที่สหรัฐ โดยสินค้าตัวแรกของบริษัทคือ “ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลไส้เดือน” แม้ว่าภายใน 5 ปีหลังก่อตั้ง บริษัทจำหน่ายปุ๋ยได้ราว 3 ถึง 4 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ก็ยังประสบภาวะขาดทุน จึงต้องหันมาวางกลยุทธ์ทางธุรกิจกันใหม่

รูปแบบธุรกิจครั้งใหม่นี่คือ การเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์ใช้สอยอีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็ทำกำไรให้กับบริษัทด้วย โดยการรวบรวมสิ่งที่คนทั่วไปคิดว่านำกลับมารีไซเคิลได้ยาก เช่น ก้นบุหรี่ แคปซูลใส่กาแฟ ซองห่อขนมบิสกิต แล้วนำมาผ่านกระบวนการแปรรูปเป็นวัตถุดิบต่างๆ ส่งจำหน่ายต่อให้ผู้ผลิตสินค้า รวมทั้งเปลี่ยนขยะเหล่านั้นเป็นถุง ม้านั่ง หรือถังขยะ และการนำก้นบุหรี่มาผลิตเป็นพาเลตพลาสติก โดยขยะทั้งหมดมาจากการทำสัญญารับขยะมากำจัดกับบริษัทต่างๆ

โมเดลนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2007 และใช้มาจนถึงปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเปลี่ยนขยะเป็นสิ่งของต่างๆ ถึง 200 ประเภท วิธีการนี้ไม่ใช่รีไซเคิล แต่เรียกว่า อัพไซเคิล (Upcycling) หรือเรียกอีกอย่างว่า การนำมากลับมาใช้ใหม่แบบสร้างสรรค์ (creative reuse) ส่วนที่นำกลับมาอัพไซเคิลไม่ได้ก็จะนำไปรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเป็นผลิคภัณฑ์อื่นๆ

ในตอนนั้น ซากี้ ถือเป็นนักธุรกิจอายุน้อยสายเลือดใหม่ ที่มีแนวคิดค่อนข้างแหวกแนวไม่เหมือนใคร เพราะเจ้าตัวจะใส่กางเกงยีนส์ตัวเดิมทุกวัน ยกเว้นในช่วงวันหยุดที่ต้องนำไปซักทำความสะอาด โดยให้เหตุผลว่าต้องการบริโภคทรัพยากรของโลกให้น้อยลง

ในปี 2019 TerraCycle ได้เปิดตัว “Loop” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรองรับและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้สำหรับป้อนบริษัทผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์สินค้าบริโภค ไม่ว่าจะเป็น อาหาร, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของใช้ในครัวเรือน และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล โดยได้รับความร่วมมือจากบรรดาห้างสรรพสินค้าที่เข้าร่วมโครงการลดขยะนี้ด้วย

แนวคิดของบริษัทคือทุกอย่างสามารถรีไซเคิลได้ นอกจากนี้ TerraCycle ยังมีโครงการให้บุคคลทั่วไปสามารถมีส่วนในการช่วยลดขยะบนโลก โดยช่วยกันรวบรวมขยะและส่งไปยังบริษัทเพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อไป โดยที่บริษัทที่ร่วมโครงการกับ TerraCycle จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการขนส่งขยะ และยังสามารถสะสมแต้มในการเก็บขยะเป็นเงินไปบริจาคให้แก่หน่วยงานต่างๆ ได้อีกด้วย

ผ่านมา 19 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท TerraCycle ช่วยโลกลดปริมาณขยะไปแล้วหลายพันล้านชิ้น และขยายไปแล้วกว่า 21 ประเทศทั่วโลก

ซากี้ และ TerraCycle ได้รับรางวัลหลายร้อยรางวัลสำหรับความพยายามในการเป็นผู้ประกอบการและความพยายามในการพัฒนาที่ยั่งยืนของเขา อาทิ รางวัลจากสภาเศรษฐกิจโลก, นิตยสารฟอร์บส์, สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ, รางวัลซีอีโออันดับหนึ่งอายุต่ำกว่า 30 จากนิตยสาร Inc. และรางวัลซีอีโอแห่งปีจากนิตยสาร CR เป็นต้น

ทั้งนี้ เราก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการรีไซเคิลขยะกองโตได้ด้วยการลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรมและเลือกผลิตภันณฑ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นหลอดยาสีฟัน ซองขนม เครื่องสำอาง หรือแม้กระทั่งก้นบุหรี่ จากนั้นเริ่มเก็บขยะเหล่านั้นที่เราได้ลงทะเบียนไว้และส่งไปให้ TerraCycle ไม่เพียงเท่านั้นเรายังสามารถสะสมแต้มจากการเก็บขยะและนำไปแลกเป็นเงินเพื่อบริจาคให้แก่หน่วยงานและมูลนิธิต่างๆ ได้อีกด้วย

ภาพโดย Paynea3/Wikipedia

สหรัฐเดินหน้าหนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649853

วันที่ 07 เม.ย. 2564 เวลา 16:00 น.สหรัฐเดินหน้าหนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนในอาเซียนประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง รวมทั้งไทยมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูง สหรัฐเล็งเดินหน้าโครงการใหม่พัฒนาต่อเนื่อง

องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID-United States Agency for International Development) เผยผลการดำเนินงาน 5 ปี โครงการพลังงานสะอาดเอเชีย (Clean Power Asia) ซึ่งสนับสนุนให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้พลังงานหมุนเวียนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พบว่าอาเซียนมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนทั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์สูงมาก การพัฒนาจึงได้ผลเกินคาด 10 เท่า

ไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยกล่าวถึงความสำเร็จดังกล่าวว่า “ประธานาธิบดีไบเดนกำหนดให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นแกนหลักของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งโครงการ USAID Clean Power Asia ได้ลงทุนมหาศาลในพลังงานสะอาดและคาดว่าจะช่วยให้ภูมิภาคลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 30 ล้านตันภายใน 15 ปี ข้างหน้านี้”

ไมเคิล ฮีธ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

ด้าน เดน่า เคนนีย์ หัวหน้าโครงการ USAID Clean Power Asia กล่าวว่า โครงการตั้งเป้าหมายส่งเสริมการผลิตพลังงานหมุนเวียน 800 เมกะวัตต์ แต่ทางโครงการทำได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอสำหรับที่อยู่อาศัย 8 ล้านหลังคาเรือน เรียกได้ว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดหมายไว้ถึง 10 เท่า ทั้งยังขับเคลื่อนให้เกิดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนกว่า 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ตลอดระยะเวลาของโครงการ 5 ปีที่ผ่านมา (2559-2564) โครงการ USAID Clean Power Asia ทุ่มงบประมาณมูลค่า 16.3 ล้านเหรียญสหรัฐทำงานร่วมกับประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างในการนำเทตโนโลยีพลังงานสะอาดมาใช้ เพื่อเตรียมรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มเป็น 2 เท่าภายในปี 2583

สำหรับประเทศไทยได้ร่วมมือกับสํานักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานของไทยพัฒนาระเบียบและมาตรฐานทางเทคนิคเพื่อรับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ อันเป็นก้าวสําคัญที่จะนําไปสู่การใช้งานแบตเตอรี่

ความร่วมมือนี้ก่อให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ช่วยลดมลพิษจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่ประเทศที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon-neutral country)

และยังร่วมมือกับทางการลาวเพื่อสนับสนุนการประมูลโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ครั้งแรกของประเทศลาว และส่งเสริมลาว ให้มีความมั่นคงด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนําเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และลดการพึ่งพาพลังงานจากเขื่อน

ความสำเร็จในครั้งนี้จึงนำมาสู่การเปิดตัวโครงการใหม่ด้านพลังงาน ภายใต้ชื่อ Southeast Asia Smart Power Program ซึ่งจะส่งเสริมการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคให้ทันสมัย การใช้พลังงานอยางมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีด้านพลังงานที่ล้ำสมัย รวมถึงการซื้อขายพลังงานในภูมิภาค อีกทั้งยังจะช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศ และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ธนินท์แชมป์เจ้าสัวรวยสุดในไทยจากอันดับ Forbes ล่าสุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649857

วันที่ 07 เม.ย. 2564 เวลา 14:50 น.ธนินท์แชมป์เจ้าสัวรวยสุดในไทยจากอันดับ Forbes ล่าสุด อันดับโลกเป็นของเจฟ เบซอส Amazon ตามด้วยเอลอน มัสก์แห่ง Tesla ที่กำลังมาแรง

นิตยสาร Forbes จัดอันดับมหาเศรษฐีโลกล่าสุด Billionaires List ครั้งที่ 35 ประจำปี 2021 ในส่วนของอันดับโลกประกอบด้วย 1. เจฟ เบซอส (Jeff Bezos) แห่งบริษัท Amazon มีทรัพย์สิน 177,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับที่ 2 เอลอน มัสก์ (Elon Musk) แห่งบริษัท Tesla มีทรัพย์สิน 124,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อันดับที่ 3 คือ แบร์นาร์ด อาร์โนลท์ และครอบครัว (Bernard Arnault & family) แห่งแอลวีเอ็มเอช โมเอต์ เฮนเนสซี่ หลุยส์ วิตตอง (LVMH)

ในส่วนของประเทศไทย อันดับที่ 1 คือนายธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีทรัพย์สิน 18,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอันดับโลกอยู่ที่ 103 ในปีนี้ต่างจากปีที่แล้วที่อันดับ 81 แต่ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมโดยปีที่แล้วทรัพย์สินอยู่ที่ 13,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

อันดับที่ 2 ของประเทศไทยคือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด มีทรัพย์สิน 13,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในอันดับโลกอยู่ที่ 156 ปีที่แล้วนายเจริญอยู่ในอันดับโลกที่ 150 ทรัพย์สินปีที่แล้วอยู่ที่ 9,100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ นายธนินท์ เจียรวนนท์และนายเจริญ สิริวัฒนภักดีเป็นเพียงสองมหาเศรษฐีไทยเท่านั้นที่ติดอยู่ในท็อป 200 ของมหาเศรษฐีโลก

จากอันดับที่ 200 ลงมามหาเศรษฐีไทยที่ติดอันดับโลกคือนายสารัชถ์ รัตนาวะดีแห่งบริษัทกัลฟ์ ติดอันดับไทยที่ 3 อันดับโลกที่ 264 มีทรัพย์สิน 8,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนปีที่แล้ว 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐและอยู่ในอันดับที่ 241

อันดับโลกที่ 502 (ไทยที่ 4) คือนายสุเมธ เจียรวนนท์ อันดับโลกที่ 520 (ไทยที่ 5) คือนายจรัญ เจียรวนนท์ อันดับโลกที่ 520 (ไทยที่ 5 อันดับร่วม) คือนายมนตรี เจียรวนนท์

ทั้งนี้ Forbes ระบุว่าในปีนี้มีรายชื่อมหาเศรษฐี (Billionaires) ติดอันดับใหม่สูงเป็นประวัติการณ์ 493 ราย และโดยประมาณมีมหาเศรษฐีใหม่เกิดขึ้น 1 คนทุกๆ 17 ชั่วโมง ในจำนวนมหาเศรษฐีใหม่รวมถึง 210 คนจากจีนและฮ่องกง และ 98 รายจากสหรัฐอเมริกา

คนที่น่าสนใจที่สุดคือ เอลอน มัสก์ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Tesla ก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 2 จากวันที่ 31 ของปีที่แล้ว ในขณะที่นักลงทุนและผู้ประกอบการธุรกิจระดับกูรู วอร์เรน บัฟเฟตต์ หลุดจาก 5 อันดับแรกเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองทศวรรษเนื่องจากผู้บริหารด้านเทคโนโลยีครองการจัดอันดับของฟอร์บส์ในปีนี้

ภาพ – Wichan Charoenkiatpakul/Bangkok Post 

Hyundai เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำอาหารได้ด้วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649844

วันที่ 07 เม.ย. 2564 เวลา 14:00 น.Hyundai เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำอาหารได้ด้วยแค่รถยนต์ไฟฟ้าธรรมดาไป ยุคนี้มันต้องรถยนต์ไฟฟ้าที่ทำอาหารได้ด้วย ฮุนไดเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟให้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างเตาทำอาหารตอนไปแคมปิง

ค่ายรถยนต์ฮุนได มอเตอร์ (Hyundai Motor) เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Ioniq 5 ที่มาพร้อมออปชั่นพิเศษ แบตเตอรีที่สามารถจ่ายไฟฟ้า 3.6 กิโลวัตต์ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างตู้เย็นหรือเตาทำอาหาร เหมาะสำหรับสายแคมปิง หวังดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า

ฮุนไดเผยว่า ทางบริษัทเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่รายแรกที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ชาร์จได้แบบสองทิศทาง ซึ่งหมายความว่า เจ้าของรถยนต์สามารถใช้แบตเตอรีของรถจ่ายพลังงานให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกอย่างตู้เย็นหรือเตาทำอาหารแบบพกพาได้สบายๆ

IONIQ 5 ของฮุนไดมอเตอร์ ระหว่างงานแสดงที่กรุงโซล (ภาพโดย Jung Yeon-je / AFP)

ในขณะที่แบตเตอรีของรถยนต์ทั่วไปแม้จะจ่ายไฟให้กับแล็ปท็อปหรือโทรศัพท์ได้ แต่หากนำมาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องใช้ไฟมาก เช่น ตู้เย็นแบบพกพาหรือระบบเครื่องเสียง แบตเตอรีจะหมดลงอย่างรวดเร็ว

คิมฮึงซู รองประธานอาวุโสและประธานสายงานผลิตภัณฑ์และธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของฮุนไดเผยว่า “เรามองถึงความหมายที่กว้างขึ้นของพื้นที่ซึ่งรวมถึงกิจกรรมกลางแจ้งและกิจวัตรประจำวันที่ผู้บริโภคสามารถทำได้ด้วยรถยนต์ของตัวเอง และยังมองถึงฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่จะดึงดูดผู้ใช้ด้วย”

IONIQ 5 ของฮุนไดมอเตอร์ ระหว่างงานแสดงที่กรุงโซล (ภาพโดย Jung Yeon-je / AFP)

นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Ioniq 5 ยังสามารถติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์สำหรับใช้ชาร์ตแบตเตอรีที่ช่วยให้รถสามารถวิ่งได้อีก 1,300 กิโลเมตรต่อปีเพิ่มเติมจากการชาร์จแบตเตอรีตามปกติ

อีกหนึ่งข้อได้เปรียบของรถรุ่นนี้คือ ความรวดเร็วในการชาร์จ Ioniq 5 สามารถเพิ่มพลังงานจาก 10% เป็น 80% ได้ภายในเวลา 18 นาที ซึ่งเร็วกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่มีจำหน่ายในขณะนี้ และสามารถเพิ่มพลังงานให้เดินทางได้ถึง 100 กิโลเมตรภายในเวลาเพียง 5 นาที และการชาร์จพลังงานเต็ม 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ระยะทาง 500 กิโลเมตร

IONIQ 5 ของฮุนไดมอเตอร์ ระหว่างงานแสดงที่กรุงโซล (ภาพโดย Jung Yeon-je / AFP)

ฮุนได Ioniq 5 เตรียมเปิดจำหน่ายภายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า สนนราคาเริ่มต้นที่ 52 ล้านวอน หรือ 1,453,579 บาท

Photo by Jung Yeon-je / AFP

แอมเนสตีประณามประเทศร่ำรวยผูกขาดวัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649837

วันที่ 07 เม.ย. 2564 เวลา 12:30 น.แอมเนสตีประณามประเทศร่ำรวยผูกขาดวัคซีนโควิดรายงานแอมเนสตีระบุ ประเทศร่ำรวยเกือบจะผูกขาดวัคซีน ปล่อยให้ประเทศยากจนเผชิญกับปัญหาสาธารณสุขครั้งเลวร้าย

องค์การนิรโทษกรรมสากล (AI) ประณามว่าบรรดาประเทศร่ำรวยกำลังล้มเหลวในการทดสอบความเป็นหนึ่งเดียวกันทั่วโลกขั้นพื้นฐานโดยการกักตุนวัคซีน ทั้งยังติติงทางการจีนและอีกหลายประเทศว่าใช้ประโยชน์จากการแพร่ระบาดของ Covid-19 บ่อนทำลายสิทธิมนุษยชน

รายงานประจำปีของ AI ระบุว่า วิกฤตสุขภาพได้เปิดโปงนโยบายที่ล้มเหลว และย้ำว่าความร่วมมือกันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้โลกก้าวไปข้างหน้าได้

แอกเนส คาลลามาร์ด เลขาธิการ AI เผยว่า “โรคระบาดชี้ให้เห็นว่าโลกไม่สามารถร่วมมือกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม บรรดาประเทศร่ำรวยก่อให้เกิดภาวะเกือบผูกขาดวัคซีนของทั้งโลก ทำให้ประเทศยากจนซึ่งไม่ค่อยมีทรัพยากรต้องเผชิญกับผลลัพธ์ด้านสุขภาพและสิทธิมนุษยชนครั้งเลวร้ายที่สุด”

คาลลามาร์ดยังเรียกร้องให้ทั่วโลกเร่งฉีดวัคซีน โดยระบุว่าการฉีดวัคซีนถือเป็นบททดสอบขั้นพื้นฐานของความร่วมมือกันของโลก

อย่างไรก็ดี แม้ว่า AI จะเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมมือกัน แต่ตัวเลขก็ชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงวัคซีนต้าน Covid-19 จากข้อมูลของสำนักข่าว AFP พบว่า วัคซีนกว่าครึ่งของวัคซีน 680 ล้านโดสที่ฉีดไปแล้วทั่วโลกนั้นล้วนฉีดในประเทศร่ำรวย อาทิ สหรัฐ อังกฤษ อิสราเอล ขณะที่ประเทศยากจนได้รับวัคซีนเพียง 0.1%

นอกจากนี้ AI ยังวิจารณ์ว่าถึงการไร้ความรับผิดชอบของจีนระหว่างที่ Covid-19 ระบาด โดยกล่าวหาว่าจีนพยายามเซ็นเซอร์บุคลากรทางการแพทย์หรือนักข่าวที่ออกมาเตือนถึงสัญญาณอันตรายตั้งแต่การระบาดช่วงแรกๆ

“Covid-19 ทำให้การปราบปรามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเข้มข้นขึ้น โดยมีนักข่าวหลายคนที่รายงานเกี่ยวกับการแพร่ระบาดหายตัวไป และบางคนถูกจำคุก” รายงานระบุ

รายงานยังระบุอีกว่า หลายประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และฮังการี ใช้การแพร่ระบาดนี้ปิดปากคนที่วิจารณ์ โดยยกตัวอย่างการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามผู้ประท้วงในบราซิลและไนจีเรียเมื่อปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังระบุว่า ระหว่างที่เกิดโรคระบาด ผู้หญิงและผู้อพยพยิ่งถูกผลักดันให้กลายเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคม

Photo by HAZEM BADER / AFP

กองทุนอังกฤษเสนอซื้อกิจการโตชิบา (Toshiba) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649835

วันที่ 07 เม.ย. 2564 เวลา 11:29 น.กองทุนอังกฤษเสนอซื้อกิจการโตชิบา (Toshiba) Toshiba จะชั่งน้ำหนักข้อเสนอการซื้อหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทโดยกองทุนในสหราชอาณาจักร

โตชิบา (Toshiba) กำลังพิจารณาข้อเสนอการซื้อกิจการจากกองทุนหุ้นเอกชนของอังกฤษ โดยมีรายงานว่าข้อตกลงดังกล่าวอาจมีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์

การซื้อขายหุ้น Toshiba หยุดลงในตลาดหลักทรัพย์ของโตเกียวเมื่อเปิดทำการหลังจากบริษัท Toshiba ยืนยันข้อเสนอในแถลงการณ์

Toshiba กล่าวว่า “ได้รับข้อเสนอเบื้องต้นเมื่อวานนี้” จาก CVC Capital Partners ในการซื้อกิจการ และกล่าวว่า “เราจะขอข้อมูลโดยละเอียดและหารืออย่างรอบคอบ”

หนังสือพิมพ์ Nikkei กล่าวว่า CVC กำลังพิจารณาซื้อหุ้นาราคาพรีเมี่ยมสูงกกว่าราคาพาร์ 30% จากราคาหุ้นปัจจุบันของ Toshiba โดยมีมูลค่าเกือบ 2.3 ล้านล้านเยน (20,800 ล้านดอลลาร์) โดยอิงกับราคาหุ้นปิดการซื้อขายเมื่อวันอังคาร

Nikkei กล่าวว่า CVC จะพิจารณาคัดเลือกนักลงทุนรายอื่นเพื่อเข้าร่วมในการซื้อกิจการ แต่ CVC ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

ข้อเสนอดังกล่าวจะทำให้ Toshiba กลายบริษัทเอกชนไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่เร็วขึ้นโดยผู้บริหารของบริษัทซึ่งมีกรณีปะทะกับผู้ถือหุ้นเมื่อเร็วๆ

การเคลื่อนไหวดังกล่าวหากประสบความสำเร็จจะช่วยให้ บริษัท Toshiba สามารถมุ่งเน้นทรัพยากรไปที่พลังงานหมุนเวียนและธุรกิจหลักอื่นๆ ได้

ทั้งสองบริษัทไม่ใช่คนแปลกหน้ากัน โดยซีอีโอและประธานของ Toshiba คือโนบุอากิ คุรุมะตะนิ (Nobuaki Kurumatani) เคยเป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการในญี่ปุ่นของ CVC ระหว่างปี 2017 ถึง 2018 ก่อนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งสูงสุดในกลุ่มบริษัท Toshiba และผู้บริหารระดับสูงของ CVC Japan ปัจจุบันเป็นกรรมการอิสระในคณะกรรมการของ Toshiba คุรุมะตะนิ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราได้รับข้อเสนอ แต่จะหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการ”

รายงานระบุว่าการอภิปรายจะเริ่มในวันพุธแม้ว่าโตชิบาไม่ได้ระบุในทันทีก็ตาม

Toshiba ได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาวทางบัญชีที่ผิดพลาดและความสูญเสียจำนวนมากที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานด้านนิวเคลียร์ของสหรัฐ จนถูกบังคับให้ขายหน่วยงานด้านชิปที่ทำกำไรเพื่อชดเชยความสูญเสียจำนวนมาก

หลังจากการปรับโครงสร้าง ผลประกอบการดีดตัวขึ้นและในเดือนมกราคม บริษัทกลับสู่ดัชนีส่วนแรก (First Section) ของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ซึ่งสงวนไว้เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง

Photo by Kazuhiro NOGI / AFP

คนหนุ่มสาวชาวเมียนมาคว่ำบาตรเล่นสงกรานต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649832

วันที่ 07 เม.ย. 2564 เวลา 10:52 น.คนหนุ่มสาวชาวเมียนมาคว่ำบาตรเล่นสงกรานต์สื่อเมียนมารายงานว่าการแบนครั้งนี้ก็เพื่อเป็นต่อต้านระบอบการปกครองและเป็นการให้เกียรติผู้ที่ถูกสังหารโดยรัฐบาลทหาร

สำนักข่าว The Irrawaddy รายงานว่า หนึ่งสัปดาห์ก่อนงานเทศกาลตะจาน หรือสงกรานต์ในเมียนมา คนหนุ่มสาวในย่างกุ้ง, ตองยีในรัฐฉาน และพื้นที่อื่นๆ ได้เปิดตัวแคมเปญออนไลน์เพื่อเรียกร้องให้ผู้คนไม่เข้าร่วมกิจกรรมเล่นสาดน้ำหรือความสนุกสนานอื่นๆ

ในช่วงเทศกาลเล่นน้ำนี้ ทั้งนี้ เมียนมามีประเพณีร่วมกับไทยและหลายประเทศในเเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือจะมีการฉลองวันขึ้นปีใหม่ในช่วงกลางเดือนเมษายน ในไทยเรียนว่าสงกรานต์ส่วนเมียนมาเรียกว่าตะจาน (Thingyan) มีการเล่นสาดน้ำเหมือนกัน

หากการคว่ำบาตรทำสำเร็จ ทนที่จะมีการออกมาเล่นสาดน้ำกัน ท้องถนนในย่างกุ้งและเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศจะถูกทิ้งร้างโดยสิ้นเชิงเมือนช่วงล็อคดาวน์โควิดหรือช่วงที่มีการประท้วงเงียบเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

แถลงการณ์จากกลุ่มที่เรียกร้องให้แบนการฉลองตะจานระบุว่า “ เราขอให้คุณอย่าเข้าร่วมเทศกาลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้เมื่อเราอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองที่ยึดอำนาจอย่างไม่เป็นธรรม” และยังกล่าวว่า “นอกจากนี้เราขอให้คุณแสดงความเห็นใจต่อผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากรัฐบาลทหารและครอบครัวที่เศร้าโสกพวกเขาโดยการไม่เข้าร่วมในเทศกาลนี้”

ทั้งนี้ The Irrawaddy  ยังรายงานด้วยว่า มีผู้ประท้วงอย่างน้อย 3 คนถูกยิงเสียชีวิตและบาดเจ็บมากกว่า 20 คนเมื่อกองกำลังของรัฐบาลเปิดฉากระดมยิงในเมืองกาเล เขตสะกายเมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. ของวันพุธ ผู้อยู่อาศัยในเมืองคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นและกล่าวว่าคลินิกหลายแห่งในเมืองถูกกองกำลังทหารรัฐบาลบุกเข้าไป

ด้านความคืบหน้าด้านการต่างประเทศ มีรายงานว่าสหราชอาณาจักรจะสนับสนุนสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในความพยายามแก้ไขวิกฤตในเมียนมา

เรตโน มาร์ซูดี (Retno Marsudi) รัฐมนตรีต่างประเทศของอินโดนีเซียเปิดเผยเรื่องนี้ ในการบรรยายสรุปข่าวหลังจากการพูดคุยกับ ดอมินิก ราอับ (Dominic Raab) รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ซึ่งอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นผู้นำในการผลักดันให้มีการเจรจาระดับสูงเกี่ยวกับเมียนมาร์

ภาพประกอบ – ภาพเอกสารประกอบคำบรรยายจาก Kanbawza Tai News ที่ถ่ายและได้รับเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2021 แสดงให้เห็นภาพสีแดงที่สาดบนถนนโดยผู้ประท้วง เพื่อแสดงถึงเลือดที่หลั่งไหลระหว่างการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพในเมืองตองยี ในรัฐฉานของเมียนมา(ภาพโดย Handout / Kanbawza Tai News / AFP) /

ครั้งหนึ่งกองทัพเมียนมาหวังครองนิวเคลียร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649803

วันที่ 06 เม.ย. 2564 เวลา 21:05 น.ครั้งหนึ่งกองทัพเมียนมาหวังครองนิวเคลียร์ในครั้งนี้พวกเขาจะกลับมาหวังอย่างเดิมหรือไม่? เราจะมาสำรวจเรื่องราวในอดีตและความเป็นไปได้ในอนาคตกัน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2007 รัสเซียและเมียนมาได้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับศูนย์วิจัยนิวเคลียร์โดยลงนามข้อตกลงกันที่มอสโก โดยหน่วยงานด้านนิวเคลียร์ของรัสเซียคือ Rosatom แถลงว่า “ศูนย์นี้จะประกอบไปด้วยเครื่องปฏิกรณ์แบบน้ำเบาขนาด 10MW ซึ่งทำงานกับยูเรเนียม -235 ที่เสริมความเข้มข้น 20% ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์การกระตุ้นห้องปฏิบัติการผลิตไอโซโทปทางการแพทย์ ระบบเติมซิลิกอนการบำบัดกากนิวเคลียร์ และสถานที่กลบฝัง (กากกัมมันตรังสี)”

ข้อตกลงนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นพิษเป็นภัยเพราะดูท่าจะเป็นการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติ แต่มันกลับทำให้ประชาคมโลกจับตาด้วยความเป็นห่วง เพราะเมียนมาในเวลานั้นปกครองด้วยรัฐบาลทหารและชาติตะวันตกถือว่าเมียนมาเป็น “รัฐนอกรีต” (Pariah state) ที่จะต้องปราบด้วยการคว่ำบาตรหรือบีบให้โดดเดี่ยวหรือแม้แต่อาจจะรุกรานได้เพื่อรักษาความมั่นคงของโลก

รัฐนอกรีตนอกรอยอย่างเมียนมายังร่วมมือกับรัฐนอกรีตตัวฉกาจทีก่อกวนสหรัฐมาโดยตลอด คือเกาหลีเหนือ

โปรดทราบว่าเกาหลีเหนือและรัสเซียมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกัน และโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือก็ได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นต้นมาจากสหภาพโซเวียตนั่นเอง

ตามรายงานที่ตีพิมพ์ใน Sydney Morning Herald เมื่อเดือนสิงหาคม 2009 ผู้แปรพักตร์ระดับสูงสองคนจากทางการเมียนมาที่ตั้งรกรากอยู่ในออสเตรเลียเผยเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเมียนมา โดยหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกจากรัสเซียที่มอสโกนาน 2 ปีโดยทำงานที่ “กองพันนิวเคลียร์ลับ” อีกคนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหารที่ดูแลสัญญาระหว่างเมียนมากับรัสเซียและเกาหลีเหนือ

การเปิดเผยของทั้งคู่ทั้งทราบว่าเมียนมาได้รับความช่วยเหลือจากเกาหลีเหนือในการสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และสิ่งอำนวยความสะดวกในการสกัดพลูโตเนียมในถ้ำอุโมงค์ที่เจาะเข้าไปในภูเขาที่นอง ไลง์ (Naung Laing) ซึ่งเป็นหมู่บ้านในเขตมัณฑะเลย์

คอมเพล็กซ์ลับที่นอง ไลง์ทำคู่ขนานไปกับเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อกิจการพลเรือนที่รัสเซียสร้างขึ้นที่ไซต์อื่นๆ ซึ่งทั้งรัสเซียและเมียนมากล่าวว่าไซต์นี้จะได้รับการตรวจสอบจากนานาชาติ หรือพูดได้ว่ามันทั้งไซต์ลับและไซต์ไม่ลับที่เอาไว้ตบตาชาวโลก

ทำไมทหารเมียนมาต้องการอาวุธนิวเคลียร์? อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาต้องการมีอาวุธทำลายล้างสูงเอาไว้ต่อรองกับชาติตะวันตกที่มักจะกดดันรัฐบาลทหารเมียนมาอยู่ตลอดเวลา และในวันนี้ทหารกลับมาครองเมืองอีกครั้ง พร้อมกับแรงกดดันจากประชาคมโลกที่กลับมาเล่นงานอีกครั้งหลังการยึดอำนาจ จะเป็นไปได้หรือไม่ที่กองทัพเมียนมาจะหันมาจับเรื่องนี้อีก?

ตำรวจทุบตีผู้ประท้วงระหว่างการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2020 (Photo by STR / AFP)

ทหารเมียนมา (เคย) หวังครองนิวเคลียร์หรือเปล่า?

ในปี 2010 หรือปีถัดมาหลังการเปิดเผยเรื่องไซต์นิวเคลียร์ สถาบัน Institute for Science and International Security หรือ ISIS ในวอชิงตัน องค์กรเอ็นจีโอที่ทำงานเรื่องความมั่นคงโดยเน้นที่ความเสี่ยงที่ประเทศอื่นจะใช้อาวุธนิวเคลียร์คุกคามสหรัฐ ได้ทำการวิเคราะห์รายงานเรื่องไซต์นิวเคลียร์ในเมียนมาอย่างละเอียด

ก่อนอื่น ISIS ชี้แจงว่า “หลักฐานที่อยู่เบื้องหลังการ (เรื่องไซต์นิวเคลียร์) เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากผู้แปรพักตร์หรือการวิเคราะห์ภาพถ่ายภาคพื้นดินและภาพเหนือศีรษะของไซต์ที่ต้องสงสัย” ซึ่งหมายความว่ายังไม่มีคนภายนอกได้เห็นกับตา ISIS จึงต้องทำการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลที่มีอยู่

ข้ออ้างเรื่องเหมืองและโรงผลิตยูเรเนียมซึ่งตั้งอยู่ที่แม่น้ำมยิตเหง่ระหว่างมัณฑเลย์กับเจาก์เซ จากการตรวจสอบสรุปว่าไม่น่าจะเป็นที่ตั้งเหมืองและโรงงานผลิตแร่ยูเรเนียม

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะวิเคราะห์แล้วไม่พบว่าสถานที่ที่ถูกกล่าวอ้างนั้นมีความน่าจะเป็นโรงงานนิวเคลียร์ แต่ ISIS ระบุว่าไม่ต้องการให้การหักล้างข้ออ้างนี้มีน้ำหนักเกินไป เพราะ “ยังคงมีเหตุผลอันชอบธรรมที่จะสงสัยว่ามีกิจกรรมนิวเคลียร์ที่ไม่ได้ประกาศในเมียนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความร่วมมือของเกาหลีเหนือ”

สาเหตุที่พวกเขาต้องย้ำว่าการหักล้างข้ออ้างยังไม่มีน้ำหนักพอก็เพราะการใช้ข้อมูลจากแหล่งสาธารณะ (เช่นภาพถ่ายดาวเทียมหรือภาพถ่ายที่ไม่ชัดเจน) นั้นมีข้อบกพร่อง และ “การระบุสถานที่ตั้งนิวเคลียร์ที่ต้องสงสัยต้องอาศัยพื้นฐานที่เข้มงวดมากกว่าที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน” หมายความว่าจะต้องไปดูด้วยตาตัวเองถึงจะยืนยันได้

ISIS วิเคราะห์ต่อไปว่า “รัฐบาลทหารพม่าอาจใช้หน่วยงานการค้าของเกาหลีเหนือเพื่อซื้อสินค้านิวเคลียร์และนิวเคลียร์ที่มีความอ่อนไหวในต่างประเทศ ความร่วมมือทางทหารกับเกาหลีเหนือเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความร่วมมือด้านนิวเคลียร์ นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังสามารถเสริมเครือข่ายการจัดซื้อจัดจ้างจากต่างประเทศของเมียนมา และสามารถขายสินค้านิวเคลียร์ที่ผลิตในเกาหลีเหนือได้”

“เครือข่ายการจัดซื้อจัดจ้าง” ที่ถูกเอ่ยถึงนี้มีการใช้หน่วยงานด้านการศึกษาของเมียนมาในการซื้อเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการคำนวณ (CNC) จากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นการอำพรางเป้าหมายที่แท้จริงในการซื้ออุปกรณ์พวกนี้มาใช้ในงานด้านอื่น โดยเมียนมาอ้างว่าจะนำมาใช้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องยนต์ดีเซลสมรรถนะสูง และเจ้าหน้าที่ของยุโรปทำการตรวจสอบและประกาศว่าเจตนาของเมียนมา “ไม่น่าเชื่อถือ”

CNC สามารถนำมาใช้งานได้หลายอย่าง เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของยุโรปเผยว่ามันสามารถนำมาใช้ผลิตชิ้นส่วนขีปนาวุธหรือการผลิตชิ้นส่วนนิวเคลียร์ ปรากฎว่าเมียนมาได้รับเครื่อง CNC มา 2 เครื่องและนำไปตั้งไว้ในี่ห่างไกลพร้อมด้วยการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

คิมจองอึน ตรวจการซ้อมรบเมื่อเดือนมีนาคม 2020 (Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP)

เกาหลีเหนือสปอนเซอร์หลักของกองทัพเมียนมา

ดูเหมือนว่าเกาหลีเหนือจะมีบทบาทอย่างมากกับโครงการต้องสงสัยนี้ และถึงกับการตั้งข้อสงสัยกันว่าบางทีเกาหลีเหนืออาจจะโยกอุตสาหกรรมทหารมาไว้ที่เมียนมา แต่จ้อสังเกตนี้ไม่สมเหตุผลเพราะเกาเหลีเหนือผลิตเครื่อง CNC เองได้ และแรงงานเมียนมาไม่มีทักษะสูงเท่าคนงานเกาหลีเหนือกับงานด้านนี้

ไม่ว่าจะเป็นความร่วมมือลักษณะไหนก็ตาม สหรัฐกังวลกับความใกล้ชิดกันของทั้ง 2 ประเทศ ในระหว่างการประชุมอาเซียนในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2009 ฮิลลารี คลินตันรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ (ในสมัยโอบามา) ได้เน้นย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของเกาหลีเหนือกับเมียนมาโดยบอกว่า “เราทราบดีว่ายังมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารระหว่างเกาหลีเหนือและเมียนมาซึ่งเราให้ความสำคัญอย่างมาก”

ก่อนหน้านั้นในเดือนมิถุนายน 2009 สหรัฐอาศัยมติสหประชาชาติที่คว่ำบาตรต่อเกาหลีเหนือเพื่อให้เรือรบของสหรัฐแกะรอยเรือ Kang Nam 1 ของเกาหลีเหนือที่ต้องสงสัยว่าอาจจะส่งมอบสินค้าผิดกฎหมายให้เมียนมาซึ่งน่าจะเกี่ยวกับโครงการอาวุธ แต่เกาหลีเหนือประกาศว่าหากมีใครก็ตามเข้ามาตรวจเรือจะถือว่าเป็นการก่อสงคราม ซึ่งปรากฎว่าไม่มีใครไปตรวจแล้วเรือก็แล่นกลับเกาหลีเหนือไปโดยไม่ได้ส่งสินค้าให้เมียนมา (ย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน ปี 2006 มีกรณีเรือของเกาหลีเหนือ MV Bong Hoafan อ้างว่ามาจอดหลบพายุที่เมียนมา แต่นักการทูตกังวลว่ามันอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น)

เกาหลีเหนือกับเมียนมายังร่วมมือกันมากกว่านั้นอีกเพราะมีหลักฐานแพลมออกมาเรื่อยๆ (แม้ว่าหลักฐานจะไม่ใช่แบบคาหนังคาเขาก็ตาม) เช่น ในเดือนมกราคม 2009 มีรายงานว่าผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธจากเกาหลีเหนือเสียชีวิตในเมียนมาขณะทำงานในโครงการลับในเมืองเมะทีลา เขตมัณฑะเลย์ และในช่วงปีสองปีนั้นนั้นสหรัฐทั้งพยายามสกัดเครื่องบินและเรือของเกาหลีเหนือที่แวะมายังเมียนมา

หลังจากเมียนมาเป็นประชาธิปไตย (ครึ่งใบ) กองทัพก็ลดระดับความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือลงบ้าง และประชาคมโลกกดดันรัฐบาลพลเรือนของอองซานซูจีนให้คว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ซึ่งรัฐบาลพลเรือนก็ทำในบางส่วน ขณะที่กองทัพยังติดต่อกับเกาหลีเหนือไม่แยแสเอาเลย เช่น มีรายงานว่าผู้เชี่ยวชาญเกาหลีเหนือมาสอนในวิทยาลัยการทหารในเมียนมา และในปี 2018 สหประชาชาติพบว่าเกาหลีเหนือขายขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศและอาวุธอื่นๆ ให้กับกองทัพเมียนมาผ่านทางบริษัทการค้าอำพรางของเกาหลีเหนือ

มีการวิเคราะห์กันว่าที่เมียนมาหันไปคบค้ากับเกาหลีเหนือก็เพื่อรับประกันว่าจะมีคนช่วยสนับสนุนโครงการนิวคเลียร์ต่อไปหากเมียนมาเกิดไม่กินเส้นกับรัสเซียขึ้นมา ส่วนกรณีของจีนนั้นมีการวิเคราะห์ของ ISIS ที่มองว่าจีนไม่ค่อยจะยินดีนักหากเมียนมามีนิวเคลียร์ขึ้นมา ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศนี้เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอยู่ตลอดเวลา

การที่จีนกับรัสเซียมักจะวีโต้การคว่ำบาตรเมียนมาหรือไม่ยอมประณามการกระทำของกองทัพเมียนมานั้นไม่ใช่เพราะสมประโยชน์กัน (และมันไม่ใช่ครั้งแรกด้วย) แต่เราะเมียนมาเป็นหมากตัวสำคัญที่จะใช้คานอำนาจกับสหรัฐและพันธมิตรต่างหาก

พลเอกอาวุโส มินอ่องหล่าย ของกองทัพเมียนมามอบดาบให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซีย อเล็กซานเดอร์ โฟมิน (ซ้าย) ในกรุงเนปิดอว์ (ภาพจากเอกสารแจก / แหล่งข้อมูลต่างๆ / AFP)

การปรากฎตัวของรัสเซียในเมียนมาคือสัญญาณ?

การปรากฏตัวของอเล็กเซ โฟมิน (Alexander Fomin) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซียที่เมียนมาเมื่อปลายเดือนมีนาคม เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์ชาวโลกพอสมควร เพราะก่อนหน้านี้ต่อใครเชื่อว่ากองทัพเมียนมาสนิทกับจีนมากกว่าและประชาชนเมียนมาก็ยังคิดว่าจีนสนับสนุนการทำรัฐประหาร

ความจริงก็คือกองทัพเมียนมาไม่ได้สนิทกับจีนขนาดนั้น (ตรงกันข้ามค่อนข้างระแวดระวังจีนไม่น้อย) และยังพยายามสลัดภาพความเชื่อมโยงกับจีนด้วย พร้อมกับบอกใครต่อใครว่าที่ล้มรัฐบาลลพเรือนของอองซานซูจี ก็เพราะซูจีสนิทกับจีนมากเกินไป

จากนั้นมินอ่องหล่ายก็ต้อนรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซีย ซึ่งโฟมินให้เหตุผลของการมาเยือนเมียนมาว่าเมื่อปีที่แล้วมินอ่องหล่ายไปร่วมเป็นสักขีพยานการสวนสนามครบรอบ 75 ปีชัยชนะของรัสเซียต่อพวกนาซี (หรือสงครามปกป้องปิตุภูมิอันยิ่งใหญ่) โฟมินจึงบอกว่า “และการเยือนครั้งนี้ของพวกเรา ก็เพื่อตอบแทนการเยือนของท่าน”

แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น นี่คือการเยือนระดับรัฐมนตรีครั้งแรกของชาติมหาอำนาจ ในขณะที่ชาติต่างๆ รวมหัวกันคว่ำบาตรเมียนมา มันเป็นการส่งซิกอย่างชัดเจนว่า “ถ้าสหรัฐไม่เอา รัสเซียจะขอเมียนมามาเป็นพวกแล้วกัน”

แต่มันไม่ได้หมายความว่าหากกองทัพเมียนมาจะขอความช่วยเหลือเรื่องนิวเคลียร์แล้วรัสเซียจะให้ด้วยไมตรีไม่มีขัดข้อง ลองดูที่กรณีเทคโนโลยีของเกาหลีเหนือนั้นก็ได้มาจากรัสเซียนั่นเอง แต่เมื่อจะขอเทคโนโลยีที่ล้ำขนาดผลิตอาวุธ รัสเซีย (ในเวลานั้นคือสหภาพโซเวียต) ไม่ยอมให้ และเมื่อเกาหลีเหนือไปขอจีนจีนก็ไม่ยอมให้อีก เกาหลีเหนือจึงใช้เทคโนโลยีขั้นต้นที่ได้มาจากรัสเซียมาแล้วต่อยอดด้วยตัวเองจนสามารถผลิตอาวุธได้

เอาเข้าจริงแล้วเมื่อเกาหลีเหนือเริ่มแผลงฤทธิ์ทั้งรัสเซียและจีนต่างก็กังวล รัสเซียนั้นหวั่นเกรงว่าเกาหลีเหนือจะก่อให้เกิดสงครามนิวเคลียร์เลยด้วยซ้ำ แต่ต่อหน้ากับชาติตะวันตกรัสเซียและจีนแสดงท่าทีโอ๋เกาหลีเหนือ นี่เป็นละครการเมืองอย่างหนึ่ง

เมื่อถามว่าการปรากฎตัวของรัสเซียจะเรื่องกองทัพเมียนมาต้องการพัฒนานิวเคลียร์กลับเป็นที่สนใจกันครั้งหรือไม่? คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์โลกจะไปทิศทางใด และประชาคมโลกจะกดดันกองทัพเมียนมามากแค่ไหน

ทหารเมียนมาลาดตระเวนในกรณีโรฮีนจา เมื่อปี 2016 (Photo by STR / AFP)

อดีตและอนาคตของโครงการอาวุธนิวเคลียร์ตะมะดอ

ในช่วงที่มีกระแสข่าวว่าเกาหลีเหนืออาจจะช่วยกองทัพเมียนมา (ตะมะดอ) พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงในเมียนมาคือเบอร์ทิล ลินท์เนอร์ (Bertil Lintner) ตั้งข้อสังเกตว่า กองทัพเมียนมา “เห็นตำตาว่าเกาหลีเหนือยืนหยัดต่อสู้กับสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้วิจารณ์ที่รุนแรงต่อระบอบการปกครองของพม่าได้อย่างไรสาเหตุใหญ่เกิดจากโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือนั่นเอง”

ข้อสังเกตนี้หมายความว่ากองทัพเมียนมาอยากมีนิวเคลียร์เอาไว้เป็นเหมือน “ไม้กันหมา” มีอยู่ช่วงหนึ่งที่กองทัพเมียนมาคิดอยากซื้อเจาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือมาทั้งชุดเลย และยังเคยส่งเจ้าหน้าที่ 30 คน ไปศึกษาเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์ที่เกาหลีเหนือด้วย และผลประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศดูเหมือนจะลงตัวเพราะเมียนมามียูเรเนียม ส่วนเกาหลีเหนือมีเทคโนโลยีเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

อย่างไรก็ตาม หลังจากเมียนมาเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลพลเรือน แม้ว่ากองทัพจะปกครองอย่างเป็นเอกเทศจากรัฐบาล แต่ผู้แทนของกองทัพในสภานิติบัญญัติกลับสนับสนุนท่าทีของรัฐบาลที่ต้องตัดญาติขาดมิตรกับเกาหลีเหนือหลังจากถูกประชาคมโลกกดดัน หนึ่งในมาตรการตัดขาดคือการให้เมียนมาเป็นภาคีสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (TPNW)

ผู้แทนกองทัพให้เหตุผลที่สนับสนุนสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ว่า “หากเราลงนามในข้อตกลงนี้ มันจะช่วยลบล้างข้อกล่าวหาที่ผ่านมาเกี่ยวกับประเทศของเราและกองทัพ นอกจากนี้ยังช่วยให้ประเทศของเราสามารถใช้พลังงานนิวเคลียร์ได้อย่างสันติ”

นั่นหมายความว่าจริงๆ แล้วกองทัพเมียนมาไม่ต้องการอาวุธนิวเคลียร์อย่างนั้นหรือ? และที่ผ่านมาที่มีข้อมูลโยงการเรื่องนิวเคลียร์ล้วนแต่มีเจตนาเพื่อพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติอย่างนั้นหรือ?

หากจะย้อนกลับไปในช่วงปี 2008 – 2009 เราจะเห็นว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น และอาจจะเป็นไปได้ด้วยซ้ำว่ากองทัพเมียนมาต้องการนิวเคลียร์มาต่อรองมหาอำนาจจริง

เกาหลีเหนือนั้นเคยมีแค่เทคโนโลยีระดับใช้งานเพื่อสันติ แต่ก็ต่อยอดจนสร้างอาวุธได้ เกาหลีเหนือนั้นไม่ได้ลงนามใน TPNW แต่เคยลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) แต่ถอนตัวไป หลังจากนั้นมหาอำนาจก็กดดันอย่างหนัก แต่เกาหลีเหนือก็ยังพัฒนาอาวุธไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งหลงประชุมสุดยอดกับทรัมป์แล้ว ก็ยังเชื่อว่าสร้างหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มเติมอีกถึง 8 หัวรบ

ถ้ากองทัพเมียนมาได้วิธีสร้างอาวุธลับนี้มาก็คงลงเอยแบบเกาหลีเหนือแน่นอน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Handout / various sources / AFP

คริปโตแรงจัดมูลค่าตลาดทะลุ 2 ล้านล้าน Bitcoin ครองเกินครึ่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649799

วันที่ 06 เม.ย. 2564 เวลา 18:11 น.คริปโตแรงจัดมูลค่าตลาดทะลุ 2 ล้านล้าน Bitcoin ครองเกินครึ่งมาร์เก็ตแคปของคริปโตเคอร์เรนซี่ (Cryptocurrency) ทะลุ 2 ล้านล้านดอลลาร์หลังจากเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปีนี้

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่ามูลค่าตลาดรวมของสกุลเงินดิจิทัลพุ่งทะลุ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นครั้งแรก โดยเพิ่มขึ้น 2 สองเท่าในเวลาประมาณ 2 เดือนท่ามกลางความต้องการของบริษัทต่างๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น

จากข้อมูลของ CoinGecko พบว่ามีคริปโตถึง 6,600 สกุลโดยมี บิตคอยน์ (Bitcoin) เป็นสกุลมีมูลค่าสูงสุด โดย Bitcoin มีมูลค่าตลาดมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหลังจากราคาเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในปี 2020 เป็น 58,858 เหรียญสหรัฐ

ส่วนคริปโต 5 สกุลที่ใหญ่ที่สุดรองลงมา ได้แก่ Ether, Binance Coin, Polkadot, Tether และ Cardano มีมูลค่ารวมกันประมาณ 422,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

Bitcoinกำลังแรงจัดเนื่องจากนักลงทุนสถาบันตะลุยตลาดคริปโตเพื่อเพิ่มผลตอบแทนเป็นเงินสดในช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ จะเห็นได้ว่า Tesla Inc. เทเงินสำรองจำนวน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐไปลงทุนกับ Bitcoin และเริ่มยอมรับเป็นเงินสำหรับรถยนต์

ในขณะที่บริษัท Morgan Stanley อนุญาตให้ลูกค้าที่ร่ำรวยที่สุดบางรายเพิ่มโทเค็นลงในพอร์ตการลงทุนของพวกเขา ในขณะที่บริษัทด้านการชำระเงินตั้งแต่ Mastercard Inc. ไปจนถึง PayPal Inc. เริ่มดำเนินการเพื่อยอมรับ Bitcoin ในการทำธุรกรรม

หลังจากราคาถดถอยไปพักใหญ่ ตอนนี้ Bitcoin ราคาปรับขึ้นมาในวันจันทร์หลังจาก Grayscale Bitcoin Trust ผู้ถือสกุลเงินดิจิทัลระดับสถาบันที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยมีเงินภายใต้การจัดการถึง 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กล่าวว่ามีแผนที่จะเปลี่ยนทุนทุนทรัสต์เป็น Exchange Traded Fund หรือ ETF

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Coinbase Global Inc. ซึ่งเป็นบริษัทแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐกล่าวว่ากำลังวางแผนเปิดซื้อขายหุ้นของบริษัทในดัชนีแนสแดคในปลายเดือนนี้หลังจากการเข้าจดทะเบียนโดยตรง

นอกจากนี้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Ether ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์โดยได้รับแรงหนุนจากการที่บริษัท Visa Inc.จะใช้ USD Coin เพื่อชำระธุรกรรมผ่าน Ether

Photo by JACK GUEZ / AFP

ยุคมืดของคนเอเชียในสหรัฐ ‘ชังเอเชีย’ ทำร้ายกันรายวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/649786

วันที่ 06 เม.ย. 2564 เวลา 17:46 น.ยุคมืดของคนเอเชียในสหรัฐ 'ชังเอเชีย' ทำร้ายกันรายวันความรุนแรงที่ยังไร้วี่แววสงบ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมามีความรุนแรงที่เกิดจากความเกลียดชังเอเชียหลายคดีในสหรัฐอเมริกา

อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังในสหรัฐยังคงพุ่งเป้าไปที่พลเมืองเชื้อสายเอเชีย และยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง โดยองค์กร Stop AAPI ซึ่งเป็นองค์กรในซานฟรานซิสโกที่ติดตามการเลือกปฏิบัติต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียและชาวหมู่เกาะแปซิฟิกระบุว่ามีรายงานความรุนแรงเกือบ 3,800 ครั้งซึ่งเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ส่งผลให้ประชาชนนัดรวมตัวกันเดินขบวนในเมืองใหญ่หลายเมืองทั่วประเท อาทิ นิวยอร์ก, วอชิงตัน, ชิคาโก และซานฟรานซิสโกเพื่อประท้วงความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติ

โดยในรอบวันนี้ (6 เม.ย.) มีรายงานความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากความเกลียดชังชาวเอเชียหลายคดีด้วยกัน อาทิ

Roger Janke วัย 28 ปีถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมอันเนื่องมาจากความเกลียดชังหลังถูกกล่าวหาว่าขว้างก้อนหิสใส่ผู้หญิงเอเชียและลูกชายวัย 6 ปีในลอสแองเจลิส

รายงานระบุว่าผู้ก่อเหตุขว้างปาก้อนหิน 2 ก้อนใส่ผู้หญิงชาวเอเชียน-อเริกัน และลูกชายของเธอขณะกำลังขับรถอยู่ในเมืองทางตะวันเฉียงใต้ของลองแองเจลิสส่งผลให้กระจกรถและกันชนพังเสียหาย

ขณะที่อัยการเขตกล่าวในแถลงการณ์ว่าจะไม่ทนต่อความเกลียดชังและการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ พวกเขา (ชาวเอเชีย) ควรเดินทางได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกทำร้ายเพราะเชื้อชาติหรือสีผิว พร้อมให้คำมั่นว่าจะดำเนินคดีอย่างเต็มที่และจะไม่มีที่ว่างสำหรับความเกลียดชัง

นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ Ke Chieh Meng หญิงชาวเอเชียวัย 64 ปีถูกแทงบริเวณหน้าท้องจนเสียชีวิตขณะพาสุนัขไปเดินเล่นในแคลิฟอร์เนีย ก่อนที่ตำรวจจะสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัย Darlene Stephanie Montoya วัย 23 ปี

ในช่วงที่ไม่กี่วันที่ผ่านมามีกรณีที่ชาวเอเชียถูกทำร้ายในสหรัฐอีกหลายคดี อาทิ หญิงเชื้อสายเอเชียถูกทำร้ายนอกอพาร์ตเมนต์ในนครนิวยอร์ก, หญิงชราเชื้อสายเอเชียที่ถูกทำร้ายในซานฟรานซิสโก และร้านสะดวกซื้อสัญชาติเกาหลีแห่งหนึ่งในนอร์ทแคโรไลนาถูกบุกรุกและทำลายข้าวของโดยผู้ก่อเหตุตะโกนด่าทอว่า “นี่คือสิ่งที่แกสมควรได้รับ ไอ้** พวกคนจีน!”

ทั้งนี้ ความกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงต่อพลเมืองเชื้อสายเอเชียพุ่งสูงขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมาหลังจากที่มีการกราดยิงในสปา 3 แห่งในจอร์เจียซึ่งส่งผลให้มีหญิงเอเชียเสียชีวิตถึง 6 ราย แม้ผู้ก่อเหตุจะปฏิเสธว่าแรงจูงใจไม่ได้มาจากความเกลียดชังทางเชื้อชาติก็ตาม

Photo by Kena Betancur / AFP