จีนแบน H&M หลังแสดงจุดยืนไม่เอาฝ้ายซินเจียง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648809

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 12:45 น.จีนแบน H&M หลังแสดงจุดยืนไม่เอาฝ้ายซินเจียงH&M เผชิญกับการคว่ำบาตรในจีน ถูกลบจากแพลตฟอร์มออนไลน์ คนดังแห่ฉีกสัญญา หลังแสดงจุดยืนไม่สนับสนุนการใช้แรงงานในซินเจียง

H&M แบรนด์แฟชั่นรายใหญ่อันดับสองของโลกและอันดับสี่ของประเทศจีนกำลังถูกคว่ำบาตรในประเทศจีนอันเนื่องมาจากแถลงการณ์ของบริษัทที่ออกมาพูดถึงการบังคับใช้แรงงานในซินเจียงส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในประเทศจีน

ภายหลังจากที่ H&M แถลงเมื่อปีที่แล้วว่า “กังวลอย่างยิ่งกับรายงานที่มีการกล่าวหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานและการเลือกปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์กลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมในซินเจียงและได้หยุดสั่งซื้อฝ้ายจากผู้ผลิตในภูมิภาคดังกล่าวแล้ว” อันเนื่องมาจากข้อมูลชี้ว่าเสื้อผ้าฝ้ายประมาณ 1 ใน 5 ที่ขายทั่วโลกมาจากชนกลุ่มน้อยมากถึง 1 ล้านคนในซินเจียงที่ถูกบังคับใช้แรงงานและให้เชื่อฟังพรรคคอมมิวนิสต์

ส่งผลให้ตอนนี้ H&M กำลังถูกคว่ำบาตรจากผู้บริโภคในประเทศจีนและมีการวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างบนโลกออนไลน์รวมถึงกลุ่มสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์จีน (Communist Youth League) ซึ่งระบุว่า “ต้องการสร้างรายได้จากจีนแต่ปล่อยข่าวปลอมและคว่ำบาตรผ้าฝ้ายจากซินเจียงหรือ? หวังมากไปหรือเปล่า”

ขณะเดียวกัน หวง ซวน (Huang Xuan) นักแสดงชาวจีนซึ่งเคยทำสัญญาเสื้อผ้าบุรุษร่วมกับ H&M ได้โพสต์ข้อความว่าจะฉีกสัญญาดังกล่าวพร้อมเสริมว่าเขาไม่สนับสนุนการใส่ร้ายและสร้างข่าวลือรวมถึงความพยายามใดๆ ที่จะทำให้ประเทศเสื่อมเสียชื่อเสียง

รวมถึงนักร้องและนักแสดงวิกตอเรีย ซ่ง (Victoria Song) ก็ออกแถลงการณ์ในรูปแบบเดียวกันว่าเธอไม่มีความสัมพันธ์กับแบรนด์อีกต่อไปและผลประโยชน์ของชาติอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

นอกจากนี้ผู้ประกาศข่าวจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) วิพากษ์วิจารณ์ H&M และกล่าวว่า “เป็นการตัดสินใจที่ผิดที่พยายามรับบทเป็นฮีโร่ H&M ต้องรับผิดชอบอย่างหนักกับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง”

ไม่เพียงแค่นั้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 มี.ค.) H&M ถูกลบออกจากแพลตฟอร์มออนไลน์รายใหญ่ของจีนอย่างน้อย 3 แห่ง ได้แก่ Pinduoduo, Jingdong และ Tmall

อย่างไรก็ตามทางแบรนด์ไม่ได้นิ่งนอนใจกับกระแสที่เกิดขึ้นโดยในวันเดียวกัน H&M ประจำประเทศจีนได้ออกมากล่าวว่า “บริษัทไม่ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองใดๆ และ H&M ยังคงเคารพผู้บริโภคชาวจีนเหมือนอย่างเคยและมุ่งมั่นที่จะลงทุนและพัฒนาระยะยาวในประเทศจีน”

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายแบรนด์ อาทิ Nike ที่ออกแถลงการณ์ว่าจะไม่จัดหาผลิตภัณฑ์จากซินเจียงส่งผลให้ต้องเผชิญกับการคว่ำบาตรเช่นเดียวกัน

Photo by Odd ANDERSEN / AFP

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลญี่ปุ่นท้าไบเดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648793

วันที่ 25 มี.ค. 2564 เวลา 11:09 น.เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธลงทะเลญี่ปุ่นท้าไบเดนเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูกลงน่านน้ำญี่ปุ่นคาดส่งสัญญาณท้าทายไบเดน

สหรัฐและญี่ปุ่นเผยว่าเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธต้องสงสัย 2 ลูกตกลงในน่านน้ำญี่ปุ่นซึ่งแม้ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยังไม่แสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการแต่หลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นการส่งสัญญาณท้าทายไปยังรัฐบาลสหรัฐที่กำลังทบทวนนโยบายและแนวทางการรับมือภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

โดยก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือได้มีการทดสอบยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้อย่างน้อย 2 ลูก ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่โจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งครั้งนั้นรัฐบาลสหรัฐไม่ได้มองว่าเป็นการยั่วยุแต่อย่างใดพร้อมระบุว่าไม่ได้ขัดต่อข้อบังคับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) แต่การยิงขีปนาวุธครั้งล่าสุดนี้หน่วยงานด้านข่าวกรองกำลังวิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐเผยว่าการทบทวนเกี่ยวกับนโยบายของสหรัฐต่อเกาหลีเหนือมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว และสหรัฐจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมร่วมกับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติจากประเทศพันธมิตรอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อเจรจาหารือในประเด็นดังกล่าว

ขณะที่นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซูงะของญี่ปุ่นแถลงประณามการยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือครั้งนี้ซึ่งไปตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่นโดยระบุว่าเป็นภัยคุกคามต่อญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งยังฝ่าฝืนมติของยูเอ็นเอสซีด้วย พร้อมเรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อหารือแนวทางการรับมือ

ด้านเกาหลีใต้มีการเรียกประชุมฉุกเฉินสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อหารือในประเด็นนี้เช่นเดียวกัน

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

เพราะเริ่มมีอำนาจมากเกินไปจึงเอาไว้ไม่ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648737

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 21:33 น.เพราะเริ่มมีอำนาจมากเกินไปจึงเอาไว้ไม่ได้ จีนไล่เช็กบิลฟินเทค ยึดอำนาจคุมตลาดคืนจากมหาเศรษฐี สีจิ้นผิงเอาจริง ไล่จัดการบริษัทฟินเทคที่เพาะสร้างอิทธิพลจนกลายเป็นเจ้าตลาด

หม่าฮั่วเถิง หรือ โพนี่ หม่า เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้นำของตลาดในวันนี้ อาจไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้นำในวันพรุ่งนี้”

คำกล่าวนี้หมายถึงการผู้นำตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงว่องไวจนใครที่ตามไม่ทันก็อาจจะหลุดจากตำแหน่งผู้นำเอาง่ายๆ 

แต่ในวันนี้คำกล่าวข้างต้นยังมีนัยด้วยว่าตัวเขาและบอสแห่งบริษัทเทคคนอื่นๆ ในจีนอาจต้องเสียตำแหน่ง “ผู้นำ” ในนอนาคตเอาง่ายๆ เหมือนกัน ไม่ใช่เพราะตามเทรนด์ไม่ทัน แต่เพราะรัฐบาลกำลังจะเชือดพวกเขา

นับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว รัฐบาลจีนก็เข้ามาควบคุมตรวจสอบยักษ์ใหญ่ด้านฟินเทคและดิจิทัลแพลตฟอร์มอย่างเข้มงวด หลังจากปล่อยให้บริษัทเหล่านี้โตวันโตคืน ไล่ตั้งแต่สั่งระงับการเสนอขายหุ้นครั้งแรกแก่บุคคลทั่วไป (IPO) ของ Ant Group และการออกกฎควบคุมการปล่อยเงินกู้ยืมผ่านแพลตฟอร์ม ตามด้วยการตรวจสอบการผูกขาดทางการค้าใน Alibaba ของ แจ็ก หม่า ล่าสุด Tencent กำลังตกเป็นเป้าการไล่เช็กบิลของทางการแบบเดียวกัน

เกิดอะไรขึ้นกับเทคจีน?

แม้เหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นหลังจาก แจ็ก หม่า วิพากษ์วิจารณ์ระบบธนาคารของทางการจีนว่าล้าหลัง แต่มาถึงตอนนี้ก็ไม่อาจโทษว่า แจ็ก หม่า เป็นต้นตอของการเคลื่อนไหวนี้แบบเต็มร้อย เพราะโพนี่ หม่า เจ้าของ Tencent ทำตัวโลว์โปรไฟล์มาตลอด และยังมีสัญญาณว่าการไล่เช็กบิลนี้จะลามไปถึงยักษ์ใหญ่เจ้าอื่นด้วย

สัญญาณนี้ออกมาจากปากของ สีจิ้นผิง โดยตรง เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมาผู้นำจีนเผยในที่ประชุมที่ปรึกษาด้านการเงินและคณะกรรมการประสานงานว่า ทางการจีนจะเข้าไปตรวจสอบบริษัทแพลตฟอร์มที่มีข้อมูลของลูกค้าและมีอิทธิพลต่อตลาดเข้มงวดขึ้น

คำพูดนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าการเชือดธุรกิจอินเทอร์เน็ตเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และทางการเตรียมจะยกระดับการขจัดอิทธิพลของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีขึ้นไปอีก

เพราะคำว่า “บริษัทแพลตฟอร์ม” ที่สีจิ้นผิงใช้สามารถตีความครอบคลุมไปถึงผู้ยักษ์ใหญ่ด้านอินเทอร์เน็ตรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นเรียกรถโดยสาร Didi Chuxing (ตีตีชูสิง) บริการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ Meituan (เหม่ยถวน) ไปจนถึงผู้นำอีคอมเมิร์ซอย่าง JD.com และ Pinduoduo (พินตัวตัว)

จุดมุ่งหมายของรัฐบาลจีนในขณะนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลแล้ว แต่เป็นการควบคุมบรรดาบริษัทเทคโนโลยีที่ทางการปล่อยให้เติบโตแบบไม่มีกฎเกณฑ์ควบคุมจนขยับขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลในตลาดจนเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขัน และเกิดการะเมิดสิทธิ์ของลูกค้า

หม่าหยุนหรือแจ็ค หม่า แห่ง Alibaba กับหม่าฮั่วเถิง หรือโพนี่ หม่า แห่ง Tencent สองมหาเศรษฐีแซ่หม่า ภาพโดย AFP

Alipay ของ Ant Group ขยับขยายจากการเป็นตัวแทนการชำระเงินไปสู่การบริหารจัดการทรัพย์สิน ประกันภัย และปล่อยเงินกู้ยืมซึ่งธุรกิจหลังนี้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ไม่เข้มงวดเหมือนธนาคารปกติ และไม่ต้องใช้ทรัพย์สินค้ำประกัน ทำให้ทางการจีนกังวลว่าลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้จนนำมาสู่ปัญหาหนี้ครัวเรือนซ้ำเติมตัวเลขเมื่อปีที่แล้วที่หนี้ครัวเรือนจีนพุ่งสูงถึง 335% ของจีดีพี

Alibaba กับ Tencent ยังกลายเป็นเจ้าตลาดแพลตฟอร์มที่เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของชาวจีนแทบจะทุกแง่มุม ตั้งแต่เป็นช่องทางพูดคุยกับเพื่อนและครอบครัว โอนเงิน ช็อปปิ้งออนไลน์ ขอเงินกู้ เรียกรถโดยสารสาธารณะ ไปจนถึงเล่นเกม จึงถูกมองว่ามีอิทธิพลเกินไป

ส่วนบริษัทอื่นๆ ก็ถูกกล่าวหาว่าเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ ซึ่งในปัจจุบันนี้กลายเป็นของมีค่าดั่งทองคำ หรือปฏิบัติกับลูกค้าแตกต่างกันตามลักษณะนิสัยการช้อปปิ้ง รวมทั้งใช้ระบบอัลกอริทึมตั้งราคาพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ และใช้แท็กติกจำกัดตัวเลือก ซึ่งผู้ขายรายเล็กถูกบังคับให้เลือกระหว่าง Alibaba กับอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ เช่น Pinduoduo ซึ่ง Tencent เป็นผู้ถือหุ้น

และที่เป็นที่กังขาของสังคมจีนคือ บรรดามหาเศรษฐีใช้อิทธิพลและแพลตฟอร์มของตัวเองช่วยปกปิดความผิดเพื่อนมหาเศรษฐีด้วยกัน

ชาวโซเชียลตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าพ่อเทคโนโลยีสั่งลบแฮชแท็กที่เป็นเทรนด์ใน Weibo ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวของ เจี่ยงฝาน ประธานบริษัท Taobao และ Tmall ในเครือของ Alibaba ซึ่งนอกใจภรรยาไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจางต้าอี้ อินฟลูเอนเซอร์คนดังที่ไลฟ์ขายสินค้าใน Taobao และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Ruhnn บริษัทเอเจนซี่อินฟลูเอนเซอร์ที่ Alibaba หนุนหลัง

รัฐบาลจีนอาจมองเรื่องนี้ว่าตัวเองถูกลูบคม เพราะผู้ที่มีอำนาจสั่งลบหรือเซ็นเซอร์เนื้อหาต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตควรจะเป็นทางการมากกว่า

การลงดาบของรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ทางการจีนจึงต้องขยับตัวเพื่อยึดเอาอำนาจในการควบคุมตลาดจากมหาเศรษฐีเหล่านี้กลับมาอยู่ในมือของรัฐบาล และทำให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นและเติบโตภายในขอบเขตที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนอนุญาตเท่านั้น

รัฐบาลพยายามกำหนดขอบเขตด้วยการออกกฎหมายควบคุมไซเบอร์ตั้งแต่ปี 2016 เพื่อจำกัดการเข้าถึงดาต้าส่วนบุคคลของผู้ใช้โดยผู้ให้บริการแพลตฟอร์มและแอปต่างๆ ปรากฎว่าแอปต่างๆ มักเมินเฉยต่อข้อห้ามของรัฐบาล บริษัทใหญ่ๆ ทั้ง Tencent และ Baidu ต่างก็ถูกร้องเรียนเรื่องละเมิดความเป็นส่วนตัว และ WeChat และ Weibo ไปจนถึง Didi Chuxing ต่างเคยเก็บเกี่ยวดาต้าของผู้ใช้กันมาแล้ว

ในปี 2019 รัฐบาลจึงต้องร่างระเบียบใหม่ให้แอปต่างๆ ต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสยิ่งขึ้น แต่แล้วก็ยังมีกรณีละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู็ใช้ โดยปีที่แล้ว Tencent และ ByteDance ถูกฟ้องร้องที่ศาลปักกิ่งในข้อหาละเมิดความเป็นส่วนตัว

แต่มันไม่ได้มีแค่ปัญหาเชิงเทคนิคเท่านั้น

เพราะอีกกระแสคาดการณ์หนึ่งในจีนคือ รัฐบาลเห็นว่าพวกเศรษฐีเริ่มจะท้าทายรัฐมากขึ้น เริ่มจากกรณีของเริ่นจื้อเฉียง อดีตไทนคูนอสังหาริมทรัพย์ที่มักจะเขียนโพสต์ใน Weibo วิจารณ์พรรคมาโดยตลอดแต่ยังไม่ถูกเล่นงาน จนกระทั่งเขาวิจารณ์สีจิ้นผิงเข้าให้จึงถูก “อุ้ม” เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว และเดือนกันยายนค่อยถูกตัดสินลงโทษ 18 ปีในข้อหาคอร์รัปชั่น

เรายังคาดการณ์ได้ด้วยว่าปฏิบัติการควบคุมเศรษฐีเป็นหนึ่งในเป้าหมายกุมอำนาจของสีจิ้นผิง ซึ่งเขาประสบความสำเร็จในการรวบอำนาจในพรรคและสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้เขาดำรงตำแหน่งได้นานเท่าที่อำนาจในพรรคจะอำนวย 

เมื่อควบคุมฝ่ายการเมืองได้แล้ว ก็ถึงเวลาต้องเข้ามาคุมฝ่ายธุรกิจ แต่เขาไม่ได้ยื่นมือเข้ามาแบบทะเล่อทะล่า การกุมอำนาจทางการเมืองและสังคมของสีจิ้นผิงนั้นสอดคล้องกับการกระตุ้นหลักสังคมนิยมขึ้นมาใหม่และการตอกย้ำการปกครองแบบจีนที่เป็น “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน” ผสมผสานกับเป้าหมายใหม่ในการสร้างชาติให้ยิ่งใหญ่เรียกว่า “ความฝันจีน”

นัยหนึ่งเป็นการทำให้สีจิ้นผิงมี “ทฤษฎีของตัวเอง” เหมือนผู้นำระดับ “Supreme leader” อย่างเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิงที่ขับเคลื่อนประเทศด้วยทฤษฎีและเป้าหมายเฉพาะตัว

อีกนัยหนึ่งการชูหลักการสังคมนิยมขึ้นมาอีก เป็นการเบรกไม่ให้สังคมจีนกลายเป็นทุนนิยมแบบตะวันตกมากเกินไป เพราะมันจะทำให้สังคมจีนมีความเหลื่อมล้ำเกินไป นายทุนจะมีอำนาจมากเกินไป และเมื่อประชาชนเสพทุนนิยมตะวันตกมาเกินไป พวกเขาจะลืมค่านิยมแบบจีน และโหยหาระบอบใหม่จนเป็นอันตรายต่อการปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์

Photo by RICHARD A. BROOKS / AFP

กอปรกับช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การกระตุ้นเศรษฐกิจมีความเสี่ยงของการก่อหนี้และเงินเฟ้อ ในช่วงเวลาเดียวกันบริษัทเทคต่างๆ ดันมาออกผลิตภัณฑ์ฟินเทคกันอย่างสนุกสนาน แม้ฟินเทคพวกนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายการเข้าถึงเงินทุน แต่มันมีความเสี่ยงตามมาเช่นกัน

รัฐบาลจีนประกาศชัดแล้วว่าต้องโตด้วยและต้องไม่เสี่ยงด้วย การจะให้บริษัทเทคมาป่วนนโนยายการเงินย่อมไม่มีทาง 

ด้วยเหตุนี้บรรดานายทุนทั้งหลายจึงต้องถูกจัดระเบียบ บางคนที่เคยเป็นหน้าเป็นตาให้ประเทศยังถูกเรียกตัวมา “คุย” ซึ่งก็คือการเตือนนั่นเอง

อีกหนึ่งสาเหตุไม่ได้เกิดในจีน แต่เกิดขึ้นในสหรัฐ

จากการจลาจลบุกสภาคองเกรสในวันรอบรองผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ทำให้สหรัฐตระหนักถึงอิทธิพลของโซเชียลเน็ตเวิร์กที่มีต่ออำนาจการเมือง แม้แต่มหาอำนาจอันดับ 1 ก็ยังถูกท้าทายแบบไม่เคยมีมาก่อนเพราะการกระตุ้นจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก (โดยทรัมป์ที่ทวีตข้อความปลุกระดมและการแพร่กระจายข่าวปลอม) 

จีนคงเห็นพลังมืดของบริษัทเทคที่ชี้นำชะตากรรมของระบอบการปกครองได้ จึงต้องปรามเจ้าสัวเทคในบ้านตัวเอง ซึ่งแต่เดิมนั้นการควบคุมโซเชียลมีเดียในจีนนั้นค่อนข้างเข้มงวดอยู่แล้วในแง่ของการเซนเซอร์ประเด็นล่อแหลมกับรัฐและสังคม แต่ประเด็นอื่นๆ ยังอยู่ในดุลพินิจิของบริษัทเทคต่างๆ ปรากฎว่าบริษัทเทคล้ำเส้นมาอยู่เนืองๆ 

แน่นอนว่าหลังกรณีแจ็ค หม่า หลังกรณีเจี่ยงฝาน และหลังกรณีเริ่นจื้อเฉียง รัฐจำเป็นต้องลงมาลดอำนาจเจ้าสัวพวกนี้ก่อนที่จะสายเกินไป 

โดย จารุณี นาคสกุล และ กรกิจ ดิษฐาน 

Photo by Noel CELIS / AFP

ข้าวจากไทยล่องหนหลังกะเหรี่ยง KNU ปิดกั้นเส้นทางขนส่ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648750

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 19:24 น.ข้าวจากไทยล่องหนหลังกะเหรี่ยง KNU ปิดกั้นเส้นทางขนส่งกะเหรี่ยงเคเอ็นยูปิดกั้นเส้นทางข้าวสารจากไทยไปยังรัฐกะเหรี่ยงหลังมีการปะทะกันในจังหวัดผาปูนทางตอนเหนือ

สำนักข่าวเมียนมา The Irrawaddy รายงานว่าเสบียงอาหารที่ขนส่งจากประเทศไทยไปยังกองกำลังทหารเมียนมาในรัฐกะเหรี่ยงในช่วงคืนที่ผ่านมาถูกปิดกั้นเส้นทางโดยสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) หลังจากที่มีการปะทะกันในจังหวัดผาปูนทางตอนเหนือของรัฐกะเหรี่ยง

KNU กล่าวว่าได้ปิดกั้นการส่งอาหารเนื่องจากชาวกะเหรี่ยงราว 500 คนได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและการปะทะอย่างต่อเนื่องในจังหวัดผาปูน และไม่สนับสนุนรัฐบาลทหารที่สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ พร้อมออกคำเตือนทั้งในภาษาพม่าและภาษาไทยว่าจะไม่ยอมให้ใครนำเสบียงอาหารไปส่งให้แก่ทหารเมียนมา

นอกจากนี้ชาวบ้านในพื้นที่เล่าว่าชาวบ้านที่เข้าไปดูเสบียงอาหารในช่วงคืนวันอังคารถูกยิงโดยกองกำลังทหารที่อยู่บริเวณนั้นและมีการยิงปืนขู่อีก 6 นัด

สำนักข่าวท้องถิ่นระบุว่าชาวเมียนมาหลายคนเชื่อว่ากองทัพไทยส่งอาหารให้แก่ทหารเมียนมาและออกมาประณามบนโซเชียลมีเดียหลังจากที่ข้าวสารจำนวน 700 กระสอบมาถึงริมฝั่งแม่น้ำสาละวินเมื่อวันเสาร์ (20 มี.ค.) ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ข้าวสารทั้ง 700 กระสอบถูกนำออกจากพื้นที่แล้วขณะที่ทางการไทยแจงว่าข้าวสารดังกล่าวไม่ใช่เสบียงสนับสนุนแต่เป็นการประสานฝากซื้อผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น (TBC)

Photo by Ye Aung THU / AFP

Stripe ผู้แซงยักษ์ใหญ่ขึ้นเบอร์หนึ่งสตาร์ทอัพโลกตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648738

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 18:00 น.Stripe ผู้แซงยักษ์ใหญ่ขึ้นเบอร์หนึ่งสตาร์ทอัพโลกตะวันตกบริษัทสตาร์ทอัพด้านระบบจ่ายเงินจากนักธุรกิจรุ่นใหม่ครองที่หนึ่งสตาร์ทอัพโลกตะวันตกด้วยมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านผลพลอยได้จากโควิด-19

จุดเด่นของ Stripe

Stripe (สไตรป์) บริษัทสตาร์ทอัพผู้ให้บริการซอฟแวร์ประมวลผลการชำระเงินและบริการช่องทางเชื่อมต่อเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล (API) สำหรับเว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ รวมถึงแอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อเข้ากับระบบจ่ายเงินได้อยางสะดวกโดยมีทั้งกลุ่มลูกค้าที่เป็นสตาร์ทอัพและบริษัทรายใหญ่

Stripe กลายเป็นสตาร์ทอัพที่ยังไม่เสนอขายหุ้น IPO ที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกตะวันตกด้วยมูลค่า 95,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้เงินจากการระดมทุนครั้งล่าสุดในเดือนไปนี้ไปถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐโดยเป็นผลพลอยได้มาจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

มูลค่าของ Stripe ทำลายสถิติที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook เคยทำไว้ที่ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตอนนี้เห็นจะเป็นรองแค่ ByteDance บริษัทเทคโนโลยีจากจีนเท่านั้นซึ่งมีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

แม้จะหลายคนอาจไม่คุ้นเคยกับบริษัทนี้ แต่ Stripe ได้ทำระบบชำระเงินให้บริษัทชื่อดังหลายล้านแห่งในกว่า 120 ประเทศไม่ว่าจะเป็น Google, Amazon, Zoom แม้กระทั่งบริษัทรถยนต์อย่าง Jaguar Land Rover และบริษัทอื่นๆ ทั่วโลกจนได้ชื่อว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการชำระเงินเลยดีเทียว

ระบบชำระเงินของ Stripe รองรับทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์นอกจากนี้ยังมีบริการอื่นๆ อาทิ ออกบัตรเครดิต Mastercard และ Visa, เครื่องอ่านบัตรเครดิต, ระบบตรวจสอบการฉ้อโกง รวมถึงการออกบิลและใบแจ้งหนี้ เป็นต้น

บัตรเครดิตจาก Stripe

กว่าจะมาถึงจุดนี้

Stripe ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2010 จากสองพี่น้องชาวไอริช จอห์น และแพทริค คอลลิสัน ซึ่งตอนนั้นทั้งคู่มีอายุเพียง 22 และ 20 ปีเท่านั้น และพวกเขาสามารถระดมทุนไปได้ถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐหลังก่อตั้งได้เพียงปีเดียว

บริษัทมีสำนักงานงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งปัจจุบันมีให้บริการอยู่ใน 42 ประเทศทั่วโลก

Stripe ร่วมลงทุนในบริษัทหลายแห่งรวมถึงบริษัทที่ให้บริการคล้ายคลึงกับตัวเองแต่อยู่คนละภูมิภาค โดยในปี 2018 ได้ลงทุนใน Paystack ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบประมวลผลชำระเงินของไนจีเรีย และในปี 2019 ได้ลงทุนใน PayMongo ระบบประมวลผลชำระเงินของฟิลิปปินส์

ในปี 2020 Stripe ประกาศแผนการขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งในประเทศจีน อินเดีย และญี่ปุ่น และในปีถัดมาได้ดึงตัวมาร์ค คาร์นีย์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งอังกฤษมาเป็นคณะกรรมการบริษัทด้วย

Terminal เครื่องอ่านบัตรเครดิตจาก Stripe

ผลพลอยได้จากโควิด

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าในการระดมทุนครั้งล่าสุดซึ่ง Stripe สามารถโกยเงินไปได้ถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐนั้นเป็นผลพลอยได้มาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมาตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างมาก ทั้งบริษัทและร้านค้าต่างๆ ต้องหันมาให้บริการทางออนไลน์

ส่งผลให้ Stripe ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบชำระเงินจึงได้รับผลพลอยได้ไปด้วย ซึ่งมีการเปิดเผยว่าทางบริษัทมีลูกค้ารายใหม่ในยุโรปถึง 2 ล้านรายและในปีที่ผ่านมามีการประมวลผลธุรกรรมถึง 5,000 รายการต่อวินาที

อนาคตของ Stripe

ล่าสุดทางบริษัทแถลงว่าจะมุ่งเน้นการลงทุนและดำเนินงานในยุโรปโดยเฉพาะสำนักงานใหญ่ในดับลินเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงประกาศขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคใหม่ๆ อาทิ บราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าบริษัทจะยังคงไม่เสนอขายหุ้น IPO และจดทะเบียนเข้าในตลาดหลักทรัพย์ในเร็วๆ นี้

ภาพโดย JD Lasica และ Web Summit/Wikipedia

ทำไมสังคมไร้เงินสดที่สุดในโลกอย่างนอร์เวย์ถึงเมิน Bitcoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648694

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 16:22 น.ทำไมสังคมไร้เงินสดที่สุดในโลกอย่างนอร์เวย์ถึงเมิน Bitcoinเหตุผลของนอร์เวย์อาจทำให้เราต้องทบทวนกันอีกครั้งว่า จริงๆ แล้วเงินที่ไร้ตัวตนเป็นคำตอบให้อนาคต 100% หรือไม่

นอร์เวย์กำลังกลายเป็นสังคมไร้เงินสดมากที่สุดในโลก การสำรวจจาก Norges Bank ซึ่งเป็นธนาคารกลางของนอร์เวย์เปิดเผยว่ามีการใช้จ่ายโดยใช้เงินสดน้อยกว่า 4% ในช่วงปลายปีที่แล้ว และการชำระเงินแบบไม่ต้องสัมผัสและไม่ใช้ PIN กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการชำระเงินในสัดส่วน 3 ใน 4 ครั้งเป็นการชำระเงินแบบไร้สัมผัส

นอกจากนอร์เวย์แล้ว สวีเดนยังเป็นประเทศที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอในฐานะสังคมที่ไร้เงินสดมากที่สุดในโลก และการแพร่ระบาดของโควิด -19 อาจเป็นตัวเร่งให้ทั้ง 2 ประเทศนี้หันมาสละเงินสดแล้วใช้การชำระเงินแบบไร้สัมผัสกันมากขึ้น

แต่ถึงจะกลายเป็นสังคมไร้เงินสดแบบเต็มที่เข้าไปทุกที ผู้ว่าการธนาคารกลางนอร์เวย์บอกว่าผู้คนไม่ควรหันมาใช้บิตคอยน์ (Bitcoin) เป็นทางเลือกในการชำระเงิน – ทำไมพวกเขาจึงไม่สนใจ Bitcoin ทั้งๆ ที่มันก็เป็นการชำระเงินแบบไร้สมผัสเหมือนกัน?

ออยสไตน์ โอลเซน (Oystein Olsen) ผู้ว่าการธนาคาร Norges Bank ในออสโลกล่าวว่าเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่า Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด จะเข้ามาแทนที่เงินที่ธนาคารกลางต่างๆ ควบคุมอยู่

โอลเซนบอกกับสำนักข่าว Bloomberg ว่า Bitcoin นั้น “ใช้ทรัพยากรมากเกินไป แพงเกินไป และที่สำคัญที่สุดคือมันไม่ได้รักษาเสถียรภาพ ผมหมายถึงคุณสมบัติและภารกิจพื้นฐานสำหรับธนาคารกลางและสกุลเงินของธนาคารกลางคือการสร้างความมั่นคงให้กับมูลค่าของเงินและในระบบ และ Bitcoin นั้นไม่ได้ทำแบบนั้น”

ในเรื่องความกังวลเกี่ยวกับ Bitcoin ว่าจะถูกปั่นราคาจะเป็นฟองสบู่ครั้งใหญ่ โอลเซนยังบอกว่า “ผมไม่คิดว่าในท้ายที่สุดมันจะเป็นภัยคุกคามต่อธนาคารกลาง แม้ว่าบางคนจะพูดถึงเรื่องนี้ก็ตาม”

ผู้ว่าการธนาคารกลางของนอร์เวย์เห็นไม่ตรงกับเคียลล์ อิงเก้ รอกเก้ (Kjell Inge Rokke) นักธุรกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของนอร์เวย์ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาให้การรับรอง Bitcoin โดยอ้างว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะมุ่งสู่เส้นทางที่ถูกต้อง และยังเชื่อด้วยว่าสักวันหนึ่ง Bitcoin เพียง 1 โทเคนอาจ “มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์”

ในขณะเดียวกันธนาคารกลางในประเทศต่างๆ กำลังแข่งขันกันเพื่อตอบสนองต่อสังคมไร้เงินสดอย่างกว้างขวางโดยการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของตนเองก่อนที่จะถูกคริปโตเคอร์เรนซี่ต่างๆ ครอบเงินสกุลเงินของภาครัฐ

แต่ อิด้า วอลเดน บาเช (Ida Wolden Bache) รองผู้ว่าการของNorges Bank กล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่านอร์เวย์กลายเป็นประเทศไร้เงินสดที่สุดในโลกโดยมีเพียง 4% ของการชำระเงินทั้งหมดที่ดำเนินการด้วยธนบัตรและเหรียญ แต่จากสถิตินี้ก็ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับวิธีการชำระเงินในอนาคตของยอร์เวย์เช่นกันว่าจะมุ่งไปทางไหนในยุคที่คริปโตกำลังคืบคลานเข้ามา

เพราะนอร์เวย์ไม่ได้เป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าในการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) แต่สวีเดนและจีนเป็นผู้นำของโลกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก โดยผู้กำหนดนโยบายของประเทศเหล่านี้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการออกแบบสกุลเงินดิจิทัลที่ธนาคารกลางสามารถควบคุมได้

ต้องย้ำว่าสวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศร่วมภูมิภาคกับนอร์เวยและแข่งกันเป็นประเทศไร้เงินสดที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก แต่ในขณะที่สวีเดนพัฒนา CBDC นอร์เวย์กลับนิ่งเฉยในเรื่องนี้

Norges Bank มีกำหนดจะเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับโครงการ CBDC ในเดือนเมษายน ซึ่งรองผู้ว่าการกล่าวเมื่อต้นเดือนนี้ว่าเป้าหมายคือผู้ใช้ “ต้องสามารถชำระเงินอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยโดยใช้สกุลเงินโครนนอร์เวย์ และ CBDC ของนอร์เวย์ “จะไม่เปลี่ยนสื่อกลางด้านสินเชื่อของภาคเอกชน”

บทความในเว็บไซต์ของ Norges Bank เรื่อง “เรากำลังมุ่งหน้าสู่สังคมไร้เงินสดหรือไม่?” ระบุถึงความจำเป็นที่จะต้องมีเงินสดต่อไปโดยชี้ว่า “ความพร้อมของเงินสดจึงเป็นสิ่งสำคัญ การเข้าถึงเงินสดไม่สำคัญน้อยไปกว่าโซลูชันสำรอง หากระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเงินฝากธนาคารล้มเหลว”

“ตามกฎหมายกำหนดให้ธนาคารต้องเตรียมเงินสดไว้ให้คุณหากคุณต้องการเปลี่ยนเงินฝากของคุณเป็นเงินสด นอกจากนี้ยังใช้ในสถานการณ์ที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการฝากเงินผ่านธนาคารขัดข้อง เป็นความรับผิดชอบของ Norges Bank ในการจัดหาเงินสดให้กับธนาคารตราบเท่าที่มีความต้องการใช้”

Norges Bank สรุปว่า “เงินสดจึงจะยังถูกใช้งานต่อไปอีกหลายปีข้างหน้า แต่คุณจะกำหนดขอบเขตการใช้งานประจำวันของพวกมันเอง”

สังคมเงินสดที่สุดในโลกแม้ว่าจะใช้เงินสดน้อยลงมาก แต่พวกเขายังระมัดระวังพอสมควรกับการมุ่งสู่ระบบดิจิทัลเต็มที่ เพราะหากระบบล่มขึ้นมา พวกเขาจะต้องใช้เงินสดอยู่ดี

AFP PHOTO / NTB Scanpix / Heiko JUNGE / Norway OUT

ศิลปะ การเมือง หรือเรื่องพะอืดพะอม เมื่อการทำแท้งสดกลายเป็น “อาร์ต” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648714

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 14:47 น.ศิลปะ การเมือง หรือเรื่องพะอืดพะอม เมื่อการทำแท้งสดกลายเป็น "อาร์ต"ธีสิสโลกตะลึงที่เกิดขึ้นเมื่อ 2008 ทำให้เกิดคำถามมากมายในเวลานั้น ในขณะที่เมืองไทยทะเลาะกันเรื่อง “อะไรคือศิลปะ” และ “ศิลปะกับการเมือง”

ในช่วงปลายเดือนมีนาคมมีแฮชแท็กที่ร้อนแรงในโลกโซเชียล นั่นคือ #ทีมมช ทีเกิดจากการกรณีความขัดแย้งระหว่าง “นักศึกษา / อาจารย์ / และคณะบดี” เกี่ยวกับงานศิลปะจนลามกลายเป็นประเด็นทางการเมือง และการโต้เถียงกันเรื่อง “แบบไหนที่เรียกว่าเป็นศิลปะ?”

ย้อนกลับไปในปี 2008 ที่สหรัฐ มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการโต้เถียงเรื่อง “ศิลปะกับการเมือง” และ “ศิลปะกับศีลธรรม” กันอย่างรุนแรง อาจจะเรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่กระทุ้งความรู้สึกของผู้คนในวงกว้างอย่างมาก

เหตุกาณ์นั้นเกี่ยวข้องกับงานศิลป์ทีชื่อ Untitled [Senior Thesis] เป็นผลงานศิลปะการแสดงของเอไลซา ชวาร์ตส์ (Aliza Shvarts) ซึ่งเธอแสดงในช่วงปี 2008 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการศึกษาระดับปริญญาทัศนศิลป์ที่มหาวิทยาลัยเยล จึงเป็น Senior Thesis ของเธอ ในระหว่างการแสดงผลงาน Untitled [Senior Thesis]

เป็นเวลา 9 เดือน ชวาร์ตส์ใช้สเปิร์มที่ได้รับบริจาคเพื่อผสมเทียมตัวเองให้บ่อยที่สุดระหว่างวันที่ 9 ถึง 15 ของรอบการมีประจำเดือนของเธอ จนกระทั่งในวันที่ 20 แปดของรอบประจำเดือนของเธอ เธอก็กินยาสมุนไพรเพื่อขับเลือดหรือทำการแท้งบุตร แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม

ชวาร์ตส์ตั้งใจจัดแสดงวิดีโอตอนที่เธอขับเลือดออกทางช่องคลอดพร้อมกับอุปกรณ์จัดแสดงที่ทำให้มันดูเป็นงานศิลปะ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2008 Yale Daily News ได้พิมพ์บทความเกี่ยวกับนิทรรศการนักศึกษาสิ้นปีซึ่งชวาร์ทซ์ระบุว่าเป้าหมายของโครงการนี้คือการจุดประกายการสนทนาและการถกเถียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับร่างกายมนุษย์ (ดูงานชิ้นนี้บางส่วนได้ที่เว็บไซต์ของเธอ)

ชวาร์ตส์บอกว่า “ฉันเชื่ออย่างยิ่งว่าศิลปะควรเป็นสื่อสำหรับการเมืองและอุดมการณ์ ไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น ฉันคิดว่าฉันกำลังสร้างโปรเจ็กต์ที่มีสถานะตามมาตรฐานของศิลปะที่ควรจะเป็น”

หลังจากนั้น สื่อในวงกว้างอย่าง Gawker และ Drudge Report หยิบเรื่องนี้ขึ้นมารายงานและเรื่องนี้ก็เผยแพร่อย่างรวดเร็วและสื่อกระแสหลักรายงานเกี่ยวกับผลงานของชวาร์ตส์ในอีกไม่กี่วันต่อมาทำให้กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวในวงกว้างเนื่องจากการทำแท้งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนมาก ไม่ใช่แค่ในสหรัฐแต่สะเทือนคนทั่วโลก

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นข้ามโลกทำให้มหาวิทยาลัยเยลต้องออกข่าวชี้แจงโดยอ้างว่างานศิลปะชิ้นนี้เป็น “สร้างสรรค์จากจินตนาการ” ที่ผนวกเอา “การนำเสนอในเชิงทัศนะศิลป์ การแถลงข่าว และวัสดุสำหรับใช้บรรยายความอื่นๆ” เห็นได้ชัดว่าทางมหาวิทยาลัยปฏิเสธปฏิเสธความรับผิดชอบของสถาบันใดๆ กับการแสดงนี้ และยังแสดงท่าทีปฏิเสธด้วยว่าการแสดงของชวาร์ทซ์ไม่ใช่เรื่องจริง

ชวาร์ตส์ยืนยันว่าการแสดงของเธอเป็นเรื่องจริง โดยเขียนบทความรับเชิญใน Yale Daily News โดยสังเกตว่าความคลุมเครือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแสดง เป็นองค์ประกอบสำคัญของงานชิ้นนี้

แต่โรเบิร์ต สตอร์ (Robert Storr) คณบดีวิทยาลัยศิลปะของเยลขู่ว่าจะห้ามไม่ให้ชวาร์ตส์แสดงโครงการของเธอ เว้นแต่เธอจะสารภาพเป็นลายลักษณ์อักษรว่าโครงการนี้เป็นเป็นเรื่องจำลองขึ้นและไม่มีการใช้เลือดของมนุษย์

ชวาร์ตส์ปฏิเสธและส่งโครงการที่ดัดแปลงแล้วเป็นวิทยานิพนธ์อาวุโส (Senior Thesis) ของเธอ ในท้ายที่สุดมหาวิทยาลัยเยลยอมรับว่ามหาวิทยาลัย “ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่านางสาวชวาร์ตส์ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเธอในการดำเนินโครงการดั้งเดิมของเธอหรือไม่”

หลังจากที่เป็นประแสนานนับเดือน งานชิ้นนี้ทำให้เกิดการโต้เถียงอย่างรุนแรง เจค็อป เอ็ม. แอปเพิล (Jacob M. Appel) นักชีวจริยธรรมของมหาวิทยาลัยบราวน์เขียนไว้ใน Washington Post ว่า “ประวัติศาสตร์ของศิลปะอันยิ่งใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งและความไม่พอใจอย่างแรงกล้า” พร้อมกับยกย่องชวาร์ตส์เทียบเท่ากับศิบลปินที่แหวกขนบเดิมๆ และทำให้สังคมตื่นตกใจ เช่น มาร์เซล ดูชองป์ (Marcel Duchamp)

เว็บไซต์อนุรักษ์นิยมและต่อต้านการทำแท้งตลอดจนกลุ่มและสื่อที่ต่อต้านการทำแท้งต่างวิพากษ์วิจารณ์งานศิลป์นี้และประณามมหาวิทยาลัยที่อนุญาตให้งานนี้เกิดขึ้น เท็ด มิลเลอร์ (Ted Miller) โฆษกของกลุ่มสิทธิการทำแท้ง NARAL Pro-Choice America เรียกโครงการนี้ว่า “น่ารังเกียจและไม่รู้สึกอ่อนไหวต่อผู้หญิงที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการแท้งบุตร” แวนด้า ฟรานซ์ (Wanda Franz) นักต่อต้านการทำแท้งและประธานคณะกรรมการสิทธิในชีวิตแห่งชาติ (NRLC) ซึ่งเป็นกลุ่มคัดค้านการทำแท้งที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในสหรัฐ ประณามงานชิ้นนี้ว่า “ต่ำช้า”

งานชิ้นนี้สะท้อนถึงการปะทะกันระหว่างความต้องการของศิลปะที่จะแสดงเจตนารมณ์ทางการเมือง แต่สังคมยังขัดแย้งกันจนยอมรับไม่ได้ รวมถึงมหาวิทยาลัยที่อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการแสดงจุดยืนแบบนี้ มันเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นไม่เฉพาะในไทย แต่เกิดขึ้นในดินแดนที่เสรีอย่างสหรัฐ ที่การทำแท้งยังเป็นประเด็นอ่อนไหวมากๆ

ผศ.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ภาควิชาสื่อศิลปะ และการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มช. ผู้เป็นหนึ่งในบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีความขัดแย้งเรื่องงานศิลปะที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกาศผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 23 มี.ค. ว่า “‘ศิลปะ’ และ ‘เสรีภาพ’ นั้น ความจริงสะกดออกเสียงต่างกัน แต่มีความหมายเดียวกัน ยิ่งปราบ ก็ยิ่งระเบิด ยิ่งมีอำนาจมาก ก็ยิ่งถูกต่อต้านมาก โรงเรียนศิลปะต่างจากบ่อเลี้ยงลูกน้ำยุงลาย ด้วยประการเช่นนี้”

แต่มีบางกรณีที่เสรีภาพ ศิลปะ กับการเมือง ผสมผเสกันจนทำให้สังคมถึงกับสตั้นจนทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน

ภาพจาก – Aliza Shvarts ใน www.alizashvarts.com

เชือดอีกราย Tencent งานเข้ารัฐบาลเรียกพบกรณีผูกขาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648687

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 13:30 น.เชือดอีกราย Tencent งานเข้ารัฐบาลเรียกพบกรณีผูกขาดแหล่งข่าวเผยโพนี่ หม่า เจ้าของ Tencent พบเจ้าหน้าที่กรณีกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการป้องกันการผูกขาดตลาด

รอยเตอร์สเผยว่า โพนี่ หม่า ผู้ก่อตั้งบริษัท Tencent Holdings (เทนเซ็นต์ โฮลดิ้งส์) ซึ่งเป็นบริษัทไอทีอันดับหนึ่งของประเทศจีนได้พบกับเจ้าหน้าที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านการตลาดของจีน (SAMR) ในเดือนนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติของบริษัทต่อกฎระเบียบใหม่ว่าด้วยการป้องกันการผูกขาดตลาด

หลังจากที่รัฐบาลจีนเริ่มดำเนินการควบคุมการผูกขาดอย่างเข้มงวดกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba (อาลีบาบา) ของแจ็ค หม่าเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว และประกาศว่าจะกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เนื่องจากกังวลว่าอำนาจทางการตลาดของบริษัทเหล่านั้นจะขัดขวางการแข่งขันของบริษัทอื่นๆ ในตลาดตลอดจนการใช้ข้อมูลผู้บริโภคในทางที่ผิดและละเมิดสิทธิผู้บริโภค

แหล่งข่าวกล่าวว่า Tencent เจ้าของ WeChat แอปพลิเคชันส่งข้อความและชำระเงินยอดนิยมอาจเป็นเป้าหมายถัดไปของรัฐบาลจีนในการสอบสวนการผูกขาดหลังจากที่ได้ดำเนินการกับ Alibaba ไปแล้ว

ข่าวนี้เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่ Tencent จะเปิดเผยผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งนักวิเคาะห์คาดว่าผลกำไรจะของบริษัทอาจเพิ่มขึ้นถึง 42% ตามข้อมูลของ Refinitiv

นอกจากนี้แหล่งข่าวยังกล่าวว่า SAMR กำลังรวบรวมข้อมูลแนวทางการปฏิบัติของ WeChat ที่อาจเป็นการละเมิดกฎระเบียบป้องกันการผูกขาด

อย่างไรก็ตามยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่ SAMR ได้ชี้ว่า Tencent ละเมิดกฎระเบียบว่าด้วยการป้องกันการผูกขาดตลาดหรือไม่ ขณะที่ Tencent และ SAMR ยังไม่ให้ความเห็นต่อกรณีนี้

ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ก่อนโพนี่ หม่าเข้าร่วมประชุมรัฐสภาประจำปีของจีนในฐานะผู้แทนจากมณฑลกวางตุ้งร่วมกับเจ้าหน้าที่ SAMR โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือกันว่า Tencent ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดหุ้นฮ่องกงด้วยมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 776,000 ล้านเหรียญสหรัฐจะสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบป้องกันการผูกขาดได้อย่างไร

ขณะที่ Wu Zhenguo หัวหน้าหน่วยงานกำกับดูแลด้านการตลาด (SAMR) ซึ่งอยู่ในที่ประชุมด้วยได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของ Tencent และขอให้บริษัทปฏิบัติตามกฎระเบียบป้องกันการผูกขาดด้วย

เมียนมานัดชัตดาวน์เศรษฐกิจ หลังทหารฆ่าเด็ก 7 ขวบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648675

วันที่ 24 มี.ค. 2564 เวลา 11:00 น.เมียนมานัดชัตดาวน์เศรษฐกิจ หลังทหารฆ่าเด็ก 7 ขวบกลุ่มผู้ประท้วงชาวเมียนมานัดหยุดงานอีกครั้งหลังทหารสังหารเด็กหญิงวัย 7 ขวบในเมืองมัณฑะเลย์

นักเคลื่อนไหวชาวเมียนมาวางแผนประทวงต่อต้านรัฐประหารรวมถึงการนัดหยุดงานหลังจากที่มีเด็กหญิงวัย 7 ปีถูกยิงเสียชีวิตโดยกองกำลังเมียนมาระหว่างการปราบปรามผู้ชุมนุมในเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งนับเป็นผู้เสียชีวิตที่อายุน้อยที่สุดในขณะนี้จากผู้เสียชีวิตทั้งหมดอย่างน้อย 275 คนตามข้อมูลของกลุ่มนักเคลื่อนไหวสมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง (AAPP)

รายงานระบุว่าเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 23 มี.ค. ตามเวลาท้องถิ่นทหารเมียนมาเข้าตรวจค้นบ้านของประชาชนในเมืองมัณฑะเลย์รวมถึงบ้านของ ขิ่น เมียว ชิต เด็กหญิงวัย 7 ปี ซึ่งทหารจงใจจะยิงใส่พ่อของเธอแต่กระสุนกลับไปโดนเธอที่กำลังนั่งอยู่บนตักของพ่อแทน นอกจากนี้ยังได้ทำร้ายร่างกายและควบคุมตัวพี่ชายของเธอไปด้วย

ส่งผลให้ในวันนี้ (24 มี.ค.) กลุ่มผู้ประท้วงนัดหยุดงานอีกครั้งโดยระบุว่าจะชัตดาวน์ทุกอย่างในวันนี้ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า รถรับจ้าง ร้านขายยา และธุรกิจอื่นๆ ซึ่งพวกเขาทั้งหมดจะหยุดอยู่บ้านเพื่อประท้วงความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลทหารเมียนมา

Photo by Handout / FACEBOOK / AFP

กองทัพเมียนมาที่ไม่มีใครคบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/648644

วันที่ 23 มี.ค. 2564 เวลา 22:00 น.กองทัพเมียนมาที่ไม่มีใครคบ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ยังต้านไม่ไหว และการสร้างพันธมิตรต่อต้านเผด็จการยังเป็นงานที่ยากเย็น

เมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่บทความนี้จะถูกเขียนขึ้น รัฐบาลรัฐประหารของเมียนมาได้ลบชื่อ “กลุ่มกบฏอาระกัน” ออกจากรายชื่อกลุ่ม “ผู้ก่อการร้าย” เนื่องจากฝ่ายดังกล่าวหยุดการโจมตีเพื่อช่วยสร้างสันติภาพทั่วประเทศ

“กลุ่มกบฏอาระกัน” ที่ว่านี้คือ กองทัพอาระกัน (Arakan Army/AA) ที่เคลื่อนไหวเพื่อการปกครองตนเองของชาวอาระกันหรือชาวยะไข่ แม้ว่าชื่อจะบอกว่าเป็นอาระกันในภาคใต้ แต่ AA เคยมีฐานที่ในในรัฐคะฉิ่นเพราะเคยไปฝึกรบที่นั่นและยังร่วมการต่อสู้เพื่อการปกคตรองตนเองของชาวคะฉิ่นในภาคเหนือด้วย ในเวลาต่อมาจึงค่อยไปปฏิบัติการในภาคตะวันตกเฉียงใต้ทั้งในรัฐยะไข่และในรัฐชิน

AA และกองทัพเมียนมาหรือ “ตะมะดอ” รบกันอย่างหนักหน่วงหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ และถือเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดกลุ่มหนึ่งในบรรดากองทัพชนกลุ่มน้อย แถมยังมีข่าวว่า AA ได้รับการสนับสนุนจากจีน แต่เท่าที่มีหลักฐานบยืนยันได้ AA นำเข้าอาวุธจากจีนเป็นหลักซึ่งคาดว่ามาจากตลาดมืด

ในเมื่อรบกันจะเป็นจะตายขนาดนี้แล้วทำไม “ตะมะดอ” ถึงยอมปลดชื่อ AA จากบัญชีผู้ก่อการร้าย?

ภาพนี้ถ่ายและได้รับความอนุเคราะห์จากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนผ่านทาง Facebook เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 แสดงให้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปใกล้สิ่งกีดขวางที่ลุกเป็นไฟระหว่างการปราบปรามโดยกองกำลังความมั่นคงในการประท้วงของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในมัณฑะเลย์ (ภาพจากเอกสารแจก / FACEBOOK / AFP) /

คำตอบก็คือ ตะมะดอต้องการหาพันธมิตรในช่วงเวลาที่ประชาชนทั้งประเทศลุกฮือต่อต้าน และกองทัพชนกลุ่มน่อยอื่นๆ ไม่สังฆกรรมกับตะมะดออยู่แล้ว และยังอาจจะร่วมมือกับประชาชนร่วมโจมตีตะมะดออีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาบางรายบอกว่าการที่ตะมะดอถอนชื่อ AA ก็เพราะต้องการให้ AA หยุดรบกวนเพื่อที่จะไปจัดการกับการลุกฮือของประชาชนได้เต็มที่

ในวันเดียวกับที่ตะมะดอประกาศปลดชื่อ AA จากบัญชีผู้ก่อการร้าย (วันที่ 11 มีนาคม) คณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (CRPH) ซึ่งเป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้งและรวมตัวกันขึ้นเพื่อเป็นเสมือนตัวแทนประชาชนและเสมือนเป็นรัฐบาลประชาชนต่อต้านรัฐประหารได้ประกาศถอนชื่อ AA จากบัญชีผู้ก่อการร้ายเช่นกัน

ทั้งตะมะดอและ CRPH (ต่อไปนี้จะเรียกว่าสมัชชาประชาชน) ทำแบบเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าต่างฝ่ายต่างแย่ง AA มาเป็นพวกตัวเอง เพื่อฟอร์มพันธมิตรโจมตีกันเอง

ตั้งแต่การยึดอำนาจเกิดขึ้น AA ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเกี่ยวกับการทำรัฐประหาร ทั้งๆ ที่คนยะไข่ก็ยกขบวนประท้วงตะมะดอกันอย่างไม่หยุดหย่อน ราวกับว่ากำลังรอดูสถานการณ์

จนมีกระแสคาดการณ์ว่า AA คงจะเลือกคบกับฝ่ายรัฐประหารแล้วกระมัง?

เจ้าหน้าที่กู้ภัยดูร่างขอชายชื่อ ซอ ซอ (Zaw Zaw) ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตก่อนหน้านี้ในระหว่างที่กองกำลังรักษาความมั่นคงปราบปรามการประท้วงของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในมัณฑะเลย์เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 (ภาพโดย STR / AFP)

ในขณะที่สมัชชาประชาชนเดินสายประชุมกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยต่างๆ จนได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะร่วมกันต่อต้านการทำรัฐประหารและปกป้องประชาชน ยืนยันในหลักการ “สหพันธรัฐ” ที่ชนชาติและรัฐต่างๆ ในเมียนมาจะมีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน

จนกระทั่งวันที่ 23 มีนาคม AA ก็แสดงท่าทีในที่สุด ซึ่งเป็นท่าทีที่ชัดเจนว่าพวกเขาเลือกเส้นทางไหน

กองทัพอาระกัน (AA) เลือกที่จะร่วมวงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ในการประณามการรัฐประหารของกองทัพและการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงที่ตามมา

ข่าย ตุ๊ คะ (Khine Thu Kha) โฆษกของ AA กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งที่ผู้บริสุทธิ์ถูกยิงเสียชีวิตทั่วเมียนมา … การกระทำของกองทัพและตำรวจเมียนมาในปัจจุบันเป็นเรื่องที่โหดร้ายและไม่สามารถยอมรับได้” และบอกว่า AA จะ “ร่วมกัน … กับประชาชน”

นอกจากนี้พวกเขาจะ “เดินหน้าต่อไปเพื่อชาวยะไข่ที่ถูกกดขี่” และ “คนชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่โดยรวมจะยังคงต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากการกดขี่”

คำแถลงนี้ประณามกองทัพแต่ไม่ได้บอกว่าพวกเขาจะร่วมจับมือการประสานพันธมิตรของสมัชชาประชาชนกับกองทัพชนกลุ่มน้อยอื่นๆ แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตะมะดอหมดโอกาสที่จะสานพันธมิตรกับ AA

ผู้ประท้วงกำลังร่วมกันต่อสู้กับทหาร/ตำรวจที่บริเวณสิ่งกีดขวางชั่วคราวระหว่างการปราบปรามโดยกองกำลังความมั่นคงในการเดินขบวนต่อต้านการรัฐประหารในเขตเมืองตาเกตะ (Thaketa) ของย่างกุ้งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2564 (ภาพโดย STR / AFP)

ดูเหมือนว่าตะมะดอจะเหลือกองทัพชนกลุ่มน้อยไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่ยังพบคบหากันได้ หนึ่งในนั้นคือ กองทัพรวมรัฐว้า (UWSA) ซึ่งมีแสนยานุภาพมาก (และมีรายงานว่าได้อาวุธยุทโธปกรณ์จากจีน ซึ่งก็เช่นเดียวกับ AA คือยืนยันได้ได้ว่า “ทางการจีน” มอบให้ และในกรณีของ UWSA ปฏิเสธแข็งขันว่าไม่ได้ส่งอาวุธให้ แม้ว่อาวุธเหล่านั้นจะไฮเทคมากจนยากจะได้มาง่ายๆ ก็ตาม)

ความพิเศษของ UWSA พวกเขาแกร่งมากจนกระทั่งเปลี่ยนสถานะตัวเองตามใจชอบจาก “เขตปกครองตนเองว้า” มาเป็น “รัฐว้า” ที่มีอำนาจปกครองตนเองราวกับ “รัฐซ้อนรัฐ” โดยที่รัฐบาลพลเรือนของเมียนมาได้ไม่เห็นชอบ แต่กองทัพเมียนมาเห็นชอบ

ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจก่อนว่า ก่อนที่ตะมะดอจะทำรัฐประหาร เมียนมาก็มิได้มีประชาธิปไตยเต็มใบ แต่มีรัฐบาลพลเรือนที่ต้องแบ่งอำนาจกับกองทัพและกองทัพมีอำนาจเอกเทศแบบที่รัฐบาลไปแตะต้องอะไรไม่ได้ด้วย

ด้วยความที่ตะมะดอมีพวก UWSA เป็นพันธมิตร (และเป็นพันธมิตรที่แกร่งเอาการ) ตะมะดอจึงพอที่จะมีไม้มีมือเอาไว้คอยจัดการฝ่ายตรงข้ามได้บ้าง

นอกจากนี้ การฟอร์มพันธมิตรที่นำโดยสมัชชาประชาชนยังเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะในหมู่ชนกลุ่มน้อยก็มีความขัดแย้งกันเองสูง อย่างเช่นนั้นในรัฐฉาน มีทั้งรัฐซ้อนรัฐอย่างพวก UWSA ในทั้งกองทัพของชาวไทใหญ่ที่ทะเลาะกันเองคือ กองทัพรัฐฉานใต้ (SSA-S) ที่ดอยไตแลงกับกองทัพรัฐฉานเหนือ (SSA-N) ที่ดอยแหลม

SSA-S คบหากับ AA แต่สู้กับ UWSA ของพวกว้าและกองทัพ TNLA ของชาวตะอางที่อยู่ในรัฐฉานทั้งคู่ แต่ SSA-N เป็นพันธมิตรกับ TNLA ซะยังงั้น

นี่คือความซับซ้อนของปัญหาชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ซึ่งหากตะมะดอใช้ประโยชน์จากจุดนี้ได้ และพวกเขาคงจะใช้มันอย่างแน่นอน

ในกรณีของ AA ที่ตะมะดอปลดจากบัญชีก่อการร้ายนั้น ตะมะดอคงทำไปเพื่อ “โยนหินถามทาง” ไปยังพวกยะไข่ ปรากฎว่าพวกนั้นใช้เวลานานหลายวันกว่าจะคิดได้ว่าควรจะอยู่ฝั่งไหน คือฝั่งไม่เอากองทัพเมียนมานั่นเอง

ผู้ประท้วงทดสอบอาวุธหนังสติ๊กขนาดใหญ่ในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2564 ขณะที่กองกำลังความมั่นคงยังคงปราบปรามการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารของกองทัพ (ภาพโดย STR / AFP)

ถามว่าเรื่องนี้คาดเดาได้หรือไม่ ตอบว่าคาดเดาได้เพราะ AA รบกับตะมะดออย่างหนักหน่วงจนการคบหากันเป็นพันธมิตรแทบจะเป็นไปไม่ได้ และการถอนชื่อจากบัญชีก่อการร้ายก็ไม่ได้เป็นข้อเสนอที่เย้ายวนใจนัก

ข้อเสนอจากตะมะดอนอกจากข้างต้นแล้วก็แค่บอกว่าต้องการหยุดยิงเพื่อ “สันติภาพที่ยั่งยืนนิรันดร” ซึ่งเป็นคำสัญญาเปล่าๆ เปลืองๆ มาก หากจะพิจารณาจากพฤติกรรมของตะมะดอในอดีต และพฤติการณ์สังหารประชาชนที่กำลังเกิดขึ้น สิ่งที่ AA ต้องการนั้นคือการให้อำนาจปกครองตนเองและสถานะเหมือนรัฐว้า

ตวัน มรัต นายง์ (Twan Mrat Naing) ผู้บัญชาการของ AA เคยตอบการสัมภาษณ์กับ The Irrawaddy ถึงสิ่งที่เขาต้องการเอาไว้ว่า “ไม่ว่าจุดประสงค์คือเพื่อให้ได้มาซึ่งสหพันธรัฐ, ประชาธิปไตย หรือสถานะสมาพันธ์ที่เป็นอิสระมากขึ้น เช่นเดียวกับรัฐว้า เป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มคือการได้รับสถานะสมาพันธ์สำหรับรัฐยะไข่ และเราชอบสถานะที่เป็นพันธมิตรกันเช่นเดียวกับรัฐว้า ซึ่งมีส่วนแบ่งอำนาจมากขึ้นตามรัฐธรรมนูญ”

คำว่า “สมาพันธ์” (confederate status) ที่เขาเอ่ยถึงคือสถานะแบบ “รัฐซ้อนรัฐ” ที่พวกว้ามีซึ่งรัฐบาลพลเรือนไม่ยอมรับ แต่กองทัพให้ได้ คำถามก็คือตอนนี้กองทัพมีอำนาจเบ็ดเสร็จแล้วจะยอมให้สถานะนี้พวกยะไข่หรือไม่

ท่าทีของ AA ค่อนข้างชัดแล้วว่าพวกตะมะดอไม่ยอมให้แน่ๆ

ตอนนี้เราต้องมาทำความเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่พวกยะไข่ต้องการคือระบอบการปกครองแบบ Confederation ซึ่งรัฐต่างๆ รวมตัวกันหลวมๆ และมีอำนาจปกครองตนเองมาก ต่างจากระบบ Federation ที่เป็นการรวมตัวของรัฐต่างๆ เช่นกัน แต่อำนาจปกครองตนเองน้อยกว่า

ตอนนี้สมัชชาประชาชนกับชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ชูธง Federation กันอยู่ ซึ่งเป็นแนวคิดดั้งเดิมของการก่อตั้งประเทศเมียนมา แต่ถูกกองทัพทำลายหลักการนี้ไปและกุมอำนาจโดยกดขี่ชนกลุ่มน้อย เมียนมาจึงเป็นสหพันธรัฐหรือสหภาพแต่ชื่อ ในทางปฏิบัติมันคือรัฐเดี่ยวที่ทหารกุมอำนาจแต่ลำพัง

ผู้ประท้วงนำตัวผู้บาดเจ็บที่ถูกยิงโดยกองกำลังรักษาความมั่นคงระหว่างการปราบปรามการประท้วงต่อต้านการรัฐประหารในย่างกุ้งเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2564 (ภาพโดย STR / AFP)

เพื่อที่จะดึงดูดกองกำลังชนกลุ่มน้อย สมัชชาประชาชนจะต้องชูหลักการเดิมของชาติคือ Federation เพื่อสร้างกองทัพสหพันธรัฐ หรือ Federal army เพื่อรวมตัวกันต่อต้านตะมะดอ พร้อมกับประกาศให้ตะมะดอเป็นผู้ก่อการร้าย แสดงว่าแรวร่วมนี้ตั้งตนเป็นรัฐบาลเฉพาะกาลแล้ว

ในขณะที่ตะมะดอไม่ยอมให้ชนกลุ่มน้อยอื่นมีอำนาจปกครองตนเองจริงๆ ตามหลัก Federation พวกเขากลับใช้ไพ่ Confederation กับรัฐว้าและดูเหมือนว่ากองทัพอาระกันต้องการมันด้วย แต่คงไม่ได้สมใจจึงไม่ยอมร่วมสังฆกรรมด้วย

กองทัพเมียนมาหรือตะมะดอมีแสนยานุภาพมาก พวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้ไพ่นี้แบบฟุ่มเฟือย เพียงแค่ใช้มันกับว้าก็พอเพราะในรัฐฉานเองพวกไทใหญ่ก็ยังทะเลาะกันเอง

ในเวลานี้ กองกำลังที่รัฐคะฉิ่น (KIA) และกะเหรี่ยง (KNU) เริ่มปะทะกับตะมะดอแล้ว เราต้องจับตากันต่อไปว่าการเคลื่อนไหวนี้จะช่วยเสริมแรงให้ Federal army ต่อต้านเผด็จการหรือไม่ หรือว่าจะมีเหตุไม่คาดฝันทำให้ชนกลุ่มน้อยขัดขากันเองอีก?

สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับหลังการกวาดล้างของกองทัพหลังการลุกฮือกรณี 8888 คือนักเคลื่อนไหวรวมถึงนักข่าวที่หลบหนีระบอบการปกครองของทหาร หลายร้อยคนได้ลี้ภัยในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกองทัพชนกลุ่มน้อยในรัฐกะเหรี่ยง รัฐกะยา รัฐมอญ และรัฐฉานตามแนวชายแดนด้านตะวันออกของเมียนมากับไทย

มันเหมือนกันตรงที่มีการหนีจากเมืองเข้าป่ามาจับปืนและมีการตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลสู้กับทหาร แต่สุดท้ายรัฐบาลเฉพาะกาล (แบบเดียวกับสมัชชาประชาชนตอนนี้) ไม่มีประสิทธิภาพจนต้องสลายตัวไปในที่สุด

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by STR / AFP