ทุ่มเต็มที่! จีนตั้งงบกลาโหมเพิ่มจากปีก่อนเป็น 6 ล้านล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647119

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 17:00 น.ทุ่มเต็มที่! จีนตั้งงบกลาโหมเพิ่มจากปีก่อนเป็น 6 ล้านล้านจีนตั้งงบประมาณด้านกลาโหมปีนี้อยู่ที่กว่า 6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% จากปีที่แล้ว

นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง กล่าวในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ประจำปี 2021 ว่างบประมาณด้านกลาโหมของจีนในปีนี้กำหนดไว้ที่ 1.36 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 6.39 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 6.8% จากปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความขัดแย้งกับต่างประเทศอย่างสหรัฐและอินเดีย

โดยตั้งเป้าที่จะพัฒนาและเตรียมความพร้อมกิจการด้านความมั่นคงของจีนเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นในทุกพื้นที่และทุกสถานการณ์ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ของกองทัพในการปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลโยชน์ในการพัฒนาประเทศ

โดยกระทรวงการคลังเปิดเผยว่างบประมาณที่เพิ่มขึ้นนั้นเพื่อสนับสนุนกองทัพที่ทันสมัยอย่างจริงจัง และเพื่อให้ขีดความสามารถในการป้องกันประเทศเพิ่มขึ้นไปตามความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของจีน

อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของงบประมาณกลาโหมสหรัฐในปี 2020 ซึ่งอยู่ที่ 714,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 21.7 ล้านล้านบาท) โดยคาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 733,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 22.3 ล้านบาท)

Photo by STR / AFP

ทหารเมียนมาขู่ในติ๊กต๊อกจะยิงผู้ชุมนุมทุกคนที่เจอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647114

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 15:40 น.ทหารเมียนมาขู่ในติ๊กต๊อกจะยิงผู้ชุมนุมทุกคนที่เจอทหารเมียนมาใช้แอพพลิเคชั่นติ๊กต๊อกขู่จะยิงผู้ชุมนุมทุกคนที่เจอ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทหารและตำรวจเมียนมาใช้แอพพลิเคชั่นติ๊กต๊อก (TikTok) ข่มขู่เอาชีวิตผู้ประท้วงการทำรัฐประหาร โดยบางคลิปมียอดวิวนับหมื่นครั้ง

คลิปวิดีโอหนึ่งที่รอยเตอร์สได้ตรวจสอบเป็นคลิปที่เผยแพร่บนติ๊กต๊อกเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชายคนหนึ่งแต่งเครื่องแบบกองทัพเล็งปืนไรเฟิลมาที่กล้องแล้วพูดกับผู้ประท้วงว่า “**จะยิงหน้าแม่งเลย **จะใช้กระสุนจริง คืนนี้**จะลาดตระเวนทั้งเมืองแล้วจะยิงทุกคนที่**เจอ…ถ้าอยากจะเป็นฮีโร่กันนักจะจัดให้”

รอยเตอร์สพยายามติดต่อชายในคลิปเพื่อตรวจสอบว่าเป็นทหารจริงหรือไม่แต่ไม่สามารถติดต่อได้

ในเวลาต่อมาคลิปที่รอยเตอร์สได้ตรวจสอบถูกลบออกจากติ๊กต๊อกแล้ว

ด้านติ๊กต๊อกแถลงว่า ทางแอพพลิเคชั่นมีนโยบายชัดเจนว่าห้ามเผยแพร่เนื้อหาที่กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงหรือข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดอันตราย โดยทางติ๊กต๊อกได้ลบเนื้อหาที่เข้าข่ายดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับเมียนมาแล้ว และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมในเมียนมา

ส่วนองค์กรคุ้มครองสิทธิบนโลกดิจิทัลในเมียนมา (MIDO) เผยว่า พบคลิปวิดีโอลักษณะเดียวกันนี้กว่า 800 คลิปในช่วงเวลาที่กองทัพยกระดับความรุนแรงในการปราบปรามประชาชน

Photo by STR / AFP

แฉกองทัพเมียนมาย่องย้ายเงินพันล้านเหรียญจากธนาคารสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647102

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 14:00 น.แฉกองทัพเมียนมาย่องย้ายเงินพันล้านเหรียญจากธนาคารสหรัฐเจ้าหน้าที่สหรัฐแฉกองทัพเมียนมาพยายามถอนเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐออกจากธนาคารในนิวยอร์กหลังรัฐประหาร

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างแหล่งข่าว 3 รายที่ทราบเรื่อง รวมทั้งเจ้าหน้าที่สหรัฐรายหนึ่งว่า กองทัพเมียนมาพยายามเคลื่อนย้ายเงินราว 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 30,450 ล้านบาทออกจากธนาคารกลางของสหรัฐในนิวยอร์กหลังจากยึดอำนาจเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

ความพยายามเคลื่อนย้ายเงินครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ในนามของธนาคารกลางเมียนมา และเกิดขึ้นหลังจากกองทัพเมียนมาแต่งตั้งผู้ว่าการธนาคารกลางเมียนมาคนใหม่ จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่ากองทัพมีอำนาจควบคุมธนาคารกลางเมียนมาและอยู่เบื้องหลัง

ทว่าทางการสหรัฐได้ระงับธุรกรรมดังกล่าว และรอคำสั่งพิเศษจากประธานาธิบดี โจ ไบเดน ให้อำนาจตามกฎหมายในการระงับการทำธุรกรรมดังกล่าวอย่างไม่มีกำหนด

รอยเตอร์สระบุว่า ความพยายามครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่ากองทัพเมียนมากำลังหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรจากนานาชาติ

ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลางหรือกระทรวงการคลังปฏิเสธให้ความเห็นต่อข่าวดังกล่าว เช่นเดียวกับโฆษกรัฐบาลทหารเมียนมา

Photo by – / Myawaddy TV / AFP

นานาชาติเร่งอพยพพลเมืองออกจากเมียนมา ด้านไทยเตรียม 2 เที่ยวบิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647100

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.นานาชาติเร่งอพยพพลเมืองออกจากเมียนมา ด้านไทยเตรียม 2 เที่ยวบินนานาชาติเร่งอพยพประชาชนออกจากเมียนมาหลังสถานการณ์ทางการเมืองทวีความรุนแรง

หลายประเทศเร่งอพยพประชาชนออกจากเมียนมาท่ามกลางสถานการณ์ที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังกองกำลังความมั่นคงเมียนมาปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐประหารซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้นอย่างน้อย 50 ราย

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง เผยว่า ตามที่ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ขอเรียนว่า สายการบินเมียนมาจะจัดเที่ยวบินประเภท relief flight ดังนี้

  1. MAI วันที่ 12 มี.ค. 2564 ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ภายในวันที่ 5 มี.ค. 2564
  2. MNA วันที่ 16 มี.ค. 2564 ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ภายในวันที่ 11 มี.ค. 2564

ทั้งนี้ นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่าการเตรียมเที่ยวบินครั้งนี้ได้จัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด

ช่องทางการติดต่อสถานทูตฯ

  • โทรศัพท์ (+951) 222 784 และ (+951) 226 728 (วันเวลาทำการ ตั้งแต่ 09.00 – 11.30 น. และ 13.30 – 17.00 น.)
  • โทรศัพท์มือถือ +95 9797002801 (นอกเวลาทำการ)
  • อีเมล : thaiembassyygn@gmail.com
  • เดินทางไปที่ทำการสถานเอกอัครราชทูต เลขที่ No. 94 , Pyay Road , Dagon Township, Yangon

พร้อมแจ้งเตือนให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงโดยระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 – 4 มี.ค. มีรายงานการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และอาวุธอื่นๆ เพื่อสลายการชุมนุมในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้

กรุงย่างกุ้ง

  • North Okkalapa
  • Karmayut
  • Sanchaung
  • Dagon
  • Tarmwe
  • Thingangyun
  • Insein
  • Yankin
  • Hlaing

เมืองอื่นๆ

  • ภาคมัณฑะเลย์
  • ทวาย และมะริด (ภาคตะนาวศรี)
  • Lashio (รัฐฉาน)
  • Monica และ Kalay (ภาคสะกาย)
  • Salin (ภาคมะกวย)
  • Hpakant และ Myitkyina (รัฐคะฉิ่น)

เช่นเดียวกับเวียดนามซึ่งกำลังจับตาสถานการณ์ในเมียนมาอย่างใกล้ชิด และให้ข้อมูลแก่ชาวเวียดนามที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ ตลอดจนจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปยังสนามบินเพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสารสำหรับประชาชน โดยเมื่อวันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมาชาวเวียดนามราว 400 คนเดินทางออกจากเมียนมาด้วยเที่ยวบิน 2 เที่ยวซึ่งจัดเตรียมโดยสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำเมียนมาและสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์

รวมถึงสิงคโปร์ซึ่งออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนเดินทางออกจากเมียนมาโดยเร็วที่สุด หรือหลีกเลี่ยงการเดินทางออกจากที่พักโดยไม่จำเป็นหลังเหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมและกองกำลังความมั่นคงทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงแนะนำให้ประชาชนในสิงคโปร์งดเดินทางไปยังเมียนมาในช่วงนี้

Photo by str / AFP

จดหมายเปิดผนึกจาก ‘ไป่ ทาคน’ ถึงรัฐบาลทั่วโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647093

วันที่ 05 มี.ค. 2564 เวลา 11:10 น.จดหมายเปิดผนึกจาก 'ไป่ ทาคน' ถึงรัฐบาลทั่วโลกไป่ ทาคน ปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง

ไป่ ทาคน นักแสดงและนายแบบชาวเมียนมาซึ่งออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านการรัฐประหารออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องหลังหายตัวไปร่วม 3 วัน

โดยเมื่อคืนวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา ไป่ ทาคน ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยฝากจดหมายเปิดผนึกถึงผู้นำทุกรัฐบาลทั่วโลกความว่า “ในฐานะพลเมืองเมียนมา ผมอยากจะขอร้องด้วยความเคารพจากใจจริง ทุกวันนี้พลเมืองเมียนมาโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวถูกสังหารอย่างไร้ความปรานีโดยกองกำลังทหาร ซึ่งรัฐบาลทหารประกาศว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้าย

ขณะที่คนหนุ่มสาวในประเทศที่สงบสุขอื่นๆ สามารถมีเสรีภาพอันชอบธรรมได้ แต่คนหนุ่มสาวที่นี่ไม่มีแม้แต่สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และที่แย่ไปกว่านั้นคือพวกเขาอาจถูกสังหารจากการต่อสู้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง ที่นี่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก เยาวชนจำนวนมากไม่ได้รับการศึกษามานานกว่า 1 เดือนแล้ว มันเป็นเรื่องที่สะเทือนใจและไม่สามารถยอมรับได้

ผมขอส่งคำร้องขอจากใจจริงนี้ถึงสหประชาชาติ โปรดประณามสิ่งนี้และดำเนินการตอบโต้ต่อเหตุการณ์อันน่าเศร้า โปรดช่วยร้องขอให้พวกเขาปล่อยคนของผมด้วย”

นอกจากนี้ยังมีการโพสต์ข้อความตำหนิสื่อเมียนมาที่นำเสนอข้อมูลบิดเบือนพร้อมยืนยันว่าทหารเมียนมายิงกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยกระสุนจริง ขณะที่ผู้ชุมนุมมาด้วยมือเปล่าและไม่มีอาวุธใดๆ

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPaingTakhonFanPage%2Fposts%2F3152804275003696&width=500&show_text=true&height=318&appId

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPaingTakhonFanPage%2Fposts%2F3153078331642957&width=500&show_text=true&height=814&appId

Photo by YE AUNG THU / AFP

ความเกลียดชังคนเอเชีย ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยไม่หยุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646957

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 20:11 น.ความเกลียดชังคนเอเชีย  ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอยไม่หยุดความกลัวคนจีนที่ทำให้คนเอเชียถูกร่างแหไปด้วย จากความเกลียดและกลัวคนเอเชียมาแย่งงาน จนถึงความกลัวที่ไร้เหตุผลอย่างเรื่องไวรัส

ถึงแม้ว่าสหรัฐจะมีรองประธานาธิบดีเป็นคนเอเชีย-อเมริกันคนแรกอย่าง “กมลา แฮร์ริส” แต่แทนที่สถานะของคนเอเชียในสหรัฐจะดีขึ้นกลับเป็นตรงกันข้าม นับตั้งแต่เกิดการระบาดจนถึงเวลาที่เขียนบทความชิ้นนี้ คนเอเชียน-อเมริกันถูกทำร้ายไม่หยุดหย่อน จากกลุ่มคนที่มีเจตนาดูหมิ่นเหยียดหยาม หรืออาชญากรรมที่เรียกว่า Hate crimes

อเมริกาอาจเป็นดินแดนแห่งโอกาส แต่โอกาสไม่ได้มีสำหรับคนทุกเชื้อชาติ คนเอเชียในอเมริกาหลายคนอาจจะมีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้และเป็นบุคคลชั้นนำของประเทศ แต่คนเอเชียยังถูกปฏิบัติอย่างมีอคติทั้งจากเหตุผลทางการเมือง (เช่นการที่นาซ่าออกกฎห้ามคนจีนมาทำงานเพระากลัวถูกล้วงความลับ) และจากอคิตที่ถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานว่าคนเอเชียเป็นภัยคุกคาม

ยกตัวอย่างในสหรัฐ เคยผ่านกฎหมายห้ามคนจีนเข้าประเทศเมื่อปี 1882 เพื่อไม่ให้คนจีนเข้ามาแย่งงงานทำ ตัวกฎหมายถือว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติในตัวมันเองอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่กฎหมายออกมาก็เพราะกระแสชิงชังคนจีนที่รุนแรงกวก่าในสังคมอเมริกันเวลานั้นโดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีคนจีนอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากในยุคตื่นทอง

หลังจากผ่านกฎหมายนี้แล้วความเกลียดชิงคนจีนยิ่งรุนแรงขึ้น เรียกว่า “ยุคแห่งการขับไล่” เกิดเหตุสังหารหมู่ชาวจีนขึ้น เช่น การสังหมู่ที่เมืองร็อคสปริงส์ รัฐไวโอมิงเมื่อปี 1885 เมื่อคนผิวขาวเกิดความอิจฉาคนจีนที่เข้ามาแย่งงานทำ จึงบุกเข้าไปปล้นและฆ่าคนจีนในไชน่าทาวน์ คนจีนบางคนพยายามหนีแต่ถูกจับได้และถูกเผ่าทั้งเป็นรวมแล้วมีคนตายไป 28 คน แต่หาคนผิดมาลงโทษไม่ได้

กฎหมายฉบับนี้มีอายุนานถึง 30 ปี ไม่ได้จำกัดแค่คนจีนแต่ยังห้ามลามไปถึงคนเอเชียชาติอื่นๆ ด้วย สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างมาก กว่าจะมาเลิกเอาก็ตอนที่จีนกลายเป็นพันธมิตรของสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ใช่คนจีนที่โดนกีดกันแต่เป็นคนญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่กรณีกับสหรัฐโดยตรงในช่วงสงคราม มีการกวาดต้อนคนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นไปอยู่ค่ายกักกันด้วยความหวาดระแวงว่าคนเหล่านี้อาจเป็น “แนวที่ห้า” หรือสายลับให้กับญี่ปุ่นทั้งๆ ที่บางคนเกิดที่สหรัฐและเป็นอเมริกันเต็มตัว ในแคนาดาเองก็ยังสั่งห้ามคนญี่ปุ่นอยู่ใกล้กับชายฝั่งด้วยเหตุผลเดียวกัน

แต่น่าแปลกในขณะที่สหรัฐกลัวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นเป็นชาติศัตรู แต่สหรัฐกลับไม่ทำแบบเดียวกันกับคนอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ทั้งๆ ที่ก็รบกับนาซีเยอรมันเหมือนกัน เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความกลัว “ภัยเหลือง” ที่ “พวกฝรั่ง” สร้างขึ้นมาโดยประโคมว่าคนเอเชียเป็นตัวร้ายที่จะให้เจิรญก้าวหน้าทัดทียมเราไม่ได้

ภัยเหลือง (Yellow Peril) ถูกปลุกปั่นขึ้นมาโดยจักรพรรดิไกเซอร์ วิลเฮลม์ ที่ 2 ที่ทรงกระตุ้นให้มหาอำนาจในยุุโรปไปรุกรานและครอบครองจีนเป็นอาณานิคม เพราะทรงเข้าใจผิดว่าจีนเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นมหาอำนาจใหม่ในเอเชียในเวลานั้น) จนญี่ปุ่นเอาชนะรัสเซียลงได้ในสงครามญี่ปุ่นรัสเซีย (1904–1905) เป้นชัยชนะของ “คนผิวเหลือง”ทำให้คนผิวขาวต้องกังวล เพราะกลัวว่าสักวันหนึ่งคนเผิวเหลืองจะรุกรานชาติฝรั่งจนกดลงเป็นผู้ที่ต่ำต้อยกว่า บดขยี้อัตตาอันสูงส่งที่คนผิวขาวยกตัวเองเป็นผู้สร้างอารยธรรมและเจ้าโลก

ความกลัวนี้แพร่ถึงสหรัฐด้วย โดยเฉพาะในงานเขียนที่ชื่อ The Yellow Peril ของครูสอนศาสนาที่ชื่อ จี. จี. รูเพิร์ทโดยอ้างคัมภีร์ไบเบิลเพื่อตีความถีงภัยจากคนผิวเหลือง และยังบอกว่าจีน เกาหลี ญี่าปุ่น อินเดียคุกคามสหรัฐและอังกฤษ แต่ในที่สุดพระเยซูจะหยุดพวกเอเชียไว้ได้ – ในความเป็นจริงก็คือชาติตะวันตกพากันเฉือนดินแดนจีนเป็นว่าเล่น จุบอินเดียเป็นอาณานิคม ส่วนญี่ปุ่นต้องกระเสือกกระสนเป็นอารยะแบบฝรั่งเพื่อจะเอาตัวรอด

ญี่ปุ่นเองก็มีอีโก้ที่พยายามจะเป็นฝรั่งมากกว่าเอเชีย ซึ่งในที่สุดนำไปสู่การคิดแบบฝรั่งคือการล่าอาณานิคมด้วยกันเองในเอเชีย เช่นการยึดครองเกาหลีและการรุกรานจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่นบางคน เช่นกรณีที่ทาคาโอะ โอซาวะ ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นฟ้องร้อบต่อรัฐในคดี Ozawa v. United States เมื่อปี 1922 ว่า คนญี่ปุ่นไม่ใช่คนเอเชียแต่เป็นคนผิวขาว ดังนั้นควรจะได้รับโอกาสในการเปลี่ยนสัญชาติเป็นอเมริกัน ซึ่งเในเวลานันกฎหมายสัญชาติอนุญาตให้เฉพาะคนผิวขาวและคนผิวดำเท่านั้น

แต่ญี่ปุ่นก็ยังเป็นคนเหลืองในสายตาอเมริกัน ผลของคดีโอซาวะก็คือศาลตัดสินว่าเขาเป็นคนเอเชียที่เป็นอเมริกันโดยสัญชาติไม่ได้ และความกลัวภัยเหลืองแบบจับจิตนี่เองยังเป็นสาเหตุให้อเมริกันจับขังคนอเมริกันด้วยกันเองเพียงเพราะพวกเขาเป็นคนญี่ปุ่นแต่ไม่ขังอเมริกันเชื้อสายเยอรมันเพราะพวกเขาไม่ใช่คนผิวเหลือง และยังถือเป็นพวกเดียวกัน

คนอเมริกันเลิกระแวงคนเอเชียไปพักใหญ่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ความระแวงกลับมาอีกครั้งเมื่อจีนผงาดขึ้นมาเป็นว่าที่มหาอำนาจ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สหรัฐพบสายลับจีนแฝงตัวในสถาบันและบริษัทชั้นนำต่างๆ คนเหล่านี้แฝงตัวมาจารกรรมเทคโนโลยีชั้นสูง ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องใช้นโยบายกีดกันคนจีนอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้อาจมองได้ว่าเป็นแรงผลักดันจากความขัดแย้งทางการเมืองเป็นหลัก

ตัวอย่างเช่นในปี 2011 องค์การนาซ่าสังห้ามเจ้าหน้าที่จีนและองค์กรที่เกี่ยวกับประเทศจีนเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันและยังห้ามใช้เงินขององค์การไปต้อนรับชาวจีนที่เข้ามาเยี่ยมศูนย์ต่างๆ ของนาซ่าด้วย เพราะทางสหรัฐรู้มาระยะหนึ่งแล้วว่าจีนทำการสอดแนมโครงการองกาศนาซ่า

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะ “พอเข้าใจได้” ในแง่การเมืองเพื่อป้องกันการจารกรรมข้อมูล แต่บางคนในวงการวิชาการวิทยาศาสตร์อวกาศและดาราศาสตร์ไม่เห็นด้วย เช่น เจฟฟรีย์ มาร์ซี ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์บอกว่าการแบนคนจีนเป็นเรื่องที่ “น่าละอายและไร้จริยธรรมอย่างที่สุด”

เราจะเห็นว่าความระแวงและรังเกียจคนเอเชียมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง

บังเอิญที่โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เริ่มการระบาดที่ประเทศจีน เมื่อบวกกับความระแวงจีนทางการเมืองมากขึ้นในสหรัฐและพันธมิตรของสหรัฐ ทำให้กระแสชิงชังคนจีนจึงทวีคูณมากขึ้นและไร้เหตุผลมากขึ้น

ความกลัวจีนในสหรับถูกปลุกขึ้นมาพร้อมๆ กับกระแสเหยียดเชื้อชาติที่รุนแรงใรนสมัยรัฐบาลทรัมป์ พวกมันสมองของฝ่ายขวาจัดในสหรัฐ เช่น สตีฟ แบนนัน ปลุกกระแส “ภัยเหลือง” ขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งเมื่อเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 นักวิชาการบางคนเรียกมันว่าเป็น “ภัยเหลืองครั้งใหม่” ที่ปลุกความรังเกียจคนเอเชียขึ้นมา โดยไม่แยกแยะระหว่างคนเอเชียต่างชาติกับคนเอเชียน-อเมริกัน ไม่แยกว่านี่เป็นคนจีนหรือคนไทย

เช่น เหตุทำร้ายทหารนอกราชการชาวอเมริกันเชื้อสายเกาหลีที่โคเรียทาวน์ เมืองลอสแองเจลิส ผู้ทำร้ายบอกกับเหยื่อว่า “ไอ้ไวรัสจีน”

อาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชังเชื้อชาติและศาสนาต่อชาวเอเชียเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ไม่เฉพาะในสหรัฐ แต่ยังเกิดที่สหราชอาณาจักร ซึ่งคนระดับอาจารย์มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตันจู่ๆ ถูกคนร้าย 4 คนรุมทำร้ายจนเลือดกลบปากขณะวิ่งจ๊อกกิ้ง ผู้ลงมือเรียกอาจารย์เชื้อสายเอเชียคนนี้ว่าเป็น “ไอ้ไวรัสจีน ออกไปจากประเทศนี้ซะ ไปตายซะ”

ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลียผู้หญิงชาวเอเชียถูกผู้ชายผิวขาวชี้หน้าด่าว่า “เอางี้แกกลับไปจีนเลยสิวะ แกมันพวกไพร่ (peasant) แกรุกรานประเทศของฉัน ที่สุดแล้วแกมันพวกไพร่เอเชีย แกมาประเทศของฉัน แล้ววุ่นวายไปทั่ว”

ผู้หญิงคนนั้นตอบว่า “ฉันไม่ได้มาจากจีน ฉันมาประเทศของคุณ ฉันมีส่วนช่วยประเทศของคุณ” แน่นอนว่าชายออสเตรเลียคนนั้นไม่ได้ฟัง ทั้งยังหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์บนรถโดยสารที่เกิดเหตุมาช่วย โดยบอกว่า “พวกคุณเป็นออสซี่ อย่าเมินเฉยสิ”

นี่เป็นตัวอย่างไม่มากนักจากสิ่งที่เกิดขึ้นมากมายในช่วงไม่ถึง 2 ปีของการระบาดใหญ่

คำถามก็คือ ความบ้าคลั่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความกลัวไวรัสจริงๆ หรือ? เพราะไวรัสได้กระจายไปทั่วทุกเชื้อชาติแล้ว บางทีแรงจูงใจลึกๆ อาจไม่ใช่ความกลัวไวรัส แต่เป็นความรังเกียจคนต่างชาติเป็นทุนเดิมของคนเหล่านี้ และหาทางระบายออกโดยอ้างไวรัส

มันอาจจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ หากโลกตะวันตกเล็งเป้าหมายเพื่อล้มจีนหนักขึ้นจนกลายเป็น “ภัยเหลืองครั้งใหม่” ที่กระทบต่อคนเอเชียทั้งหมด

Photo by RINGO CHIU / AFP

ชาวโลกชื่นชมทหารเรือไทยช่วยแมวจากเรือไฟไหม้กลางทะเล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647071

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 19:30 น.ชาวโลกชื่นชมทหารเรือไทยช่วยแมวจากเรือไฟไหม้กลางทะเลการช่วยชีวิตน้องแมวที่ติดอยู่บนเรือที่ถูกไฟไหม้กลางทะเลกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก ตามมาด้วยเสียงชื่นชมมากมาย

นอกจากจะเป็นที่ประทับใจบรรดาทาสแมวในประเทศไทยแล้ว ผู้คนทั่วโลกต่างชื่นชม พลทหารทัศน์พล สาอิ พลปืนเล็ก หมู่ป้องกัน หน่วยปฏิบัติการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งที่ 491 ที่ว่ายน้ำไปช่วยเหลือแมว 4 ตัวที่ติดอยู่บนเรือประมงที่ถูกไฟไหม้และกำลังจะจม หลังจากสำนักข่าวรายใหญ่หลายแหล่งรายงานข่าวดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็น บีบีซีและเดลิเมลของอังกฤษ เอบีซีนิวส์ของออสเตรเลีย อินเดียนเอ็กซ์เพรสของอินเดีย

เจ้าของบัญชีเฟซบุ๊ค Regina Andreassen บอกว่า “มันทำใจฉันละลายเลย พลทหารคนนี้ช่างเป็นคนดีเหลือเกิน เจ้าแมวน่ารักพวกนั้นต้องรู้สึกขอบคุณไปตลอดแน่ๆ ฉันหวังว่าพวกเขาจะหาบ้านให้พวกมันนะ มันจะดีมากถ้าแมวได้รับความรักความใส่ใจจากเจ้าของ”

Judy Green บอกว่า “เทพแห่งสัตว์อาร์เทมิสจะคุ้มครองผู้ชายคนนี้ไปตลอดชีวิตของเขา ดูเจ้าตัวเล็กพวกนั้นที่รอให้คนมาช่วยสิ มันเชื่อใจคนที่มาช่วยมัน ช่างเป็นเรื่องที่น่ารักท่ามกลางโลกที่น่าหดหู่”

Christine Gilbank เผยว่า “เยี่ยมมากทหารไทย คุณใจดีมากที่ช่วยแมวพวกนั้น”

Laura Houghton คอมเม้นต์ว่า “พอจะมีช่องทางติดต่อเพื่อขอคุณฮีโร่คนนี้มั้ย โลกต้องการคนอย่างเขามากๆ ”

Fiona King-Fretts เผยว่า “เขาทำให้ฉันมีความสุข ขอบคุณที่รักสัตว์ ฉันหวังว่าทุกคนจะรักสัตว์เหมือนกัน”

Sharyn Burke บอกว่า “ดีใจมากที่ได้ยินเรื่องราวดีๆ ขอบคุณที่เป็นคนดีนะ…และสำหรับคนที่บอกว่าเขาจะกินแมวทีหลัง คุณน่าจะมีปัญหาใหญ่แล้วล่ะ”

Matty Matt พิมพ์เป็นภาษาคาราโอเกะว่า “ขอบคุณครับฮีโร่แห่งท้องทะเล” และพิมพ์ภาษาไทยว่า “วีรบุรุษที่แท้จริงขอบคุณ”

เช่นเดียวกับคอมเม้นต์ของเฟซบุ๊คของสำนักข่าวบีบีซี โดย Diana Martin บอกว่า “ความเมตตาต่อสัตว์จะได้รับการตอบแทนเสมอ ขอบคุณที่ดูแลพวกมัน”

Jean Psaila บอกว่า “ยอดเยี่ยมมาก คุณคือฮีโร่ในสายตาของฉัน ขอบคุณที่แสดงความเมตตา”

Elise Landau เผยว่า “คุณยอดเยี่ยมมาก อย่างน้อยพวกมันก็ปลอดภัยแล้ว”

Precious Aurea Pojas บอกว่า “น่าสงสารเจ้าแมวน้อย ดีใจที่พวกมันปลอดภัยแล้ว”

Ann Ashton เผยว่า “เป็นเรื่องราวดีๆ ขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือ”

Maria Imperatrix ชมว่า “คนไทยใจดีมาก”

ตำรวจเมียนมายอมลี้ภัยไปอินเดียดีกว่าทำตามคำสั่งทหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647052

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 18:30 น.ตำรวจเมียนมายอมลี้ภัยไปอินเดียดีกว่าทำตามคำสั่งทหารตำรวจเมียนมาจำนวนหนึ่งขอลี้ภัยไปอินเดียแทนทำตามคำสั่งรัฐบาลทหาร

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมาข้ามไปยังอินเดียแล้วอย่างน้อย 19 นายและกำลังขอลี้ภัยที่นั่นซึ่งทั้งหมดเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจอินเดีย และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนี้

Latest from the Indian border is that 19 police have now crossed over from Myanmar – they had said they rejected the orders of the military government. Indian police officer said more were expected. #WhatsHappeningInMyanmar

— Matthew Tostevin (@TostevinM) March 4, 2021

ก่อนหน้านี้รอยเตอร์สรายงานว่า Stephen Lalrinawma ผู้กำกับการตำรวจในรัฐมิโซรัม ประเทศอินเดียเผยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมา 3 นายเดินทางไปยังรัฐมิโซรัมทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดียเพื่อขอลี้ภัยแทนการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของรัฐบาลทหารเมียนมา

โดยทั้ง 3 นายข้ามพรมแดนไปยังรัฐมิโซรัมในช่วงบ่ายวันพุธ (3 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของอินเดียได้ทำการตรวจสุขภาพและเตรียมการอื่นๆ สำหรับการลี้ภัย

Lalrinawma เผยว่าตำวจเมียนมาทั้งสามไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลทหารเมียนมาได้พวกเขาจึงต้องหนีออกนอกประเทศและกำลังหาสถานที่ลี้ภัยเนื่องจากการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมา

ทั้งนี้ นับตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. หลังการรัฐประหารในประเทศเมียนมาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 50 คน และอินเดียเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ลี้ภัยหลายพันคนจากเมียนมารวมถึงประชาชนจากรัฐชินและชาวโรฮิงญา

Photo by Sai Aung Main / AFP

เคลื่อนไหวแล้ว! ไป่ ทาคน โพสต์เฟซบุ๊กหลังหายไปหลายวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647063

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 18:00 น.เคลื่อนไหวแล้ว! ไป่ ทาคน โพสต์เฟซบุ๊กหลังหายไปหลายวันไป่ ทาคน เคลื่อนไหวแล้วหลังหายตัวนานหลายวัน แฟนเกรงถูกกองทัพเมียนมาจับตัว

นักแสดงและนายแบบเมียนมา ไป่ ทาคน (Paing Takhon) เคลื่อนไหวแล้วหลังเงียบหายนานหลายวัน ขณะที่ด้านพี่สาวก็โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมาว่าไม่สามารถติดต่อน้องชายได้มา 1 ชั่วโมงแล้ว หากใครทราบข่าวของน้องชายขอให้แจ้งเธอด้วย

โดยก่อนหน้านี้เขาติดอยู่ในรายชื่อบุคคลในวงการบันเทิงเมียนมาที่กองทัพกำลังจับตามอง และเจ้าตัวยังโพสต์ข้อความว่า “หากผมถูกจับ ขอให้ทุกคนต่อสู้เพื่อประเทศชาติแทนผมต่อไปด้วย” ทำเอาหลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้

ล่าสุด เจ้าตัวโพสต์ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวและอิสตาแกรมท่ามกลางความโล่งใจของแฟนคลับและกลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตย โดยโพสต์บนเฟซบุ๊กขณะนี้มียอดกดถูกใจแล้วกว่า 1 แสนครั้ง พร้อมความคิดเห็นอีกกว่า 2 หมื่นรายการหลังจากโพสต์ได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมงเท่านั้น

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPaingTakhonFanPage%2Fposts%2F3152322411718549&width=500&show_text=true&height=218&appId

วิจารณ์สนั่นหลัง 2 เจ้าหญิงสเปนย่องฉีดวัคซีนที่อาหรับเอมิเรตส์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647045

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 17:30 น.วิจารณ์สนั่นหลัง 2 เจ้าหญิงสเปนย่องฉีดวัคซีนที่อาหรับเอมิเรตส์สื่อสเปนเผย 2 เจ้าหญิงพระเชษฐภคินีกษัติรย์สเปนฉีดวัคซีนที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก่อนถึงคิวฉีดในบ้านตัวเอง

เว็บไซต์ El Confidencial เปิดเผยว่า เจ้าหญิงเอเลนาและเจ้าหญิงคริสตินา พระพระเชษฐภคินีของสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 ของสเปน ได้รับการฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างเดินทางไปเยี่ยมอดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส พระบิดา  ที่ประทับอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หลังเดินทางออกจากสเปนเมื่อปีที่แล้วท่ามกลางข่าวฉาว

ในเวลาต่อมาเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ซึ่งยังไม่ถึงคิวที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนในสเปนชี้แจงกรณีดังกล่าวกับหนังสือพิมพ์ El Mundo ว่า “เราสองคนเดินทางไปเยี่ยมพระบิดา และเราได้รับการแนะนำให้ฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้หนังสือรับรองซึ่งจะทำให้เราเดินทางไปเยี่ยมพระบิดาได้ต่อเนื่อง ซึ่งเราทั้งคู่รับข้อเสนอดังกล่าว”

เจ้าหญิงยังเผยอีกว่า “หากไม่ใช่สถานการณ์ดังกล่าว เราทั้งคู่จะรอจนกว่าจะถึงคิวรับวัคซีนในสเปน”

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมา รวมทั้งจาก โยลันดา ดิแอซ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ที่กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวน่าเกลียดมาก “พวกเรา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน ควรทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดี”

ด้านสำนักพระราชวังสเปนปฏิเสธแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส โดยระบุว่าเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ไม่ใช่สมาชิกราชวงศ์อย่างเป็นทางการของราชวงศ์สเปน และเผยอีกว่า สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 สมเด็จพระราชินีเลตีเซีย และพระธิดาจะรบจนกว่าจะถึงคิวรับวัคซีน

Photo by EMILIO NARANJO / POOL / AFP