เหมืองบิตคอยน์ใช้พลังงานไฟฟ้าเทียบเท่าทั้งประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647035

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 16:30 น.เหมืองบิตคอยน์ใช้พลังงานไฟฟ้าเทียบเท่าทั้งประเทศการขุดบิตคอยน์ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาลทะลุร้อยเทระวัตต์-ชั่วโมงต่อปี

เว็บไซต์เดอะการ์เดียนรายงานว่าการขุดบิตคอยน์เป็นกระบวนการที่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก ขณะที่มูลค่าของบิตคอยน์ล่าสุดสูงถึง 50,000 เหรียญสหรัฐแต่นั่นก็แลกมากกับการสูญเสียพลังงานจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยพลังงานไฟฟ้าถูกใช้ไปประมาณ 121.36 เทระวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ต่อปีสำหรับการขุดบิตคอยน์

โดยดัชนีการใช้ไฟฟ้าของบิตคอยน์ที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (The Cambridge Bitcoin Electricity Consumption Index : CBECI) เผยว่าพลังงานที่ใช้ในการขุดบิตคอยน์เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศอาร์เจนตินาต่อ 1 ปี

ทั้งนี้ การขุดบิตคอยน์คือการนำคอมพิวเตอร์เข้ารหัสไปในระบบบิตคอยน์เพื่อแข่งการประมวลผลและทำรายการให้เร็วที่สุด โดยผู้ชนะจะได้รับบิตคอยน์เป็นค่าตอบแทน ซึ่งมีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญโดยขณะนี้มีการขุดไปแล้วกว่า 18.5 ล้านเหรียญ ซึ่งคอมพิมเตอร์ทั่วไปมีกำลังไม่พอที่จะขุดต่อไปได้อีกแล้วแต่ต้องใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์พิเศษที่มีความสามารถในการประมวลผลขั้นสูงและแน่นอนว่าคอมพิวเตอร์เหล่านั้นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากในการทำงาน

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมายังมีรายงานว่าเมืองเตหะราน ประเทศอิหร่านเกิดเหตุไฟฟ้าดับเนื่องจากการใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลในการขุดบิตคอยน์ โดยในอิหร่านมีเหมืองบิตคอยน์ขนาดใหญ่ทั้งหมด 14 แห่ง แต่ละแห่งใช้ไฟฟ้าถึง 300-450 เมกะวัตต์ หรือครอบคลุมปริมาณไฟฟ้าที่เพียงพอต่อประชากรถึง 1 แสนคน

เบนจามิน โจนส์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกซึ่งได้ทำการวิจัยผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของบิตคอยน์กล่าวว่าปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในการขุดบิตคอยน์มากกว่าปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศบางประเทศอย่างเช่นไอร์แลนด์

เช่นเดียวกับเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐซึ่งกล่าวว่าบิตคอยน์เป็นการทำธุรกรรมที่ไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่งเนื่องจากต้องใช้พลังงานมหาศาลในการประมวลผล

ไทเลอร์ วิงเคลวอสส์ นักลงทุนชาวอเมริกันทวีตว่า “คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนปล่อยคาร์บอนมากกว่าเครื่องพิมพ์ดีดและโทรเลข บางครั้งเทคโนโลยีก็มีความสำคัญต่อมนุษยชาติมากจนสังคมต้องยอมแลก”

ขณะที่ ผู้สร้างเอธิเรียมซึ่งถือเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองรองจากบิตคอยน์ได้ให้คำมั่นว่าจะเปลี่ยนอัลกอริทึมของสกุลเงินเพื่อให้การขุดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

AFP PHOTO / JACK GUEZ

นายพลเมียนมาเย้ยไม่กลัวถูกคว่ำบาตร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647026

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 15:30 น.นายพลเมียนมาเย้ยไม่กลัวถูกคว่ำบาตรผู้นำทหารเบอร์ 2 ของเมียนมาบอกไม่กลัวถ้าถูกคว่ำบาตร

คริสทีน ชรานา เบิร์กเอนา ทูตพิเศษองค์การสหประชาชาติประจำเมียนมาเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้พูดคุยกับนายพลอาวุโสซอวิน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้นำทหารหมายเลข 2 ของเมียนมา เมื่อวันพุธ (3 มี.ค.) ที่ผ่านมาหลังจากทางการใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงอย่างหนักจนมีผู้เสียชีวิตถึง 38 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา

เบิร์กเอนาเตือนนายพลซอวินว่า กองทัพเมียนมาจะต้องเจอกับมาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักและถูกโดดเดี่ยวจากหลายประเทศเพื่อตอบโต้การทำรัฐประหาร

คำตอบที่เบิร์กเอนาได้รับจากนายพลซอวินคือ “เราคุ้นชินกับการถูกคว่ำบาตร และเราเอาตัวรอดได้” และเมื่อทูตพิเศษของสหประชาชาติเตือนอีกว่า เมียนมาจะต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว นายพลซอวินตอบกลับว่า “เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเพื่อนไม่กี่คน”

เบิร์กเอนายังเผยอีกว่า นายพลซอวินบอกกับเธอว่าหลังจาก 1 ปีผ่านไปเมียนมาจะจัดการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยเธอมองว่า แท็กติกตอนนี้ของกองทัพคือการสอบสวนนักการเมืองในพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิไตย (NLD) ของอองซานซูจี แล้วคนเหล่านี้เข้าคุก

“สุดท้ายแล้วพรรค NLD จะถูกแบน และกองทัพจะจัดการเลือกตั้งที่พวกเขาต้องการชนะอีกครั้ง แล้วทหารก็จะอยู่ในอำนาจต่อไป”เบิร์กเอนากล่าว

Photo by – / Myanmar Radio and Television / AFP

อันดับประชาธิปไตยไทยถดถอย ร่วงลงเป็น ‘ไร้เสรีภาพ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/647013

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 13:30 น.อันดับประชาธิปไตยไทยถดถอย ร่วงลงเป็น 'ไร้เสรีภาพ'องค์กรเพื่อประชาธิปไตยเผยผลการจัดอันดับเสรีภาพไทยลดลง ชี้ประชาชนไม่ถึง 20% ของโลกอยู่ในประเทศเสรีภาพ

Freedom House องค์กรเอกชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1941 ได้ทำการจัดอันดับประชาธิปไตยประจำปีจาก 210 ประเทศทั่วโลก ผ่านตัวชี้วัด 3 ระดับ คือ ประเทศเสรีภาพ กึ่งเสรีภาพ และไม่มีเสรีภาพ

โดยการจัดอันดับในปีนี้พบว่าประชาชนไม่ถึง 20% ของโลกอาศัยอยู่ใน “ประเทศเสรีภาพ” ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1995

การจัดอันดับครั้งนี้ยังพบว่ามีประเทศที่ถูกจัดอันดับอยู่ในประเทศ “ไม่เสรีภาพ” 64 ประเทศจากทั้งหมด 210 ประเทศซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006

ขณะที่ 73 ประเทศถูกลดอันดับลงเนื่องจากทางองค์กรประเมินว่าสิทธิเสรีภาพในประเทศรวมถึงสิทธิทางการเมืองลดลงซึ่งส่งผลกระทบต่อประชากรถึง 3 ใน 4 ของโลก

รายงานระบุว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่เพียงแต่เป็นรัฐเผด็จการอย่างเช่น จีน เบลารุส และเวเนซุเอลาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศประชาธิปไตยที่มีปัญหา เช่น สหรัฐอมเริกา และอินเดียด้วย

รวมถึงประเทศไทยซึ่งถูกลดอันดับจากประเทศ “กึ่งเสรีภาพ” ในปีก่อนมาเป็น “ไม่เสรีภาพ” ในปีนี้ด้วยคะแนนสิทธิเสรีภาพ 30 จาก 100 คะแนน คิดเป็นสิทธิทางการเมือง 5 จาก 40 คะแนน และสิทธิเสรีภาพโดยรวม 25 จาก 60 คะแนน

โดยทางการเมืองให้เหตุผลอันเนื่องมาจากการยุบพรรคฝ่ายค้านรวมถึงการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของรัฐบาล

ขณะที่อินเดียซึ่งเคยถูกจัดอันดับเป็น “ประเทศเสรีภาพ” มาตลอด ในปีนี้กลายเป็น “กึ่งเสรีภาพ” ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1997 โดยทางองค์กรอ้างถึงหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอินเดียในช่วงปีที่ผ่านมา อาทิ การจลาจลในเดลี การเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองมุสลิม และการใช้กฎหมายคุกคามประชาชน เป็นต้น

Photo by Jack TAYLOR / AFP

เฟซบุ๊กปิดกว่าร้อยบัญชีไอโอเชื่อมโยงกองทัพไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646992

วันที่ 04 มี.ค. 2564 เวลา 11:00 น.เฟซบุ๊กปิดกว่าร้อยบัญชีไอโอเชื่อมโยงกองทัพไทยเฟซบุ๊กประกาศระงับ 185 บัญชีหลังพบปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเชื่อมโยงกองทัพไทย

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าเฟซบุ๊กได้ดำเนินการอย่างเป็นทางการครั้งแรกต่อปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (ไอโอ) ที่มีความเกี่ยวข้องกับกองทัพไทย โดยล่าสุดได้ทำการปิดบัญชีผู้ใช้รวมทั้งสิ้น 185 บัญชี

ตามรายงานระบุว่าบัญชีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกองทัพไทยและกำหนดเป้าหมายในการสื่อสารไปยังพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปี

นาธาเนียล ไกลเชอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายความปลอดภัยทางไซเบอร์ของเฟซบุ๊กเผยว่าได้ระงับบัญชีดังกล่าวเนื่องจากพบพฤติกรรมสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตน (coordinated inauthentic behaviour: CIB) จากบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก 77 บัญชี, แฟนเพจ 72 เพจ, กลุ่มสนทนา 18 กลุ่ม และบัญชีผู้ใช้อินสตาแกรมอีก 18 บัญชี

ไกลเชอร์ยังระบุว่าบรรดาบัญชี้ผู้ใช้เหล่านี้ส่วนใหญ่มีความเคลื่อนไหวในปี 2563 โดยใช้ทั้งบัญชีปลอมและบัญชีจริงเพื่อจัดการกลุ่มและเพจต่างๆ ซึ่งมีทั้งเพจที่เชื่อมโยงกับทหารโดยตรงและเพจที่ไม่เปิดเผยว่ามีความเกี่ยวข้องกับกองทัพ

ทั้งนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์สยังไม่สามารถติดต่อกับกองทัพไทยเพื่อขอความคิดเห็นในประเด็นนี้ได้

Photo by Chris DELMAS / AFP

หนุ่มเวียดนามหางานไม่ได้เพราะไม่หล่อ ทุ่มครึ่งล้านศัลย์ทั้งหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646958

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 20:06 น.หนุ่มเวียดนามหางานไม่ได้เพราะไม่หล่อ ทุ่มครึ่งล้านศัลย์ทั้งหน้าหนุ่มเวียดนามลงทุนขึ้นเขียงศัลยกรรมทั้งหน้าหลังถูกล้อเลียนเรื่องหน้าตาตอนสัมภาษณ์งาน

โด๋เขวี่ยน หนุ่มชาวเวียดนามวัย 26 ปีกลายเป็นที่สนอกสนใจติ๊กต๊อก หลังจากเจ้าตัวโพสต์ภาพก่อนและหลังทำศัลยกรรมของตัวเองที่ทำเอาชาวโซเชียลถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน เพราะใบหน้าของหนุ่มคนนี้ในเวอร์ชั่นอาฟเตอร์ดูเหมือนเป็นคนละคนกับตอนก่อนขึ้นเขียงผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงของใบหน้า ตา และจมูก

โด๋เขวี่ยนซึ่งปัจจุบันนี้ได้งานเป็นเมกอัพอาร์ทิสต์ในเมืองไซ่ง่อนของเวียดนามเล่าให้ฟอลโลเวอร์ในติ๊กต๊อกฟังว่า เขาใช้เงินไปราว 400 ล้านด่อง หรือ 527,855 บาท สำหรับการผ่าตัดศัลยกรรม 9 ครั้ง ตั้งแต่ทำจมูก เสริมคาง วีเนียร์เคลือบฟัน ปรับรูปปาก ตาสองชั้น และเสริมริมฝีปากให้หนาขึ้น

หนุ่มรายนี้ยังเล่าว่า หน้าตาของเขาทำให้หางานทำยาก และเคยถูกว่าที่นายจ้างล้อเลียนเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกขณะสัมภาษณ์งาน เหตุการณ์นี้เป็นฟางเส้นสุดท้ายให้เขาตัดสินใจขึ้นเขียงเปลี่ยนหน้าตาของตัวเอง แต่ด้วยความที่ครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวย เจ้าตัวจึงต้องเก็บเงินด้วยตัวเอง

“ครั้งแรกที่ผมทำศัลยกรรมแล้วกลับบ้าน พ่อแม่จะผมไม่ได้ ผมคาดหวังไว้มาก กลั้นน้ำตาไม่อยู่เลย” โด๋เขวี่ยนเผย

แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องการทำศัลยกรรมบ้าง แต่เจ้าตัวไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจทำ และยังแนะนำให้คนอื่นทำอะไรก็ตามที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดี

“ต้องเข้มแข็งและหาความสวยความหล่อในแบบที่ตัวเองมั่นใจ ความสวยหล่อสำหรับผมคือ การมองไปที่กระจกแล้วรู้สึกพึงพอใจและมั่นใจในตัวเอง” โด๋เขวี่ยนทิ้งท้าย

@quyen_do8

##howichange ai r?i c?ng khác cam ?n ai ?ó ?ã b? r?i tôi ?? tôi tìm l?i chính mình ##Thaydoi ##daythithanhcong? nh?c n?n – Thiên Tú Singer@quyen_do8

##howichange cám ?n ai ?ó b? r?i tôi ?? tôi tìm l?i dc chính mình ##l?txác ##Thaydoi? He?n Ye?u – Minh Vu?o?ng, Thu?o?ng Vo?, ACV

สื่ออังกฤษอ้างเมแกน มาร์เคิลกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ในวัง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646954

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 19:15 น.สื่ออังกฤษอ้างเมแกน มาร์เคิลกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ในวังเมแกน มาร์เคิล ปฏิเสธข่าวลือบูลลี่คนในวัง แจงข่าวปลอมจงใจปั่นก่อนที่เธอและเจ้าชายแฮร์รีจะให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์อาทิตย์นี้

เมแกน มาร์เคิล ดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ กำลังเผชิญกับข่าวลืออีกครั้งเมื่อสื่ออังกฤษอย่างเดอะไทมส์รายงานเมื่อวันที่ 2 มี.ค. ที่ผ่านมาว่าเธอกำลังถูกกล่าวหาว่ากลั่นแกล้งผู้ช่วยในพระราชวังเค็นซิงตัน

คำร้องเรียนดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคม 2018 ก่อนที่ดัชเชสเมแกนและเจ้าชายแฮร์รีจะถอยห่างจากราชวงศ์อังกฤษและย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา

โดยแหล่งข่าวระบุว่า เจสัน นอฟ เลขาของทั้งคู่ในขณะนั้นร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ในพระราชวังถูกกลั่นแกล้งโดยดัชเชสเมแกน มีการลือกันว่าเธอขับไล่ผู้ช่วยส่วนตัวออกจากบ้านรวมถึงกลั่นแกล้งผู้ช่วยคนอื่นๆ คนภายในทราบกันดีว่ามีเจ้าหน้าที่โดนกลั่นแกล้งจนบางรายถึงขั้นหลั่งน้ำตาเลยทีเดียว

แต่ล่าสุดโฆษกของดัชเชสเมแกนปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวโดยกล่าวว่าพวกเขาเป็นเหยื่อของการนำเสนอข่าวปลอม พร้อมเผยว่า “ดัชเชสเมแกนเสียใจอย่างยิ่งกับการโจมตีครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะที่เธอตกเป็นผู้ถูกกลั่นแกล้ง เธอมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไปและพยายามเป็นตัวอย่างในการทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่เสมอ”

เช่นเดียวกับทนายความของทั้งคู่ซึ่งกล่าวว่ารายงานครั้งนี้ของเดอะไทมส์ถูกใช้เพื่อนำเสนอข่าวเท็จก่อนที่ทั้งคู่จะให้สัมภาษณ์ในรายการดิ โอปราห์ วินฟรีย์ โชว์ (The Oprah Winfrey Show) ซึ่งมีกำหนดออกอากาศในวันอาทิตย์นี้

ขณะที่สำนักพระราชวังบักกิงแฮมและเค็นซิงตันยังไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / POOL / AFP

วัคซีนพาสปอร์ตจะฟื้นท่องเที่ยวไทยได้จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646944

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 18:00 น.วัคซีนพาสปอร์ตจะฟื้นท่องเที่ยวไทยได้จริงหรือ?ขณะที่ผู้นำหลายประเทศกำลังพิจารณาวัคซีนพาสปอร์ตก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน

หลังจากหลายประเทศเริ่มฉีดวัคซีนต้าน Covid-19 ให้ประชาชน บรรดาผู้นำประเทศเริ่มนำแนวคิดเรื่องการใช้ “วัคซีนพาสปอร์ต” หรือใบรับรองการฉีดวัคซีนมาพิจารณา ด้วยความหวังว่าวัคซีนพาสปอร์ตจะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวกลับมาอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจาก Covid-19

นายกรัฐมนตรี บอริส จอห์นสัน ของอังกฤษเผยว่า การใช้วัคซีนพาสปอร์ตเป็นประเด็นที่ลึกและซับซ้อน หากนำมาใช้อาจเป็นการกีดกันประชาชนที่ไม่สามารถฉีดวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการแพทย์หรือความสมัครใจที่จะไม่ฉีด

ด้านนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลุง ของสิงคโปร์ ประกาศผ่านเฟซบุ๊คว่า สิงคโปร์กำลังหารือเรื่องวัคซีนพาสปอร์ตกับประเทศอื่นๆ และเอ่ยว่าวัคซีนพาสปอร์ตเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวของโลก

ขณะที่นายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนีเผยหลังการประชุมร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปว่า ทุกประเทศเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีวัคซีนพาสปอร์ตในอนาคต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเฉพาะคนที่มีพาสปอร์ตนี้เท่านั้นที่จะเดินทางท่องเที่ยวได้

เช่นดียวกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เผยว่าไทยกำลังพิจารณาวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศที่มีสัดส่วนถึง 11% ของจีดีพี

แนวคิดวัคซีนพาสปอร์ตได้รับการตอบรับอย่างดีในประเทศยุโรปตอนใต้ที่ต้องพึ่งพาการท่องเที่ยว อาทิ สเปน กรีซ โดยกรีซและไซปรัสเตรียมจะเปิดรับนักท่องเที่ยวจากอิสราเอลที่มีพาสปอร์ตวัคซีนในช่วงซัมเมอร์นี้ เช่นเดียวกับเดนมาร์กและสวีเดน

ขณะนี้มีประเทศอิสราเอลเป็นประเทศแรกที่เริ่มใช้วัคซีนพาสปอร์ตที่เรียกว่า “Green Pass” ซึ่งออกให้กับผู้ที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์ โดยพาสปอร์ตนี้จะมีอายุ 6 เดือน ผู้ถือพาสปอร์ตสามารถเข้าร่วมอีเว้นต์ต่างๆ ร้านอาหาร สระว่ายน้ำสาธารณะ เป็นต้น

สำหรับไทยที่หวังรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาจต้องเตรียมใจว่านักท่องเที่ยวอาจเข้ามาไม่มาก เนื่องจากการฉีดวัคซีนยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปี หรือผู้มีโรคประจำตัว บวกกับหลายประเทศยังไม่ได้รับวัคซีนหรือยังฉีดวัคซีนได้ไม่ทั่วถึง เช่น จีน ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยเป็นอันดับต้นๆ ประกาศว่า ปีนี้จะฉีดวัคซีนได้เพียง 40% ของพลเมืองเท่านั้น และในจำนวน 40% นี้นับรวมทั้งคนที่ฉีดเข็มเดียวและสองเข็ม

หมายความว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะมีวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อเดินทางเข้าไทยมีเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีน แม้แต่องค์การอนามัยโลกก็ยังไม่แนะนำให้ประเทศต่างๆ ใช้วัคซีนพาสปอร์ตเป็นข้อกำหนดในการเดินทางเข้าประเทศในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าคนที่ได้รับวัคซีนแล้วจะไม่แพร่เชื้อให้คนอื่น และยังไม่แน่ชัดว่าประสิทธิภาพของวัคซีนคงอยู่ได้นานเท่าใด

นอกจากประเด็นเรื่องสุขภาพแล้ว หลายฝ่ายแย้งว่าวัคซีนพาสปอร์ตจะยิ่งทำให้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนเลวร้ายลงไปอีก เนื่องจากพลเมืองในหลายประเทศต้องรอวัคซีนอีกหลายปี

รายงานของหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจ Economist Intelligence Unit (EIU) ของนิตยสาร The Economist พบว่า ประชากรวัยผู้ใหญ่ในประเทศร่ำรวยจะได้รับวัคซีนราวกลางปีหน้า และระยะเวลาจะยืดออกไปจนถึงช่วงต้นปี 2023 สำหรับประเทศรายได้ปานกลางส่วนใหญ่ และปี 2024สำหรับประเทศยากจน

ขณะนี้มีพลเมืองโลกได้รับวัคซีนเพียง 100 ล้านคนเท่านั้นจากประชากรทั้งหมด 7,780 ล้านคน และในไทยก็ยังไม่เริ่มฉีด หากไทยใช้วัคซีนพาสปอร์ตในการจำกัดการเดินทางเข้าประเทศ หรือใช้บริการในโรงแรม เข้าร่วมอีเว้นต์ต่างๆ คนอีกนับล้านที่ยังไม่ได้รับวัคซีนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

อย่างไรก็ดี ไทยยังมีทางเลือกที่เรามีศักยภาพไม่แพ้การท่องเที่ยว นั่นคือ ส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางของชาว Digital Nomad หรือกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตตามสถานที่ต่างๆ ของโลกโดยทำงานผ่านช่องทางออนไลน์

การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนไป จากที่เคยทำงานอยู่กับออฟฟิศก็หันมาทำจากที่บ้าน หรือจริงๆ ก็คือจะทำจากที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ เพียงแค่มีแล็ปท็อปและสัญญาณอินเทอร์เน็ต ซึ่งบังเอิญเข้าทางชาว Digital Nomad

การสำรวจของบริษัทเทคโนโลยี MBO Partners พบว่า เมื่อปีที่แล้วชาวอเมริกันกว่า 10.9 ล้านคนเป็น Digital Nomad ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 50%

และเทรนด์นี้ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เนื่องจากมีแนวโน้มว่าบรรดาบริษัทต่างๆ จะไฟเขียวให้พนักงานทำงานจากที่บ้านเพิ่มขึ้น ชาวอเมริกัน 19 ล้านคนเผยกับ MBO Partners ว่า พวกเขามีแผนจะผันตัวไปเป็นชาว Digital Nomad ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า และอีก 45 ล้านคนบอกว่ากำลังพิจารณาตัวเลือกนี้อยู่

สำหรับไทย เว็บไซต์ France24 ระบุว่า เป็นสวรรค์สำหรับชาว Digital Nomad เพราะมีชายหาดที่สวยงามขึ้นชื่อในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หนึ่งในนั้นก็คือ เกาะพะงัน ที่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดฮิตของ ชาว Digital Nomad

ลอ มูมิวส์ Digital Nomad วัย 34 ปีจากกรุงปารีสที่ตัดสินใจเช่าห้องพักริมหาดบนเกาะพะงันเป็นที่ทำงานเผยกับ France24 ว่าเธอชอบที่นั่นมาก “ที่นี่คือสวรรค์สำหรับฉัน ฉันไม่เคยอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติเท่านี้มาก่อนเลย”

หากรัฐบาลไทยอำนวยความสะดวกให้กลุ่มคนเหล่านี้ อาทิ การออกวีซ่าพิเศษ คาดว่าไทยจะโกยเงินเข้าประเทศได้ไม่น้อยเช่นกัน เพราะนอกจากทำงานแล้ว คนกลุ่มนี้ยังต้องการเดินทางท่องเที่ยวหรือสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนฝูงเพื่อคลายเครียดด้วย

เมียนมาเปิดฉากยิงต่อเนื่อง ยอดตายวันนี้อย่างน้อย 9 ศพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646931

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 16:45 น.เมียนมาเปิดฉากยิงต่อเนื่อง ยอดตายวันนี้อย่างน้อย 9 ศพม็อบเมียนมาเสียชีวิตรายวันหลังเจ้าหน้าที่เปิดฉากยิงต่อเนื่องพร้อมตั้งข้อหานักข่าวอย่างน้อย 6 คน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานล่าสุดว่ายอดรวมผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐประหารในเมียนมาวันนี้ (3 มี.ค.) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 9 รายแล้ว จากการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเปิดฉากยิงอย่างต่อเนื่อง

โดยในเมืองมัณฑะเลย์มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย เป็นชาย 1 รายถูกยิงบริเวณหน้าอกและหญิงอีก 1 รายซึ่งถูกยิงที่ศีรษะ ขณะที่อีกหลายคนได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้โซเชียลมีเดียของเมียนมาระบุว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นเด็กสาวอายุ 19 ปีเท่านั้น 

ในเมืองย่างกุ้งและมยินจานมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และอีกหลายรายได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน โดยแพทย์อาสาในที่เกิดเหตุกล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าเจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และกระสุนจริงในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม

นอกจากนี้มีรายงานว่ารัฐบาลทหารเมียนมาได้ตั้งข้อหานักข่าว 6 รายรวมถึงช่างภาพจากสำนักข่าวเอพีในข้อหาสร้างความหวาดกลัว, เผยแพร่ข่าวที่เป็นเท็จ หรือขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ สืบเนื่องจากการรายงานข่าวการประท้วงต่อต้านรัฐประหารในเมียนมา

ทั้งนี้ สมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมือง (AAPP) ระบุว่าขณะนี้มีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 1,200 รายนับตั้งแต่การรัฐประหาร ขณะที่สื่อท้องถิ่นเมียนมารายงานเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมาว่ามีผู้ถูกจับกุมกว่า 1,300 ราย

Photo by STR / AFP

ติ๊กต็อกจีนแบนเนื้อหา ‘อวดรวย’ หวั่นสร้างค่านิยมผิดๆ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646916

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 16:00 น.ติ๊กต็อกจีนแบนเนื้อหา 'อวดรวย' หวั่นสร้างค่านิยมผิดๆติ๊กต็อกจีนแบนเนื้อหาอวดรวยสร้างมลพิษทางสังคม สอดคล้องรัฐบาลจีนส่งเสริมเนื้อหาเชิงบวกบนโลกออนไลน์

เว็บไซต์ Sixth Tone ของจีนรายงานว่า ติ๊กต็อก (TikTok) แอปพลิเคชันเคือข่ายสังคมออนไลน์สัญชาติจีน สำหรับนำเสนอเนื้อหาวิดีโอสั้นๆ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้ระบุว่าจะแบนเนื้อหา 6 ประเภทรวมถึงเนื้อหาที่มีลักษณะโอ้อวดความมั่งคั่งเนื่องจากส่งเสริมค่านิยมที่ไม่ดี

ข้อห้ามดังกล่าวเป็นไปตามคำแนะนำของกฎระเบียบการสตรีมมิ่งซึ่งเน้นย้ำในประเด็นความมั่งคั่งมาตั้งแต่ปีที่แล้ว สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่เรียกร้องให้เผยแพร่ “พลังบวก” บนโลกออนไลน์มากขึ้น รวมถึงเพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล

โดยทางติ๊กต็อกระบุว่าการอวดอ้างความมั่งคั่งเป็นมลพิษทางสังคมซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งจิตใจและร่างกายของผู้ใช้โดยเฉพาะผู้เยาว์ และได้ดำเนินการระงับบัญชีที่นำเสนอเนื้อหาในลักษณะนั้นไปแล้วเกือบ 4,000 บัญชีนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

เนื้อหาโอ้อวดความมั่งคงที่กำลังระบาดบนโลกออนไลน์ อาทิ การอวดสถานะทางสังคมในลักษณะที่ไม่เหมาะสมอย่างการโปรยเงิน การนำเสนอสินค้าหรูโดยใช้ผู้เยาว์ สร้างเรื่องเล่าเพื่อทำการตลาดผลิตภันฑ์ ตลอดจนล้อเลียนคนยากจน

การนำเสนอเนื้อหาลักษณะนี้หลายครั้งก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์หนาหูอย่างกรณีของนายหวังซือชง ทายาทมหาเศรษฐีของกลุ่มบริษัทที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีนได้แชร์รูปภาพไอโฟน 8 เครื่อง โดยระบุว่าเขาคิดว่าจะซื้อให้สุนัข

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนพยายามแก้ไขปัญหานี้มานานโดยออกกฎหมายควบคุมเนื้อหาภาพและเสียงสำหรับเด็กซึ่งรวมไปถึงเนื้อหาออฟไลน์อย่างละครโทรทัศน์ที่มักเชิดชูความร่ำรวย

Photo by Lionel BONAVENTURE / AFP

หลายประเทศเร่งสอบหลังพบผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646893

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 14:30 น.หลายประเทศเร่งสอบหลังพบผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิดมีรายงานผู้เสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนโควิด-19 ในหลายประเทศ แต่ยังคงไม่ยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับวัคซีนแต่อย่างใด ซึ่งทางการกำลังเร่งตรวจสอบเพื่อหาคำตอบต่อไป

วันนี้ (3 มี.ค.) สำนักข่าวท้องถิ่นเกาหลีใต้รายงานว่าทางการเกาหลีใต้กำลังตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตของชาวเกาหลีใต้ 2 คนซึ่งเสียชีวิตเพียงไม่กี่วันหลังเข้ารับการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca)

โดยผู้เสียชีวิตรายแรกอายุ 63 ปีมีไข้สูงหลังได้รับวัคซีนดังกล่าวและเสียชีวิตด้วยภาวะปอดอักเสบและโลหิตเป็นพิษ สำหรับรายที่สองอายุประมาณ 50 ปี มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจและเบาหวาน เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันหลังได้รับวัคซีนตัวเดียวกัน

เช่นเดียวกับในฮ่องกงซึ่งมีชายวัย 63 ปี มีอาการหายใจติดขัดและเสียชีวิตหลังได้รับวัคซีนต้านโรคโควิด-19 เพียง 2 วันซึ่งคาดเป็นของซิโนแวค (Sinovac) เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิดเดียวที่ฮ่องกงอนุมัติในขณะนี้

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตมีอาการป่วยเรื้อรังรวมถึงมีโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอยู่ก่อนแล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่มีการยืนยันว่าการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่นก็มีรายงานผู้เสียชีวิตหลังได้รับวัคซีนเป็นรายแรกของประเทศ โดยผู้เสียชีวิตเป็นหญิงวัยประมาณ 60 ปีไม่มีโรคประจำตัวและประวัติการแพ้ยาซึ่งได้รับวัคซีนของไฟเซอร์ (Pfizer) ก่อนที่จะมีอาการเลือดออกในสมองและเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้ว่าการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับวัคซีน แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะจ่ายค่าชดเชยหากพิสูจน์ได้ว่าหญิงคนดังกล่าวเสียชีวิตเนื่องจากผลข้างเคียงของวัคซีน

นอกจากนี้ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้มีรายงานผู้เสียชีวิตในอีกหลายประเทศ อาทิ ในเดือน ม.ค. นอร์เวย์และสหรัฐมีรายงานการเสียชีวิตของประชาชนหลังได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 พร้อมเตือนว่าการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุและผู้ที่มีประวัติการแพ้รุนแรงอาจมีผลข้างเคียงที่อันตราย

อย่างไรก็ตามศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยืนยันให้ประชาชนฉีดวัคซีนเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค พร้อมย้ำว่ายังไม่มีเคสใดในโลกที่ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตเนื่องจากวัคซีน

Photo by Sabah ARAR / AFP