ครอบครัวนายวิชาติดใจอัยการซานฟรานชี้ผู้ก่อเหตุลงมือเพราะโมโห #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646859

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 11:50 น.ครอบครัวนายวิชาติดใจอัยการซานฟรานชี้ผู้ก่อเหตุลงมือเพราะโมโหครอบครัวนายวิชาเผย ‘พฤติกรรมโมโหฉุนเฉียว’ ฟังไม่ขึ้น ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับการฆ่าคน

สืบเนื่องจากการเสียชีวิตของนายวิชา รัตนภักดี ชาวไทยวัย 84 ปีในซานฟรานซิสโกซึ่งถูกทำร้ายร่างกายโดยนายอองตวน วัตสัน วัย 19 ปี โดยตามรายงานของเดอะนิวยอร์กไทมส์และสถานีโทรทัศน์เอบีซีเผยว่านายเชซา บูดิน อัยการเขตซานฟรานซิสโกอ้างถึงหลักฐานคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดซึ่งชี้ให้เห็นว่านายวัตสันใช้มือทุบเข้าที่รถก่อนที่จะลงมือก่อเหตุ

โดยอัยการระบุว่าผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมโมโหฉุนเฉียวซึ่งนำไปสู่การทำร้ายร่างกายนายวิชา แต่ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีแรงจูงใจที่เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติ

ขณะที่ทางครอบครัวของนายวิชายังคงติดใจโดยนายเอริค ลอว์สัน ลูกเขยของนายวิชากล่าวว่าเขาไม่พอใจอย่างยิ่ง เหตุผลดังกล่าวนั้นฟังไม่ขึ้น เขาเชื่อว่าผู้ก่อเหตุรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไร และเขาต้องการทราบความจริงที่ชัดเจน

เช่นเดียวกับมณฑนัศ รัตนภักดี ลูกสาวของนายวิชาเผยว่าเธอยังคงทำใจไม่ได้ แม้ว่าพฤติกรรมโมโหฉุนเฉียวนั้นอาจทำให้ผู้ก่อเหตุทุบตีรถได้ แต่เขาไม่สามารถทำร้ายร่างกายหรือพรากชีวิตผู้อื่นได้เช่นนี้

ทั้งนี้ นายวัตสันซึ่งถูกจับกุมในคดีฆาตกรรมและทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุมีนัดไต่สวนอีกครั้งในวันที่ 4 มี.ค. นี้

ขณะที่ทางครอบครัวของนายวิชากำลังเฝ้ารอคำวินิจฉัยของศาลโดยหวังว่าจะได้ทราบความจริงที่ชัดเจน และหวังว่าคดีนี้จะสร้างความตระหนักให้แก่สังคมรวมถึงมีชาวเอเชียลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของพวกเขา โดยอ้างถึงการถูกทำร้ายร่างกายของชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FDionLimTV%2Fposts%2F3725422994199938&width=500&show_text=true&height=813&appId

Photo by RINGO CHIU / AFP

ไม่ง้อเทรนเนอร์! ดึง AI ทางเลือกใหม่ออกกำลังกายยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646825

วันที่ 03 มี.ค. 2564 เวลา 09:00 น.ไม่ง้อเทรนเนอร์! ดึง AI ทางเลือกใหม่ออกกำลังกายยุคโควิดบริษัทเกาหลีใต้พัฒนาเทรนเนอร์ AI ทางเลือกใหม่ในการออกกำลังกายยุคโควิด

เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาอาจทำให้ผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายต้องเซ็งไปตามๆ กันเมื่อไม่สามารถไปออกกำลังกายที่ยิมได้เหมือนอย่างเคย หลายคนอาจหันมาออกกำลังกายกับแอปพลิเคชันหรือคลิปวิดีโอออนไลน์แทนการออกกำลังกายที่ยิมกับเทรนเนอร์ซึ่งยังไม่สามารถทำได้ในขณะนี้ด้วยข้อจำกัดจากโควิด-19

แต่ Alyce Healthcare บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติเกาหลีใต้ที่มีแนวคิดให้บริการด้านสุขภาพและต้องการสร้างนิสัยการออกกำลังกายได้พัฒนาทางเลือกสำหรับการออกกำลังกายรูปแบบใหม่ในชื่อ Weelo ซึ่งเป็นการใช้ AI มาเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้กับทุกคน

ไม่เพียงแต่เป็นการออกกำลังกายตามคลิปวิดีโอเท่านั้น แต่ระบบจะตรวจจับการเคลื่อนไหวของเรา และเทรนเนอร์ AI จะคอยให้คำแนะนำแบบเรียลไทม์และเตือนหากมีท่าทางใดที่เราทำผิดพลาดไป พร้อมทำการประเมินเมื่อเราออกกำลังกายเสร็จแล้วอีกด้วย เรียกได้ว่าทำหน้าที่เสมือนเทรนเนอร์ได้อย่างไม่มีข้อบกพร่องเลยทีเดียว

Weelo จะทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลเรื่องอินเทอร์เน็ตสำหรับการค้นหาคลิปวิดีโอออกกำลังกายออนไลน์หรือการเดินทางไปออกกำลังกายที่ยิมตลอดจนการจ้างเทรนเนอร์ แต่ทุกคนสามารถออกกำลังกายได้ทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการ แต่ต้องมีการสมัครสมาชิกและชำระค่าบริการเป็นรายเดือน

ทั้งนี้ Alyce Healthcare เปิดตัวตั้งแต่ปี 2018 โดยเริ่มให้บริการสำหรับผู้ที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูกคอ, ไหล่ และหลัง โดยบริษัทสตาร์ทอัพดังกล่าวได้รับการคัดเลือกให้ติดท็อป 5 สินค้าเกาหลีใต้ในงาน CES 2019 และมีการคาดการณ์ว่าบริษัทจะเติบโตต่อไปอีกในอนาคต

ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยการบริการแบบ non-face-to-face หรือการที่ผู้คนไม่ต้องพบปะกัน อย่างเช่น Weelo ที่ช่วยให้สามารถออกกำลังกายอย่างถูกต้องได้โดยไม่ต้องพบคนแปลกหน้าผ่านการช่วยเหลือของเทรนเนอร์ AI

คำบอกเล่าจากผู้ใช้ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเทคโนโลยีที่น่าทึ่ง เพราะเทรนเนอร์ AI จะช่วยให้คำแนะนำและเตือนทันทีเมื่อผู้ใช้ออกกำลังกายผิดท่า รวมถึงผู้ใช้ยังสามารถออกกำลังกายได้อย่างเป็นส่วนตัวและอิสระโดยไม่ต้องพบเจอคนแปลกหน้าเหมือนไปยิม

ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยจนที่สุดในภูมิภาค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646824

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 20:36 น.ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยจนที่สุดในภูมิภาคประเทศไทยเคยจนกว่าเมียนมาและฟิลิปปินส์รวยที่สุดในภูมิภาค แต่ทำไมมันถึงกลับตาลปัตรไปได้

หลังการทำรัฐประหารในไทยเมื่อปี 2557 ไทยถูกมองว่าถอยหลังเข้าคลองอีกครั้ง บวกกับภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาลงต่อเนื่อง ทำให้มีการพูดถึงแนวโน้มของไทยในแง่ที่ไม่ดีนักมากขึ้น

หนึ่งในนั้นคืองานวิชาการที่ชื่อ “หล่นลงไปทีหลัง แล้วมุ่งมั่นทะยานไปข้างหน้า แล้วหล่นไปทีหลังอีกที: ประเทศไทยตั้งปี 1870 จนถึง 2014” เป็นงานวิจัยของ Anne Booth แห่งสถาบัน SOAS ในลอนนดอน

งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยเคยอยู่ในตำแหน่งท้ายๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ถีบตัวข้่นมาเป็นแถวหน้าได้สำเร็จ แต่งานวิจัยนี้ชี้ว่าไทยกลับมาซบเซาอีกครั้งหลังวิกฤตการเงินปี 2540

แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือการเปิดเผยข้อเท็จจริงที่คนไทยหลายคนเข้าใจผิดมาโดยตลอด นั่นคือเข้าใจผิดไปว่าสมัยก่อนประเทศไทยเคยเจริญกว่ามาเลเซียและสิงคโปร์แต่ต้องมาตกต่ำในภายหลัง จนทั้งสองประเทศแซงหน้าไปแล้ว

ความจริงก็คือ “ในปี 1938 จีดีพีต่อหัวของไทยต่ำกว่าอาณานิคมในเอเชียยกเว้นพม่าและอินเดีย ในช่วงทศวรรษหลังปี 1946 เมื่ออดีตอาณานิคมทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับเอกราชหรือมีมาตรการปกครองตนเองอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยยังถือว่าค่อนข้างล้าหลังและมีเศรษฐกิจที่ไม่ดี”

เมื่อมาดูที่สถิติในช่วงทศวรรษที่ 1930s จะเห็นกันจะๆ ว่า ประเทศที่ “รวยที่สุด” ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเวลานั้นคือฟิลิปปินส์ ซึ่งมีรายได้ต่อหัว 1,542 เหรียญสหรัฐ มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าประเทศอื่นคืมีอัตราการตายของทารก 139/1,000 คน จำนวนประชากรที่ได้รับการศึกษาสูงกว่าใครที่ 11.54%

ประเทศมาลายาซึ่งต่อมาจะแยกออกเป็นประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์มั่งคั่งที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของภูมิภาค มีรายได้ต่อหัวที่ 1,426 เหรียญสหรัฐ อันดับที่ 3 คืออินโดนีเซีย 1,171 เหรียญสหรัฐ อันดับที่ 4 คือประเทศสยามหรือไทยมีรายได้ต่อหัว 826 เหรียญสหรัฐ

อันดับรองจากไทยคือพม่าหรือเมียนมาที่ 740 เหรียญสหรัฐ แต่ไทยกับเมียนมามักสลับกันไปมาบางครั้งเมียนมามีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทยในหลักพันเลยทีเดียว เช่นปี 1938 สูงราวๆ 1,100 – 900 เหรียญสหรัฐ 

ยกเว้นเมียนมาแล้ว ยังมีอินโดจีนของฝรั่งเศสที่ต่อมาจะแยกเป็นเวียดนาม กัมพูชา และลาว กลุ่มนี้ไม่มีข้อมูล แต่งานวิจัยบอกว่ารายได้ต่อหัวของไทยค่อนข้างสูงกว่าเวียดนาม ซึ่งหมายความว่าสูงกว่ากันไม่เท่าไร

จากสถิตินี้เมื่อปี 1938 จะเห็นว่าประเทศไทยเป็นบ๊วยหรือรองบ๊วยในภูมิภาคในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มาเลเซียและสิงคโปร์มีเศรษฐกิจที่ดีกว่าไทยมาก

แม้แต่เมียนมาก็ยังแซงไทยในบางครั้งและในเวลานั้นเมียนมายังเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวมากที่สุดในโลก และเมื่อนับรายได้ต่อหัวคนเมียนมามีรายได้ 3.8 เหรียญสหรัฐ คนไทยมีรายได้ 3.5 เหรียญสหรัฐ ต่ำที่สุดยกเว้นอินโดจีน (แต่อินโดจีนไม่มีข้อมูลชัดเจน)

ดังนั้นหากมีใครบอกว่าไทยเคยเจริญมาก่อนเพื่อนบ้านจึงไม่ใช่ความจริง หากไม่ใช่ความเข้าใจผิดก็เป็นการบิดเบือน ความจริงก็คือไทยมีเศรษฐกิจที่แย่ที่สุดในหมู่เพื่อนบ้าน

ความที่ไทยในเวลานั้นย่ำแย่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบายเศรษฐกิจ-การเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น แทนที่ไทยจะมีรายได้จากการเก็บภาษีประชาชนซึ่งเจริญก้าวหน้ากลายเป็นชนชั้นกลางเหมือนในญี่ปุ่น แต่ไทยไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าแบบญี่ปุ่น เรื่องนี้จึงทำไม่ได้

แต่ปรากฎว่ารายได้กว่า 40% ของประเทศไทยได้มาจากการผูกขาดสินค้าที่ไม่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์อย่างการผูกขาดการค้าฝิ่น ซึ่งนอกจากจะไม่ต่อยอดความเจริญทางวัตถุแล้วยังทำลายสังคมอย่างเลวร้าย

อีกสาเหตุคือระบบราชการของไทยที่ใหญ่เกินไป ทำให้ต้องเจียดเงินมาจ่ายบุคคลากรซึ่งอาจจะมากเกิความจำเป็น เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ในเวลานั้นซึ่งรวยที่สุดในภูมิภาค ฟิลิปปินส์อยู่ในอารักขาของสหรัฐจึงไม่ต้องใช้งบประมาณด้านความมั่นคงและยังมีระบบราชการที่เล็กกว่าไทย ทำให้ฟิลิปปินส์มีเงินเหลือมาจัดการการศึกษาและสาธารณะสุขได้ดีกว่าไทย คือคนฟิลิปปินส์ที่มีการศึกษาสูงที่สุดในภูมิภาค 11.54% ของประชากร ขณะที่ไทยอยู่ที่ 10.65% แต่ก็ยังถือว่าสูงที่สุดอันดับสองในแถบนี้

ในแง่การศึกษาไทยจึงทำได้ดีมาก ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจแย่ที่สุด แต่กระจายความรู้ให้ประชาชนมากที่สุด เรื่องนี้ยังสะท้อนว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกับไทยมีปัญหาซ่อนเร้นในตัวเลขที่เหมือนจะดูดี

ทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปกครองโดยประเทศเจ้าอาณานิคมชาติตะวันตก คือฟิลิปปินส์ปกครองโดยสหรัฐ มาลายาของบริเตนหรือสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน เมียนมาก็เป็นของบริเตน อินโดนีเซียเป็นของเนเธอร์แลนด์ และอินโดจีนเป็นของฝรั่งเศส ยกเว้นไทยเท่านั้นที่เป็นเอกราช

หากมองเผินๆ เหมือนกับว่าการตกเป็นอาณานิคมจะช่วยประเทศเหล่านี้เจริญกว่าไทย ซึ่งในบางแง่ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แต่อย่างที่บอกไว้ว่าตัวเลขนั้นหลอกได้ เมื่อเราเห็นตัวเลขของบางประเทศ เช่น เมียนมาที่รายได้ต่อหัวพอๆ กับไทยหรือบางช่วงดีกว่าไทยๆ เราอาจคิดว่าการที่คนพม่าอยู่ในอาณัติของอังกฤษเป็นเรื่องที่เป็นคุณกับพวกเขา

แต่ความจริงก็คือ ถึงแม้เศรษฐกิจของเมียนในเวลานั้นจะดีกว่าไทย แต่ความมั่งคั่งตกอยู่เจ้าอาณานิคมอังกฤษ และชนชั้นกลางที่ประกอบด้วยคนอินเดียและจีนที่ควบคุมการค้า คนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาคริสต์มีสถานะทางสังคมดีกว่าชาวพม่า (บะหม่า) ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะอังกฤษใช้วิธี “แบ่งแยกและปกครอง” เพื่อกดทับและกีดกันคนพม่า

ดังนั้นเราจะเห็นว่าถึงแม้รายได้ต่อหัวของชาวเมียนมาจะดีกว่าไทย แต่มันไม่ได้แยกแยะว่าคนพม่า คนกลุ่มน้อย คนจีน/อินเดีย และคนอังกฤษได้เท่าไรบ้าง แต่เราจะเห็นได้ว่าอังกฤษเจียดเงินให้การศึกษาแก่ประชาชน (ที่เป็นคนชั้นสี่ในประเทศตัวเอง) ในระดับที่ต่ำมาก คนในประเทศเมียนมาเข้าถึงการศึกษาแค่เพียง 5.45% หรือไม่ถึงครึ่งของประเทศไทยในเวลานั้น

เจ้าหน้าที่อังกฤษบรรยายสถานะของชาวพม่าในเวลานั้นเอาไว้ว่า “เจ้าที่ดินชาวต่างชาติและคนปล่อยเงินกู้ชาวต่างชาติ ทำให้การส่งออกทรัพยากรของประเทศเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากและส่งผลให้เกษตรกรและประเทศโดยรวมยากจนลงอย่างต่อเนื่อง…. ชาวนามีฐานะยากจนเพิ่มขึ้นและการว่างงานเพิ่มขึ้น…การล่มสลายของระบบสังคมพม่าทำให้จิตสำนึกทางสังคมเสื่อมโทรม ซึ่งในสถานการณ์ความยากจนและการว่างงานทำให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก”

นี่คือผลของการที่ประเทศหนึ่งตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะดี แต่มันไม่ได้หมายความว่าเจ้าของประเทศเดิมจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และยังกำหนดชะตาชีวิตของตัวเองไม่ได้ด้วย ชาวพม่านั้นไม่ได้รับอนุญาตให้รับราชการทหาร (เพราะอังกฤษกลัวว่าจะก่อการ) อังกฤษไปใช้คนอินเดียและคนกระเหรี่ยงแทน ส่วนงานราชการเจ้านายเป็นฝรั่งและงานอื่นๆ ให้คนอินเดีย คนพม่าที่เคยเป็นเจ้าของประเทศมีสถานะต่ำสุดในสังคม

ในบางประเทศการนำคนต่างชาติเข้ามาทำงานแทนเจ้าของประเทศเดิมทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง เช่น ในมาเลเซียคนจีนเข้าควบคุมเศรษฐกิจและมั่งคั่งขึ้น ทำให้คนมลายูเจ้าถิ่นเดิมไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งแทนที่คนมลายจะมีส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจมากกว่าคนกลุ่มอื่น กลับเป็นกลุ่มคนที่จนที่สุดและมีโอกาสทางสังคมน้อยที่สุด (ยกเว้นมลายูชั้นสูง) ความขัดแย้งระหว่างคนต่างชาติที่คุมความมั่งคั่งกับกับเจ้าถิ่นเดิมที่จนกว่า รุนแรงที่สุดในอินโดนีเซียซึ่งทำให้เกิดการสังหารหมู่คนจีนหลายครั้ง

เทียบกับประเทศไทยที่เป็นเอกราช คนไทยปกครองคนไทยด้วยกันเอง แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี และมีความบกพร่องในหลายๆ เรื่อง แต่อย่างน้อยคนไทยก็กำหนดชะตากรรมตัวเองได้ (ในระดับหนึ่ง) เช่นเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและการลดข้าราชการในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมถึงความต้องการให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ทำให้นายทหารและพลเรือนกลุ่มหนึ่งไม่พอใจขึ้นมาและก่อการปฏิวัติขึ้นมาในปี พ.ศ. 2475

ประเทศไทยยังสามารถกลืนคนจีนและเชื้อชาติอื่นๆ เข้ามาเป็นคนไทยได้อย่างกลมกลืน (สมกับเนื้อหาในเพลงชาติว่า “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย”) ทำให้คนไทยไม่รู้สึกว่าคนจีนเข้ามากอบโกย “ของๆ คนไทย” เท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน เรื่องนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จของรัฐบาลสยาม/ไทยอย่างหนึ่ง

แม้ว่าไทยจะจนกว่าเพื่อนบ้าน แต่เพราะไม่มีปัญหาเชื้อชาติและศาสนาเหมือนเมียนมา, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทำให้ไทยตัดปัญหาเรื่องนี้ไปได้

และเมื่อประเทศไทยถึงเวลา “เทคออฟ” จากความยากจนอย่างจริงจังในทศวรรษที่ 1950s ไทยก็เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งจากประเทศที่จนที่สุดอันดับสอง กลายเป็นประเทศที่รวยที่สุดอันดับสามของภูมิภาค จากรายได้ต่อหัวหลัก 500 เหรียญสหรัฐกว่าๆ มาเป็นเกือบ 8,000 แล้วในเวลานี้

ในขณะที่เมียนมาที่เคยสูงกว่าไทยและบางจุดเท่ากับไทย หลังได้รับเอกราชแล้วไม่นานก็เกิดการยึดอำนาจโดยนายพลเน วิน และนำระบบสังคมนิยมมาใช้ทำให้ประเทศถดถอยอย่างหนักประชาชนตกอยู่ในความยากจนรุนแรง และทำให้ประเทศยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในทศวรรษที่ 1950s เมื่อไทยเริ่มกระบวนการสร้างอุตสาหกรรมและถีบตัวเองจากสังคมเกษตรที่อยู่กันแบบเนิบๆ รายได้ต่อหัวของไทยมีแต่โตวันโตคืน ส่วนคนเมียนมามีรายได้ต่อหัวลดลงสวนทางกับไทยไปเรื่อยๆ ในปี 1962 ที่นายพลเน วินยึดอำนาจ รายได้ต่อหัวของเมียนมาอยู่ที่ราวๆ 700 เหรียญ

ความหายนะเกิดขึ้นจากการใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด เมียนมาที่เคยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดที่ใครใคร่ค้าค้า ใครใคร่ขายขาย กลายเป็นเศรษฐกิจที่ผูกขาดโดยรัฐ คณะปฏิวัติออกกฎหมายยึดกิจการเอกชนมาเป็นของรัฐโดยรวมแล้วมีบริษัทเอกชนประมาณ 15,000 แห่งถูกทำให้เป็นของรัฐ นอกจากนี้ห้ามมิให้นักอุตสาหกรรมตั้งโรงงานใหม่ด้วยทุนส่วนตัว อุตสาหกรรมหลักทุกประเภทตกเป็นของรัฐ

ผู้ที่ได้รับผลกระทบแรกๆ คือนายทุนชาวอังกฤษเดิมที่ยังอยู่ในเมียนมา (พวกแองโกล-เบอร์มีส) และชาวอินเดียในเมียนมา นโยบายนี้จึงเหมือนเป็นการเอาคืนโดยชาวพม่าต่อชนชั้นต่างชาติที่เคยแย่งความมั่งคั่งจากเจ้าของประเทศไปในช่วงอาณานิคม ผลก็คือเมื่อกลางปี 1963 มีชาวต่างชาติ 2,500 คนต่อสัปดาห์เดินทางออกจากพม่า และภายในเดือนกันยายน 1964 ชาวอินเดียประมาณ 100,000 คนต้องเดินทางออกจากประเทศ

เพียงแต่มันไม่ได้กระทบแค่นายทุน มันกระทบไปถึงประชาชนทุกชั้นเพราะอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ผลิตข้าวได้ไม่พอที่จะส่งออกเพื่อเป็นมหาอำนาจข้าวได้อีกต่อไป และตลอดทศวรรษ 1960 ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของเมียนมาลดลงจาก 214 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 1964 เป็น 50 ล้านดอลลาร์ในปี 1971 

ทั้งหมดนี้เพราะความอ่อนด้อยในเรื่องเศรษฐกิจของพวกทหารและความดึงดันในอำนาจของนักปฏิวัติ หลังจากนั้นเมียนมาก็จนลงๆ และถูกไทยแซงแบบทิ้งห่างลิบตาจนถึงทุกวันนี้

ในขณะที่ไทยในเวลาเดียวกัน แม้จะปกครองด้วยรัฐบาลทหาร แต่ยังมีการใช้พลเรือนที่มีความรู้ (พวกเทคโนแครต) ทำให้เศรษฐกิจไทยมีรากฐานที่มั่นคงขึ้นและมีการเปิดตลาดที่เสรีกว่าหลายเท่า แต่ไม่ได้หมาายความรัฐบาลทหารจะมีประสิทธิภาพกว่ารัฐบาลพลเรือน 

หมายเหตุ – ในขณะที่ฟิลิปปินส์ได้รับอานิสงส์จากสหรัฐมากพอสมควร เมื่อเป็นเอกราชแล้วยังคงเจริญมาได้ระดับหนึ่ง มีช่วงหนึ่งในทศวรรษที่ 1960 ที่จีดีพีของไทยห่างจากฟิลิปปินส์ถึง 73% จนกระทั่งประเทศดิ่งเหวในช่วงเผด็จการมาร์กอส จากรายได้ต่อหัวสูงถึง 1,542 เหรียญสหรัฐในปี 1938 หล่นมาอยู่แค่ 715 เหรียญในปี 1990

ในปีเดียวกันนั้นประเทศไทยที่เคยตามฟิลิปปินส์มาโดยตลอดก็ถีบตัวขึ้นมาจาก 826 เหรียญในปี 1938 มาอยู่ที่ 1,508 เหรียญสหรัฐ สาเหตุที่ไทยนำขึ้นมาเพราะไทยเน้นส่างเสริมการลงทุนด้วยการตั้ง BOI ขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 แต่ฟิลิปปินส์ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้จนกระทั่งทศวรรษที่ 1980

สถานะของฟิลิปปินส์จึงสลับกับไทย ณ จุดนี้และจนถึงทุกวันนี้ฟิลิปปินส์ถูกไทยทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ภาพ Bangkok, Siam [Thailand]. Photograph by John Thomson, 1866.. Credit: Wellcome Collection. Attribution 4.0 International (CC BY 4.0)

ส่องชีวิตชาวชุมชนแออัด เอาตัวรอดอย่างไรโดยไม่มีไฟฟ้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646810

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 18:30 น.ส่องชีวิตชาวชุมชนแออัด เอาตัวรอดอย่างไรโดยไม่มีไฟฟ้าพาไปดูวิถีชีวิตชาวชุมชนแออัดในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์และเมืองริโอเดจาเนโรของบราซิลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในชุมชนแออัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

จากกรณีดราม่าของพิมรี่พายที่เข้าไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กว่า 100 ดวงให้กับชาวชุมชนคลองเตยหลังจากชาวบ้านเผยว่าต้องอยู่อย่างลำบาก ทางเดินมืดมานานกว่า 60 ปี จนบางครั้งเดินตกหลุมตกบ่อในช่วงกลางคืน โพสต์ทูเดย์จะพาไปดูชีวิตของชาวชุมชนแออัดในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์และเมืองริโอเดจาเนโรของบราซิลว่า พวกเขาใช้น้ำใช้ไฟกันอย่างไร

ชุมชนแออัดในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นมากที่สุดในประเทศ บทความเรื่อง In the slums of Manila, inequality is so bad that the worst off have no chance to protest (ในสลัมมะนิลา ความไม่เท่าเทียมนั้นแลวร้ายถึงขั้นที่คนที่แย่ที่สุดไม่มีโอกาสประท้วง) เมื่อปี 2014 ระบุว่า ในเมืองหลวงแห่งนี้มีประชากรราว 4 ล้านคนอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด จากประชากรในกรุงมะนิลาทั้งหมด 21.3 ล้านคน

ชุมชนแออัดของที่นี่มักจะตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่หลัก 4 แห่งคือ แม่น้ำหรือชายฝั่ง บ่อทิ้งขยะ ถนนในแหล่งท่องเที่ยว มุมถนนหรือสี่แยกในย่านการค้า โดยสวัสดุที่นำมาสร้างบ้านมีตั้งแต่ไม้ ไม้ไผ่ เหล็ก บล็อกคอนกรีต

เนื่องจากสถานะที่ไม่เป็นทางการของผู้คนที่อาศัยในชุมชนแออัด ทำให้สาธารณูปโภคและบริการสาธารณะต่างๆ เข้าไม่ถึงชุมชนเหล่านี้ ชาวชุมชนแออัดจึงต้องพึ่งพาทางเลือกอื่นเพื่อให้เข้าถึงน้ำไฟ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องใช้บริการของเอกชนหรือผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ของรัฐ

จากการคำนวณค่าใช้จ่ายครัวเรือนในชุมชนแออัดในกรุงมะนิลาพบว่า ชาวบ้านต้องจ่ายเงินค่าน้ำค่าไฟแพงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับชาวกรุงที่อยู่ในพื้นที่ให้บริการของทางการ และในบางเคสชาวชุมชนแออัดต้องจ่ายค่าน้ำสูงกว่าค่าน้ำจากทางการถึง 4,200%

นอกจากนี้ ชาวชุมชนแออัดบางรายยังลักลอบต่อไฟจากเสาไฟฟ้าหลักจนบางครั้งมีการใช้ไฟเกินจนเกิดไฟฟ้าลัดวงจรไหม้เสียหายทั้งชุมชน

ในช่วงหลังๆ อาสาสมัครและทางการท้องถิ่นได้เข้าไฟติดตั้งหลอดไฟโซลาร์เซลล์แบบง่ายๆ ที่ผลิตจากขวดน้ำพลาสติกที่น้ำมาใส่น้ำและสารฟอกขาว ติดตั้งบนหลังคาสังกะสีเจาะรูที่สามารถให้แสงสว่าง 55 วัตต์โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าเลย

สำหรับชาวชุมชนแออัดที่มีรายได้ไม่ถึงวันละ 2 เหรียญสหรัฐ หรือ 60 บาท ไฟฟ้าถือเป็นเรื่องสำคัญขนาดที่บางคนยอมอดข้าวเพื่อเก็บเงินไว้จ่ายค่าไฟฟ้า เพราะหากจ่ายช้าไฟฟ้าจะถูกตัดทันที

ข้ามไปที่ชุมชนแออัดในเมืองริโอเดจาเนโรของบราซิลที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในชุมชนแออัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในบราซิลจะเรียกชุมชนแออัดว่า ฟาเวลา (favela) โดยการทำสำมะโนประชากรเมื่อปี 2010 พบว่า 6% ของประชากรบราซิลอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด หรือราว 11.25 ล้านคนกระจายอยู่ทั่วประเทศ

ทว่าตัวเลขจริงๆ อาจมากกว่านี้ อาทิ ในเมืองโฮซินญาซึ่งเป็นฟาเวลาที่ใหญ่ที่สุดของบราซิลที่ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการอยู่ที่ราว 180,000 คน ขณะที่ตัวเลขจากสำมะโนประชากรอยู่ที่เพียง 70,000 คน

ก่อนหน้านี้ฟาเวลาของบราซิลถูกบรรดาพ่อค้ายาเสพติดเข้าแรกซึมและเข้าควบคุมพื้นที่โดยไม่ยอมให้ชาวบ้านเข้าถึงบริการสาธารณะอย่าง น้ำ ไฟ หรือบริการสาธารณสุข ช่วงนี้ชาวบ้านจึงต้องลักลอบต่อไฟฟ้าจากสายไฟฟ้าแรงสูงซึ่งเสี่ยงที่จะถูกไฟฟ้าชอร์ต

ต่อมาราวปี 1996 ทางการริโอเดจาเนโรเริ่มเข้ามาทวงคืนพื้นที่จากเจ้าพ่อยาเสพติดแล้วค่อยๆ พัฒนาพื้นที่ฟาเวลาภายใต้โครงการเปลี่ยนสลัมเป็นย่านชุมชน หลังจากนั้นจึงมีบริษัทเอกชนเข้าไปให้บริการไฟฟ้า

ปัจจุบันชาวชุมชน 99% มีไฟฟ้าใช้ และส่วนใหญ่เข้าถึงน้ำประปา นอกจากนี้ชาวบ้านยังสามารถเปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารเพื่อเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม อาทิ การเข้ารับการฝึกอบรมการเป็นผู้ประกอบการ การเข้าถึงบริการทางการเงิน

อย่างไรก็ดี รายงานของสำนักข่าวบีบีซีระบุว่า การเข้าไปพัฒนาฟาเวลาของทางการส่งผลให้อัตราค่าเช่าที่พักอาศัยสูงขึ้น ซึ่งเป็นการผลักดันให้ชาวบ้านที่ยากจนเข้าไปยึดอาคารร้างในแถบชานเมืองเป็นที่อยู่แทน

รายงานระบุว่า อาคารเก่าของสถาบันภูมิศาสตร์และสถิติ (IBGE) ที่อยู่ห่างจากสนานกีฬามาราคานาไม่ถึง 1 ไมล์ ถูกชาวบ้านกว่า 100 ครอบครัวเข้าไปยึดครองโดยไม่มีการจัดการระบบสุขอนามัย น้ำประปา หรือความปลอดภัย

ถึงกระนั้น 2 ใน 3 ของชาวบ้านที่ถูกสอบถามระบุว่า พวกเขาไม่ต้องการย้ายออกจากตึกร้างที่พวกเขาเรียกว่าบ้านแห่งนี้ โดยให้เหตุผลว่ามิตรภาพ ความภาคภูมิใจ และศักดิ์ศรีทำให้พวกเขาต้องการอยู่ที่นี่ต่อไป

ภาพ : ชุมชนแออัดในเมืองโฮซินญาของบราซิล วิกิพีเดีย

เมียนมางัดกระสุนจริงในเมืองกะเล่ มีผู้เสียชีวิตแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646805

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 17:49 น.เมียนมางัดกระสุนจริงในเมืองกะเล่ มีผู้เสียชีวิตแล้วเมียนมาใช้กระสุนจริงปราบม็อบอีกครั้งในเมืองกะเล่ ล่าสุดมีผู้เสียชีวิตแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองกะเล่ ทางตะวันเฉียงเหนือประเทศเมียนมารายงานว่ากองกำลังความมั่นคงเมียนมาใช้กระสุนจริงปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยกล่าวกับเอเอฟพีว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งจากกระสุนจริงและกระสุนยาง

โดย Mratt Kyaw Thu ผู้สื่อข่าวเมียนมารายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 2 รายในเมืองกะเล่ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 13 ราย โดย 7 รายถูกยิงด้วยกระสุนจริงและ 3 รายอาการบาดเจ็บสาหัส

หลังจากที่เมื่อวันอาทิตย์ (28 ก.พ.) ที่ผ่านมามีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเมียนมายิงกระสินจริงเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธปไตยชาวเมียนมา ส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 18 รายภายในวันเดียว

7 people were shot today in Kalay. 3 are in ‘very critical’ condition now being hospitalised in Royal City hospital. At least 13 people were wounded in a crackdown.— Mratt Kyaw Thu (@mrattkthu) March 2, 2021

จีนเตือนภาวะฟองสบู่ตลาดการเงินทั่วโลกน่าเป็นห่วง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646789

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 17:00 น.จีนเตือนภาวะฟองสบู่ตลาดการเงินทั่วโลกน่าเป็นห่วงหน่วยงานการเงินของจีนกังวลความเสี่ยงฟองสบู่แตกในตลาดการเงิน พร้อมเตือนนักลงทุนเก็งกำไรภาคอสังหาอันตรายอย่างยิ่ง

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. กัว ชู่ฉิง (Guo Shuqing) ประธานคณะกรรมการกำกับดูแลด้านการธนาคารและการประกันของจีน (CBIRC) เผยต่อผู้สื่อข่าวในกรุงปักกิ่งว่าเขามีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากภาวะฟองสบู่ในตลาดการเงินทั่วโลก โดยระบุว่าอาจเกิดภาวะฟองสบู่แตกในตลาดการเงินในสหรัฐและยุโรป เนื่องจากแนวโน้มในตลาดเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริงและอาจมีการปรับฐานเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้กัวยังกล่าวถึงความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนยังคงค่อนข้างน่ากังวล โดยขณะนี้มีคนจำนวนมากซื้อบ้านเพื่อการลงทุนหรือการเก็งกำไรซึ่งเป็นเรื่องที่ “อันตรายอย่างยิ่ง”

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทำให้ผู้คนมีความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ของจีนแม้ว่าจะมีการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นในปีนี้ โดยตามข้อมูลของ China Real Estate Information Corp. ระบุว่าราคาบ้านในโครงการยอดนิยมบางโครงการในเซี่ยงไฮ้พุ่งขึ้นกว่า 30%

ทั้งนี้ กัวกล่าวว่า CBIRC กำลังจับตามองเงินลงทุนที่ไหลเข้าสู่ประเทศจีนซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจจีนยังคงขยายตัวและอัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น โดยขนาดและความเร็วของเม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่จีนยังคงอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้

โดย CBIRC กำลังดำเนินการเพื่อพยายามลดความเสี่ยงในประเทศ โดยได้ให้คำมั่นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่าจะใช้มาตรการป้องกันความเสี่ยงต่อไปหลังจากที่ควบคุมการปล่อยสินเชื่อในภาคอสังหาริมทรัพย์, จัดการกับธนาคารเงา (ตัวกลางที่ทำหน้าที่รับฝากเงินจากผู้ที่ต้องการออมและนำเงินฝากไปปล่อยกู้ให้แก่ผู้ที่ต้องการเงินทุน) และประกาศชัยชนะในการควบคุมการปล่อยสินเชื่อในรูปแบบ Peer-to-Peer Lending หรือธุรกรรมสินเชื่อระหว่างบุคคลกับบุคคล

การออกมาแสดงความคิดเห็นครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่าจีนอาจใช้มาตรการรัดเข็มขัดเพื่อควบคุมการขยายตัวของเศรษฐกิจและยังส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงในช่วงเช้าวันนี้ด้วย

Photo by NICOLAS TUCAT / AFP

ออสเตรเลียตั้ง ‘หน่วยปราบข่าวลือ’ กวาดล้างเฟคนิวส์ระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646775

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 15:45 น.ออสเตรเลียตั้ง 'หน่วยปราบข่าวลือ' กวาดล้างเฟคนิวส์ระบาดออสเตรเลียตั้งหน่วยปราบข่าวลือจัดการเฟคนิวส์เกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

หลายประเทศกำลังกังวลเกี่ยวกับ Anti-vaxxer หรือกลุ่มต่อต้านวัคซีนเนื่องจากจะเป็นอันตรายและขัดขวางความพยายามฉีดวัคซีนของรัฐบาลท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ล่าสุดตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วโลกกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ซึ่งออสเตรเลียก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาออสเตรเลียประสบปัญหาถูกระงัยข่าวสารจากเฟซบุ๊กทำให้เกิดความกังวลว่าจะมีการแชร์ข่าวสารที่เป็นเท็จหรือทฤษฎีสมคบคิดที่ไม่ถูกต้องในขณะที่แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือถูกระงับการเข้าถึง

ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งในช่วงที่เกิดวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 โดยการระงับของเฟซบุ๊กเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนการเปิดตัววัคซีนในออสเตรเลียท่ามกลางความกังวลว่าข้อมูลข่าวสารจากทางการอาจถูกกลบด้วยข่าวปลอมจากกลุ่ม Anti-vaxxer

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าเกร็ก ฮันต์ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของออสเตรเลีย เปิดเผยว่ากระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงกิจการภายในของออสเตรเลียร่วมก่อตั้ง “หน่วยปราบข่าวลือ” อย่าง “เงียบๆ ” ในปี 2020 เพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

“บางคนในกลุ่มต่อต้านวัคซีน (Anti-vaxxer) มีมุมมองที่หยุมหยิม ขวานผ่าซาก ไม่เป็นจริง และขาดความรับผิดชอบอย่างเห็นได้ชัด” ฮันต์กล่าว “เราไม่ต้องการให้แนวคิดอันโง่เขลาเบาปัญญาได้พื้นที่มากเกิน เราอยากให้สาธารณชนมั่นใจว่ามีการปราบปรามข้อมูลผิดๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนในทางใดทางหนึ่ง”

ผลสำรวจโดยคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ในเดือนกุมภาพันธ์ พบระดับความสงสัยเกี่ยวกับวัคซีนของประชาชนในออสเตรเลียเพิ่มขึ้น โดยผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าร้อยละ 20 ระบุว่าพวกเขา “อาจปฏิเสธ” หรือ “ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด” ในการเป็นอาสาสมัครรับวัคซีนฟรี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 12.7 ในเดือนสิงหาคม 2020 ขณะกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่ระบุว่าพวกเขาจะตอบรับการเป็นอาสาสมัคร “อย่างแน่นอน” อยู่ที่ร้อยละ 43.7 ลดลงจากร้อยละ 58.5

ฮันต์เปิดเผยการมีอยู่ของหน่วยงานข้างต้น ขณะแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ (28 ก.พ.) ว่าออสเตรเลียได้รับวัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ชุดแรก จำนวน 300,000 โดส โดยจะเริ่มฉีดวัคซีนโดสแรกภายในวันที่ 8 มี.ค. หลังผ่านการทดสอบจากสำนักบริหารสินค้ารักษาโรค (TGA) ของออสเตรเลียแล้ว

ด้านสก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่าการได้รับวัคซีนข้างต้นหมายความว่า “บัดนี้เราสามารถดำเนินการฉีดวัคซีนให้คนกลุ่มต่างๆ ที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีน ตั้งแต่ชาวออสเตรเลียที่เสี่ยงติดเชื้อสูงสุดจนถึงกลุ่มเจ้าหน้าที่แนวหน้าชายแดนและกลุ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุข”

Photo by Steven Saphore / AFP

รวยสวนกระแสโควิด จีนมีมหาเศรษฐีพันล้านมากที่สุดในโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646773

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 14:20 น.รวยสวนกระแสโควิด จีนมีมหาเศรษฐีพันล้านมากที่สุดในโลกจีนมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านเพิ่มขึ้นอีก 259 คน มากที่สุดของทั้งโลกรวมกัน

การจัดอันดับมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินระดับพันล้านเหรียญสหรัฐโดยบริษัทวิจัย หูรุ่น (Hurun Global Rich List) พบว่า ปีที่แล้วจีนมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐ (billionaire) เพิ่มขึ้นอีก 259 คน โดยได้อานิสงส์มาจากตลาดหุ้นที่อยู่ในช่วงขาขึ้นและการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของหลายบริษัทที่ช่วยชดเชยความเสียหายจากการแพร่ระบาดของ Covid-19

ตัวเลขของมหาเศรษฐีระดับพันล้านของจีนเมื่อปีที่แล้วมากกว่าของทั้งโลกรวมกัน ส่งผลให้จีนมีมหาเศรษฐีระดับพันล้านรวม 1,058 คน นับเป็นประเทศแรกที่ตัวเลขเกิน 1,000

ขณะที่สหรัฐตามมาเป็นอันดับ 2 เพิ่มขึ้นอีก 70 คน รวมเป็น 696 คน

ส่วนมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีนจากการจัดอันดับนี้ได้แก่ จงสานส่าน เจ้าของแบรนด์น้ำดื่มยอดฮิต หนงฟูสปริง (Nongfu Spring) ที่ติดอันดับของหูรุ่นเป็นครั้งแรกด้วยทรัพย์สิน 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังรวยเป็นอันดับ 1 ของเอเชียและติด1 ใน 10 ของโลก

สวนทางกับ แจ็ก หม่า ที่อันดับตกลง เนื่องจากถูกทางการจีนเข้ามาสอบสวนประเด็นผูกขาดทางการค้าของบริษัท แอนท์ กรุ๊ป (Ant Group) และยังสกัดการเสนอขายหุ้นครั้งแรกแก่ประชาชนทั่วไป (IPO)

สำหรับจีน ตลอด 5 ปีที่ผ่านมามีมหาเศรษฐีระดับพันล้านเหรียญสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า เนื่องจากเศรษฐกิจจีนแซงหน้าหลายๆ ประเทศ และเมื่อปีที่แล้วจีนสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสทำให้มีมหาเศรษฐีเพิ่มเมื่อปีที่แล้ว

ญี่ปุ่นไม่เอาด้วย วอนจีนหยุดตรวจโควิดทางทวารหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646757

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 12:30 น.ญี่ปุ่นไม่เอาด้วย วอนจีนหยุดตรวจโควิดทางทวารหนักชาวญี่ปุ่นร้องเรียนจีนตรวจโควิดทางทวารหนักชี้ทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจ

คัตสึโนบุ คาโตะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีในฐานะโฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นกล่าวว่าได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการผ่านสถานทูตญี่ปุ่นในกรุงปักกิ่งโดยขอให้ระงับการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนาทางทวารหนักกับชาวญี่ปุ่นที่เดินทางเข้าประเทศจีน โดยระบุว่าขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากทางการจีน แต่ญี่ปุ่นจะยังคงดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

“ชาวญี่ปุ่นบางคนรายงานไปยังสถานทูตของเราในประเทศจีนว่าพวกเขาได้รับการตรวจหาเชื้อทางทวารหนักซึ่งทำให้เกิดความทุกข์ทางจิตใจอย่างมาก” คาโตะกล่าวโดยระบุว่ายังไม่ทราบชัดเจนว่ามีชาวญี่ปุ่นกี่คนที่ได้รับการตรวจหาเชื้อด้วยวิธีดังกล่าว

ด้านหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่าวิธีการตรวจหาชื้อดังกล่าวเป็นไปตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเดือนที่ผ่านมายังมีรายงานจากสื่อของสหรัฐว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐในประเทศจีนได้ร้องเรียนเกี่ยวกับการตรวจหาเชื้อด้วยวิธีดังกล่าวเช่นกัน ขณะที่จีนออกมาปฏิเสธโดยกล่าวว่า “ไม่เคยร้องขอให้เจ้าหน้าที่ทางการทูตของสหรัฐในประเทศจีนเข้ารับการตรวจหาเชื้อทางทวารหนัก”

ทั้งนี้ ทางการจีนระบุว่าจะตรวจหาเชื้อทางทวารหนักกับบุคคลที่คาดว่ามีความเสี่ยงสูงรวมถึงอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงและผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศบางราย

Photo by Punit PARANJPE / AFP

ตัดสินจำคุก ‘สม รังสี’ 25 ปี ข้อหาโค่นอำนาจฮุน เซน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646754

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 11:08 น.ตัดสินจำคุก 'สม รังสี'  25 ปี ข้อหาโค่นอำนาจฮุน เซนศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกสม รังสี พร้อมนักการเมืองฝ่ายค้านอีก 8 คน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าเมื่อวันที่ 1 มี.ค. ศาลกรุงพนมเปญในกัมพูชาตัดสินจำคุกสม รังสี อดีตแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เป็นเวลา 25 ปีฐานมีแผนการโค่นล้มรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน รวมถึงพยายามโจมตีเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา นอกจากนี้ศาลยังตัดสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งและลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอีกด้วย

โดยรังสีแถลงการณ์ผ่านทวิตเตอร์ระบุว่า “การตัดสินครั้งนี้เกิดจากความอ่อนแอและความกลัว นายกรัฐมนตรีฮุน เซน กลัวความเสี่ยงที่ผมจะกลับสู่วงการการเมืองกัมพูชาและหวั่นว่าจะมีการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรมซึ่งจะนำไปสู่จุดสิ้นสุดของระบอบเผด็จการของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ทั้งนี้ รังสีลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2015 เพื่อหลบเลี่ยงการถูกจำคุกในความผิดหลายคดีที่ระบุว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง โดยคดีล่าสุดเกี่ยวข้องกับการที่เขาพยายามจะเดินทางกลับกัมพูชาในปี 2019 ซึ่งถูกตัดสินว่าเป็นการพยายามโจมตีเพื่อก่อให้เกิดอันตรายแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีฮุน เซน เคยกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่าเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร

นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองฝ่ายค้านอีก 8 คนรวมถึงภรรยาของรังสีถูกตัดสินจำคุกระหว่าง 20 ถึง 22 ปีเช่นเดียวกัน

ด้านองค์การเพื่อสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอทช์ออกประณามการตัดสินจำคุกครั้งนี้ว่าเป็นการจงใจไม่ให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เดินทางกลับประเทศกัมพูชา และยังเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่ชาวกัมพูชาอีกด้วย