“WHO” เผยผู้ติดเชื้อโควิดใหม่เพิ่มทั่วโลกครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646741

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 09:19 น."WHO"เผยผู้ติดเชื้อโควิดใหม่เพิ่มทั่วโลกครั้งแรกในรอบ7สัปดาห์WHOเตือนนานาประเทศ “การ์ดอย่าตก” แม้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดแล้วก็ตาม หลังพบยอดผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้นทั่วโลกครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แพทย์หญิงมาเรีย แวน เคอร์โคฟ หัวหน้าแผนกโรคอุบัติใหม่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เตือนนานาประเทศว่า จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ได้เพิ่มขึ้นทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ และหากยังปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น โลกอาจต้องเผชิญกับไวรัสที่จะกลับมาระบาดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ขณธที่ นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ของ WHO กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ถือเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง แต่ก็ไม่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย พร้อมเรียกร้องให้ประเทศต่างๆอย่าการ์ดตกในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19

นายแพทย์ทีโดรสยังกล่าวว่า จะถือเป็นความผิดพลาด หากประเทศต่างๆพึ่งพาการฉีดวัคซีนโควิด-19 แต่เพียงอย่างเดียว ขณะที่ละเลยมาตรการอื่นๆในการป้องกันการแพร่ระบาด

นายแพทย์ทีโดรส ยังได้ตำหนิประเทศร่ำรวยที่ได้พากันกักตุนวัคซีนโควิด-19 โดยระบุว่าทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ หากประชากรกลุ่มเสี่ยงได้รับการปกป้องทั่วโลก

บิตคอยน์ถึงจุดเปลี่ยน ถ้าไม่กลายเป็นสกุลเงินหลักก็ฟองสบู่แตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646706

วันที่ 02 มี.ค. 2564 เวลา 09:09 น.บิตคอยน์ถึงจุดเปลี่ยน ถ้าไม่กลายเป็นสกุลเงินหลักก็ฟองสบู่แตกถ้าไม่รุ่งก็ร่วง นักวิเคราะห์ของสถาบันการเงินชั้นนำชี้คริปโตเคอเรนซี่ยอดนิยมที่กำลังมาแรง อาจถึงทางแยกที่สำคัญ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานความเห็นจากนักวิเคราะห์ของ Citi ที่กล่าวว่า บิตคอยน์ (Bitcoin) อยู่ใน “จุดเปลี่ยน” โดยอาจกลายเป็นสกุลเงินที่ต้องการสำหรับการค้าระหว่างประเทศ หรือเผชิญกับ “การระเบิดจากการเก็งกำไร” หรือภาวะฟองสบู่แตก

สถาบันการเงินชั้นนำ Citi กล่าวในรายงานว่า จากการที่บิตคอยน์ได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำอย่าง Tesla Inc และ Mastercard Inc bitcoin อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการก้าวไปสู่สกุลเงินที่ใช้ในกระแสหลัก

รายงานยังตั้งข้อสังเกตว่าการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นจากนักลงทุนสถาบันในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น ตรงกันข้ามกับการที่บิตคอยน์อยู่ในความสนใจในวงแคบๆ เฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

Citi ระบุว่าหากธุรกิจและบุคคลต่างๆ สามารถเข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลมากขึ้น หรือเข้าถึงเงินสดดิจิทัลของธนาคารกลางที่วางแผนไว้มากขึ้น และเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่า stablecoin ได้มากขึ้น บิตคอยน์ก็อาจเข้าถึงได้ง่ายขึ้นทั่วโลก และยังติดตามได้ง่าย และมีศักยภาพที่จะเป็นวิธีการชำระเงินที่รวดเร็ว จะทำให้บิตคอยน์กลายเป็นเงินที่นำมาใช้ในการค้าขายในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

ความสนใจที่เพิ่มขึ้นทำให้บิตคอยน์สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 58,354 เหรียญสหรัฐและมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามูลค่าลดลงกกว่า 11,000 เหรียญสหรัฐจากระดับดังกล่าว จึงทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของราคาที่สูงเช่นนี้

“มีความเสี่ยงและอุปสรรคมากมายที่ขวางทางความก้าวหน้าของบิตคอยน์” นักวิเคราะห์ของ Citi เขียน “แต่เมื่อชั่งน้ำหนักอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นกับโอกาสต่างๆ แล้ว ก็นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าบิตคอยน์กำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน”

Photo by Justin TALLIS / AFP

เปิดเมือง “อูร์” แหล่งกำเนิดศาสนาโลกที่โป๊ปฝ่าอันตรายไปเยือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646703

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 21:00 น.เปิดเมือง "อูร์" แหล่งกำเนิดศาสนาโลกที่โป๊ปฝ่าอันตรายไปเยือนสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงมีกำหนดเสด็จเยือนหลายเมืองในอิรักรวมถึงเมืองอูร์บ้านเกิดอับราฮัม

• สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิกทรงมีกำหนดเสด็จเยือนประเทศอิรักในวันศุกร์ (5 มี.ค.) ที่จะถึงนี้เพื่อส่งเสริมชุมชนชาวคริสเตียนในอิรัก โดยจะเสด็จเยือนสถานที่สำคัญ 5 แห่ง ได้แก่ กรุงแบกแดด, นาจาฟ, โมซูล, เออร์บิล และเมืองอูร์ ท่ามกลางความกังวลด้านความปลอดภัยจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายในอิรักรวมถึงความกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดโควิด-19 หลังจากที่ทูตวาติกันประจำอิรักติดโควิด-19 ไม่กี่วันก่อนที่สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จเยือน

• สิ่งที่น่าสนใจคือนอกจากจะเป็นการเสด็จเยือนต่างประเทศครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปีของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสแล้ว หนึ่งในนั้นยังมีเมืองอูร์ (Ur) ซึ่งเป็นเมืองที่สำคัญของชาวสุเมเรียนในเมโสโปเตเมีย เป็นเมืองเก่าแก่มีอายุประมาณ 3,800 ปีก่อนคริสตกาล และที่สำคัญยังเชื่อว่าเป็นเมืองบ้านเกิดของอับราฮัมอีกด้วย

บ้านของอับราฮัมในเมืองอูร์ ซึ่งถ่ายในปี 2016

• เชื่อกันว่าอับราฮัมมีชีวิตอยู่ในช่วง 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ถือกำเนิดที่เมืองอูร์ก่อนที่บิดาจะพาเดินทางไปยังดินแดนคานาอันพร้อมกับภรรยาและหลานชาย แต่ภายหลังบิดาของเขาก็เสียชีวิตลง อับราฮัมได้รับการเรียกจากพระเจ้าให้ไปยังดินแดนซึ่งพระเจ้าจะนำทาง ซึ่งก็คือดินแดนแถบประเทศอิสราเอล ปาเลสไตน์ และเลบานอนในปัจจุบัน

• อับบราฮัมเป็นบุคคลสำคัญที่ปรากฏชื่อในคัมภีร์ของศาสนาสำคัญของโลก 3 ศาสนาคือศาสนายูดาห์ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ทั้งสามศาสนาถือว่าอับราฮัมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสนาตน ศาสนาของอับราฮัมคือศานาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวผู้ที่บอกให้ไปยังดินแดนซึ่งพระเจ้าจะนำทางและความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียวคือหลักการของศาสนาสำคัญทั้งสามของโลก นี่คือความสำคัญของเมืองอูร์ที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อสำคัญของโลก

แผ่นโลหะจากเมืองอูร์ อายุประมาณ 2500 ปีก่อนคริสตกาล ขณะนี้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์บริติช

• แต่คนเมืองอูร์ไม่ได้นับถือศาสนาแบบอับราฮัม พวกเขานับถือเทพเจ้าแห่งพระจันทร์ (Nanna) ก่อนที่อับราฮัมจะพบกับพระเจ้าองค์เดียวหรือพระเจ้าของชาวอิสราเอลนั้น อับราฮัมทำงานในร้านขายรูปบูชาของบิดามาก่อนเรื่องนี้ปรากฎในคัมภีร์ปฐมกาลของชาวยิว (Genesis Rabbah)

• ในคัมภีร์เล่าว่าครั้งหนึ่งตอนที่บิดาไม่อยู่ มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาขอซื้อรูปบูชาเทพเจ้า อับราฮัมถามเขาว่าเขาอายุเท่าไหร่ ชายคนนั้นตอบว่า “อายุ 50 ปี” จากนั้นอับราฮัมกล่าวว่า“ คุณอายุ 50 ปีแล้วยังจะกราบไหว้รูปปั้นอายุหนึ่งวัน!” เมื่อถึงจุดนี้ชายคนนั้นก็จากไปด้วยความละอายใจ 

กษัตริย์อูร์-นัมมู ผู้ก่อตั้งมหาซิกกูแรตแห่งอูร์

• ต่อมามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปในร้านและต้องการที่จะเซ่นไหว้รูปเคารพ อับราฮัมจึงเอาไม้ทุบรูปเคารพและวางไม้นั้นไว้ในมือของรูปเคารพที่ใหญ่ที่สุด เมื่อบิดากลับมาเขาถามอับราฮัมว่าเกิดอะไรขึ้นกับรูปเคารพทั้งหมด อับราฮัมบอกเขาว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาเพื่อถวายเครื่องบูชาแด่รูปเคารพ รูปเคารพต่างถกเถียงกันว่าองค์ใดควรเสวยเครื่องบูชาก่อน จากนั้นรูปเคารพที่ใหญ่ที่สุดจึงเอาไม้ทุบและทุบรูปเคารพอื่นๆ ทั้งหมด บิดาของอับราฮัมตอบว่าพวกเขาเป็นเพียงรูปปั้นจะมีปัญญาได้อย่างไร จากนั้นอับราฮัมตอบว่าพ่อปฏิเสธปัญญาของพวกเขา แต่พ่อยังนมัสการพวกเขาอยู่อีก!

• เรื่องที่ปรากฏในคัมภีร์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของศาสนายูดาห์ และศาสนาอิสลาม (รวมถึงศาสนาคริสต์บางนิกาย) ที่ปฏิเสธรูปเคารพและนับถือพระเจ้าองค์เดียว เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเมืองอูร์ดินแดนที่ร่ำรวยไปด้วยเทพเจ้าและตำนานโบราณ แต่อับราฮัมจะจากเมืองนี้ไปและเผยแพร่ศาสนาใหม่

กระเบื้องโมเสคจากสุสานราชวงศ์อูร์ ทำจากปูนแดง ยางบิทูเมน ไพฑูรย์ และเปลือกหอย

• เรื่องเหล่านี้เป็นตำนานทางศาสนา แต่ในทางประวัติศาสตร์เมืองอูร์มีอายุประมาณ 3,800 ปีก่อนคริสตกาล โดยมีกษัตริย์องค์แรกคือเมซานนี ปาดดา ต่อมาเมื่อช่วง 2047 ถึง 2030 ปีก่อนคริสตกาลกษัตริย์อูร์ นามมูเข้ามามีอำนาจปกครอง โดยสร้างโบราณสถานไว้มากมายรวมถึงซิกกูแรตแห่งอูร์ ตลอดจนมีการปรับปรุงระบบชลประทานสำหรับการเกษตร และคิดค้นประมวลกฎหมาย ต่อมากษัตริย์อามาร์ ซิน, ซู ซิน และอิบบิ ซิน ก็ขึ้นปกครองเมืองอูร์ตามลำดับ

• ตามรายงานระบุว่าจากการประมาณการพบว่าครั้งหนึ่งอูร์เคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกในช่วง 2030 ถึง 1980 ปีก่อนคริสตกาล ด้วยจำนวนประชากรถึง 65,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.1 ของประชากรทั่วโลกในขณะนั้น

• อูร์เป็นศูนย์กลางเมืองที่สำคัญของสุเมเรียน-อัคคาเดียนบนที่ราบเมโสโปเตเมีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบสุสานหลวงได้ยืนยันถึงความงดงามและความยิ่งใหญ่ของเมืองอูร์ นอกจากนี้อูร์ยังเป็นเมืองท่าสำคัญในอ่าวเปอร์เซียซึ่งขยายออกไปไกลกว่าปัจจุบันมาก

พระมาลาทองคำของกษัตริย์เมสกาลัมดุก (Meskalamdug) มีอายุประมาณ 2,600-2,500 ปีก่อนคริสตกาล ภาพโดย Akieboy

• การนำเข้าสินค้าสู่เมืองอูร์มาจากหลายส่วนของโลก โดยสินค้านำเข้า ได้แก่ ทองคำ เงิน ไพฑูรย์ และคาร์เนเลียน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าเมืองอูร์มีระบบสังคมที่แบ่งชนชั้น รวมถึงทาส (ชาวต่างชาติที่ถูกจับตัวได้), ชาวนา, ช่างฝีมือ, หมอ, อาลักษณ์ และนักบวช

• ตำรารูปคูนิฟอร์มหลายหมื่นชิ้นได้รับการกู้คืนจากวัด พระราชวัง และบ้านแต่ละหลังซึ่งบันทึกสัญญาสินค้าและเอกสารของศาล ซึ่งเป็นหลักฐานของระบบเศรษฐกิจและกฎหมายที่ซับซ้อนของเมือง

• นอกจากนี้ยังพบว่าชาวเมืองอูร์มีการละเล่นเครื่องดนตรี โดยมีการขุดค้นพบพิณซึ่งรูปร่างคล้ายกับพิณสมัยใหม่ แต่ปลายของพิณเป็นรูปวัวและมี 11 สาย

พิณหัวกระทิงที่ค้นพบจากสุสานหลวงแห่งอูร์ อายุ 2,550-2,450 ก่อนคริสตศักราชทำจากทองคำประดับลาพิสลาซูลี ถ่ายภาพที่พิพิธภัณฑ์โบราณคดีและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย (พิพิธภัณฑ์เพนน์) ในฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ภาพโดย Mary Harrsch

• นักโบราณคดีเริ่มทำการขุดสำรวจเมืองนี้ในช่วงปี 1853-1854 และ 1922-1934 โดบพบโบราณสถานและโบราณวัตถุมากมาย รวมถึงสุสานจำนวนมหาศาลราว 2,000 แห่งพร้อมด้วยสมบัติล้ำค่ามากมาย

• โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุสานหลวงแห่งอูร์ซึ่งเป็นสุสานสำหรับราชวงศ์ สมาชิกชนชั้นสูง และข้าราชบริพาร มีการขุดค้นพบสมบัติจำนวนมาก อาทิ เครื่องทองของกษัตริย์, ผ้าโพกศีรษะและเครื่องประดับของราชินี, หัวสิงโตซึ่งทำด้วยเงิน ไพฑูรย์ และเปลือกหอย เป็นต้น

• หลังสงครามอิรักผ่านพ้นไป สหรัฐอเมริกาบรรลุข้อตกลงทางการทหารกับอิรักเพื่อสนธิกำลังปกป้องคุ้มครองโบราณสถานเมืองอูร์ โดยในปี 2009 กองทัพสหรัฐได้ส่งคืนพื้นที่เมืองอูร์ให้แก่ทางการอิรักซึ่งหวังว่าจะพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว

ทหารสหรัฐขึ้นบนซิกกูแรตแห่งอูร์ที่บูรณะใหม่ในปี 2010

เขตปกครองของจีนเริ่มประกาศสงครามกับการขุดคริปโตฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646704

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 19:31 น.เขตปกครองของจีนเริ่มประกาศสงครามกับการขุดคริปโตฯเหตุสิ้นเปลืองพลังงาน เขตปกครองตนเองมองโกเลียในเป็นพื้นที่ปกครองของจีนที่สั่งห้ามการทำเหมืองคริปโตเคอร์เรนซี่ในอีก 1 เดือนข้างหน้า

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าเขตปกครองตนเองมองโกเลียในของจีนได้สั่งห้ามการขุดคริปโตเคอร์เรนซี่ และประกาศความตั้งใจที่จะปิดโครงการทำเหมืองขุดคริปโตฯ ดังกล่าวทั้งหมดภายในเดือนเมษายนท่าทีนี้กระตุ้นให้เกิดความกังวลว่าจีนอาจจะดำเนินการควบคุมคริปโตฯ มากขึ้นในปีนี้เพราะใช้พลังงงานมหาศาลในการขุดมันขึ้นมา

ทั้งนี้ การขุดคริปโตเคอร์เรนซี่รวมถึงบิตคอยน์ในภาษอังกฤษเรียกว่า crypto mining โดย คำว่าการขุดคริปโตฯ หมายถึงการได้รับคริปโตเคอร์เรนซี่โดยการแก้สมการการเข้ารหัสผ่านการใช้คอมพิวเตอร์ กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบความถูกต้องของบล็อกข้อมูลและการเพิ่มบันทึกธุรกรรมลงในบันทึกสาธารณะ (บัญชีแยกประเภท) ที่เรียกว่าบล็อกเชน

แต่กระบวนการนี้ใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล เนื่องจากประเทศจีนมีค่าไฟถูกและยังมีพื้นที่ที่มีอากาศหนาวเย็นทำให้หล่อเย็นเครื่องขุดได้ได้ง่ายผู้คนจึงนิยมไปขุดคริปโตฯ ในจีน โดยเฉพาะในทิเบตที่อากาศหนาวเย็นส่วนในมองโกเลียในมีค่าไฟฟ้าที่ถูกทำให้เป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักขุด

แต่ล่าสุดทางการเขตปกครองตนเองมองโกเลียในส่งห้ามการขุดคริปโตฯ แล้ว นอกจากนี้ทางการท้องถิ่นที่นั่นยังสั่งห้ามผุดโครงการเหรียญดิจิทัลใหม่ตามแผนร่างที่โพสต์บนเว็บไซต์ของคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปมองโกเลียในเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ จุดมุ่งหมายคือจำกัดการเติบโตของการใช้พลังงานให้เหลือประมาณ 1.9% ในปี 2021

การประกาศดังกล่าวสร้างความตกใจให้กับอุตสาหกรรมคริปโตฯ และที่ผ่านนักขุดคริปโตฯ ต้องกังวลกับการรณรงค์ของจีนมานานหลายปีแล้วเพื่อลดขนาดการลงทุนคริปโตลง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่จากการเก็งกำไร, การฉ้อโกง และการสิ้นเปลืองพลังงาน โดยเจ้าหน้าที่ของจีนได้ร่างข้อเสนอครั้งแรกในปี 2018 เพื่อที่จะลดการขุดคริปโต

ร่างนโยบายดังกล่าวเผยแพร่ออกมาไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่คณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยวางแผนเศรษฐกิจชั้นนำของจีนโจมตีเขตปกครองตนเองมองโกเลียในว่าเป็นมณฑลเดียวที่ล้มเหลวในการควบคุมการใช้พลังงานในปี 2019

ขณะนี้เขตปกครองตนเองมองโกเลียในเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศลง 3% ในปีนี้และควบคุมการเติบโตของการใช้พลังงานให้อยู่ที่ประมาณการใช้ถ่านหินที่ 5 ล้านตัน

มองโกเลียในซึ่งประกอบไปด้วยเหมืองถ่านหินขนาดใหญ่มีชื่อเสียงในด้านพลังงานราคาไม่แพงและดึงดูดการลงทุนจากภาคส่วนที่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ภูมิภาคนี้คิดเป็น 8% ของพลังประมวลผลการขุดบิตคอยน์ทั่วโลกตามดัชนีการใช้ไฟฟ้าของบิตคอยน์ที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยรวมแล้วจีนสัดส่วนการขุดบิตคอยน์ถึง 65% เนื่องจากมีความน่าดึงดูดใจตรงที่ไฟฟ้าราคาไม่แพง มีโรงงานผลิตชิปในท้องถิ่น และแรงงานราคาถูก

แต่ความเคลื่อนไหวในมองโกเลียในทำให้นักลงทุนเริ่มวิตก โดยตั้งแต่ปี 2560 ทางการจีนได้ยกเลิกการเสนอขายคริปโตฯ ครั้งแรกและระงับการซื้อขายสกุลดิจิทัลภายในประเทศ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนเงินเปนนสกุลทางการเป็นจำนวนมาก

จีนเคยมีสัดส่วนการค้าสกุลเงินดิจิทัลประมาณ 90% แต่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Bitmain Technologies Ltd. ได้ถอนตัวไปจากประเทศจีนแล้ว

Photo by JACK GUEZ / AFP

วอร์เรน บัฟเฟตต์บอกนักลงทุน “อย่าแทงตรงข้ามอเมริกา” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646661

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 17:33 น.วอร์เรน บัฟเฟตต์บอกนักลงทุน "อย่าแทงตรงข้ามอเมริกา"ในขณะที่ทั่วโลกมองเห็นความเสื่อมของสหรัฐอเมริกา แต่นักลงทุนรุ่นเก๋ากลับชมประเทศตัวเองไม่ขาดปาก

ทุกๆ ปีวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซีอีโอวัย 90 ปีของบริษัท Berkshire Hathaway และนักลงทุนชั้นเซียนจะเขียนจดหมายไปถึงผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งจดหมายเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเข้าใจแนวทางการลงทุนของบัฟเฟตต์และยังจะเป็นเข็มทิศที่จะชี้นำการลงทุนของโลกได้ เพราะบัฟเฟตต์ได้รับฉายาว่า The Oracle of Omaha หรือผู้พยากรณ์แห่งโอมาฮา (โอมาฮาคือเมืองที่ตั้งบริษัท Berkshire Hathaway)

ในปีนี้บัฟเฟตต์ยอมรับความผิดพลาดที่เขาทำไปจนนำไปสู่การสูญเสียสูงถึง 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020 แม้ว่าผลกำไรรายไตรมาสของบริษัทจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความผิดพลาดนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการลงทุนในบริษัท Precision Castparts ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับบริษัทด้านการบินและอวกาศและการป้องกันประเทศ

เป็นเรื่องไม่บ่อยครั้งนักที่เขาจะเอ่ยถึงความผิดพลาดของตัวเอง แต่มันยังถือว่า “โอเค” เพราะกลุ่มบริษัท ของเขาประกาศผลกำไรรายไตรมาสเพิ่มขึ้น 23% เป็น 35,8400 ล้านเหรียญสหรัฐและมีรายได้สุทธิ 5,020 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่สิ่งที่นักลงทุนควรจะฟังมากกว่านั้นคือทัศนะของเขาต่อประเทศตัวเอง เขาบอกว่า สหรัฐเป็น “ประเทศที่บ่มเพาะเพื่อการปลดปล่อยศักยภาพของมนุษย์ที่ไม่มีใครเทียบได้”

บัฟเฟตต์บอกว่า “แม้จะมีการหยุดชะงักอย่างรุนแรง แต่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศเราก็น่าทึ่งมาก” พร้อมกับชมเชยสหรัฐต่างๆ นานาโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญสหรัฐที่ช่วยให้คนอเมริกันหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ

บัฟเฟตต์ยังยกตัวอย่างบริษทรุ่นใหม่ที่มีรายได้สุทธิหลังหักภาษีสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่น Clayton Homes และ Pilot Travel Center ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองน็อกศ์วิลล์ และ Berkshire เป็นเจ้าของ Clayton โดยสิ้นเชิงในขณะที่มีสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มขึ้นใน Pilot ซึ่งบัฟเฟตต์กล่าวว่าจะเเพิ่มป็น 80% ภายในปี 2023

บริษัทเหล่านี้ถูกยกตัวอย่างว่าเป็นผลพวงของการเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งช่วยบ่มเพาะให้นักลงทุนที่แทบไม่มีกระแสทุนและเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยสามารถสร้างบริษัทที่มีอนาคตขึ้นมาได้

บัฟเฟตต์บอกว่า “ผู้สร้างตัวเหล่านี้ต้องการกรอบของอเมริกาในการสร้างความมั่งคั่ง …เพื่อให้บรรลุศักยภาพ ในทางกลับกันอเมริกาต้องการพลเมืองอย่าง [ผู้ก่อตั้งบริษัทเหล่านั้น] เพื่อบรรลุปาฏิหาริย์ที่บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศของเราต้องการ”

เขาสรุปว่า “ข้อสรุปของเราที่ไม่ต้องสงสัยเลยนั่นคือ อย่าได้แทงตรงข้ามกับอเมริกาเป็นอันขาด”

อย่างไรก็ตาม จดหมายที่เน้นชมประเทศตัวเองโดยไม่ได้พูดถึงปัญหามากมายในสหรัฐ ทำให้บัฟเฟตต์ถูกโจมตีว่าเป็นพวกที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว “ตอนนี้คุณมีบริษัทที่มีผู้นำที่เคารพนับถือซึ่งได้รับการยกย่องอย่างสูงซึ่งมีความคิดเห็นที่คนต้องฟัง ซึ่งมีธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระบาด บริษัทประกันภัยที่ได้รับอิทธิพลจากภาวะโลกร้อน และภาวะเงินเฟ้อในสังคม แต่ไม่มีสักคำที่เขาพูดถึงเกี่ยวกับการระบาดของโรค นี่เป็นสิ่งที่น่าตกใจ มันไม่รู้ร้อนรู้หนาว และน่าผิดหวัง” เคที่ ไซเฟิร์ท นักวิเคราะห์จาก CFRA Research กล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Bloomberg

Photo AFP PHOTO/Nicholas KAMM/FILES

ทหารเล่นงานไม่หยุด ทนายเผยซูจีโดนยัดอีก 2 ข้อหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646675

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 15:25 น.ทหารเล่นงานไม่หยุด ทนายเผยซูจีโดนยัดอีก 2 ข้อหาออง ซาน ซูจีเผชิญอีก 2 ข้อหาหลังศาลกรุงเนปิดอว์พิจารณาคดีวันนี้

ทนายความของออง ซาน ซูจีเผยต่อสำนักข่าวเอเอฟพีว่าขณะนี้ซูจีกำลังเผชิญกับข้อหาทางอาญาเพิ่มอีก 2 ข้อหาหลังศาลกรุงเนปิดอว์พิจารณาคดีในวันนี้

โดยเธอถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายการสื่อสารรวมถึงปลุกระดมให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งศาลนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปในวันที่ 15 มีนาคม

ทนายความยังกล่าวอีกว่า “เราไม่แน่ใจว่าออง ซาน ซูจีจะต้องเผชิญอีกกี่ข้อหาในช่วงนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในเมียนมาในเวลานี้”

หลังจากที่ก่อนหน้านี้เธอถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎหมายนำเข้าและส่งออก จากการตรวจพบวิทยุสื่อสารที่นำเข้าโดยผิดกฎหมายในบ้านพักของเธอ และข้อหาละเมิดกฎหมายการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติสืบเนื่องจากการหาเสียงในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19

มีรายงานว่าก่อนหน้านี้เธอถูกกควบคุมตัวอยู่ในบ้านพักในกรุงเนปิดอว์ตั้งแตวันที่ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ขณะที่ประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมประท้วงต่อต้านการรัฐประหารอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลา 1 เดือนแล้ว

ท่ามกลางรัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างเข้มงวด โดยเมื่อวันอาทิตย์ (28 ก.พ.) ที่ผ่านมาส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 18 รายภายในวันเดียว

ขณะที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งข้อหาซูจีและผู้นำทางการเมืองตลอดจนนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนอื่นๆ นั้นเพื่อให้รัฐบาลทหารสามารถปราบปรามฝ่ายตรงข้ามได้โดยถูกกฎหมาย

Photo by Jack TAYLOR / AFP

ม็อบลุกฮือต้านฮ่องกงตั้งข้อหาแกนนำเกือบครึ่งร้อย สหรัฐจี้ปล่อยตัวทันที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646666

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 14:42 น.ม็อบลุกฮือต้านฮ่องกงตั้งข้อหาแกนนำเกือบครึ่งร้อย สหรัฐจี้ปล่อยตัวทันทีม็อบฮ่องกงลุกฮือในรอบหลายเดือนหลังจับนักเคลื่อนไหวเกือบครึ่งร้อย ด้านสหรัฐจี้ปล่อยตัวทันที

วันนี้ (1 มี.ค.) กลุ่มผู้ชุมนุมสนับสนุนประชาธิปไตยชาวฮ่องกงหลายร้อยคนรวมตัวกันที่ศาลมาจีสเตรท เขตเกาลูนตะวันตก เพื่อรับฟังการพิจารณาคดีของศาลพร้อมเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวทุกคนที่ถูกจับกุม ซึ่งนับเป็นการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ (28 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อหาและจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทั้งสิ้น 47 คน ฐานสมคบคิดบ่อนทำลายรัฐ ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่

จุดชนวนให้กลุ่มผู้ประท้วงลุกฮือขึ้นอีกครั้ง โดยมีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองทั้งหมดและการปฏิวัติเพื่อเสรีภาพของชาวฮ่องกง ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนระบุว่าจะปักหลักค้างคืนที่นี่ด้วย

ด้านแอนโทนี บลินเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐก็ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลฮ่องกงปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวทั้งหมดทันที พร้อมกล่าวประณามการตั้งข้อหาและจับกุมตัวนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย โดยระบุว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองและเสรีภาพในการแสดงออกไม่ควรเป็นอาชญากรรม และสหรัฐยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวฮ่องกง

We condemn the detention of and charges filed against pan-democratic candidates in Hong Kong’s elections and call for their immediate release. Political participation and freedom of expression should not be crimes. The U.S. stands with the people of Hong Kong.— Secretary Antony Blinken (@SecBlinken) March 1, 2021

ไทยติดหนี้อันดับ 17 โควิดทำทั่วโลกก่อหนี้เป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646649

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 12:45 น.ไทยติดหนี้อันดับ 17 โควิดทำทั่วโลกก่อหนี้เป็นประวัติการณ์โควิดทำหนี้ทั่วโลกพุ่งกว่า 700 ล้านล้านในปีก่อน ขณะที่ประเทศไทยก่อหนี้สูงอันดับ 17

สถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) ระบุว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้หนี้สินทั่วโลกเพิ่มขึ้น 24 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 700 ล้านล้านบาทในช่วงปีที่ผ่านมา โดยมีมูลค่ารวมคิดเป็น 281 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (8,500 ล้านล้านบาท) แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอัตราส่วนหนี้ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 อยู่ที่ระดับสูงกว่า 355%

โดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้ประมาณการณ์ว่าการใข้จ่ายของภาครัฐทั่วโลกมีสัดส่วนการก่อหนี้เพิ่มขึ้นประมาณครึ่งหนึ่ง ขณะที่บริษัท, ธนาคาร และครัวเรือนก่อหนี้ทั้งสิ้น 5.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ, 3.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และ 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ

ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมาท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 หนี้สินทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์มากกว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551 และ 2552 เสียอีก ซึ่งในขณะนั้นอัตราส่วนหนี้ต่อ GDP เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 และ 15 ตามลำดับ

สถาบันการเงินระหว่างประเทศยังได้คาดการณ์ว่าในปีนี้ระดับการกู้ยืมจะยังคงเพิ่มขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ

The global debt-to-GDP ratio surged by 35 percentage points to over 355% of GDP in 2020, well beyond the upswing seen during the 2008 global financial crisis.More in our new Global Debt Monitor: https://t.co/yYIja7nLM1 pic.twitter.com/EuLD5RRAs0— IIF (@IIF) February 17, 2021

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมานายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2563 ว่าหนี้สินครัวเรือนในไตรมาสสามปี 2563 มีมูลค่า 13.77 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 3.9% ใกล้เคียงกับ 3.8% ในไตรมาสก่อน หรือคิดเป็นสัดส่วน 86.6% ต่อ GDP เพิ่มสูงขึ้นตามเศรษฐกิจที่หดตัวจากผลของการแพร่ระบาดของโควิด-19

Photo by Sergio Lima / AFP

“คนเอเชีย” อยู่ยากขึ้นในอเมริกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646640

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 11:36 น.

"คนเอเชีย"อยู่ยากขึ้นในอเมริกา

The Expert Ep79 คนเอเชียอยู่ยากขึ้นในอเมริกา

The Expert Ep79 คนเอเชียอยู่ยากขึ้นในอเมริกา

ติดตาม PosttToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/995333830&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · “คนเอเชีย”อยู่ยากขึ้นในอเมริกา

ประสบการณ์เจ็บๆ ของเทสลา สูญกว่า 2 แสนล้านเพราะบิตคอยน์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/646635

วันที่ 01 มี.ค. 2564 เวลา 11:15 น.ประสบการณ์เจ็บๆ ของเทสลา สูญกว่า 2 แสนล้านเพราะบิตคอยน์มีช่วงหนึ่งปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่บริษัทเทสลาของอีลอน มัสก์ สูญเสียมูลค่าทางการตลาดกว่า 25% หลังลงทุนบิตคอยน์

หลังจากที่ทางบริษัทเทสลา ของอีลอน มัสก์ ประกาศร่วมลงทุนสกุลเงินดิจิทัลบิตคอยน์มูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐไปเมื่อเดือนที่ผ่านมาส่งผลให้มูลค่าบิตคอยน์พุ่งกระฉูด

แต่ขณะนี้แนวโน้มเริ่มไม่ค่อยดีนักเมื่อสัปดาห์ก่อนเทสลาสูญเสียมูลค่าทางการตลาดไปถึงประมาณ 215,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือประมาณ 620,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยมีช่วงหนึ่งมูลค่าตกลงอยู่ที่ 652.39 ดอลลาร์ต่อหุ้น ล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ 675.50 ต่อหุ้นในการซื้อขายวันศุกร์ที่ผ่านมา

โดยนักวิเคราะห์กล่าวว่าสาเหตุส่วนใหญ่นั้นมาจากการที่ขณะนี้หุ้นของเทสลาเชื่อมโยงกับมูลค่าของบิตคอยน์เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความผันผวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

ความกังวลเหล่านี้ดูเหมือนจะไปถึงนักลงทุนที่ขายหุ้นออกไปเพราะกลัวว่าพวกเขาจะขาดทุนหากราคาของบิตคอยน์เริ่มดิ่งลง

แม้ว่ามูลค่าของบิตคอยน์ในตอนแรกจะพุ่งขึ้นราว 50% สืบเนื่องจากการลงทุนของเทสลาแต่ก็ลดลงประมาณ 7% หลังจากที่มัสก์ทวีตว่าราคาของสกุลเงินดิจิทัลสูงขึ้นเล็กน้อย

That said, BTC & ETH do seem high lol— Elon Musk (@elonmusk) February 20, 2021

มูลค่าทางการตลาดของเทสลาที่ลดลงอย่างกะทันหันทำให้มัสก์สูญเสียตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกคืนให้แก่เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งแอมะซอนต่อเนื่องยาว 6 สัปดาห์แล้ว

Photo by Odd ANDERSEN / AFP