ไม่รอด! ศาลตัดสินเยาวชนฮ่องกงผิดจริง ฐานดูหมิ่นธงชาติจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไม่รอด! ศาลตัดสินเยาวชนฮ่องกงผิดจริง ฐานดูหมิ่นธงชาติจีน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 16:00 น.ไม่รอด! ศาลตัดสินเยาวชนฮ่องกงผิดจริง ฐานดูหมิ่นธงชาติจีนโทนี ชุง แกนนำเยาวชนเรียกร้องเอกราชฮ่องกง ผิดข้อหาดูหมิ่นธงชาติจีน ส่อคุก 3 ปี

สำนักข่าวฮ่องกง HKFP และ AFP รายงานว่า วันนี้ (11 ธันวาคม) โทนี ชุง วัย 19 ปี อดีตแกนนำกลุ่มนักศึกษาท้องถิ่นนิยม ซึ่งเรียกร้องประชาธิปไตยและการประกาศเอกราชของฮ่องกง ถูกตัดสินว่าละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ และมีความผิดในข้อหาหมิ่นธงชาติจีน จากเหตุการณ์จลาจลในฮ่องกงเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว

โดยเหตุการณ์ดังกล่าวมีการเผชิญหน้ากันระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน ในขณะที่สมาชิกสภาฝ่ายประชาธิปไตยพยายามขัดขวางการผ่านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งมีภาพปรากฏออกมาว่าชุงคว้าธงชาติจีนจากกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลก่อนนำมาเหยียบย่ำทำลาย

พีโอนี หว่อง ผู้พิพากษาระบุว่าการกระทำของจำเลย (ชุง) มีเจตนาดูหมิ่นเหยียดหยามธงชาติจีน ซึ่งเป็นการทำให้ธงชาติเป็นมลทินอย่างโจ่งแจ้ง ขณะที่ชุงปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยอ้างว่าไม่ทราบว่าเป็นธงชาติจีน

ศาลจะตัดสินโทษในวันที่ 29 ธันวาคม โดยการละเมิดธงชาติมีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี และปรับไม่เกิน 50,000 เหรียญฮ่องกง ขณะที่การชุมนุมโดยผิดกฎหมายมีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี

นอกจากนี้ยังมีการนัดไต่สวนครั้งต่อไปในวันที่ 7 มกราคม ในข้อหาความมั่นคงแห่งชาติ

ทั้งนี้ ชุงถูกควบคุมตัวตั้งแต่เดือนตุลาคมหลังศาลฮ่องกงปฏิเสธที่จะให้ประกันตัวระหว่างการพิจารณาคดีในข้อหาความผิดด้านความมั่นคงแห่งชาติ

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP

มาสเตอร์การ์ด-วีซ่าหยุดให้บริการพอร์นฮับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

มาสเตอร์การ์ด-วีซ่าหยุดให้บริการพอร์นฮับ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 15:00 น.มาสเตอร์การ์ด-วีซ่าหยุดให้บริการพอร์นฮับการตัดสัมพันธ์ของสองผู้ให้บริการบัตรเครดิตเกิดขึ้นหลังพบหลักฐานว่า Pornhub มีคลิปที่เข้าข่ายข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

มาสเตอร์การ์ด (Mastercard) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตรายใหญ่ประกาศหยุดให้บริการการชำระเงินกับเว็บไซต์ Pornhub หลังตรวจสอบพบว่า Pornhub มีคลิปวิดีโอที่เข้าข่ายเป็นการข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

แถลงการณ์ของมาสเตอร์การ์ดระบุว่า “การตรวจสอบของเราในหลายวันที่ผ่านมาพบการละเมิดหลักเกณฑ์ของเราที่ห้ามไม่ให้เว็บไซต์ Pornhub ให้บริการเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย เราได้แจ้งให้สถาบันการเงินที่เชื่อมต่อเว็บไซต์กับเครือข่ายของเราปฏิเสธการชำระเงินแล้ว”

ขณะที่วีซ่า (Visa) ผู้ให้บริการบัตรเครดิตอีกรายหนึ่งกำลังเดินหน้าตรวจสอบกรณีดังกล่าวเช่นกัน แต่เบื้องต้นได้ยุติการให้บริการชำระเงินในเว็บไซต์ Pornhub ชั่วคราว

การตรวจสอบของสองบริษัทบัตรเครดิตเกิดขึ้นหลังจาก นิโคลาส คริสตอฟ นักข่าวรางวัลพูลิตเซอร์ของหนังสือพิมพ์ The New York Times ตีแผ่ว่ามีคลิปวิดีโอที่ถูกหรือน่าจะถูกข่มขืนหรือเด็กถูกล่วงละเมิดเผยแพร่ในเว็บไซต์ Pornhub

ด้าน Pornhub ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และระบุว่า การตัดสินใจของทั้งสองบริษัทน่าผิดหวังอย่างยิ่ง พร้อมยืนยันว่าทางเว็บไซต์ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงกติกาต่างๆ หลังการรายงานข่าวของ The New York Times

ก่อนหน้านี้ 2 วัน Pornhub นำฟังก์ชันการดาวน์โหลดออกจากคลิปวิดีโอส่วนใหญ่ และกำหนดให้ผู้ใช้แสดงตัวตนก่อนอัพโหลดวิดีโอ

Pornhub ยังเผยอีกว่า แม้ว่าคลิปส่วนใหญ่ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์จะอัพโหลดโดยผู้ใช้บริการและเปิดให้เข้าถึงแบบสาธารณะ แต่ทางเว็บไซต์มีบุคคลที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคลิปดังกล่าว และย้ำว่าทางเว็บไซต์จะไม่ยอมให้มีการเผยแพร่คลิปล่วงละเมิดทางเพศเด็ก โดยได้ใช้เครื่องมือจากทั้งกูเกิล ยูทูบ และไมโครซอฟท์ ช่วยในการตรวจสอบและลบคลิปผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดพบว่าในปี 2019 มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ 42 ล้านคน มีคลิปวิดีโอถูกอัพโหลดกว่า 6.83 ล้านครั้ง โดยมีระยะเวลาเข้าชมรวมกันทั้งหมด 169 ปี

จีนแนะนำลูกเรือสวมผ้าอ้อมป้องกันโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนแนะนำลูกเรือสวมผ้าอ้อมป้องกันโควิด-19 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 14:00 น.จีนแนะนำลูกเรือสวมผ้าอ้อมป้องกันโควิด-19จีนแนะแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 บนสายการบินรวมถึงการสวมผ้าอ้อมในเที่ยวบินที่มีความเสี่ยงสูง

เดอะวอชิงตันโพสต์ รายงานสำนักงานบริหารการบินพลเรือนของจีน (CAAC) ได้ออกเอกสารให้คำแนะนำแนวทางในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาบนเครื่องบิน โดยส่วนหนึ่งของคำแนะนำด้านอุปกรณ์ป้องกันตัวส่วนบุคคลระบุว่า

“อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลสำหรับลูกเรือในห้องโดยสาร: หน้ากากอนามัย, ถุงมือแบบใช้แล้วทิ้งสองชั้น, แว่นตานิรภัย, หมวกคลุมผมแบบใช้แล้วทิ้ง, ชุดคลุมแบบใช้แล้วทิ้งทิ้ง, ผ้าคลุมรองเท้าแบบใช้แล้วทิ้ง และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินควรสวมผ้าอ้อมเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ห้องน้ำและลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ”

โดยแนะนำให้ลูกเรือสวมผ้าอ้อมสำเร็จรูปในเที่ยวบินที่ให้บริการทั้งไปและกลับจากประเทศที่มีอัตราการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศเกิน 500 รายต่อประชากร 1 ล้านคน รวมถึงในเที่ยวบินที่มีความเสี่ยงต่ำควรทำความสะอาดห้องน้ำของลูกเรือก่อนและหลังใช้งานทุกครั้ง

ทั้งนี้ มาตรการที่ออกมาใหม่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสำหรับเที่ยวบินในแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไป โดยบางสายการบินกำหนดให้มีการเว้นที่นั่งระหว่างผู้โดยสาร หรือบังคับให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่บนเครื่องบิน

นิตยสารไทม์ยกไบเดน-แฮร์ริสเป็นบุคคลแห่งปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

นิตยสารไทม์ยกไบเดน-แฮร์ริสเป็นบุคคลแห่งปี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 12:40 น.นิตยสารไทม์ยกไบเดน-แฮร์ริสเป็นบุคคลแห่งปีนิตยสารไทม์ยก โจ ไบเดน และคามาลา แฮร์ริส ว่าที่ประธานาธิบดีและรองเป็นบุคคลแห่งปี 2020

นิตยสารไทม์ (Time) ประกาศให้ โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ และคามาลา แฮร์ริส ว่าที่รองประธานาธิบดีสหรัฐเป็นบุคคลแห่งปีของปี 2020

เอ็ดเวิร์ด เฟลเซ็นธาล บรรณาธิการนิตยสารไทม์ระบุว่า “สำหรับการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวของชาวอเมริกัน สำหรับการแสดงให้เห็นว่าพลังแห่งความเห็นอกเห็นใจยิ่งใหญ่กว่าความโกรธเกรี้ยวของการแบ่งแยก สำหรับการแสดงวิสัยทัศน์ของการเยียวยาในโลกที่แสนเศร้า โจ ไบเดน และคามาลา แฮร์ริส คือบุคคลแห่งปี 2020 ของไทม์”

ทั้งสองคนเอาชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา โดยแฮร์ริสนั้นเป็นทั้งผู้หญิงคนแรกและผู้หญิงผิวสีคนแรกและผู้หญิงเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐ

ขณะที่ซูเปอร์สตาร์เอ็นบีเอ เลบรอน เจมส์ ได้รับเลือกเป็นนักกีฬาแห่งปี และบอยแบนด์สัญชาติเกาหลี บีทีเอส เป็นคนบันเทิงแห่งปี

ผู้ที่เข้ารอบในปีนี้เป็นภาพสะท้อนเหตุการณ์สำคัญๆ ของปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น ไบเดน, โดนัลด์ ทรัมป์, เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ทำงานแนวหน้า,นายแพทย์แอนโธนี เฟาซี หัวหน้าคณะทำงานการรับมือ Covid-19, และกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติ ซึ่งล้วนเป็นตัวละครหลักในปีอันแสนวุ่นวาย ซึ่งรวมถึงการแพร่ระบาดของ Covid-19 ความไม่สงบในบ้านเมืองสหรัฐกรณีเชื้อชาติ และการเลือกตั้งที่ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่

กษัตริย์โมร็อกโกสั่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วประเทศฟรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

กษัตริย์โมร็อกโกสั่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วประเทศฟรี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 11 ธ.ค. 2563 เวลา 11:20 น.กษัตริย์โมร็อกโกสั่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนทั่วประเทศฟรีสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ทรงมีพระบรมราชโองการจัดฉีดวัคซีนให้ประชาชนทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

The North Africa Post รายงาน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม สำนักพระราชวังโมร็อกโกแถลงว่า สมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 แห่งโมร็อกโก ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้รัฐบาลโมร็อกโกดำเนินการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาให้ประชาชนทุกคนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชดำริในโครงการจัดฉีดวัคซีนครั้งใหญ่ให้แก่ประชาชนชาวโมร็อกโกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าเพื่อให้มั่นใจว่าชาวโมร็อกโกทุกคนจะได้รับวัคซีนดังกล่าวเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พระองค์ทรงเป็นประธานในการประชุมเพื่อเตรียมการสำหรับโครงการจัดฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน โดยในระยะแรกจะจัดฉีดวัคซีนสำหรับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ครู ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง

ทั้งนี้ วันที่ 10 ธันวาคม กระทรวงสาธารณสุขโมร็อกโกเผยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 3,345 ราย ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อยืนยันทั่วประเทศอยู่ที่ 391,529 ราย โดยมีผู้เสียชีวิต 6,427 ราย

เตรียมใจไว้เลย โลกเรายังร้อนได้มากกว่านี้อีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เตรียมใจไว้เลย โลกเรายังร้อนได้มากกว่านี้อีก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 21:30 น.เตรียมใจไว้เลย โลกเรายังร้อนได้มากกว่านี้อีกปี 2020 เป็น 1 ใน 3 ปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 170 ปี แต่นี่ยังไม่ถือว่าร้อนที่สุด เพราะจากนี้ไปโลกจะร้อนขึ้นอีกอย่างน้อยปีละ 1 องศาเซลเซียส

เร็วๆ นี้มีรายงานเกี่ยวกับความร้อนของโลกออกมาเป็นระยะ ล่าสุดโครงการสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติเผยว่า ช่วงสิ้นสุดของศตวรรษนี้ หรือในปี 2100 อุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียส แม้ว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วงที่ Covid-19 ระบาดจะลดลงก็ตาม

และยังเตือนอีกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงช่วงล็อกดาวน์จะช่วยโลกร้อนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าเราไม่พร้อมใจกันลดใช้พลังงานจากฟอสซิลเป็นวงกว้างและรวดเร็วที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญยังห่วงอีกว่าการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะหวนกลับมาอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปี 2021

หรือจะเป็นรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่เตือนว่าโลกกำลังอยู่ในช่วง “หายนะของสภาพภูมิอากาศ” และปีนี้เป็น 1 ใน 3 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมาตั้งแต่ปี 1850 หรือเมื่อ 170 ปีที่แล้ว

รายงานเดียวกันนี้ยังบอกอีกว่า อุณหภูมิทั่วโลกในแต่ละปีจะร้อนขึ้นอีกอย่างน้อย 1 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม (ช่วงปี 1850-1900) ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

ในเวลาใกล้เคียงกันกรมอุตุนิยมวิทยาของอังกฤษเผยข้อมูลว่า หากยังไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พื้นที่ส่วนใหญ่ของอังกฤษจะไม่มีหิมะภายในปี 2100 หรืออีกเพียง 80 ปีข้างหน้าเท่านั้น และทางตอนใต้ของประเทศจะไม่เจอกับอุณหภูมิ 0องศาเซลเซียสหรือติดลบภายในปี 2040

จากคำเตือนข้างต้นจะเห็นว่าตัวแปรสำคัญของภาวะโลกร้อนก็คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด (75%) และยังเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการสะสมพลังงานความร้อนในชั้นบรรยากาศมากที่สุดอีกด้วย

นับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือช่วง 170 ปีที่ผ่านมา กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นการขับรถยนต์ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า การทำไร่ หรือการเลี้ยงปศุสัตว์ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สูงกว่าในยุคไดโนเสาร์สูญพันธุ์ หรือเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว

ในปี 1850 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอยู่ที่ 280 ส่วนในล้านส่วน แต่ข้อมูลล่าสุดจากองค์การนาซา (ต.ค.2020) พบว่าเพิ่มขึ้นมาที่ 415 ส่วนในล้านส่วน

ถ้าถามว่า 415 ส่วนในล้านส่วนร้ายแรงแค่ไหน ตอบได้เลยว่า ขณะนี้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นแล้วอย่างน้อย 1 องศาเซลเซียส เพียง 1 องศาเซลเซียสเรายังรู้สึกว่าร้อนจนแทบทนไม่ไหว แต่นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นหากความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น 2 เท่าจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อุณหภูมิจะสูงขึ้นถึง 2-3 องศาเซลเซียส

และตอนนี้แม้จะไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ก็พอมองเห็นสัญญาณเตือนที่โลกส่งมาให้มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ไฟป่าเกิดถี่ขึ้น พายุเฮอร์ริเคนและไต้ฝุ่นรุนแรงขึ้น รวมทั้งคลื่นความร้อนที่เล่นงานหลายประเทศ

ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบันบวกกับกิจกรรมที่ทำลายระบบนิเวศของมนุษย์กำลังผลักให้โลกเข้าสู่ภาวะสภาพภูมิอากาศอบอุ่น (Warmhouse) และ สภาวะโลกร้อนในระดับวิกฤต (Hothouse) ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 34 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งในยุคนั้นร้อนจนไม่มีน้ำแข็งขั้วโลก และอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงกว่าในปัจจุบันราว 9-14 องศาเซลเซียส

หรือที่ใกล้กว่านั้นคือ ภายในปี 2100 หรืออีก 80 ปีข้างหน้า ถ้ามนุษย์ยังไม่หยุดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นอีก 4.7 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างกะทันหันนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลกันว่าทั้งโลกและมนุษย์จะปรับตัวไม่ทัน เพราะเมื่อ 250 ล้านปีที่แล้วที่เกิดเหตุการณ์ที่นำมาสู่สูญพันธุ์ครั้งใหญ่นั้น ต้องใช้เวลานับพันนับหมื่นปีกว่าอุณหภูมิจะสูงขึ้นถึงจุดพีค บางรายงานบอกว่าใช้เวลาถึง 150,000 ปี

หรือเมื่อ 56 ล้านปีก่อนที่โลกประสบกับภาวะโลกร้อนครั้งใหญ่ ก็ยังต้องใช้เวลาราว 10,000-20,000 ปีอุณหภูมิจึงจะเพิ่มสูงสุด

ทว่าภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ใช้เวลาเกิดขึ้นเพียง 200 ปีเท่านั้น

เมื่อหายนะมาถึงมนุษย์จะได้รับผลกระทบที่เกิดจากน้ำมือของตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รายงานของสถาบันเศรษฐศาสตร์และสันติภาพ (IEP) พบว่าประชากรโลกมากถึง 1,200 ล้านคนใน 31 ประเทศจะต้องย้ายที่อยู่ภายใน 30 ปีข้างหน้าอันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากรและภาวะโลกร้อน

ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งจาก Climate Impact Lab พบว่าหากยังไม่หยุดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จำนวนผู้เสียชีวิตจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงจะแซงหน้าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากโรคติดต่อทั้งหมดรวมกัน

ขณะที่แม้ว่าหลายประเทศจะตื่นตัวแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน พยายามวางนโยบายปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหภาพยุโรป อังกฤษ แต่ก็ยังเป็นการแก้ปัญหาแบบประเทศใครประเทศมัน ทำให้ความพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังมีอุปสรรคอยู่มากและอาจไม่บรรลุเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เพิ่มเกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมตามข้อตกลงปารีส

อย่างไรก็ดี จะผลักภาระให้ประเทศอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนเพียงลำพังไม่ได้ ประเทศกำลังพัฒนาต้องเร่งดำเนินการด้วย แต่หากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเทศกำลังพัฒนาอาจต้องแบกรับภาระหนัก

เหตุผลหนึ่งคือค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามข้อตกลงปารีส สถาบันเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนานานาชาติ (IIED) ระบุว่าบรรดาประเทศกำลังพัฒนาอาจต้องใช้เงินถึง 93,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเพื่อให้ข้อตกลงบรรลุเป้าหมาย

อีกเหตุผลคือ ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ต้องพึ่งพารายได้จากกิจการที่ต้องตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือกิจการที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อาทิ ประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นตัวการการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันดับต้นๆ

แต่ไม่ว่าอย่างไร เราทุกคนคงต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อรักษาโลกที่สวยงามไว้ส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคต

เกาหลีใต้เร่งสร้างโรงพยาบาลจากตู้คอนเทนเนอร์รับโควิดระลอกสาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เกาหลีใต้เร่งสร้างโรงพยาบาลจากตู้คอนเทนเนอร์รับโควิดระลอกสาม  – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 19:30 น.เกาหลีใต้เร่งสร้างโรงพยาบาลจากตู้คอนเทนเนอร์รับโควิดระลอกสาม ทางการเกาหลีใต้ดัดแปลงตู้คอนเทนเนอร์เป็นเตียงรองรับผู้ป่วย Covid-19 แก้ปัญหาขาดแคลนเตียงเพราะผู้ป่วยพุ่ง 

การระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสระลอกล่าสุดในเกาหลีใต้ทำให้ทางการกังวลว่าเตียงรองรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลจะไม่เพียงพอ ทางการกรุงโซลจึงเริ่มนำตู้คอนเทนเนอร์มาดัดแปลงเป็นห้องผู้ป่วยรองรับผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการระบาด   

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังมีแผนจะตั้งจุดตรวจหาเชื้อชั่วคราวราว 150 จุดกระจายทั่วกรุงโซล

พัคนึงฮู รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า “เราพยายามอย่างหนักในการยับยั้งการแพร่ระบาดในกรุงโซลด้วยการระดมทรัพยากรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเตรียมศูนย์รักษาและเตียงผู้ป่วยสำหรับกรณีฉุกเฉินเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาที่เหมาะสมทันท่วงที”

สำนักควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลีรายงานว่า วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 682 ราย ลดลงจากวันก่อนที่พบ 686 ราย ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงเป็นอันดับสองนับตั้งแต่ยืนยันพบการระบาดครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค. แม้ว่าจะบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม

สถานทูตจีนลั่นโดนแฮก หลังรีทวีตทรัมป์กล่าวหาการเลือกตั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สถานทูตจีนลั่นโดนแฮก หลังรีทวีตทรัมป์กล่าวหาการเลือกตั้ง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.สถานทูตจีนลั่นโดนแฮก หลังรีทวีตทรัมป์กล่าวหาการเลือกตั้งสถานทูตจีนในสหรัฐถูกแฮกเกอร์มือดีรีทวีตข้อความโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อ้างว่าการเลือกตั้งไม่โปร่งใส

บีบีซีรายงาน วันที่ 10 ธ.ค. สถานทูตจีนในสหรัฐประกาศว่าถูกแฮกบัญชีทวิตเตอร์หลังจากที่มีการรีทวีตข้อความของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กล่าวหาว่าการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้มีการทุจริต

โดยทรัมป์กล่าวว่า “หากมีการทุจริตการเลือกตั้งอย่างที่พรรคเดโมแครตทำ ทำไมจึงไม่ยกเลิกการเลือกตั้งโดยทันที ประเทศจะดำเนินไปเช่นนี้ได้อย่างไร”

ภายหลังสถานทูตจีนได้ยกเลิกการรีทวีตดังกล่าวก่อนที่จะออกมาแถลงว่า “บัญชีทวิตเตอร์ของสถานทูตจีนถูกแฮกเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ และเราขอประณามการกระทำดังกล่าว เพื่อความชัดเจนเราขอยืนยันว่าทางสถานทูตไม่ได้มีการรีทวีตข้อความใดๆ”

โดยก่อนหน้านี้จีนได้แสดงความยินดีอย่างเป็นทางการต่อโจ ไบเดน ที่ชนะการเลือกตั้งซึ่งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่าพวกเขา “เคารพการตัดสินใจของชาวอเมริกัน”

ขณะที่ทรัมป์ยังคงตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งโดยไม่มีหลักฐานอย่างต่อเนื่องบนทวิตเตอร์และข้อความของเขาถูกออกคำเตือนโดยทวิตเตอร์หลายครั้งว่าเป็นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่สถานทูตของจีนประสบปัญหาบนทวิตเตอร์ โดยในเดือนกันยายนที่ผ่านมาสถานทูตจีนในสหราชอาณาจักร ขอให้ดำเนินการสอบสวนหลังจากที่บัญชีของเอกอัครราชทูตกดถูกใจคลิปลามกอนาจาร

Interesting retweet pic.twitter.com/5pdxSdPQyu— davidshepardson (@davidshepardson) December 9, 2020

The Chinese Embassy twitter account was hacked this afternoon and we condemn such an act. For clarification, the Embassy didn’t do any retweeting on Dec.9.— Chinese Embassy in US (@ChineseEmbinUS) December 10, 2020

โควิดบนเรือสำราญสิงคโปร์: กรณีศึกษาการกลับมาท่องเที่ยวอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โควิดบนเรือสำราญสิงคโปร์: กรณีศึกษาการกลับมาท่องเที่ยวอีกครั้ง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.โควิดบนเรือสำราญสิงคโปร์: กรณีศึกษาการกลับมาท่องเที่ยวอีกครั้งการท่องเที่ยวของสิงคโปร์ต้องชะงักอีกรอบหลังพบผู้โดยสารเรือสำราญที่เพิ่งกลับมาให้บริการติดเชื้อ Covid-19  

ทริปล่องเรือสำราญชมวิวโดยไม่แวะลงเรือ (cruise to nowhere) ของผู้โดยสาร 1,680 คน และลูกเรืออีก 1,148 คนบนเรือสำราญควอนตัม ออฟ เดอะ ซีส์ (Quantum of the Seas) ต้องจบลงในวันที่ 3 จากเดิมที่ต้องแล่นเรือทั้งหมด 4 วัน หลังผู้โดยสารวัย 83 ปีมีผลตรวจ Covid-19 เป็นบวก

เรือสำราญลำนี้จะมีมาตรการคัดกรองและป้องกันที่เข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจร่างกายผู้โดยสารและลูกเรือซึ่งทั้งหมดมีผลตรวจเป็นลบ ลดจำนวนผู้โดยสารเหลือครึ่งหนึ่งของความจุเรือ จัดสถานที่ให้ถูกสุขอนามัย ปรับปรุงระบบการไหลเวียนอากาศ ไปจนถึงการบังคับให้สวมหน้ากากตลอดเวลา เว้นระยะห่าง และให้พนักงานเสิร์ฟอาหารสวมอุปกรณ์ป้องกัน

แต่มาตรการเหล่านี้ก็ยังไม่เพียงพอรับมือกับเชื้อโคโรนาไวรัส

เรนา แม็คอินไทร์ ศาสตราจารย์ด้านความปลอดภัยทางชีวภาพจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลียเผยว่า “แม้ในช่วงแรกๆ ของการแพร่ระบาดก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเรือสำราญเป็นจุดเสี่ยงของการแพร่ระบาด และการระบาดนี้สามารถเล็ดลอดออกไปยังชุมชนได้ ขณะนี้การแพร่ระบาดรุนแรงกว่าเมื่อเดือน พ.ค.ซึ่งเรือสำราญหยุดให้บริการ นั่นหมายความว่าความเสี่ยงที่ผู้โดยสารหรือลูกเรือที่ติดเชื้อจะขึ้นเรือก็สูงขึ้นด้วย”

เหตุการณ์ล่าสุดนี้นับเป็นครั้งที่สองที่แผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวของสิงคโปร์สะดุดในรอบไม่กี่เดือน หลังจากที่ต้องพับโครงการทราเวล บับเบิลกับฮ่องกงทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มต้น เนื่องจาก Covid-19 กลับมาระบาดอีกครั้งในฮ่องกง

ความล้มเหลวของสิงคโปร์ที่พยายามฟื้นฟูการท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างได้ดีว่าแม้ในประเทศที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศแทบจะเป็นศูนย์ติดต่อกันหลายสัปดาห์ก็ยังไม่ง่ายที่จะเดินหน้าการท่องเที่ยวอีกครั้ง

และสิงคโปร์ก็ไม่ใช่ชาติเดียวที่แผนกระตุ้นการท่องเที่ยวสะดุด โครงการ “ออกไปเที่ยว” ของญี่ปุ่นที่รัฐสนับสนุนให้ชาวญี่ปุ่นไปเที่ยวในพื้นที่ที่ขาดนักท่องเที่ยวช่วง Covid-19 ระบาด ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงขั้นล้อเลียนว่าเป็นโครงการ “ไปโรงพยาบาล” เพราะอาจเป็นต้นตอของการแพร่ระบาด

ขณะที่บาหลีของอินโดนีเซียที่มีแผนว่าจะเปิดรับนักท่องเที่ยวในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาก็ต้องเลื่อนออกไปก่อนเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อยังพุ่งสูง ส่วนประเทศไทยเริ่มด้วยการรับนักท่องเที่ยว 1,000 คนจากเดิมที่เคยต้อนรับนักท่องเที่ยว 3.1 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

อดีตกษัตริย์สเปนทรงชำระภาษีย้อนหลัง หลังพัวพันคดีคอร์รัปชัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อดีตกษัตริย์สเปนทรงชำระภาษีย้อนหลัง หลังพัวพันคดีคอร์รัปชัน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 15:45 น.อดีตกษัตริย์สเปนทรงชำระภาษีย้อนหลัง หลังพัวพันคดีคอร์รัปชันทนายความเผยสมเด็จพระราชาธิบดีฮวน คาร์ลอสทรงชำระภาษีย้อนหลัง 25 ล้านบาท

รอยเตอร์สรายงาน ทนายความของ ฮวน คาร์ลอส อดีตกษัตริย์สเปน เผยเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ว่าพระองค์ทรงชำระภาษีย้อนหลังมูลค่า 678,394 ยูโร (ประมาณ 25 ล้านบาท) รวมดอกเบี้ยและค่าปรับ หลังเสด็จออกนอกประเทศไปเมื่อเดือนสิงหาคมเพราะทรงตกเป็นข่าวอื้อฉาวว่าพัวพันการทุจริต

อย่างไรก็ตามทนายความไม่ได้เปิดเผยว่าทำไมและเมื่อใดที่อดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส ทรงชำระภาษีแต่การประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นหนึ่งเดือนหลังจากที่สื่อสเปนเปิดเผยการสอบสวนเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีและการฟอกเงินของพระองค์

ทั้งนี้ อัยการศาลฎีกาของสเปนได้เปิดการสอบสวนหลายครั้งเกี่ยวกับการติดต่อธุรกิจของอดีตกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส

เปโดร ซันเชซ นายกรัฐมนตรีสเปนให้สัมภาษณ์ต่อสถานีโทรทัศน์สเปนว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเงินของราชวงศ์พิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันแห่งอำนาจกำลังทำงาน

“ในฐานะรัฐบาลเราสามารถรับประกันได้ว่ากลไกของประชาธิปไตยกำลังทำงาน และการสอบสวนจะได้ข้อสรุปด้วยความโปร่งใส” ซันเชซกล่าว

เพื่อปกป้องระบอบรัฐธรรมนูญซานเชซยังยืนยันว่า “สถาบันกษัตริย์ไม่ตกอยู่ในอันตราย”

ทั้งนี้ อัยการในสเปนและสวิตเซอร์แลนด์เปิดการสอบสวนธุรกรรมทางการเงินของสมเด็จพระราชาธิบดีฮวน คาร์ลอส ว่าพระองค์พัวพันกับการทุจริตโครงการรถไฟความเร็วสูงในซาอุดิอาระเบีย โดยได้รับการถวายเงินจากซาอุดิอาระเบีย 100 ล้านเหรียญสหรัฐเข้าบัญชีลับของพระองค์ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกจากสเปนและย้ายไปพำนักที่อาหรับเอมิเรตส์