ดูกันจะๆ วินาทียาน ‘สเปซเอ็กซ์’ ระเบิดขณะลงจอด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ดูกันจะๆ วินาทียาน ‘สเปซเอ็กซ์’ ระเบิดขณะลงจอด – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 14:30 น.ดูกันจะๆ วินาทียาน 'สเปซเอ็กซ์' ระเบิดขณะลงจอดยานต้นแบบ ‘สเปซเอ็กซ์ สตาร์ชิป เอสเอ็น 8’ ระเบิดขณะลงจอดที่รัฐเท็กซัส

นิวยอร์กไทมส์รายงาน เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. สเปซเอ็กซ์ถ่ายทอดสดเปิดตัวยานต้นแบบ “สเปซเอ็กซ์ สตาร์ชิป เอสเอ็น 8” พร้อมภารกิจทดสอบการบินที่เมืองบราวน์สวิลล์ ในรัฐเท็กซัส โดยยานดังกล่าวระเบิดขณะลงจอดภายหลังเสร็จสิ้นการบินทดสอบ

ยานต้นแบบดังกล่าวมีความสูง 50 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 16 ชั้น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เมตร และออกแบบให้สามารถบรรทุกสินค้าน้ำหนักมากถึง 100 ตัน โดยมีเป้าหมายที่จะส่งมนุษย์เดินทางสู่ดวงจันทร์และดาวอังคารในอนาคต

ในการทดสอบยานสตาร์ชิปบินในระดับความสูง 41,000 ฟุต ซึ่งเป็นการทดสอบเครื่องยนต์ที่มีชื่อว่า “แรปเตอร์” เป็นครั้งแรกอีกด้วย

อีลอน มัสก์ ประธานบริหารสเปซเอ็กซ์แถลงบนทวิตเตอร์ถึงสาเหตุของการระเบิดครั้งนี้ว่า “ความดันในถังเชื้อเพลิงอยู่ในระดับต่ำจึงทำให้จรวดลงจอดด้วยความเร็วสูงเกินไป” พร้อมกล่าวว่าสเปซเอ็กซ์สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่ต้องการจากการทดสอบครั้งนี้

Photo by – / various sources / AFP

สิงโต 4 ตัวในสวนสัตว์สเปนติดโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สิงโต 4 ตัวในสวนสัตว์สเปนติดโควิด-19 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 13:00 น.สิงโต 4 ตัวในสวนสัตว์สเปนติดโควิด-19สิงโตในสวนสัตว์บาร์เซโลนา 4 ตัวตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา

บีบีซีรายงาน ทีมสัตวแพทย์เผยว่าตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาในสิงโตเพศเมีย 4 ตัว และเพศผู้ 1 ตัว ในสวนสัตว์บาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยยังไม่ทราบแน่ชัดถึงสาเหตุของการติดเชื้อ ขณะที่มีผู้ดูแลสวนสัตว์ 2 คนตรวจพบเชื้อด้วยเช่นกัน

มีรายงานว่าผู้ดูแลสวนสัตว์ได้ทำการตรวจหาเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจกับสิงโตทั้ง 4 ตัว ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ตรวจหาเชื้อในมนุษย์ หลังจากที่สิงโตเหล่านี้มีอาการไอและจามเล็กน้อย

โดยขณะนี้กำลังดำเนินการตรวจสอบถึงสาเหตุการติดเชื้อของสิงโตซึ่งคาดว่าอาจติดจากเจ้าหน้าที่ในสวนสัตว์ที่ไม่แสดงอาการ

ขณะนี้สิงโตทั้ง 4 ตัวได้รับการดูแลรักษาจากทีมสัตวแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยตอบสนองต่อการรักษาได้ดีแต่ยังมีอาการเล็กน้อยคล้ายไข้หวัดแบบไม่รุนแรง

อย่างไรก็ตามสวนสัตว์บาร์เซโลนามั่นใจว่าเชื้อไวรัสจะไม่แพร่ระบาดไปยังสัตว์อื่นๆ ในสวนสัตว์รวมถึงผู้มาเยี่ยมชมเนื่องจากไม่ได้มีการสัมผัสใกล้ชิด

นอกจากนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีการตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนาในเสือ 4 ตัว และสิงโต 3 ตัว ในสวนสัตว์บรองซ์ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

AFP PHOTO / ZIMBABWE NATIONAL PARKS

ทรัมป์ขอศาลนับคะแนนเป็นโมฆะ ลั่นประเทศต้องการชัยชนะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทรัมป์ขอศาลนับคะแนนเป็นโมฆะ ลั่นประเทศต้องการชัยชนะ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 10 ธ.ค. 2563 เวลา 11:30 น.ทรัมป์ขอศาลนับคะแนนเป็นโมฆะ ลั่นประเทศต้องการชัยชนะโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ศาลฎีกาประกาศให้ผลคะแนนจาก 4 รัฐสมรภูมิเป็นโมฆะ หลังศาลปัดคำร้องในเพนซิลเวเนีย

ซีเอ็นเอ็นรายงาน เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ศาลฎีกาไม่นับคะแนนเสียงจาก 4 รัฐสมรภูมิที่โหวตให้โจ ไบเดน โดยขอให้คะแนนเสียงนับล้านในรัฐจอร์เจีย มิชิแกน เพนซิลเวเนีย และวิสคอนซินเป็นโมฆะ

โดยทรัมป์เรียกร้องให้ศาลไม่นับรวมผลคะแนนจากรัฐที่ “ไม่สมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ” เว้นแต่ว่าจะมีการทบทวนผลการเลือกตั้งปี 2020 ใหม่อีกครั้ง

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ศาลฎีกาปฏิเสธคำร้องของไมค์ เคลลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันที่พยายามเรียกร้องให้ศาลฎีการับรองว่าบัตรลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ในรัฐเพนซิลเวเนียกว่า 2.5 ล้านใบเป็นโมฆะ โดยอ้างว่าการขยายการลงคะแนนทางไปรษณีย์เป็นการละเมิดกฎหมายของรัฐ

ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้มีการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์จำนวนมากเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ทรัมป์ย้ำว่าการลงคะแนนทางไปรษณีย์นั้นเสี่ยงต่อการทุจริต

นอกจากนี้ทรัมป์ยังได้ขอแทรกแซงคดีในรัฐเท็กซัสเพื่อพยายามล้มชัยชนะของไบเดน โดยทรัมป์ได้ทวีตเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ว่า “เราจะเข้าแทรกแซงคดีในรัฐเท็กซัส (รวมถึงรัฐอื่นๆ อีกมากมาย) นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ประเทศของเราต้องการชัยชนะ”

โดยคดีดังกล่าวประกาศเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. โดยเคน แพกซ์ตัน อัยการสูงสุดของพรรครีพับลิกันแห่งรัฐเท็กซัส ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกล่าวว่าคดีในรัฐเท็กซัสมีโอกาสน้อยที่จะประสบความสำเร็จและขาดคุณสมบัติทางกฎหมาย

ทั้งนี้ ทรัมป์ได้คัดค้านผลการลือกตั้งโดยอ้างถึงการทุจริตในการลงคะแนนเสียงและการขโมยคะแนนมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์โดยไม่มีหลักฐาน ขณะที่เจ้าหน้าที่การเลือกตั้งยืนยันว่าไม่พบหลักฐานการทุจริตดังกล่าว

We will be INTERVENING in the Texas (plus many other states) case. This is the big one. Our Country needs a victory!— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) December 9, 2020

Photo by SAUL LOEB / AFP

เปิดผลงานหายนะจากน้ำมือคอมมิวนิสต์ หมดไปกี่ล้านชีวิต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เปิดผลงานหายนะจากน้ำมือคอมมิวนิสต์ หมดไปกี่ล้านชีวิต – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 20:32 น.เปิดผลงานหายนะจากน้ำมือคอมมิวนิสต์ หมดไปกี่ล้านชีวิตลัทธิคอมมิวนิสต์ที่บางคนขุดขึ้นส่งเสริมกันอีกครั้ง มีผลงานที่น่าสยดสยองมากมายทิ้งไว้ในหน้าประวัติศาสตร์

บางคนในยุคสมัยนี้บอกว่าเราถูกทำให้กลัวคอมมิวนิสต์เกินเหตุ ประชาชนถูกกรอกหูให้เชื่อว่าคอมมิวนิสต์เป็นปีศาจร้าย ทำให้คอมมิวนิสต์เหมือนผีสาง บางคนในยุคสมัยนี้กำลังละเลยข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งว่าถ้าระบอบคอมมิ้วนิสต์ดีจริง มันคงไม่ล้มสลายกันเป็นระนาวเมื่อ 30 ปีที่แล้ว และประเทศคอมมิวนิสต์ที่เหลืออยู่ยังกลายพันธุ์เป็นทุนนิยมอีกต่างหาก

บางคนที่บอกว่ารัฐทำให้คนกลัว “ผีคอมคอมมิวนิสต์” พวกเขาพยายาทำให้คนกลับมามองคอมมิวนิสต์ด้วยความเอ็นดู ทั้งๆ ที่มันมีเรื่องให้น่าเห็นใจไม่มาก และอาจยิ่งชิงชังมันหากได้รู้ว่าบรรดาผู้นำและประเทศที่เคยปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์นั้นเลวร้ายแค่ไหน และมีกี่ชีวิตที่ต้องสังเวยไปเพราะความคลั่งอุดมการณ์ทางการเมืองของคนบางคน

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ช่วยรวบรวมผลงานการทำลายล้างของพลพรรคคอมมิวนิสต์ไว้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน คือหนังสือที่ชื่อ The Black Book of Communism: Crimes, Terror, Repression (หนังสือปกดำแห่งคอมมิวนิสม์ ว่าด้วยอาชญากรรม การเขย่าขวัญ และการกดทับข่มเหง) เป็นหนังสือเมื่อปี 1997 เขียนโดยนักวิชาการในยุโรปอีกหลายคนและแรกเริ่มเดิมทีตีพิมพ์เป็นภาษาฝรั่งเศส

หนังสือเล่มนี้บันทึกประวัติศาสตร์แห่งการกดขี่ทางการเมืองโดยรัฐคอมมิวนิสต์รวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, การประหารชีวิตโดยวิสามัญฆาตกรรม, การเนรเทศ การฆ่าประชากรในค่ายแรงงาน และความอดอยากที่สร้างขึ้นโดยน้ำมือมนุษย์

บรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้คือ สเตฟาน กูร์ตัวส์ถึงกับระบุว่า ระบอบคอมมิวนิสต์เปลี่ยนอาชญากรรมจำนวนมากให้กลายเป็นระบบการปกครองที่เต็มไปด้วยพลัง และมีส่วนรับผิดชอบต่อจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าการลงมือของลัทธินาซีหรือระบบการเมืองอื่นๆ ซึ่งข้อความนี้สร้างปัญหาอย่างมากเพราะเป็นการบอกว่าคอมมิวนิสต์อาจจะชั่วร้ายกว่านาซีเสียอีก ซึ่งการเอ่ยถึงในทำนองนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในยุโรปซึ่งการทำให้นาซีดู “ซอฟต์” ลงเป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยาก

แต่ภาพลักษณ์ของนาซีไม่ได้อ่อนลง เพียงแต่มันยังเทียบไม่ได้กับการทำล้ายล้างของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ต่างๆ โดยในคำนำของหนังสือระบุจำนวนผู้เสียชีวิตโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์มีจำนวนมากกว่า 94 ล้านคน จากสาเหตุต่างๆ ที่เกริ่นไว้ข้างต้น เมื่อนำตัวเลข 94 ล้านคนแตกออกเป็นผลงานของรัฐบางประเทศต่างๆ จะมียอดดังนี้

ในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีคนตายเพราะรัฐบาลคอมมิวนิสต์รวม 65 ล้านคน, ในสหภาพโซเวียต 20 ล้านคน, ในกัมพูชา 2 ล้านคน, ในเกาหลีเหนือ 2 ล้านคน, ในเอธิโอเปีย 1.7 ล้านคน, ในอัฟกานิสถาน 1.5 ล้านคน, ในยุโรปตะวันออก 1 ล้านคน, ในเวียดนาม 1 ล้านคน, ในละตินอเมริกา 150,000 คน และอีก 10,000 คนจากน้ำมือของขบวนการคอมมิวนิสต์สากลและฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่ยังไม่มีอำนาจ

ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะระบุว่าจีนเป็นประเทศที่มีคนล้มตายเพราะระบอบคอมมิวนิสต์มากที่สุด แต่กลับมีบทเดียวที่อุทิศให้กับหายนะในจีน (บทที่ 21. China: A Long March into Night โดย Jean-Louis Margolin) เท่ากับการสำรวจหายนะของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในเกาหลีเหนือ, เวียดนาม และกัมพูชา ส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้เน้นไปที่การทำลายล้างที่เกิดขึ้นในสหภาพโซเวียตมากกว่าถึง 15 บทจากทั้งหมด 27 บท

สหภาพโซเวียตโดยเฉพาะในช่วงที่อยู่ภายใต้การกุมอำนาจของสตาลิน เป็นยุคสมัยที่ที่มีความย้อนแยงกันในตัว ขณะที่โซเวียตผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจใหม่แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยการกวาดล้าง จัดระเบียบ ข่มขู่ ขับไล่ การสังหารหมู่ แค่เล็งเห็นคนๆ หนึ่งอาจกระด้างกระเดื่องหรืออาจเป็นเสี้ยนหนามคนๆ นั้นก็อาจถึงแก่ชีวิตหรืออย่างน้อยๆ ถูกส่งไปค่ายกักกันซึ่งโอกาสรอดก็มีน้อยอยู่ดี

ไม่เฉพาะการกดขี่ปัจเจกชน สตาลินยังก้าวไปอีกขั้นด้วยการกวาดล้างชนชาติทั้งชนชาติ โดยทำการอพยพชนชาติหนึ่งๆ จากถิ่นกำเนิดของพวกเขาไปยังอีกถิ่นหนึ่งที่ห่างไกลเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความกระด้างกระเดื่อง ตัวอย่างเช่น การอพยพชาวเกาหลีจากภาคตะวันออกไกลแถวๆ เกาหลีเหนือย้ายไปยังเอเชียกลางแถบคาซักสถาน-อุซเบกิสถาน เป็นการ “อพยพย้ายถิ่นทั้งชนชาติ” ที่โหดร้ายทารุณมาก เพราะสตาลินระแวงว่าเกาหลีเหล่านี้อาจเป็นสายลับให้ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นศัตรูของโซเวียตในเวลานั้น

สตาลินยังสั่งอพยพชาวเยอรมันในแถบโวลก้า, ชาวไครเมียตาตาร์ ชาวดอนคอสแซค และชาวเชนเชนและอินกุช ทั้งหมดถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง เรียกว่า “มาตรการย้ายถิ่นฐานเชิงป้องกัน” เพราะถูกมองว่าเป็น “ศัตรูของประชาชน” บางกรณีเป็น “มาตรการย้ายถิ่นเชิงลงโทษ” โทษฐานร่วมมือกับชาติศัตรู ผู้คนหลายล้านต้องพลัดบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ที่ห่างไกลที่ไม่เคยคิดแม้แต่จะเหยียบย่างไป

โซเวียตยังดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาด ตามแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์จะมีการยึดทกุอย่างเป็นของรัฐ ไม่มีทรัพย์สินส่วนบุคคล ดังนั้นที่ดินการทำเกษตรจึงเป็นที่ดิน “นารวม” ทุกคนร่วมแรงกันทำงานในที่ดินของรัฐ ผลผลิตได้มาเป็นของรัฐ ประชาชนได้สิทธิส่วนที่รัฐแบ่งเท่านั้น ไม่ได้วัดกันว่าใครทำได้มากได้มาก

การทำแบบนี้บางครั้งทำให้เกิดภาวะอดอยากรุนแรง เช่น ภาวะอดอยากระหว่างปี 1921–22 มีคนตาย 5 ล้านคนบางคนถึงกับต้องกินเนื้อคนด้วยกันองเพื่อเอาชีวิตรอด สาเหตุมาจากหลายปัจจัยตั้งแต่ความวุ่นวายหลังการปฏิวัติรัสเซีย จากสงครามกลางเมือง

ถึงแม้ว่าจะมีสาเหตมาจากความวุ่นวาย แต่ผู้นำโซเวียต (ในขณะนั้นคือเลนิน) ใช้โอกาสที่เกิดภัยอดอยากเป็นข้ออ้างในการยึดทรัพย์สินของศาสนจักร เนื่องจากศาสนจักรถือครองที่ดินและใช้แรงงานเกษตรเป็นแรงงานไพร่ติดที่ดินแบบยุคกลาง

ในปี 1932 – 1933 เกิดภัยอดอยากครั้งใหญ่ที่เรียกว่า “อภิมมหาทุพภิกขภัย” ในยูเครนมีคนตายประมาณ 3.5 ล้านคน แต่บางแห่งก็ว่าตายถึง 12 ล้านคน เหตุการณ์นี้ถือเป็นผลงานโดยตรงของสตาลิน เนื่องจากการทำนารวมและยึดผลผลิตเป็นของรัฐทำให้ประชาชนที่ทำนาไม่ได้ผลของการลงแรงโดยตรง แต่ต้องรับการปันส่วนจากรัฐ

ปรากฎว่าผลผลิตปี 1932 ต่ำมากเกือบครึ่งหนึ่งจากปีก่อน ทำให้รัฐปันส่วนผลผลิตให้ประชาชนน้อยลง โดยเฉพาะในเขตเมืองซึ่งไม่ได้ทำการเพาะปลูกถูกตัดปันส่วนฮวบฮาบและลดลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นภาวะอดอยาก ในขณะเดียวกันรัฐก็พยายามโยนความผิดให้เกษตรกรในชนบทโดยฉายภาพยนต์สารคดีจอมปลอมที่ใส่ร้ายเกษตรกรว่าเก็บผลผลิตไว้กินเองโดยไม่ให้คนงานในเมืองได้กินกัน

นี่คือผลจากวิธีคิดของลัทธิมาร์กซ์ที่มองว่าแรงงานในเมืองในภาคอุตสาหกรรมคือแรงขับเคลื่อนทางการเมือง แต่เกษตรกรไม่ใช่พลังที่จะหลัก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่รัฐบาลจะป้ายสีให้ประชาชน 2 กลุ่มแตกคอกันหรือเพื่อให้ประชาชนที่เป็นแรงงานไม่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาล

นอกจากนี้ยังเป็นการปราบรามเกษตรกรที่ทำการลุกฮือจต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่ยึดผลผลิตไปและบังคับให้พวกเขาทำนารวม ในปี 1930 นั้นรัฐบาลยังยึดผลผลิตอย่างเข้มงวดขึ้นเพื่อเร่งส่งออกข้าวสาลีทั้งๆ ที่อาจจะกระทบต่อปากท้องประชาชน และคาดโทษเกษตรกรว่าหากกักตุนอาหารจะมีโทษถึงประหารชีวิต

อีกสาเหตุหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันมากคือพื้นที่ประสบภัยคือประเทศยูเครน โซเวียตต้องการจะกำราบไม่ให้คนเครนกู้ชาติตัวเองจึงใช้วิธีนี้บ่อนทำลาย ไม่เพียงแต่ยึดผลผลิตชาวนายูเครน แต่ยังยึดทรัพย์สิน และสั่งอพยพไปอยู่ไซบีเรีย ส่วนคนที่ยังอยู่ที่บ้านเกิดก็ห้ามหนีตายจากภัยอดอยาก ใครที่หนีได้รับคำสั่งให้ยิงทิ้งได้ทันที

ดังนั้น บางประเทศจึงระบุว่าภัยครั้งนี้คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และเป็นน้ำมือของสตาลิน ผู้นำสูงสุดของโซเวียต

ผลงานที่ขึ้นชื่อลือชาที่สุดของพลพรรคโซเวียตคือการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า Great Purge หรือการกวาดล้างครั้งใหญ่ระหว่างปี 1936 – 1938 ซึ่งรวมถึงการกวาสดล้างชาวนามีเงิน การฆ่าล้าเงผ่าพันธุ์เชื้อชาติต่างๆ การขับไล่สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกันเอง แม้แต่ระดับบัญชาการของกองทัพแดง มีทั้งการปลดจากตำแหน่ง ดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม หรือประหารชีวิตโดยปราศจากหลักฐานชัดเจน คาดว่ามีคนตายเพราะนโยบายนี้ของสตาลินถึง 950,000 – 1.2 ล้านคน

เหตุกาณรณ์ที่เป็นไฮไลท์ในช่วงนี้คือการตั้งศาลแห่งมอสโก (Moscow Trials) ซึ่งเป็นการพิจารณาคดีต่อสาธารณเพื่อสร้างความหวาดกลัวและทำให้เสียชื่อเสียงต่อจำเลย ผู้ที่ขึ้นศาลส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์นั่นเองโดยเฉาะกลุ่มที่ร่วมทำการปฏิวัติมาตั้งแต่แรก โดยสตาลินป้ายสีคนเหล่านี้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติหรือเป็นฝ่ายขวาหรืออ้างว่าสมคบกับชาติตะวันตกเพื่อจะลอบสังหารสตาลิน แต่สตาลินมองว่าคนเหล่านี้อาจเป็นภัยคุกคามต่อเขาโดยอาจกลายเป็นผู้นำการลุกฮือต้านเขาที่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเกษตรที่สร้างความทุกข์ยากให้ประชาชน

นี่เป็นเพียงส่วนน้อยของความน่าสยดสยองที่เกิดขึ้นในประเทศคอมมิวนิสต์ในช่วงที่เกิดภาวะ “ซ้ายจัด” การผงาดขึ้นมาของสตาลินยังตอกย้ำว่าลัทธิคอมมิวนิสต์แปรสภาพเป็นเผด็จการที่โหดเหี้ยมได้ง่ายมาก

เนื่องจากลัทธิคอมมิวนิสต์ต้องการสร้างสังคมที่เท่าเทียมกัน แต่ไม่ใช้โดยวิธีการค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นรัฐบาลปฏิวัติจึงต้องทำการฆ่าล้างชนชั้น (Classicide) โดยขเฉพาะชนชั้นในสังคมที่มั่งมีมากกว่า มีอิทธิพลมากกว่า หรือบางทีไม่มีอะไรมากไปกว่า “อาจจะเป็นภัยคุกคาม” ต่อตัวผู้นำเองไม่ใช่ต่อลัทธิคอมมมิวนิสต์หรือประเทศชาติเลย

เราจะเห็นได้จากกรณีของโซเวียตมีการปลงพระชนม์พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และพระบรมวงศ์อย่างเหี้ยมโหดรวมถึงจับกุมและสังหารสมาชิกราชวงศ์ มีการกวาดล้างชนชั้นนายทุนนักธุรกิจ ตามด้วยทำลายศาสนา จับกุมและฆ่าบาทหลวง แม้แต่ชาวนาที่มีอันจะกินก็ไม่รอด ถูกยึดทรัพย์แล้วส่งไปอยู่ในดินแดนไกลโพ้น

ในจีนมีการตั้งศาลประชาชนพิจารณาโทษของผู้ที่มีที่ดินมาก หรือที่เรียกว่า “เจ้าที่ดิน” และทำการประหารคนเหล่านี้ไปถึง 2 – 3 ล้านคน ในช่วงที่มีการปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่เพื่อแจกจ่ายที่ดินให้ประชาชนได้ทั่วถึง ในเวียดนามการปฏิรูปที่ดินทำให้มีการประหารเจ้าที่ดินไปถึง 200,000 คน

นี่คือราคาที่ต้องจ่ายไปด้วยชีวิตของการสร้างสังคมที่คนทุกคนเท่ากัน แต่จริงๆ แล้วในประเทศคอมมิวนิสต์ก็ไม่มีใครเท่ากัน และสังคมคนเท่ากันที่พวกเขาอยากจะสร้างขึ้นมายังพังทลายไม่เป็นท่าในเวลาไม่กี่สิบปีอีกด้วย

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by VYACHESLAV OSELEDKO / AFP

แฟนโดราเอมอนทนไม่ไหว เรียกร้องแบนฉากชิซุกะอาบน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แฟนโดราเอมอนทนไม่ไหว เรียกร้องแบนฉากชิซุกะอาบน้ำ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 19:00 น.แฟนโดราเอมอนทนไม่ไหว เรียกร้องแบนฉากชิซุกะอาบน้ำแฟนโดราเอมอนร้องเรียนฉากแอบดูชิซุกะอาบน้ำถือเป็นการละเมิดทางเพศ

การ์ตูนเรื่องโดราเอมอนเป็นการ์ตูนในดวงใจเด็กทั่วโลกมายาวนาน แต่เรามักเห็นฉากที่ “ชิซุกะ” หนึ่งในตัวละครเด็กผู้หญิงอาบน้ำและไม่ใส่เสื้อผ้า แม้ว่าฉากนั้นๆ จะไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องเลยก็ตาม

ส่งผลให้ผู้ชมโดราเอมอนหลายคนทนไม่ไหวและเล็งเห็นถึงความไม่เหมาะสมในด้านการละเมิดทางเพศจึงมีการสร้างคำร้องบนเว็บไซต์ Change.org เพื่อเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องระงับการนำเสนอฉากในห้องน้ำเหล่านี้

คำร้องดังกล่าวถูกโพสต์เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. โดยบุคคลที่ใช้ชื่อว่า Midorino Mushima ความว่า

“พวกเราเคยเป็นเด็กที่ชื่นชอบการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน จนกระทั่งทุกวันนี้เราเป็นผู้ปกครองที่เปิดโดราเอมอนให้ลูกๆ ของเราดู เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมิตรภาพและความกล้าหาญจากการ์ตูนเรื่องนี้ และอยากจะสอนลูกให้ได้เรียนรู้สิ่งนี้เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามมีบางฉากที่เป็นปัญหาในการ์ตูนเรื่องนี้คือฉากที่โนบิตะมักแอบดูชิซุกะอาบน้ำ ซึ่งการกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดทางเพศ อันจะก่อให้เกิดบาดแผลและความหวาดกลัวระยะยาวต่อเหยื่อ

เราคิดว่าการนำเสนอสิ่งเหล่านี้ในการ์ตูนสำหรับเด็กจะเป็นการชี้นำการล่วงละเมิดทางเพศ

ด้วยเหตุผลเหล่านี้พวกเราจึงขอเสนอข้อเรียกร้อง 5 ประการ ได้แก่

1. หากมีการผลิตผลงานชิ้นใหม่ โปรดอย่าใส่ฉากแอบดูผู้อื่นอาบน้ำ

2. หากนำเสนอเป็นภาพยนตร์ โปรดอย่าใส่ฉากโป๊เปลือยของตัวละครเพศหญิงรวมถึงชิซุกะ

3. หากนำเสนอในสื่อโทรทัศน์ โปรดหลีกเลี่ยงฉากแอบดูผู้อื่นอาบน้ำให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

4. หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โปรดขึ้นคำเตือนว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและศีลธรรม

5. โปรดดำเนินการเช่นเดียวกันต่อการล่วงละเมิดทางเพศกรณีอื่นๆ เช่น การแอบดูใต้กระโปรง”

นอกจากนี้ยังมีการกล่าวย้ำว่าพวกเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะแก้ไขผลงานของโดราเอมอนที่มีอยู่ แต่พวกเขาต้องการให้เจ้าของผลงานแสดงความรับผิดชอบมากขึ้น

ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวต้องการการสนับสนุนทั้งหมด 5,000 รายชื่อ ซึ่งขณะนี้สามารถรวบรวมได้ประมาณ 900 รายชื่อ พร้อมทั้งความเห็นสนับสนุนอีกมากมาย อาทิ “ไม่ควรมีฉากอาบน้ำในการ์ตูนสำหรับเด็ก” “ฉากดังกล่าวไม่มีความจำเป็นสำหรับโดราเอมอนเลย” และ “หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงฉากแบบนี้”

แทมมี ดักเวิร์ธ สว.มะกันเชื้อสายไทย หัวใจไม่พิการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แทมมี ดักเวิร์ธ สว.มะกันเชื้อสายไทย หัวใจไม่พิการ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 17:30 น.แทมมี ดักเวิร์ธ สว.มะกันเชื้อสายไทย หัวใจไม่พิการทำความรู้จัก แทมมี ดักเวิร์ธ นักการเมืองสหรัฐเชื้อสายไทย

1. ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ เกิดเมื่อปี 1968 ที่กรุงเทพมหานคร พ่อของเธอเป็นทหารชาวอเมริกัน และแม่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน ครอบครัวของเธอต้องโยกย้ายไปหลายประเทศตามหน้าที่การงานของพ่อทำให้เธอต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักแต่ก็สื่อสารภาษาไทยได้

2. แทมมี ดักเวิร์ธ จบปริญญาตรีสาขารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาย, ปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน และปริญญาเอกสาขาบริการประชาชนจากมหาวิทยาลัยคาเปลลา

3. เธอเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ โดยสมัครเข้าร่วมกองทัพสหรัฐอมเริกาเมื่อปี 1992 และเมื่อปี 2004 เธอได้เข้าร่วมรบในสงครามอิรัก ขณะนั้นเธอเป็นนักบินผู้ช่วยบนเฮลิคอปเตอร์ ยูเอช-60 แบล็กฮอว์ค ถูกยิงระเบิดเข้าในเครื่องบริเวณที่เธอนั่งทำให้เธอบาดเจ็บที่แขนขวา และสูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง ต้องนั่งรถเข็นและใช้ขาเทียมตั้งแต่นั้นมา

4. เหตุการณ์นั้นทำให้เธอไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นักบินได้อีกแต่ยังคงรับราชการจนถึงปัจจุบันโดยเป็นทหารในสังกัดกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิแห่งรัฐอิลลินอยส์เช่นเดียวกับสามีของเธอ

5. ภายหลังเธอหันมาโลดแล่นบนเส้นทางการเมืองสหรัฐ โดยได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครตและสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาจากรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเป็นสตรีเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับเลือกเข้าสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์

6. ในปี 2009 เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงกิจการทหารผ่านศึกของสหรัฐ และปี 2012 เธอได้รับชัยชนะการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้เธอเป็นสตรีทุพพลภาพคนแรกที่ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา และเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงเชื้อสายไทยคนแรกในประวัติศาสตร์

7. ชาวไทยหันมาจับจ้องไปที่ แทมมี ดักเวิร์ธ อีกครั้งหลังจากที่เธอมีส่วนร่วมกับคณะกรรมาธิการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภาสหรัฐในการออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยของประเทศไทย และเรียกร้องให้ผู้นำไทยฟังเสียงของประชาชน เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา

8. การที่เธอออกมาพูดในครั้งนั้นส่งผลให้ประชาชนชาวไทยจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็นซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงกลุ่มคนบางกลุ่มที่โจมตีถึงรูปร่างและความพิการของเธอ

9. อย่างไรก็ตาม แทมมี ดักเวิร์ธ ไม่ได้ย่อท้อต่อชะตาชีวิตของเธอโดยมองว่าเป็นข้อดีเสียด้วยซ้ำเนื่องจากมันทำให้เธอได้มองเห็นปัญหาหลายอย่างด้วยตนเองเช่นสวัสดิการที่คนพิการควรจะได้รับ

10. นอกจากนี้อดีตประธานาธิบดีโอบามาได้ยกให้เธอเป็น “ผู้หญิงแกร่งที่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่”

photo by Chip Somodevilla/Getty Images/AFP

อดีตผบ.อวกาศอิสราเอลอ้าง เอเลี่ยนตกลงกับสหรัฐยังไม่พร้อมเปิดตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

อดีตผบ.อวกาศอิสราเอลอ้าง เอเลี่ยนตกลงกับสหรัฐยังไม่พร้อมเปิดตัว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 16:14 น.อดีตผบ.อวกาศอิสราเอลอ้าง เอเลี่ยนตกลงกับสหรัฐยังไม่พร้อมเปิดตัวอดีตผู้บัญชาการโครงการอวกาศของอิสราเอลอ้างว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงแต่ยังไม่พร้อมปรากฏตัวต่อชาวโลก

นิวยอร์กโพสต์รายงาน ฮาอิม อีเชด (Haim Eshed) อดีตผู้บัญชาการโครงการอวกาศของอิสราเอลให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์อิสราเอลว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงแต่ได้บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐว่าจะเก็บเป็นความลับจนกว่ามวลมนุษยชาติจะยอมรับพวกเขาได้

อีเชด อ้างว่ามนุษย์ต่างดาวขอไม่ให้ประกาศว่าพวกเขาอยู่ที่นี่เนื่องจากมนุษย์ยังไม่พร้อม การทดลองบนโลกรวมถึงฐานทัพลับของพวกเขาบนดาวอังคารจึงถูกปิดเป็นความลับ โดยรอให้มนุษยชาติมีการวิวัฒนาการไปไกลกว่านี้และมีความเข้าใจถึงอวกาศและยานอวกาศเสียก่อน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าพวกเขามาอย่างสันติ

นอกจากนี้ยังได้อ้างถึงโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐว่าครั้งหนึ่งทรัมป์ใกล้ที่จะเปิดเผยเรื่องนี้ แต่มนุษย์ต่างดาวในสหพันธ์กาแล็กซีขอให้ใจเย็นลงก่อนเนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการให้มนุษย์ตื่นตกใจ

อีเชดให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐได้ลงนามกับมนุษย์ต่างดาวเพื่อดำเนินการทดลองต่างๆ บนโลกและทำความเข้าใจโครงสร้างทั้งหมดของจักรวาลโดยต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์ หนึ่งในนั้นคือความร่วมมือในฐานทัพบนดาวอังคารซึ่งอีเชดอ้างว่ามีนักบินอวกาศชาวอเมริกันได้เดินทางไปที่นั่นแล้ว

อีเชดยอมรับว่าทุกอย่างดูเหมือนนวนิยายวิทยาศาสตร์และใครๆ คงคิดว่าเขาคงเสียสติไปแล้ว แต่เขาการันตีด้วยใบปริญญาและรางวัลต่างๆ มากมายของเขา และเขายังเป็นที่ยอมรับในมหาวิทยาลัยต่างๆ ในต่างประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ยังไม่ตอบรับหรือปฏิเสธถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกตามบันทึกลับสุดยอดของสหรัฐ ในขณะให้สัมภาษณ์ในรายการเดอะ เลท โชว์ ขณะที่สตีเฟ่น โคลแบร์ พิธีกรรายการพูดทีเล่นทีจริงว่านี่เท่ากับว่าเป็นการยืนยันว่ามนุษย์ต่างดาวมีอยู่จริงโดยปริยาย

AFP PHOTO / FREDERIC J. BROWN

ประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีน ประเทศจนเสี่ยงหมดโอกาสใช้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีน ประเทศจนเสี่ยงหมดโอกาสใช้ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 14:33 น.ประเทศร่ำรวยกว้านซื้อวัคซีน ประเทศจนเสี่ยงหมดโอกาสใช้มีแนวโน้มว่าประชากรในประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากจะไม่ได้รับวัคซีนเนื่องจากประเทศร่ำรวยกักตุนไปจนหมด

บีบีซีรายงาน กลุ่มพันธมิตรวัคซีนเพื่อประชาชน (The People’s Vaccine Alliance) กล่าวว่าประเทศที่ร่ำรวยกำลังกักตุนวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาซึ่งจะทำให้มีประเทศที่มีรายได้น้อยเกือบ 70 ประเทศได้รับวัคซีนเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้น

จากการวิเคราะห์ของพวกเขาพบว่าประเทศร่ำรวยได้ซื้อวัคซีนในปริมาณที่เพียงพอต่อการฉีดให้กับประชากรทั้งประเทศถึง 3 ครั้งหากวัคซีนได้รับการอนุมัติ

ยกตัวอย่างเช่น แคนาดาซึ่งสั่งซื้อวัคซีนในปริมาณที่สามารถปกป้องชาวแคนาดาได้ถึง 5 ครั้ง และแม้ว่าประเทศที่ร่ำรวยจะมีจำนวนเพียง 14% ของประชากรโลก แต่พวกเขามีแนวโน้มที่จะซื้อวัคซีนมากที่สุดถึง 53%

ทางองค์กรเรียกร้องให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนทุกแห่งแบ่งปันเทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายวัคซีนได้มากขึ้นหลายพันล้านโดสสำหรับทุกคนที่ต้องการวัคซีน

แอนนา มาร์ริออต ผู้จัดการนโยบายสุขภาพของออกซ์แฟมกล่าวว่า “ไม่ควรมีใครถูกปิดกั้นไม่ให้รับวัคซีนช่วยชีวิตเพียงเพราะเขาอาศัยอยู่ในที่ที่มีเงินน้อย และถ้ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลกจะยังไม่ได้รับวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในอีกหลายปีข้างหน้า”

โดยขณะนี้ออกซ์ฟอร์ดและแอสตราเซเนกา (Oxford-Astrazeneca) จะให้คำมั่นว่าจะจัดหาวัคซีนให้กับผู้คนในประเทศกำลังพัฒนาโดยไม่หวังผลกำไร และกำลังดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการเข้าถึงวัคซีนทั่วโลกอย่างยุติธรรม รวมถึงยังมีโครงการโคแวกซ์ (COVAX) เพื่อให้มีวัคซีน 700 ล้านโดสเพื่อแจกจ่ายวัคซีนระหว่าง 92 ประเทศ

อย่างไรก็ตามองค์กรต่างๆ รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, ออกซ์แฟม และโกลบอล จัสติส มองว่าวัคซีนยังคงไม่เพียงพอและบริษัทผู้ผลิตควรแบ่งปันเทคโนโลยีของตนเพื่อให้แน่ใจว่ามีการผลิตในปริมาณมากขึ้น

รวมทั้งขณะนี้วัคซีนจากไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ได้รับการอนุมัติในสหราชอาณาจักรแล้วและมีแนวโน้มว่าจะได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐอเมริกาและยุโรปในเร็วๆ นี้ หมายความว่าอาจต้องใช้เวลาสักพักก่อนที่จะมีการแบ่งปันกับประเทศที่ยากจนกว่า

Photo by Frank Augstein / POOL / AFP

Apple เปิดตัว AirPods Max ครั้งแรกของเฮดโฟนไร้สาย ค่าตัวสูงลิ่ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Apple เปิดตัว AirPods Max ครั้งแรกของเฮดโฟนไร้สาย ค่าตัวสูงลิ่ว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 13:00 น.Apple เปิดตัว AirPods Max ครั้งแรกของเฮดโฟนไร้สาย ค่าตัวสูงลิ่วเปิดตัว AirPods Max หูฟังครอบหูรุ่นแรกของ Apple ด้วยราคา 19,900 บาท!

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. แอปเปิล (Apple) เปิดตัว “แอร์พอดส์ แม็กซ์” (AirPods Max) หูฟังครอบหูหรือเฮดโฟนแบบไร้สายตัวแรกของแอปเปิล สนนราคาอยู่ที่ 19,900 บาท ซึ่งค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับหูฟังรุ่นอื่นๆ ของแอปเปิล

แต่อย่างไรก็ตามแอร์พอดส์ แม็กซ์นี้อาจคุ้มค่าสำหรับใครหลายคน เนื่องจากมาพร้อมกับฟีเจอร์มากมาย โดยแอปเปิลรับประกันคุณภาพเสียงที่คมชัด พร้อมทั้ง EQ แบบปรับแต่งได้ ประกอบด้วยชิพหูฟัง H1 และในแต่ละด้านของหูฟังมีแกนประมวลผลเสียงถึง 10 แกน ซึ่งมีอัตราการทำงานถึง 9 ล้านครั้งต่อ 1 วินาที พร้อมซอฟต์แวร์พิเศษที่ปรับแต่งมาเพื่อแอร์พอดส์ แม็กซ์โดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน โหมดฟังเสียงภายนอก และระบบเสียงตามตำแหน่ง อีกทั้งดีไซน์แปลกใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานอย่างสะดวกสบาย

ด้านพลังงานแบตเตอรี แอปเปิลเคลมว่าสามารถใช้งานได้สูงสุดถึง 20 ชั่วโมง และยังมาพร้อมกับสมาร์ทเคสและโหมดประหยัดแบตเตอรีอีกด้วย

แอร์พอดส์ แม็กซ์มีให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ สเปซเกรย์ เงิน เขียว สกายบลู และชมพู โดยจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 ธ.ค. นี้

แอมเนสตี้จี้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนคดี ‘วันเฉลิม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

แอมเนสตี้จี้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนคดี ‘วันเฉลิม’ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 11:10 น.แอมเนสตี้จี้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนคดี 'วันเฉลิม'แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาเร่งสืบสวนกรณีหายตัวของวันเฉลิม หลังคดีล่าช้าไม่คืบหน้า

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เร่งทางการกัมพูชาเพิ่มความพยายามในการสอบสวนอย่างรอบด้านและไม่ลำเอียงในกรณีหายตัวของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจากไทย

ยามินี มิชรา ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่าการสอบสวนคดีเป็นไปอย่างล่าช้าและดูเหมือนว่าหลักฐานสำคัญจะถูกเพิกเฉย ทางการกัมพูชาต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขากำลังดำเนินการอย่างน่าเชื่อถือมิเช่นนั้นอาจถูกตั้งคำถามว่าท่ผ่านมาทางการได้ดำเนินการโดยสุจริตตามมาตรฐานการสอบสวนตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (CED) ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคีหรือไม่

มิชรา ยังกล่าวว่า “ทางการกัมพูชาต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสและเต็มที่เกี่ยวกับความคืบหน้าในการสอบสวนต่อครอบครัวของวันเฉลิม ซึ่งจากคำตอบของทางการกัมพูชาที่มอบให้กับองค์การสหประชาชาติชี้ว่า พวกเขาอาจได้ซักถามพยานสำคัญที่ปรากฏตัวในภาพกล้องวงจรปิด ที่ถ่ายไว้ได้ขณะที่เกิดการลักพาตัววันเฉลิมแล้ว พวกเขาจึงต้องจัดให้มีการคุ้มครองพยานทุกคนอย่างเหมาะสมเพื่อคุ้มครองพยาน”

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาเร่งแก้ไขปัญหาในการสืบสวนสอบสวนครั้งนี้ โดยให้เปิดเผยข้อมูลเบาะแสหรือที่อยู่ของวันเฉลิมโดยทันที ให้เกิดความจริง ความยุติธรรม และการเยียวยาต่อวันเฉลิมและครอบครัวของเขา

โดยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม สิตานันท์ สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิมเข้าให้การต่อศาลแขวงกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนของทางการกัมพูชาในคดีนี้

ทั้งนี้ วันเฉลิม วัย 37 ปี ถูกบุคคลไม่ทราบชื่อลักพาตัวไปจากอพาร์ตเมนต์ในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านั้นวันเฉลิมถูกออกหมายจับโดยทางการไทยจากการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล

อย่างไรก็ตาม กว่า 6 เดือนที่ผ่านมาทางการกัมพูชาได้เผยความคืบหน้าของคดีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแม้จะมีหลักฐานชิ้นสำคัญที่เปิดเผยต่อสาธารณชนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดทราบเบาะแสเพิ่มเติมของวันเฉลิม

Photo by Mladen ANTONOV / AFP