‘เลือดแมงดาทะเล’ ส่วนผสมสุดแพงของวัคซีนช่วยชีวิตคนนับล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

‘เลือดแมงดาทะเล’ส่วนผสมสุดแพงของวัคซีนช่วยชีวิตคนนับล้าน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 09 ธ.ค. 2563 เวลา 09:32 น.'เลือดแมงดาทะเล'ส่วนผสมสุดแพงของวัคซีนช่วยชีวิตคนนับล้านเลือดแมงดาะเลมีส่วนสำคัญในการผลิตวัคซีนโควิด-19 แต่เพื่อให้เพียงพอต่อประชากรทั่วโลกต้องใช้แมงดาทะเลจำนวนมาก

เลือดแมงดาทะเล มีสีฟ้าสดใส ประกอบด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันที่สำคัญซึ่งไวต่อแบคทีเรียที่เป็นพิษเป็นพิเศษ เมื่อเซลล์เหล่านี้พบกับแบคทีเรียที่บุกรุกเข้ามาพวกมันจะจับตัวเป็นก้อนรอบๆ และปกป้องร่างกายส่วนอื่นๆ ของแมงดาทะเลจากสารพิษ

นักวิทยาศาสตร์จึงใช้เซลล์เม็ดเลือดที่ชาญฉลาดเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นสารสกัด Limulus Amebocyte Lysate (LAL) ซึ่งช่วยตรวจสอบการปนเปื้อนของวัคซีนหรือเครื่องมือทางการแพทย์ว่าปลอดภัยจากการปนเปื้อนหรือไม่ โดยเทคนิคนี้ถูกนำมาใช้ทั่วโลกตั้งแต่ปี 1970

รวมถึงขณะนี้ที่โลกกำลังเร่งหาวัคซีนที่ปลอดภัยเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคจากเชื้อไวรัสที่ระบาดไปทั่วโลก มีการทดสอบวัคซีนมากกว่า 100 ชนิด ทีมวิจัยจำนวนมากจากทั่วโลกก็เลือกใช้เลือดแมงดาทะเลในการทดสอบวัคซีนเหล่านั้น และเนื่องจากต้องฉีดวัคซีนให้กับผู้คนนับล้านในระยะเวลาอันสั้น แมงดาทะเลจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาวัคซีนโควิด-19

แต่ราคาของมัน “โคตรแพง” เพราะตกแกลลอนละถึง 60,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 1,801,110 บาท!

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเลือดของแมงดาทะเลจะเป็นกุญแจสำคัญของวัคซีนโควิด-19 แต่การทำเช่นนี้ระบบนิเวศอาจได้รับผลกระทบ โดยในแต่ละปีมีแมงดาทะเลจำนวนมากถูกจับไปที่ห้องแล็บและรีดเลือดออกมาเพื่อใช้ในการทดลอง

วิน วัตวัน ศาสตราจารย์ด้านสัตววิทยามหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์ ระบุว่าแมงดาทะเล 10 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์จะอ่อนแอและตายลงภายในไม่กี่วันหลังจากถูกดูดเลือดออกไป

นักรณรงค์หลายคนจึงเรีกร้องให้หยุดการใช้เลือดแมงดาทะเลในการทดลองโดยกล่าวว่าจะทำให้เกิดปัญหาต่อสัตว์ป่าและระบบนิเวศ ซึ่งปัจจุบันแมงดาทะเลในสหรัฐถูกมองว่าเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่างเป็นทางการแล้ว

ในขณะที่บริษัทผลิตยาหลายแห่งมองว่าขณะนี้ยังไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถนำมาใช้แทนเลือดแมงดาทะเลได้จึงต้องใช้เลือดแมงดาทะเลในการทดลองต่อไป เช่นเดียวกับการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ก็ยังคงต้องใช้เลือดแมงดาทะเลเพื่อให้ประชากรหลายล้านคนทั่วโลกได้รับวัคซีน

ดร. บาร์บาร่า บรัมเมอร์ หนึ่งในทีมอนุรักษ์ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ กล่าวว่ากำลังพยายามผลักดันอีกครั้งเพื่อที่จะให้บริษัทผู้ผลิตวัคซีนหันไปใช้ตัวเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาแหล่งธรรมชาติเหล่านี้

บรัมเมอร์กล่าวว่า บริษัทผู้ผลิตวัคซีนอย่างน้อย 30 แห่งต้องผ่านกระบวนการทดสอบวัคซีนโดยใช้เลือดแมงดาทะเล พร้อมแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อจำนวนแมงดาทะเลที่เหลืออยู่เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญของระบบนิเวศ

สิ่งที่จะทำให้เวียดนามนำห่างไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สิ่งที่จะทำให้เวียดนามนำห่างไทย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 21:23 น.สิ่งที่จะทำให้เวียดนามนำห่างไทยเวียดนามกำลังไล่ตามไทย แต่ไทยก็ไปไกลแล้วเหมือนกัน แต่ใครจะเดินหน้าอย่างมั่นคงกว่ากัน?

ผู้เขียนเดินทางไปเวียดนามครั้งล่าสุด 2 ปีก่อน ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรกที่ไปเวียดนามแต่เป็นครั้งแรกที่ไปนครโฮจิมินห์ ถึงแล้วก็พอใจในความร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ราวป่าดงพงไพรที่ปล่อยให้สูงชลูดไม่ได้กุดให้เตี้ยแล้วเตี้ยอีกเหมือนบ้านเรา (สมกับชื่อเดิมของนครโฮจิมินห์คือเมืองไพรนคร)

นครโฮจิมินห์ไม่ใช่พงไพรอีก เป็นนครใหญ่ที่มีผังเป็นระเบียบ ตึกสูงเหมือนจะหนาแน่นมากหากเทียบกับกรุงเทพ สภาพค่อนข้างสะอาด และเต็มไปด้วยพลังของคนหนุ่มสาว เห็นแล้วก็รู้สึกดีใจที่เวียดนามมีพลังแห่งการเติบโต ต่างจากไทยที่เดี๋ยวสะดุดแล้วสะดุดอีก

แต่ไทยก็เดินหน้าไปเรื่อยๆ เดินแบบเงียบๆ แต่เร็ว จนกระทั่งคนไทยด้วยกันเองไม่ทันสังเกต

ช่วงนั้นผู้เขียนเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านบ่อยๆ สิ่งที่เห็นชัดคือพวกตึกระฟ้าผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด แทรกอยู่กลางเมืองที่ซอมซ่อและถนนที่ย่ำแย่ เวียดนามถือว่า “ดูดีที่สุดแล้ว” แต่ที่อื่นๆ ยังห่างไกลกับคำว่าคุณภาพชีวิตที่ “โอเค” เพราะสาธารณูปโภคพื้นฐานยังแย่

แต่เรามักจะเอาพวกตึกสูงตึกสวยหรืออะไรที่มันฉาบฉวยของเพื่อนบ้านมาบลั๊ฟไทยด้วยกันเอง อย่างเช่น ตอนนี้มีการแชร์ภาพของฮาลองเบย์ที่โมเดิร์นและสะอาดสะอ้าน คนไทยเห็นแล้วตาโตคิดว่าเวียดนามล้ำไทยไปไกลแล้ว

ดูแล้วก็ทดท้อใจกันว่าไทยทำไมไม่พัฒนาสักที ปล่อยให้เพื่อนบ้านไปถึงไหนแล้ว ผมอ่านแล้วท้อใจเหมือนกันว่าอยู่เมืองไทยแท้ๆ ทำไมไม่เห็นว่าเราพัฒนาไปถึงไหนต่อไหน พัฒนาแบบที่เพื่อนบ้านในระดับเดียวกัน (ไม่ใช่เวียดนาม) ยังทึ่ง

แน่นอนว่าผู้เขียนไม่ได้พูดถึงผลงานของรัฐบาลนี้ แต่พูดถึงสายธารของการพัฒนาชาติที่ต่อเนื่องทั้งๆ ที่เรา “วิวาทกันเอง” ไม่หยุดหย่อน

จนผู้เขียนคิดว่าบ้านเราคงมีภูมิคุ้มกันทางการเมืองแล้ว คือพัฒนาก็พัฒนาต่อไป การเมืองจะถูกลู่ถูกังแค่ไหนก็ไม่สน

ช่วงนี้ผู้เขียนเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย ได้เห็นกับตาว่าจังหวัดต่างๆ มีสภาพเป็นแบบไหน บอกได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานของบ้านเราดีมาก หลายจังหวัดสะอาดสะอ้านจนอยากจะย้ายไปอยู่ บางจังหวัดก็รกและรุงรัง แต่ก็ดูมีความหวังกับโครงการก่อสร้างต่างๆ นานา

บางทีถึงจะไม่อลังการอย่างภาพฮาลองเบย์ที่แชร์ๆ กัน แต่ก็พัฒนาสมฐานะ ไม่เว่อร์วังจนดูรักษาลำบาก และที่สำคัญต้องสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมด้วย

ฮาลองเบย์ที่เห็นสวยๆ นั้นมีปัญหาเรื่องมลพิษและการพัฒนาเกินขอบเขต ภาพที่เห็นงามในตอนนี้ อนาคตอาจกลายเป็นยาพิษได้ ซึ่งเหมือนไทยเราก็ต้องสำเหนียกไว้ด้วยกับการท่องเที่ยวที่หนักข้อจนทำลายสิ่งแวดล้อม 

ผู้เขียนไม่ได้อิจฉาเพื่อนบ้าน แต่เป็นห่วง และคิดเสมอว่าอยากให้เพื่อนบ้านเจริญทัดเทียมบ้านเรา เพราะเมื่อเราเจริญเท่ากัน เมื่อนั้นก็ไม่ต้องแข่งกันอีก แต่จะช่วยกันแข่งเพื่อภูมิภาค

วันหนึ่งตอนที่ไปพนมเปญ ผู้เขียนยังนึกอยากให้วันหนึ่งเรามีการขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกัน นั่งรถความเร็วสูงจากกรุงเทพฯ ถึงกัมพูชา และโฮจิมินห์แค่ไม่กี่ชั่วโมง มันจะเป็นอะไรที่วิเศษมาก การเคลื่อนย้ายสินค้าและแรงงานจะสะดวกอย่างไม่เคยมีมาก่อน ทำให้อาเซียนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่มีพลวัตการพัฒนาที่แข็งแกร่ง

เทียบกับอาเซียนภาคหมู่เกาะแล้ว อาเซียนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่มีความได้เปรียบกว่ามาก เพราะมีแผ่นดินเชื่อมต่อกัน ทำให้วางโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งได้ดีกว่า

แต่ตอนนี้แม้รถไฟฟ้าในโฮจิมินห์เองก็ยังมีปัญหา ที่ฮานอยสร้างมาจะสิบปีแล้วไม่เสร็จสักที

สื่อบางแห่งบอกว่า โครงการรถไฟฟ้าของฮานอยกับโฮจิมินห์มีปัญหาเรื่อง “การวางแผนของภาครัฐและการปรับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นี่คือเรื่องที่ซีเรียสมาก แสดงว่าประสิทธิภาพของรัฐบาลเวียดนามไม่น่าไว้ใจ เพราะโครงสร้างพื้นฐานไม่ไปไหนเสียที มีแต่การแต่งเมืองให้สวย (ซึ่งก็สวยจริง)

อดคิดไม่ได้ว่าขณะที่เวียดนามกำลังแต่งหน้าให้กับเมืองต่างๆ นั้น โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหน้าตาที่แท้จริงถูกทิ้งให้ขี้ริ้วขี้เหร่เสียอย่างนั้น

แต่เมื่อดูตัวเลขการลงทุนด้านนี้แล้วกลับคนละเรื่องกันเลย

เพราะเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศในเอเชียที่มีอัตราการลงทุนสูงสุดในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในภาครัฐและเอกชนของเวียดนามมีอัตราเฉลี่ย 5.7% ของ GDP ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอยู่ในอันดับรองจากจีนที่ 6.8% และยังสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ต่ำกว่า 3% ขณะที่มาเลเซียและไทยต่ำกว่า 2%

ต้องถามว่าลงทุนกันขนาดนี้แล้ว ทำไมเวียดนามจึงยังมีปัญหาอยู่อีก? คำตอบก็คือการคอร์รัปชั่นและการมีรัฐบาลผูกขาดพรรคเดียว พูดภาษาคอมมิวนิสต์ก็คือ “รัฐบาลเผด็จการของชนชั้นแรงงาน”

การมีรัฐบาลเผด็จการมีข้อได้เปรียบคือถ้ามันดีมันจะสั่งการได้รวดและมีประสิทธิภาพ แต่ข้อเสียคือตรวจสอบได้ยาก เล่นพรรคเล่นพวกง่าย ตัวอย่างก็คือจีน ซึ่งปกครองโดย “รัฐบาลเผด็จการของชนชั้นแรงงาน” เช่นกัน มีระบบการสั่งการและลงมือทำที่รวดเร็ว สั่งนกได้นก สั่งม้าได้ม้า

แต่ปัญหาคือเมื่อคุณมีระบบที่มีแต่พวกเดียวกันเอง โอกาสที่จะเล่นพรรคเล่นพวกและกินนอกกินในมีสูงมาก จีนยุคก่อนสีจิ้นผิงจึงเรื้อรังไปด้วยปัญหาคอร์รัปชั่น กินกันสะบั้นหั่นแหลก แม้แต่การกินเลี้ยงในร้านอาหารธรรมดาๆ ก็เป็นการจ่ายใต้โต๊ะรูปแบบหนึ่ง

เดชะบุญที่รัฐบาลจีนสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพและระดับนำก็ทำงานขันแข็งเพราะมีระบบการประเมินผลงานที่รัดกุม หากไม่มีระบบนี้จีนคงจะพังพินาศเพราะการคอร์รัปชั่นเป็นแน่

แต่เวียดนามไม่ได้มีระบบที่รัดกุมเหมือนจีน ผลก็คือเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นรุนแรง

แต่ในที่สุดเวียดนามก็เริ่มขยับ เมื่อปีที่แล้วประธานาธิบดี “เหงียน ฟู้ จ่อง” เดินหน้าปฏิบัติการกวาดล้างการคอร์รัปชั่น โดยคนแรกที่โดนคือเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งนครโฮจิมินห์และสมาชิกกรมการเมือง (โปลิตบูโร) คือ “เล แทง ไห่” คนต่อมาคือ “หวง จุง ไห่” เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งกรุงฮานอยและสมาชิกกรมการเมืองอีกคนหนึ่ง

โปรดสังเกตว่าทั้ง 2 คน คือคนที่คุมเมืองที่สำคัญอันดับที่ 1 และ 2 ของประเทศ เป็นเมืองที่เป็นหัวใจของชาติและพัฒนาอย่างรวดเร็วแต่ก็มีปัญหาคาราคาซังเช่นกัน (หนึ่งในนั้นคือปัญหารถไฟฟ้าที่ไม่เสร็จสักที)

แต่ในขณะที่สีจิ้นผิงแห่งจีน “เชือด” สมาชิกพรรคที่ออกนอกลู่นอกทาง ผู้นำเวียดนามกลับแค่ให้ใบเหลือง และยังมีสมาชิกพรรคอีกกว่าครึ่งแสนที่โดนลงโทษทางวินัยเท่านั้น ไม่ได้ถูกเล่นงานหนักเท่ากับที่จีน อย่างไรก็ตามมีบางคนถูกลงโทษหนักเช่นกัน

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับการ “ลงโทษทางวินัย” คนในพรรค ปรากฎว่ามีผลการสำรวจความเห็นชาวเวียดนามโดย VCB-2019 พบว่า ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นความกังวลอันดับที่ 4 ของชาวเวียดนามรองจาก ความยากจน ความปลอดภัยด้านอาหาร และอาชญากรรม/ความมั่นคง และคนกังวลเรื่องคอร์รัปชั่นมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ปรากฎว่าผลสำรวจประชาชนชี้ไปที่ตำรวจจราจรว่าเป็นกลุ่มที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงมากที่สุด ตามด้วยตำรวจทั่วไป ตามด้วยเจ้าหน้าที่สรรพากร ตามด้วยเจ้าหน้าที่รัฐบาล และตามด้วยสำนักประธานาธิบดี/นายกรัฐมนตรี

ผู้เขียนเชื่อว่าหากเวียดนามเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย กราฟนี้จำพลิกไปทางตรงกันข้าม เพราะนักการเมืองจะมาเป็นอันดับแรก

แต่เมื่อเทียบกับไทยแล้ว เวียดนามยังดีกว่า โดยเวียดนามมีระดับคอร์รัปชั่นที่ 96 จาก 180 ประเทศ ส่วนไทยอยู่ที่ 101 จาก 180 ประเทศ

เมื่อดูกราฟระยะหลายๆ ปี ยิ่งจะเห็นชัดคะแนนการจัดการคอร์รัปชั่นของเวียดนามเคยอยู่ที่คะแนน 31 เต็ม 100 ระหว่างปี 2012 – 2015 แล้วขึ้นๆ ลงๆ จากนั้นถึงปี 2019 ก็พุ่งพรวดมาอยู่ที่ 37

ขณะที่ไทยมีคะแนนขึ้นๆ ลงๆ 35 – 38 ระหว่างปี 2012 – 2019 กราฟจึงเหมือนฟันปลา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หวังไกลกับเขาไม่ได้

ตอนนี้เราจะเห็นว่าเวียดนามเหนือกว่าไทยอยู่ 2 เรื่องคือ จริงจังในการกวาดล้างคอร์รัปชั่น “พอสมควร” ขณะที่ไทยไม่มีความจริงจังที่เป็นรูปธรรม อีกเรื่องคือเวียดนามรู้ตัวว่าขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานจึงเร่งลงทุนในด้านนี้มากที่สุดในอาเซียน แม้จะดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่อย่างน้อยเวียดนามยังรู้ปัญหา

โอกาสที่เวียดนามจะไล่ตามไทยทันจึงอยู่ที่เวียดนามจะแก้ปัญาคอร์รัปชั่นได้ และเมื่อแก้คอร์รัปชั่นได้แล้ว การใช้เงินลงทุนพัฒนาประเทศก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น โอกาสที่จะดีไม่น้อยไปกว่าไทยก็จะมากขึ้น แต่จะเร็วขึ้นด้วย ขณะที่ไทยเราไม่ได้นิ่งแต่พัฒนาแบบเนิบๆ

แต่ความเนิบของไทยก็มีข้อดีตรงที่มันทำให้เราเดินอย่างมั่นคง ไม่ก้าวกระโดดในเรื่องที่ไม่ควรทำ เรื่องไม่ควรทำอย่างหนึ่งของเวียดนามก็คือการผลักดัน Vietnamese Grand Prix ให้เวียดนามเป็นปลายทางแห่งใหม่โลกในการแข่ง F1

เวียดนามเตรียมสนามอย่างเร่งด่วนโดยใช้ท้องถนนบางส่วนในกรุงฮานอยนั่นเองโดยหวังจะเดินตามรอย Singapore Grand Prix และมีกำหนดจะจัดในเดือนเมษายนปีนี้ แต่แล้วก็เจอพิษโควิดจนต้องเลื่อน แล้วก็พยายามจะดึงดันจัดขึ้นมาอีกหลังจากเวียดนามคุมโควิด “ค่อนข้างเอาอยู่” โดยมีแผนจะจัดในปีหน้า แต่แล้วแผนก็พับไปอีกอย่างไม่มีกำหนด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเวียดนามเจอการระบาดอีกรอบช่วงสั้นๆ และโลกภายนอกเขายังระบาดกันอยู่ด้วย

แต่ปัญหาหลักที่ทำให้มันเลื่อนไปแบบไม่มีกำหนดคือ “เหงวียน ดึ๊ก ชุง” ประธานกรรมาธิการประชาชนแห่งกรุงฮานอยและนายพลในกองทัพผู้เป็นสนับสนุนหลักถูกจับกุมฐานคอร์รัปชั่น

ต่อให้เวียดนามเดินหน้าจัด Vietnamese Grand Prix ได้โอกาสที่มันจะอยู่ยงคงกระพันก็มีน้อยมาก ออกจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ หากวัดจากประสบการณ์การจัด Grand Prix ในเอเชียหลายแห่งตั้งแต่มาเลเซีย อินเดีย ไปจนถึงเกาหลีที่ล้มไปเพราะคนไม่มาดู มีปัญหากับภาครัฐ และต้นทุนสูงเกินเหตุ ที่ยังรอดและฮิตอยู่ได้คือ Singapore Grand Prix (และยังมีจัดที่จีนกับญี่ปุ่นด้วย)

โดยรวมแล้วการจัด F1 ในเอเชียไม่ค่อยคุ้มค่าทางการเงิน มาลเซียที่เคยมี F1 เป็นที่เชิดหน้าชูตาใครๆ ในอาเซียนมานานหลายสิบปียังทำท่าจะไม่รอด รัฐมนตรีกระทรวงเยาวชนและกีฬาในขณะนั้นยังกล่าวว่า “ต้นทุนสูงเกินไป รายได้คืนมาจำกัด”

ส่วนจีนที่มีปัญหาเรื่องไม่คุ้มทุน แต่รัฐบาลยังช่วยอุดหนุนให้จัดต่อไปเพราะมันช่วยปูทางให้กับการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ เช่น การเป็นหุ้นส่วนของอุตสาหกรรมอะไหล่ยนต์กับทีม F1 ต่างๆ (สนามแข่งยังตั้งอยู่ใกล้เขตอุตสาหกรรมยานยนต์ในเซี่ยงไฮ้ด้วย)

ถามว่าเวียดนามมีเป้าหมายแบบจีนหรือไม่?

หากไม่มองไปถึงจุดนั้นการแข่ง F1 ยังเป็นของฟุ่มเฟือยเกินไปสำหรับฮานอย เมืองที่พัฒนารถไฟฟ้าไปไม่ถึงไหนและลากยาวมาเกือบ 10 ปีแถมสภาพถนนในเมืองก็ไม่ได้ดีอะไรมาก ควรที่เวียดนามจะหันมาพัฒนาฮานอยให้น่าอยู่กกว่านี้ก่อนเหมือนสิงคโปร์ แทนที่จะตามสิงคโปร์ในเรื่องที่ไม่ควรจะตาม

นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ประเทศไทยไม่ควรทำ คือการนำเงินไปในเรื่องเกินตัว

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Manan VATSYAYANA / AFP

“หยวนดิจิทัล” มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“หยวนดิจิทัล” มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 20:02 น."หยวนดิจิทัล" มาแล้ว จีนเริ่มแจกประชาชนใช้ บริษัทยักษ์ใหญ่รับจีนค่อยๆ ทดลองเงินดิจิทัลที่ทางการให้การรับรอง เพื่อเปิดศักราชใหม่ของการใช้จายที่ไร้เงินสด

1. เงินหยวนดิจิทัลหรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า Digital Currency Electronic Payment (DCEP) เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของจีนที่จะก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสด

2. แต่หยวนดิจิทัลแตกต่างจากบิทคอยน์และคริปโทเคอร์เรนซีอื่น ๆ ตรงที่เงินสกุลนี้ออกและสนับสนุนโดยธนาคารกลางของประเทศและได้รับการออกแบบให้เป็นสกุลเงินหยวนในรูปแบบดิจิทัล

3. จีนได้เริ่มใช้บ้างแล้วโดยเมืองเซินเจิ้นเปิดตัวการทดลองใช้เงินหยวนดิจิทัลรุ่นเบต้า (รุ่นทดสอบจำนวนจำกัด) กับประชาชนราว 50,000 คนครั้งแรกของประเทศในเดือนตุลาคมโดยแจกผ่านการสุ่มโดยล็อตเตอรี่

4. ปรากฎว่าระหว่างการทดลองใช้สกุลเงินดิจิทัลของจีนเป็นเวลา 1 สัปดาห์ได้ผลน่าพอใจ ผู้บริโภคกว่า 47,000 คนในเขต หลัวหูของเซินเจิ้นใช้จ่ายเงิน 8.8 ล้านหยวน มีธุรกรรม 62,788 ครั้ง

5. ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเทศบาลเมืองซูโจวกล่าวจะแจกเงินดิติทัลจำนวน 20 ล้านหยวนให้กับประชาชน 100,000 คนโดยใช้วิธีคัดเลือกผ่านล็อตเตอรี่เช่นกัน โดยจะได้คนละ 200 หยวน

6. ผู้ชนะล็อตเตอรีจะได้รับอั่งเปาออนไลน์ผ่านแอป Digital Renminbi ที่จัดทำขึ้นโดยรัฐบาลซึ่งยังไม่มีให้ดาวน์โหลด แต่ผู้ชนะจะสามารถเข้าถึงได้

7. การทดลองแจกอั่งเปาเงินดิจิทัลครั้งนี้เล็งที่จะให้ประชาชนได้ใช้กับเทศกาลช็อปปิ้ง 12/12 (วันที่ 12 ธันวาคม) โดยจะใช้ได้จนถึงวันที่ 27 ธันวาคม มีร้าน 10,000 แห่งจะเข้าร่วมการทดลองใช้ด้วย

8. JD.com อีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ของจีนจะร่วมโครงการนี้ด้วย และต่อมา JD.com ประกาศว่าเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์แห่งแรกที่รับเงินดิจิทัลนี้

9. หยวนดิจิทัลมีจุดแข็งตรงที่มันคือสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) ซึ่งไม่เหมือนสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ที่ไม่ได้อิงกับธนาคารกลาง เช่น Libra ที่ออกโดยเฟซบุ๊ค

10. ธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ หรือ BIS อันเป็นสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่มีธนาคารกลางของประเทศต่างๆ เป็นหุ้นส่วนเผยว่า 80% ของธนาคารกลางทั่วโลกโลกเริ่มหันมาจับและวิจัยศักยภาพของ CBDC แล้ว

AFP PHOTO / China OUT

โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 ราย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 18:30 น.โควิดยังไม่หาย อินเดียเจอโรคปริศนาล้มป่วยถึง 400 รายชาวอินเดียกว่า 400 คนในรัฐอานธรประเทศล้มป่วยปริศนา แพทย์เร่งหาสาเหตุ

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงาน ชาวอินเดียหลายร้อยคนในรัฐอานธรประเทศ (Andhra Pradesh) ทางตอนใต้ของอินเดียล้มป่วยปริศนาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

โดยชาวอินเดียกว่า 400 คนกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในรัฐอานธรประเทศ หลายคนมีอาการชัก คลื่นไส้ และหมดสติ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 คนจากการติดเชื้อปริศนา

กีตา ปราซาดินี ผู้อำนวยการด้านสาธารณสุขในรัฐอานธรประเทศเผยว่าผู้เสียชีวิตคนดังกล่าวเป็นชายวัย 45 ปี และได้มีการนำตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยไปตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุของโรคต่อไป

ทางการอานธรประเทศแถลงเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ว่ายังไม่ทราบสาเหตุของการระบาดและผู้คนทุกกลุ่มอายุมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อดังกล่าว

รวมถึงกระทรวงสาธารสุขของอินเดียเปิดเผยว่าจะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ 3 คนเพื่อตรวจสอบการระบาดของโรค

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบแหล่งน้ำ 20 แห่งในเมืองงออลเลอรุม (Eluru) ซึ่งมีรายงานการระบาดครั้งแรกรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

นอกจากนี้รัฐอานธรประเทศยังเป็นหนึ่งในรัฐที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุดในอินเดีย ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วกว่า 800,000 คนในรัฐอานธรประเทศ

หนุ่มอิตาลีทะเลาะเมีย เดินหนีออกจากบ้าน 450 กม. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

หนุ่มอิตาลีทะเลาะเมีย เดินหนีออกจากบ้าน 450 กม. – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 17:00 น.หนุ่มอิตาลีทะเลาะเมีย เดินหนีออกจากบ้าน 450 กม.หนุ่มอิตาลีแหกเคอร์ฟิวเดินออกจากบ้านไกล 450 กม. หวังหวังสงบสติอารมณ์หลังทะเลาะกับภรรยา

สำนักข่าวอินดิเพนเดนท์รายงาน ชายชาวอิตาลีวัย 48 ปี โมโหทะเลาะกับภรรยาตัดสินใจเดินเป็นระยะทาง 450 กม. เป็นเวลา 1 สัปดาห์หวังสงบสติอารมณ์ก่อนจะถูกตำรวจควบคุมตัว

ชายคนดังกล่าวเดินเท้าจากโคโม เมืองทางตอนเหนือของอิตาลีติดกับชายแดนสวิตเซอร์แลนด์ ไปยังฟาโน เมืองเล็กๆ บนชายฝั่งทะเลเอเดรียติกซึ่งอยู่ห่างออกไปทางใต้ประมาณ 280 ไมล์หรือราว 450 กม.

ในตอนแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมชายคนดังกล่าวเมื่อเวลา 2.00 น. เนื่องจากฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวของอิตาลี โดยชายคนดังกล่าวมีอาการเหนื่อยล้าพร้อมรับสารภาพว่าเขาเพียงแค่เดินออกจากบ้านเพื่อสงบสติอารมณ์โดยไม่รู้เลยว่าเดินมาไกลแค่ไหน ซึ่งเขาเดินโดนเฉลี่ยประมาณ 60 กม. ต่อวัน โดยเขาได้รับอาหารจากคนแปลกหน้าในระหว่างทาง ภายหลังสอบสวนภรรยาของเขาพบว่าชายคนดังกล่าวหายออกจากบ้านไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

โดยชายคนดังกล่าวได้รับคำสั่งให้จ่ายค่าปรับ 400 ยูโรเนื่องจากฝ่าฝืนมาตรการเคอร์ฟิวในการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาระลอก 2 ซึ่งมีกำหนดเคอร์ฟิวทั่วประเทศตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 5.00 น.

ชายคนนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นฟอร์เรสท์ กัมพ์แห่งอิตาลี โดยหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอิตาลีตั้งคำถามว่าหากไม่มีการจับกุมเสียก่อนชายคนนี้จะไปลงเอยที่ใด

คนแรกของโลก! คุณยายชาวอังกฤษประเดิมฉีดวัคซีนโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

คนแรกของโลก! คุณยายชาวอังกฤษประเดิมฉีดวัคซีนโควิด-19 – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 15:30 น.คนแรกของโลก! คุณยายชาวอังกฤษประเดิมฉีดวัคซีนโควิด-19หญิงอังกฤษวัย 90 ปีเป็นคนแรกของโลกที่ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาจากไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค

สำนักข่าวสกายนิวส์ รายงาน มาร์กาเรต คีแนน วัย 90 ปี เป็นคนแรกของโลกที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาในโครงการสร้างภูมิคุ้มกันที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร นอกเหนือจากอาสาสมัครทดลองวัคซีน หลังจากที่สหราชอาณาจักรได้อนุมัติให้ฉีดวัคซีนกับประชาชนทั่วไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นประเทศแรกของโลกที่อนุมัติวัคซีนที่พัฒนาโดยไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ให้ใช้ในกลุ่มประชาชนทั่วไป

โดยคีแนนได้รับวัคซีนในวันที่ 8 ธ.ค. เวลา 6.31 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในโคเวนทรีโดยพยาบาลเมย์ พาร์สันส์

คีแนนกล่าวว่า “การได้รับวัคซีนเป็นคนแรกถือเป็นสิทธิพิเศษและของขวัญวันเกิดล่วงหน้าที่ดีที่สุดที่ฉันปรารถนา” เพราะเธอจะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่หลังจากที่ต้องอยู่คนเดียวมาเกือบทั้งปี พร้อมกล่าวขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ดูแลเธอเป็นอย่างดี

คีแนนยังฝากถึงคนอื่นๆ ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนว่า “คำแนะนำของฉันที่อยากจะมอบให้แก่ผู้ที่จะได้รับวัคซีนคือ “ฉีดมัน” ถ้าฉันสามารถรับการฉีดวัคซีนในวัย 90 ปีได้คุณก็สามารถรับได้เช่นกัน”

พยาบาลพาร์สันส์กล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นคนแรกในประเทศที่ส่งมอบวัคซีนให้แก่ผู้ป่วย ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาที่ทำงานในระบบสาธารณสุขสหราชอาณาจักร (NHS) นั้นเป็นเรื่องยากสำหรับเราทุกคนแต่ตอนนี้รู้สึกราวกับมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์”

แมตต์ แฮนค็อก รัฐมนตรีว่าการกระทวงสาธารณสุขสหราชอาณาจักรเผยว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะมีการกระจายวัคซีนให้แก่โรงพยาบาลหลายสิบแห่งซึ่งเรียกว่า “V-Day” โดยมอบให้กับผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปและผู้ดูแลเป็นกลุ่มแรก

ด้านบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวว่า “การอนุมัติไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) สำหรับใช้ในสหราชอาณาจักรถือเป็นก้าวสำคัญในการต่อสู้กับโควิด-19 แต่ทุกคนยังคงต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมไวรัสอย่างเคร่งครัด”

ทั้งนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจกรได้รับวัคซีนจำนวน 40 ล้านโดสจากไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค (Pfizer-BioNTech) ซึ่งเผยว่ามีประสิทธิภาพ 95% ในการป้องกันไวรัสโคโรนาและใช้ได้กับทุกกลุ่มอายุ

ขณะนี้ประเทศไทยได้ทำการสั่งจองและจัดซื้อวัคซีนของแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) จำนวน 26 ล้านโดส ซึ่งจะสามารถจัดหาวัคซีนได้ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยนพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติกล่าวว่าประเทศไทยคาดว่าจะได้ใช้วัคซีนภายในกลางปีหน้า

Photo by Jacob King / POOL / AFP

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน เขาคือว่าที่กลาโหมผิวดำคนแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เจาะลึกรัฐบาลไบเดน เขาคือว่าที่กลาโหมผิวดำคนแรก – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 14:11 น.เจาะลึกรัฐบาลไบเดน เขาคือว่าที่กลาโหมผิวดำคนแรกพลเอกลอยด์ ออสติน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐเตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมผิวดำคนแรกของสหรัฐ

1. สื่อต่างประเทศหลากหลายแหล่งรายงานว่า โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐได้ตัดสินใจเลือกพลเอกลอยด์ ออสติน อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางกองทัพสหรัฐ ขึ้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งออสตินจะเป็นคนผิวดำคนแรกที่เป็นผู้นำกระทรวงกลาโหมหากได้รับการรับรองจากวุฒิสภา

2. ออสตินมีประสบการณ์ทำงานในเพนตากอนมายาวนานและยังเคยทำงานร่วมกับไบเดนอย่างใกล้ชิดในสมัยที่ไบเดนดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี และออสตินยังเคยดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการกองทัพและผู้บังคับบัญชากองกำลังสหรัฐในอิรักอีกด้วย

3. แหล่งข่าวเผยว่า “ออสตินรู้จักเพนตากอนทั้งภายในและภายนอก และน่าจะเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมในการดำเนินการขนส่งและกระจายวัคซีนโควิด-19” นอกจากนี้ยังคาดว่าไบเดนจะประกาศการเลือกคณะรัฐมนตรีในประเทศในวันศุกร์นี้ (11 ธ.ค.)

4. ทั้งนี้ ออสตินจะต้องได้รับการผ่อนผันจากสภาคองเกรสเพื่อยืนยันตำแหน่งพลเรือน เนื่องจากออสตินเพิ่งปลดเกษียณได้เพียง 4 ปี และกฎหมายสหรัฐกำหนดคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไว้ว่าต้องปลดเกษียณหรือลาออกจากกองทัพแล้วอย่างน้อย 7 ปี

5. ลอยด์ เจมส์ ออสติน เดอะ เติร์ด (Lloyd James Austin III) เกิดวันที่ 8 สิงหาคม 1953 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยสหรัฐ  หรือเวสต์พอยต์ (West Point) ด้วยปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิตในปี 1975 หลังจากนั้นยังศึกษาต่ออีกในด้านต่างๆ และรับราชการเป็นทหารโดยเริ่มที่เวสต์พอยต์’เป็นที่แรกจากนั้นก็ไต่เต้าในหน้าที่การเมืองอย่างต่อเนื่อง

6. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ออสตินกลายเป็นผู้บัญชาการระดับสูงสุดอันดับสองของอิรักโดยเป็นผู้บังคับบัญชากองกำลังพันธมิตรนานาชาติ – อิรัก (MNC-I) ในฐานะผู้บัญชาการของ MNC-I เขากำกับการปฏิบัติการของกองกำลังร่วมและพันธมิตรประมาณ 152,000 คนในทุกภาคส่วนของอิรัก ในปี 2010 เขารับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังสหรัฐ – อิรัก (USF-I)

7. เขาได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการคนที่ 12 ของกองบัญชาการกลางแห่งสหรัฐ (CENTCOM) โดยออสตินยังเป็นผู้บัญชาการคนดำคนแรกของ CENTCOM ด้วย ผู็แต่งตั้งเขาก็คือประธานาธิบดีบารัก โอบามา ซึ่งเป็นประธานาธิบสหรัฐผิวดำคนแรกด้วย 

Photo by Brendan Smialowski / AFP

จีนประกาศชัยชนะภารกิจแก้จน แต่ย้ำอย่าเพิ่งชะล่าใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนประกาศชัยชนะภารกิจแก้จน แต่ย้ำอย่าเพิ่งชะล่าใจ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 12:10 น.จีนประกาศชัยชนะภารกิจแก้จน แต่ย้ำอย่าเพิ่งชะล่าใจปัญหาความยากจนขั้นสูงสุดในประเทศจีนถูกกำจัด แต่ยังคงดำเนินมาตรการย้ำความสำเร็จต่อไป

ซินหัวรายงาน ประธานาธิบดีสี จินผิงของจีนได้ประกาศชัยชนะในการขจัดความยากจนในประเทศหลังต่อสู้กับปัญหาดังกล่าวมา 8 ปี ซึ่งได้รับคำชื่นชมจากอันโตนิอู กูแตร์เรช เลขาธิการสหประชาชาติว่าเป็นความสำเร็จที่ “ยิ่งใหญ่มาก”

โดยเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. โอวชิงผิง รองผู้อำนวยการสำนักงานกลุ่มผู้นำด้านการบรรเทาความยกจนและการพัฒนาของคณะรัฐมนตรีแถลงว่า แม้ว่าจีนกำลังจะขจัดความยากจนขั้นสูงสุด (absolute poverty) ได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่การขจัดความยากจนเชิงสัมพันธ์ (relative poverty) นั้นเป็นภารกิจระยะยาว ดังนั้นจึงต้องดำเนินมาตรการเพื่อย้ำความสำเร็จในการแก้จนต่อไป พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพโดยรวมของมาตรการต่างๆ ตลอดจนปรับปรุงระบบประกันสังคมและบรรเทาทุกข์ในชนบทต่อไป

ประเทศจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมานานหลายทศวรรษ และการกำจัดความยากจนจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยได้ให้คำมั่นว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายในสิ้นปี 2020 และสร้าง “สังคมที่เจริญรุ่งเรืองในระดับปานกลาง” ก่อนวันครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนในเดือนกรกฎาคมปีหน้า

โดยเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ารัฐบาลจีนได้ประกาศว่า 9 อำเภอยากไร้แห่งสุดท้ายในมณฑลกุ้ยโจวหลุดพ้นจากความยากจนขั้นสูงสุด ส่งผลให้ปัญหาความยากจนขั้นสูงสุดในประเทศจีนได้ถูกกำจัด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความไม่เท่าเทียมในสังคม

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้ให้คำจำกัดความของความยากจนขั้นสูงสุด (absolute poverty) ว่าประชาชนมีรายได้น้อยกว่า 2,300 หยวน หรือราว 10,000 บาทต่อปี ซึ่งรัฐบาลจีนได้ดำเนินการเพื่อกำจัดความยากจนสัมบูรณ์ในมณฑลยากจน 832 แห่งทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2014

ไต้หวันเอาจริง! ฝ่าฝืนกฎกักตัวเพียง 8 วิ ถูกปรับ 1 แสน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ไต้หวันเอาจริง! ฝ่าฝืนกฎกักตัวเพียง 8 วิ ถูกปรับ 1 แสน – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 11:00 น.ไต้หวันเอาจริง! ฝ่าฝืนกฎกักตัวเพียง 8 วิ ถูกปรับ 1 แสนชายชาวฟิลิปปินส์ถูกปรับ 106,000 บาท หลังแอบออกจากห้องกักตัวเพียงแค่ครู่เดียว

CNN รายงาน สำนักงานสาธารณสุขเมืองเกาสงเปิดเผยกับสำนักข่าวท้องถิ่นไต้หวันว่า ชายชาวฟิลิปปินส์ถูกปรับ 100,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 106,000 บาท หลังฝ่าฝืนมาตรการกักกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเกาสง

โดยกล้องวงจรปิดในโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองเกาสงจับภาพชาวฟิลิปปินส์คนดังกล่าวที่กำลังอยู่ในระหว่างการกักตัวฝ่าฝืนมาตรการกักกันโดยแอบออกจากห้องไปที่โถงทางเดินเพียงครู่เดียวเท่านั้น

สำนักงานสาธารณสุขเตือนว่า ผู้ที่อยู่ในระหว่างการกักตัวไม่ควรคิดว่าจะไม่ถูกปรับแม้ว่าจะออกจากห้องเพียงแค่ครู่เดียว เนื่องจากมาตการกักกันของไต้หวันระบุว่าห้ามมิให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการกักตัวออกจากห้องไม่ว่าจะนานเพียงใดก็ตาม

โดยขณะนี้มีโรงแรมกักกัน 56 แห่งในเมืองเกาสงโดยมีห้องพักทั้งหมดประมาณ 3,000 ห้อง

ทั้งนี้ ไต้หวันได้รับการยกย่องจากนานาประเทศว่าสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาได้ดี โดยตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ระบุว่าไต้หวันมีผู้ติดเชื้อเพียง 716 คน และเสียชีวิต 7 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 23 ล้านคน

“เมียนมา” ติดโควิดทะลุ 1 แสนคนแล้วหลังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

“เมียนมา”ติดโควิดทะลุ 1 แสนคนแล้วหลังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 08 ธ.ค. 2563 เวลา 08:24 น."เมียนมา"ติดโควิดทะลุ 1 แสนคนแล้วหลังพบผู้ป่วยต่อเนื่อง“เมียนมา”เผยยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสม เพิ่มทะลุกว่า 1 แสนคนแล้ว หลังจากพบผู้ป่วยต่อเนื่อง ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่กว่า 2,100 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขและการกีฬาของเมียนมาแถลงว่า ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมามีจำนวน 1,276 ราย ส่งผลให้ขณะนี้เมียนมามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 100,431 ราย

ขณะที่ จำนวนผู้เสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้น 22 ราย สู่ระดับ 2,132 ราย ส่วนผู้ที่รักษาจนหายดีและได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลแล้วมี 79,240 ราย

รายงานข่าวระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเมียนมาได้พุ่งขึ้นอย่างมาก นับตั้งแต่ที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อเป็นครั้งแรกเพียง 2 รายในวันที่ 23 มี.ค. โดยเมียนมาได้ตรวจหาเชื้อไปแล้ว 1,307,744 ตัวอย่าง