จีนติดตั้ง “ดวงอาทิตย์เทียม” สำเร็จแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนติดตั้ง “ดวงอาทิตย์เทียม” สำเร็จแล้ว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 18:05 น.จีนติดตั้ง "ดวงอาทิตย์เทียม" สำเร็จแล้ว จีนประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาเทคโฯโลยีขั้นสูง การผลิตดวงอาทิตย์เทียมยังอาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการพึ่งพาตัวเองของจีนด้วย

สำนักข่าว Global Times ของทางการจีนรายงาน่า การติดตั้ง “ดวงอาทิตย์เทียม” ของจีนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า HL-2M Tokamak ได้ประสบความสำเร็จแล้วโดยติดตั้งอยู่ในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาและได้มีการปลดปล่อยพลังงานออกมาครั้งแรกแล้ว

Global Times ชี้ว่าการพัฒนาดวงอาทิตย์เทียมแสดงให้เห็นว่าจีนมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบการสร้างและการใช้งานเทคโนโลยีของอุปกรณ์โทคาแมค (Tokamak) ขั้นสูงขนาดใหญ่ด้วยตัวของจีนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการออกแบบและสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันของจีนโดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก

Global Times รายงานว่าเครื่องรุ่นนี้มีโครงสร้างและโหมดการควบคุมที่ทันสมัยยิ่งขึ้น ทำให้นี้สามารถสร้างพลาสมาที่ร้อนกว่า 200 ล้านองศาเซลเซียสและสามารถเพิ่มระดับกระแสไฟฟ้าของพลาสมาได้มากกว่า 2.5 ล้านล้านแอมแปร์

สำหรับเครื่องรุ่น HL-2M Tokamak ออกแบบมาเพื่อจำลองปฏิกิริยาตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พลังงานสะอาดผ่านพลังงานฟิวชั่นเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ควบคุมได้

ทั้งนี้ โทคาแมคเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สนามแม่เหล็กรูปวงห่วงยาง ในการเก็บกักพลาสม่า นิยมใช้ในการผลิตพลังงานฟิวชั่นเทอร์โมนิวเคลียร์ที่ควบคุมได้ มีการทดลองหลายครั้งในหลายประเทศ

Oilprice.com รายงานว่า พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นถือเป็นทางออกหนึ่งของการสร้างพลังงานที่ปราศจากการปล่อยมลพิษ แต่ยังไม่มีใครทำมันได้สำเร็จเพราะพลังงานนิวเคลียร์ฟิวเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่น การปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ต่างๆ โดยพลังงานี่ปลดปล่อยออกมาเป็นการฟิวชั่นกันของอะตอมเบา เช่น ไฮโดรเจนให้กลายเป็นธาตุขนาดหนัก เช่น ฮีเลียม

Photo by Ferdinandh CABRERA / AFP

จีนเรียกร้องสหรัฐมาเจรจากันใหม่หลังเปลี่ยนผู้นำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

จีนเรียกร้องสหรัฐมาเจรจากันใหม่หลังเปลี่ยนผู้นำ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 16:57 น.จีนเรียกร้องสหรัฐมาเจรจากันใหม่หลังเปลี่ยนผู้นำมาคุยกันดีกว่า จีนเรียกร้องให้มีการเจรจาใหม่กับสหรัฐหลังจากไบเดนชนะเลือกตั้ง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานักการทูตระดับสูงของจีนเรียกร้องให้มีการเริ่มต้นการเจรจากับรัฐบาลใหม่ของสหรัฐที่นำโดยว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกทั้งอสงประเทศยังร้าวฉาน

หวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนกล่าวระหว่างการหารือผ่านทางวิดีโอกับคณะกรรมการของสภาธุรกิจสหรัฐ – จีน (USCBC) เมื่อวันจันทร์ว่า “ทั้งสองฝ่ายควรทำงานร่วมกัน”

“เราจำเป็นต้องพยายามเริ่มการสนทนาใหม่ กลับมาให้ถูกทางและสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันในระยะต่อไปของความสัมพันธ์จีน – สหรัฐ” หวังอี้กล่าว

ความคิดเห็นของหวังอี้มีขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่รัฐบาลประกาศมาตรการจำกัดการเดินทางมายังสหรัฐของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจีย ซึ่งนี่เป็นหนึ่งกรณีที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศตกต่ำถึงจุดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ

นอกจากนี้ สหรัฐยังเตรียมคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนอย่างน้อยสิบกว่าคนฐานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสิทธิ์สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านในฮ่องกง

ไม่เฉพาะแค่นั้น ความสัมพันธ์ของจีนกับพันธมิตรของสหรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งออสเตรเลียก็เสื่อทรามลงมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ท่ามกลางกรณีพิพาทที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างรัฐบาลจีนและออสเตรเลีย เจ้าหน้าที่อาวุโสของจีนได้จุดประกายความไม่พอใจเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเขาทวีตภาพทหารออสเตรเลียถือมีดเปื้อนเลือดไปที่ลำคอของเด็กชาวอัฟกัน

แต่ดูเหมือนว่าหวังอี้จะแสดงท่าทีประนีประนอมมากขึ้นโดยกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายควรทำงานเพื่อ “ขยายฉันทามติ” และความร่วมมือ

“สำหรับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันทีนั้นเราจำเป็นต้องรักษาท่าทีที่สร้างสรรค์ในการจัดการสถานการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการทวีความรุนแรงและการทำให้สถานการณ์โดยรวมของความสัมพันธ์จีน – สหรัฐตึงเครียดขึ้น” หวังอี้กล่าว

Photo by KIM Min-Hee / POOL / AFP

พลังของเยาวชนในการผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ของ APEC #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

พลังของเยาวชนในการผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ของ APEC – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 15:01 น.พลังของเยาวชนในการผลักดันวิสัยทัศน์ใหม่ของ APEC บทความพิเศษมอง APEC Thailand 2022 ผ่านมุมมองของเยาวชน

ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของเอเปค เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านจาก “เป้าหมายโบกอร์” (Bogor Goals) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่สมาชิกเอเปคร่วมกันกำหนดเมื่อปี 2537 เพื่อมุ่งเปิดเสรีการค้าและการลงทุน โดยครบกำหนดบรรลุเป้าหมายในปีนี้ ไปสู่ “วิสัยทัศน์ปุตราจายาของเอเปค ค.ศ. 2040” (Putrajaya Vision 2040) ซึ่งได้รับการรับรองในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 27 ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

วิสัยทัศน์ใหม่นี้จะมาแทนที่เป้าหมายโบกอร์ในการกำหนดทิศทางความร่วมมือของเอเปคต่อไปในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยนายมุฮ์ยิดดิน ยัซซิน นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้กล่าวในสุนทรพจน์ปิดการประชุมว่า หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์ใหม่ คือ “ประชาคมเอเชียแปซิฟิกที่เปิดกว้าง มีพลวัต ยืดหยุ่นและสงบสุขภายในปี 2040 เพื่อความมั่งคั่งของประชาชนและคนรุ่นต่อไป” (An open, dynamic, resilient and peaceful Asia-Pacific community by 2040, for the prosperity of the people and future generations)

สิ่งที่น่าจับตามองนอกเหนือจากขอบเขตของวิสัยทัศน์ที่กว้างไปกว่ามิติการค้าและการลงทุนเมื่อ 26 ปีที่แล้วคือ วิสัยทัศน์ปุตราจายาฯ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจโลกของประชาชนทุกคนและคนรุ่นต่อไป ซึ่งย่อมหมายรวมถึงเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกต่อไปในอนาคต

ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปี 2565 จึงมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มและสานต่อภารกิจภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ โดยเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการเสวนา APEC 5.0 Professionals ครั้งที่ 1 และกิจกรรม APEC Brainstorming Session ซึ่งเป็นกลไกระดมสมองระหว่างนักธุรกิจ นักคิด นักวิชาการรุ่นใหม่และผู้แทนหน่วยงานราชการเพื่อกำหนดประเด็นสำคัญของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมในอีกประมาณ 1 ปีข้างหน้า

ในฐานะเยาวชนที่ได้มีโอกาสเข้าร่วม การประชุมดังกล่าว ผมขอหยิบยก 3 ประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนโดยตรง และเชิญชวนทุกท่านมาคิดต่อกันว่า เราจะใช้เวทีเอเปคในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร

ประเด็นแรกที่สำคัญที่สุดในยุคโควิด-19 คือ การจ้างงานเยาวชน (Youth Employment) รายงาน The World of Work and COVID-19 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศแสดงให้เห็นว่าร้อยละ 40 ของแรงงานในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักเป็นเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลในช่วงอายุ 15 – 24 ปี

โดยเฉพาะเพศหญิง ที่มีสัดส่วนการจ้างงานมากกว่าเพศชายในอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวที่ถดถอยอย่างหนักหลังจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องคิดร่วมกัน ว่าจะมีนโยบายและแนวทางในการรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากอุตสาหกรรมเหล่านี้อย่างไร อีกทั้งบัณฑิตใหม่ที่กำลังพ้นจากรั้วสถานศึกษาออกสู่ตลาดแรงงานในช่วงปีนี้ที่อาจมีตำแหน่งงานไม่เพียงพอที่จะรองรับ

ประเด็นที่สองซึ่งเกี่ยวเนื่องจากประเด็นแรก คือ การสร้างทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) วิกฤติโควิด-19 เป็นอีกหนึ่งปัจจัยท้าทายที่มาทดสอบความสามารถในการปรับตัวทั้งการเพิ่มทักษะ (Up-skill) และการเสริมทักษะใหม่ (Re-skill) ที่พูดถึงกันมานานในวงการศึกษา โดยในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมาเราเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของแพลตฟอร์มเรียนรู้ออนไลน์ (Massive Open Online Courses: MOOC) ที่ทำให้เว็บไซต์ ชั้นเรียนออนไลน์ชั้นนำอย่าง Coursera และ edX ก้าวขึ้นมาอยู่ใน 1,000 เว็บไซต์ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก

โดยในเดือนมีนาคมของปีนี้ Coursera มีสถิติการลงทะเบียนเรียนกว่า 10 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 644 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สถิติการเรียนออนไลน์ที่สูงขึ้นในช่วงโควิด-19 สะท้อนความจำเป็นบางอย่างท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานที่รัฐบาล สถานศึกษา หรือแม้แต่ตัวผู้เรียนเองต้องพัฒนาแนวทาง การเรียนรู้ร่วมกันเพื่อที่จะตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในยุคหลังโควิด-19 ได้ดีที่สุด

ประเด็นที่สามซึ่งเชื่อมโยงในภาพรวมของทั้งสองประเด็นข้างต้น คือ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalization) เป็นอีกหนึ่งความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคโควิด-19 แม้การเปลี่ยนผ่านนี้จะดำเนินมาช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่โควิด-19 เข้ามาเป็นตัวเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ให้เร็วขึ้น

หากพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล (Digital Infrastructure) ของไทยจะเห็นว่าอยู่ในระดับที่พร้อมทั้งเทคโนโลยีพื้นฐานและอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาค โดยรายงานปี 2563 ของ We are social ซึ่งเป็นบริษัทสื่อสร้างสรรค์ระดับโลก ระบุว่าประเทศไทยมีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรที่ร้อยละ 75 ในขณะที่อัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยของประชากรทั่วโลกอยู่ที่ร้อยละ 59

อย่างไรก็ตามโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย คือ การต่อยอดจากศักยภาพของโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์เพื่อก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2563 International Institute for Management Development (IMD) ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลของไทยอยู่ในลำดับที่ 39 จาก 63 ประเทศ ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะเขตเศรษฐกิจ ที่เป็นสมาชิกเอเปค ประเทศไทยจะอยู่ในลำดับที่ 12 จาก 18 เขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับ (บรูไน ปาปัวนิวกินี และเวียดนาม ไม่ได้รับการจัดอันดับ)

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ภายใต้นโยบาย Thailand 4.0 ที่เราจะต้องเร่งขับเคลื่อนศักยภาพทางดิจิทัลไปสู่มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปุตราจายาของเอเปคที่กำหนดให้การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเป็นหนึ่งในวาระสำคัญด้วยเช่นกัน

ประเด็นทั้งสามข้างต้นเป็นมุมมองของผมต่อการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทยในปี 2565 ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่ากระทรวงการต่างประเทศเล็งเห็นความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เพื่อร่วมกันกำหนดประเด็นสำคัญที่ไทยจะผลักดันและขับเคลื่อนในช่วงการเป็นเจ้าภาพการประชุม

จึงอยากเชิญชวนทุกท่านร่วมคิดและติดตามการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคของไทยในปี 2565 ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้เวทีเอเปคเป็นมากกว่าเวทีหารือในระดับสูงของ 21 เขตเศรษฐกิจ แต่เป็นเวทีที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ทุกภาคส่วนจะมีส่วนร่วมในการกำหนดประเด็นของการทำงานและสานต่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมร่วมกัน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาท่ามกลางวิกฤติอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืนครับ

บทความโดย พชร อังศุสุกนฤมล นักการทูตปฏิบัติการ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

Photo by MOHD RASFAN / AFP

รวยอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ คฤหาสน์แพงที่สุดแต่เจ้าของไม่ได้อยู่สักที #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รวยอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ คฤหาสน์แพงที่สุดแต่เจ้าของไม่ได้อยู่สักที – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 14:03 น.รวยอย่างเดียวอยู่ไม่ได้ คฤหาสน์แพงที่สุดแต่เจ้าของไม่ได้อยู่สักทีคฤหาสน์โบราณนครมุมไบ ทุบสถิติซื้อขายแพงสุดของอินเดียเมื่อ 5 ปีก่อน จนทุกวันนี้เจ้าของยังเข้าบ้านไม่ได้

เมื่อ 5 ปีก่อนมหาเศรษฐีบริษัทผู้ผลิตยาชื่อดัง ไซรัส ปูนาวัลลา ของอินเดีย เจ้าของฉายา “ราชาวัคซีนแห่งอินเดีย” ได้ตกลงซื้อคฤหาสน์ลินคอล์น เฮาส์ (Lincoln House) บนพื้นที่กว่า 4,645 ตร.ม. ติดทะเลในนครมุมไบ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยให้กับสมาชิกในครอบครัว

การซื้อขายครั้งนี้กลายเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดีย ด้วยมูลค่า 7,500 ล้านรูปี หรือราว 113 ล้านเหรียญสหรัฐ

ลินคอล์น เฮาส์ ก่อนหน้านี้เรียกว่า วันกาเนอร์ เฮาส์ (Wankaner House) ตามชื่อของเจ้าของเดิมคือ เซอร์ อมรสิงหจี พาเนสิงหจี มหาราชาแห่งรัฐวันกาเนอร์ สร้างขึ้นเมื่อปี 1933 ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังแห่งยุคคือคล็อด แบตลีย์ ชาวอังกฤษ

ลินคอล์น เฮาส์ มีขนาดที่ใหญ่โตมากเพราะมันคือวังมหาราชาดีๆ นี่เอง และมีสถาปัตยกรรมลูกผสมระหว่างสถาปัตยกรรมอินเดียยุคโมกุลกับสถาปัตยกรรมตะวันตก มันจึงสวยงามลงตัวและยังมีโลเคชั่นที่สุดยอดเพราะตั้งอยู่ริมทะเลและสวนขนาดใหญ่

หลังจากอินเดียได้รับเอกราชและยกเลิกระบบมหาราชา เจ้าของเดิมจึงขายวังให้กับรัฐบาลสหรัฐในปี 1957 โดยปล่อยเช่าเป็นเวลาถึง 999 ปี เพื่อใช้วังเป็นที่ตั้งของสถานกงสุลใหญ่สหรัฐในมุมไบ และเปลี่ยนชื่อเป็น ลินคอล์น เฮาส์ ตามชื่อ อับราฮัม ลินคอล์น ของประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐ จนกระทั่งในเดือนกันยายนรัฐบาลสหรัฐก็ขายลินคอล์น เฮาส์ให้ชาวอินเดียกลับคืนไป

ในตอนนั้นอะดาร์ ปูนาวัลลา บุตรชายของไซรัส ซึ่งเป็นตัวแทนซื้อขายครั้งนี้เผยเหตุผลว่า แม้ว่าคฤหาสน์นี้จะเห็นได้ดาษดื่นทั่วไปในลอนดอน แต่ที่อินเดียนั้นถือว่านับนิ้วได้เลย เมื่อสิ่งปลูกสร้างนำเข้าสู่ตลาดการซื้อขาย ทางครอบครัวจึงไม่รีรอที่จะทุ่มเงินเพื่อให้ได้มาครอบครอง

ไซรัส ปูนาวัลลาดูเหมือนจะถูกใจสถานที่แห่งนี้แทบทุกองค์ประกอบ ทั้งที่ตั้งที่อยู่ใกล้น้ำ มีวิวทิวทัศน์เป็นของตัวเอง และอยู่ในศูนย์กลางการเงินของประเทศ ขนาดก็ใหญ่เพียงพอสำหรับสมาชิกในครอบครัว

แต่จากวันนั้น (2015) จนถึงวันนี้ (2020) ไซรัส ปูนาวัลลากับครอบครัวก็ยังเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนี้ไม่ได้ สาเหตุก็เพราะสัญญาเช่าที่เจ้าของเดิมให้ไว้กับรัฐบาลสหรัฐที่บอกว่าจะปล่อยให้เช่าถึง 999 ปี ดันเป็นกรณีพิพาทระหว่างรัฐบาลสหรัฐกับรัฐบาลท้องถิ่นรัฐมหาราษฏระ (ที่ตั้งของนครมุมไบ) และรัฐบาลกลางของอินเดีย

ThePrint รายงานว่ากระทรวงกลาโหมของรัฐบาลกลางอินเดียอ้างว่าที่ดินของคฤหาสน์นี้เป็นที่ดินฝ่ายกลาโหมของรัฐบาลกลาง ส่วนรัฐมหาราษฏระกล่าวว่าเป็นเจ้าของเดิมของคฤหาสน์นี้ที่แท้จริง โดยอ้างกฎหมายปี 1935 ที่ระบุว่าที่ดินที่ปล่อยให้เช่าเป็นที่ดินในครอบครองของรัฐนั้นๆ แถมยังบอกว่ารัฐบาลสหรัฐละเมิดกฎหมาย และต้องแบ่งรายได้จากการขายคฤาสน์ให้รัฐมหาราษฏระ 50% ด้วย

อะดาร์ ปูนาวัลลาบอกกับ ThePrint เขาก็ไม่รู้หมือนกันว่าทำไมเรื่องถึงยังไม่เคลียร์สักที และมีรายงานว่าคนในครอบครัวปูนาวัลลาไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอินดียตั้งแต่ 5 ปีก่อนแล้ว แต่ก็ยังเคลียร์ไม่ได้

ว่ากันที่เจ้าของบ้านคือ ปูนาวัลลา เขาเป็นเจ้าของบริษัท Serum Institute of India ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่รายหนึ่งของโลก ซึ่งหนึ่งในนั้นคือวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ องค์กร ผลิตภัณฑ์ และทุกสิ่งที่เกี่ยวกับธุรกิจนี้เรียกได้ว่าเป็นลูกที่เขาคลอดเองโดยแท้ เพราะตระกูลของเขาแต่เดิมเป็นเจ้าของสนามแข่งม้า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจอย่างแรกของเขาคือ ผลิตรถสปอร์ต

อย่างไรก็ดี ปูนาวัลลา มองว่าต้องใช้เงินทุนมากมายกว่าที่คิดและกลุ่มลูกค้าก็เล็กมาก เขาจึงเปลี่ยนมามองหาสินค้าที่คนส่วนใหญ่ต้องการ

วันหนึ่งขณะที่เขากำลังคุยกับสัตวแพทย์ในฟาร์มม้าของเขา เป็นจังหวะที่ม้าแก่ในฟาร์มกลุ่มหนึ่งกำลังถูกส่งไปให้สถาบันของรัฐเพื่อผลิตเซรุ่มพอดี เขาจึงเริ่มคิดทำกระบวนการผลิตเซรุ่มจากม้าในฟาร์มของตัวเอง และก็กลายเป็นที่มาของบริษัทผลิตวัคซีนที่ยิ่งใหญ่ในทุกวันนี้ และเป็นผู้สนับสนุนงานวิจัยเพื่อป้องกันและรักษาโรคร้ายระดับโลก

ปัจจุบัน ปูนาวัลลาวัยราวๆ 78 – 79 ปีมีทรัพย์สินรวมกันมูลค่าถึง 11,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ถึงจะซื้อขายด้วยมูลค่าสูงที่สุด แต่คฤหาสน์ลินคอล์นก็ยังไม่ใช่อสังหาริมทรัพย์ที่แพงที่สุด เพราะตำแหน่งนั้นเป็นของ “แอนทิเลีย” ตึกระฟ้าสูง 27 ชั้น หรือเทียบเท่าตึกทั่วไปที่มีความสูง 60 ชั้นทางตอนใต้ของนครมุมไบ ของ มูเกซ อัมบานี อภิมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดของประเทศ

อัมบานี ทุ่มทุนสร้างแอนทิเลีย สูงถึง 500 ล้านเหรียญสหรัฐ กับเวลาก่อสร้างอีก 7 ปี แล้วเสร็จเมื่อปี 2010 ปัจจุบันเมื่อรวมราคาที่ดินที่สูงขึ้น กับค่าตกแต่งและดูแล คาดว่าราคารวมน่าจะสูงมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยต้องจ้างพนักงานดูแลสถานที่รวม 600 คน

ภาพ Abracadabra123

เผยโฉม ‘กระบี่เล่มแรกของจีน’ อายุ 2,800 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

เผยโฉม ‘กระบี่เล่มแรกของจีน’ อายุ 2,800 ปี – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 12:07 น.เผยโฉม ‘กระบี่เล่มแรกของจีน’ อายุ 2,800 ปี สมบัติล้ำค่าของประเทศที่ถูกค้นพบเมื่อหลายปีก่อน เป็นหลักฐานความก้าวหน้าของอารยธรรมเหล็กในจีน

สำนักข่าวซินหัวเปิดเผยภาพกระบี่เหล็กด้ามหยก ซึ่งถูกขุดพบจากสุสานของรัฐกั๋ว (Guo State) ในเมืองซานเหมินเสียของมณฑลเหอหนานตอนกลางของจีนเมื่อปี 1990 ใบกระบี่มีความยาว 22 เซนติเมตร และด้ามจับยาว 12.2 เซนติเมตร

กระบี่เหล็กด้ามหยกเล่มนี้ทำขึ้นในยุคราชวงศ์โจวตะวันตก (1046-771 ปีก่อนคริสตกาล) มีอายุกว่า 2,800 ปี ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เหอหนาน

ตัวกระบี่ประกอบด้วยใบเหล็ก กั่นกระบี่ทำจากทองสัมฤทธิ์ ส่วนด้ามจับทำด้วยหยก

นอกจากนี้ ยังพบหินเทอร์ควอยซ์ฝังอยู่ที่รอยต่อของใบกระบี่และด้ามจับ นับเป็นวัตถุที่สร้างจากการหลอมเหล็กที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบในประเทศจีน

กระบี่เหล็กด้ามหยกที่มีชื่อเสียงเล่มนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกระบี่เล่มแรกของจีน ซึ่งทำให้ประวัติศาสตร์การถลุงเหล็กในจีนสามารถสืบย้อนกลับไปได้อีก 200 ปีก่อนหน้าระยะเวลาที่เคยมีบันทึกไว้

สำหรับประวัติศาสตร์ของรัฐกั๋ว เป็นรัฐหนึ่งในยุคราชวงศ์โจว ปัจจุบันอยู่ในแถบซานเหมินเสีย มณฑลเหอหนาน ซึ่งเป็นแถบที่ลุ่มน้ำแม่น้ำเหลือง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1,046 ปีก่อนคริสตกาล แต่ในปี 655 ก่อนคริสตกาลก็ถูกทำลายลงโดยจิ้นเซี่ยนกง ผู้ปกครองรัฐจิ้นซึ่งเป็นมหาอำนาจในยุคนั้น บรรดาชนชั้นนำของรัฐกั๋วที่ถูกจับกุมตัวได้ถูกอพยพโยกย้ายไปยงเมืองเฝินหยาง มณฑลซานซี และกลายเป็นบรรพบุรุษของชนชั้นนำตระกูลกั๋ว

มันยังไม่จบ! เกาหลีเจอหนักอีกรอบแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

มันยังไม่จบ! เกาหลีเจอหนักอีกรอบแล้ว – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 10:06 น.มันยังไม่จบ! เกาหลีเจอหนักอีกรอบแล้ว เกาหลีเจออีกระลอก สั่งคุมเข้มเมืองหลวงอีกครั้ง หลังจากเจอผู้ติดเชื้อหนักสุดรอบ 9 เดือน

ตลาดหุ้นของเกาหลีใต้กลับมาติดลบอีกครั้งหลังจากบวกมาระยะหนึ่ง หลังจากการระบาดส่อแววที่จะรุนแรงขึ้นมาอีก ล่าสุดวันนี้พบผู้ติดเชื้อ 615 คน ถือเป็นการติดเชื้อเลข 3 หลักมาครบ 1 เดือนแล้ว และยังพบการระบาดที่หนักที่สุดนับตั้งแต่เดือเมษายน

นายกรัฐมนตรี จ็อง เซ-กยูน แห่งเกาหลีใตเกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า จะสั่งห้ามการชุมนุมที่มากกว่า 50 คนและร้านอาหารจะยังคงถูกห้ามให้บริการลูกค้าหลัง 21.00 น. และทำได้เฉพาะการซื้อกลับบ้านและการจัดส่งเท่านั้น นอกจากนี้จะไม่อนุญาตให้ผู้ชมเข้าชมการแข่งขันกีฬาตามสเตเดียมต่างๆ

“สถานการณ์ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงโซลถือเป็นเรื่องร้ายแรง” จ็องกล่าวในการประชุมรับมือภัยพิบัติและความปลอดภัยส่วนกลางที่ศาลาว่าการกรุงโซล “ระดับ (เตือนภัย) 2.5 จะยังคงอยู่ต่อไปในช่วง 3 สัปดาห์ข้างหน้าจนถึงสิ้นปีนี้”

ทั้งนี้ มหานครโซลครอบคลุมเมืองหลวง และเมืองอินชอน และจังหวัดคยองกี เป็นที่อยู่อาศัยของประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของเกาหลีใต้และจ็องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดจะจะสร้างความเครียดทั้งทางเศรษฐกิจและจิตใจให้กับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก

“แต่เราต้องลดจำนวนผู้ติดเชื้อในตอนนี้หากเราต้องการมีชีวิตที่เป็นปกติกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด” นายกรัฐมนตรี จ็องกล่าว

ด้านประธานาธิบดีมุนแจอินของเกาหลีใต้ได้สั่งให้มีการขยายการตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่โดยระดมกำลังทหารและข้าราชการมาช่วยงาน เนื่องจากประเทศยังคงรายงานผู้ป่วยรายใหม่เป็นตัวเลข 3 หลักต่อวัน

Photo by Jung Yeon-je / AFP

ทรัมป์แทรกแซงการตัดสิทธิ์นักการเมืองฝ่ายค้านฮ่องกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ทรัมป์แทรกแซงการตัดสิทธิ์นักการเมืองฝ่ายค้านฮ่องกง – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 07 ธ.ค. 2563 เวลา 09:35 น.ทรัมป์แทรกแซงการตัดสิทธิ์นักการเมืองฝ่ายค้านฮ่องกงทรัมป์ยังไม่เลิกรา เตรียมคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนและฮ่องกงอีกฐานเล่นงานฝ่ายค้าน

สำนักข่าวรอยเตอร์มีรายงานพิเศษว่า สหรัฐเตรียมคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่จีนอย่างน้อยสิบกว่าคนฐานที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสิทธิ์สมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายค้านในฮ่องกงตาม

การคว่ำบาตรนี้มีเป้าหมายไปที่เจ้าหน้าที่จากพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์คอยกดดันรัฐบาลจีนในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง ก่อนที่โจ ไบเดนที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 มกราคม

แหล่งข่าวสองคนกล่าวว่ามีเจ้าหน้าที่จีนมากถึง 14 คนซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐสภาของจีนหรือสภาประชาชนแห่งชาติและสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน โดยมาตรการที่จะนำมาใช้กับคนเหล่านี้คือ การอายัดทรัพย์สินและการลงโทษทางการเงิน

เจ้าหน้าที่ของสหรัฐที่ไม่เปิดเผยตัวตนให้ข้อมูลว่าจะมีบุคคลหลายคนจะถูกลงโทษโดยสหรัฐ ส่วนแหล่งข่าวอีกรายที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้กล่าวว่ากลุ่มนี้น่าจะรวมถึงเจ้าหน้าที่จากฮ่องกงและแผ่นดินใหญ่ แหล่งที่มาไม่ได้ระบุชื่อหรือตำแหน่งของผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายในการคว่ำบาตร แหล่งข่าวสองแห่งเตือนว่าการประกาศอาจล่าช้าไปจนถึงปลายสัปดาห์

เมื่อเดือนที่แล้วรัฐบาลฮ่องกงได้ขับสมาชิกฝ่ายค้าน 4 คนออกจากการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติหลังจากรัฐสภาของจีนให้อำนาจแห่งรัฐบาลฮ่องกงตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดการลาออกจำนวนมากโดยฝ่ายนิติบัญญัติฝ่ายค้านที่สนับสนุนประชาธิปไตย

นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรชาติตะวันตก โดยเฉพาะกลุ่มแบ่งปันข่าวกรอง Five Eyes ซึ่งประกอบด้วยออสเตรเลีย อังกฤษ แคนาดา นิวซีแลนด์ และสหรัฐกล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการปิดปากนักวิจารณ์กับฝ่ายค้าน และเรียกร้องให้รัฐบาลจีนยุติการกระทำนี้

Photo by Anthony WALLACE / AFP

รัสเซียติดโควิดวันเดียวเฉียด 3 หมื่นราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

รัสเซียติดโควิดวันเดียวเฉียด3หมื่นราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์ – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 20:46 น.รัสเซียติดโควิดวันเดียวเฉียด3หมื่นราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์รัสเซียพบผู้ติดเชื้อโควิดวันเดียวกว่า 29,000 ราย สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการระบาดในประเทศ ปูตินสั่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนสัปดาห์หน้า

ศูนย์ควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ของรัสเซีย รายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพิ่มขึ้น 29,039 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการแพร่ระบาด ส่งผลให้จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมในประเทศอยู่ที่ 2,460,770 ราย สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก

ขณะที่ จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น 457 ราย อยู่ที่ 43,141 ราย

ด้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เริ่มทำการฉีดวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 แก่ชาวรัสเซียในสัปดาห์หน้า

“ขอให้คุณเริ่มทำการฉีดวัคซีนครั้งใหญ่แก่ประชาชนเริ่มตั้งแต่สัปดาห์หน้า ขอให้เจ้าหน้าที่เริ่มเตรียมความพร้อม”ประธานาธิบดีปูตินกล่าวสั่งการรองนายกรัฐมนตรีทาเทียนา โกลิโควา

ด้านนายเซอร์เก ซอบยานิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโกก็ได้ประกาศเริ่มแคมเปญการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ขนานใหญ่แล้วเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา

นักวิทย์จีนอ้างสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัม คิดเร็ว 100 ล้านล้านเท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

นักวิทย์จีนอ้างสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัม คิดเร็ว100ล้านล้านเท่า – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 18:07 น.นักวิทย์จีนอ้างสร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัม คิดเร็ว100ล้านล้านเท่าล้ำไปอีก จีนรุกคืบเทคโนโลยีควอนตัม คำนวณเร็วกกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์แบบเทียบกันไม่ได้

นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนอ้างว่าได้สร้างคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถทำการคำนวณบางอย่างได้เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัยที่สุดในโลกเกือบ 100 ล้านล้านเท่า นับเป็นก้าวสำคัญในความพยายามของประเทศจีนในการพัฒนาเทคโนโลยี

นักวิจัยได้สร้างต้นแบบคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่สามารถตรวจจับโฟตอนได้มากถึง 76 โฟตอนผ่านการสุ่มตัวอย่าง Gaussian boson ซึ่งเป็นอัลกอริธึมจำลองมาตรฐาน ซึ่งเร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีอยู่อย่างมากในเวลานี้

การพัฒนาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความได้เปรียบในการคำนวณเชิงควอนตัม ทำให้จีนกลายเป็น “มหาอำนาจควอนตัม” ซึ่งไม่มีคอมพิวเตอร์แบบเดิมสามารถทำงานเดียวกันได้ในระยะเวลาที่เหมาะสม

แม้ว่าในขณะนี้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ควอนตัมยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็อาจเป็นกุญแจสำคัญในการปรับปรุงความเร็วในการประมวลผลและพลังของคอมพิวเตอร์ทำให้สามารถจำลองระบบขนาดใหญ่และขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางฟิสิกส์เคมีและสาขาอื่นๆ

ตอนนี้นักวิจัยชาวจีนกำลังแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯตั้งแต่ Google ของ Alphabet Inc. ไปจนถึง Amazon.com Inc. และ Microsoft Corp. เพื่อเป็นผู้นำในเทคโนโลยีซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งแนวหน้าในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ – จีน

Google เผยเมื่อปีที่แล้วว่าได้สร้างคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำการคำนวณได้ภายใน 200 วินาทีจากโจทย์ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดจะต้องใช้เวลาคำนวณประมาณ 10,000 ปี ซึ่งทำให้ Google กลายเป็นมหาอำนาจควอนตัมในเวลานี้ แต่ตอนนี้นักวิจัยชาวจีนอ้างว่าต้นแบบใหม่ของพวกเขาสามารถประมวลผลได้เร็วกว่าต้นแบบของ Google ถึง 10,000 ล้านเท่า

รัฐบาลจีนกำลังสร้างห้องปฏิบัติการแห่งชาติมูลค่า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อส่งเสริมวิทยาศาสตร์ข้อมูลสารสนเทศควอนตัม (Quantum Information Sciences) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันครั้งใหญ่ในสาขานี้

ในสหรัฐอเมริการัฐบาลทรัมป์ให้เงินสนับสนุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อการวิจัยเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลควอนตัมเมื่อต้นปีนี้และได้พยายามที่จะให้เครดิตสำหรับการพัฒนาคิมพิวเตอร์ควอนตัมปี 2019 ของ Google

ภาพ National Institute of Standards and Technology

ถอดรหัสสหรัฐ หนุนม็อบไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

ถอดรหัสสหรัฐ หนุนม็อบไทย – โพสต์ทูเดย์ รอบโลก (posttoday.com)

วันที่ 06 ธ.ค. 2563 เวลา 18:06 น.

ถอดรหัสสหรัฐ หนุนม็อบไทย

Posttoday Podcast The Expert Ep.69 : ถอดรหัสสหรัฐ หนุนม็อบไทย

Posttoday Podcast The Expert Ep.69 : ถอดรหัสสหรัฐ หนุนม็อบไทย

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/942383098&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · ถอดรหัสสหรัฐ หนุนม็อบไทย