ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่หวั่นไหวกับการท้าทายที่ต่างแดน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635372

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 16:23 น.ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่หวั่นไหวกับการท้าทายที่ต่างแดนเรื่องราวหนึ่งหน้าในประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงน้ำพระทัยที่กว้างขวางของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อทรงเผชิญกับความท้าทายในต่างแดน

ในแต่ละครั้งของการเสด็จไปทรงประกอบพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ต่อไปนี้จะขานพระนามว่าในหลวงรัชกาลที่ 9) ณ ต่างประเทศไม่ใช่ทุกครั้งที่จะทรงปฏิบัติพระราชภารกิจอย่างราบรื่น บางครั้งต้องทรงเผชิญกับการท้าทายของคนบางกลุ่ม เช่น กรณีที่เกิดขึ้นระหว่างเสด็จเยือนประเทศออสเตรเลีย พ.ศ. 2505

ในบทพระราชนิพนธ์ “ความทรงจำในการตามเสด็จต่างประเทศทางราชการ” ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งทรงเสด็จฯ ติดตามเคียงข้างในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนหนึ่งทรงเล่าถึงเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ออสเตรเลียว่ามีนักศึกษาแสดงอาการไม่ต้อนรับพระองค์และแสดงกริยาที่หยาบคายต่อหน้าต่อตา คือในพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ณ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น

เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จฯ ไปพระราชทานพระราชดำรัสที่เครื่องขยายเสียงกลางเวทีก็มีเสียงโห่ปนฮาดังขึ้นมาจากกลุ่มปัญญาชนข้างนอก สมเด็จพระพันปีหลวงทรงบันทึกไว้ว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามือเย็นเฉียบ หัวใจหวิวๆ อย่างไรพิกล รู้สึกสงสารพระเจ้าอยู่หัวจนทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะมองขึ้นดูพระพักตร์ท่านด้วยความสงสารและเห็นพระทัย ในที่สุดก็ฝืนใจมองขึ้นไปเพื่อถวายกำลังพระทัย”

แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงแก้ไขสถานการณ์นี้ด้วยพระปฏิภาณที่แหลมคม สมเด็จพระพันปีหลวงทรงบันทึกไว้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงตรัสแต่เพียงว่า “ขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน” แม้จะทรงรับสั่งเพียงเท่านั้นเอง แต่ก็ทำให้เสียงรบกวนทั้งหลายเงียบลงทันที ทุกคนข้างนอกข้างในต่างนั่งฟังพระราชดำรัสเฉยท่าทางดูขบคิด

สมเด็จพระพันปีหลวงทรงบันทึกไว้ว่า “พระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆ โดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของตนเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งบทกฎหมายการปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมา 700 ปีกว่ามาแล้ว ตอนนี้ข้าพเจ้าขำแทบแย่ เพราะหลังจากรับสั่งว่า 700 ปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าเหมือนเพิ่งนึกออก ทรงสะดุ้งนิดๆ และทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพ เมื่อตรัสว่า ขอโทษลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมา คนไทยเรามีน้ำใจกว้างขวาง พร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิด ไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนจึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบ โดยไม่ใช้เหตุผล…”

สมเด็จพระพันปีหลวงทรงเล่าว่าเมื่อเสร็จพิธีแล้ว ผู้ร่วมในพิธีต่างเข้ามากราบบังคมทูลสรรเสริญถึงพระราชดำรัสนั้น และสำหรับกลุ่มนักศึกษาที่มีปฏิกิริยาเหล่านั้น ต่างก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนไปหมด บ้างก็มีสีหน้าเฉยๆ เจื่อนๆ ดูหลบพระเนตร ไม่มีการมองดูพระองค์อย่างประหลาดอีก แต่บางพวกก็มีน้ำใจเป็นนักกีฬาพอที่จะยิ้มแย้มแจ่มใส โบกมือและปรบมือให้แด่ทั้งสองพระองค์ตลอดทาง จนถึงที่รถพระที่นั่งจอดอยู่

กรณีที่เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นเป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความพยายามขัดขวางและะก่อกวนในหลวงรัชกาลที่ 9 หลายครั้งโดยขบวนการนักศึกษาปัญญาชนในออสเตรเลีย ก่อนหน้านี้ ทรงมีกำหนดการณ์ที่จะเสด็จเยือนมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย หรือ ANU และจะทรงรับการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

แต่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเมื่อกำหนดการณ์สื่อในออสเตรเลียรายงานข่าวว่า ANU ปฏิเสธที่จะถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยอ้างว่า “ทรงไม่มีคุณสมบัติทางวิชาการพอ” และจากการเปิดเผยเรื่องนี้ระบุว่ารัฐบาลออสเตรเลียเป็นผู้ร้องขอให้ทาง ANU ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แต่มหาวิทยาลัยปฏิเสธ

ปรากฎว่ารัฐบาลออสเตรเลียถูกตั้งกระทู้ถามในที่ประชุมรัฐสภาว่าเหตุใดจึงปล่อยให้มหาวิทยาลัย ANU ปล่อยข้อมูลอันเป็นความลับไปถึงมือสื่อมวลชนได้ หนึ่งในผู้ตั้งกระทู้ถามอย่างเผ็ดร้อนคือเฟร็ด เดลี (Fred Daly) ผู้แทนจากพรรค Labor Party

เดลีกล่าวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรออสเตรเลียว่ามหาวิทยาลัย ANU จงใจที่จะปล่อยความลับออกมาเพื่อที่จะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ และเขากล่าวว่าการที่มหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะไม่ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ถือเป็นเรื่องที่แย่อยู่แล้ว แต่ที่แย่ยิ่งกว่าคือการที่รัฐบาลปล่อยให้มหาวิทยาลัยปล่อยข้อมูลที่เป็นความลับออกมา

เดลีกล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องนี้จะกระทบเจตนาที่ดีของเราในเอเชีย มันจะไม่กระทบแค่รัฐบาลชุดนี้เท่านั้น แต่จะส่งผลสะเทือนไปทั่วเอเชีย” และเขายังถามว่าทำไมมหาวิทยาลัยถึงไม่ยอมถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และถามว่าหากมหาวิทยาลัยทำแบบนี้กับองค์พระประมุขของไทย มหาวิทยาลัยก็อาจจะปฏิเสธพระราชวงศ์อังกฤษด้วย (ซึ่งเป็นพระประมุขของออสเตรเลีย)

“หากพวกเขาทำแบบนี้กับพระมหากษัตริย์ของไทย พวกเขาก็คงทำแบบนี้กับพระบรมราชวงศ์อังกฤษได้เช่นกัน” เดลีกล่าว (ดูหนังสือพิมพ์  The Canberra Times พฤ. 16 ส.ค. 1962 Page 7 M.P. Angry on “Leak To Press” Questions On Degree For King)

ในเวลาต่อโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันว่ารัฐบาลไทยมิได้เป็นฝ่ายเรียกร้องให้ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แต่เป็นกิจการภายในของออสเตรเลียเอง และฝ่ายไทยยืนยันว่า การที่ ANU จะยืนยันไม่ถวายโดยอ้างเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยก็ถือเป็นเรื่องไม่สลักสำคัญและเป็นเรื่องของ ANU เอง โดยไม่เกี่ยวอะไรกับรัฐบาลไทยทั้งสิ้่น (ดูหนังสือพิมพ์  The Canberra Times (ACT : 1926 – 1995) ศ. 17 ส.ค. 1962 Page 3 DECREE “NOT SOUGHT)

กลับมาพิจารณาที่คำกล่าวของสมาชิกสภาฯ เดลีที่กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องนี้จะกระทบเจตนาที่ของเราในเอเชีย” เรื่องนี้มีบริบทที่จะต้องพิจารณา และจะทำให้เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาของออสเตรเลียจึงรู้สึกเสียหน้าที่ ANU ตัดสินที่จะทำเช่นนั้น

ในเวลานั้นขบวนการนักศึกษาของออสเตรเลียได้รับอิทธิพลจากแนวคิดฝ่ายซ้าย (สังคมนิยม/คอมมิวนิสต์) และแนวคิดต่อต้านการใช้กำลังทหารของชาติตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขบวนการนักศึกษาในออสเตรเลียได้รับอิทธิพลจากขบวนการนักศึกษาในสหรัฐที่ต่อต้านสงครามเวียดนามและ “จักรพรรดินิยมอเมริกัน”

โดยเฉพาะที่ ANU บรรยากาศการต่อต้านอิทธิพลอเมริกันในเอเชียรุนแรงมาก ก่อนหน้าที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จเยือนออสเตรเลีย ขบวนการนักศึกษานักวิชาการที่นั่นประณามการก่อตั้งองค์การซีโต้ (องค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ที่มีเจตนาเพื่อต่อต้านการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ในเอเชียและออสเตรเลีย โดยมีทฤษฎีโดมิโนเป็นตัวชี้นำ กล่าวคือหากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกเป็นคอมมิวนิสต์ ออสเตรเลียก็จะตกเป็นเหยื่อด้วย

องค์การซีโต้มีไทยและออสเตรเลียเป็นหนึ่งในสมาชิกและผลักดันโดยสหรัฐ สำนักงานใหญ่ขององค์การเคยตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครและมีนายพจน์ สารสิน จากประเทศไทย ดำรงตำแหน่งเลขาธิการทั่วไป ดังนั้นประเทศไทยจึงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค เป็นพันธมิตรสำคัญของออสเตรเลีย และเป็นผู้ช่วยเหลืออเมริกาในการแทรกแซงคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค

เนื่องจากไทยมีบทบาทสำคัญเช่นนี้ ทำให้ขบวนการเอียงซ้ายใน ANU ทั้งนักศึกษาและนักวิชาการไม่พอใจและอาจเป็น “สาเหตุจริงๆ” ที่ปฏิเสธการถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เรื่องนี้มีการเอ่ยถึงในหนังสือ A National Asset: 50 Years of the Strategic and Defence Studies Centre ของออสเตรเลียเอาไว้ในหน้าที่ 40

แต่ยังมีปมเงื่อนอีกเรื่องก็คือการที่รัฐบาลออสเตรเลียเล่นงาน C. P. Fitzgerald นักวิชาการ/นักประวัติศาสตร์ชื่อดัง เป็นผู้สอนที่ ANU แต่เพราะเขาเชี่ยวชาญเรื่องจีนเพราะเขาเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน การเล่นงานเขาทำให้พวกปัญญาชนไม่พอใจ และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เกิดกระแสต้านฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายซ้าย

บรรยากาศการประท้วงสงครามเวียดนามต่อต้านอิทธิพลอเมริกันเป็นไปอย่างร้อนแรงใน ANU ทั้งนักศึกษาและอาจารย์ ไม่เฉพาะที่นี่แต่ยังรวมถึงที่แคนเบอร์ราด้วย

แม้จะเกิดเรื่องให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท แต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มิได้ทรงถือสาหาความ กลับยังทรงยืนยันที่จะเสด็จไปเยือน ANU ตามกำหนดการณ์เดิม แสดงให้เห็นถึงความมีขันติและไม่หวั่นไหวของพระองค์

ในการเสด็จเยือน ANU ไม่เพียงเสด็จด้วยพระจริยาที่งามสง่า แต่ยังทรงปฏิบัติกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วยไมตรีจิตยิ่ง แม้นมหาวิทยาลัยจะไม่ถวายปริญญาฯ แต่กลับเป็นพระองค์เองที่ทรงพระราชทานทุนเพื่อตั้ง Asian Fellowship แก่มหาวิทยาลัย

ทรงมีพระราชดำรัสว่าสิ่งที่ทรงพระราชทานไปมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียอยู่ในภาวะอันตรายร้ายแรงและทั้งสองปรเะทศจะต้องเผชิญหน้ามันร่วมกัน

“ข้าพเจ้าหวังว่า ANU จะเจริญรุ่งเรืองและมีโครงการต่างครบสมบูรณ์ ข้าพเจ้าเห็นว่ามันจะมีประโยชน์อย่างยิ่งไม่แต่กับออสเตรเลียแต่รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และต่อโลก” (ดูหนังสือพิมพ์  The Canberra Times (ACT : 1926 – 1995) อ. 28 ส.ค. 1962 Page 1 Visit Of Thai King Marked OFFER TO ASIAN SCHOLARS BY A.N.U.)

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าบรรยากาศในช่วงสงครามคือสาเหตุที่แท้จริง “อย่างหนึ่ง” ที่ทำให้เกิดกรณีนักศึกษาออสเตรเลียแสดงกริยาไม่เหมาะสมในระหว่างการเสด็จเยือนมหาวิทยาลัยต่างๆ เพราะพวกเขามีแนวคิดฝ่ายซ้ายและต่อต้านการแทรกแซงของชาติตะวันตกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แต่ชาติตะวันตกรวมถึงออสเตรเลียและแม้แแต่ไทยก็ไม่ยอมให้คอมมิวนิสต์เข้ามากลืนกินภูมิภาคนี้เช่นกัน

ภาพ Bangkok Post

จีนเรียกร้องอาเซียนขจัดมือที่สามแทรกแซงทะเลจีนใต้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635362

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 15:09 น.จีนเรียกร้องอาเซียนขจัดมือที่สามแทรกแซงทะเลจีนใต้จีนแนะอาเซียนร่วมมือป้องกันสหรัฐแทรกแซงทะเลจีนใต้

รอยเตอร์สรายงานจากกัวลาลัมเปอร์ว่า หวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวขณะเดินทางเยือนมาเลเซียว่าประเทศจีนและสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ควรร่วมมือกันขจัดการแทรกแซงจากภายนอกในทะเลจีนใต้

ขณะที่ ฮิชามมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียกล่าวว่าข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ควรได้รับการแก้ไขอย่างสันติผ่านการเจรจาระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ประเทศจีนซึ่งเกิดข้อพิพาททางทะเลกับรัฐชายฝั่งอื่นๆ ในทะเลจีนใต้มานานหลายปีได้จัดการฝึกซ้อมทางทหารในพื้นที่พิพาทในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐกล่าวหาว่าจีนพยายามสร้างอาณาจักรทางทะเลในพื้นที่ดังกล่าว

โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนได้จัดการประชุมร่วมกับสมาขิกอาเซียนเพื่อเรียกร้องให้เกิดการเจรจาถึงแนวทางปฏิบัติของจีนและประเทศสมาคมอาเซียนสำหรับทะเลจีนใต้ เนื่องจากเกิดความกังวลว่าประเทศนอกภูมิภาคอย่างสหรัฐจะเข้ามาแทรกแซงกรณีดังกล่าวขณะที่สหรัฐประกาศจุดยืนในทะเลจีนใต้ชัดเจนขึ้น

เผยความลับใต้ดินที่ทำให้โตเกียวน้ำไม่ท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635354

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 13:10 น.เผยความลับใต้ดินที่ทำให้โตเกียวน้ำไม่ท่วม‘อ่างเก็บน้ำคาซึคาเบะ’ ได้รับฉายาว่าวิหารพาร์เธนอนใต้ดินของญี่ปุ่นเพราะความใหญ่โตเหมือนวิหารกรีกโบราณและยังช่วยปกป้องโตเกียวจากน้ำท่วมใหญ่

อ่างเก็บน้ำคาซึคาเบะ เป็นอ่างเก็บน้ำใต้ดินของญี่ปุ่นซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นวิหารพาร์เธนอนญี่ปุ่น ทำหน้าที่ป้องกันโตเกียวและพื้นที่โดยรอบจากภัยพิบัติน้ำท่วม

อ่างเก็บน้ำดังกล่าวมีความลึก 72.1 เมตร สร้างขึ้นในปี 2006 ด้วยมูลค่า 230,000 ล้านเยน เชื่อมต่อกับอุโมงค์ 6.3 กิโลเมตร เสาทะยานมีน้ำหนัก 500 ตันแต่ละต้นรองรับอ่างเก็บน้ำหลัก ถังคอนกรีตเปลือยคาวมยาว 2 สนามฟุตบอล

บริเวณอ่างเก็บน้ำมีช่องทางเปลี่ยนเส้นทางน้ำส่วนเกินจากพายุและไต้ฝุ่น และสามารถปล่อยน้ำสะสมลงสู่แม่น้ำเอโดกาวะที่อยู่ใกล้เคียงในอัตราเทียบเท่าการปล่อยน้ำในสระว่ายน้ำ 25 เมตร ทุกวินาทีด้วยเครื่องยนต์จัมโบ้เจ็ท ซึ่งน้ำส่วนเกินจะไหลโดยอัตโนมัติและผู้ปฏิบัติงานจะทำการสูบน้ำออจากถังหลักเมื่อเข้าใกล้ความจุ

โนบุยูกิ อากิยามะ หัวหน้าไซต์งานกล่าวว่า “ในพื้นที่นี้ฝนกระหน่ำพายุไต้ฝุ่นและแม้กระทั่งฝนตกทุกวันอาจทำให้เกิดความเสียหายได้เนื่องจากบ้านเรือนและถนนจมอยู่ใต้น้ำ อ่างเก็บน้ำดังกล่าวจะช่วยลดจำนวนบ้านที่ได้รับผลกระทบจากความเสียหายจากน้ำในพื้นที่ใกล้เคียงได้ถึง 90 เปอร์เซ็นต์”

โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาฤดูฝนและพายุไต้ฝุ่นเข้าทำลายญี่ปุ่นหลายครั้ง ซึ่งเหตุการณ์น้ำท่วมและดินถล่มครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 80 คน และเมื่อปีที่แล้วพายุไต้ฝุ่นคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 100 คน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่าจำนวนพายุไต้ฝุ่นต่อปีที่คุกคามโตเกียวเพิ่มขึ้น 1.5 เท่าในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา

โตเกียวมีเมืองที่ตัดผ่านแม่น้ำมากกว่า 100 แห่ง มีอ่างเก็บน้ำใต้ดินอีก 10 แห่งและอุโมงค์ระบายน้ำใต้ดิน 3 แห่ง รวมถึงโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมอื่นๆ โดยระบบป้องกันน้ำท่วมของญี่ปุ่นถือเป็นระบบระดับโลกซึ่งได้บทเรียนมาจากภัยพิบัติครั้งใหญ่หลายครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ไค โยชิมูระ ศาสตราจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวและผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำท่วมกล่าวว่าญี่ปุ่นมีสภาพอากาศที่มีน้ำท่วมและฝนตกหนักบ่อยครั้งแต่ยิ่งไปกว่านั้นคือภาวะโลกร้อนที่กำลังทวีความรุนแรง

ทั้งนี้อ่างเก็บน้ำคาซึคาเบะ ถูกใช้งานไปแล้ว 7 ครั้งในปีนี้ โดยในเดือนกันยายนมีการปล่อยน้ำ 2 ครั้งจากฤดูฝนที่ยาวนานผิดปกติ นอกจากนี้ะยังได้เปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมในช่วงที่ไม่ได้ใช้งานเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการจัดการภัยพิบัติ

Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP
Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP
Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP
Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP
Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP
Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP

พักทดสอบวัคซีนโควิดหลังผู้เข้าร่วมป่วยไม่ทราบสาเหตุ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635345

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 11:02 น.พักทดสอบวัคซีนโควิดหลังผู้เข้าร่วมป่วยไม่ทราบสาเหตุจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ระงับการทดสอบวัคซีนโควิด-19ชั่วคราวหลังพบผู้เข้าร่วมป่วยไม่ทราบสาเหตุ

CNN รายงานว่า วันที่ 12 ตุลาคม บริษัทผู้ผลิตยาจอห์นสันแอนด์จอห์นสันประกาศหยุดการทดลองวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนาชั่วคราวหลังผู้เข้าร่วมการทดสอบมีอาการเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ

ตามแนวทางของบริษัทหากผู้เข้าร่วมทดสอบวัคซีนมีอาการเจ็บป่วยจะได้รับการตรวจสอบและประเมินโดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลและความปลอดภัย (DSMB) รวมถึงคณะแพทย์เพื่อความปลอดภัย

ส่งผลให้การทดสอบวัคซีนต้องถูกระงับชั่วคราวเพื่อให้ทีมแพทย์ได้ตรวจสอบว่าการเจ็บป่วยของผู้เข้าร่วมทดสอบที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการได้รับวัคซีนหรือไม่ อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ได้เผยว่าอาการเจ็บป่วยที่ไม่สามารถอธิบายได้คืออะไร

บริษัทเผยว่าจะมีการตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะเริ่มการทดสอบวัคซีนใหม่อีกครั้งหรือไม่

โดยมาตรการของบริษัทกำหนดไว้ว่าหากการทดสอบวัคซีนถูกระงับ ผู้สนับสนุนการทดสอบจะหยุดสรรหาและจ่ายยาชั่วคราว ทั้งนี้เป็นการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับในการทดลองทางคลินิกของหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่กำกับดูแล อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา

ดร. อาชิช จา คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์มหาวิทยาลัยบราวน์ เห็นด้วยกับการระงับการทดลองดังกล่าวพร้อมกล่าวว่า “การทดสอบวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเป็นการทดสอบที่ใหญ่ที่สุดที่ผมรู้จักซึ่งมีผู้เข้าร่วมทดลอง 60,000 คน เราต้องการให้วัคซีนมีความปลอดภัยมันจึงต้องใช้เวลา ซึ่งผมมั่นใจว่าบริษัทกำลังดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ”

ทั้งนี้จอห์นสันแอนด์จอห์นสันได้ทดสอบวัคซีนในระยะที่ 3 ซึ่งเริ่มในเดือนกันยายน เป็น 1 ใน 6 ของการทดสอบวัคซีนโคโรนาในสหรัฐ และ 1 ใน 4 ของการทดสอบวัคซีนระยะที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นสูงสุด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางหวังว่าการทดสอบดังกล่าวจะสำเร็จเร็วกว่าวัคซีนอื่นๆ

เพื่อนบ้านไทยยังเจอโควิดระบาดหนัก! เมียนมาติดเชื้อพุ่ง มาเลย์ล็อกดาวน์บางเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635338

วันที่ 13 ต.ค. 2563 เวลา 09:08 น.เพื่อนบ้านไทยยังเจอโควิดระบาดหนัก! เมียนมาติดเชื้อพุ่ง มาเลย์ล็อกดาวน์บางเมืองสถานการณ์โควิดในประเทศเพื่อนบ้านไทยยังหนัก เมียนมาพบติดเชื้อพุ่งต่อเนื่องยอดสะสมเฉียด 3 หมื่นราย ขณะที่มาเลเซีนประกาศล็อกดาวน์ในบางเมือง

สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังพบการระบาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทางการเมียนมารายงานว่า พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจำนวน 1,344 ราย ส่งผลให้ขณะนี้เมียนมามีจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 29,314 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 18 ราย ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 664 ราย

ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลหลังจากรักษาจนหายดีแล้วมีจำนวน 10,260 ราย

ทั้งนี้เมียนมาพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศสองรายแรกเมื่อวันที่ 23 มี.ค. และได้ตรวจเชื้อโควิด-19 ให้กับประชาชนไปแล้ว 428,668 ครั้ง

ขณะที่ ทางการมาเลเซียได้ประกาศมาตรการล็อกดาวน์บางส่วนในกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองปุตราจายา และรัฐสลังงอร์ หลังยอดผู้ป่วยโควิด-19 ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยจะมีการควบคุมการเดินทางแบบมีเงื่อนไข และจะมีผลเป็นเวลา 2 สัปดาห์นับตั้งแต่วันพุธนี้เป็นต้นไป

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการล็อกดาวน์ดังกล่าวจะกระทบประชาชนกว่า 7 ล้านคน โดยคำสั่งนี้จะห้ามไม่ให้เดินทางนอกบ้านโดยไม่จำเป็น ยกเว้นว่าไปทำงาน

ส่วนธุรกิจยังคงเปิดให้บริการได้ แต่จะมีการปิดโรงเรียน สถานที่ทางศาสนา แหล่งบันเทิง และสวนสาธารณะ ทั้งยังจะห้ามไม่ให้มีการจัดกิจกรรมทางกีฬาและงานสังสรรค์ เช่น งานแต่งงานด้วย

ทั้งนี้ มาเลเซียกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดรอบสาม ซึ่งมีต้นตอจากผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศและการติดเชื้อแบบคลัสเตอร์ในเรือนจำ

ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรหากไบเดนชนะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635319

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 19:34 น.ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรหากไบเดนชนะบทวิเคราะห์ความเป็นไปได้หากโจ ไบเดนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ นโยบายของเขาจะกระทบไทยแค่ไหน

โอกาสที่โจ ไบเดน จะชนะโดนัลด์ ทรัมป์แล้วก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐมีเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ทรัมป์ติดเชื้อโรคโควิด-19 ทำให้คะแนนของทั้งคู่ทิ้งห่างกันถึงหลัก 10 จุด (นักวิเคราะห์บางคนเห็นถึงจุดนี้จึงถึงกับชี้ว่าการที่ทรัมป์ติดโควิด-19 ยิ่งทำให้ไบเดนได้แต้มต่อมากขึ้น)

สถานการณ์แบบนี้ทำให้ทรัมป์ร้อนรนรีบออกจากโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วเพื่อหาเสียงต่อ ทั้งๆ ที่สาธารณชนยังกังขาว่าเขาหายป่วยจริงหรือ การทำเช่นี้ยิ่งทำให้คะแนนนิยิมของเขาเสี่ยงที่จะลดลงไปอีก

ในเวลาที่บทความนี้ถูกเขียนขึ้นเหลือเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจะเริ่มขึ้น ด้วยสถานการณ์ที่ไบเดนกำลังจะเป็นต่อ ดังนั้นคงจะถึงเวลาแล้วที่เราจะมาพูดคุยกันว่า “ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรหากไบเดนชนะ?”

ก่อนอื่น เราควรฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ กันก่อน เช่น นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยที่เสแงดความเห็นว่าหากพรรคเดโมแครตเป็นฝ่ายชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จะเป็นประโยชน์ต่อตลาดหุ้นในเอเชียทั่วกระดาน เนื่องจากสามารถช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีน – สหรัฐได้

จากความเห็นของนักวิเคราะห์ต่างๆ ผ่านสำนักข่าว Bloomberg บอกว่า หากไบเดนชนะเลือกตั้งจะเป็นร้ายต่อพันธบัตรในเอเชีย เน้นว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธบัตรของไทยที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดรองจากเกาหลีใต้ เพราะไทยพึ่งพาการค้าในระดับสูงและมีการเปิดเสรีตลาดการเงินที่กว้างขวาง และผลตอบแทนพันธบัตรไทยกับสหรัฐมีระยะห่างกันไม่มาก

นี่เป็นความเห็นของนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งเท่านั้น ว่ากันตามตรงแล้วการวิเคราะห์แนวโน้มที่ไบเดนจะมีต่อไทยยังไม่ค่อยมี ส่วนหนึ่งเพราะสปอตไลท์จับไปที่ทรัมป์มากเกินไป และส่วสนหนึ่งไบเดิน “โลว์โพรไฟล์” ไม่ค่อยจะแสดงท่าทีอะไรมากนักเหมือนกับปล่อยให้ทรัมป์สะดุดขาตัวเองล้มมากกว่า

เพื่อที่จะทำความเข้าใจนโยบายของไบเดนต่อประเทศไทย จะต้องทำความเข้าใจนโยบายเศรษฐกิจและการเมืองของเขาก่อนจากนั้นลงรายละเอียดไปที่นโยบายต่อเอเชียทั้งหมดเพื่อที่จะเจาะภาพลึกมาที่ประเทศไทยในที่สุด

ว่ากันที่นโยบายการค้ากันก่อนซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้สหรัฐกับจีนทะเลาะกันหนักที่สุดในสมัยของทรัมป์ ไบเดนมีจุดยืนสนัยสนุนการค้าเสรีที่มีระเบียบปฏิบัติสากล ดังนั้นมีโอกาสที่ไบเดนจะพาสหรัฐกลับมาอยู่ในกติกาขององค์การการค้าโลก (WTO) อีกครั้ง บางคนอาจคิดว่าหากเป็นไปตามนี้ความขัดแย้งกับจีนก็อาจแก้ไขได้ง่ายขึ้นแทนที่จะเผชิญหน้ากันเอง

แต่มันไม่ได้หมายความว่าไบเดนจะไม่ทำสงครามการค้ากับจีน

ไบเดนเป็นผู้สนับสนุนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ที่แข็งขันมากคนหนึ่งซึ่งตรงข้ามกับทรัมป์ที่ถอนสหรัฐออกมาจากข้อตกลงนี้ แต่ไบเดนบอกว่าถ้าสหรัฐถอนตัวออกจาก TPP จะทำให้จีนได้เปรียบสามารถชี้นำทิศทางการค้าโลกได้

ในการดีเบตระหว่างไบเดนกับแอนดรูว หยาง อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครตเมื่อปีที่แล้ว ไบเดนเผยท่าทีต่อจีนเอาไว้ว่า “เรากำลังจะกำหนดนโยบายเองหรือจะปล่อยให้จีนจะสร้างระเบียบโลก เราคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจโลก เราต้องการอีก 25 เปอร์เซ็นต์เพื่อเข้าร่วมกับเรา”

เขายังบอกว่า “ปัญหาไม่ใช่การขาดดุลการค้า (ของสหรัฐต่อจีน) แต่ปัญหาคือพวกเขา (จีน) ขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของเรา ปัญหาคือพวกเขาละเมิด WTO พวกเขากำลังดัมพ์ราคาเหล็กใส่เรา แต่นั่นเป็นปัญหาที่แตกต่างไปจากการที่พวกเขาดัมพ์ราคาสินค้าเกษตรกับเราหรือไม่”

จากคำกล่าวนี้เราจะเห็นได้ว่าไบเดนเห็นพ้องกับทรัมป์เรื่องที่จีนดัมพ์ราคาเหล็ก (กดราคาให้ต่ำ) เพื่อที่สินค้าของจีนจะได้เปรียบมากกว่า แต่เขาไม่เห็นดด้วยกับทรัมป์ที่จะขึ้นภาษีจีนกรณีดัมพ์ราคาเหล็ก จนทำให้จีนตอบโต้ด้วยการลดการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐ ดังนั้นไบเดนจึงบอกว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน หากใช้วิธีแบบทรัมป์ภาคเกษตรของสหรัฐจะต้อง “ตายแน่นอน”

ที่ผ่านมาภาคเกษตรเคยฝากความหวังไว้กับทรัมป์มาก แต่เพราะสงครามการค้าทำให้พวกเขาสิ้นหวังกับทรัมป์ นี่คือโอกาสที่ไบเดนจะเรียกคะแนนจากคนกลุ่มนี้โดยไม่เสียคะแนนจากภาคอุตสาหกรรม ในขณะเดียวกันเขายังจะลดระดับการทำสงครามการค้าลงด้วย

ดังนั้นในเมื่อทรัมป์เลือกที่จะทำสงคราม แต่ไบเดนเลือกที่จะเล่นในเกมเพื่อที่จะให้สหรัฐเป็นผู้เขียนกติกาการค้าโลก ไม่ใช่ทำสงครามการค้าที่มีปัญหาเรื่องความชอบธรรมและทำให้ประเทศอื่นลำบากไปด้วย

สงครามการค้ากับจีนส่งผลกระทบด้านลบกับจีน (รวมถึงสหรัฐเองด้วย) แต่มันเป็นผลดีต่อไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม มันทำให้จีนต้องแสวงหา “นอมินี” ในการกระจายสินค้าเพื่อเลี่ยงการถูกเล่นงานจากสหรัฐ ขณะเดียวกันประเทศอื่นๆ ก็ย้ายฐานจากจีนมายังอาเซียนด้วย ตัวอย่างเช่นญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตที่เคยอยู่ในจีนมายังไทยและเวียดนาม

ดังนั้นหากสงครามการค้าสิ้นสุดลงมันจะเป็นผลเสียต่อไทย และการที่ไบเดนอาจจะไม่หยุดการเผชิญากับจีนก็จะเป็นผลดีจะต่อไทยในแง่นี้

เราอาจวิเคราะห์ได้ว่าไบเดนจะลดดีกรีจาก “สงครามการค้า” (Trade war) มาเป็น “การเผชิญหน้าทางการค้า” (Trade confrontation)

แต่เราจะต้องไม่ลืมสหรัฐกับจีนไม่ได้เผชิญหน้ากันแค่สงครามการค้า แต่ยังก่อสงครามเย็นใหม่ขึ้นมาด้วย ในแง่นี้หากสงครามเย็นยังคงยืดเยื้อต่อไปในรัฐบาลไบเดน ไทยจะตกที่นั่งลำบากอย่างแน่นอน

คำถามก็คือไบเดนจะสานต่อสงครามเย็นครั้งใหม่กับจีนหรือไม่?

คำตอบก็คือมีโอกาสสูงที่การเผชิญหน้าจะดำเนินต่อไป เพราะแม้ว่าไบเดนจะลดระดับการเผชิญหน้าระดับสงครามการค้าและหันมาเล่นในกติกา แต่เขามีความคิดที่จะใช้กติกานั่นแหละมาสกัดกั้นอิทธิพลจีนในทางการเมือง

ในงานเสวนากับ Council on Foreign Relations หรือ CFR ไบเดนบอกว่า “ผมมักจะพูดถึงสองเรื่อง เรื่องหนึ่งคือการลดการปรากฎตัวของอเมริกาลงในตะวันออกกลาง และอีกประการหนึ่งคือการเปลี่ยนทิศทางหรือปรับสมดุลมาสู่เอเชีย”

ทำไมต้องปรับสมดุลมายังเอเชีย? นั่นก็เพราะที่ผ่านมาผู้นำสหรัฐตั้งแต่บุช, โอบามามาจนถึงทรัมป์ให้ความสำคัญกับเอเชียน้อยเกินไป แล้วไปโฟกัสที่ตะวันออกกลางเนื่องจากติดพันสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ทำให้สบโอกาสที่จีนขยายอิทธิพลมายังเอเชียโดยเฉพาะแถบอาเซียน

ไบเดนอาจจะเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องโยกความสนใจมายังเอเชียก่อนจะสายไป เขาจึงต้องการให้มหามิตรในเอชียช่วยกันต้านทานอิทธิพลของจีน ซึ่งไม่ใช่อิทธิพลทางการค้า แต่เป็นอิทธิพลทางการเมือง เขาต้องการให้สหรัฐเข้าร่วม TPP อีกครั้งเพื่อที่จะใช้มันคานอำนาจกับจีน

หากสหรัฐกลับมาร่วมวง TPP (ซึ่งปัจจุบันกลายเป็น CPTPP) ไทยจะถูกกดันให้เข้าร่วมข้อตกลงนี้หนักมากขึ้น จากเดิมที่ไทยถูกญี่ปุ่นกดดันมากอยู่แล้ว ในจุดนี้ไทยต้องคำนวณให้ดี

ในการดีเบตปีที่แล้วไบเดนบอกว่า “และนั่นคือเหตุผลที่คุณต้องจัดระเบียบโลกเพื่อรับมือกับจีนเพื่อหยุดยั้งการทุจริตที่กำลังดำเนินอยู่” หมายความว่าไทยจะเหยียบเรือสองแคมลำบาก ไทยต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งอยู่ดี

ไบเดนเองชี้ชัดว่าเขาต้องการฟอร์มพันธมิตรที่เป็น “มหามิตร” ของสหรัฐในการเล่นงานจีน โดยเขาตอบการสัมภาษณ์ของ CFR เอาไว้ว่า “ก้าวต่อไปเป้าหมายของผมคือการรวบรวมมิตรของเราทั้งในเอเชียและยุโรปในการกำหนดระเบียบสำหรับศตวรรษที่ 21 และร่วมงานกับเราเพื่อรับมือกับจีนและการละเมิดทางการค้าและเทคโนโลยี (โดยจีน)”

ที่ผ่านมาทรัมป์ไม่ได้กดดันไทยหรือประเทศไหนๆ ให้หันปลายมีดไปยังจีน แต่ไบเดนจะทำตรงกันข้าม ในขณะที่เขาลดดีกรีสงครามการค้ามาเป็นการใช้กติกาตามระเบียบโลกเพื่อสร้างความชอบธรรมให้สหรัฐ เขาจะใช้วิธีแบบนี้บีบให้ประเทศอื่นๆ เล่นงานจีนด้วย

เขาบอกกับ CFR ว่า “(แผนการของเขา) มีประสิทธิภาพมากกว่าแนวทางที่เรียกว่า America First (อเมริกามาก่อน) ของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งในทางปฏิบัติมันคือ America Alone (อเมริกาแต่ฝ่ายเดียว) ทำให้พันธมิตรของเราแปลกแยกและทำลายพลังในการใช้ผลประโยชน์ร่วมกันของเรา”

คำกล่าวนี้ถ้าดูให้ลึกซึ้งจะพบว่ามันเป็นการเลิกนโยบายอเมริกาชนจีนแต่ฝ่ายเดียวมาเป็นอเมริกาจับมือมิตรสหายช่วยกันชนจีน มันจะยิ่งทำให้สงครามเย็นครั้งใหม่รุนแรงขึ้นแบบแนบเนียน ต่างจากท่าทีโผงผางของทรัมป์โดยสิ้นเชิง

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Brendan Smialowski / AFP

คนเอเชียตกเป็นเป้าความเกลียดชังมากขึ้นในสหรัฐ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635306

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 16:04 น.คนเอเชียตกเป็นเป้าความเกลียดชังมากขึ้นในสหรัฐ‘ความเกลียดชังชาวเอเชีย’ ในสหรัฐพุ่งสูง หลัง ‘ทรัมป์’ ประกาศติดโควิด-19

กลุ่มสิทธิพลเมืองในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ รายงานว่ากระแสความเกลียดชังชาวเอเชียบนทวิตเตอร์ในสหรัฐฯ ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศผลวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19)

วอชิงตัน โพสต์ (Washington Post) เปิดเผยรายงานของกลุ่มต่อต้านการหมิ่นประมาท (ADL) ซึ่งระบุว่าความเกลียดชังชาวเอเชียและการใช้ถ้อยคำมุ่งร้ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 85 ในช่วง 12 ชั่วโมง หลังทรัมป์ทวีตว่าตัวเขามีผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นบวกครั้งแรก

“สัดส่วนความเกลียดชังชาวเอเชียบนแพลตฟอร์มดังกล่าวยังคงเพิ่มสูงขึ้น” ระหว่างวันที่ 2-5 ต.ค. ที่ผ่านมา

การศึกษาของกลุ่มฯ ถูกเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ (9 ต.ค.) และเปิดเผยต่อสาธารณะโดยจูดี้ ชู สมาชิกสภาคองเกรส ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐสภาเอเชียน แปซิฟิก อเมริกัน คอคัส (CAPAC) โดยผลวิจัยมาจากการวิเคราะห์ทวีตมากกว่า 2.7 ล้านทวีต ระหว่าง 20.00 น. ของวันที่ 2 ต.ค. ถึง 21.00 น. ของวันที่ 5 ต.ค. ตามเวลามาตรฐานสากล

ชูระบุว่าคำกล่าวโทษชาวเอเชียอันไร้เหตุผลของกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์อาจนำไปสู่การกระทำที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

สนับสนุนเนื้อหาข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

Photo by Kerem Yucel / AFP

นี่ไม่ใช่หิมะแต่คือมลภาวะในแม่น้ำยมุนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635239

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 14:01 น.นี่ไม่ใช่หิมะแต่คือมลภาวะในแม่น้ำยมุนาภาพมลภาวะที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำที่ครั้งหนึ่งเคยมีสีฟ้าใสแต่กลายเป็นที่ทิ้งขยะจากเมืองหลวงของอินเดีย

ภาพเหล่านี้ไม่ใช่หิมะสีขาวสะอาดตาแต่เป็นฟองที่เกิดจากมลภาวะในแม่น้ำยมุนาช่วงที่ไหลผ่านกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นอกจากฟองที่ลอยฟ่องไปทั่วแม่น้ำแล้วริมตลิ่งยังเต็มไปด้วยขยะมากมาย

ในปีพ. ศ. 2452 น่านน้ำของแม่น้ำยมุนามีสีฟ้าใส แต่เพราะการเติบโตของประชากรที่หนาแน่นและการขยายตัวทางอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ยมุนาจึงกลายเป็นแม่น้ำที่มีมลพิษมากที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดียและในโลก และแม่น้ำยมุนาเป็นแหล่งมลพิษทางปลายน้ำของนิวเดลีซึ่งทิ้งของเสียประมาณ 58% ลงในแม่น้ำ

โดยรวมแล้วแม่น้ำยมุนารับน้ำเสียที่ไม่ผ่านการบำบัด 800 ล้านลิตรและน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมอีก 44 ล้านลิตรในแต่ละวัน

แม่น้ำยมุนามีมลภาวะที่น่าวิตก เจ้าหน้าที่อินเดียระบุว่าแม่น้ำแห่งนี้มีสภาพเป็น “ท่อระบายน้ำเสีย” ที่มีค่าความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี (BOD) หรือค่าที่บอกคุณภาพของน้ำ ตั้งแต่ 14 ถึง 28 มก. / ล. ซึ่งค่าบีโอดีสูง แสดงว่าน้ำมีคุณภาพไม่ดี นอกจากนี้แม่น้ำยมุนายังมีปริมาณโคลิฟอร์มสูงด้วย

ทั้งนี้ เป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศอินเดีย ได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู มีต้นกำเนิดทางภาคเหนือของอินเดียบริเวณเทือกเขาหิมาลัย ไหลขนานกับแม่น้ำคงคาไปทางตะวันออกเฉียงใต้ และไปรวมกันที่เมืองอัลลอฮาบาดในอินเดีย แม่น้ำยมุนาแห่งอินเดียมีความยาวประมาณ 1,376 กิโลเมตร

Photo by SAJJAD HUSSAIN / AFP
Photo by SAJJAD HUSSAIN / AFP
Photo by SAJJAD HUSSAIN / AFP
Photo by SAJJAD HUSSAIN / AFP

จีนกวาดล้างสายลับไต้หวัน สารภาพช่วยม็อบฮ่องกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635269

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 12:34 น.จีนกวาดล้างสายลับไต้หวัน สารภาพช่วยม็อบฮ่องกง แต่ไต้หวันอ้างว่าจีนลวงให้ชาวไต้หวันสารภาพว่าเป็นสายลับ บอกว่า “เป็นเรื่องไร้สาระ”

สำนักข่าว CGTN รายงานว่า จีนได้มีปฏิบัติการกวาดล้างสายลับในชื่อปฏิบัติการ Thunder 2020 Crackdown และพบกรณีการทำจารกรรมหลายร้อยคดีที่เกี่ยวข้องกับสายลับจากไต้หวัน

กิจกรรมดังกล่าวรวมถึงความพยายามที่จะขัดขวางการแลกเปลี่ยนข้ามช่องแคบระวหา่งไต้หวัน-จีนแผ่นดินใหญ่ การสนับสนุนผู้แบ่งแยกดินแดนฮ่องกงและยุยงให้เกิดปัญหาในความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอื่นๆ

เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ผ่านมา CCTV  โทรทัศน์ของรัฐบาลจีนได้ฉายสารคดีเกี่ยวปฏิบัติการนี้โดยบอกว่าสายลับไต้หวันฝ่ายสนับสนุนเอกราชของไต้หวันเข้ามาแทรกแซงกิจการในฮ่องกง

พร้อมกันนี้ยังเปิดเผยคำสารภาพของชายที่ชื่อมอร์ริสัน ลี (Li Mengju) ซึ่งถูกตำรวจจับได้ในเมืองเซินเจิ้นซึ่งติดชายแดนฮ่องกงเมื่อปีที่แล้วเนื่องจากต้องสงสัยว่าละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

สถานีโทรทัศน์ของรัฐระบุว่าลีไปฮ่องกงเพื่อสนับสนุนผู้ประท้วงและจากนั้นไปเซินเจิ้นเพื่อแอบถ่ายภาพกองกำลังของจีน

“ผมเสียใจมากที่ผ่านมาผมทำสิ่งที่ไม่ดีและผิดพลาดมากมาย ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อมาตุภูมิและประเทศ” ลีบอกกับรายการโดยแต่งกายด้วยชุดนักโทษ

ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ารัฐบาลไต้หวันประณามจีนโดยอ้างว่าจีนลวงให้ชาวไต้หวันสารภาพว่าเป็นสายลับและเป็นการจัดฉาก หลังจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีนออกอากาศสารคดีเกี่ยวกับชาวไต้หวันที่สารภาพว่าไปฮ่องกงเพื่อสนับสนุนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่นั่น

ที่ผ่านมาจีนประณามไต้หวันหลายครั้งว่าให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวประท้วงของฮ่องกง โดยจีนกล่าวว่าฝ่ายสนับสนุนเอกราชของของไต้หวันและฝ่ายต้องการเอกราชของฮ่องกงสมรู้ร่วมคิดกัน แต่ไต้หวันกล่าวว่ามีหน้าที่ในการยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

ด้านสภากิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันประณามว่าการเปิดเผยเรื่องดังกล่าว “เรื่องไร้สาระ”

“นี่เป็นการกระตุ้นทางการเมืองที่มุ่งร้ายจากอีกฝั่งหนึ่ง (หมายถึงจีน) ทำให้คนของเรามีส่วนร่วมในกิจกรรมการสอดแนมโดยเจตนาทำลายความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน”

สภากิจการแผ่นดินใหญ่ของไต้หวันยังระบุว่าจีนควรหยุดพยายามใส่ร้ายพลเมืองไต้หวันโดยกล่าวว่าการนำลีมาออกรายการโทรทัศน์นั้นขัดต่อกระบวนการทางกฎหมาย

ไต้หวันกล่าวว่าจะไม่ยั่วยุจีนหรือแสวงหาสงคราม แต่จะปกป้องตัวเองและยืนหยัดเพื่อวิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตย

(ภาพหลักคือ  Li Mengju  ชาวไต้หวันที่ถูกกล่าวหาเป็นสายลับ /CCTV )

เราจะอยู่กับรถไฟอย่างไรดี? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/635285

วันที่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 12:25 น.

เราจะอยู่กับรถไฟอย่างไรดี?

Posttoday Podcast The Expert Ep.60 เราจะอยู่กับรถไฟอย่างไรดี? จากอุบัติเหตุสลดรถไฟชนรถบัสคณะทอดกฐินที่ฉะเชิงเทรา กับแนวทางที่ควรจะเป็นเพื่อทำให้จุดตัดระหว่างเส้นทางรถยนต์กับรถไฟเกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

Posttoday Podcast The Expert Ep.60 เราจะอยู่กับรถไฟอย่างไรดี? จากอุบัติเหตุสลดรถไฟชนรถบัสคณะทอดกฐินที่ฉะเชิงเทรา กับแนวทางที่ควรจะเป็นเพื่อทำให้จุดตัดระหว่างเส้นทางรถยนต์กับรถไฟเกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ติดตาม PostToday Podcast ได้ที่ https://soundcloud.com/posttoday 

https://w.soundcloud.com/player/?url=https%3A//api.soundcloud.com/tracks/909085288&color=%23ff5500&auto_play=false&hide_related=false&show_comments=true&show_user=true&show_reposts=false&show_teaser=true&visual=true

PostToday · เราจะอยู่กับรถไฟอย่างไรดี?