เพื่อนบ้านย้ายเมืองหลวงหนีน้ำท่วมแล้ว ไทยจะย้ายไหม? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633833

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 20:27 น.เพื่อนบ้านย้ายเมืองหลวงหนีน้ำท่วมแล้ว ไทยจะย้ายไหม?โลกร้อนกำลังทำหลายประเทศทั่วโลกจมน้ำจนบางประเทศต้องย้ายเมืองหลวงหนีน้ำ

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ พายุโซนร้อนที่รุนแรง และฝนตกหนัก เนื่องจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หลายเมืองโดยเฉพาะเมืองใกล้พื้นที่ชายฝั่งมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกกลืนด้วยน้ำทะเล

ก่อนหน้านี้องค์กร Climate Central เผยผลวิจัยที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 300 ล้านคนมีโอกาสจะถูกน้ำท่วมภายในปี 2050 ภูมิภาคที่เสี่ยงต่อการถูกน้ำท่วมมากที่สุดคือเอเชีย เช่น เวียดนาม จีน บังกลาเทศ อินโดนีเซีย อินเดีย รวมถึงไทย

ที่อยู่อาศัยของประชากรไทยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ จะจมน้ำภายในปี 2050 โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจ

โดยกรุงเทพมหานคร มีประชากรประมาณ 10 ล้านคน ตั้งอยู่บนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยาและอยู่ระหว่างระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นปีละ 4 มิลลิเมตร และการทรุดตัวของแผ่นดินถึง 2 เซนติเมตรต่อปี และมีการคาดการณ์ว่านับจากปี 2020-2050 จะทรุดตัวอีก 19-22 ซม.

เนื่องจากในอดีตเราใช้น้ำบาดาลจำนวนมากจึงทำให้เกิดการทรุดตัวของแผ่นดิน รวมถึงปัญหาจากการสร้างเขื่อน ทำให้หลายชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรง

ปัญหาการทรุดตัวของกรุงเทพมหาครมีอยู่หลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นการกดทับของอาคาร การทรุดตัวตามธรรมชาติ และการใช้น้ำบาดาล

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เผยว่า โครงการวิจัยร่วมไทย-ยุโรป GEO2TECDI (Geodetic Earth Observation Technologies for Thailand : Environmental Change Detection and Investigation) เปิดเผยผลวิจัยว่าประเทศไทยโดยรวมจะมีการทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยเพิ่มขึ้น ส่วนแผ่นดินกรุงเทพมหาครจะทรุดลงปีละ 15 มิลลิเมตรโดยมีนักวิชาการเตือนว่าเหลือเวลาเตรียมป้องกันอีก 25 ปีเท่านั้นก่อนที่กรุงเทพมหานครจะจมน้ำ

และหากอุณหภูมิของโลกยังคงขึ้นสูงในอัตรานี้ ในปี 2050 น้ำทะเลจะสูงขึ้น 0.5 เมตร และในปี 2100 ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงมากถึง 2.5 เมตร

ถ้าหากน้ำแข็งบนแผ่นดินกรีนแลนด์ละลายจนหมด น้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น 5-7 เมตร พื้นที่ทั้งกรุงเทพมหาคร อยุธยา สระบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรสาคร จะถูกน้ำท่วม

ไทยต้องย้ายเมืองหลวงเหมือนอินโดไหม?

โจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ประกาศย้ายเมืองหลวงจากกรุงจาการ์ตาไปยังเกาะบอร์เนียว เนื่องจากประสบปัญหาแผ่นดินทรุดตัวต่อเนื่องจากการสูบน้ำบาดาล และไม่สามารถแก้ไขได้เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของคนในพื้นที่ซึ่งไม่มีทางเลือกอื่น

แฮรี แอนเดรียส ผู้ศึกษาเรื่องการทรุดตัวของจาการ์ตา เผยว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ตอนเหนือของกรุงจาการ์ตาซึ่งอยู่ติดกับทะเลชวาจะจมน้ำภายในปี 2050

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมปฐพี กล่าวว่ากรุงจาการ์ตามีชั้นดินต่างจากประเทศไทย ซึ่งเป็นชั้นดินที่หนาและอ่อน ทำให้ทรุดเมื่อลงเสาเข็ม ในขณะที่ในกรุงเทพมหานคร เมื่อลงเสาเข็มไปแล้วจะเจอดินแข็งจึงไม่ทำให้อาคารเกิดการทรุดตัว

เมืองที่มีโอกาสจมน้ำ

กรุงเทพมหานครไม่ใช่เมืองเดียวที่กำลังจะจม แต่ยังมีเมืองลากอส ประเทศไนจีเรีย, ฮิวสตัน วอชิงตัน และนิวออร์ลีนส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ธากา ประเทศบังคลาเทศ, ปักกิ่ง ประเทศจีน ที่กำลังมีสัญญาณเกี่ยวกับภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังจะมาถึง และเมืองเหล่านี้อาจพบเจอกับสถานการณ์เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

อินโดฯ ให้เที่ยวบาหลีฟรีซ้อมเปิดรับนักท่องเที่ยว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633890

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 19:15 น.อินโดฯ ให้เที่ยวบาหลีฟรีซ้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวแม้จะกลับมาเปิดให้มีการท่องเที่ยวในประเทศแล้ว แต่การท่องเที่ยวบาหลีก็ยังไม่ฟื้นจากวิกฤตโควิด-19

ทางการอินโดนีเซียมีแผนจะเปิดรับชาวบ้านในบาหลี 4,440 คนท่องเที่ยวและพักบนเกาะโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามโครงการการฝึกซ้อมรับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวของบาหลีที่ขึ้นชื่อในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และทดสอบมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส

อิ ปุตุ อัสตาวา ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวบาหลีเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า ชาวบ้าน 4,440 คนที่เข้าร่วมจะถูกแบ่งออกเป็น 12 กลุ่มเพื่อเพื่อเข้าพักในรีสอร์ท 2 คืนระหว่างวันที่ 7 ต.ค.-27 พ.ย.นี้ รวมทั้งเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวในบาหลี เพื่อทดสอบมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

ทางการอินโดนีเซียปิดการท่องเที่ยวในบาหลีตั้งแต่เดือน เม.ย. เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ Covid-19 และแม้จะกลับมาเปิดให้ชาวอินโดนีเซียท่องเที่ยวเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แต่การท่องเที่ยวของบาหลีก็ยังไม่ฟื้นตัว

อีกทั้งก่อนหน้านี้บาหลีสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีกว่าพื้นที่อื่นของประเทศ ทว่าหลังจากกลับมาเปิดให้มีการท่องเที่ยวในประเทศกลับพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

สุดล้ำ! เทลอาวีฟจ่อใช้ถนนไฟฟ้าไร้สายแห่งแรกของโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633867

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 18:30 น.สุดล้ำ! เทลอาวีฟจ่อใช้ถนนไฟฟ้าไร้สายแห่งแรกของโลกเมืองเทลอาวีฟของอิสราเอลจับมือเอกชนพัฒนาถนนไฟฟ้าไร้สาย ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้ขณะเคลื่อนที่เป็นแห่งแรกของโลก

ถนนไฟฟ้าที่ว่านี้เป็นโครงการพัฒนาร่วมกันระหว่างทางการท้องถิ่นเมืองเทลอาวีฟ บริษัท ElectReon ซึ่งคิดค้นระบบชาร์จยานพาหนะไฟฟ้าขณะกำลังเคลื่อนที่ และบริษัท Dan Bus โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลและภาคเอกชน

ถนนไฟฟ้าไร้สายเส้นนี้อยู่ระหว่างสถานีรถไฟมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟไปยังสถานีคลาตซ์กินรวมระยะทาง 1.9 กิโลเมตร โดยถนนไฟฟ้าไร้สายจะมีความยาว 0.6 กิโลเมตร

ElectReon เผยว่า โครงสร้างที่อยู่ใต้ถนนจะทำหน้าที่ชาร์จไฟฟ้าให้กับยานพาหนะที่ติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ โดยระบบจะประกอบด้วยชุดขดลวดทองแดงที่ติดตั้งไว้ใต้พื้นถนนยางมะตอย ขณะที่พลังงานไฟฟ้าจะถูกถ่ายโอนจากโครงข่ายไฟฟ้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานของถนน แล้วสื่อสารกับยานพาหนะไฟฟ้าที่เข้าใกล้

สำหรับยานพาหนะนั้นจะมีการติดตั้งตัวรับไว้ที่พื้นรถเพื่อทำหน้าที่ส่งพลังงานไฟฟ้าจากถนนไปที่แบตเตอรีของรถโดยตรงในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่

รอน ฮัลได นายกเทศมนตรีเมืองเทลอาวีฟเผยว่า หากโครงการนำร่องนี้สำเร็จทางการมีแผนจะขยับขยายระยะทางและนำไปติดตั้งเพิ่มเติมในส่วนอื่นของเมือง โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการลดมลพิษ

ฟินแลนด์เริ่มใช้น้องหมาดมหาโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633884

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 18:07 น.ฟินแลนด์เริ่มใช้น้องหมาดมหาโควิด ฟินแลนด์เปิดตัวสุนัขดมกลิ่นคัดกรองโควิด-19

ฟินแลนด์เผยโฉมสุนัข 4 ตัวระหว่างงานแถลงข่าวที่ท่าอากาศยานนานาชาติเฮลซิงกิ โดยสุนัขเหล่านี้ได้รับการฝึกมาเป็นพิเศษเพื่อให้ตรวจดมโรคโควิด-19 ในมนุษย์ แม้แต่ก่อนที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการ

ฟินแลนด์ทดลองนำสุนัขดมกลิ่นไวรัสโคโรนาที่สนามบินเฮลซิงกิเป็นเวลา 4 เดือน โดยจะดำเนินการกับผู้โดยสารโดยเฉพาะผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศและจะดำเนินการโดยความสมัครใจ

ผู้โดยสารไม่ได้สัมผัสกับสุนัขโดยตรงแต่จะให้ใช้ผ้าเช็ดผิวหนังและใส่ลงในขวดเพื่อให้สุนัขที่อยู่ในบูธแยกต่างหากทำการตรวจดม

สุนัขใช้เวลาเพียง 10 วินาทีในการดมตัวอย่างไวรัสก่อนที่จะให้ผลการทดสอบด้วยการเขี่ยอุ้งเท้า นอนเห่า หรือแสดงอาการอื่นๆ เพื่อให้ทราบข้อสรุป

กระบวนการนี้จะเสร็จสิ้นภายใน 1 นาที หากสุนัขประเมินผลเป็นบวกผู้โดยสารจะต้องทำการตรวจโรคโควิด-19 อีกครั้งเพื่อความถูกต้องแม่นยำอีกครั้ง

Anna Hielm-Bjorkman ศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ม้าและสัตว์เล็กของมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิกล่าวว่า “เป็นวิธีการที่มีแนวโน้มดีมาก สุนัขสามารถดมกลิ่นได้ดีมาก หากวิธีการนี้ได้ผลก็จะเป็นหนึ่งในวิธีตรวจคัดกรองโควิด-19 ที่ดีวิธีหนึ่ง”

ทั้งนี้ ฟินแลนด์เป็นประเทศแรกในยุโรป และประเทศที่ 2 ในโลกต่อจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ริเริ่มใช้สุนัขดมกลิ่นไวรัสโคโรนา

Photo by Antti Aimo-Koivisto / Lehtikuva / AFP

รวบ โจชัว หว่อง แกนนำประท้วงฮ่องกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633870

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 17:00 น.รวบ โจชัว หว่อง แกนนำประท้วงฮ่องกงโจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยถูกจับกุมข้อหาชุมนุมประท้วง

สำนักข่าว HKFP รายงานว่า โจชัว หว่อง วัย 23 ปี นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวฮ่องกงถูกจับกุมในข้อหามีส่วนร่วมในการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตและข้อหาปิดบังใบหน้าระหว่างการชุมนุม

บัญชีทวิตเตอร์ของ โจชัว หว่อง โทวีตว่า “โจชัวถูกจับกุมเมื่อไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจกลาง เวลาประมาณ 13.00น. วันนี้ (24 กันยายน) การจับกุมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ปีที่แล้ว เขาได้รับแจ้งว่าละเมิดกฎหมายห้ามปิดบังใบหน้าเช่นกัน”

ทนายความของโจชัว หว่องเผยว่า “เขาถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมปีที่แล้ว ในขณะที่หลายร้อยคนเดินขบวนเพื่อต่อต้านกฎหมายการห้ามสวมหน้ากากที่รัฐบาลกำหนด”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลฮ่องกงได้ออกกฎหมายฉุกเฉินเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2019 เพื่อห้ามการปิดบังใบหน้าในการเดินขบวนประท้วง ส่งผลให้ชาวฮ่องกงหลายพันคนรวมตัวกันในวันรุ่งขึ้นเพื่อประท้วงกฎหมายนี้รวมทั้ง โจชัว หว่อง

ทั้งนี้ตำรวจฮ่องกงยืนยันการจับกุมชาย 2 คน อายุ 23 และ 74 ปี ในข้อหาการชุมนุมโดยผิดกฎหมายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม

#BREAKING Joshua is arrested when reporting to Central Police Station at about 1pm today. The arrest is related to participating in an unauthorized assembly on 5Oct last year. He is told to have violated the draconian anti-mask law as well.— Joshua Wong ??? (@joshuawongcf) September 24, 2020

Photo by Alastair Pike / AFP

กล้าใช้ไหม เวียดนามนำถุงยางอนามัยใช้แล้วมาขายใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633855

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 16:30 น.กล้าใช้ไหม เวียดนามนำถุงยางอนามัยใช้แล้วมาขายใหม่ตำรวจเข้าจับกุมโรงงานล้างถุงยางอนามัยใช้แล้วก่อนนำขายใหม่

สำนักข่าวท้องถิ่นของเวียดนาม รายงานว่า ตำรวจเวียดนามเข้าจับกุมโรงงานผิดกฎหมายในจังหวัดบิ่ญเซืองทางตอนใต้ของเวียดนาม พบถุงยางอนามัยใช้แล้วราว 324,000 ชิ้น หรือเทียบเท่าน้ำหนัก 360 กิโลกรัม ถูกนำมาทำความสะอาดและบรรจุหีบห่อใหม่ที่โรงงานก่อนจะนำออกขายในภายหลัง

Pham Thi Thanh Ngoc วัย 32 ปี เจ้าของโรงงานรับสารภาพว่าเธอรับถุงยางอนามัยที่ใช้จากบุคคลที่ไม่รู้จัก จากนั้นนำถุงยางอนามัยเหล่านี้มาทำความสะอาดและขึ้นรูปใหม่ด้วยอวัยวะเพศปลอมก่อนนำไปวางขาย

ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเพื่มเติมเกี่ยวกับโรงงานผิดกฎหมายนี้ เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนคดีต่อไป

จากสถิติพบว่าชาวเวียดนามใช้ถุงยางอนามัย 500-600 ล้านชิ้นต่อปี ซึ่งการใช้ถุงยางอนามัยจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานจะทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพรวมถึงการติดเชื้อรุนแรง

Police detects condom recycling facility in southern Vietnam https://t.co/1NbI130lfm— Vietnam Insider (@InsiderVietnam) September 22, 2020

ทรัมป์จะไม่ถ่ายโอนอำนาจถ้าแพ้เลือกตั้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633853

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 15:15 น.ทรัมป์จะไม่ถ่ายโอนอำนาจถ้าแพ้เลือกตั้งทรัมป์ไม่รับปากว่าจะถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ หากพ่ายแพ้การเลือกตั้งในวันที่ 3 พ.ย.นี้

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐเผยหลังถูกผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวถามว่าจะรับปากหรือไม่ว่าถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติ ว่า “เราต้องดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ก่อนจะเอ่ยถึงเรื่องที่กังวล นั่นคือ การลงคะแนนเลือกตั้งผ่านจดหมาย (mail-in ballots) โดยทรัมป์เชื่อว่าวิธีนี้จะเปิดช่องให้มีการโกงการเลือกตั้ง

“รู้มั้ยว่าผมร้องเรียนอย่างหนักเกี่ยวกับบัตรลงคะแนนผ่านจดหมาย และบัตรเหล่านี้คือหายนะ ยกเลิกการลงคะแนนด้วยวิธีนี้สิ แล้วจะถ่ายโอนให้อย่างสันติ จะไม่มีการถ่ายโอนอำนาจ บอกตามตรงว่ามันจะต่อเนื่องไปเรื่อยๆ” ผู้นำสหรัฐกล่าว

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเผยอีกว่าตัวเขาเชื่อว่าผลการเลือกตั้งจะไปจบลงที่ศาลฎีกา

ทั้งนี้ เมื่อปี 2016 ทรัมป์ก็ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่เจ้าตัวชิงตำแหน่งกับ ฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต และในท้ายที่สุดทรัมป์ก็ประกาศชัยชนะ แม้ว่าคะแนนดิบจากประชาชนที่ลงคะแนนเสียง (popular vote) ของทรัมป์จะน้อยกว่าของฮิลลารีถึง 3 ล้านคะแนน จนเกิดความกังขาถึงชัยชนะครั้งนี้

นิวซีแลนด์ไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633837

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 14:00 น.นิวซีแลนด์ไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัยแล้วนิวซีแลนด์ยกเลิกมาตรการสกัดโควิดหลังพบผู้ติดเชื้อลดลง

BBC รายงานว่าทุกเมืองในนิวซีแลนด์ยกเว้นโอ๊คแลนด์ ผ่อนคลายมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 และกลับสู่การเฝ้าระวังระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในจำนวน 4 ระดับของการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 อีกครั้งหลังจากไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็นเวลา 7 วัน

โดยประกาศเมื่อวันที่ 21 กันยายน ระบุว่าประชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องมีการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะอีกต่อไปนับตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 23 ก.ย.

ในขณะที่ในเมืองโอ๊คแลนด์ยังคงมาตรการอยู่ในระดับ 2 เนื่องจากเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ครั้งใหม่ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ผู้โดยสารบนเครื่องบินทั้งขาไปและกลับจากโอ๊คแลนด์ ตลอดจนเที่ยวบินของแอร์นิวซีแลนด์ทุกคนยังต้องสวมหน้ากากอนามัย

ล่าสุดนิวซีแลนด์มีรายงานผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัส 1,468 ราย และเสียชีวิต 25 ราย

เกาหลีเหนือยิง-จุดไฟเผา จนท.เกาหลีใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633839

วันที่ 24 ก.ย. 2563 เวลา 12:24 น.เกาหลีเหนือยิง-จุดไฟเผา จนท.เกาหลีใต้เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ถูกกองทัพเกาหลีเหนือยิงเสียชีวิตหลังล้ำเส้นพรมแดนทางทะเลเข้าไปในเขตโสมแดง

อันยองโฮ คณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้เผยว่า เจ้าหน้าที่ของกระทรวงกิจการทางทะเลและการประมงวัย 47 ปีของเกาหลีใต้หายตัวไปจากเรือตรวจการณ์ที่แล่นอยู่ในน่านน้ำทางตอนใต้ของเกาะยอนพย็องซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนทางทะเลระหว่างเกาหลีเหนือและใต้เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา  

จากการตรวจสอบข่าวกรองของเกาหลีใต้พบว่า เจ้าหน้าที่รายนี้ล้ำเส้นเข้าไปในเขตน่านน้ำของเกาหลีเหนือ จากนั้นกองทัพเกาหลีเหนือเปิดฉากยิงแล้วจุดไฟเผาร่างเจ้าหน้าที่คนดังกล่าว

ในเวลาต่อมากองทัพเกาหลีใต้ออกแถลงการณ์ประณามว่าเป็นการกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อน และเรียกร้องให้เกาหลีเหนือชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งลงโทษบุคคลที่เกี่ยวข้อง “นอกจากนี้ เราขอเตือนว่าเกาหลีเหนือต้องรับผิดชอบกับความป่าเถื่อนที่กระทำต่อพลเมืองของเรา”

ทั้งนี้ ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตล่วงล้ำเข้าไปในเขตของเกาหลีเหนือได้อย่างไร แต่รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่าพบรองเท้าของเขาอยู่บนเรือตรวจการณ์ นำมาสู่ข้อสันนิษฐานว่าเขาอาจพยายามหลบหนีออกจากประเทศ

ด้านสำนักข่าวยอนฮัพของเกาหลีใต้อ้างคำพูดของแหล่งข่าวหลายคนว่า กองทัพเกาหลีเหนืออาจยิงเจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ตามคำสั่งให้ยิงทิ้งก่อนหน้านี้ เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส

คอคอดกระชักศึกเข้าบ้าน? จีน สหรัฐ อินเดีย ออสเตรเลีย จะรุมทึ้งไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633780

วันที่ 23 ก.ย. 2563 เวลา 21:23 น.คอคอดกระชักศึกเข้าบ้าน? จีน สหรัฐ อินเดีย ออสเตรเลีย จะรุมทึ้งไทยหากขุดคลอง คอคอดกระจะกลายเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกมหาอำนาจโจมตี

แผนการที่จะขุดคลองเชื่อมต่ออ่าวไทยกับทะเลอันดามันมีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจวบจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ในการควบคุมชายฝั่งทั้งสองของไทยและป้องกันการคุกคามจากศัตรู 

เมื่อเข้าสู่ล่าอาณานิคม การขุดคลองผ่านปักษ์ใต้ก็ยังถูกพูดถึงเรื่อยมาและบางครั้งมีอธิปไตยของชาติเป็นเดิมพัน เช่น การที่รัฐบาลอังกฤษกดดันไม่ให้รัฐบาลสยามขุดคลอง เช่นเมื่อปี  พ.ศ. 2437 มอริซ เดอ บันเซน (Maurice de Bunsen) ทูตอังกฤษเดินทางมายังกรุงเทพมหานครโดยได้รับคำสั่งว่า อังกฤษไม่อาจปล่อยให้มีอำนาจจากต่างชาติ (ฝรั่งเศส) เข้ามาแทรกแซงดินแดนสยามในคาบสมุทรมลายูได้ และ De Bunsen ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลว่าควรป้องกันไม่ให้ฝรั่งเศสพยายามสร้างคลองข้ามคอคอดกระ

รัฐบาลสยามทราบดีว่าอังกฤษกับฝรั่งเศสรู้สึกกังวลกับสถานะของคอคอดกระ และการที่อังกฤษไม่ยอมยึดสยามเป็นอาณานิคมก็เพราะไม่อยากปะทะกับฝรั่งเศสที่ปกครองอินโดจีน ดังนั้นทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษจึงตกลงที่จะปล่อยสยามให้เป็นเขตกันชน และดังนั้นจึงไม่มีใครที่จะมีโอกาสได้ขุดคอคอดกระ ทำให้คอคอดกระเป็น “ไพ่ตาย” ของสยามในการถ่วงกับมหาอำนาจ

จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยสามารถหลีกเลี่ยงการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงครามได้และทำสัญญาสันติภาพกับอังกฤษโดยอังกฤษตั้งข้อแม้ว่า “รัฐบาลสยามรับปากว่าจะไม่มีคลองเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและอ่าวสยาม” หรือถ้าจะขุดต้องได้รับอนุญาตจากอังกฤษเสียก่อน

ทุกวันนี้ “คลองไทย” ก็ยังเป็นไพ่ตายของไทยเช่นเดิมในการถ่วงดุลกับมหาอำนาจ

ปัจจุบันโครงการขุดคอคอดกระของไทยถูกพูดถึงบ่อยครั้ง เพราะหากขุดสำเร็จคลองแห่งนี้จะเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเดินเรือของโลก และที่ผ่านมารัฐบาลจีนพยายามผลักดันอย่างหนักให้โครงการนี้เกิดขึ้น

จนมีข่าวออกมาว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมลงนามในเอ็มโอยูกับฝ่ายจีนที่เมืองกวางโจวในศึกษาโครงการขุดคอคอดกระ แต่ต่อมาทั้งคนใกล้ชิดบิ๊กจิ๋วและทางการจีนปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงปล่อยข่าวลวงเท่านั้น

แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่จีนที่สนใจคอคอดกระของไทย เพราะพลตรี ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการขุดคอคอดกระ เผยกับผู้สื่อข่าวในไทยว่า นอกจากจีนแล้ว ยังมีอินเดีย ออสเตรเลีย และสหรัฐ สนใจสนับสนุนโครงการขุดคอคอดกระของไทยด้วย

สำหรับจีน คอคอดกระเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญหลายด้าน โดยอดีตประธานาธิบดี หูจิ่นเทาของจีนเคยพูดไว้ตั้งแต่ปี 2003 ว่า หากขุดคอคอดกระสำเร็จจะช่วยแก้ปัญหา “วิกฤตมะละกา” ที่จีนเผชิญอยู่

จีนต้องพึ่งพาเส้นทางนี้ในการนำเข้าน้ำมันถึง 80% และวัตถุดิบต่างๆ เพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าจีนไปทั่วโลก

แต่การจราจรในช่องแคบมะละกาค่อนข้างหนาแน่น แต่ละปีมีเรือกว่า 84,000 ลำขนส่งสินค้า 30% ของสินค้าทั่วโลกสัญจรผ่าน และธนาคารโลกคาดว่าภายในปีนี้จะมีเรือเข้ามากกว่า 122,000 ลำซึ่งเกินความสามารถสูงสุดในการรองรับของช่องแคบมะละกา จีนจึงต้องมองหาเส้นทางใหม่ทดแทน

แต่นอกจากความสำคัญทางเศรษฐกิจและการค้าแล้ว คอคอดกระยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางการทหาร จีนหวั่นว่าวันหนึ่งช่องแคบมะละกาอาจถูกปิดหากสถานการณ์ความขัดแย้งในอินโดแปซิฟิกทวีความตึงเครียดขึ้น เพราะด้วยภูมิศาสตร์ที่ตั้งแล้ว อินเดียที่ฮึ่มฮั่มอยู่กับจีนที่พรมแดนเทือกเขาหิมาลัย สามารถปิดฝั่งตะวันตกของช่องแคบมะละกาตัดเส้นทางเดินเรือของจีนได้ง่ายๆ

อีกทั้งหากขุดคอคอดกระเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน กองทัพเรือของจีนจะสามารถย่นระยะทางเดินเรือข้ามจากทะเลจีนใต้ไปยังมหาสมุทรอินเดีย หรือสามารถสร้างฐานทัพเรือในคอคอดกระเช่นที่ทำกับโครงการสร้างท่าเรือที่จีนเข้าไปลงทุน อาทิ จิบูตี

นิตยสารข่าวออนไลน์ The Diplomat ระบุว่า ช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การสร้างท่าเรือหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกันระหว่างประเทศในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย และในขณะที่จีนยังคงขยับขยายอิทธิพลทางทะเลอย่างต่อเนื่อง การก่อสร้างโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างคอคอดกระย่อมมีอิทธิพลต่อความมั่นคงในอินโดแปซิฟิก

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่อินเดีย ออสเตรเลีย และสหรัฐซึ่งเป็น  3 ประเทศในกลุ่มภาคี 4 ประเทศมหาอำนาจเพื่อต้านทานอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ (Quad) จะเข้ามาแย่งชิงความได้เปรียบเหนือคอคอดกระทำลายฝันหวานของจีนด้วย

สำหรับอินเดีย คลองคอดกระจะกลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางทะเลของอินเดียในระยะยาวอย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเรือรบของจีนจากทะเลจีนใต้สามารถไปถึงมหาสมุทรอินเดียได้อย่ารวดเร็ว อินเดียไม่ยอมอยู่นิ่งแน่นอน

เว็บไซต์ TFIPOST ของอินเดียระบุว่า รัฐบาลอินเดียพยายามผลักดันแผนเพิ่มกำลังทหาร รวมทั้งเรือรบและเครื่องบินรบในหมู่เกาะอันดามันที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนั้นเมื่อบวกกับที่อินเดียได้สยายปีกอยู่แล้วในหมู่เกาะแห่งนี้ หากอินเดียยังได้คอคอดกระไปอีกคงเป็นฝันร้ายที่สุดของจีน

เดิมพันครั้งนี้จึงสูงมาก ทั้งอินเดียทั้งจีนไม่มีทางอ่อนข้อให้กันแน่

อีกทั้งหากปล่อยให้บรรดามหาอำนาจ โดยเฉพาะจีนกับสหรัฐ เข้ามายึดหัวหาดในคอคอดกระ ประเทศไทยเองอาจเพลี่ยงพล้ำเสียอำนาจอธิปไตยหรือถูกคุกคามเสียเอง ดังที่เคยเกิดขึ้นกับคลองสุเอซและคลองปานามาที่ถูกมหาอำนาจผลัดกันยึดครองหลายครั้ง

หากขุดคลองคอคอดกระ จุดนี้จะเป็นเส้นทางสำคัญที่จีนใช้เคลื่อนกองทัพเรือจากทะเลจีนใต้ไปยังมหาสมุทรอินเดีย สมทบกับกำลังของจีนในฐานโลจิสติกส์ด้านการทหารในศรีลังกาและปากีสถาน ส่วนสหรัฐก็ผนึกสามารถกำลังกับอินเดีย ออสเตรเลียรับมือจีน คอคอดกระจึงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของทั้งสหรัฐและจีน

หากเกิดความขัดแย้งของสองมหาอำนาจจนถึงขั้นมีการเผชิญหน้ากันทางทหาร คอคอดกระจะกลายเป็นจุดที่มีความเสี่ยงถูกโจมตีสูง

ด้านความคิดเห็นจากฝั่งของไทยเองมีทั้งที่เห็นด้วยกับการขุดและเห็นต่าง นักวิชาการวิจารณ์ว่า ประเทศที่น่าจะได้ประโยชน์จากโครงการขุดคอคอดกระมากที่สุดน่าจะเป็นจีน เพราะคลองช่วยย่นระยะเวลาในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปประเทศจีน

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม มองว่า การขุดคอคอดกระไม่น่าจะเหมาะสมกับประเทศไทย และยังมีข้อจำกัดหลายเรื่องโดยเฉพาะประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม

“ไม่น่าจะเหมาะสมเท่าไรสำหรับไทย เพราะว่าระดับน้ำทะเลฝั่งอันดามันและอ่าวไทยไม่เท่ากัน เมื่อไม่เท่ากันสิ่งที่ต้องทำคือ เวลาเรือวิ่งเข้าไปในคลอง ต้องมีจุดพักเพื่อปรับระดับน้ำ ซึ่งตรงนั้นจะใช้เวลานาน เพราะใช้พื้นที่มาก” นายศักดิ์สยามกล่าว

ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ที่มีส่วนร่วมในทรัพยากรท้องถิ่นต่อต้านการขุดคอคอดกระ ยืนยันว่าจะไม่ยอมเป็นผู้เสียโอกาสแบกรับผลเสียของโครงการ รวมถึงยังมีความกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงจากต่างชาติและการแบ่งแยกดินแดน  

ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งมองว่าผลตอบรับที่ได้อาจคุ้มที่จะลงทุน เพราะจะเป็นเส้นทางการค้าใหม่กับจีน เมื่อมีเรือสินค้าเข้ามาพื้นที่ทางภาคใต้อาจเจริญขึ้น รวมถึงได้ผลประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวด้วย

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐกับจีนที่นับวันมีแต่จะทวีความตึงเครียดและสนใจจะครอบครองคอคอดกระทั้งคู่ หากขุดคลองแล้วเกิดเหตุการณ์ช้างสารชนกันเหนือจุดยุทธศาสตร์นี้

หญ้าแพรกอย่างไทยก็มีแต่จะแหลกลาญ