สืบข้อมูล FinCEN ที่มาเงินน่าสงสัยผ่านแบงก์ไทยมาจากไหนบ้าง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633638

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 18:02 น.สืบข้อมูล FinCEN ที่มาเงินน่าสงสัยผ่านแบงก์ไทยมาจากไหนบ้าง?ข้อมูลเกี่ยวกับธนาคารเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าธนาคารเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด แต่ถูกตั้งข้อสงสัยโดย FinCEN เรื่องเงินที่ทำธุรกรรม

สำนักข่าว BuzzFeed News กับ ICIJ และพันธมิตรสื่อ 108 แห่งใน 88 ประเทศร่วมกันเปิดเผยข้อมูลจากเครือข่ายบังคับใช้กฎหมายต่อต้านอาชญากรรมทางการเงินของสหรัฐหรือที่เรียกว่า FinCEN พบข้อมูลธุรกรรมมากกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐตั้งแต่ปี 2542-2560 ที่ธนาคารตั้งค่าสถานะว่าน่าสงสัย

ข้อมูลเหล่านี้เรียกว่า FinCEN Files เป็นกลุ่มรายงานข่าวกรองทางการเงินที่เปิดเผยถึงบทบาทของธนาคารทั่วโลกในการฟอกเงินระดับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม การคอรัปชั่น และระบอบเผด็จการ

แต่ ICIJ ไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลทั้งหมดที่รั่วไหลออกมาและจะไม่เปิดเผยเอกสารต้นฉบับหรือข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมากในเวลาพร้อมๆ กัน

ICIJ เผยแพร่ข้อมูลส่วนนี้เพื่อสาธารณประโยชน์ แม้ว่าการทำธุรกรรมจะไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับประพฤติมิชอบทางอาญาหรือการกระทำผิดอื่นๆ แต่ข้อมูลดังกล่าวนำเสนอภาพรวมที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเกี่ยวกับเงินที่ถูกตั้งข้อสงสัยและในบางกรณีเชื่อมโยงกับการทุจริตการฉ้อโกง หรือการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรโดยประชาคมโลก หรืออาชญากรรมอื่นๆ โดยผ่านเครือข่ายของธนาคารตัวกลาง

ในส่วนของประเทศไทย จากการตรวจสอบพบธนาคารจำนวนหนึ่งที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับ “เงินต้องสงสัย” (ย้ำว่ายังไม่ใช่เงินที่เกี่ยวข้องกับความผิด) เงินที่ส่งเข้ามาผ่านธนาคารตัวกลางในไทยมีทั้งสิ้น 9,558,752 เหรียญสหรัฐ ถูกส่งออกไป 31,750,000 เหรียญสหรัฐ รวมทั้งหมด 92 ธุรกรรม

ต้นทางและปลายทางของเงินน่าสงสัยที่เข้ามายังธนาคารต่างๆ ของไทย มาจาก 6 แห่งคือ สิงคโปร์, ฮ่องกง, อิสราเอล, สวิตเซอร์แลนด์, เอสโตเนีย, หมู่เกาะเคย์แมน

ตัวอย่างข้อมูลที่ ICIJ เปิดเผยเกี่ยวกับไทยมีดังนี้ (หน่วย $ เหรียญสหรัฐ)

  • Kasikornbank Public Company Limited ทำธุรกรรม 18 ครั้ง ส่งเงินออก $ 0 รับเงินมา $ 511,606
  • Kasikornbank Public Co Ltd ทำธุรกรรม 19 ครั้ง ส่งเงินออก $ 9,450,000 รับเงินมา $ 324,000
  • Bangkok Bank Ltd ทำธุรกรรม 6 ครั้ง ส่งเงินออก $ 0 รับเงินมา $ 45,410
  • Export Import Bank of Thailand ทำธุรกรรม 1 ส่งเงินออก $ 0 รับเงินมา $ 2,557,005
  • Krung Thai Bank Public Company Ltd ทำธุรกรรม 2 ครั้ง ส่งเงินออก $ 0 รับเงินมา $ 200,000
  • Bangkok Bank Public Company Limited ทำธุรกรรม 46 ส่งเงินออก $ 22,300,000 รับเงินมา $ 5,920,731

ตัวอย่างการทำธุรกรรมเงินต้องสงสัยระหว่างธนาคารในไทย สหรัฐ และอีก 6 ประเทศ

  1. จาก VP Bank AG ถึง Kasikornbank Public Company Limited ระหว่าง 1 ก.ย. 2558 และ 12 ม.ค. 2559 มีธุรกรรม 18 ครั้ง เป็นเงิน $ 511,606
  2. จาก DMS Bank & Trust Ltd ถึง Kasikornbank Public Company Limite ระหว่าง 15 ก.ค. 2557 และ 3 ก.พ. 2558 มีธุรกรรม 5 ครั้ง เป็นเงิน $ 90,000
  3. จาก DMS Bank & Trust Ltd ถึง Kasikornbank Public Co Ltd ระหว่าง 16 ม.ค. 2558 และ 13 ก.พ. 2558 มีธุรกรรม 7 ครั้ง เป็นเงิน $ 126,000
  4. จาก DMS Bank & Trust Ltd ถึง Kasikornbank Public Co Ltd ระหว่าง 17 ก.ค. 2557 และ 19 ก.พ. 2558 มีธุรกรรม 6 ครั้ง เป็นเงิน $ 108,000
  5. จาก Standard Chartered Bank ถึง Bangkok Bank Ltd ระหว่าง 24 ธันวาคม 2555 และ 30 กรกฎาคม 2556 มีธุรกรรม 6 ครั้ง เป็นเงิน $ 45,410
  6. จาก Kbc Bank N.V. ถึง Export Import Bank of Thailand ระหว่าง 14 เมษายน 2557 และ 14 เมษายน 2557 มีธุรกรรม 1 ครั้ง เป็นเงิน $ 2,557,005
  7. จาก Eesti Kreditbank ถึง Krung Thai Bank Public Company Ltd ระหว่าง 25 ต.ค. 2556 และ 14 พ.ย. 2556 มีธุรกรรม 2 ครั้ง เป็นเงิน $ 200,000
  8. จาก Kasikornbank Public Co Ltd ถึง DNB Nor Bank Asa ระหว่าง 6 มีนาคม 2556 และ 6 มีนาคม 2556 มีธุรกรรม 1 ครั้ง เป็นเงิน $ 9,450,000
  9. จาก Bangkok Bank Public Company Limited ถึง CIMB Bank Berhad ระหว่าง 18 พ.ย. 2559 และ 18 พ.ย. 2559 มีธุรกรรม 1 ครั้ง เป็นเงิน $ 22,300,000
  10. จาก Israel Discount Bank Ltd ถึง Bangkok Bank Public Company Limited ระหว่าง 2 ก.ค. 2556 และ 12 พ.ย. 2556 มีธุรกรรม 45 ครั้ง เป็นเงิน $ 5,920,731

AFP / PAUL J. RICHARDS

มหาเศรษฐีจีนปากกล้าผู้ท้าทายสีจิ้นผิงเจอคุก 18 ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633625

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 17:00 น.มหาเศรษฐีจีนปากกล้าผู้ท้าทายสีจิ้นผิงเจอคุก 18 ปีเจ้าพ่ออสังหาฯ คนดังที่วิจารณ์สีจิ้นผิงถูกสั่งจำคุก 18 ปีในข้อหาคอร์รัปชั่น

ศาลประชาชนชั้นกลางในกรุงปักกิ่งของจีน พิพากษาให้จำคุก เริ่นจื้อเฉียง มหาเศรษฐีวงการอสังหาริมทรัพย์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องการวิจารณ์ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง เป็นเวลา 18 ปี และปรับ 4.2 ล้านหยวนในข้อหาคอร์รัปชั่น ยักยอก และรับสินบน

เอกสารของศาลระบุว่าระหว่างปี 2003-2007 เริ่นใช้ประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ยักยอกเงินจากกองทุนสาธารณะรวมกว่า 49.74 ล้านหยวน และในช่วงเวลาเดียวกันยังรับสินบนกว่า 1.25 ล้านหยวน ใช้เงินกองทุนสาธารณะในทางมิชอบ 61.20 ล้านหยวน รวมทั้งใช้อำนาจในทางมิชอบในฐานะข้าราชการจนกิจการรัฐวิสาหกิจสูญเสียรายได้ 116.7 ล้านหยวน เพื่อให้ตัวเองได้รับเงินกว่า 19.41 ล้านหยวน

หลังศาลมีคำตัดสิน เริ่นระบุว่าจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว

มหาเศรษฐีรายนี้เป็นบุตรชายของอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ รวมทั้งมีสายสัมพันธ์อันดีกับบุคคลระดับอีลิทของพรรคคอมมิวนิสต์

เริ่นเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงอย่างดุเดือดหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเขาติติงการรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสของสีจิ้นผิง ซึ่งถูกเซ็นเซอร์จากโลกอินเทอร์เน็ตในจีน แต่มีการแชร์กันแพร่หลายนอกจีน

ต่อมาในเดือน มี.ค. ไม่นานหลังจากเผยแพร่บทความดังกล่าว คณะกรรมการด้านระเบียบวินัยของพรรคคอมมิวนิสต์จับกุมตัวเริ่นไปจากบ้านญาติในกรุงปักกิ่ง ก่อนจะนำเขาไปกักตัวไว้ที่เรือนจำในเมืองหมางซานในมณฑลเหอหนานราว 4 เดือน และเปิดการพิจารณาคดีในศาลเมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา

แหล่งข่าวทางการทูตเผยว่า นักการทูตจากออสเตรเลีย สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐ ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี

ด้าน ทนายความในกรุงปักกิ่งที่เชี่ยวชาญคดีคอร์รัปชั่นรายหนึ่งเผยว่า ระยะเวลาในการดำเนินคดีของมหาเศรษฐีรายนี้ค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับคดีคอร์รัปชั่นคดีอื่นๆ

“ปกติแล้วกว่าจะจะมีการสอบสวนคดีคอร์รัปชั่นแล้วเสร็จและเริ่มการพิจารณาในศาลต้องใช้เวลาหลายปี บางคดีต้องใช้เวลาถึง 4-5 ปี  แต่การสอบสวนคดีของเริ่นแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน ชัดเจนว่าหลายอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วในคดีของเริ่น” ทนายความรายดังกล่าวระบุ

ทั้งนี้ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนมักจะโจมตีว่าสีจิ้นผิงและพรรคคอมมิวนิสต์ใช้ข้อหาคอร์รัปชั่นในการปิดปากฝ่ายตรงข้าม

สวีเดนอ้างใช้ภูมิคุ้มกันหมู่คุมโควิด-19สำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633611

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 15:29 น.สวีเดนอ้างใช้ภูมิคุ้มกันหมู่คุมโควิด-19สำเร็จผู้เชี่ยวชาญเผยมีหลักฐานชี้ว่าสวีเดนเอาชนะโคโรนาไวรัสด้วยการใช้ “ภูมิคุ้มกันหมู่” แทนที่จะเป็นการ “ล็อกดาวน์” เหมือนประเทศอื่นๆ

อัตราการติดเชื้อโคโรนาไวรัสในสวีเดนยังค่อนข้างต่ำและมีความเสถียร ในขณะที่ประเทศอื่นในยุโรปบางประเทศกำลังเผชิญกับการกลับมาของเชื้อโคโรนาไวรัส

เมื่อเทียบกันแล้วในสหราชอาณาจักรมีอัตราการติดเชื้อ 69 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่อัตราการติดเชื้อของสวีเดนซึ่งไม่ได้ใช้มาตรการล็อกดาวน์อยู่ที่ 28 คนต่อปะชากร 100,000 คน ส่วนอัตราการติดเชื้อของฝรั่งเศสสูงกว่าสวีเดนเกือบ 7 เท่า และสเปนสูงกว่า 10 เท่า

คิม สเน็ปเปน ศาสตราจารย์จากสถาบันนีลส์บัวของมหาวิทยาโคเปนเฮเกนในเดนมาร์กเผยกับหนังสือพิมพ์ Politiken ว่า “มีหลักฐานว่าการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ร่วมกับวิธีอื่นๆ ในการหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสในสวีเดน เพียงพอต่อการควบคุมโรค”

ขณะที่ The Times รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปเช่นนั้น อาทิ แอลลัน ทอมเซน ศาสตราจารย์ด้านไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัยออร์ฮุสในเดนมาร์กเผยว่า “ผมคิดว่ายังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ว่า (เชื้อโคโรนาไวรัส) จะไม่พุ่งขึ้นมาอีกในสวีเดน”

ทั้งนี้ ผลการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้จากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มของสวีเดนพบว่า ภูมิคุ้มกันหมู่จะเกิดขึ้นเมื่อ 43% ของประชากรติดเชื้อโคโรนาไวรัส

คนรวยที่สุดแค่หยิบมือแต่ปล่อยคาร์บอนมากกว่าคนครึ่งโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633593

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 14:05 น.คนรวยที่สุดแค่หยิบมือแต่ปล่อยคาร์บอนมากกว่าคนครึ่งโลก งานวิจัยชี้ประเทศที่ร่ำรวยเพียง 1% ปล่อยมลพิษมากกว่าประเทศที่ยากจน 50% ถึงสองเท่า

งานวิจัยเผยว่า คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกที่มีจำนวนแค่ 1% ของประชากรโลกปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าประชากรที่ยากจนที่สุดในโลก ซึ่งมีอยู่ถึง 3,100 ล้านคน ถึง 2 เท่าตัว

แม้จะมีการปล่อยคาร์บอนลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่โลกจะยังคงร้อนขึ้นอีกหลายองศาภายในศตวรรษนี้ ซึ่งปัญหาโลกร้อนกำลังคุกคามประเทศที่ยากจนและกำลังพัฒนาด้วยภัยธรรมชาติและภัยพิบัติมากมาย

การวิเคราะห์ที่นำโดยองค์การอ็อกแฟมและสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม แสดงให้เห็นว่าระหว่างปี 1990 ถึง 2015 มีการปล่อยมลพิษต่อปีมากขึ้น 60% โดยประเทศที่ร่ำรวยนั้นใช้โควต้าการปล่อยคาร์บอนเกือบ 1 ใน 3 ของโลก

โควต้าการปล่อยคาร์บอนหรืองบประมาณคาร์บอน (carbon budget) คือขีดจำกัดของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์อาจผลิตขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การวิจัยพบว่า มีกลุ่มคนที่รวยที่สุดในโลกเพียง 63 ล้านคนซึ่งเป็น 1% ของประชากรทั้งโลก ใช้โควต้าถึง 9% ของงบประมาณคาร์บอนตั้งแต่ปี 1990

การวิเคราะห์กล่าวว่าอัตราการเติบโตของการปล่อยมลพิษของกลุ่มคนแค่ 1% นั้นสูงกว่าประชากรครึ่งหนึ่งของทั้งโลกซึ่งยากจนที่สุด มากถึง 3 เท่า แสดงให้เห็นถึง “ความไม่เท่าเทียมกันของคาร์บอน” ที่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ

ทิม กอร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายการสนับสนุนและการวิจัยกล่าวกับ AFP ว่า “ไม่ใช่แค่ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจเท่านั้นที่สร้างความแตกแยกในสังคมของเรา แต่ก็มีค่าใช้จ่ายที่สามเช่นกันซึ่งก็คือการใช้งบประมาณคาร์บอนจนหมดเพียงเพื่อจุดประสงค์ในการเพิ่มการบริโภคที่ฟุ้งเฟ้ออยู่แล้ว และแน่นอนว่ามันส่งผลกระทบทางลบต่อคนที่ยากจนที่สุดและมีความรับผิดชอบน้อยที่สุด”

ข้อตกลงด้านสภาพอากาศของกรุงปารีสปี 2015 กำหนดให้ประเทศต่างๆ ต้องช่วยการลดคาร์บอนเพื่อรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนการพัฒนาอุตสาหกรรม

แต่การปล่อยมลพิษยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นั้นมา ส่วนมลพิษที่ลดลงเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะมีส่วนช่วยบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และการวิเคราะห์หลายชิ้นเตือนว่าหากไม่มีการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจโลกที่ทำให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมพบว่า แม้โลกจะร้อนเพิ่มขึ้นเพียง 1 องศาเซลเซียส แต่โลกจะต้องเผชิญกับไฟป่าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงมากขึ้น รวมถึงความแห้งแล้งและพายุจะรุนแรงมากขึ้นจากน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น

“เป็นที่ชัดเจนว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและความไม่เท่าเทียมกันอย่างมากในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ส่งผลดีต่อครึ่งหนึ่งของมนุษยชาติที่ยากจนที่สุด ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเราต้องเลือกระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศ” กอร์กล่าว

ฮินดู อูมารู อิบราฮิม นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและประธานสมาคมสตรีพื้นเมืองและประชาชนแห่งชาด กล่าวเสริมว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่สามารถแก้ไขได้โดยไม่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ชนพื้นเมืองของฉันต้องเผชิญกับความรุนแรงของการทำลายสิ่งแวดล้อมมานานแล้ว”

Photo by JOHN WESSELS / AFP

จีนโดนจับไต๋ใช้คลิปหนังฮอลลีวูดถล่มสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633582

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 11:11 น.จีนโดนจับไต๋ใช้คลิปหนังฮอลลีวูดถล่มสหรัฐกองทัพจีนเผยวิดีโอโจมตีเกาะกวม ชาวเน็ตจับผิดลอกหนังฮอลลีวูดหลายเรื่อง

BBC รายงานว่า กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) เผยแพร่วิดีโอโฆษณาชวนเชื่อทางเวยป๋อเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในชื่อว่า Gods of War – Attack! วิดีโอดังกล่าวมีความยาว 2 นาที จำลองเหตุการณ์เครื่องบินทิ้งระเบิด H-6 ของจีนกำลังเข้าโจมตีสถานที่ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นเกาะกวม ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสรัฐ

กองทัพจีนบรรยายวิดีโอไว้ว่า “เราเป็นผู้ปกป้องความมั่นคงทางอากาศของมาตุภูมิ เรามีความเชื่อมั่นและสามารถรักษาความมั่นคงบนผืนฟ้าของแผ่นดินแม่ได้เสมอ”

ทั้งนี้มีผู้ชมเกือบห้าล้านครั้ง แต่ผู้ชมหลายคนสังเกตเห็นว่าฉากที่น่าทึ่งหลายฉากของวิดีโอนั้นดูเหมือนกับฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่าง ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส เดอะร็อค และเฮิร์ทล็อคเกอร์ ทำให้วิดีโอนี้กำลังถูกล้อเลียนและวิพากวิจารณ์อย่างหนักจากบรรดาชาวเน็ตจีน

อย่างไรก็ตามกองทัพจีนยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว

ด้านหนังสือพิมเซาท์ ไชน่า มอร์นิ่งโพสต์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของกองทัพจะ”ยืม”บางฉากของภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาใช้ในการถ่ายทำ

ทั้งนี้คลิปวิดีโอดังกล่าวถูกเผยแพร่ในขณะที่จีนกำลังทำการซ้อมรบใกล้ช่องแคบไต้หวัน ท่ามกลางความตึงเครียดหลังจากที่ปลัดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเยือนไต้หวันก่อนหน้านี้

กลุ่มแพทย์เสนอ “สหราชอาณาจักร” ยกระดับเตือนภัยโควิดแพร่ระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633570

วันที่ 22 ก.ย. 2563 เวลา 09:42 น.กลุ่มแพทย์เสนอ "สหราชอาณาจักร" ยกระดับเตือนภัยโควิดแพร่ระบาดกลุ่มหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ เสนอสหราชอาณาจักรยกระดับเตือนภัยการระบาดของโควิดจากระดับ3เป็นระดับ4 หลังมีการแพร่เชื้อในระดับสูง และผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ หรือ CMOs ของของอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ได้ออกแถลงการณ์แนะนำให้รัฐบาลยกระดับเตือนภัยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากระดับ 3 สู่ระดับ 4 ซึ่งระดับการเตือนภัยดังกล่าวหมายความว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เกิดขึ้นโดยทั่วไป โดยมีการแพร่เชื้อในระดับสูง ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ

นายแพทริก แวลแลนซ์ ที่ปรึกษารัฐบาลอังกฤษ กล่าวว่า ขณะนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ในอังกฤษเพิ่มขึ้น 2 เท่าในทุก 7 วัน ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะทำให้อังกฤษมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่จำนวน 50,000 รายต่อวันภายในกลางเดือนหน้า และจะมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 รายต่อวัน

ขณะนี้ อังกฤษมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สะสมอยู่ที่ 394,257 ราย และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 41,777 ราย

ด้าน ประธานสภาสามัญชน ซึ่งเป็นสภาล่างของอังกฤษ กล่าวว่า นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ จะกล่าวแถลงการณ์ต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่เขาได้ใช้เวลา 3 วันที่ผ่านมาในการหารือกับฝ่ายต่างๆเกี่ยวกับมาตรการในการสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศ

ทั้งนี้มีรายงานว่านายจอห์นสันอาจประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศเป็นครั้งที่ 2 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดดังกล่าว

การเมืองที่คนรุ่นใหม่โหยหาอดีต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633549

วันที่ 21 ก.ย. 2563 เวลา 20:31 น.การเมืองที่คนรุ่นใหม่โหยหาอดีตไม่ใช่แค่ในไทย แต่ขบวนการทางการเมืองทั่วโลกกำลังโหยหาอดีต แต่สาเหตุของมันคืออะไร?

1. การชุมนุมประท้วงที่นำโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่การฝังหมุดคณะราษฎรหมุดใหม่ที่บริเวณท้องสนามหลวง นัยว่าเพื่อแทนที่หมุดเดิมซึ่งหายไปจากลานพระบรมรูปทรงม้า (อันเป็นเขตพระราชฐาน) แต่การฝังหมุดใหม่ไม่ได้ยั่งยืนเช่นกัน เพราะมันหายไปในช่วงเวลาเพียงหนึ่งวัน

2. ดูเหมือนว่าแกนนำการชุมนุมและคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย หลงไหลกับคณะราษฎร นอกจากจะฝังหมุดแล้วยังมีกลุ่มคนที่เรียกว่า “คณะราษฎรใหม่” แม้แต่ชื่อของ “คณะก้าวหน้า” ซึ่งเป็นกลุ่มคนหน้าเดิมของพรรคอนาคตใหม่ก็ตั้งชื่อกลุ่มโดยสะท้อนชื่อของคณะราษฎร เพราะคำว่า “คณะ” ในคำว่าคณะราษฎรนั้นไม่ได้แปลว่า Movement แต่แปลว่า Party หรือพรรคการเมืองในความเข้าใจของคนยุคปัจจุบัน

3. ชื่อธีมของการชุมนุมที่เพิ่งจะจบไป คือ “19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร” ก็สะท้อนความโหยหาอดีตยุคคณะราษฎรอีกด้วย ในยุคสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คำว่า “ประชาชน” ไม่เป็นที่นิยมหรือแม้แต่ไม่รู้จักกัน คำที่แทนคำว่าประชาชนในยุคนั้นคือคำว่า “ราษฎร” ซึ่งปัจจุบันแทบไม่มีใครใช้กันแล้วยกเว้นในข่าวในพระราชสำนัก

4. ดังนั้นคำว่า “ราษฎร” อาจจะให้ความรู้สึกโหยหาอดีตยุคคณะราษฎรก็จริง แต่มันก็มีความยอกย้อนในตัวมันเองอยู่ด้วย เพราะมันเป็นคำที่หมดสมัยและยังถูกใช้เป็นหลักในข่าวในพระราชสำนักโดยไม่มีนัยทางการเมืองอะไร

5. อาจฟังดูแปลกๆ ที่คนรุ่นใหม่รู้สึกหวนหาอดีต ทั้งๆ ที่บางกลุ่มใช้คำว่า “อนาคต” เป็นชื่อขบวนการและคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีปฏิกริยาต่อค่านิยมแบบเก่า (แม้แต่การตั้งคำถามกับความกตัญญู) ภาษายุคเก่า พิธีกรรมโบราณ ความเชื่อทางศาสนา และรวมถึงโครงสร้างอำนาจแบบดั้งเดิม

6. ถึงแม้ว่าขบวนการจะเป็นของคนรุ่นใหม่ แต่พวกเขาโหยหาวิถีแบบเก่าหรืออย่างน้อยมองว่าคนในอดีตบางกลุ่มคือแบบอย่างของพวกเขา ที่เห็นคือขบวนการปลดแอกต่างๆ ในตอนนี้ต่างเชิดชูคณะราษฎรอย่างออกหน้าออกตา แม้แต่อดีตเผด็จการ “ตัวพ่อ” อย่างจอมพลป. พิบูลสงครามก็ถูกยกขึ้นมาชื่นชม

7. อาการแบบนี้คือปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งเรียกว่า politics of nostalgia หรือ “การเมืองของการโหยหาอดีต” มันเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐยุคทรัมป์ อินเดียยุคของโมที จีนยุคของสีจินผิง และญี่ปุ่นในยุคอาเบะโนมิกส์

8. คำว่า nostalgia เป็นภาษาอังกฤษที่เกิดขึ้นจากภาษากรีกสองคำคือ nostos (บ้านเรา) algos (หวนกลับ) เมื่อรวมคำสองคำเป็นคำเดียวจะได้ความหมายว่า “ความรู้สึกอยากจะกลับบ้าน” ในช่วงแรกมันถูกใช้อธิบายความรู้สึกคิดถึงบ้านที่อยู่ห่างไกลจนเป็นอาการป่วยทางจิตแบบหนึ่ง แต่ปัจจุบันมันหมายถึงความรู้คิดถึงอดีตแบบ “เมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี”

9. คำถามก็คือทำไมคนในยุคเราจึงต้องงัดเรื่องในอดีตมาเป็นธงการเมือง? คำตอบก็คือเพราะอนาคตไม่ชัดเจน คนจึงต้องมองย้อนกลับไปในยุคที่ประเทศเคยยิ่งใหญ่แล้วนำมันมาเป็นแบบอย่างในการสร้างอนาคตใหม่ๆ ซึ่งที่จริงแล้วหลายกรณีมันไม่ใช่อนาคตใหม่ๆ แต่มันสร้างการเมืองที่อันตรายขึ้นมา

10. ยกตัวอย่าง เช่น แคมเปญ Make America Great Again ของโดนัลด์ ทรัมป์ซึ่งบอกกับประชาชนว่าเขาต้องการ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” การที่เขาบอกว่า “อีกครั้ง” หมายถึงการทำให้สหรัฐอเมริกายิ่งใหญ่เหมือนในอดีต แต่ไม่ได้บอกว่าอดีตตอนไหน แต่ท่าทีของทรัมป์ที่ต่อต้านคนต่างชาติและเหยียดเชื้อชาติ ผลก็คือสังคมอเมริกันตอนนี้ทำให้ประเทศคล้ายกับยุคเหยียดเชื้่อชาติและสีผิว ซึ่งเป็นยุคที่คนผิวขาวยิ่งใหญ่ แต่คนผิวอื่นเป็นทาสและถูกทารุณ

11. ในจีน สีจิ้นผิงถูกวิจารณ์ว่ามีท่าทีหลายอย่างเหมือนกับเหมาเจ๋อตง ทั้งการกระตุกให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์และคนในชาติหันมาให้ความสำคัญกับลัทธิมาร์กซ์อีกครั้ง หรือการกระตุ้นชาตินิยมและการควบคุมสังคมที่หนักมือขึ้น จนกระทั่งมีกระแสข่าวว่าเขาอาจจะปัดฝุ่นเอาตำแหน่ง “ประธาน” ของประเทศกลับมาใช้อีกซึ่งเหมาเจ๋อตงเคยใช้มา

12. และยังมีอีกหลายปรากฎการณ์ของการทำให้ประเทศกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แม้แต่ในอังกฤษเองการถอนตัวจากสหภาพยุโรปก็มีประเด็นซ่อนเร้นเรื่องชาตินิยมและการทำให้อังกฤษกลับมาเป็นมหาอำนาจอีกครั้ง ดังนั้น อาการโหยหาอดีตในทางการเมืองจึงโยงกับเรื่องชาตินิยมและประชานิยม (populism) ที่กระตุ้นให้ประชาชนหลงไหลในคารมนักการเมืองแนวนี้

13. แต่ในเมืองไทยดูเหมือนจะตรงกันข้าม ขบวนการยุวชนและประชาชนปลดเแอกทั้งหลายหวนหาอดีตเมื่อครั้งคณะราษฎรยังเป็นใหญ่ก็เพราะมีนัยในทางการเมืองที่ต้องการเล็งเป้าหมายไปที่คู่ตรงข้ามเดิมของคณะราษฎร หรืออาจจะเห็นว่าการเมืองไทยยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ เป็นยุคที่พวกเขาปรารถนา

14. แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้วยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงต้นพุทธศักราชที่ 2500 เป็นยุคที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง คณะราษฎรเองหลายคนกลายเป็นศัตรูที่อยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ เต็มไปด้วยอิทธิพลนอกระบบ การลอบสังหาร และการใส่ร้ายป้ายสี จนกระทั่งจอมพลป. พิบูลสงครามกุมอำนาจโดยสิ้นเชิง

15. จอมพลป. พิบูลสงครามนั้นเป็นเผด็จการแบบฟาสซิสต์ชัดเจนแม้แต่ในยุคนั้นก็ทราบดี หากเป็นบางประเทศที่ศิวิไลซ์การยกย่องผู้นำฟาสซิสต์อาจเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและอาจเป็นอาชญากรรมด้วยซ้ำ แต่จอมพลป. พิบูลสงครามไม่ใช่เผด็จการที่ฆ่าคนมากมายจนเป็นอาชญากรของมนุษยชาติ (และเกือบอาชญากรสงคราม) แต่เป็น “เผด็จการแบบไทยๆ” ที่อ่อนนอกแข็งในหรือในทางกลับกัน

16. กระนั้นก็ตาม การที่คนรุ่นใหม่ชื่นชมเผด็จการแบบฟาสซิสไปด้วยและเรียกร้องประชาธิปไตยไปด้วย ดูเป็นอาการที่ประดักประเดิดไปสักหน่อย เช่น กรณีที่นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน ที่ยกย่องจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นฮีโร่ และยังสนใจในพิธีกรรมโบร่ำโบราณด้วยการอัญเชิญดวงวิญญาณของ นายปรีดี พนมยงค์, จอมพล ป.พิบูลสงคราม และสมาชิกคณะราษฎรให้เป็นสักขีพยานการปักหมุดคณะราษฎรอันใหม่ ยังไม่นับการที่เขายังติดวิธีคิดแบบ “ยุคศักดินา” ด้วยการบอกว่าสาปคนที่ถอนหมุดเอาไว้แล้ว

17. หากจะเหมาเอาว่าขบวนการปลดแอกทั้งหลายในไทยได้รับอิทธิพลจากฝ่ายซ้ายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (แม้แต่ศัพท์แสงก็ยืมจากฝ่ายซ้ายและการตีความประวัติศาสตร์แบบฝ่ายซ้าย) การคิดถึงอดีตแบบนี้จึงสวนทางกับวาทะของเจ้าลัทธิฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจน ยังไม่ต้องพูดถึงการเชิดชูเผด็จการฟาสชิสต์ในอดีตเพียงแค่เขาผู้นั้นเป็นสมาชิกคณะราษฎร

18. เพราะคาร์ล มาร์กซ์ เคยกล่าววิวาทะหนึ่งที่โด่งดังมาก คือ “ให้คนตายฝังคนตายเถิด” (Let the Dead Bury their Dead ซึ่งมาร์กซ์ยืมประโยคนี้มาจากคัมภีร์ไบเบิล) ซึ่งหมายความว่าให้อดีตมันกลายเป็นอดีตไปและพึงเป็นฝ่ายก้าวหน้า เพราะอดีตนั้นหมายถึงฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เป็นศัตรูกับฝ่ายซ้ายโดยตรง

19. แต่คำพูดนี้ไม่มีน้ำหนักในยุคปัจจุบัน เพราะไม่ว่าจะอุดมการณ์ไหนต่างก็ใช้อารมณ์หวนหาอดีต ความคิดถึงยุคบ้านเมืองยังดี และความโหยหาวีรบุรุษจากสมัยอื่นเพื่อมาทำพิธีตัดไม้ข่มนามกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ไม่เว้นแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่พยายามสลัดตัวกับเรื่องเก่าๆ มาโดยตลอด ก็ยังไม่พ้นจากอดีตเสียที

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Vivek PRAKASH / AFP

สวิสเดินหน้ามอบสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญให้ลิง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633527

วันที่ 21 ก.ย. 2563 เวลา 19:27 น.สวิสเดินหน้ามอบสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญให้ลิงกลุ่มนักเคลื่อนไหวในสวิตเซอร์แลนด์ล่ารายชื่อโหวตให้ลิงมี ‘สิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ’

กลุ่มนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสัตว์ “Sentience Politics” กำลังรวบรวมรายชื่อชาวสวิตเซอร์แลนด์เพื่อผลักดันให้สัตว์ตระกูลลิงมีสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ หลังศาลฎีกาตัดสินอนุญาตให้เคลื่อนไหวเรื่องนี้ได้เมื่อวันที่ 16 กันยายน

ข้อเสนอนี้ผลักดันโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวดังกล่าวตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขธรรมนูญประจำรัฐของเมืองบาเซิลเพื่อรวม “สิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่ใช่มนุษย์”

นักเคลื่อนไหวกล่าวว่า ลิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนสูง มีความสนใจที่จะอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกายและจิตใจเหมือนคน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูลลิงจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐาน

รัฐบาลท้องถิ่นพยายามขัดขวางข้อเสนอนี้โดยชี้ว่าการแก้ธรรมนูญท้องถิ่นอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ศาลสูงชี้ว่าการผลักดันนี้สามารถทำได้โดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญของประเทศ และหลังการพิจารณาคดีกลุ่มนักเคลื่อนไหวเผยว่าพวกเขาตื่นเต้นกับการตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ และจะเดินหน้ารวบรวมรายชื่อให้ครบ 100,000 รายชื่อ เพื่อนำไปสู่การลงคะแนนนิยมในระบอบประชาธิปไตยต่อไป

อย่างไรก็ตามสวิตเซอร์แลนด์มีการลงคะแนนเสียงและการลงประชามติในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับท้องถิ่นทุก ๆ 2-3 เดือน ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปีนับตั้งแต่การรวบรวมลายเซ็นจนกระทั่งข้อเสนอปรากฏในบัตรลงคะแนน

หากสวิตเซอร์แลนด์สามารถออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับลิงได้จะถือเป็นการขับเคลื่อนด้านสิทธิสัตว์ครั้งใหญ่ และอาจส่งผลกระทบกับประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยเองก็ถูกเพ่งเล็งจากต่างประเทศว่าทารุณกรรมสัตว์ด้วยการใช้แรงงานลิงเก็บมะพร้าวในภาคใต้

Photo by ASHRAF SHAZLY / AFP

ฝรั่งฝันค้าง ไทยกับเอเชียทำ Travel Bubble ไม่สำเร็จ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633538

วันที่ 21 ก.ย. 2563 เวลา 18:23 น.ฝรั่งฝันค้าง ไทยกับเอเชียทำ Travel Bubble ไม่สำเร็จฤดูท่องเที่ยวกำลังใกล้เข้ามา แต่การเปิดประเทศในเอเชียยังคงเป็นไปได้ยากสวนทางกับยุโรป

CNN รายงานว่า ช่วงใกล้ปีนักท่องเที่ยวต่างตั้งตารอที่จะมาพักผ่อนช่วงฤดูหนาวในเอเชีย แต่ก็ต้องพับแผนเก็บไปเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนี้ไปอีกระยะ

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม สถานการณ์ดูเหมือนว่าจะไปได้ดีเมื่อรัฐบาลสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19ได้ และหลายประเทศมีแนวคิดที่จะเริ่มเปิดประเทศให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือที่เรียกว่า Travel Bubble (ฟองสบู่การท่องเที่ยว)

Travel Bubble เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นครั้งแรกโดยออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จากนั้นประเทศอื่น ๆ ก็หยิบขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นวิธีที่เป็นไปได้ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมา สิ่งนี้จะช่วยให้ประเทศเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมีโอกาสที่จะชดเชยความสูญเสียนับล้านดอลลาร์ที่เกิดขึ้นในปีนี้

แต่ด้วยเหตุผลหลายประการทำให้ Travel Bubble ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในเอเชีย เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19ยังคงหนักจึงทำให้การเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้นเป็นไปได้ยาก

สิงคโปร์ซึ่งเป็นผู้นำในอาเซียนทีเริ่มเปิดพรมแดนอย่างค่อยเป็นค่อยไป จัดทำเส้นทางด่วนสำหรับนักเดินทางเพื่อธุรกิจระยะสั้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวจากประเทศใดประเทศหนึ่งหลีกเลี่ยงการกักกัน แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาบอกว่าการเดินทางทั่วไปไม่น่าจะเป็นไปได้จนถึงไตรมาสที่สองของปีหน้า

อินโดนีเซีย ซึ่งเคยมีแผนที่จะทำการเปิดการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอีกครั้งเมื่อวันที่ 11 กันยายน ก็ต้องระงับไปเนื่องจากผู้ป่วยโควิด-19 ในประเทศยังคงเพิ่มขึ้น

ก่อนที่จะเกิดการระบาดเวียดนามเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่เติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาค ตามรายงานประจำปี 2019 ของธนาคารโลก และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมารัฐบาลเวียดนามสนใจที่จะเปิดเส้นทางทางอากาศร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่ฮ่องกงยืนยันว่ากำลังสำรวจเส้นทางการเดินทางที่เป็นไปได้กับ 11 ประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงเป็นจุดที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ โดยประกอบด้วย ญี่ปุ่น ไทย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมนี ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์

Eunice Aw ผู้อำนวยการบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริการระดับโลก Horwath HTL ของสิงคโปร์ กล่าวว่า “ธุรกิจท่องเที่ยวของไทยอาจเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในบรรดาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมากที่สุดถึง 40 ล้านคนในปี 2019”

แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงปิดให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวแต่ในไม่ช้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งรัฐบาลประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะสร้างวีซ่าพำนักระยะยาวพิเศษ 90 วันสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยมีแผนจะดำเนินการภายในเดือนตุลาคม

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยว่าโรงแรมจะสามารถรับนักท่องเที่ยวพิเศษเหล่านี้ได้ต่อเมื่อพวกเขาได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขแล้วเท่านั้น

ทั้งนี้มาตรการในการเปิดประเทศของเอเชียแตกต่างจากยุโรปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งหลายประเทศเปิดพรมแดนในเดือนมิถุนายนเพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจการท่องเที่ยวจะมีรายได้ในช่วงฤดูร้อนซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวนิยม

Gary Bowerman ผู้ก่อตั้ง Check-in Asia บริษัทวิจัยและการตลาดที่เน้นการท่องเที่ยว กล่าวว่าในขณะที่ยุโรปให้ความสำคัญกับธุรกิจท่องเที่ยว แต่สำหรับเอเชียยังคงเป็นเรื่องยากที่จะกลับมาเปิดประเทศอีกครั้งอาจเป็นเพราะประสบการณ์จากโรคซาร์สและเมอร์สที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้

เขายังกล่าวอีกว่า “การเริ่มต้นใหม่ในปี 2021 จะต้องฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว แต่อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเรายังไม่รู้ความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น จะเหลือโรงแรม สายการบิน บริษัททัวร์ และตัวแทนการท่องเที่ยวกี่แห่ง โครงสร้างพื้นฐานด้สนการเดินทางจะลดน้อยลงอย่างมากและจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางของผู้คนอย่างแท้จริง”

ตึกถล่มที่อินเดียซ้ำรอยเมืองเดิมที่เคยเกิดเหตุเมื่อหลายปีก่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/633526

วันที่ 21 ก.ย. 2563 เวลา 16:25 น.ตึกถล่มที่อินเดียซ้ำรอยเมืองเดิมที่เคยเกิดเหตุเมื่อหลายปีก่อนเมืองภิวันทีเคยเกิดเหตุการณ์ตึกถล่มมาแล้วเมื่อ 7 ปีก่อน ล่าสุดก็ยังเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกครั้ง

สื่อท้องถิ่นรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 10 คนและคาดว่ายังมีผู้ที่ติดอยู่ในซากตึกอีกเป็นจำนวนพอๆ กันหลังจากอาคารที่พักอาศัยสามชั้นพังถล่มในเมืองภิวันทีใกล้กับนครมุมไบ ประเทศอินเดียเมื่อเช้าวันจันทร์

ตามรายงานของ Press Trust of India อาคารดังกล่าวมีชื่อว่า Jhilaniสร้างขึ้นมานานถึง 43 ปีแล้วและพังลงในเวลาประมาณ 03:40 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีรายงานว่าอาคารแห่งนี้มี 40 ยูนิตซึ่งจุคนได้ประมาณ 150 คน

ในจำนวนผู้เสียชีวิต 10 คนเบื้องต้นทราบว่าเป็นที่เด็กเสียชีวิต 7 คน Press Trust of India ยังกล่าวว่ามีผู้รอดชีวิต 11 คนรวมถึงเด็กชายวัย 4 ขวบได้รับการช่วยเหลือจากซากปรักหักพังในขณะที่อีก 10 คนคาดว่ายังคงติดอยู่ภายใน

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมทัทวีตว่าเขา “เสียใจ” กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและกล่าวว่า “ปฏิบัติการกู้ภัยกำลังดำเนินการอยู่และกำลังให้ความช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่เป็นไปได้แก่ผู้ได้รับผลกระทบ”

ทั้งนี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2013 เกิดเหตุอพาร์ทเมนต์ที่อยู่อาศัยอาคารสองชั้นและโรงงานเสื้อผ้าได้ถล่มลงใกล้เมืองมุมไบทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ค ซึ่งในช่วงนั้นเกิดเหตุตึกถล่มบ่อยครั้งในอินเดีย โดยในช่วงไม่กี่เดือนก่นอที่จะเกิดเหตุที่เมืองภิวันทีเคยเกิดตึกถล่มมาแล้วถึง 5 ครั้ง 

Photo by – / AFP