ฮ่องกงสลายม็อบประท้วงเลื่อนเลือกตั้ง จับผู้ชุมนุม 289 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632364

วันที่ 07 ก.ย. 2563 เวลา 09:52 น.ฮ่องกงสลายม็อบประท้วงเลื่อนเลือกตั้ง จับผู้ชุมนุม 289 คนตำรวจฮ่องกงฉีดสเปรย์พริกไทยสลายม็อบประท้วงการเลื่อนเลือกตั้ง จับแกนนำ-ผู้ชุมนุม 289 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจของฮ่องกงได้เข้าสลายการชุมนุมของประชาชนที่ออกมาประท้วงแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลฮ่องกงได้สั่งเลื่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกงออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่กำหนดเอาไว้ในวันที่ 6 ก.ย. 63 โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวผู้ประท้วงเกือบ 290 คน

รายงานระบุว่า กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 2 พันนาย ได้เข้าปราบปรามการจลาจลที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้สเปรย์พริกไทยฉีดเข้าใส่ผู้ประท้วงเพื่อสลายการชุมนุม พร้อมกับจับกุมตัวผู้ประท้วงอย่างน้อย 289 คน ซึ่งรวมถึงนายราฟาเอล หว่อง แกนนำกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย

ก่อนหน้านี้ นางแคร์รี ลัม ผู้บริหารสูงสุดของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง สั่งเลื่อนการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติฮ่องกง ออกไปอีก 1 ปี จากเดิมที่กำหนดวันเลือกตั้งเอาไว้ใน วันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย. 2563 โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยของประชาชน เนื่องจากไวรัสโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาด

รัฐบาลฮ่องกงออกแถลงการณ์เมื่อช่วงค่ำวานนี้ โดยประณามการประท้วงว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเห็นแก่ตัว พร้อมระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมากกับการต่อสู้ไวรัสโควิด-19

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายในฮ่องกงแสดงความไม่พอใจต่อการเลื่อนเลือกตั้ง โดยมองว่าเป็นความพยายามของจีนที่จะควบคุมเสรีภาพของฮ่องกง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ในเดือนมิ.ย.63

โควิดคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกทะลุ 880,000 รายแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632359

วันที่ 07 ก.ย. 2563 เวลา 07:47 น.โควิดคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกทะลุ 880,000 รายแล้วศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เผยยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดทั่วโลกทะลุ 880,000 ราย แล้ว สหรัฐตายมากสุดคิดเป็นสัดส่วน 1ใน5ของผู้เสียชีวิตทั่วโลก

ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเชิงระบบ (CSSE) มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ รายงาน ณ เวลา 14.28 น.ของวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐ หรือ 01.28 น.ของวันจันทร์ตามเวลาไทย ระบุว่า ทั่วโลกมียอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่ 880,779 ราย และมียอดผู้ติดเชื้อกว่า 26,951,838 ราย

ทั้งนี้สหรัฐยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดเชื้อจำนวน 6,262,989 ราย และผู้เสียชีวิตจำนวน 188,711 ราย ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลก

ส่วนบราซิลมีจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับสอง โดยมีจำนวนผู้ติดเชื้อ 4,123,000 ราย และจำนวนผู้เสียชีวิต 126,203 ราย ตามด้วยอินเดียซึ่งมีผู้ติดเชื้ออยู่ที่ 4,113,811 ราย และเสียชีวิต 70,626 ราย

ขณะที่ ประเทศอื่นๆ ที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่า 30,000 ราย ได้แก่ เม็กซิโก อังกฤษ อิตาลี และฝรั่งเศส

อเมริกันเดือด ผิวดำติดอาวุธแสดงพลังผิวขาวถือปืนขู่บ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632348

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 21:27 น.อเมริกันเดือด ผิวดำติดอาวุธแสดงพลังผิวขาวถือปืนขู่บ้างการเผชิญหน้าระหว่างสีผิวในสหรัฐยังไม่มีทีท่าจะผ่อนคลายลง ตรงกันข้ามในบางพื้นที่มีการแสดงพลังเข้าใส่กันอย่างชัดเจน

สมาชิกขบวนการ NFAC ถืออาวุแสดงพลังเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2020 ตามเวลาท้องถิ่นของเมืองลุยสวิลล์ รัฐเคนทักกี ประเทศสหรัฐ เพื่อให้ความคุ้มครองในขณะที่ผู้คนเดินขบวนไปยังงานแข่งม้าเคนทักกี ดาร์บี้เพื่อประท้วงการจัดงานนี้ และยังเรียกร้องความยุติธรรมให้กับบรีอนนนา เทเลอร์ หญิงชาวผิวดำที่เสียชีวิตจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองลุยส์วิลล์ที่ยิงเธอจนเสียชีวิตในระหว่างการบุกจู่โจมที่อพาร์ตเมนต์ของเธอเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2020

ผู้ประท้วงต่อต้านการจัดงานแข่งม้าเคนทักกี ดาร์บี้ซึ่งเป็นงานใหญ่ระดับชาติ เนื่องจากผู้ประม้วงไม่ต้องการให้จัดงานในตอนนี้ สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการเรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวดำที่ต้องเสียชีวิตจากน้ำมือตำรวจ

การแสดงพลังของคนผิวดำครั้งนี้มีกลุ่ม NFAC ออกมาติดอาวุธเดินขบวนด้วย แต่ในเวลาเดียวกันยังมีกลุ่มขวาจัดที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวออกมาแสดงพลังด้วยการถืออาวุธและแต่งชุดลายพรางพร้อมกับเดินขบวนในเมืองลุยส์วิลเช่นกัน

Photo by Jeff Dean / AFP and Brandon Bell/AFP

Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP
Brandon Bell/AFP

วันเดียวพบติดโควิดเกือบแสน! อินเดียยังระบาดหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632356

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 20:20 น.วันเดียวพบติดโควิดเกือบแสน! อินเดียยังระบาดหนักอินเดียเจอผู้ติดเชื้อโควิดวันเดียว 90,632 ราย ตายเพิ่มอีกกว่า 1,000 ราย ทางการเร่งตรวจหาเชื้อในประชาชนต่อเนื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในอินเดียยังรุนแรงต่อเนื่อง โดยล่าสุดพบผู้ติดเชื้อวันเดียวสูงสุดถึง 90,632 ราย ส่งผลให้ยอดติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 4,113,811 ราย

กระทรวงสาธารณสุขอินเดีย รายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา อินเดียพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มอีก 90,632 ราย ทำให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในอินเดียพุ่งขึ้นแตะระดับ 4,113,811 ราย ขณะเดียวกันพบผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 อีก 1,065 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 70,626 ราย

ขณะที่ผู้ที่ได้รับการรักษาจนหายแล้วอยู่ที่ 3,180,865 ราย ส่วนผู้ที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลมีจำนวน 862,320 ราย

รายงานข่าวระบุว่า ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อินเดียได้เร่งเพิ่มการตรวจหาเชื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุให้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงขึ้นทุกวัน

ข้อมูลจากสภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดีย (ICMR) ระบุว่า นับจนถึงวันเสาร์ที่ 5 ก.ย. อินเดียได้ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับประชาชนทั่วประเทศไปแล้ว 48,831,145 ราย และเฉพาะวันเสาร์เพียงวันเดียวนั้น มีผู้เข้ารับการตรวจหาเชื้อจำนวน 1,092,654 ราย

ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 3 ของโลก

“เมียนมา”พบติดโควิดใหม่82ราย ยอดรวมพุ่งกว่า 1,200ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632353

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 19:37 น."เมียนมา"พบติดโควิดใหม่82ราย ยอดรวมพุ่งกว่า 1,200ราย“เมียนมา”ยังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดเจออีก 82 ราย ทำยอดรวมเพิ่มเป็น 1,253 ราย ขณะที่หลายเมืองคุมเข้มห้ามประชาชนออกนอกบ้าน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขและกีฬาของเมียนมา รายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 82 รายในวันที่ 5 ก.ย.63 ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 1,253 ราย

ผู้ติดเชื้อรายใหม่ จำแนกได้ดังนี้ 65 รายในย่างกุ้ง 11 รายในรัฐยะไข่ 2 รายในรัฐฉาน และในพะโค มัณฑะเลย์ อิรวดี และเนปิดอว์ แห่งละ 1 ราย

ขณะที่ผู้หายป่วยจากโควิด-19 มีจำนวน 371 ราย และผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 7 ราย

รายงานข่าวระบุว่า ย่างกุ้งเป็นเมืองที่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศมากเป็นอันดับ 2 รองจากรัฐยะไข่ โดยย่างกุ้งมีรายงานผู้ติดเชื้อรวม 236 รายนับตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่มีการรายงานพบผู้ติดเชื้อภายในประเทศอีกครั้ง หลังจากที่เกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเป็นการพบผู้ติดเชื้อจากต่างประเทศเท่านั้น

ทั้งนี้ เมียนมาพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศเมื่อวันที่ 23 มี.ค. และเสียชีวิตรายแรกวันที่ 31 มี.ค.

รายงานข่าวระบุว่า เพื่อเป็นการควบคุมการแพร่ระบาดที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในย่างกุ้ง ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงได้ประกาศเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ 7 เขตในย่างกุ้งอยู่ภายใต้คำสั่งห้ามออกจากบ้าน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 8.00 น. วันที่ 2 ก.ย.63

ประชาชนที่ต้องการออกไปซื้ออาหารหรือสิ่งของจำเป็น ไปคลินิก หรือออกไปนอกเขตเนื่องจากมีเรื่องเร่งด่วน จะต้องรายงานให้ทางการทราบและขออนุญาต

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. รัฐยะไข่ประกาศให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านเช่นกัน หลังมีการรายงานพบผู้ติดเชื้อภายในรัฐยะไข่พุ่งสูงขึ้น

ด้านเมืองมัณฑะเลย์ได้ออกประกาศให้ผู้ที่เดินทางมาจากย่างกุ้งและรัฐยะไข่จะต้องถูกกักตัวและตรวจหาโควิด-19 โดยเสียค่าใช้จ่ายเอง

ขณะที่กรุงเนปิดอว์ เมืองหลวง ประกาศคุมเข้มการเข้าเมืองในวันที่ 1 ก.ย. หลังจำนวนผู้ติดเชื้อในกรุงเนปิดอว์เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ทรัมป์ด่าทหารผ่านศึก “พวกขี้แพ้-พวกห่วย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632303

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 16:45 น.ทรัมป์ด่าทหารผ่านศึก "พวกขี้แพ้-พวกห่วย"หลังจากถูกแฉทรัมป์เหวี่ยงใส่นักข่าวอย่างรุนแรง ทั้งๆ ที่หนึ่งในสื่อที่รายงานเรื่องนี้เชียร์ทรัมป์มาโดยตลอด

โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐตกที่นั่งลำบากอีกแล้วหลังจากถูกแฉโดยนิตยสารแอตแลนติกว่าเขาเรียกนาวิกโยธินที่ถูกสังหารในปฏิบัติการสงครามโลกครั้งที่ 1 ว่าเป็น “พวกขี้แพ้” (losers) และ “พวกห่วย” (suckers) ระหว่างที่เขาหาเหตุเลี่ยงที่จะไม่ไปเยี่ยมชมสุสานของกองทัพสหรับที่ฝรั่งเศส ระหว่างการเยือนฝรั่งเศสในเดือนพฤศจิกายนปี 2018

ในตอนนั้นทรัมป์อ้างว่าการที่เขาไม่ไปเยี่ยมสุสานทหารผ่านศึกอเมริกันก็เพราะสภาพอากาศเลวร้าย แต่ถึคงกระนั้นก็ยังทำให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างรุนแรง

เจนนิเฟอร์ กริฟฟินผู้สื่อข่าวของฟ็อกซ์นิวส์กล่าวว่าอดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลสองคนยืนยันกับเธอว่าประธานาธิบดี “ไม่ต้องการนั่งรถไปเยือนเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้เสียชีวิตชาวอเมริกันในสงคราม” ที่สุสาน Aisne-Marne นอกกรุงปารีส ซึ่งข้อมูลนี้บ่งชี้ว่าสภาพอากาศไม่ใช่ปัจจัยที่ทรัมป์ไม่เดินทางไป

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยังบอกเธอด้วยว่าทรัมป์ใช้คำว่า “พวกห่วย” เพื่อลบหลู่ทหาร แต่ในบริบทที่แตกต่างกันโดยเขากล่าวถึงสงครามเวียดนาม

“เมื่อประธานาธิบดีพูดถึงสงครามเวียดนามเขาพูดว่า ‘มันเป็นสงครามที่โง่เขลา ใครก็ตามที่ไปก็เป็นพวกห่วย’ ” กริฟฟินอ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยชื่อซึ่งกล่าวต่อไปว่า “มันเป็นความบกพร่องของตัวประธานาธิบดี เขาไม่เข้าใจว่าการที่บางคนต้องเสียสละชีวิตเพื่อประเทศ กลับการกระทำพวกเขาไม่คุ้มค่า”

หลังจากถูกแฉทรัมป์แสดงความโกรอย่างชัดเจน โดยธทวีตเมื่อช่วงดึกของวันศุกร์ว่า “เจนนิเฟอร์ กริฟฟินควรถูกไล่ออกจากการรายงานข่าวแบบนี้ เธอไม่เคยโทรหาเราเพื่อขอความคิดเห็นเลย @FoxNews ควรจะจบสิ้น!” ทั้งนี้ ฟ็อกซ์นิวส์เป็นสื่อที่เอนเอียงมาทางพรรครีพับลิกกันและทรัมป์มาโดยตลอด

ทรัมป์พยายามปกป้องตัวเองอย่างดุเดือดหลังจากถูกแฉโดยนิตยสารแอตแลนติก ประณามว่าเป็น “ข่าวปลอม” เขาเรียกเจฟฟรีย์ โกลด์เบิร์ก หัวหน้าบรรณาธิการของนิตยสารและผู้เขียนบทความนี้ว่าเป็น “คนน่าสมเพช”

Photo by Brendan Smialowski / AFP

มังกรกร้าว อินเดียอยากลองของกับจีนจะต้องแพ้ยับเยิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632315

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 14:48 น.มังกรกร้าว อินเดียอยากลองของกับจีนจะต้องแพ้ยับเยินGlobal Times ประกาศว่าจีนสามารถทำให้อินเดียประสบความสูญเสียทางทหารอย่างรุนแรง

หนังสือพิมพ์ Global Times ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนกล่าวหลังจากเกิดความตึงเครียดขึ้นระหว่างชายแดนของจีนกับอินเดียว่า จีนสามารถทำให้อินเดียประสบความสูญเสียทางทหารอย่างรุนแรงมากกว่าในอดีตหากอินเดียต้องการจะทำสงครามกับจีน

ท่าทีของสื่อรัฐบาลจีนมีขึ้นหลังจากที่กองกำลังของอินเดียอ้างว่าสามารถป้องกันกองทัพจีนที่จะยึดครองเนินเขาบนพรมแดนพิพาทของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียในเทือกเขาหิมาลัยทางตะวันตก

ในวันเดียวกันโฆษกกองทัพของจีนเรียกร้องให้อินเดียถอนทหารและอ้างว่าทหารอินเดียได้ข้ามพรมแดนที่ใช้ร่วมกันโดยละเมิดข้อตกลงกัน กระทรวงต่างประเทศของจีนกล่าวว่ากองกำลังชายแดนของจีนไม่ได้ล้ำเส้นการควบคุมที่แท้จริง (line of actual control) หรือเส้นแบ่งพรมแดนที่อิงกับการยึดครองในทางปฏิบัติของแต่ละฝ่ายโดยทับซ้อนพรมแดนที่อ้างบนแผนที่

“อินเดีย … กล่าวว่าได้เข้าขัดขวางกิจกรรมทางทหารของจีนก่อน การใช้คำว่า ‘ขัดขวางก่อน’ แสดงให้เห็นว่าเป็นกองกำลังของอินเดียที่เข้ามาสร้างความเสียหายก่อนและกองทหารของอินเดียได้เริ่มการเผชิญหน้าตีในครั้งนี้” Global Times กล่าวในบทบรรณาธิการ

บทบรรณาธิการเสริมว่าอินเดียจะต้องเผชิญกับ “จีนที่ทรงอำนาจ” และอินเดียไม่ควร “หลอกตัวเอง” ว่าจะได้การสนับสนุนจากสหรัฐจากความขัดแย้งนี้

“แต่ถ้าอินเดียต้องการมีส่วนร่วมในการทำสงคราม จีนมีเครื่องมือและขีดความสามารถมากกว่าอินเดียหากอินเดียต้องการประลองกำลัง ทหารของ PLA (กองทัพปลดแอกประชาชน) ก็จะทำให้กองทัพอินเดียต้องประสบกับความสูญเสียที่รุนแรงกว่าที่เคยทำในปี 1962 อย่างแน่นอน”

Photo by NARINDER NANU / AFP

ไทยจะเสียตำแหน่งรองแชมป์ส่งออกข้าวมากสุดในโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632310

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 12:49 น.ไทยจะเสียตำแหน่งรองแชมป์ส่งออกข้าวมากสุดในโลกเวียดนามเตรียมแซงไทยส่งออกข้าวมากสุดอันดับ2ของโลกจากการประเมินล่าสุดของเวียดนามและของสหรัฐ

เจิ่นดิ่งลวน อธิบดีกรมประมงของเวียดนามให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าเวียดนามกำลังดำเนินมาตรการเพื่อเพิ่มการส่งออกสินค้าประมงให้ได้ถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2020

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรของเวียดนามยังตั้งเป้าที่จะเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรในปี 2020 ขึ้นมามากกว่า 41,000 ล้านเหรียญสหรัฐจากประมาณ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว

เจิ่นดิ่งลวนคาดว่าในปีนี้เวียดนามจะแซงประเทศไทยขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับสองของโลกอีกด้วย

การคาดการณ์ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเวียดนามสอดคล้องกับการประเมินของกระทรวงเกษตรสหรัฐนเดือนสิงหาคม 2020 ที่ระบุว่า เวียดนามกำลังจะแซงหน้าไทยในปี 2019/20 ในฐานะผู้ส่งออกอันดับสองของโลกเนื่องจากประเทศเวียดนามได้รับประโยชน์จากปริมาณข้าวที่ลดลงในตลาดและราคาข้าวที่สูงในไทย

ภาวะภัยแล้งที่รุนแรงส่งออกข้าวไทยมีจำกัด ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นจึงทำให้ข้าวไทยไม่น่าสนใจในตลาดโลก ส่งผลให้การส่งออกข้าวของไทยคาดว่าจะอยู่ที่ 6.5 ล้านตันในปี 2019/20 ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2540/98

ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยมีโอกาสช่วงสั้นๆ ในการเพิ่มปริมาณการส่งออกตอนที่เวียดนามกัมพูชาและพม่ากำหนดข้อจำกัดและโควต้าการส่งออกในช่วงต้นปี 2020 เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด -19 อย่างไรก็ตามการส่งออกของไทยลดลงเนื่องจากคู่แข่งเหล่านี้กลับเข้ามาในตลาดอีกครั้ง

ในส่วนของเวียดนามนั้น แม้จะมีการจำกัดการส่งออกในช่วงต้นปี แต่เวียดนามคาดว่าจะส่งออกมากกว่าไทย 100,000 ตันหรือรวม 6.6 ล้านตันในปี 2019/20 หากเวียดนามททำได้ตมนี้ก็จะกลายเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับสองของโลกแซงหน้าไทย

Photo by Nhac NGUYEN / AFP

ซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่มญี่ปุ่น รับสถานการณ์รุนแรงสุดเป็นประวัติการณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632305

วันที่ 06 ก.ย. 2563 เวลา 10:47 น.ซูเปอร์ไต้ฝุ่นถล่มญี่ปุ่น รับสถานการณ์รุนแรงสุดเป็นประวัติการณ์พายุไต้ฝุ่นไห่เสินเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังภาคตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ทางเตือนระมัดระวังเต็มที่

พายุไต้ฝุ่นที่ทรงพลังอย่างยิ่งเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นในวันอาทิตย์โดยหน่วยงานด้านสภาพอากาศยัเตือนให้ใช้ความระมัดระวังสูงสุดแม้จะแจ้งว่าไต้ฝุ่นอ่อนกำลังลงเล็กน้อยแล้วก็ตาม

พายุไต้ฝุ่นไห่เสินกำลังเข้าใกล้โอกินาวาและเกาะอามามิ – โอชิมะในจังหวัดคาโกชิมะและคาดว่าจะเคลื่อนตัวไปทางเหนือนอกชายฝั่งตะวันตกของเกาะหลักของคิวชูตั้งแต่คืนวันอาทิตย์ถึงเช้าวันจันทร์ ทางการสั่งให้ประชาชนระวังฝนตกหนัก, ลมกระโชกแรง, คลื่นสูงและคลื่นยักษ์

“พื้นที่ที่พายุไต้ฝุ่นพัดผ่านคาดว่าจะมีลมและคลื่นสูงเป็นประวัติการณ์” เจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยากล่าวกับการแถลงข่าวทางโทรทัศน์ระดับประเทศเมื่อวันอาทิตย์

“ผมขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังอย่างเต็มที่ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและปกป้องชีวิตของคุณเอง เมื่อคุณเข้าไปในบริเวณที่มีลมแรงคุณอาจไม่สามารถย้ายไปยังที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ได้”

ตามรายงานของสำนักงานจัดการอัคคีภัยและภัยพิบัติ เบื้องต้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คนในโอกินาวาและคาโงชิมะเนื่องจากพายุไต้ฝุ่น

หน่วยงานกล่าวว่ามีการออกคำสั่งอพยพประชาชนมากกว่า 200,000 คนจากประมาณ 104,000 ครัวเรือนในจังหวัดโอกินาวา, คาโงชิมะ, คุมาโมโตะและนางาซากิ

บริษัทเดินรถไฟ Kyushu Railway Co. กล่าวว่าบริการรถไฟหัวกระสุนและรถไฟท้องถิ่นจะถูกระงับในวันจันทร์ขณะที่ West Japan Railway Co. ได้ตัดสินใจยกเลิกการให้บริการรถไฟหัวกระสุนซันโยชินคันเซ็นระหว่างสถานีฮิโรชิมาและฮากาตะทุกวันในวันจันทร์

รายงานของหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาระบุว่ามีลมแรงถึง 182.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในหมู่บ้านมินะมิไดโตะในโอกินาวาเมื่อเช้าวันอาทิตย์

หน่วยงานกล่าวว่าพื้นที่ทางตอนใต้ของเกาะคิวชูมีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 600 มิลลิเมตรในช่วง 24 ชั่วโมงถึง 6 โมงเช้าของวันจันทร์

เมื่อเวลา 10.00 น. วันอาทิตย์ไต้ฝุ่นกำลังเคลื่อนตัวไปทางเหนือด้วยความเร็วประมาณ 20 กม. ต่อชั่วโมงห่างจากเกาะอามามิ – โอชิมะ 110 กม. มีความดันบรรยากาศ 925 เฮกโตปาสคาลที่ศูนย์กลางความเร็วสูงถึง 252 กม. ต่อชั่วโมง

ภาพ NASA-NOAA’s Suomi NPP satellite 

สหรัฐเตือนการกักแม่น้ำโขงของจีนคือความท้าทายเร่งด่วนของอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632279

วันที่ 05 ก.ย. 2563 เวลา 20:00 น.สหรัฐเตือนการกักแม่น้ำโขงของจีนคือความท้าทายเร่งด่วนของอาเซียนเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐเตือนการเปลี่ยนแปลงการไหลของแม่น้ำโขงของจีนคือปัญหาเร่งด่วนของประเทศอาเซียน

เดวิด สติลเวลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยระหว่างการประชุมผ่านเว็บไซต์ที่สถาบันเพื่อสันติของสหรัฐจัดร่วมกับโรงเรียนนโยบายสาธารณะลีกวนยูของสิงคโปร์ว่า ปัญหาการไหลของแม่น้ำโขงเป็นหนึ่งในแนวโน้มที่น่ากังวลใจของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

“ความท้าทายเร่งด่วนอย่างหนึ่งคือ การกักน้ำในแม้น้ำโขงของจีนเพื่อประโยชน์ของตัวเอง โดยที่ประเทศปลายน้ำต้องแบกรับความเดือดร้อน” สติลเวลล์กล่าว

สติลเวลล์อ้างรายงานฉบับหนึ่งซึ่งเจ้าตัวไม่ได้ระบุชื่อว่า พบว่าจีนควบคุมการไหลของแม่น้ำโขงเพื่อประโยชน์ของตัวเองมากว่า 25 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขัดขวางการไหลตามธรรมชาติของน้ำหรือการสร้างเขื่อน

ทั้งนี้ ทั้งสหรัฐและจีนต่างก็ทำการวิจัยเกี่ยวกับการไหลของแม่น้ำโขง โดยรายงานจากฝั่งสหรัฐระบุว่า เขื่อนในจีนกักน้ำไว้ถึง 47,000 ล้านคิวบิกเมตร ส่วนรายงานจากฝั่งจีนระบุว่าเขื่อนช่วยลดปัญหาความแห้งแล้งในแถบลุ่มน้ำโขง