ทั่วโลกติดเชื้อโควิดทะลัก 25 ล้าน -สหรัฐอ่วมป่วยเกิน 6 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631933

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 06:50 น.

ทั่วโลกติดเชื้อโควิดทะลัก 25 ล้าน -สหรัฐอ่วมป่วยเกิน 6 ล้านสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19ทั่วโลกยังพุ่งต่อเนื่อง แตะ 25.6 ล้านราย วันเดียว 2.34 แสนราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.5 แสนราย สหรัฐยังอันดับ 1 ป่วยเกิน 6 ล้าน

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 1 ก.ย. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 25,618,564ราย เพิ่มขึ้น 234,981 รายเสียชีวิต 854,200 ราย เพิ่มขึ้น3,997 ราย รักษาหาย 17,917,421ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,209,783 ราย เพิ่มขึ้น 36,547 ราย เสียชีวิต 187,705 ราย เพิ่มขึ้น481ราย รักษาหาย 3,451,843 ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,910,901 ราย เพิ่มขึ้น 48,590 ราย เสียชีวิต 121,515 ราย เพิ่มขึ้น 619 ราย รักษาหาย 3,097,734 ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ3,687,939 ราย เพิ่มขึ้น68,770ราย เสียชีวิต 65,435 ราย เพิ่มขึ้น818ราย รักษาหาย 2,837,377ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 995,319 ราย เพิ่มขึ้น4,993 ราย เสียชีวิต 17,176 ราย เพิ่มขึ้น 83 ราย รักษาหาย 809,387 ราย

5. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 647,166 ราย เสียชีวิต 28,788ราย รักษาหาย 455,457 ราย

6.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 627,041 ราย เพิ่มขึ้น 1,985 ราย เสียชีวิต 14,149ราย เพิ่มขึ้น121 ราย รักษาหาย 540,923 ราย

7. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ615,168ราย เพิ่มขึ้น7,230 ราย เสียชีวิต 19,663ราย เพิ่มขึ้น299ราย รักษาหาย 459,475ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 595,841 ราย เพิ่มขึ้น 4,129 ราย เสียชีวิต 64,158 ราย เพิ่มขึ้น 339 ราย รักษาหาย 412,580 ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 462,858 เพิ่มขึ้น 2,489 ราย เสียชีวิต 29,094ราย เพิ่มขึ้น28 ราย

10. ประเทศอาร์เจนติน่า มีผู้ติดเชื้อ 417,735 ราย เพิ่มขึ้น 9,309 ราย เสียชีวิต 8,660 ราย เพิ่มขึ้น 203 ราย รักษาหาย 301,195ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 121 มีผู้ติดเชื้อ 3,412 ราย เพิ่มขึ้น 1 ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,252 ราย

บัลลังก์จักรพรรดิญี่ปุ่นตกอยู่ในความเสี่ยงหากยังเน้นแต่ผู้ชาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631920

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 19:12 น.

บัลลังก์จักรพรรดิญี่ปุ่นตกอยู่ในความเสี่ยงหากยังเน้นแต่ผู้ชายประเด็นการสืบทอดตำแหน่งนี้จะต้องได้รับการหารือจากสาธารณชนโดยเร็วที่สุด

สำนักข่าว JIJI รายงานว่า ทาโร โคโนะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นเตือนถึงความเสี่ยงจากการเน้นระบบการสืบทอดตำแหน่งของจักรพรรดิในปัจจุบันที่อนุญาตให้รัชทายาทชายในสายตระกูลของบิดาเท่านั้นที่สามารถขึ้นสู่บัลลังก์ได้

ทาโร โคโนะ กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมว่า หากพระราชวงศ์ยังจะคงรักษาระบบการสืบทอดราชบัลลังก์แต่ฝ่ายชายเท่านั้นจะเป็น “ความเสี่ยงอย่างยิ่ง”

โคโนะเสนอว่าควรเริ่มการอภิปรายระดับชาติโดยทันที เพื่อหาหนทางให้การสืบทอดตำแหน่งของจักรพรรดิมีความมั่นคง รวมถึงการอนุญาตให้มีการสถาปนาจักรพรรดิหญิงหรือจักรพรรดิชายที่มาจากสายตระกูลของฝ่ายมารดา และคืนฐานันดรศักดิ์สมาชิกในราชวงศ์ให้กับเชื้อพระวงศ์เดิมที่ถูกยกเลิกสถานะไปหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

โคโนะกล่าว ยังกล่าวว่า การธำรงระบบการสืบราชสมบัติจากเชื้อพระวงศ์ชายยังเป็นทางเลือกที่พึงปรารถนาที่สุด อย่างไรก็ตาม ประเทศควรพิจารณาทางเลือกในการอนุญาตให้สมาชิกราชวงศ์หญิงสามารถรักษาฐานันดรศักดิ์เดิมในราชวงศ์ต่อไปหลังการแต่งงาน จากเดิมที่เชื้อพระวงศ์หญิงจะต้องสละฐานันดรศักดิ์หลังแหต่งงานกับสามัญชน

เมื่อเชื้อพระวงศ์หญิงยังรักษาฐานันดรศักดิ์เดิมไว้ได้ ก็จะทรงยังมีฐานะเป็นประมุขในสายสืบสันตติวงศ์ และเมื่อทรงมีพระโอรส พระโอรสก็จะสามารถสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แทนที่พระโอรสจะเป็นแค่คนสามัญ

นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอื่นๆ เช่นคืนฐานันดรศักดิ์เดิมให้กับสมาชิกราชวงศ์ชายที่ออกจากฐานันดรศักดิ์ไปแล้ว หรือให้สายหลักรับสมาชิกราชวงศ์นอกฐานันดรศักดิ์มาเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป

“สถานะของจักรพรรดิขึ้นอยู่กับความเห็นพ้องต้องกันของประชาชน” โคโนะกล่าว และเสริมว่าประเด็นการสืบทอดตำแหน่งนี้จะต้องได้รับการหารือจากสาธารณชนโดยเร็วที่สุด

Imperial Household Agency of Japan

“ปลุกผี” มาแต่งตัว พิธีกรรมหาชมยากของสุลาเวสี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631836

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 16:08 น.

"ปลุกผี" มาแต่งตัว พิธีกรรมหาชมยากของสุลาเวสีพิธีกรรมนี้จะจัดขึ้นทุกๆ 3 ปี โดยชาวโทราจันบนเกาะสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีธรรมเนียมเก็บศพผู้ตายไว้ให้แห้งเหมือนมัมมี่

ชุมชนชาวโทราจัน (Torajan) ที่อาศัยตามภูเขาบนเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซียขุดศพญาติที่แห้งกรังเหมือนมัมมี่ขึ้นมาทุกสามปีเพื่อทำความสะอาดและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ชื่นชอบเพื่อให้เกียรติแก่วิญญาณของพวกเขา

พิธีกรรมนี้เรียกว่า “มาเนเน”จะทำกันก่อนหรือหลังการเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหาคม โดยสมาชิกในครอบครัวที่ยังมีชีวิตจะขุดศพญาติๆ ที่เสียชีวิตไปแล้วขึ้นมาแต่งตัวเสียใหม่และทำความสะอาดหลุมฝังศพ

“บางครั้งเรายังได้พูดคุยกับพวกเขาขอให้พวกเขาอวยพรให้เรามีสุขภาพที่ดีความเจริญรุ่งเรืองและสุขภาพแข็งแรง” รอนนี่ ปาซังซึ่งครอบครัวของเขาได้ปฏิบัติตามประเพณีนี้กล่าวกับเอเอฟพี

ปาซังขุดสมาชิกในครอบครัวที่เสียชีวิตไปแล้วหลายคนรวมทั้งคุณยายและคุณน้าของเขาจากนั้นจะนำศพไปตากแดดก่อนที่จะแต่งตัวให้สวยงาท นอกจากนี้ยังมีการจัดงานเลี้ยงและฆ่าหมูเพื่อเลี้ยงในพิธีอีกด้วย

สมัยก่อน ร่างผู้เสียชีวิตจะถูกทำให้เป็นมัมมี่ด้วยกระบวนการหมักดองซึ่งใช้น้ำส้มสายชูเปรี้ยวและใบชา ทุกวันนี้ครอบครัวมักฉีดสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์เข้าไปในศพ

หลังจากผ่านไปหลายเดือนแล้วชาวโทราจันเชื่อว่าวิญญาณของคนตายจะได้รับการปลดปล่อยและจะเป็นอมตะโดยจะจัดพิธีศพที่อลังการนานหลายวันที่เรียกว่าพิธี “รัมบู โซโล”

ทั้งนี้ ชาวโทราจันส่วนใหญ่เป็นคริสเตียน แต่พวกเขายังคงรักษาพิธีกรรมและความเชื่อของลัทธิบุ๙าผีบรรพชนเอาไว้

Photo by Hariandi HAFIZ / AFP

ฮ่องกงไล่จับความเห็นออนไลน์ตั้งข้อหาสมคบต่างชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631840

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 14:07 น.

ฮ่องกงไล่จับความเห็นออนไลน์ตั้งข้อหาสมคบต่างชาติตำรวจฮ่องกงกำลังตามส่องโซเชียลฯ เพื่อหาหลักฐานเล่นงานคนที่แสดงจุดยืนเรียกร้องเอกราชให้ฮ่องกงและสมคบกับต่างชาติ

ตำรวจฮ่องกงกำลังไล่ล่าผู้ที่วิจารณ์รัฐบาลโดยใช้คำพูดและการกระทำของพวกเขาในอดีต โดยเฉพาะคอมเมนต์ที่ทิ้งไว้ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก และตั้งข้อหาด้วยกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ทั้งๆ ที่กฎหมายไม่มีผลย้อนหลังก็ตาม

จากรายละเอียดจากการจับกุมมากกว่า 20 ครั้งจนถึงขณะนี้แสดงให้เห็นว่าการกระทำรวมถึงสุนทรพจน์ทางการเมืองและการโพสต์ออนไลน์ที่เกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายจะถูกนำมาใช้นั้นได้กลายเป็นส่วนสำคัญในการสืบสวน ช่วยให้ตำรวจได้รับหมายค้นดำเนินการบุกและจับกุม

ทนายความคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนความมั่นคงแห่งชาติกล่าวกับสำนักข่าว AFP โดยขอให้ไม่เปิดเผยตัวตนว่าตำรวจได้รับอำนาจให้ใช้การกระทำในอดีตในฐานะ”ข้อมูลเบื้องหลัง” ได้เพื่ออำนวยความสะดวกในการสืบสวนและการพิจารณาคดี

เช่น เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมตำรวจได้ปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ โดยจับกุมคน 10 คน ในจำนวนนี้มีอยู่ 6 คนถูกตั้งข้อหา “สมรู้ร่วมคิดกับกองกำลังต่างชาติ” หนึง่ในนั้นคือ จิมมี่ ไหล เจ้าของหนังสือพิมพ์ Apple Daily ในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่สามคนไปแวะห้องข่าวท้องถิ่นของสำนักข่าว Nikkei หนังสือพิมพ์การเงินของญี่ปุ่นพร้อมคำสั่งศาล

แหล่งข่าวเผยกับ AFP ว่ามีโฆษณาที่เผยแพร่ใน Nikkei เมื่อปีก่อนเรียกร้องให้นานาชาติสนับสนุนการประท้วงเพื่อประชาธิปไตย และยังมีโฆษณาที่คล้ายกันเผยแพร่ในสื่อทั่วโลกและมีการระดมทุนจากคนภายนอกฮ่องกงผ่านการทำคราวด์ฟันดิ้ง (crowd-funding)

โฆษณาของ Nikkei ปรากฎชื่อของ Demosisto ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตยซึ่งนำโดยนักเคลื่อนไหวรุ่นเยาว์ หนึ่งในนั้นคือแอกเนส โจว วัย 23

ต่อมาในเย็นวันนั้นหนึ่งในบุคคลสำคัญของ Demosisto คือ แอกเนส โจวถูกจับกุมพร้อมกับอดีตนักศึกษานักเคลื่อนไหวอีกสองคน

ในเวลานั้นตำรวจฮ่องกงเผยแค่เพียงว่าบริษัทสื่อแห่งหนึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้บัญชีในต่างประเทศเพื่อให้การสนับสนุนทางการเงินสำหรับกลุ่มสมาชิกสามคนที่ล็อบบี้ให้ต่างชาติคว่ำบาตรฮ่องกง

“กลุ่มนี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่หลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้” Li Kwai-Wah ผู้กำกับการอาวุโสของสำนักงานตำรวจกล่าว

ในเวลานี้โพสต์บนโซเชียลมีเดียในอดีตยังกลายเป็นจุดสนใจของตำรวจฮ่องกง

โทนี่ จุง อายุ 19 ปีถูกจับกุมพร้อมกับอีกสามคนเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมเนื่องจากถูกกล่าวหาว่าพยายามสนับสนุนให้ฮ่องกงเป็นเอกราช

เขาเป็นอดีตสมาชิกของ Studentlocalism ซึ่งเป็นกลุ่มสนับสนุนเอกราชฮ่องกง แต่สลายตัวก่อนที่กฎหมายความมั่นคงจะบังคับใช้

ตำรวจกล่าวว่าการจับกุมบุคคลต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากกลุ่มชาวต่างชาติโพสต์บนเฟซบุ๊กร้องให้ฮ่องกงเป็นสาธารณรัฐหลังจากใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติแล้ว แต่จุงปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโพสต์นี้

ในระหว่างการคุมขัง 40 ชั่วโมงเขากล่าวว่าหลักฐานส่วนใหญ่ที่ตำรวจนำเสนอนั้นมาจากความคิดเห็นเก่าๆ ในโซเชียลมีเดีย

“โพสต์ทั้งหมดนั้นเผยแพร่ก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้โดยโพสต์ที่เก่าที่สุดมาจากปี 2016” ชุงกล่าวกับ AFP

โฆษกตำรวจฮ่องกงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสืบสวนที่ดำเนินอยู่ แต่กล่าวว่า “ไม่การใช้กฎหมายย้อนหลัง” ต่อภารกิจที่พวกเขาดำเนินการภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

จนถึงขณะนี้มีเพียงคนเดียวที่ถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมาย คือชายที่ถูกกล่าวหาว่าขับรถมอเตอร์ไซค์ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะที่เขาถือธงเอกราช คนๆ นี้ถูกตั้งข้อหาการก่อการร้ายและข้อหาสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช

โจวไว่หง ที่ปรึกษาเขตเป็นบุคคลที่ 11 ที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายหลังจากที่เขาขึ้นป้ายประท้วงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมหนึ่งในแผ่นป้ายเขียนข้อความว่า “ปลดปล่อยฮ่องกง การปฏิวัติในยุคของเรา” ซึ่งเป็นสโลแกนที่ได้รับความนิยมในช่วงการประม้วง แต่ถูกห้ามในปัจจุบัน

“ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดให้คำตอบ เมื่อผมถามว่าทำไมผมจึงถูกกล่าวหาว่าข้อหาสนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช” เขาบอกกับ AFP หลังจากที่เขาได้รับการประกันตัว

“ยกเว้น (ตำรวจ) คนหนึ่งที่ตะโกนว่าผมควรเตรียมตัวติดคุกสามปีได้เลย”

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP

อินเดียทุ่มงบต่อเรือดำน้ำ 6 ลำ แข่งแสนยานุภาพกับจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 12:08 น.

อินเดียทุ่มงบต่อเรือดำน้ำ 6 ลำ แข่งแสนยานุภาพกับจีนมหาสมุทรอินเดียกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งฮ็อตสป็อตของการเมืองและการทหารโลก เมื่ออินเดียไม่ยอมให้จีนเข้ามาแสดงแสนยานุภาพในพื้นที่นี้แบบง่ายๆ อีกต่อไป

สำนักข่าว India Today รายงานว่าในเดือนตุลาคมอินเดียจะเปิดประมูลโครงการต่อเรือดำน้ำขนาดใหญ่ที่มีมูลค่า 55,000 ล้านรูปี (ราว 23,400 ล้านบาท) เพื่อต่อเรือดำน้ำเครื่องยนต์ดีเซลจำนวน 6 ลำสำหรับกองทัพเรืออินเดียเพื่อลดช่องว่างแสนยานุภาพทางเรือที่เพิ่มขึ้นของจีน แหล่งข่าวของรัฐบาลเปิดเผยเรื่องนี้เมื่อวันอาทิตย์

เรือดำน้ำจะถูกต่อขึ้นในอินเดียโดยบริษัทในประเทศสามารถร่วมมือกับบริษัทต่างชาติที่เป็นยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีการทหาร เพื่อสร้างอุตสาหกรรมด้านทางทหารระดับไฮเอนด์ในประเทศอินเดียและลดการพึ่งพาการนำเข้าอาวุธจากประเทศอื่น

ทั้งนี้ กองทัพเรืออินเดียวางแผนที่จะจัดหาเรือดำน้ำใหม่ 24 ลำรวมถึงเรือดำน้ำจู่โจมพลังงานนิวเคลียร์ 6 ลำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการต่อสู้ใต้น้ำ ปัจจุบันมีเรือดำน้ำธรรมดาพลังงานดีเซล 15 ลำและเรือดำน้ำนิวเคลียร์สองลำ

กองทัพเรืออินเดียมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างแสนยานุภาพเพื่อรับมือกับการปรากฎตัวของกองทัพจีนในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียที่ชัดเจนมากขึ้น

จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินเรือทั่วโลก กองทัพเรือจีนมีเรือดำน้ำมากกว่า 50 ลำและเรือรบประมาณ 350 ลำ จำนวนเรือรบและเรือดำน้ำทั้งหมดของจีนคาดว่าจะเกิน 500 ลำใน 8-10 ปีข้างหน้า

ด้าน The Print รายงานว่า กองเรือภาคตะวันออกของกองทัพเรือยังได้ส่งเรือไปปฏิบัติการเพิ่มเติมในเขตมหาสมุทรอินเดียในและรอบๆ หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์และครอบคลุมช่องแคบมะละกานอกเหนือจากการประจำการตามภารกิจตามปกติ เนื่องจากจีนค่อยๆ เพิ่มกำลังทหารในเขตมหาสมุทรอินเดียตั้งแต่ปี 2008 

นอกจากนี้กองทัพเรือของสหรัฐและจีนยังแข่งกันเพิ่มแสนยานุภาพในมหาสมุทรอินเดียอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐเพิ่งจะส่งเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินทิ้งระเบิดสองลำมายังมหาสมุทรอินเดีย

Photo by – / AFP

สื่อนอกเผย ไทยหาทางเลือกแทนช่องแคบมะละกา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631845

วันที่ 31 ส.ค. 2563 เวลา 10:09 น.

สื่อนอกเผย ไทยหาทางเลือกแทนช่องแคบมะละกาเส้นทางใหม่เป็นทางบายพาสที่จะเชื่อมโยงมหาสมุทรอินเดียแปซิฟิก

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่าประเทศไทยกำลังต้องการสร้างทางบกที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ช่องแคบมะละกาซึ่งเป็นช่องแคบระหว่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซียปัจจุบันเป็นเส้นทางเดินเรือที่สั้นที่สุดที่เชื่อมระหว่างภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกับอินเดียและตะวันออกกลาง ประมาณหนึ่งในสี่ของสินค้าที่มีการซื้อขายของโลกในแต่ละปีจะต้องผ่านเส้นทางนี้

“ช่องแคบมีความแออัดมาก” นายศักดิ์สยาม ชิดชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก “การใช้เส้นทางอื่นผ่านประเทศไทยจะช่วยลดเวลาในการขนส่งสินค้าได้มากกว่าสองวันซึ่งมีค่ามากสำหรับธุรกิจ”

ตามที่นายศักดิ์สยามเปิดเผย ประเทศไทยมีแผนที่จะสร้างท่าเรือน้ำลึกสองแห่งบนชายฝั่งทางใต้ของประเทศและเชื่อมโยงผ่านทางหลวงและทางรถไฟ โดย “สะพานบก” ระยะทาง 100 กิโลเมตรจะมาแทนที่ข้อเสนให้ขุดคลองผ่านคอคอดกระ ซึ่งจะทำให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมมากเกินไปเขากล่าว

แนวคิดเรื่องคลองที่จะลัดเลาะไปตามจุดที่แคบที่สุดของประเทศและลดระยะการเดินทาง 1,200 กิโลเมตรโดยไม่ต้องผ่านช้่องแคบมะละกา ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือและยกเลิกไปหลายครั้งในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา

นายศักดิ์สยามเผยว่ารัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณ 75 ล้านบาทสำหรับการศึกษาแนวงทางการก่อสร้างท่าเรือ 2 แห่งและอีก 90 ล้านบาทเพื่อศึกษาแนวทางการสร้างทางหลวงและทางรถไฟที่เชื่อมระหว่างกัน

photo by REUTERS/Tim Wimborne

จับตาชายแดนไทย หลังพบเวียดนามพยายามแอบเข้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

https://www.posttoday.com/world/631820

วันที่ 30 ส.ค. 2563 เวลา 19:46 น.

จับตาชายแดนไทย หลังพบเวียดนามพยายามแอบเข้าสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในอาเซียนรอบๆ ไทยน่าวิตกเกือบทุกประเทศ ไทยต้องควบคุมพรมแดนอย่างไม่ละสายตา

เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังคงพบการระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกแล้วระลอกเล่า ไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องกวดขัยนการตรวตราพรมแดนเป็นพิเศษ เพราะประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านพยายามที่จะหลบหนีเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกลับมาหาโอกาสทำงานในไทย

หนึ่งในนั้นคือชาวเวียดนามที่เขามาเสี่ยงโชคทำงานในไทยมากมายก่อนหน้าการระบาด และก่อนหน้านี้เวียดนามสามารถควบคุมการระบาดได้ดี แต่หลังจากที่เวียดนามพบการระบาดระลอกใหม่ทำให้มีความเสี่ยงอย่างมากต่อไทยที่จะปล่อยให้คนเหล่านี้กลับเข้ามา

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม สำนักข่าว vnexpress รายงานว่า เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายแดนในภาคกลางของเวียดนามตรวจพบกลุ่มชาวเวียดนาม 13 คนที่พยายามข้ามพรมแดนเข้าไปในลาวและจากลาวจะลักลอบเข้าไทยต่อไป

คนเหล่านี้เผยว่ากล่าวว่าพวกเขาได้จ่ายเงินไป 17 ล้านด่อง (ประมาณ 22,830 ต่อคน ) ต่อคนเพื่อลักลอบเข้าไปในลาว โดยแวะมาเตรียมการเข้าลาวที่เมืองลาวบาวที่ชายแดนเวียดนามกับประเทศลาว เมื่อเข้าลาวได้แล้ว คนกลุ่มนี้จะเข้ามายังไทยต่อไป เพราะนายหน้าสัญญาว่าเมื่อเข้าไทยได้แล้วจะมีงานทำ แต่หลังจากที่คนเหล่านี้ถูกจับกุมได้ นายหน้าคนดังกล่าวก็หลบหนีไป

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนลาวได้ปิดพรมแดนทั้งหมดกับเวียดนามเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด -19 และล่าสุดเวียดนามยังพบการระบาดอีกระลอก

แม้ว่าในเวลานี้จะเริ่มควบคุมได้แล้ว แต่การที่คนเวียดนามพยายามหลบหนีเข้าลาวและเดข้ามายังไทย อาจส่งผลให้ลาเกิดการระบาดใหญ่และเกิดการระบาดระลอกใหม่ในไทยก็เป็นไปได้

Trinh Quoc Dung/VNA via REUTERS

“เมียนมา”ยังพบผู้ป่วยโควิดเพิ่มขึ้น หลังกลับมาระบาดอีกครั้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631847

วันที่ 30 ส.ค. 2563 เวลา 19:43 น.

"เมียนมา"ยังพบผู้ป่วยโควิดเพิ่มขึ้น หลังกลับมาระบาดอีกครั้ง“เมียนมา”ยังเอาไม่อยู่! พบป่วยโควิดเพิ่มอีก 16 ราย หลังกลับมาแพร่ระบาดรอบใหม่ ขณะที่ยอดผู้ป่วยสะสมเพิ่มเป็น 749 ราย

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 63 กระทรวงสาธารณสุขและกีฬาของเมียนมา รายงานสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น 16 ราย แยกเป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 10 ราย และติดมาจากต่างประเทศ 6 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 749 ราย

รายงานข่าวระบุว่า เมียนมาพบผู้ติดเชื้อในประเทศรายใหม่อีกครั้งเมื่อวันที่ 16 ส.ค. ที่ผ่านมา นับตั้งแต่พบผู้ติดเชื้อในประเทศครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 16 ก.ค. หลังจากที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกเมื่อวันที่ 23 มี.ค. และจนถึงขณะนี้เมียนมามีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 แล้ว 6 ราย ส่วนจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนหายดีแล้วอยู่ที่ 351 ราย

ยุโรปทะเลเดือด ตุรกีซ้อมรบอาวุธจริง ขู่กรีซ-นาโต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631809

วันที่ 30 ส.ค. 2563 เวลา 16:51 น.ยุโรปทะเลเดือด ตุรกีซ้อมรบอาวุธจริง ขู่กรีซ-นาโตอียูเตือนตุรกีอาจเจอมาตรการคว่ำบาตรโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจจากท่าทีก้าวร้าวในครั้งนี้

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาตุรกีประกาศการฝึกซ้อมทางทหารครั้งใหม่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างตุรกีกับกรีฐ นาโต และสหภาพยุโรป โดยที่กรีซกล่าวหาว่าเครื่องบินไอพ่นของตุรกีรุกล้ำเข้ามาในน่านน้ำของตน

การเผชิญหน้าครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งยาวนานระหว่างกรีซกับตุรกีในเรื่องสิทธิทางทะเลและแหล่งก๊าซ ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากันอีกและได้เริ่มการฝึกซ้อมทางทะเลเพื่อแสดงแสนยานุภาพ

ในการซ้อมรบครั้งล่าสุดนั้น ตุรกีระบในข้อความบนเครือข่าย NAVTEX ซึ่งระบบเดินเรือทางทะเลระหว่างประเทศว่าจะดำเนินการ “ซ้อมรบด้วยปืน” ตั้งแต่ที่ 29 สิงหาคมถึงวันที่ 11 กันยายนในเขตนอกเมืองอานามูร์ทางตอนใต้ของตุรกีประชิดทางตอนเหนือของเกาะไซปรัส

ด้วยหน่วยงานป้องกันประเทศของกรีซ HNDS กล่าวว่าเครื่องบินรบของตุรกีได้เข้าสู่เขตข้อมูลการบินเอเธนส์ (FIR) เมื่อวันศุกร์ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบการจราจรทางอากาศของทางการกรีซ

การล่วงล้ำเข้ามาเกิดขึ้นในขณะที่เครื่องบินขับไล่ F-16 ของกรีก 4 ลำกำลังคุ้มกันเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ “Allied Sky” ซึ่งเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐ 6 ลำกำลังทำการบินอยู่เหนือน่านฟ้าชาตินาโต้ 30 ชาติในยุโรปและอเมริกาเหนือในช่วงวันเดียวกันนั้นเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพันธมิตร

HNDS กล่าวว่าการบุกรุกทางอากาศของตุรกีเป็นท่าที “ยั่วยุและต่อต้านพันธมิตร” และเครื่องบินรบก็ไล่ล่าเครื่องบินของตุรกีออกไป

วิกฤตดังกล่าวทำให้สมาชิกของพันธมิตรนาโตแตกแยกและในการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีเรเจป ไตยิป แอร์โดอันของตุรกีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เยนส์ สตอลเทนแบร์ก เลขาธิการนาโตได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “เจรจาและการลดระดับการเผชิญหน้า”

นอกจากเรื่องน่านน้ำแล้ว กรีซและตุรกียังมีเรื่องบาดหมางประเด็นสำคัญๆ รวมถึงผู้อพยพจากตะวันออกกลางและโบสถ์คริสเตียนยุคไบแซนไทน์ในนครอิสตันบูลที่ถูกตุรกีเปลี่ยนเป็นมัสยิด ซึ่งกระทบต่อจิตใจชาวคริสต์ออร์ทอดอกซ์ในกรีซ และความตึงเครียดเหนือเกาะไซปรัส

แต่การค้นพบแหล่งสำรองไฮโดรคาร์บอนในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกทำให้ความสัมพันธ์ตึงเครียดขึ้นโดยตุรกีปฏิเสธการเรียกร้องจากสหภาพยุโรปและเอเธนส์ให้ยุติการสำรวจพลังงานในน่านน้ำพิพาททันที

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม เรือวิจัยตุรกี Oruc Reis เข้าสู่น่านน้ำกรีซพร้อมกับเรือรบตุรกี ทำให้ความตึงเครียดในปัจจุบันพุ่งสูงขึ้น

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมของตุรกีกล่าวว่าหนึ่งวันก่อน เครื่องบินขับไล่ของตรุกีสกัดกั้นเครื่องบินกรีซ 6 ลำซึ่งกำลังเข้าใกล้เขตที่เรือวิจัยของตุรกีกำลังปฏิบัติงาน

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาสหภาพยุโรปเตือนตุรกีว่าอาจเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่รวมถึงมาตรการทางเศรษฐกิจที่เข้มงวด เว้นแต่จะมีความคืบหน้าในการลดความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้น

แต่ตุรกีตอบรับคำเตือนอย่างโกรธเกรี้ยว รองประธานาธิบดีฟูอัต ออกเทย์ แห่งตุรกีกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า “ความจริงที่ว่าสหภาพยุโรปพยายามการเจรจาในด้านหนึ่ง และในขณะเดียวกันการวางแผนทำการอื่นๆ ก็สะท้อนให้เห็นถึงการขาดความจริงใจ … ตุรกีจะไม่ลังเลที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตน”

ยิงกันแล้ว ฝ่ายหนุนทรัมป์ปะทะฝ่ายต่อต้านเหยียดผิว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631824

วันที่ 30 ส.ค. 2563 เวลา 14:55 น.ยิงกันแล้ว ฝ่ายหนุนทรัมป์ปะทะฝ่ายต่อต้านเหยียดผิวการประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวเผชิญหน้ากับกลุ่มสนับสนุนทรัมป์ที่เคลื่อนพลผ่านมาเข้าในเมืองพอร์ตแลนด์

เกิดเหตุชายคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน เนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จำนวนมากเดินทางด้วยคาราวานรถผ่านตัวเมืองพอร์ตแลนด์ซึ่งมีการประท้วงต่อต้านรัฐาลและการเหยียดผิวทุกคืนติดต่อกันสามเดือนแล้ว

การชุมนุมของกลุ่มสนับสนุนทรัมป์ประกอบไปด้วยคาราวานรถบรรทุกหลายร้อยคันที่เต็มไปด้วยผู้สนับสนุนบนรถเดินทางเข้ามาในเมืองพอร์ตแลนด์ จนกระทั่งผู้สนับสนุนทรัมป์และผู้ต่อต้านทรัมป์ปะทะกันบนท้องถนน โดยมีคนยิงปืนเพนท์บอลจากท้ายของรถกระบะและผู้ประท้วงบนถนนขว้างสิ่งของกลับมาที่พวกเขา

มีผู้ถ่ายคลิปวิดีโอที่อ้างว่าจับภาพการยิงชายเคราะห์ร้ายไว้ได้และถ่ายจากอีกฟากหนึ่งของถนน แสดงให้เห็นกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ที่ถนนด้านนอกอาคารที่น่าจะโรงจอดรถ จากนั้นเสียงปืนดังสนั่นและชายคนหนึ่งล้มลงบนถนน

ชายที่ถูกยิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา และพบว่าเขาสวมหมวกที่มีตรา Patriot Prayer ซึ่งเป็นกลุ่มขวาจัดในพอร์ตแลนด์ที่ปะทะกับผู้ประท้วงต่อต้านทรัมป์ในอดีต

สำนักงานตำรวจพอร์ตแลนด์กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ทราบรายงานการยิงปืนก่อน 21.00 น. (ประมาณ 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) และพบเหยื่อถูกกระสุนปืนเข้าที่หน้าอก แลหลังจากนั้นเหยื่อเสียชีวิตแล้ว แต่ไม่ได้รับว่าใครเป็นผู้ยิง

การปะทะกันครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ปั่นป่วนอย่างมากในสหรัฐ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อตำรวจในเมืองเคโนชา รัฐวิสคอนซินยิงชายผิวดำที่ชื่อ เจค็อบ เบลค หลายครั้งจนเขาเป็นอัมพาตและทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและความโหดร้ายของตำรวจอย่างรุนแรงในเมืองดังกล่าว และล่าสุดคือการยิงกันของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่พอร์ตแลนด์ 

ระหว่างเหตุการณ์ความไม่สงบหลังการยิงเบลคในเมืองเคโนชา ยังเกิดเหตุซ้ำขึ้นมาอีกเมื่อชายหนุ่มผิวขาวชื่อ ไคล์ ริทเทนเฮาส์วัย 17 ปีใช้ปืนยิงผู้ประท้วงสองคนถึงแก่ชีวิต

Photo – Nathan Howard/AFP