ดูเตร์เตไฟเขียวศุลกากรยิงทิ้งนักลอบขนยาเสพติด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632073

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 15:25 น.

ดูเตร์เตไฟเขียวศุลกากรยิงทิ้งนักลอบขนยาเสพติดกว่า 4 ปีที่ผู้นำฟิลิปปินส์สั่งปราบยาเสพติด มีผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดถูกวิสามัญไปแล้วกว่า 5,700 ราย

ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ เผยหลังประชุมคณะรัฐมนตรีว่า เพิ่งออกคำสั่งอนุมัติให้ เรย์ ลีโอนาร์โด เกอร์เรโร อธิบดีกรมศุลกากร วิสามัญฆาตกรรมผู้ลักลอบขายาเสพติดเข้าประเทศได้ทันที และก่อนหน้านี้ยังอนุมัติให้กรมศุลกากรซื้ออาวุธเพิ่มตามคำขอของอธิบดีด้วย

คำกล่าวนี้ถือเป็นหนึ่งในการประกาศศึกที่ชัดเจนไปยังผู้ค้ายาเสพติดนับตั้งแต่ดูเตร์เตประกาศสงครามกับยาเสพติดแบบหนักหน่วงเมื่อ 4 ปีก่อน

จนถึงขณะนี้มีผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดถูกวิสามัญฆาตกรรมไปแล้วกว่า 5,700 คน ทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและรัฐบาลตะวันตกวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลดูเตร์เตอย่างหนัก รวมทั้งมีการเรียกร้องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศสอบสวนการวิสามัญฆาตกรรมในสงครามยาเสพติดของฟิลิปปินส์

ขณะที่ดูเตร์เตปฏิเสธข้อกล่าวหาวิสามัญฆาตกรรมมาตลอด โดยระบุว่าผู้ต้องหาที่ถูกวิสามัญฆาตกรรมส่วนใหญ่ต่อสู้หรือคุกคามชีวิตของเจ้าหน้าที่

สหรัฐกังวล จีนเร่งสะสมหัวรบนิวเคลียร์ใกล้เป็นคลังแสงที่สมบูรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632038

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 12:15 น.

สหรัฐกังวล จีนเร่งสะสมหัวรบนิวเคลียร์ใกล้เป็นคลังแสงที่สมบูรณ์กลาโหมสหรัฐคาดจีนจะมีหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น 2 เท่าในอีก 10 ปีข้างหน้า

รายงานประจำปีเกี่ยวกับกองทัพจีนของกระทรวงกลาโหมสหรัฐระบุว่า ปัจจุบันจีนมีหัวรบนิวเคลียร์ในระดับต่ำๆ ราว 200 หัว นับเป็นครั้งแรกที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐเปิดเผยตัวเลขดังกล่าว โดยเพนตากอนคาดว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจีนจะมีหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น 2 เท่า

ขณะที่สมาพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกาคาดว่ามีราว 320 หัว

หากจีนสะสมหัวรบนิวเคลียร์ได้ถึงระดับที่เพนตากอนคาดไว้จะทำให้กองทัพจีนขบับเข้าใกล้กับการมีคลังแสงนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์ (nuclear triad) หรือสามเหล่านิวเคลียร์ คือขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถยิงได้จากภาคพื้นดิน (ICBM) เครื่องบินทิ้งระเบิดที่โจมตีทางอากาศ (strategic bomber) และขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ (SLBM)

แชด สบราเกีย รองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยว่า ก่อนหน้านี้จีนมีแค่ 2 ใน 3 ของสามเหล่านิวเคลียร์ แต่กำลังพัฒนาขีปนาวุธบรรจุหัวรบนิวเคียร์ที่ยิงจากอากาศ โดยมีรายงานว่าเมื่อเดือน ต.ค. 2019 จีนเปิดตัวเครื่องบินทิ้งระเบิด H-6N ซึ่งเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ลำแรก

สหรัฐระบุว่า การคาดการณ์การเพิ่มขึ้นของหัวรบนิวเคลียร์ในคลังแสงของจีนอยู่บนปัจจัยหลายอย่าง อาทิ จีนมีวัสดุมากพอที่จะเพิ่มการสะสมอาวุธนิวเคลียร์เป็น 2 เท่าอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องผลิตวัสดุฟิสไซล์ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มเติม

การเปิดเผยนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐทวีความตึงเครียด และสหรัฐยังต้องการให้จีนเข้าร่วมสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐกับรัสเซีย (New START) ทว่าจีนปฏิเสธ โดยอ้างว่าสหรัฐมีอาวุธนิวเคลียร์มากกว่าจีนถึง 20 เท่า

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำนักข่าว Global Times ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนรายงานว่า จีนจำเป็นต้องเพิ่มหัวรบนิวเคลียร์ให้ได้ 1,000 หัวให้เร็วที่สุด

ความจริงที่ทำให้สีจิ้นผิงต้องปิดบังเอาไว้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632012

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 09:59 น.

ความจริงที่ทำให้สีจิ้นผิงต้องปิดบังเอาไว้การชี้ให้เห็นว่าสังคมจีนเหลื่อมล้ำพอๆ กับสหรัฐจะบั่นทอนราศีของสีจิ้นผิงในฐานะผู้นำ ทำให้ประชาชนกังขาในตัวเขา

โตมาส์ พิคเกตตี้ (Thomas Piketty) นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสมีหนังสือเล่มหนึ่งที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลก คือ “ทุนในศตวรรษที่ 20” (Capital in the Twenty-First Century) ซึ่งขายดิบขายดีในจีน อาจเป็นเพราะมันวิพากษ์ความไม่เท่าเทียมกันของสังคมทุนนิยม

แม้แต่สีจิ้นผิงก็ยังชมเชยหนังสือเล่มนี้ อาจเป็นเพราะหนังสือเล่มนี้ตีแผ่ภาวะจนกระจุกรวยกระจายในโลกตะวันตก และสีจิ้นผิงใช้หนังสือของพิคเกตตี้เพื่อย้ำว่าจีนมาถูกทางแล้วในการสร้างความมั่งคั่งและลดความเหลื่อมล้ำ

ในระยะหลัง (โดยเฉพาะล่าสุดคือเดือนสิงหาคมปีนี้) พรรคคอมมิวนิสต์จีนย้ำถึงความสำคัญของแนวคิดมาร์กซิสต์มากจนผิดสังเกต ทั้งๆ ที่ผ่านมาจีนแทบจะเป็นทุนนิยมเต็มตัวอยู่แล้ว ส่วนแนวคิดมาร์กซิสต์เป็นแค่คำสอนที่ยกขึ้นหิ้งเอาไว้งั้นๆ

แนวคิดมาร์กซิสต์วิพากษ์การกอบโกยของระบอบทุนนิยมโดยกดขี่ชนชั้นแรงงาน แนวคิดนี้จึงลงรอยกับทุนนิยมไม่ได้ เพียงแต่ก่อนที่จะไปถึงสังคมที่ทุกคนครอบครองทุนและกำไรโดยเท่าเทียมกัน (สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์) จะต้องมีวิวัฒนาการบนรากฐานของทุนนิยมเสียก่อน จากนั้นค่อยๆ วิวัฒนาการเป็นสังคมที่เหลื่อมล้ำน้อยลงเรื่อยๆ

ดังนั้นพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เคยเป็นมาร์กซิสต์สุดโต่ง พยายามล้มล้างชนชั้นและนายทุน สุดท้ายแล้วไม่อาจฝืนธรรมชาติได้ จึงต้อง “แก้” เพื่อประนีประนอมกับสังคมโลกที่ยังอยู่ในระดับขั้นของทุนนิยม โดยเริ่มตั้งแต่สมัยเติ้งเสี่ยวผิง หลังจากนั้นมาจีนจึงใช้ระบอบ “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน”

สีจิ้นผิงก็สืบทอดแนวคิดนี้เหมือนผู้นำจีนยุคหลังเติ้งเสี่ยวผิงทุกคน เพียงแต่สีจิ้นผิงมีลักษณะรวบอำนาจและเป็นผู้ชี้นำทางความคิดมากกว่าผู้นำจีนที่ผ่านๆ มา เขาพยายามที่จะยกระดับตนเองให้เหมือนเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิงที่เป็นทั้งผู้นำและเจ้าทฤษฎีเศรษฐกิจสังคม

สีจิ้นผิงจึงผลักดันแนวคิดของตนเองที่อิงกับ “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน” และยังจะเผยแพร่แนวคิดแบบมาร์กซิสม์เพิ่มเติมโดยบอกว่า “ให้ยึดหลักมาร์กซิสม์เเอาไว้” และ “มาร์กซิสม์คืออาวุธที่จะนำชัยชนะแห่งอนาคตมาสู้จีน” และ “ในที่สุดทุนนิยมจะพินาศและสังคมนิยมจะมีชัย”

แต่หนังสือของโตมาส์ พิคเกตตี้เล่มล่าสุดอาจทำให้สีจิ้นผิงต้องคิ้วขมวด เพราะตีแผ่ความไม่เท่าเทียมกันของจีนที่รุนแรงขึ้น จากที่เคยเท่าๆ กับยุโรป (ซึ่งพยายามเกลี่ยความมั่งคั่งให้เท่ากันด้วยแนวคิดสังคมนิยม) ล่าสุด จีนเริ่มที่จะมีคนรวยกระจุกจนกระจายแบบสหรัฐแล้ว

หมายความว่าตอนนี้จีนกำลังจะกลายเป็นสังคมที่มีคนรวยนิดเดียว คนจนและคนชั้นกลางมากมายมหาศาลเหมือนสหรัฐซึ่งเป็นทุนนิยมตัวพ่อ และหมายความว่า “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน” ที่สีจิ้นผิงพยายามโปรโมตกำลังจะล้มเหลว หรืออย่างน้อยกำลังจะกลายพันธุ์เป็นแบบสหรัฐ ประเทศที่จีนเคยยิ้มเยาะในหนังสือเล่มก่อนของพิคเกตตี้

ความล้มเหลวของสังคมนิยมแบบจีน (หรือแบบสีจิ้นผิง) ไม่ใช่เรื่องน่ายิ้มเยาะ เพราะมันมีหลักการที่น่าชื่นชม เป็นการเกลี่ยความมั่งคั่งให้เท่าเทียมกันการทำสงครามกับความความยากจน นี่คือเป้าหมายที่ทุกประเทศควรมี แต่มันเกิดความผิดพลาดบางอย่างที่ทำให้ “ความฝันจีน” ของสีจิ้นผิงต้องสะดุด

หนังสือเล่มล่าศุดของพิคเกตตี้ คือ Capitalism and Ideology (ทุนนิยมและอุดมการณ์) อุทิศบทที่ 12 ให้กับสังคมคอมมิวนิสต์และอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ โดยชี้ว่าตอนนี้จีนกำลังเริ่มจะมีสภาพเหมือนรัสเซียซึ่งเป็นอดีตประเทศคอมมิวนิสต์ ซึ่งครอบงำโดยพวกธนาธิปไตย หรือคนรวยที่กุมความมั่งคั่งส่วนใหญ่เอาไว้

ตอนนี้จีนมีคน “โคตรรวย” แบบรัสเซีย และพิคเกตตี้บอกว่า “เมื่อถึงปลายทศวรรษที่ 2010 จีนแทบจะไม่ต่างจากสหรัฐเลยในแง่ของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม และเห็นได้ชัดว่าเป็นสังคมเหลื่อมล้ำกว่ายุโรป ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความเท่าเทียมกันมากที่สุดเมื่อเทียบกับสามภูมิภาคนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 80”

ข้อความแบบนี้ทำให้รัฐบาลจีนรับไม่ได้ และขอให้ทางสำนักพิมพ์เซนเซอร์ออกไปก่อนที่จะวางจำหน่ายในจีน ซึ่งเป็นเรื่องที่พิคเกตตี้ยอมรับไม่ได้ เขาประกาศว่าจะไม่ยอมให้จีนเซนเซอร์เด็ดขาดและบอกว่า “ในหนังสือ Capitalism and Ideology ผมเสนอแง่มุมที่วิพากษ์แต่สร้างสรรค์เรื่องความเหลื่อมล้ำและความหน้าไหว้หลังหลอกของรัฐบาลต่างๆ ทั้งในจีน แต่ยังรวมถึงสหรัฐ ยุโรป อินเดีย บราซิล ตะวันออกกลาง … น่าเสียใจที่ “สังคมนิยมที่มีเอกลักษณ์แบบจีน” ของสีจิ้นผิง หดตัวเองให้หนีจากการวิวาทะอย่างเปิดเผย”

ถ้าวิเคราะห์กันด้วยความเป็นธรรม งานของพิคเกตตี้เป็นหนังสือแบบมาร์กซิสม์อย่างอ่อนๆ ซึ่งน่าจะเข้ากันดีกับแนวคิดของสีจิ้นผิง และหนังสือเล่มก่อนของเขายังได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากสีจิ้นผิง แต่เมื่อพิคเกตตี้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาในจีน สีจิ้นผิงกลับปฏิเสธที่จะรับฟัง

นี่เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ เพราะสังคมจีนในเวลานี้มีขันติธรรมต่อความเห็นต่างทางการเมืองไม่มากนัก ซึ่งหมายความว่าความคิดใดๆ ที่ท้าทายแนวคิดของสีจิ้นผิง (หรือแม้แต่แนวคิดเดียวกันแต่ชี้ถึงจุดอ่อน) ก็อาจจะอยู่ในจีนไม่ได้ แม้แต่ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเองก็ไม่ใช้เรื่องง่ายที่จะวิพากษ์สีจิ้นผิง

เราอาจวิเคราะห์ว่าถึงแม้พิคเกตตี้จะมีเจตนาดี แต่การชี้ให้เห็นว่าสังคมจีนเหลื่อมล้ำพอๆ กับสหรัฐจะบั่นทอนราศีของสีจิ้นผิงในฐานะผู้นำ ทำให้ประชาชนกังขาในตัวเขา และบั่นทอนการนำของพรรคคอมมิวนิสต์ ยิ่งในเวลานี้มีกระแสข่าวเรื่องความไม่พอใจรัฐบาลจีนเรื่องการรับมือกับการระบาด

แต่ไม่ใช่ว่าสีจิ้นผิงจะไม่ฟังพิคเกตตี้ สีจิ้นผิงมีเหตุผลร้อยแปดพันประการที่จะต้องฟังเขา เพราะพิคเกตตี้บอกเรื่องจริง บอกด้วยแนวคิดที่ไม่ต่างจากรัฐบาลจีนและยังช่วยชี้ทางสว่างให้ด้วยหลักการที่ไม่ลำเอียง เพียงแต่สีจิ้นผิงไม่อาจปล่อยให้คนจีนทั่วไปรู้เรื่องนี้

อย่างที่ หวงคุนหมิง หัวหน้าฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนบอกว่า การที่จีนยึดหลักมาร์กซิสต์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยป้องกันความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนอย่างที่เกิดขึ้นกับโซเวียตและยุโรปตะวันออก นั่นคือการโค่นล้มของรัฐบาลคอมมิวนิสต์และการเกิดสังคมรวยกระจุกจนกระจาย

AFP PHOTO / Greg Baker

โควิดทั่วโลกยังพุ่ง ยอดติดเชื้อใกล้แตะ 26 ล้านราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632025

วันที่ 02 ก.ย. 2563 เวลา 06:46 น.

โควิดทั่วโลกยังพุ่ง ยอดติดเชื้อใกล้แตะ 26 ล้านรายยอดติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกยังทะลัก วันเดียวพุ่ง 2.55 แสนราย แตะ 25.8 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 8.6 แสนราย

เว็บไชต์ Worldometers รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประจำวันที่ 1 ก.ย. 63 (เวลา 06.30 น. ตามเวลาประเทศไทย) จำนวน 215 ประเทศทั่วโลก พบมีผู้ป่วยติดเชื้อ 25,887,108ราย เพิ่มขึ้น 255,021 รายเสียชีวิต 860,233 ราย เพิ่มขึ้น5,809ราย รักษาหาย 18,169,675ราย

โดย ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากสุด 10 อันดับแรก ได้แก่

1. ประเทศสหรัฐอเมริกา มีผู้ติดเชื้อ 6,255,575 ราย เพิ่มขึ้น 39,983 ราย เสียชีวิต 188,861 ราย เพิ่มขึ้น1,125 ราย รักษาหาย 3,483,888ราย

2. ประเทศบราซิล มีผู้ติดเชื้อ 3,952,790 ราย เพิ่มขึ้น 41,889 ราย เสียชีวิต 122,681ราย เพิ่มขึ้น 1,166 ราย รักษาหาย 3,159,096 ราย

3. ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อ3,766,108 ราย เพิ่มขึ้น78,169ราย เสียชีวิต 66,460 ราย เพิ่มขึ้น1,025ราย รักษาหาย 2,898,087ราย

4.ประเทศรัสเซีย มีผู้ติดเชื้อ 1,000,048 ราย เพิ่มขึ้น4,729 ราย เสียชีวิต 17,299 ราย เพิ่มขึ้น 123 ราย รักษาหาย 815,705 ราย

5. ประเทศเปรู มีผู้ติดเชื้อ 657,129 รายเพิ่มขึ้น 5,092 ราย เสียชีวิต 29,068 ราย เพิ่มขึ้น 124 ราย รักษาหาย 471,599 ราย

6.ประเทศ แอฟริกาใต้ มีผู้ติดเชื้อ 628,259 ราย เพิ่มขึ้น 1,218 ราย เสียชีวิต 14,263ราย เพิ่มขึ้น114ราย รักษาหาย 549,993 ราย

7. ประเทศโคลอมเบีย มีผู้ติดเชื้อ624,069ราย เพิ่มขึ้น8,901 ราย เสียชีวิต 20,052ราย เพิ่มขึ้น389ราย รักษาหาย 469,557ราย

8. ประเทศเม็กซิโก มีผู้ติดเชื้อ 599,560 ราย เพิ่มขึ้น3,719 ราย เสียชีวิต 64,414ราย เพิ่มขึ้น 256 ราย รักษาหาย 416,738 ราย

9.ประเทศสเปน มีผู้ติดเชื้อ 470,973 เพิ่มขึ้น 8,115 ราย เสียชีวิต 29,152ราย เพิ่มขึ้น58 ราย

10. ประเทศอาร์เจนติน่า มีผู้ติดเชื้อ 428,239 ราย เพิ่มขึ้น 10,504 ราย เสียชีวิต 8,919 ราย เพิ่มขึ้น 259 ราย รักษาหาย 308,376ราย

ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 121 มีผู้ติดเชื้อ 3,417 ราย เพิ่มขึ้น 5 ราย เสียชีวิตคงที่ 58 ราย รักษาหาย 3,274 ราย

จีน-ออสเตรเลียเดินหน้าเปิดศึกแลกกันหมัดต่อหมัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/632011

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 20:23 น.

จีน-ออสเตรเลียเดินหน้าเปิดศึกแลกกันหมัดต่อหมัดนับตั้งแต่ออสเตรเลียเข้าร่วมกับสหรัฐเรียกร้องให้ตรวจสอบต้นกำเนิดของเชื้อโคโรนาไวรัสในจีน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนก็แย่ลงต่อเนื่องจนลามมาถึงการเปิดศึกการค้า

นับตั้งแต่ออสเตรเลียเข้าร่วมกับสหรัฐเรียกร้องให้ตรวจสอบต้นกำเนิดของเชื้อโคโรนาไวรัสในจีน ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนก็แย่ลงต่อเนื่อง

1.กระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียเผยวันนี้ตามเวลาประเทศไทยว่า ได้รับแจ้งจากทางการจีนเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ว่าจีนจับกุมตัว เฉิงเหลย ผู้สื่อข่าวสัญชาติออสเตรเลียจาก CGTN สื่อภาษาอังกฤษในเครือของ CCTV ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีน หลังจากเธอปรากฏตัวครั้งสุดท้ายที่ร้านอาหารอเมริกันแห่งหนึ่งในกรุงปักกิ่งเมื่อวันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา  

2.ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดผู้สื่อข่าวรายนี้จึงถูกจับตัว เนื่องจากทั้งทางการจีนและ CGTN ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด แต่สำนักข่าว ABC ของออสเตรเลียรายงานว่า เฉิงเหลยถูกกักบริเวณในสถานที่ที่จัดเตรียมไว้แห่งหนึ่ง ซึ่งตามกฎหมายจีนแล้วทางการสามารถกักตัวบุคคลไว้โดยไม่ตั้งข้อกล่าวหาได้ไม่เกิน 6 เดือน 

3.การจับตัวผู้สื่อข่าวออสเตรเลียครั้งนี้ทำให้สื่อออสเตรเลียพากันตั้งข้อสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเปรียบเทียบกับการจับกุมตัว ไมเคิล โคฟริก และไมเคิล สเปเวอร์ นักการทูตและนักธุรกิจชาวแคนาดาเมื่อปี 2018 หลังจากรัฐบาลแคนาดาจับกุมตัว เมิ่งหว่านโจว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเว่ย ตามคำขอของสหรัฐ 

4.วันนี้ (1 ก.ย.) กรมศุลกากรของจีนประกาศยกเลิกการนำเข้าข้าวบาร์เลย์จากบริษัท CBH Grain PTY ของออสเตรเลีย โดยให้เหตุผลว่าพบศัตรูพืชกักกันในข้าวบาร์เลย์ที่ส่งมาจากบริษัทดังกล่าวหลายครั้ง และยังเพิกถอนใบอนุญาตส่งข่าวบาร์เลย์เข้าจีนของบริษัท CBH Grain PTY ด้วย

5.ในวันเดียวกันนี้ ทางการจีนยังสั่งสอบสวนการนำเข้าไวน์จากออสเตรเลียเป็นครั้งที่ 2 เพื่อตรวจสอบว่าทางการออสเตรเลียให้การช่วยเหลือด้านการเงิน (subsidise) บริษัทไวน์เพื่อให้ได้เปรียบคู่แข่งในจีนหรือไม่

6.สองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ทางการจีนสั่งตรวจสอบไวน์จากออสเตรเลียว่ามีการทุ่มตลาด (dumping) เพื่อให้ราคาต่ำกว่าไวน์ท้องถิ่นของจีนหรือไม่เช่นกัน 

7.ทางการออสเตรเลียประกาศจะตรวจสอบอิทธิพลของจีนที่เข้ามาแทรกแซงมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการล้วงข้อมูลของมหาวิทยาลัย อาทิ งานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญา การข่มขู่นักศึกษาที่วิจารณ์จีน  

8.นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังพบว่านักวิทยาศาสตร์ระดับแถวหน้าของประเทศหลายคนถูกจีนดึงตัวเข้าโครงการ Thousand Talents ที่ดึงหัวกะทิจากทั่วโลกกลับไปพัฒนาประเทศจีนด้วยการเสนอสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดย FBI ของสหรัฐวิจารณ์ว่าโครงการนี้เป็นการจารกรรมทางเศรษฐกิจและเป็นภัยต่อความมั่นคงประเทศ 

9.ก่อนหน้าที่ออสเตรเลียจะประกาศตรวจสอบมหาวิทยาลัย ทางการได้ออกกฎหมายใหม่ให้อำนาจรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศยกเลิกสัญญาที่รัฐบาลท้องถิ่น สภาท้องถิ่น หรือมหาวิทยาลัยของรัฐทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศ หากสัญญาดังกล่าวกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือขัดกับนโยบายต่างประเทศของออสเตรเลีย 

10.หลายฝ่ายมองว่ากฎหมายนี้มีเป้าหมายที่จีน แต่นายกรัฐมนตรี สกอตต์ มอร์ริสัน เผยว่า กฎหมายนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สูงสุดของออสเตรเลียเท่านั้น ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่จีน

ผู้กำกับดังฟันธงทรัมป์คว้าชัยศึกเลือกตั้งอีกสมัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631993

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 17:37 น.

ผู้กำกับดังฟันธงทรัมป์คว้าชัยศึกเลือกตั้งอีกสมัยผู้กำกับดังเตือนฝ่ายหนุนทรัมป์ในรัฐสวิงสเตตกำลังมาแรงมาก พรรคเดโมแครตเสี่ยงแพ้อีกรอบซ้ำรอยการพ่ายแพ้ของฮิลลารี คลินตัน เมื่อปี 2016

ไมเคิล มัวร์ ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชื่อดังชาวอเมริกันและนักเคลื่อนไหวด้านการเมืองผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ออกโรงเตือนผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตว่า พรรคอาจแพ้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย.นี้ ด้วยความผิดพลาดเดียวกับที่ทำให้ ฮิลลารี คลินตัน แพ้การเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว หลังจากผลโพลล์ชี้ว่าคะแนนนิยมของทรัมป์ในรัฐสวิงสเตต หรือรัฐที่มีคะแนนเสียงแกว่งไปแกว่งมาหรือสูสีกันอยู่ในช่วงขาขึ้น

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 มัวร์ เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่กี่คนที่ทำนายว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะมีชัยเหนือ ฮิลลารี คลินตัน เพราะนโยบาย America First หรืออเมริกาต้องมาก่อนของทรัมป์โดนใจชาวอเมริกันในรัฐสวิงสเตต ซึ่งเป็นฐานการผลิตรถยนต์และอุตสาหกรรมหนักของสหรัฐ

และในโพสต์ในเฟซบุ๊คของมัวร์เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าตัวยังเผยอีกว่ามีแนวโน้มว่าทรัมป์จะได้เป็นผู้นำสหรัฐเป็นสมัยที่ 2

ผู้กำกับวัย 66 ปีระบุว่า “ขอโทษที่ต้องนำตัวเลขมาให้ดูกันอีกครั้ง แต่โพลล์ของ CNN ที่สอบถามชาวอเมริกันที่ลงทะเบียนเลือกตั้งเมื่อเดือน ส.ค.ในรัฐสวิงสเตต บอกว่าไบเดนกับทรัมป์มีคะแนนสูสีกัน ในรัฐมินิโซตามีคะแนน 47-47 ในรัฐมิชิแกนซึ่งไบเดนเคยมีคำแนนทิ้งห่าง ทรัมป์ก็ไล่มาจนเหลือคะแนนตามหลังเพียง 4 จุดเท่านั้น”

มัวร์ถามต่อว่า “คุณพร้อมสำหรับชัยชนะของทรัมป์หรือยัง? คุณเตรียมใจที่จะถูกทรัมป์ชิงไหวชิงพริบอีกครั้งหรือยัง? คุณแน่ใจหรือไม่ว่าทรัมป์จะไม่มีทางชนะ? คุณพอใจกับความเชื่อมั่นที่มีให้ต่อที่ประชุมใหญ่พรรคเดโมแครตในการจัดการเรื่องนี้หรือไม่?”

มัวร์ย้ำว่าพรรคเดโมแครตกำลังมั่นใจในเรื่องผิดๆ และดูเหมือนว่าเดโมแครตกำลังเดินทางซ้ำรอยความผิดพลาดในการหาเสียงของ ฮิลลารี คลินตัน “ไบเดนเพิ่งประกาศว่าจะลงพื้นที่หลายแห่ง แต่ไม่มีรัฐมิชิแกน ฟังดูคุ้นๆ ไหม”

เมื่อปี 2016 ฮิลลารีถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าไม่ได้ให้เวลาและความสำคัญกับรัฐสวิงสเตตอย่าง มิชิแกน วิสคอนซิน และเพนซิลเวเนียอย่างเพียงพอ ส่งผลให้รัฐเหล่านี้ซึ่งเคยเลือกพรรคเดโมแครตในสมัยอดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา เปลี่ยนใจมาเทคะแนนให้ทรัมป์จนทำให้เดโมแครตแพ้การเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ผู้กำกับดังยังเชิญชวนให้ชาวอเมริกันออกไปเลือกตั้งว่า “อย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเดโมแครตในการกำจัดทรัมป์ คุณต้องกำจัดทรัมป์ เราต้องตื่นขึ้นมาทุกวันในอีก 67 วันข้างหน้า และต้องแน่ใจว่าพวกเราแต่ละคนชวนให้คนอื่นอีก 100 คนออกไปเลือกตั้ง ลงมือทำตอนนี้เลย!”

คนดังเกาหลีฆ่าตัวตายหลังพลาดโพสต์คลิปโป๊ลงไอจี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631978

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 15:29 น.

คนดังเกาหลีฆ่าตัวตายหลังพลาดโพสต์คลิปโป๊ลงไอจีความผิดพลาดนี้ทำให้ซีอีโอรู้สึกผิดถึงกับพยายามปลิดชีวิตตัวเอง

สำนักข่าว Korea Times รายงานว่า โจจุนกิ ซีอีโอ Travelholic เอเจนซี่แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้ติดตามกว่า 1.2 ล้านคน พยายามฆ่าตัวตาย หลังพลาดโพสต์คลิปหวิวลงอินสตาแกรมบริษัทจนถูกวิจารณ์หนัก

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (29ส.ค.) ทางบริษัทได้โพสต์คลิปเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในฟาร์มในเมืองพย็องชัง จังหวัดคังวอนของเกาหลีใต้ลงในอินสตาแกรมของบริษัท travelholic_insta ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1.2 ล้านคน แต่ด้วยความผิดพลาดจึงมีคลิปวาบหวิวคลิปหนึ่งติดไปด้วย จนสร้างความไม่พอใจให้ผู้ติดตาม จึงมีการเรียกร้องให้บริษัทแสดงความรับผิดชอบ

หลังทราบเรื่องทางบริษัทได้ลบคลิปดังกล่าวทันทีพร้อมกับโพสต์ข้อความขอโทษ แต่บรรดาผู้ติดตามยังต้องการให้ Travelholic อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ชัดเจน ต่อมาโจจุนกิจึงโพสต์ชี้แจงรอบสองว่า เป็นคนโพสต์คลิปหวิวเองหลังดาวน์โหลดจากทวิตเตอร์ และจะรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งซีอีโอ

วันต่อมา สถานีตำรวจในกรุงโซลเผยว่ากำลังสอบสวนกรณีดังกล่าว

ล่าวุดวันนี้ (1 ก.ย.) ราว 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 08.30 น.ตามเวลาไทย โจจุนกิโพสต์ข้อความในอินสตาแกรมว่า “ผมไม่อยากเป็นภาระของใครอีกแล้ว เพราะฉะนั้นผมจะไปในที่ที่ผมควรอยู่ ผมรู้สึกเสียใจอย่างมากกับทุกคน ทั้งเพื่อนร่วมงานที่ต้องถูกวิจารณ์จากเรื่องที่ผมทำ เพื่อนๆ และครอบครัวที่ผมรัก”

“ผมทราบซึ้งกับการสนับสนุนและกำลังใจที่ทุกคนมีให้ผมในฐานะคนในครอบครัว ซีอีโอ เพื่อน และคนรัก มันน่าเศร้ามากที่ต้องจากไปโดยไม่ได้เจอพวกเขา” โจจุนกิโพสต์

อีกราวครึ่งชั่วโมงต่อมา ตำรวจพบโจจุนกิหมดสติอยู่ในบ้านพักในกรุงโซลก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาล โดยสันนิษฐานว่าเขาพยายามฆ่าตัวตาย

ทั้งนี้ Travelholic เปิดตัวในเฟซบุ๊คตั้งแต่ปี 2014 และสร้างฐานผู้ติดตามได้จำนวนมากจากการโพสต์ภาพสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจ รวมทั้งให้ข้อมูลที่น่าสนใจ จนขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในเอเจนซี่การตลาดด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

สหรัฐประกาศหนุนไต้หวันต้านจีนคุกคาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631965

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 13:31 น.

สหรัฐประกาศหนุนไต้หวันต้านจีนคุกคามการเปลี่ยนท่าทีครั้งสำคัญของสหรัฐ เมื่อประกาศการริเริ่มความสัมพันธ์แนวใหม่กับไต้หวันช่วยต้านแรงกดดันจากจีน

รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่ากำลังจัดให้มีการเจรจาเศรษฐกิจทวิภาคีครั้งใหม่กับไต้หวัน ซึ่งถือเป็นความริเริ่มใหม่ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับไต้หวันและสนับสนุนไต้หวันที่กำลังวเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากจีน

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐยังเปิดเผยข้อมูลด้านลับความมั่นคงในยุคประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน 6 รายการที่เกี่ยวข้องกับการรับประกันความมั่นคงกับไต้หวัน ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าการเปิดเผยเอกสารลับแสดงถึงเจตนาของรัฐาลสหรัฐที่ตั้งใจที่จะแสดงการสนับสนุนไต้หวันอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐเคยรับรองไต้หวันหรือสาธารณรัฐจีนว่าเป็นประเทศจีนที่ชอบธรรม แต่าเปลี่ยนท่าทีมายอมรับจีนแผ่นดินใหญ่หรือสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศจีนที่ชอบธรรมตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน แต่ในยุคของเรแกนสหรัฐพยายามถ่วงดุลด้วยการแอบสนับสนนุนไต้หวันอย่างลับๆ

การประกาศจุดยืนดังกล่าวของสหรัฐเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จีนกดดันไต้หวันมากขึ้นพร้อมๆ กับที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนตกต่ำลงในระดับที่เลวร้ายลงในรอบหลายสิบปี ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤศจิกายนชูแนวทางที่แข็งกร้าวต่อจีนเป็นนโยบายหลักด้านต่างประเทศ

เดวิด สติลเวลล์ นักการทูตระดับสูงของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกกล่าวกับฟอรัมออนไลน์ที่จัดโดย Conservative Heritage Foundation ว่าการเคลื่อนไหวล่าสุดของสหรัฐไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “การปรับเปลี่ยนที่สำคัญ” ต่อ “นโยบายจีนเดียว” ที่สหรัฐใช้มานาน ซึ่งยอมรับว่ามีเพียงจีนที่ชอบธรรมเพียงจีนเดียวคือสาธารณรัฐประชาชนจีน

รัฐบาลสหรัฐรู้สึกว่าถูกบังคับให้เปลี่ยนท่าทีเนื่องจาก “ภัยคุกคามจากจีนที่เพิ่มขึ้นต่อสันติภาพและเสถียรภาพ” ในภูมิภาค และความพยายามของจีนที่จะโดดเดี่ยวไต้หวันทางการทูตและยังคุกคามทางทหาร

“เราจะยังคงช่วยไต้หวันต่อต้านการกดดัน การคุกคาม และโดดเดี่ยวไต้หวันของพรรคคอมมิวนิสต์จีน” สติลเวลล์กล่าว

เช่นเดียวกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก สหรัฐมีความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับจีน แต่ไม่ใช่กับไต้หวัน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐมีข้อผูกพันตามกฎหมายที่จะช่วยไต้หวันป้องกันตัวเองและเป็นผู้จัดหาอาวุธหลัก

ข้อตกลงนี้อยู่ในเอกสารข้อตกลงลับที่ทำขึ้นในปี 1982 ที่ระบุว่าสหรัฐจะไม่กำหนดวันยุติการขายอาวุธให้ไต้หวันหรือตกลงที่จะปรึกษาหารือล่วงหน้ากับจีนเกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวัน หรือแก้ไขกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน ซึ่งเป็นการย้ำท่าทีสนับสนุนนไต้หวันของสหรัฐทั้งๆ ที่ยอมรับจีนแผ่นดินใหญ่เป็นจีนเดียว

Photo by Hsieh Chia-chang / POOL / AFP

เฟซบุ๊คขู่บล็อคผู้ใช้ตอบโต้รัฐบาลออสซี่เก็บเงินค่าข่าว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631945

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 11:30 น.

เฟซบุ๊คขู่บล็อคผู้ใช้ตอบโต้รัฐบาลออสซี่เก็บเงินค่าข่าวเฟซบุ๊คเตรียมบล็อคไม่ให้ผู้ใช้และบรรดาสื่อมวลชนในออสเตรเลียแชร์ข่าว ตอบโต้ทางการออสเตรเลียที่จะออกกฎหมายบังคับให้สื่อสังคมออนไลน์จ่ายเงินค่าข่าวของสำนักข่าวที่เฟซบุ๊คนำไปแสดงบนแพลตฟอร์ม

การเคลื่อนไหวของเฟซบุ๊คทำให้การต่อสู้ในเรื่องต่อต้านการผูกขาดตลาดระหว่างเฟซบุ๊คกับรัฐบาลออสเตรเลียทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลออสเตรเลียต้องการให้บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่างเฟซบุ๊คและกูเกิลจ่ายเงินชดเชยให้กับสำนักข่าวที่นำข่าวไปแชร์บนแพลตฟอร์มของบริษัท

เฟซบุ๊คระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างรออนุมัติจากสภาออสเตรเลียไม่เป็นธรรมและเปิดช่องให้สำนักข่าวเก็บเงินค่าข่าวเท่าใดก็ได้ตามที่ต้องการ และหากร่างกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ เฟซบุ๊คจะใช้มาตรการที่ไม่เคยใช้มาก่อน บล็อคไม่ให้ชาวออสเตรเลียแชร์ข่าวบนเฟซบุ๊คและอินสตาแกรม

ด้านรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า กำลังพยายามสร้างความสมดุลระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กับอุตสาหกรรมสื่อท้องถิ่นที่กำลังสูญเสียรายได้จากการโฆษณาให้กับบริษัทเทคโนโลยี อาทิ บริษัท News Corp ของ รูเพิร์ต เมอร์ด็อค ต้องประกาศลดพนักงานและปิดหรือยุติการพิมพ์หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในออสเตรเลียกว่า 100 แห่งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

ร่างกฎหมายใหม่ของออสเตรเลียเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลหลายประเทศในการออกกฎกำกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ด้วยความกังวลว่าเฟซบุ๊คและกูเกิลต่างได้รับรายได้จากค่าโฆษณาจำนวนมหาศาล ซึ่งเม็ดเงินเหล่านี้จะช่วยค้ำจุนให้สื่อมวลชนอยู่รอด

ปิดทะเลล้อมจีน ตาข่ายดักเรือดำน้ำพญามังกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631928

วันที่ 01 ก.ย. 2563 เวลา 09:27 น.

ปิดทะเลล้อมจีน ตาข่ายดักเรือดำน้ำพญามังกรเรือดำน้ำจีนจะถูกล้อมไม่ให้ออกมาจากฐานที่มั่นได้ง่ายๆ เมื่อสหรัฐและพันธมิตรกำลังวาง “ตาข่าย” ดักเอาไว้ทั่วภูมิภาค

ในยุคสงครามเย็น สหรัฐสร้างระบบโซนาร์ที่เรียกว่า SOSUS เพื่อติดตามเรือดำน้ำของสหภาพโซเวียตโดยจับความเคลื่อนไหวที่มหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก ทุกครั้งที่เรือดำน้ำของโซเวียตแล่นผ่านแนวโซนาร์ สหรัฐก็จะทราบทุกครั้งและส่งเรือตามแกะรอยได้

หลังจากสิ้นสุดสงครามเย็นด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต สหรัฐแทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ “หูฟังใต้น้ำ” อีกต่อไป แต่หลังจากผ่านมา 30 ปี สหรัฐต้องปัดฝุ่นเอาระบบนี้กำลังมาใช้อีกครั้ง เพราะเกิดผู้ท้าทายอิทธิพลรายใหม่ขึ้นมานั่นคือจีน ซึ่งมีแสนยานุภาพทางทะเล (โดยเฉพาะเรือดำน้ำ) ที่แข็งแกร่งขึ้นทุกวัน

ระบบนี้ชื่อใหม่คือ SURTASS และ DRAPES อันที่จริงมีมาตั้งแต่ยุคสงครามเย็น (ครั้งก่อน) 

SURTASS เป็นกองเรือพลเรือนขนาดเล็กที่บรรทุกเซนเซอร์แบบลากจูงจับคลื่นเสียงที่มีความละเอียดอ่อนสามารถตรวจจับเรือดำน้ำจากระยะไกลได้

แต่ไม่ใช่ว่าจีนไม่รู้เรื่องนี้ เพราะในปี 2009 เรือ USNS Impeccable ของสหรัฐซึ่งเป็นเรือปฏิบัติการ SURTASS ถูกกองเรือรักษาน่านน้ำของจีนข่มขู่ขณะบุกเข้าไปปฏิบัติการในบริเวณใกล้เคียงกับฐานทัพเรือดำน้ำทะเลจีนใต้บนเกาะไหหลำ จะเห็นได้ว่าสหรัฐหมายหัวจีนเอาไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2000 แล้ว

ข้อดีของเรือระบบ SURTASS คือเข้าใกล้เป้าหมายได้มาก (แต่บางครั้งมากจนถูกไล่ออกมาเช่นเมื่อปี 2009) ส่วนข้อเสียคือมันต้องปฏิบัติงานในจุดเดียว ต่างจาก DRAPES ที่เป็นเหมือนหมุดปักไว้เป็นระยะสามารถล้อมจีนเอาไว้ได้ ในระยะห่างๆ

จีนเคลื่อนทัพเรือดำน้ำออกจากเขตอิทธิพลของตนเมื่อใด ก็จะถูก DRAPES ของสหรัฐดักเอาไว้และสหรัฐจะรู้ความเคลื่อนไหวจนตามแกะรอยได้

ย้อนกลับไปที่ข้อสังเกตเรื่องที่ว่าสหรัฐหมายหัวจีนเอาไว้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 2000 แล้วหลังจากกรณีส่งเรือสอดแนมเข้าไปใกล้ๆ ฐานทัพเรือดำน้ำจีน เดสมอน บอลล์ (Desmond Ball) ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของออสเตรเลียและ ริชาร์ด แทนเทอร์ (Richard Tanter) ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ในเอเชียแปซิฟิกกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือของพวกเขาที่ชื่อ Tools of Owatatsumi

พวกเขาตั้งข้อสังเกตว่าหลังจากสิ้นสุดสงครามเย็น สหรัฐมีภัยคุกคามเรื่องเรือดำน้ำต่ำมาก จนกระทั่งในช่วงต้นทศวรรษ 2000 กองกำลังเรือดำน้ำของจีนเพิ่มขึ้นและกิจกรรมเรือดำน้ำของจีนเริ่มจะเป็นแบบเชิงรุกมากขึ้น กองทัพเรือสหรัฐตัดสินใจว่าจำเป็นต้องใช้ระบบโซนาร์ที่ทันสมัยขึ้น ออกแบบมาเพื่อตรวจสอบการเคลื่อนที่ของเรือดำน้ำจีนระหว่างทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้และในมหาสมุทรแปซิฟิก

จดหมายข่าวข่าวกรองของไต้หวันเรียกระบบนี้ว่า “แนวป้องกันเบ็ดตกปลาใต้น้ำ” (Fish Hook Undersea Defense Line)

หากลากเส้นตามแผนที่จะเป็นเหมือนแนวกำแพงใต้น้ำลากยาวจากญี่ปุ่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ จากฟิลิปปินส์ลากมาที่รัฐซาบาห์ของมาเลเซียบนเกาะบอร์เนียว จากนั้นไปเริ่มต้นใหม่ที่ปลายเกาะบอร์เนียวทางใต้ หรือจ. กาลิมันตันของอินโดนีเซียปิดทะเลชวาที่เกาะชวา ปิดช่องแคบซุนดา และไปโผล่อีกทีที่ปลายแหลมอาเจะห์บนเกาะสุมาตรา แล้วโยงไปถึงเกาะอันดามันและนิโคบาร์ของอินเดีย

เราจะเห็นว่า “เบ็ดตกปลาจีน” กินพื้นที่ทางทะเลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด ตั้งใจจะล้อมจีนเอาไว้ในทะเลจีนใต้

ราวกับจะบอกจีนว่าถ้าจีนอยากจะได้ทะเลจีนใต้นัก จีนก็จงเอาไปเถอะ แต่ไม่มีวันออกจากเขตนี้โดยที่สหรัฐไม่ระแคะระคายไม่ได้

รายงานของสื่อจีนทำให้ทราบว่าสหรัฐน่าจะวางแนวกั้นจีนตั้งแต่ปี 2013 ที่ตอนเหนือและตอนใต้สุดของไต้หวันและลากยาวปิดช่องแคบปาซื่อระหว่างไต้หวันกับเกาะลูซอนของฟิลิปปินส์

แต่หลังจากนั้นดูเหมือนว่าข้อมูลเกี่ยวกับโครงการล้อมจีนจะเงียบหายไป จากกาารค้นหาข้อมูลออนไลน์พบข้อมูลไปสุดแค่ปี 2016 ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐอาจเริ่มใช้ระบบนี้แล้ว ดังนั้นจึงต้องเก็บข้อมูลเป็นความลับ จึงไม่มีรายละเอียดเล็ดรอดออกมานับแต่นั้น

เช่นเดียวกับระบบ SOSUS ที่สหรัฐใช้กับโซเวียตในช่วงสงครามเย็น ไม่มีใครทราบว่ามันมีอยู่จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามเย็นจึงได้ทราบว่าสหรัฐใช้ “แห” ดักเรือดำน้ำของโซเวียตด้วยวิธีนี้

ในเอกสารของรัฐบาลสหรัฐลงปี 2017 ระบุว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโครงการนี้ แต่ในปี 2017 เว็บไซต์ข่าวด้านการทหารของอินโดนีเซียระบุว่ากองทัพอินโดนีเซียอาจจะตั้งแนวกั้นไว้ตามช่องแคบต่างๆ (ตามที่ระบุไว้ข้างต้น) เพื่อดักเรือดำน้ำที่เข้ามา เพราะมีเรือดำน้ำอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำสงครามต่อต้านเรือดำน้ำได้

จากข้อมูลในเวลานั้นดูเหมือนว่าอินโดนีเซียจะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีโซนาร์ของตนเอง แต่มันเข้าล็อคกับแผนการล้อมคอกจีนของสหรัฐพอดี เราไม่ยังไม่พบข้อมูลว่าปัจจุบันอินโดนีเซียเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายของสหรัฐหรือไม่

หลังจากนั้นเรื่องก็เงียบหายไป

แต่เมื่อเร็วๆ นี้มีข้อมูลจากอินเดียว่ารัฐบาลอินเดียกำลังจะร่วมมือกับสหรัฐและญี่ปุ่นเพื่อสร้างข่ายตรวจเรือดำน้ำจีนโดยลากจากปลายสุดของเกาะสุมาตราไปถึงอินทิราพอยต์บนเกาะนิโคบาร์ อันเป็นส่วนใต้สุดของอินเดีย

อินเดียจะขอความช่วยเหลือจากญี่ปุ่นให้ช่วยวางระบบเซนเซอร์ใต้น้ำในบริเวณนี้ และคาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย “เบ็ดตกปลาจีน” หากทำสำเร็จก็เกือบจะปิดทางเรือดำน้ำจีนเอาไว้ได้

ที่บอกว่า “เกือบจะ” ก็เพราะยังมีช่องโหว่ที่เชื่อมไม่ได้ระหว่างตอนเหนือของหมู่เกาะอันดามันกับเขตอิรวดีของเมียนมา เป็นช่องโหว่ที่ใหญ่มากและยากที่จะปิดด้วยระบบเบ็ดตกปลา เพราะเมียนมาคงไม่ยอมร่วมวงด้วยง่ายๆ

เมียนมาพยายามถ่วงดุลระหว่างอินเดียกับจีน ทั้ง 2 ประเทศมีพรมแดนติดกับเมียนมาและมีเอี่ยวกับความขัดแย้งของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาโดยตรง เมียนมายังต้องถ่วงดุลกับมือที่สามและมือที่สี่อย่างญี่ปุ่นและสหรัฐ ในส่วนของญี่ปุ่นนั้นเมียนมารับเงินกู้มาสร้างท่าเรือสีละวา ที่ย่างกุ้ง แต่ก็ถ่วงกับจีนด้วยการให้จีนมีผลประโยชน์ในท่าเรือเจาะพยู ที่รัฐยะไข่

อินเดียกลัวกันมากว่าวันหนึ่งจีนอาจจะใช้ท่าเรือเจาะพยูในด้านการทหาร แต่ความกลัวนี้มีโอกาสเป็นจริงน้อย เพราะเมียนมาไม่มีทางจะปล่อยให้จีนทำแบบนั้น

อินเดียหวังอย่างมากที่จะใช้ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมมีอิทธิพลในเมียนมาเพื่อที่จะหาทางปิดช่องโหว่ของเครือข่ายเบ็ดตกปลาล้อมจีน และเราก็เห็นความกระตือรือร้นของญี่ปุ่นเช่นกันในเรื่องนี้ในการอัดฉีดเงินช่วยเหลือเมียนมาเหมือนกำลังจะแข่งกับจีน

อินเดีย-ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย เพิ่งจะร่วมซ้อมรบไตรภาคีในมหาสมุทรอินเดียเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นการฟอร์มพันธมิตรเพื่อต้านจีนในมหาสมุทรอินเดียโดยเฉพาะ โดยมีสหรัฐนำเรือบรรทุกเครื่องบินและเครื่องบินทิ้งระเบิดมาประจำการที่ภูมิภาคนี้

หมากล้อมเกมส์นี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

CHINA OUT AFP PHOTO