คนเห็นต่างไม่ใช่คนโง่ เพราะเราต่างก็โง่เรื่องการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631059

วันที่ 19 ส.ค. 2563 เวลา 20:52 น.คนเห็นต่างไม่ใช่คนโง่ เพราะเราต่างก็โง่เรื่องการเมืองสิ่งที่เรียกว่า “อิกนอแร้น” ทางการเมืองคือคุณสมบัติที่พวกเรามีอยู่ด้วยกันทุกคน ไม่ว่าเราจะรู้มากหรือรู้น้อยก็ตาม

1. ก่อนหน้านี้โพสต์ทูเดย์รายงานว่าการทำ Three Finger Salute (วันทยาหัตถ์สามนิ้ว) ของขบวนการ “ปลดแอก” ต่างๆ ในบ้านเราเป็นการเลียนแบบท่าทางจากภาพยนต์/นิยายไตรภาค The Hunger Games

2. ในขณะเดียวกันมีบางกลุ่มบอกว่าการชูสามนิ้วเป็นตัวแทนของ “สามหลักการ” ของการปฏิวัติฝรั่งเศส คือเสรีภาพ ภราดรภาพ และสมภาพ แนวคิดนี้มีการพูดถึงกันมาตั้งแต่ช่วงแรกของขบวนการต่อต้านรัฐประหารปี 2557

3. แต่ในการปฏิวัติฝรั่งเศสไม่มีการชูสามนิ้วแสดงหลักการอะไรทั้งสิ้น มันจึงเป็นประดิษฐกรรมของขบวนการในไทยที่ผสมปนเประหว่างความอยากจะเป็นแบบฝรั่งเศสและการโหนกระแสภาพยนต์เรื่อง The Hunger Games: Mockingjay ที่เข้าฉายช่วงรัฐบาล คสช. พอดี

4. เขาปฏิเสธไม่ได้ว่ามีขบวนการต่อต้าน “รัฐบาลหาร” ที่พ่วงการต่อต้านสถานบันหลักของชาติไปพร้อมๆ กันด้วย อาการต่อต้านนี้สะท้อนออกมาในรูปของการเรียกร้องต่างๆ นานาในนามของการปฏิรูป

5. ผู้ที่มีแนวคิดแบบนี้เห็นว่ามีอุดมการณ์การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็น “ความเสี่ยงอันสูงส่ง” (Beau risque) แต่เพราะมันเป็นความเสี่ยงจึงไม่สามารถแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งได้ เพียงแต่ชูสามนิ้วเหมือนนางเอกในเรื่อง The Hunger Games และยื่นแขนไปข้างหน้าอย่างแข็งขัน

6. ความเสี่ยงอันสูงส่งที่ขบวนการนี้มองเห็น คนภายนอกมองว่าเป็นความเสี่ยงทางการเมืองที่ไม่อาจแตะต้องได้ (Political taboo) อาการแตะต้องไม่ได้นี้ไม่ได้หมายความว่าคนนอกขบวนการไม่รู้อย่างที่พวกเขามักเรียกว่า “อิกนอแร้น” (sic) แต่พวกเขารู้และยอมรับว่ามันคือความสูงส่งอีกแบบที่ไม่ควรจะไปยุ่ง

7. ดังนั้นการที่บอกว่าคนอื่นๆ ที่คิดไม่เหมือนตัวเองเป็น “อิกนอแร้น” (พวกไม่รู้เหนือรู้ใต้ทางการเมือง) จึงเป็นความเข้าใจผิดจนเรียกได้ว่าพวกเขานั่นแหละที่ “อิกนอแร้น” เพราะทำเป็นมองไม่เห็นทางเลือกทางการเมืองของคนอื่น

8. คำว่า “อิกนอแร้น” แปลงมาจากคำว่า Ignorance คำๆ นี้มีความหมายที่ครอบจักรวาล ตั้งแต่ความไม่ตระหนักในเรื่องรอบตัว ไปจนถึงอวิชชาในทางพุทธศาสนาที่บดบังเราจากการหลุดพ้น หรือถ้าจะกล่าวในบริบทของบทความนี้ก็คือ “ความโง่เรื่องอะไรบางอย่าง”

9. มีผู้นิยามความหมายของ “อิกนอแร้น” หลายคนแต่ส่วนใหญ่ลงรอยกันว่าจะต้องเป็นการไม่รู้ในข้อเท็จจริง บางคนนิยมว่าจะเป็นอาการจงใจที่จะทำเมินข้อเท็จจริงด้วย ดังนั้น เราจงสำรวจตัวเองว่าเราได้ละเลยข้อเท็จจริงหรือไม่ ไม่เช่นนั้นเราเองนั่นแหละที่จะเป็นพวกไม่รู้เหนือรู้ใต้ทางการเมือง

10. ปัญหาก็คือเรามักจะสับสนระหว่าง “ข้อเท็จจริงทางการเมือง” และ “ทัศนะทางการเมือง” ความลำเอียงส่วนตัวทำให้เราถูกครอบงำโดยรสนิยมชมชอบของเราเอง (เช่นชอบพรรคนี้ ชอบระบอบนี้) ทำให้เราเหมาว่าคนที่ไม่ชอบเหมือนเราไม่รู้ข้อเท็จจริงทางการเมือง

11. ดังนั้นเราจึงต้องตรวจสอบตัวเองเราเองก่อนว่าสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการเมืองเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ หรือเป็นแค่ทัศนะของบางคน หรือเป็นแค่การคาดเดา หรือที่เลวร้ายที่สุดคือเป็นแค่ข่าวลือและเฟคนิวส์ ไม่เช่นนั้นเราก็ถือเป็นพวกไม่รู้เหนือรู้ใต้ทางการเมืองเหมือนกัน

12. เมื่อเรามั่นใจแล้วว่าความรู้ของเราเป็นข้อเท็จจริง ถึงจะมีความชอบธรรมที่จะไปตรวจสอบความรู้ของคนอื่นว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ เมื่อทุกอย่างสอดคล้องกันแล้ว เราจึงจะสามารถร่วมกันโต้เถียงได้ว่าการเมืองของเราควรเป็นแบบใด

13. แต่นี่เป็นเพียงความฝัน ความจริงคือสังคมโลกเรามีความไม่รู้เรื่องการเมืองสูงมาก Ilya Somin ผู้เขียนหนังสือ Democracy and Political Ignorance ยกตัวอย่างเช่นสหรัฐ จากการสำรวจเมื่อปี 2006 พบว่า มีคนอเมริกันเพียง 42% ที่บอกได้ว่าตัวแทนผู้ใช้อำนาจของประชาชนแบ่งออกเป็นสาขาใดบ้าง

14. ยิ่งในสถานการณ์ของไทยที่มีปัญหาเรื่องการศึกษาความรู้ทางการเมืองจึงน่าจะต่ำ และบรรยากาศยังเต็มไปด้วยการด่าพ่อล่อแม่กัน (Name calling) แทนที่จะถกเถียงกันอย่างผู้มีปัญญา ยิ่งทำให้ไร้วุฒิภาวะทางการเมือง การผลักดันอะไรใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้

15. เท่านั้นยังไม่พอ Ilya Somin บอกว่า ในประเทศไหนๆ และในไทยก็เช่นกัน มีคนกลุ่มหนึ่งที่ศึกษาการเมืองมากเป็นพิเศษ คนพวกนี้เรียกว่า “แฟนการเมือง” (political fans) จะรู้ข้อเท็จจริงทางการเมืองด้วยความสนใจเหมือนพวกแฟนฟุตบอลสนใจสถิติและเรื่องของนักกีฬา

16. แต่แฟนๆ การเมืองมักจะประเมินข้อมูลด้วยความลำเอียงอยู่ดี โดยจะประเมินสิ่งที่สอดคล้องกับความชอบตัวเองสูงเกินไป และประเมินข้อมูลที่ตรงกันข้ามกับตัวเองต่ำเกินไปหรือกระทั่งเมินเฉย หรืออย่างร้ายที่สุดคือตีความข้อมูลเข้าข้างตัวเอง

17. ดังนั้นในแง่หนึ่งพวกคอการเมืองที่เลือกข้างสุดลิ่มทิ่มประตูมีความโง่ทางการเมืองเท่าๆ กับคนทำงานหามรุ่งหามค่ำจนไม่มีเวลาศึกษาเรื่องการเมือง เพราะต่างก็ถูกอะไรบางอย่างบดบังไว้ไม่ให้รู้ความจริง

18. ในสังคมประชาธิปไตยเราจึงผูกขาดตัวเองเป็นผู้รู้และตราหน้าคนอื่นว่าไม่รู้ไม่ได้ หากยังตะบี้ตะบันว่าตัวเองคือผู้สูงส่งกว่าส่วนคนอื่นทำบาปทางการเมือง สังคมประชาธิปไตยจะพังทลายและสังคมเผด็จการทางความคิดจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องเรียกทหารให้ออกมาปฏิวัติ

19. ดังนั้นสังคมประชาธิปไตย “ที่แท้จริง” จะต้องตระหนักในหลักการพหุนิยมคือเคารพความหลากหลายและอดทนต่อความเห็นต่าง ไม่ตราหน้าคนอื่น เพราะการตราหน้าทำให้สังคมและตัวเราด้อยคุณภาพด้านประชาธิปไตย

20. ไม่ว่าคนๆ นั้นจะชอบแบบใดก็ตามเราต้องยอมรับแม้จะต้องกัดฟันยอมรับก็ตาม แล้วค่อยไปวัดกันในคูหาเลือกตั้งว่าใครที่มีพลังมากกว่ากัน แต่เราต้องไม่ลืมว่าผลเลือกตั้งไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางการเมืองที่ตายตัว ผลของมันผันแปรไปตามอารมณ์คนในยุคสมัยต่างๆ

21. อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งในคูหาไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง Ilya Somin บอกว่า “ไม่มีวิธีง่ายๆ ในการแก้ปัญหาเรื่องความไม่รู้ทางการเมือง แต่เราสามารถลดมันลงอย่างมีนัยสำคัญได้โดยการตัดสินใจมากขึ้นโดยการ “ลงคะแนนด้วยเท้าของเรา” และลงคะแนนเสียงผ่านคูหาเลือกตั้งให้น้อยลง”

22. การลงคะแนนด้วยเท้าของเรา (Foot voting) ถือการแสดงออกด้วยการถอนตัวจากกลุ่มหรือกิจกรรมที่เราไม่ชอบหรือเข้าไปร่วมกับกลุ่มหรือกิจกรรมที่เราชอบ เมื่อเราชอบอะไรแล้วเราจะศึกษามันอย่างจริงจังเพื่อให้รู้ว่ามันจะกระทบต่อชีวิตเราอย่างไร ขณะที่การเลือกตั้งในคูหามีแนวโน้มที่จะทำให้เรา “เลือกไปงั้นๆ” และไม่ศึกษาให้ถ่องแท้ ทำให้ได้รัฐธรรมนูญหรือรัฐบาลที่ตัวเองไม่พอใจในภายหลัง

23. ตราบใดที่เราไม่คิดว่ามันกระทบต่อชีวิตเราจริงๆ อย่างไร แนวโน้มที่เราจะเป็นคนโง่ทางการเมืองมีสูงมาก

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน 

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

วิจัยเผยน้ำผึ้งรักษาหวัดหายเร็ว สรรพคุณเจ๋งกว่ายาปฏิชีวนะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631041

วันที่ 19 ส.ค. 2563 เวลา 16:26 น.วิจัยเผยน้ำผึ้งรักษาหวัดหายเร็ว สรรพคุณเจ๋งกว่ายาปฏิชีวนะ แก้ไอแก้หวัดไร้ผลข้างเคียง และที่สำคัญหาง่ายไม่ต้องไปร้านขายยา

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเปิดเผยว่าน้ำผึ้งอาจมีสรรพคุณที่ดีกว่ายาในการรักษาอาการไอ, จมูกอุดตัน และอาการเจ็บคอ นอกจากนี้ยังมีราคาถูกหาได้ง่ายและแทบไม่มีผลข้างเคียง

งานวิจัยนี้เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ BMJ Evidence Based Medicine โดยนักวิทยาศาสตร์แนะนำว่า แพทย์สามารถแนะนำให้ผู้ป่วยใช้น้ำผึ้งเป็นทางเลือกแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ในการรักษาอาการดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะอาการไอรุนแรงและบ่อยครั้ง

ผลการวิจัยยังพบว่า หากใช้น้ำผึ้งรักษาแล้วอาการจะหายเร็วกว่าการรักษาทั่วไปถึง 1 – 2 วัน

อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยได้แนะข้อควรระวังโดยชี้ให้เห็นว่าน้ำผึ้งบางชนิดไม่ได้ผลิตในลักษณะเดียวกันและเป็นสารที่ซับซ้อน

ทั้งนี้ ในปี 2018 สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลและสาธารณสุขของอังกฤษได้เปลี่ยนแปลงคำแนะนำทั่วไปสำหรับแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพ โดยกล่าวว่าควรจัดน้ำผึ้งให้ผู้ป่วยก่อนใช้ยาปฏิชีวนะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไอและหวัดเล็กน้อย

Photo by HAZEM BADER / AFP

เหมือนนรกบนดิน แคลิฟอร์เนียเจอไฟป่า-ร้อนสุดรอบ70ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631024

วันที่ 19 ส.ค. 2563 เวลา 14:21 น.เหมือนนรกบนดิน แคลิฟอร์เนียเจอไฟป่า-ร้อนสุดรอบ70ปีความร้อนรุนแรงสุดในรอบ 70 ปีทำให้การจ่ายไฟฟ้าแคลิฟอร์เนียเป็นอัมพาตและยังต้องพบกับไฟป่าที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์

สัปดาห์นี้และที่ผ่านมารัฐแคลิฟอร์เนียกำลังถูกปกคลุมด้วยคลื่นความร้อนที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้โครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาคกลายเป็นอัมพาตเนื่องจากผลิตไม่พอใช้ความต้องการของผู้คนที่ต้องทนอุณภูมิที่ร้อนจัดแถมยังต้องพบกับไฟป่าที่รุนแรงมากในหลายพื้นที่

ช่วงต้นสัปดาห์นี้ รัฐแคลิฟอร์เนียได้ประกาศภาวะฉุกเฉินของโครงข่ายไฟฟ้า 2 ครั้งและดับไฟฟ้าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วิกฤตการณ์พลังงานในปี 2544 เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบไฟฟ้าทำงานหนักเกินไป โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้เตือนว่าจะมีการขยายพื้นที่การดับไฟมากขึ้นในวันพุธ โดยคาดการณ์อุณภูมิสูงถึง 44 องศาเซลเซียส ในบางพื้นที่ของรัฐ

นับตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาชาวแคลิฟอร์เนียหลายล้านคนใช้ชีวิตอยู่ในความมืดโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ประชาชนต้องเลือกระหว่างการทนร้อนอยู่ที่บ้านหรือไปพักผ่อนหย่อนใจข้างนอกซึ่งมีอัตราการติดเชื้อโควิด-19 สูง เนื่องจากสถานการณ์การระบาดในรัฐนี้ยังรุนแรงมาก

นอกจากคลื่นความร้อนรุนแรงและกระแสไฟฟ้าที่ไม่พอใช้แล้ว ชาวแคลิฟอร์เนียยังเจอกับไฟป่ารุนแรงลุกลามหลายพื้นที่ สาเหตุมาจากฟ้าผ่าแห้งหรือฟ้าผ่าที่ไม่ได้เกิดจากมรสุมบวกกับคลื่นความร้อนสูง ทำให้เกิดไฟป่า 155 ไฟภายในเวลา 24 ชั่วโมงและกำลังเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ 

ภาพชุด – หนึ่งในพื้นที่ไฟป่ารุนแรงคือไฟป่าเฮนเนสซีย์ (Hennessey fire) ที่ยังคงโหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถควบคุมได้ใกล้ทะเลสาบเบอรีสซาในเมืองนาปา รัฐแคลิฟอร์เนียในวันที่ 18 สิงหาคม 2020

ไฟป่าเฮนเนสซีย์เริ่มต้นในช่วงหัวค่ำของวันที่ 17 สิงหาคมในเขตนาปา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกไวน์ทางตอนเหนือของแคลิฟอร์เนีย ไฟขยายตัวถึง 2,700 เอเคอร์ในเวลา 24 ชั่วโมงและควบคุมได้ 0% หรือไม่ได้เลย และตอนนี้ไฟหลายสิบจุดกำลังลุกไหม้จนไม่สามารถควบคุมได้ทั่วแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ (ภาพโดย JOSH EDELSON / AFP)

นักลงทุนเมินตลาดอาเซียน ไร้อนาคตธุรกิจเทคโนโลยี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630964

วันที่ 19 ส.ค. 2563 เวลา 12:22 น.นักลงทุนเมินตลาดอาเซียน ไร้อนาคตธุรกิจเทคโนโลยีตลาดหุ้นอาเซียนยังพึ่งพาธุรกิจเดิมๆ ทำให้ไม่มีโอกาสกอบโกยในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกคึกคักเพราะธุรกิจเทคโนโลยี

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ในขณะที่ตลาดทั่วโลกหันมาสนใจหุ้นเทคโนโลยีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวโดยเร็วหลังจากตลาดซบเซาหนักจากการระบาด แต่นักลงทุนตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แต่มองปรากฎการณ์นี้เท่านั้น

สาเหตุก็เพราะตลาดอาเซียนรวมถึงไทยมีแต่หุ้นเศรษฐกิจเก่า (old-economy stocks) เช่น หุ้นที่อยู่ในภาคการเงินและอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีหุ้นที่จะสร้างโอกาสใหม่ๆ ในอนาคต

ตามข้อมูลที่รวบรวมโดย Bloomberg ดัชนี MSCI Asean ลดลง 19% ในปี 2020 เป็นสัญญาณว่าหุ้นของอาเซียนมีผลการดำเนินงานประจำปีที่แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 2013

“อาเซียนกำลังถูกมองข้ามไปโดยนักลงทุนบางรายเนื่องจากไม่มีบริษัททางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่เมหือนในสหรัฐและจีน” Nirgunan Tiruchelvam หัวหน้าฝ่ายวิจัยส่วนผู้บริโภคของบริษัท Tellimer กล่าว “ ตราบใดที่หุ้นเทคโนโลยียังคงคึกคักต่อไป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงมีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าที่อื่น เนื่องจากไม่มีบริษัทเหล่านั้น”

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอยู่ในระดับแนวหน้าของการปรับตัวขึ้นของตราสารทุนทั่วโลกโดยทะยานขึ้นจากระดับต่ำสุดในเดือนมีนาคม เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัสเร่งการเปลี่ยนแปลงของโลกไปสู่ระบบอัตโนมัติและผู้บริโภคที่ถูกปิดกั้นทำให้เกิดความต้องการบริการดิจิทัลทุกอย่างตั้งแต่วิดีโอเกมไปจนถึงอีคอมเมิร์ซ

แต่อาเซียนกำลังพลาดโอกาสทองไปเนื่องจากภาคเทคโนโลยีและการสื่อสารมีสัดส่วนเพียง 11% ของดัชนีของภูมิภาคนั่นคือ MSCI เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีมากกว่าหนึ่งในสาม และประมาณหนึ่งในสี่ในดัชนี MSCI Asia Pacific

นอกจากนี้ เมื่อไม่นับบริษัทโทรคมนาคมต่างๆ แล้ว อาเซียนจะเหลือบริษัทเทคโนโลยีเหลือเพียงบริษัท เดียวนั่นคือ Venture Corp. ของสิงคโปร์โดยมีสัดส่วนน้อยกว่า 0.8% ในดัชชีหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเงินและอสังหาริมทรัพย์คิดเป็นประมาณ 42% ของดัชนี

เรื่องนี้คือสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นในอาเซียนมีผลงานที่ต่ำมากสวนทางกับการทะยานของหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีดังๆ ระดับโลก

ในอาเซียนมีหุ้นที่ใกล้เคียงกับหุ้นเทคโนโลยีเช่นกันกัน รวมถึง Top Glove Corp. ของมาเลเซียซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 400% และ PLDT Inc. บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของฟิลิปปินส์ซึ่งเพิ่มขึ้น 40% แต่ทั้งสองบริษัทมีสัดส่วนกว่า 2% ในดัชนี MSCI Asean นอกจากนี้ Sea Ltd. บริษัท เกมอีคอมเมิร์ซและการชำระเงินออนไลน์ในสิงคโปร์ซึ่งมีหุ้นจดทะเบียนในนิวยอร์กมากกว่าสามเท่าในปี 2020 ก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของดัชชี

โอกาสที่หุ้นเอชียจะกลับมาคึกคักอีกก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาวัคซีน เมื่อนั้นอาเซียนจะสามารถเปิดประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจดำเนินการตามปกติได้อีกครั้ง

ในตอนนี้ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์และสิงคโปร์กำลังได้รับผลกระทบมากที่สุดโดยดัชนีของทั้งสองประเทศลดลงมากกว่า 20% ในปีนี้

โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ Rachelle Cruz นักวิเคราะห์จาก AP Securities Inc. กล่าวว่าฟิลิปปินส์จะยังคงเป็นประเทศที่ล้าหลังในช่วงที่มีการระบาดใหญ่ เนื่องจากประเทศนี้ไม่มีหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นที่สำคัญๆ ในด้านสาธารณสุข

AFP PHOTO / GREG BAKER

ไม่เว้นระยะแล้ว ชาวจีนนับพันแห่ปาร์ตี้สวนน้ำอู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630987

วันที่ 19 ส.ค. 2563 เวลา 10:23 น.ไม่เว้นระยะแล้ว ชาวจีนนับพันแห่ปาร์ตี้สวนน้ำอู่ฮั่นชาวเมืองอู่ฮั่นใช้ชีวิตเกือบจะปกติแล้ว ไม่สวมหน้ากาก เล่นน้ำแบบแน่นขนัด

นักท่องเที่ยวชาวจีนร่วมพันคนแห่แหนไปเที่ยวสวนน้ำ Wuhan Maya Beach Water Park ในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เมืองอู่ฮั่น เมืองที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นแห่งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา โดยการปาร์ตี้เป็นไปอย่างคึกคักท่ามกลางสถานการณ์ของเมืองอู่ฮั่นที่กลับสู่สภาวะปกติ

โดยสวนน้ำได้กลับมาเปิดอีกครั้งเมื่อเดือนมิถุนายนหลังเปิดเมืองอู่ฮั่น หลังทำการล็อกดาวน์มาได้ 76 วัน และมีการคุมเข้มในมาตรการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัส

ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่าสวนน้ำได้จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากจำนวนที่รองรับปกติ และเสนอที่จะลดค่าเข้าครึ่งราคาสำหรับนักท่องเที่ยวผู้หญิง

Photo by STR / AFP

WHOเรียกร้องโลกต้องป้องกันไม่ให้เกิด “วัคซีนชาตินิยม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631008

วันที่ 19 ส.ค. 2563 เวลา 09:10 น.WHOเรียกร้องโลกต้องป้องกันไม่ให้เกิด "วัคซีนชาตินิยม"องค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้นานาชาติร่วมป้องกันไม่ให้เกิด “วัคซีนชาตินิยม” เพื่อให้การจัดสรรและเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 เป็นไปอย่างยุติธรรม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวระหว่างการแถลงข่าวทางออนไลน์จากนครเจนีวา ว่า โลกจะต้องป้องกันไม่ให้เกิดวัคซีนชาตินิยม เพื่อรับประกันว่าการจัดสรรและการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 จะเป็นไปอย่างยุติธรรม

“เมื่อการพัฒนาวัคซีนสำเร็จ กลุ่มที่ปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์ของ WHO จะให้คำแนะนำเพื่อการใช้วัคซีนอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม”ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก ระบุ

สำหรับการจัดสรรวัคซีนได้รับการเสนอให้ทำเป็นสองเฟส โดยในเฟส 1 จะเป็นการจัดสรรวัคซีนตามสัดส่วนให้กับทุกประเทศที่เข้าร่วมในแผนการพัฒนาวัคซีนของ WHO และจัดสรรให้กับทุกประเทศพร้อมๆ กันเพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม

ขณะที่ในเฟส 2 จะเป็นการพิจารณาจัดสรรวัคซีนให้กับประเทศที่มีความเสี่ยงและเปราะบาง

“สำหรับประเทศส่วนใหญ่แล้ว การจัดสรรวัคซีนในเฟส 1 ซึ่งคิดเป็น 20% ของประชากรนั้น จะครอบคลุมถึงกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกือบทุกกลุ่ม”

เขาย้ำว่า ระบบสาธารณสุขของโลกจะมั่นคงได้และเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้ก็ต่อเมื่อประชาชนทั่วโลกที่มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสมากที่สุดได้รับการป้องกันจากไวรัสไปพร้อมๆ กัน

เป็นคนดังช่างลำบาก(ใจ) Call Out ต้องมาจากใจไม่ใช่บังคับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/631001

วันที่ 18 ส.ค. 2563 เวลา 21:09 น.เป็นคนดังช่างลำบาก(ใจ) Call Out ต้องมาจากใจไม่ใช่บังคับCall Out จะเปลี่ยนสังคมไทยได้หรือไม่ เราเลือกได้

หนึ่งในประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ช่วงที่นักเรียนนักศึกษาพากันออกมาแสดงพลังเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็คือ มีการติดแฮชแท็ก #วันนี้ดาราCallOutหรือยัง เพื่อเรียกร้องให้ดารานักแสดงออกมาประกาศจุดยืนทางการเมือง ซึ่งก็มีคนดังตบเท้าออกมามากมาย โดยเฉพาะกลุ่มนักแสดงรุ่นใหม่

แต่ท้ายที่สุดแล้วแฮชแท็กนี้ก็เกิดประเด็นดราม่า เมื่อมีคนตั้งข้อสังเกตว่านักแสดงหญิงคนหนึ่งอาจจะลบคอมเม้นต์ของแฟนคลับที่ขอให้ออกมาร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย จึงนำมาสู่การแบนสินค้าที่นักแสดงคนดังกล่าวเป็นพรีเซ็นเตอร์ และเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาใหม่ว่าการเรียกร้องให้คนดังออกมา Call Out เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของคนดังหรือไม่ เพราะพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะพูดหรือไม่พูดก็ได้

Call Out คือ การเรียกร้องให้อีกฝ่ายออกมาแสดงความรับผิดชอบกับคำพูดหรือการกระทำ หรือชี้ให้เห็นถึงความผิดของอีกฝ่าย คำนี้มีความหมายค่อนข้างไปในทางลบ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือการประณาม

อีกคำหนึ่งที่มักจะได้ยินคู่กันก็คือ Cancel Culture หมายถึงการแบนหรือการคว่ำบาตรคนดัง ศิลปิน องค์กร หรือใครก็ตามที่แสดงความคิดเห็น หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ที่ทำให้คนทั่วไปหรือแฟนคลับรู้สึกผิดหวังหรือไม่พอใจในตัวคนคนนั้น

ในสหรัฐการ Call Out มักนำไปใช้กับการประณามคนที่มีพฤติกรรมเหยียดผิวหรือคุกคามทางเพศ อย่างกรณีของ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน โปรดิวเซอร์ทรงอิทธิพลของฮอลลีวูด ที่ใช้อิทธิพลของตัวเองบีบบังคับล่วงละเมิดทางเพศนักแสดงและหญิงสาวในวงการบันเทิง จนนำมาสู่การเรียกร้องสิทธิสตรีในแฮชแท็ก #MeToo

แต่ก็มีการใช้ในทางการเมืองบ้างอย่างเมื่อเร็วๆ นี้ที่เกิดการแบนบริษัทอาหารกระป๋อง Goya หลังจากที่ซีอีโอพูดชมประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แต่ก็มีอีกฝ่ายหนึ่งที่ออกมาสนับสนุนด้วยแฮชแท็ก #Buycott ที่แปลได้ว่า ให้ช่วยกันซื้อ

หรือกรณีที่นักร้องชื่อดัง เทย์เลอร์ สวิฟต์ Call Out ว่าทรัมป์พยายามตัดงบประมาณหน่วยงานไปรษณีย์ (USPS) เพื่อโกงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ขณะที่การ Call Out ในประเทศไทยในขณะนี้ถูกนำมาใช้ในทางการเมือง กับคนที่ไม่ทำตามสิ่งที่คนในโซเชียลต้องการให้ทำ คนที่ไม่ได้มีอุดมการทางการเมืองตรงกับที่คนในโซเชียลต้องการให้เป็น

ในทางหนึ่งการ Call Out ก็คือการให้พื้นที่แก่คนที่ไม่เคยมีปากมีเสียงหรือเสียงไม่ดังไม่ได้แสดงความเห็นหรือเรียกร้องสิ่งที่ต้องการ แต่การ Call Out เองก็เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อยู่เหมือนกันว่า ต้องประณามกันแค่ไหน เพราะบางครั้งก็เกินเลยจนกลายเป็นการบุลลี่ จนคนที่ถูก Call Out กลายเป็นเหยื่อไปด้วย

จอน รอนสัน ผู้เขียนหนังสือ So You’ve Been Publicly Shamed พูดถึงการประณามกันบนโลกออนไลน์ว่า เป็นพฤติกรรมที่ปากว่าตาขยิบ บางครั้งก็ทวีความรุนแรงจนเกินเหตุ จากกลุ่มที่แสวงหาความยุติธรรมเพื่อให้สังคมดีงาม กลายเป็นกลุ่มบุลลี่สาธารณะที่สนุกปาก พร้อมจะว่าร้าย หั่นคนที่พิดพลาดไม่ให้เหลือชิ้นดี

เดวิด บรูคส์ เขียนไว้ในบทความเรื่อง The cruelty of call-out culture ของหนังสือพิมพ์ The New York Times ว่า “เมื่อใดก็ตามที่คุณให้อำนาจคนทั่วไปในการทำลายชีวิตใครก็ตามโดยไร้แนวทางปฏิบัติ คุณได้ขยับเข้าใกล้การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว”

บางครั้งการ Call Out ของชาวโซเชียลก็บานปลายร้ายแรงยิ่งกว่าพฤติกรรมของคนที่ตัวเอง Call Out เสียอีก อย่างที่ อเล็กซ์ มิแรนดา นักเรียนมัธยมปลายในสหรัฐบอกว่า “คนเราใส่ความเห็นแง่ลบลงในกระแสคว่ำบาตรทางออนไลน์เพื่อสร้างรถไฟของความเกลียดชังเพื่อโจมตีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การขู่เอาชีวิตเป็นวิธีหนึ่งที่ชาวโซเชียลใช้โจมตีคนที่ถูกแบน…และจากมุมมองนี้ บางครั้งวิธีการที่ชาวโซเชียลใช้ตอบโต้คนที่ถูกแบนกลับเป็นพฤติกรรมที่ร้ายแรงยิ่งกว่าพฤติกรรมของคนที่ถูก Call Out”

แต่ในอีกแง่หนึ่งการ Call Out เป็นการเปิดโอกาสให้คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้มีอิทธิพลหรืออำนาจได้ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียเรียกร้องความยุติธรรม คอนสแตนซ์ เกรดี จากสำนักข่าว Vox กล่าวว่า แต่ไหนแต่ไรมา หากมีผู้หญิงออกมาเปิดเผยว่าผู้ชายที่มีเงินหรือมีชื่อเสียงล่วงละเมิดทางเพศ เรามักไม่ค่อยจัดการอะไรกับผู้ชายพวกนี้ แต่กลับไปกล่าวหาว่าผู้หญิงเหล่านี้โกหก แต่แฮชแท็ก #MeToo ในโลกโซเชียลนำมาสู่การลงโทษ ฮาร์วีย์ ไวน์สตีน ในที่สุด

อีกทั้งการ Call Out ยังเป็นช่องทางการเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคม เช่น แฮชแท็ก แฮชแท็ก #OscarsSoWhite ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 เพื่อเรียกร้องให้งานประกาศรางวัลออสการ์ให้ความสำคัญกับนักแสดงผิวสี กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) และผู้หญิงบ้าง

แฮชแท็กนี้ทำให้ออสการ์กลับไปทบทวนและปรับปรุงเรื่อยมา จนกระทั่งในปีนี้ที่มีการเสนอชื่อนักแสดงที่เป็นกลุ่มคนส่วนน้อยของวงการเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากปี 2016

การ Call Out ในประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้หรือไม่ อยู่ที่เราเลือกว่าทำอย่างไรจึงจะไม่เกินเลยจนกลายเป็นการล่าแม่มด

Photo by Mladen ANTONOV / AFP

ชูสามนิ้วเพื่ออะไร ความนัยจากหนังที่สั่นสะเทือนประเทศไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630992

วันที่ 18 ส.ค. 2563 เวลา 19:05 น. ชูสามนิ้วเพื่ออะไร ความนัยจากหนังที่สั่นสะเทือนประเทศไทยอย่างไรก็ตาม ความนัยจากภาพยนตร์และนิยายในตอนท้ายนั้นยังอาจสะท้อนวังวนของอำนาจได้เช่นกัน

1. การชูสามนิ้วเป็นสัญลักษณ์ของขบวนต่อต้านรัฐบาลในประเทศไทยมานานหลายปีแล้ว และเคยเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อนักเคลื่อนไหวในไทยชูสามนิ้วเพื่อต้านการรัฐประหารในปี 2557 ระหว่างการเข้าฉายของ The Hunger Games: Mockingjay ในไทย หลังจากนั้นมันถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ต่อต้าน “รัฐบาลทหาร” เรื่อยมา จนได้รับความสนใจจากสาธารณชนส่วนใหญ่อีกครั้ง เพราะขนาดของการชุมนุมที่ใหญ่ขึ้นและแตะต้องประเด็นใหญ่มากขึ้น

2. แต่การชูสามนิ้วมาจากไหน หลายคนที่เป็นคอภาพยนตร์เห็นแล้วรู้ในทันทีว่ามันมาจากภาพยนตร์ไตรภาค The Hunger Games (และนิยายไตรภาคชื่อเดียวกัน) เป็นสัญลักษณ์ที่เรียกว่า Three Finger Salute (วันทยาหัตถ์สามนิ้ว)

3. ก่อนอื่นต้องเข้าใจเบื้องหลังคร่าวๆ ของหนัง/นิยายก่อน ฉากหลังคือประเทศที่ชื่อพาเน็ม ซึ่งก่อตั้งขึ้นในทวีปอเมริกาเหนือหลังจากเหตุการณ์ล้างโลก ประเทศนี้แบ่งออกเป็น 13 เขตที่ต้องทำงานเพื่อปรนเปรอให้เมืองหลวง (Capitol)

4. เขตเหล่านี้เคยก่อกบฎขึ้นแต่ถูกปราบได้ทำให้เขตที่ 13 ถูกทำลายจนหมดสิ้น เขตที่เหลืออยู่ถูกลงโทษจากเมืองหลวงให้ต้องจับสลากเพื่อส่งตัวแทนเป็นเด็กหนุ่มสาววัย 12 – 18 ปี มาแข่งเกมส์ชิงไหวชิงพริบที่ชื่อ “เกมล่าชีวิต” หรือ Hunger Games ซึ่งจะตัวแทนจะต้องฆ่ากันเองให้เหลือแค่คนเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิตได้

5. เนื้อเรื่องของหนัง/นิยายวนเวียนอยู่กับตัวเอกและตัวแทนจากเขตที่ 12 ที่ชื่อ “แคตนิส เอฟเวอร์ดีน” เขตที่ 12 มีธรรมเนียมการชูสามนิ้ว หรือ Three Finger Salute เวลาต้องกล่าวขอบคุณหรือแสดงความชื่นชมและเคารพ หรือบอกลาคนที่รัก

6. เมื่อแคตนิส เอฟเวอร์ดีนอาสาที่จะไปเล่นเกมล่าชีวิตแทนที่น้องสาวที่จับสลากได้ เธอขึ้นไปบนเวทีในฐานะตัวแทนเขต เมื่อเจ้าหน้าที่ขอให้ปรบมือ สมาชิกเขต 12 กลับแสดงความชื่นชมด้วยการชูสามนิ้ว และมันยังเป็นการบอกลาเธอกลายๆ ด้วย

7. ใน The Hunger Games แคตนิส เอฟเวอร์ดีน อธิบายไว้ว่า “มันเป็นการแสดงสัญลักษณ์ตั้งแต่สมัยก่อนและไม่ค่อยได้ใช้ในเขตของเรา มีให้เห็นเป็นครั้งคราวในงานศพ หมายความว่าขอบคุณ หมายถึงการชื่นชม หมายถึงการบอกลาคนที่คุณรัก”

8. ในนิยายสัญลักษณ์แทนการอำลายังชัดเจนตอนที่เมื่อ “รูว์” สหายร่วมตายของแคตนิส เอฟเวอร์ดีนถูกฆ่า เธอช่วยล้างแค้นให้รูว์แล้วจัดศพให้สวยงาม จากนั้นชูสามนิ้วเป็นการไว้อาลัย

9. แต่ในภาพยนตร์ฉากนี้ถูกตีความใหม่ เมื่อแคตนิส เอฟเวอร์ดีนชูสามนิ้วไว้อาลัยรูว์ เธอหันหน้าประจันกลับกล้องที่ถ่ายทอดสด เพื่อแสดงความเคารพชาวเขตที่ 11 ซึ่งเป็นเขตของรูว์ หลังจากนั้นชาวเขตที่ 11 ก็ก่อการขัดขืนขึ้นมา

10. ในภาคที่สอง คือ Catching Fire การชูสามนิ้วเปลี่ยนความนัยชัดเจนขึ้นเป็นการแสดงความขัดขืนต่อส่วนกลางมากว่าจะแสดงความเคารพหรืออาลัย เช่น เมื่อตอนที่แคตนิส เอฟเวอร์ดีนกับ “พีต้า” คู่หูที่ชนะเกมส์ในภาคแรกมาได้เดินทางเยือนเขตต่างๆ ในฐานะผู้ชนะ

11. เมื่อทั้งสองคนเดินทางไปเยือนเขตที่ 11 และกล่าวสุนทรพจน์กับเขตต่างๆ เมื่อพูดจบแล้ว ชาวเขตที่ 11 ก็แสดงพลังด้วยการชูสามนิ้ว แต่เจ้าหน้าที่พยายามขัดขวางด้วยจการฆ่าคนที่เริ่มต้นการชูสามนิ้ว

12. ดังนั้นการชูสามนิ้วจึงมีความหมายแรกเริ่มที่การ “หมายความว่าขอบคุณ หมายถึงการชื่นชม หมายถึงการบอกลาคนที่คุณรัก” และมักใช้ในงามศพ สะท้อนถึงความเศร้าและสิ้นหวังของคนเขตที่ 12 ที่ถูกกดขี่จากเมืองหลวง

13. แต่เมื่อเนื้อเรื่องเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ การชูสามนิ้วก็เปลี่ยนจากการแสดงความรักและอำลาเหมือนคนสิ้นหวัง กลายเป็นสัญลักษณ์ของการขัดขืนต่ออำนาจที่กดขี่ ซึ่งหากใช้ตามความหมายนี้ก็สอดคล้องกับเจตนาที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลในไทยนำมาใช้

14. อย่างไรก็ตาม ไตรภาคของ The Hunger Games ไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะที่สวยงามของฝ่ายต่อต้าน มันยังสะท้อนถึงวังวนการใช้อำนาจเพื่อล้างแค้นกันและกัน

15. เมื่อ “เมืองหลวง” ถูกโค่นล้มลง แกนนำการลุกฮือคือประธานาธิบดีคอยน์แห่งเขตที่ 13 คิดจะจัดการแข่งเกมล่าชีวิตครั้งสุดท้ายขึ้นโดยใช้เด็กๆ ของชนชั้นสูงในเมืองหลวง เพื่อแก้แค้นที่พ่อแม่และบรรพบุรุษของคนเหล่านี้เอาชีวิตลูกหลานเขตอื่นๆ มาฆ่ากันเองเพื่อความสนุกสนาน

16. แต่แคตนิส เอฟเวอร์ดีนไม่สามารถทนเห็นเรื่องชั่วร้ายนี้ได้ เธอตระหนักว่าผู้โค่นเผด็จการคือเผด็จการคนใหม่ ในขณะที่กำลังจะประหารประธานาธิบดีคนก่อนแห่งเมืองหลวง เธอจึงฉวยโอกาสฆ่าประธานาธิบดีคอยน์เสีย

17. เผด็จการใหม่ตายไปพร้อมกับเผด็จการเก่า ที่ก่อนตายหัวเราะเหมือนเย้ยหยันเรื่องที่เกิดขึ้น 

Photo: Wichan Charoenkiatpakul/Bangkok Post

ทรัมป์กำลังหาทางโกงเลือกตั้ง? จับตากรณี USPS #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630947

วันที่ 18 ส.ค. 2563 เวลา 16:20 น.ทรัมป์กำลังหาทางโกงเลือกตั้ง? จับตากรณี USPSเขามีเจตนาที่แท้จริงอะไรกันแน่ถึงได้เข้ามายุงเกี่ยวกับองค์การบริการไปรษณีย์สหรัฐซึ่งรับผิดชอบการลงคะแนนผ่านจดหมาย

การเลือกตั้งในสหรัฐมีทั้งแบบที่เดินเข้าคูหากาคนที่ชอบ และที่ลงคะแนนผ่านไปรษณีย์ด้วยบริการของ USPS (องค์การบริการไปรษณีย์สหรัฐ) และในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด-19 การลงคะแนนผ่าน USPS เป็นตัวเลือกที่ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการชุมนุมจนให้เกิดการติดเชื้อในวงกว้าง วิธีการนี้เรียกว่า Mail-in ballots/Mail-In Voting หรือการเลือกตั้งผ่านจดหมาย

แต่ทรัมป์ ซึ่งมีคะแนนนิยมถูกทิ้งห่างจากโจ ไบเดนไปเรื่อยๆ อ้างว่าระบบ Mail-In Voting ทำให้เกิดการโกงเลือกตั้ง (ทั้งๆ ที่ตัวเขาใช้ระบบนี้มาหลายครั้ง) ทรัมป์จะบอกว่าจะไม่ให้งบประมาณกับหน่วยงานไปรษณีเพื่อที่จะได้ไม่สามารถให้บริการส่งคะแนนโหวตช่วงเลือกตั้งได้ และอยากจะให้เลื่อนการเลือกตั้งจนกว่าจะปลอดภัยจากโรคระบาดแล้ว

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ทรัมป์โพสต์ในทวิตเตอร์ว่า “การลงคะแนนแบบ Mail-In Voting (ไม่ใช่การโหวตผ่านไปรษณีย์ของคนที่ไม่ได้อยู่ในเขตเลือกตั้งซึ่งเป็นสิ่งที่ดี) ในปี 2020 จะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสมที่สุดในประวัติศาสตร์ มันจะเป็นความน่าละอายใจอย่างมากต่อสหรัฐ ขอให้ชะลอการเลือกตั้งจนกว่าประชาชนจะลงคะแนนได้อย่างถูกต้องปลอดภัยและปลอดภัย ???”

ทรัมป์อ้างว่า Absentee Voting หรือการโหวตผ่านไปรษณีย์ของคนที่ไม่ได้อยู่ในเขตเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ดีก็เพระเขาใช้วิธีนี้หลายครั้ง ทั้งๆ ที่มันเป็นการเลือกตั้งผ่านจดหมายเหมือนกัน

ต่อมาทรัมป์พยายามถดอนคำพูดเรื่องตัดงบประมาณให้หน่วยงานไปรษณีย์ แต่ก็ยังยืนยันว่าที่อยากจะตัดเงินก็เพราะต้องการให้การลงคะแนนเลือกตั้งเป็นองคพายพเดียวกัน หมายความว่าเขาอยากจะให้เดินเข้าคูหาไปลงคะแนนเหมือนกันทั้งหมด

อีกสาเหตุที่ทรัมป์ต้องออกมาโจมตีหน่วยงานไปรษณีย์ก็เพราะพรรคเดโมแครตต้องการให้เพิ่มงบประมาณหน่วยงานนี้ ทำให้ทรัมป์ระแวงและกล่าวหาว่าพรรคการเมืองอีกฝ่ายต้องการที่จะฉวยโอกาสโกงการเลือกตั้งผ่านระบบไปรษณีย์

แต่พรรคเดโมแครตก็มองว่าทรัมป์ต่างหากที่กีดกันหน่วยหน่วยงานไปรษณีย์ก็เพื่อที่จะบั่นทอนระบบเลือกตั้ง แนนซี เปโลซี แกนนำพรรคเดโมแครตและประธานสภาพผู้แทนราษฎรจึงทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนด้วยการเรียกประชุมสภาพเป็นการด่วนในช่วที่ทรัมป์กำลังเริ่มหาเสียง เพื่อให้สภาพิจารณาเรื่องนี้

ด้านโจ ไบเดนคู่แข่งของทรัมป์ก็กกล่าวว่าทรัมป์มีเจตนาที่จะ “โจมตีระบอบประชาธิปไตย”

แม้แต่คนในพรรครีพับลิกันเองก็ยังทนเรื่องนี้ไม่ไหว เช่น เทรเวอร์ พอตเตอร์ประธานศูนย์กฎหมายการรณรงค์และอดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหพันธรัฐจากพรรครีพับลิกันกล่าวกับ NPR ว่าการใช้อำนาจในทางที่ผิดอย่างโจ่งแจ้งของทรัมป์เพื่อพยายามเอาชนะการเลือกตั้ง เป็นการใช้อำนาจประธานาธิบดีในทางที่ผิดอย่างน่าอัปยศ

“การตัดเงินใบริการไปรษณีย์และการชะลอความสามารถในการส่งบัตรลงคะแนนทางไปรษณีย์ไปยังชาวอเมริกันจะส่งผลกระทบต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยและพรรครีพับลิกัน” พอตเตอร์ กล่าว

Photo by Brendan Smialowski / AFP

สาขา Huawei ในไทยเจอเล่นแล้ว สหรัฐขึ้นบัญชีดำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630950

วันที่ 18 ส.ค. 2563 เวลา 14:21 น.สาขา Huawei ในไทยเจอเล่นแล้ว สหรัฐขึ้นบัญชีดำสหรัฐยังเรียกร้องให้ประเทศที่เป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนร่วมกันกดดันบริษัทจากจีนรายนี้

รัฐบาลสหรัฐกล่าวเมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่น (18 สิงหาคมเวลาประเทศไทย) ว่าได้วางข้อจำกัดกับ Huawei Technologies Co. ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน ไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยีอุปกรณ์ชิปของอเมริกัน และตราหน้าบริษัทนี้ว่าเป็น “หน่วยงานเฝ้าระวังของพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ซึ่งบ่งเป็นนัยว่ารัฐบาลสหรัฐมองว่า Huawei เป็นหูเป็นตาหรือสายลับให้รัฐบาลจีน

มาตรการนี้เป็นส่วนขยายของมาตรการที่ประกาศในเดือนพฤษภาคม ซึ่ง Huawei จะเผชิญกับข้อจำกัดที่เข้มงวดมากขึ้นในการรับชิปจากต่างประเทศที่พัฒนาหรือผลิตจากซอฟต์แวร์หรือเทคโนโลยีของสหรัฐในระดับเดียวกับชิปของสหรัฐ

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังเพิ่มรายชื่อบริษัทในเครือ Huawei อีก 38 แห่งใน 21 ประเทศรวมทั้งจีนอินเดีย, สิงคโปร์ และไทยในบัญชีดำทางเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่าบริษัทเหล่านี้ “เป็นความเสี่ยงอย่างมากในฐานะที่ดำเนินการในนามของ Huawei ซึ่งขัดต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติหรือนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ”

“สหรัฐจะยังคงจำกัดการส่งออกส่วนใหญ่ของสหรัฐไปยัง Huawei และบริษัทในเครือในรายชื่อนิติบุคคลที่มีกิจกรรมคุกคามความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐและความมั่นคงระหว่างประเทศ เราขอเรียกร้องให้พันธมิตรและหุ้นส่วนเข้าร่วมกับเรา” ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าว

ในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว Huawei ถูกจัดให้อยู่ในบัญชีดำ หากบริษัทในสหรัฐที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยัง Huawei จะต้องได้รับใบอนุญาตก่อน

Huawei ซึ่งเป็นผู้นำด้านเครือข่ายไร้สาย 5G เป็นหนึ่งในชนวนของสงครามการค้าและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ-จีนที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์มองว่า Huawei เป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงแห่งชาติ โดยตั้งข้อสงสัยว่าอุปกรณ์ของ Huawei อาจถูกใช้ในการสอดแนมในโลกไซเบอร์ Huawei ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

Photo by Andrew Harnik / POOL / AFP