เผยคนหนุ่มสาวเป็นตัวการระบาดในตอนนี้แต่ติดเชื้อไม่รู้ตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630945

วันที่ 18 ส.ค. 2563 เวลา 12:19 น.เผยคนหนุ่มสาวเป็นตัวการระบาดในตอนนี้แต่ติดเชื้อไม่รู้ตัวWHO กล่าวว่าผู้คนในช่วงอายุ 20, 30, 40 กำลังเป็นแรงผลักดันให้ระบาดกระจายมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผู้อำนวยการภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตกขององค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าคนช่วงวัย 20 ปี 30 และ 40 ปีเป็นตัวการการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนามากขึ้นเรื่อยๆ และหลายคนไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ

“สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการระบาดไปสู่ผู้ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น นั่นคือผู้สูงอายุ, ผู้ป่วยโรคอื่นๆ, ผู้ที่ต้องได้รับการดูแลระยะยาว, ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นและพื้นที่ด้อยโอกาส” ทาเคชิคาไซ กล่าวผ่านการบรรยายสรุปออนไลน์ในวันอังคาร

นอกจากคนหนุ่มสาวแล้ว โควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อคนรุ่นเด็ก ในวันเดียวกันนั้นบรรดาอดีตผู้นำระดับโลกมีจดหมายเปิดหนึกเรียกร้องให้มีการดำเนินการระดับโลกอย่างเร่งด่วนเพื่อหยุดยั้งไวรัสโคโรนาที่สร้าง “คนรุ่นโควิด -19” ให้เกิดขึ้นกับเด็กหลายล้านคนที่ขาดการศึกษาและถูกบังคับให้แต่งงานและทำงานก่อนวัยอันควร

“เราไม่สามารถนิ่งเฉยและปล่อยให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ถูกขโมยโอกาสการศึกษาและโอกาสที่ยุติธรรมในชีวิตได้” จดหมายดังกล่าวลงนามโดยอดีตผู้นำระดับโลกนักเศรษฐศาสตร์และนักการศึกษา 275 คน

ผู้ลงนาม ได้แก่ อดีตหัวหน้าสหประชาชาติบันคีมูน, อดีตประธานาธิบดีไอร์แลนด์ แมรี โรบินสัน, อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ เฮเลน คลาร์ก และอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กอร์ดอน บราวน์, โทนี่แบลร์ และจอห์น เมเจอร์

สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือเด็กประมาณ 30 ล้านคนที่อาจไม่ได้กลับไปโรงเรียนอีกเลยแม้ว่าการล็อคดาวน์จะจบลงแล้ว

Photo by AAREF WATAD / AFP

ทรัมป์เล็งจัดซัมมิตกับปูตินก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630935

วันที่ 18 ส.ค. 2563 เวลา 10:18 น.ทรัมป์เล็งจัดซัมมิตกับปูตินก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีแหล่งข่าวเผย โดนัลด์ ทรัมป์ อยากจัดซัมมิตกับผู้นำรัสเซียแบบตัวต่อตัว เพื่อเพิ่มความนิยมก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน พ.ย.นี้

สำนักข่าว NBC รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิด 4 คนว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เอ่ยปากกับเจ้าหน้าที่ใกล้ชิดว่าต้องการจัดการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ขอรัสเซียแบบตัวต่อตัวก่อนที่จะมีการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในเดือน พ.ย.นี้

แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สหรัฐกำลังมองหาสถานที่และเวลาที่เหมาะสม ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นที่นิวยอร์กในเดือนหน้า

คาดว่าการหารือนี้จะมีการประกาศความคืบหน้าของข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างสหรัฐและรัสเซียฉบับใหม่ โดยหนึ่งในตัวเลือกก็คือ ผู้นำทั้งสองประเทศลงนามในพิมพ์เขียวเพื่อนำทางไปสู่การเจรจาขยายข้อตกลงนิวเคลียร์ (New START) ที่จะสิ้นสุดลงในปีหน้า

แหล่งข่าวยังเผยอีกว่า ทรัมป์ต้องการใช้โอกาสนี้ปูทางไปสู่การเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 และแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าตัวเองมีความสามารถในการเจรจาข้อตกลงต่างๆ

“เขาต้องการโชว์ความสามารถในการเจรจาต่อรอง แต่มันก็เป็นแค่การโชว์ครั้งใหญ่เท่านั้นแหละ” หนึ่งในแหล่งข่าวกล่าว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังเผยอีกว่า ทีมของทรัมป์ยังเตรียมการให้ทรัมป์ได้พบปะหารือกับผู้นำระดับโลกอีกหลายคนในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งนี้

อย่างไรก็ดี โรเบิร์ต โอไบรอัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงเผยกับ NBC ว่า ทรัมป์ไม่ได้ร้องขอที่จะพบกับปูตินในสหรัฐ เพียงแต่หวังว่าจะได้เป็นเจ้าภาพในการลงนามข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่กับผู้นำรัสเซีย

ด้านรัสเซียยังไม่มีความเคลื่อนไหวต่อกรณีดังกล่าว

เศรษฐกิจไทยเลวร้ายที่สุดในโลกหรือยัง? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630902

วันที่ 17 ส.ค. 2563 เวลา 19:57 น.เศรษฐกิจไทยเลวร้ายที่สุดในโลกหรือยัง?ทั่วโลกเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว และไม่ใช่แค่ไทยเท่านั้นที่อยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแบบไม่เคยพบกันมาก่อนในรอบหลายสิบปี

การระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดผลสะเทือนด้านเศรษฐกิจตามมา ประเทศล่าสุดที่สะเทือนจากไวรัสคือเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี หรือเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

แต่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ติดลบเลขสองหลักหรือเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยรุนแรง

ตัวอย่างเช่น เศรษฐกิจจีนติดลบครั้งแรกในรอบ 50 ปี โดยไตรมาสแรกลดลง 6.8% เมื่อเทียบปีต่อปี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2020 นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียงประกาศว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลจีนจะไม่ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2020 และจีนกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้

คู่กรณีของจีนคือสหรัฐก็ไม่รอด ไตรมาสแรกของปีนี้ดิ่งเหวถึง 32.9% สื่อบางแห่งตรวจสถิติแล้วยืนยันว่าเศรษฐกิจดิ่งเลวที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นช่วงไตรมาสที่ 2 หดตัว 7.8% เป็นการหดตัวลงที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ไตรมาสแรกของออสเตรเลียหดตัว 0.3% ทำให้พบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งแรกในรอบ 29 ปี 

ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียเพื่อนบ้านอาเซียนของไทยมีภาวะหดตัวหนักที่สุดในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเช่นกัน ฟิลิปปินส์นั้นเข้าสู่ภาวะถดถอยในไตรมาสที่ 2 โดยหดตัว 16.5%

อินโดนีเซียนั้นประธานาธิบดีโจโก วิโดโดถึงกับยอมรับว่า “วิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นนี้เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์” หมายความว่าแย่กว่ายุคต้มยำกุ้งซึ่งอินโดนีเซียแทบจะล้มละลายเหมือนไทย

แต่ในบรรดาเพื่อนบ้านอาเซียนที่หนักกว่าไทยก็เห็นจะมีก็แต่สิงคโปร์ ที่ไตรมาสสองหดตัวลง 13.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้วลดลงถึง 42.9%

มาถึงคำถามว่าเศรษฐกิจไทยเลวร้ายที่สุดในโลกหรือไม่?

แม้ว่าไตรมาสสองของไทยจะหดตัว 12.2% แต่ก็ยังถือว่า “ไม่เลว” เพราะจากการสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์โดยสำนักข่าว Bloomberg คาดว่าไทยจะหดตัว 13%

แต่ Bloomberg ให้ความเห็นว่า “แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้ถือว่าเลวร้ายที่สุดในเอเชีย เนื่องจากการพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งสองอย่างได้รับผลกระทบอย่างหนักท่ามกลางการระบาดของโรคโควิด -19 ความเจ็บปวดดังกล่าวยังซ้ำเติมด้วยค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากกว่า 6% ในไตรมาสสองระหว่างดือนเมษายน – มิถุนายน ทำให้เป็นสกุลเงินที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดอันดับสองในเอเชีย”

จะเห็นได้ว่าการแข็งค่าของเงินบาทไม่ใช่คุณแต่เป็นโทษ และสื่อต่างประเทศจับคู่มันกับปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยแย่

ดังนั้นหากไม่ได้เงินจากการส่งออกและการท่องเที่ยว เศรษฐกิจไทยก็จะซบเซาอยู่อย่างนี้ และจากการคาดการของธนาคารแห่งประเทศไทย อาจจะต้องใช้เวลานานอีกหลายปีกว่าที่จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเท่าก่อนวิกฤตโควิด-19

จากสถิติของ World Bank พบว่าประเทศไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก โดยมีสัดส่วนรายได้จากการท่องเที่ยวในจีดีพีมากถึง 9.82%

แต่ไทยก็ยังไม่ใช่ประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก ประเทศที่พึ่งการท่องเที่ยวมากที่สุดคือมัลดีฟส์ถึง 38.92% ตามด้วยหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน 32.96% และมาเก๊า 28.05%

ดูเผินๆ เหมือนกับว่าไทยเราพึ่งพาท่องเที่ยวน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ยังมีอีกถึง 20 ประเทศที่ต้องทุกลักทุเลกว่าเราเพราะไม่มีคนเข้ามาเที่ยวสร้างรายได้

แต่เมื่อไล่ดูทีละประเทศแล้วจะพบว่าประเทศที่พึ่งการท่องเที่ยวแบบสุดลิ่มทิ่มประตูล้วนแต่เป็นประเทศเล็กๆ ที่มีโอกาสเป็นประเทศพัฒนาได้น้อย เช่น อารูบา (ที่ 4) เซย์เชลส์ (ที่ 5) บาฮามาส (ที่ 6) วานูอาตู (ที่ 7) กาบูเวร์ดี (ที่ 8) เซนต์ลูเซีย (ที่ 9) เบลิซ (ที่ 10) ฟิจิ (ที่ 11) มัลตา (ที่ 12) กัมพูชา (ที่ 13) บาร์เบดอส (ที่ 14 ) แอนติกวาแอนด์บาร์บิวดา (ที่ 15) โดมินิกา (ที่ 16) เมนอตเนโกร (ที่ 17) โครเอเชีย (ที่ 18 ) เซาโทเม แอนด์ พรินซิเป (ที่ 19 ) เจเมกา (20)

จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นประเทศหมู่เกาะเล็กๆ ที่มีศักยภาพการพัฒนาต่ำ เว้นแต่โครเอเชียและมอนเตเนโกรที่อยู่ในยุโรปแต่ก็ไม่ได้มัศักยภาพที่จะพัฒนาได้สูง

เมื่อเห็นแบบนี้แล้วไทยยังอยากจะเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเหมือนประเทศไร้ศักยภาพ หรืออยากจะเป็นแบบปรเะทศพัฒนาแล้วที่พึ่งการผลิตและการบริการ สร้างการบริโถภคภายในให้แข็งแกร่งดี?

แน่นอนว่า การท่องเที่ยวทำเงินให้ประเทศมากมาย แต่ทำให้ไทยอยู่ในสภาพ “นั่งกินนอนกิน” เวลาเจอกับวิกฤตเหมือนตอนนี้จึงหมือนคนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่รอให้เปิดประเทศไปวันๆ ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในช่วงปีสองปีนี้

แต่โชคดีที่เราไม่มีแค่การท่องเที่ยวอย่างเดียว เรายังมีภาคการผลิต ภาคบริการ ภาคเกษตร ฯลฯ ไม่ใช่เกาะเล็กๆ ที่มีแต่ชายหาด แต่มีศักยภาพมากมายมหาศาล ดังนั้นแม้ว่าไทยจะสะเทือนอย่างมากจากการล็อคดาวน์ทั่วโลก แต่เรามีส่วนอื่นช่วยพยุงไว้

ดังนั้นไทยอาจจะแย่ที่สุดในเอเชีย (อย่างที่บางสำนักข่าวบอก) แต่ยังไม่ถือว่าแย่ที่สุดในโลก

แล้วประเทศไหนที่แย่กว่าไทย?

เมื่อเดือนกรกฎาคม บริษัทวิจัยด้านการตลาดในลอนดอน IHS Markit เผยว่า ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของอินเดียติดลบเป็นครั้งแรกในรอบกว่าทศวรรษ และตัวเลขเกี่ยวกับกิจกรรมทางธุรกิจลดลงอย่างหนักถึง -30% ในเดือนมิถุนายนซึ่งต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

สถานการณ์ของอินเดียคล้ายๆ กับจีนคือคาดเดาอะไรแทบไม่ได้ โดยผู้ตอบแบบสอบถามหลายคนระบุว่าแนวโน้มไม่แน่นอน ผิดปกติและไม่แน่ใจว่าจะพัฒนาธุรกิจไปอย่างไรในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

Andrew Harker ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของ IHS Markit ถึงกับบอกว่า “แนวโน้มของอินเดียนั้นแย่ที่สุดในโลก” เมื่อเทียบกับระดับความเชื่อมั่นของทุกประเทศที่ตรวจสอบโดย IHS และบอกว่าอินเดียมีความหวังแค่ริบหรี่เท่านั้น

ยังมีอีกหลายประเทศที่เลวร้ายกว่า ไทย เช่นทวีปอเมริกาใต้ทั้งทวีป รัฐบาลบราซิลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของประเทศจะทรุดลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 1900 คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะหดตัวถึง -10.5% แต่ยังน้อยกว่าเวเนซุเอลลาที่มีปัญหาเศรษฐกิจอยู่แล้วคาดว่าจะอยู่ที่ -26% เปรูคาดว่าจะอยู่ที่ -13% และอาร์เจนตินา -9.2%

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของประเทศที่จะติดลบตัวเลขสองหลัก ประเทศที่เหลือในละติอเมริกาจะติดลบทุกประเทศแต่อยู่ในระดับเลขหลักเดียว เช่น เม็กซิโก -9% หรือปารากวัยที่ติดลบน้อยที่สุด ที่ -2.3%

ภาวะถดถอยที่เกิดจากโควิด-19 คาดว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของละตินอเมริกา และจะทำให้ภูมิภาคนี้ตกอยู่ในภาพ “ทศวรรษที่สาบสูญ” หรือ lost decade ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไม่เติบโต ผู้คนไม่จับจ่าย และตกงานเป็นจำนวนมากกินเวลายืดเยื้อนับสิบปี

เศรษฐกิจไทยไม่ได้เลวร้ายที่สุดในโลก และไม่น่าจะถึงขั้นอยู่ใน lost decade แต่มีเงื่อนไขให้คนไทยอยู่ในสภาพเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของพวกเขา

เมื่อบวกกับความคุกรุ่นทางการเมืองเข้าด้วยแล้ว ทำให้อดกลัวไม่ได้ว่าเราไม่ได้เจอ lost decade เวอร์ชั่นเศรษฐกิจ แต่อาจจะเจอกับเวอร์ชั่นทางการเมืองมากกว่า

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

เกาหลีหวั่นรับไม่ไหว รีบกักสมาชิกโบสถ์ตัวการระบาดใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630901

วันที่ 17 ส.ค. 2563 เวลา 16:58 น.เกาหลีหวั่นรับไม่ไหว รีบกักสมาชิกโบสถ์ตัวการระบาดใหม่ เป็นอีกครั้งที่กลุ่มศาสนาในเกาหลีเป็นเหตุให้เกิดการระบาดในวงกว้าง และยังขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่

สมาชิกหลายพันคนของคริสตจักรโปรเตสแตนต์ที่เชื่อมโยงกับคลัสเตอร์การระบาดของโควิด-19 ในกรุงโซลถูกขอให้กักกันตัว ทางการเกาหลีใต้ยังกล่าวหาว่าผู้นำคริสตจักรสายอนุรักษ์นิยมดังกล่าวยังขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองติดเชื้อไวรัสไปแล้ว

ที่ผ่านมาเกาหลีใต้ได้รับการยกย่องให้เป็นตัวอย่างระดับโลกในการควบคุมไวรัส แต่ขณะนี้กำลังต่อสู้กับกลุ่มการระบาดครั้งใหม่หลายกลุ่มที่เชื่อมโยงกับกลุ่มศาสนาต่างๆ

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาทางการกรุงโซลและจังหวัดคยองกีที่อยู่ใกล้เคียง ได้สั่งห้ามการชุมนุมทางศาสนาทั้งหมดและเรียกร้องให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นหลังจากเกิดกรณีการติดเชื้อใหม่ ทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดระลอกที่สอง

เกาหลีใต้รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 197 รายในวันจันทร์ รวมเป็น 15,515 รายซึ่งเป็นวันที่สี่ติดต่อกันที่ตัวเลขเพิ่มขึ้นสามหลักหลังจากหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาตัวเลขโดยทั่วไปอยู่ในช่วง 30 และ 40 รายต่อวัน

กลุ่มการระบาดที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่คริสตจักรซารางเจอิล (Sarang Jeil) ในกรุงโซลโดยมี จุนกวังฮุน เป็นศิษยาภิบาลสายอนุรักษ์นิยมที่เป็นผู้นำในการประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีมุนแจอินในช่วงไม่กี่วันก่อน

เจ้าหน้าที่กล่าวในวันจันทร์พบมีผู้ป่วย 315 รายที่เชื่อมโยงกับคริสตจักรดังกล่าว ทำให้เป็นกลุ่มระบาดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดกลุ่มหนึ่งและสมาชิกของคริสตจักรราว 3,400 คนถูกขอให้กักกัน

สมาชิกคริสตจักรราว 1 ใน 6 คนที่ผ่านการตรวจแล้วพบว่าติดเชื้อ ทำให้ คิมกังลิป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขต้องกล่าว “ต้องมีการตรวจเชื้อและกักกันอย่างรวดเร็ว”

แต่คิมกังลิปเผยว่ารายชื่อสมาชิกที่คริสตจักรให้ไว้นั้น “ไม่ถูกต้อง” ทำให้ขั้นตอนการตรวจเชื้อและกักกันเป็นเรื่องที่ “ยากมาก”

จุงอึนกย็อง ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลีกล่าวว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็น “ระยะเริ่มต้นของการระบาดใหญ่”

“หากไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ในตอนนี้ จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของระบบการแพทย์และความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล” จุงอึนกย็องกล่าว

Photo by Jung Yeon-je / AFP

น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายจนถึงจุดที่ทำให้แก้ไขไม่ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630886

วันที่ 17 ส.ค. 2563 เวลา 14:56 น.น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายจนถึงจุดที่ทำให้แก้ไขไม่ได้ในขณะที่ชาวโลกกำลังระแวงกับการระบาดของโควิด-19 ปัญหาโลกร้อนกำลังทำให้แผ่นน้ำแข็งหมดสิ้นไปแบบเรียกคืนไม่ได้อีก

พืดน้ำแข็ง (ice sheet) ของกรีนแลนด์อาจหดตัวจนเลยจุดที่แก้ไขไม่ได้แล้ว จากการวิจัยล่าสุดพบว่าน้ำแข็งมีแนวโน้มที่จะละลายหายไปเรื่อยๆ ไม่ว่าโลกจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงเร็วแค่ไหนก็ตาม

นักวิทยาศาสตร์ศึกษาธารน้ำแข็ง 234 แห่งทั่วกรีนแลนด์ซึ่งเป็นดินแดนอาร์กติกเป็นเวลา 34 ปีจนถึงปี 2018 และพบว่าปริมาณหิมะ/น้ำแข็งประจำปีเกิดขึ้นไม่ทันกับน้ำแข็งที่ละลายไปในช่วงฤดูฤดูร้อนได้อีกต่อไป

การละลายดังกล่าวทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 1 มิลลิเมตรต่อปี หากน้ำแข็งทั้งหมดของกรีนแลนด์หายไป น้ำที่ปล่อยออกมาจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 6 เมตรซึ่งเพียงพอที่จะท่วมเมืองชายฝั่งหลายแห่งทั่วโลก รวมถึงบางส่วนของกรุงเทพฯ

พื้นที่อาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือร้อนขึ้นอย่างน้อยสองเท่ามากกว่าส่วนอื่นๆ ของโลกในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ส่วนน้ำแข็งในทะเลขั้วโลกในเดือนกรกฎาคมมีระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี

Satellite image ©2020 Maxar Technologies

มาเลเซียพบสายพันธุ์ใหม่โคโรนาไวรัส ติดเชื้อได้มากกว่า10เท่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630864

วันที่ 17 ส.ค. 2563 เวลา 12:56 น.มาเลเซียพบสายพันธุ์ใหม่โคโรนาไวรัส ติดเชื้อได้มากกว่า10เท่าไวรัสกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนล่าสุดพบว่ามันมีศักยภาพที่จะทำให้ติดเชื้อได้มากขึ้นอย่างน่าตกใจ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า มาเลเซียตรวจพบสายพันธุ์โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อมากกว่าเดิมถึง 10 เท่า

การกลายพันธุ์ของไวรัสดังกล่าวถูกเรียกสายพันธุ์ว่า D614G พบได้ในอย่างน้อย 3 ใน 45 รายในกลุ่มที่เริ่มต้นจากเจ้าของร้านอาหารที่เดินทางกลับจากอินเดียและฝ่าฝืนการกักกันที่บ้าน 14 วัน ชายคนนี้ถูกตัดสินจำคุก 5 เดือนและถูกปรับไปแล้ว 

นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์ดังกล่าวในกลุ่มอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เดินทางกลับจากฟิลิปปินส์

นูร์ ฮิชาม อับดุลลาห์ อธิบดีกรมสาธารณสุขกล่าวว่าการกลายพันธุ์นี้อาจหมายความว่าการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาวัคซีนที่มีอยู่ อาจไม่สมบูรณ์หรือไม่มีประสิทธิผลต่อการกลายพันธุ์

“ผู้คนต้องกังวลและใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะขณะนี้พบสายพันธุ์นี้แล้วในมาเลเซีย” อับดุลลาห์เขียนในโพสต์บนเฟซบุ๊กเมื่อวันอาทิตย์ “ ความร่วมมือของประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อที่เราจะได้ร่วมกันทำลายห่วงโซ่การติดเชื้อจากการกลายพันธุ์ใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นมา” 

ในตอนนี้เมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกเกิดการระบาดระลอกใหม่ แม้ว่ามาเลเซียพยายามป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสที่เกิดขึ้นอีกระลอกได้ แต่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่ที่พบในประเทศก็เพิ่มขึ้น มาเลเซียยืนยันผู้ป่วยรายใหม่ 26 รายในวันเสาร์มีจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมและยังเพิ่มอีก 25 รายในวันอาทิตย์

Photo by Handout / National Institute of Allergy and Infectious Diseases / AFP

ประชาชนเบลารุสปลดแอก ไล่เผด็จการกุมอำนาจ26ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630863

วันที่ 17 ส.ค. 2563 เวลา 10:52 น.ประชาชนเบลารุสปลดแอก ไล่เผด็จการกุมอำนาจ26ปีเกิดอะไรขึ้นกับเบลารุสเมื่อประชาชนที่ทนอยู่กับเผด็จการมาเกือบ 30 ปี ลุกขึ้นท้าทายอำนาจ

อเล็กซานเดอร์ ลูกาเชนโก (Alexander Lukashenko) ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเบลารุสตั้งแต่ปี 1994 หรือ 26 ปีแล้วซึ่งเป็นผู้นำที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในบรรดาประเทศที่เคยเป็นอดีตสหภาพโซเวียต จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เผด็จการคนสุดท้าย” ของยุโรป

ในการเลือกตั้งห้าครั้งก่อนหน้านี้ ลูกาเชนโกไม่เคยมีผู้ท้าชิงที่จริงจังที่จะโค่นเขาลงได้เลย นั่นก็เพราะรัฐบาลเผด้จการของเขาใช้วิธีกำราบฝ่ายตรงข้ามมาโดยตลอดและยังอาจจะโกงเลือกตั้งทุกครั้ง (ยกเว้นครั้งแรก) โดยที่ประชาชนไม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อต้าน

แต่อำนาจเผด็จการของเขาถูกประชาชนท้าทายในที่สุดในช่วงทีเกิดการระบาดของโควิด-19 สั่งสมให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนขึ้นมา โดยมีการเดินขบวนประท้วงในเดือนมิถุนายน โดยที่ลูกาเชนโกยังกำจัดฝ่ายตรงข้ามไม่ให้ลงเลือกตั้งประธานาธิบดี แถมยังอ้างว่ามีความพยายามยึดอำนาจเขา

และฟางเส้นสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดี ปรากฎว่าถนนเข้ากรุงมินสก์ถูกตำรวจและทหารกั้นไว้ อินเทอร์เน็ตถูกบล็อคบางส่วน ในค่ำวันนั้นผลเอ็กซิตโพลให้ลูกาเชนโกชนะท่วมท้นถึง 80.23% ส่วนสเวียตลานา ชิคานูสกายา คู่แข่งได้เพียง 9.9%

ผลที่ออกมาทำให้ผู้สนับสนุน ชิคานูสกายาออกมาแสดงพลังตามเมืองต่างๆ ในวันที่ 9 และวันต่อมาการประท้วงการจายไปทั่วเบลารุส และมีรายงานว่าเจ้าหน้ทาที่รัฐใช้กำลังรุนแรงกับผู้ประท้วง แต่ก็ไม่สารถบั่นทอนกำลังใจของประชาชนได้

จนกระทั่งในวันที่ 16 สิงหาคมเกิดปรากฎการณ์ม็อบชนม็อบขึ้น เมื่อผู้สนับสนุนลูกาเชนโกนั่งรถบัสมาจากเมืองต่างๆ ทั่วประเทศมายังกรุงมินสก์ เพื่อแสดงพลังสนับสนุนผู้นำ

ประเทศต่างๆ ในยุโรปเริ่มเข้ามาแทรกแซง เช่น สหภาพยุโรปเสนอที่จะคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่เบลารุสที่ใช้ความรุนแรงกับประชาชน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐประณามความรุนแรง เช่นเดียวกับประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ที่แสดงท่าทีต่อต้านลูกาเชนโก 

ส่วนประเทศอดีตสหภาพโซเวียตส่วนใหญ่รวมถึงรัสเซียแสดงท่าทีสนับสนุนลูกาเชนโก วลาดิมีร์ ปูตินถึงกับเสนอให้ความช่วยเหลือทางการทหารกับผู้นำเบลารุสด้วยซ้ำ ทำให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์ที่เบลารุสอาจทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างชาติตะวันตกกับรัสเซียเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับกรณียูเครน

Photo by Sergei GAPON / AFP

โป๊ะแตก แกนนำม็อบฮ่องกงที่แท้เป็นอเมริกันอดีตแอมเนสตี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630816

วันที่ 16 ส.ค. 2563 เวลา 17:20 น.โป๊ะแตก แกนนำม็อบฮ่องกงที่แท้เป็นอเมริกันอดีตแอมเนสตี้ผู้ให้ข้อมูลกับสื่อตะวันตกเกี่ยวกับการประท้วงฮ่องกงอาจเป็นฝรั่งที่แอบอ้างว่าเป็นคนท้องถิ่น

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า นักเขียนและผู้ชี้นำทางความคิดของขบวนการประชาธิปไตยฮ่องกงที่ชื่อ Kong Tsung-gan ซึ่งสื่อตะวันตกมักจะอ้างข้อมูลอยู่เสมอ ปรากฎว่าคนๆ นี้ไม่ใช่ชาวฮ่องกงแม้ว่าจะใช้ชื่อแบบภาษาจีนกวางตุ้ง แต่ที่จริงแล้วมันคือนามปากกา และอาจจะเป็นของชาวอเมริกันที่ชื่อ Brian Kern

เรื่องนี้ถูกเปิดเผยโดยสื่อเมริกันที่ชื่อ The Grayzone ที่เผยว่าตัวจริงของ “กุนซือ” ทางความคิดของม็อบฮ่องกงไม่ใช่คนฮ่องกง แต่เป็นชาวอเมริกันที่เคยทำงานกับองค์การสิทธิมนุษยชน Amnesty International แล้วย้ายมาทกงานสอนหนังสือที่ฮ่องกง

Kong Tsung-gan (หรืออาจจะเป็น Brian Kern) เผยแพร่ข้อมูลกาสรประม้วงในฮ่องกงตังแต่การประท้วงร่มเหลืองในปี 2014 และสามารถปกปิดตัวตนมาได้นานถึง 5 ปี และยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับขบวนการประท้วงในฮ่องกง เช่น Liberate HK: Stories from the Freedom Struggle (ปลดปล่อยฮ่องกง เรื่องราวของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ)

หนังสือของเขาได้รับการชื่นชมจากคริส แพทเทน อดีตผู้ว่าการฮ่องกงในยุคอังกฤษปกครอง ซึ่งแพทเทนเป็นผู้สนับสนุขบวนการประชาธิปไตยในฮ่องกงและวิจารณ์การกระทำของจีน

นอกจากจะใช้ชื่อแบบชาวฮ่องกงแล้ว ภาพโปรไฟล์ของเขาในทวิตเตอร์ยังใช้ภาพของชาวเอเชียคนหนึ่ง ทำให้คนภายนอกเขาใจได้ง่ายว่าเขาคนนี้คือ “คนวงใน” ของการประท้วงฮ่องกง และยังใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้ประชาคมโลกต่อต้านจีน

ผลก็คือในตอนนี้สำนักพิมพ์ในออสเตรเลียที่พิมพ์ผลงานของเขาต้องปรึกษาเรื่องข้อกฎหมายในกรณีเรื่องที่ชาวอเมริกันคนนี้ใช้ชื่อปลอม 

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP

ดีต่อไทย บริษัทญี่ปุ่นลงทุนเพิ่มหนีสงครามการค้ามาอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630797

วันที่ 16 ส.ค. 2563 เวลา 15:21 น.ดีต่อไทย บริษัทญี่ปุ่นลงทุนเพิ่มหนีสงครามการค้ามาอาเซียนบริษัทญี่ปุ่นเปลี่ยนโฟกัสไปที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เนื่องจากสงครามการค้าและการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐ- จีน

องค์การการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO เปิดเผยว่าบริษัทญี่ปุ่นจำนวนเพิ่มขึ้นกำลังขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และลดขนาดการดำเนินงานในจีนเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างปักกิ่งและวอชิงตันที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ในรายงานการค้าและการลงทุนประจำปีจากการสำรวจของ JETRO เมื่อปลายปีที่แล้วพบว่า 41 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทญี่ปุ่นกำลังพิจารณาขยายการดำเนินงานในเวียดนามในอีก 3 ปีข้างหน้าหรือมากกว่านั้นเพิ่มขึ้น 5.5 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า 

รายงานฉบับนี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ผู้ตอบแบบสอบถามให้คำตอบที่คล้ายกันในส่วนของประเทศไทยโดยบอกว่าจะมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น 36.3 เปอร์เซ็นต์หรือเพิ่มขึ้น 1.5 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ในขณะที่ 48.1 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าพวกเขาจะกระตุ้นธุรกิจในจีนเพิ่ม ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลง 7.3 เปอร์เซ็นต์

“ตั้งแต่ปี 2018 การเผชิญหน้าที่รุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐและจีนได้ผลักดันการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” รายงานระบุ

“ช่องว่างระหว่างปริมาณการลงทุนของ (ญี่ปุ่น) ไปยังอาเซียนและจีนขยายเป็น 20,400 ล้านเยน ในปี 2019  จาก 10,200 ล้านเยนในปี 2018” รายงานระบุเพิ่มเติม

จากการสำรวจยังพบว่า ผู้ผลิตเหล็กโลหะนอกกลุ่มเหล็กและชิ้นส่วนโลหะในพื้นที่โตเกียวได้ย้ายส่วนหนึ่งของการผลิตในจีนมาที่ไทยและเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกจากจีนไปยังสหรัฐ มาเป็นการส่งจากไทยไปสหรัฐแทน

ผู้ผลิตเหล็กและโลหะนอกกลุ่มเหล็กในภูมิภาคชิโกกุทางตะวันตกของญี่ปุ่นกล่าวว่ากำลังวางแผนที่จะเปลี่ยนการส่งออกจากจีนไปเม็กซิโก มาเป็นการส่งออกจากเวียดนามแทน

AFP PHOTO/Christophe ARCHAMBAULT

จ่อคอหอยรัสเซีย สหรัฐยกพลจากเยอรมนีมาที่โปแลนด์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630800

วันที่ 16 ส.ค. 2563 เวลา 13:24 น.จ่อคอหอยรัสเซีย สหรัฐยกพลจากเยอรมนีมาที่โปแลนด์โปแลนด์มีความกระตือรือร้นที่จะให้สหรัฐย้ายกำลังทหารที่ถอนออกจากเยอรมนีมาประจำการที่โปแลนด์เพื่อคานอำนาจกับรัสเซีย

ไมค์ ปอมเปโอรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐได้ลงนามในข้อตกลงด้านกลาโหมฉบับใหม่กับโปแลนด์ เปิดทางให้โยกย้ายทหารอเมริกันไปประจำการที่โปแลนด์

ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้จำนวนทหารอเมริกันในโปแลนด์เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,500 นาย จากเดิมที่มีประจำการอยู่แล้ว 4,500 นาย

มาริอุซ บลาซซัค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมโปแลนด์กล่าวว่าจำนวนทหารอเมริกันอาจเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 คนในเวลาอันรวดเร็วหากโปแลนด์ประสบกับภัยคุกคาม ซึ่งน่าจะหมายถึงการแผ่อิทธิพลของรัสเซียโดยตรงในภูมิภาคยุโรปตะวันออก

ประธานาธิบดีอันเดย์ ดูดาของโปแลนด์กล่าวในพิธีลงนามว่า “นี่จะเป็นการรับประกันในระยะยาวยิ่งขึ้น เป็นการรับประกันว่าในกรณีที่มีภัยคุกคามทหารของเราจะต้องยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างกัน”

ก่อนหน้านี้ทรัมป์ถอนทหารออกจากเยอรมนีเพราะทรัมป์ไม่พอใจที่เยอรมนีที่สนับสนุนองคืการนาโตน้อยเกินไป ทั้งนี้นาโตตั้งขึ้นเพื่อคานอำนาจกับสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น และปัจจุบันยังเป็นเสาหลักของพันธมิตรสหรัฐ-ยุโรปในการคานอำนาจรัสเซีย

ทรัมป์ต้องการให้สมาชิกนาโตเพิ่มงบประมาณทหารเป็น 2%  ของจีดีพี แต่เยอรมนีและสมาชิกนาโตไม่เห็นด้วย พระาเกรงวา่จะเป็นการกระตุกหนวดเสือทำให้รัสเซียไม่พอใจ 

Photo by JANEK SKARZYNSKI / various sources / AFP