โควิดดันยอดขายเกมพุ่ง! นินเทนโดกำไรกระฉูด428% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630133

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 20:05 น.โควิดดันยอดขายเกมพุ่ง! นินเทนโดกำไรกระฉูด428%“นินเทนโด”ผู้ผลิตเกมชื่อดังเผย ผลกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 428% ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ หลังคนแห่ซื้อเกมเล่นระหว่างเก็บตัวอยู่บ้านช่วงโควิดระบาด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท นินเทนโด ผู้ผลิตเกมชื่อดังของญี่ปุ่นรายงานว่า ผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 428% ในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. ซึ่งเป็นไตรมาสแรกของปีงบการเงินของบริษัท โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

รายงานข่าวระบุว่า ยอดขายเกมของนินเทนโดพุ่งขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่โควิดระบาดและรัฐบาลในหลายประเทศได้ประกาศล็อกดาวน์ให้ประชาชนอยู่ในบ้าน ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันไปซื้อเกมมาเล่นเพื่อผ่อนคลายระหว่างใช้ชีวิตในช่วงล็อกดาวน์

นินเทนโดระบุว่า บริษัทมีกำไร 1.447 แสนล้านเยน (1.4 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. ซึ่งสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และสูงกว่าระดับ 2.74 หมื่นล้านเยนในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

นอกจากนี้ นินเทนโดเปิดเผยว่า บริษัทมียอดขาย 3.581 แสนล้านเยนในช่วงเดือนเม.ย.-มิ.ย. พุ่งขึ้น 108% เมื่อเทียบกับระดับ 1.721 แสนล้านเยนในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ฟิลิปปินส์แซงอินโดฯ ติดโควิดมากสุดในอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630126

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 19:04 น.ฟิลิปปินส์แซงอินโดฯ ติดโควิดมากสุดในอาเซียนตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดแซงหน้าอินโดนีเซียขึ้นเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนแล้ว

วันนี้ (6 ส.ค.) ฟิลิปินส์มีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสรายใหม่ 3,561 คน รวมมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 119,460 คน ขณะที่อินโดนีเซียซึ่งเคยมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดมีตัวเลขรวม 118,753 คน

ด้านตัวเลขผู้เสียชีวิตในฟิลิปปินส์เพิ่มขึ้นจาก 28 คนเป็น 2,150 คน ซึ่งน้อยกว่าอินโดนีเซียที่อยู่ที่ 5,521 คน แต่คาดว่าตัวเลขของฟิลิปปินส์จะเพิ่มขึ้นอีก หลังพบการระบาดรอบใหม่ที่กรุงมนิลา

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ ประกาศล็อกดาวน์ในกรุงมนิลาและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ มีผลบังคับตั้งแต่วันอังคาร (4 ส.ค.) กระทบชีวิตประชาชนราว 27 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด

การล็อกดาวน์ทำให้รถสาธารณะต้องหยุดให้บริการ พนักงานต้องทำงานจากที่บ้าน และอนุญาตให้แต่ละครัวเรือนส่งสมาชิกออกจากบ้านไปซื้อสินค้าจำเป็นได้เพียง 1 คนเท่านั้น

อาชญากรสงครามคนสุดท้าย แห่งทางรถไฟสายมรณะในไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630112

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 18:00 น.อาชญากรสงครามคนสุดท้าย แห่งทางรถไฟสายมรณะในไทยวันนี้เป็นวันครบรอบ 75 ปีที่สหรัฐนำระเบิดปรมาณูไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 โพสต์ทูเดย์นำเสนอชะตากรรมของชายคนหนึ่งที่ถูกม้วนเข้าสู่สงครามครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สุดท้ายกลับถูกลืม

อีฮัคแร (Lee Hak-rae) ชายวัย 95 ปี คืออาชญากรสงครามชาวเกาหลีคนสุดท้ายในญี่ปุ่น เขาคือผู้คุมชาวเกาหลีในกองทัพญี่ปุ่นที่ถูกส่งมาคุมเชลยศึกสร้างทางรถไฟสายมรณะในประเทศไทย แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลงแล้ว เขากลับไม่ได้รับการเหลียวแลจากญี่ปุ่น ขณะที่ในเกาหลีใต้บ้านเกิดก็ถูกมองว่าทรยศชาติ

ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่กับครอบครัวในชานกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น แต่เหตุการณ์เลวร้ายเมื่อ 75 ปีที่แล้วก็ยังติดอยู่ในใจของอี ทั้งการถูกทางการญี่ปุ่นเกณฑ์ไปเป็นผู้คุม การมีส่วนร่วมในการสร้างทางรถไฟสายมรณะเชื่อมไทย-เมียนมาร์ การถูกตัดสินว่าเป็นอาชญากรสงครามโลกครั้งที่ 2

ในปี 1942 ซึ่งเป็นช่วงที่เกาหลียังถูกญี่ปุ่นยึดครอง อี ลูกชายวัย 17 ปีของครอบครัวชาวนาเกาหลีถูกเกณฑ์เข้ากองทัพญี่ปุ่นภายใต้สัญญา 2 ปี ด้วยค่าตอบแทน 50 เยนต่อเดือน

หลังจากได้รับการฝึกในเมืองปูซาน อีถูกส่งตัวมาที่ประเทศไทยในฐานะผู้คุมเชลยสงครามของญี่ปุ่นซึ่งมีทั้งชาวอังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลันดา เพื่อสร้างทางรถไฟสายมรณะเชื่อมระหว่างไทย-เมียนมาร์

ช่วงที่อยู่ไทย อีเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า คะคุราอิ ฮิโรมุระ

เดือน ก.พ. 1943 อีและผู้คุมคนอื่นๆ ได้รับมอบหมายให้คุมตัวเชลยสงครามชาวออสเตรเลียราว 500 คนและชาวตะวันตกอื่นๆ ไปยังค่ายหินตกในเขตอำเภอไทรโยคของกาญจนบุรี ซึ่งมีสภาพเป็นป่าเขา

ระหว่างก่อสร้างทางรถไฟระยะทาง 415 กิโลเมตร เชลยสงครามต้องสังเวยชีวิตไปราว 12,000 คน จากความเหนื่อยล้า การโหมทำงาน ถูกผู้คุมทุบตี รวมทั้งติดเชื้อมาลาเรียและโรคอหิวาต์

อีขึ้นชื่อในหมู่เชลยสงครามว่าเป็นผู้คุมที่โหดที่สุด

ออสติน ไฟฟ์ เชลยสงครามชาวออสเตรเลียเผยว่า เคยถูกอีทุบตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังเคยถูกใช้ไม้ไผ่ตีที่ท้ายทอย ขณะที่นักโทษคนอื่นๆ พูดตรงกันว่า อีมักจะแอบไปดูที่โรงพยาบาลสนาม หากเห็นว่าใครที่ยังพอทำงานได้ ไม่ได้ป่วยหนักก็จะถูกทุบตี

หลังจากสงครามสิ้นสุดลงในปี 1945 โดยญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม อีและผู้คุมชาวเกาหลีคนอื่นรวม 148 คน ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรส่งตัวไปขึ้นศาลทหารออสเตรเลียที่สิงคโปร์ และถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาบังคับให้เชลยสงครามที่เจ็บป่วยทำงานหนักจนเสียชีวิต และไม่ยอมสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหยุดทำร้ายร่างกายเชลยสงคราม

จากเอกสารในศาล อีให้การว่าเขาเพียงแค่ผลักเบาๆ ที่ไหล่เท่านั้น ไม่ได้ใช้ความรุนแรง และตัวเขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะขัดคำสั่งได้ เนื่องจากผู้คุมชาวเกาหลีอยู่ในระดับล่างสุดในกองทัพญี่ปุ่น

ในที่สุดอีถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 1947 หลังจากถุกคุมขังเพื่อรอการประหารได้ 8 เดือน ศาลลดโทษเหลือจำคุก 20 ปี อีถูกจำคุกในสิงคโปร์และถูกย้ายไปรับโทษต่อที่เรือนจำสุงะโมในกรุงโตเกียวในปี 1951 และต่อมาได้รับการปล่อยตัวโดยมีทัณฑ์บนจากศาลในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่นในปี 1956

หลังจากได้รับการปล่อยตัว อีไม่กล้าเดินทางกลับเกาหลี จนไม่ได้ไปร่วมงานศพแม่  เพราะกลัวว่าจะถูกเพื่อนร่วมชาติมองว่าเป็นคนทรยศ จึงอยู่ที่ญี่ปุ่น ในขณะที่เพื่อนร่วมชะตากรรมบางคนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง บางคนมีอาการป่วยทางจิต เมื่อรู้ว่าต้องอยู่ต่างบ้านต่างเมือง

ที่นั่นอีเป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมกลุ่มคนเกาหลีที่เป็นอาชญากรสงครามอีก 70 คน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นจ่ายเงินช่วยเหลือพวกเขาและครอบครัว และยังตั้งบริษัทแท็กซี่ในปี 1960 เพื่อให้สมาชิกกลุ่มทุกคนมีงานทำมีเงินใช้ เนื่องจากไม่ได้รับเงินชดเชย

แม้ว่าญี่ปุ่นจะเพิ่งออกกฎหมายให้เงินบำนาญทหารผ่านศึก รวมทั้งอาชญากรสงครามและครอบครัวสูงสุดอยู่ที่ 41,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 1,275,120 บาทต่อปี แต่ผลของการลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกซานฟรานซิสโกในปี 1953 ทำให้อีและเพื่อนๆ เสียสัญชาติญี่ปุ่นและสิทธิในการได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลญี่ปุ่น

จุดนี้เองที่ทำให้อีรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะในขณะที่ทหารญี่ปุ่นได้รับเงินชดเชย แต่ชาวเกาหลีที่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพญี่ปุ่นเพื่อเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ

แต่ถึงกระนั้นในปี 1991 กลุ่มของอีและเพื่อนๆ ตัดสินใจยื่นฟ้องรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อเรียกเงินชดเชยตามสิทธิของทหารผ่านศึก แต่สุดท้ายศาลสูงสุดของญี่ปุ่นตัดสินให้พวกเขาแพ้คดี

ต่อมาในปี 2006 ทางการเกาหลีใต้ยอมรับว่ากลุ่มของอีเป็นเหยื่อของลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น แต่ปฏิเสธการจ่ายเงินชดเชยให้คนที่ยังอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น รวมทั้งอี ขณะที่อาชญากรสงครามชาวเกาหลีที่กลับบ้านเกิดได้รับสิทธิพิเศษในการรักษาพยาบาล

ปัจจุบันนี้ อีอาศัยอยู่ในเมืองนิชิโตเกียวในกรุงโตเกียว ในฐานะอาชญากรสงครามเกาหลีใต้คนสุดท้ายในญี่ปุ่น โดยที่ไม่ได้รับการยอมรับจดจำทั้งในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

เรียบเรียงจาก: The survivor: last Korean war criminal in Japan wants recognition, Elderly Korean war criminal seeks redress from Japan

ญี่ปุ่น-เกาหลีแตกคอ ฉุดแผนทรัมป์ใช้เพื่อนบ้านเล่นงานจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630103

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 15:54 น.ญี่ปุ่น-เกาหลีแตกคอ ฉุดแผนทรัมป์ใช้เพื่อนบ้านเล่นงานจีน ความขัดแย้งระหว่างสองพันธมิตรสหรัฐในเอเชียตะวันออกทำให้จีนมีวเลาได้หายใจหายคอ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรของสหรัฐในเอเชียตะวันออกคือญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ต้องสั่นคลอน เนื่องจากความขัดแย้งที่เกิดจากการที่ศาลเกาหลีใต้สั่งให้ยึดทรัพย์สินของบริษัทญี่ปุ่นเพื่อชดเชยให้ชาวเกาหลีที่ถูกเกณฑ์ไปทำงานในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคม ความขัดแย้งนี้บั่นทอนความพยายามของทรัมป์ที่ต้องการให้ทั้งสองประเทศช่วยสกัดกั้นอิทธิพลของจีน

ศาลแขวงในเมืองโพฮังทางตะวันออกของเกาหลีใต้สั่งยึดหุ้นมูลค่าประมาณ 356,000 เหรียญสหรัฐที่ Nippon Steel Corp. ของญี่ปุ่นร่วมทุนกับ Posco ผู้ผลิตเหล็กของเกาหลีใต้ หาก Nippon Steel ไม่อุทธรณ์คดีภายในเจ็ดวันคำสั่งดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้และมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดเนื่องจากญี่ปุ่นคัดค้านว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

กรณีนี้เริ่มต้นจากการที่เมื่อปี 2018 ศาลฎีกาของเกาหลีใต้สั่งให้ Nippon Steel และ Mitsubishi Heavy Industries Ltd. ต้องรับผิดในการชดเชยแรงงานเกาหลีที่ถูกบังคับในช่วงปี 1910-1945 ในช่วงที่เกาหลีตกเป็นอาณานิคมญี่ปุ่น เมื่อบวกกับประเด็นความขัดแย้งเรื่องทำนองเดียวกัน เช่น หญิงเกาหลีที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นนางบำเรอในกองทัพญี่ปุ่น และการแย่งชิงเกาะท็อกโด/ทาเกชิมะ ยิ่งทำให้ทั้งสองขัดแย้งกันหนักขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศลั่นว่าจะโต้กลับหากเกาหลีใต้ยึดทรัพย์สินบริษัทญี่ปุ่น ในขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ก็ไม่รดราวาศอก บอกว่าได้มีการทบทวนมาตรการตอบโต้ที่เป็นไปได้แล้ว

ความขัดแย้งนี้บั่นทอนความร่วมมือเรื่องความมั่นคง และเป็นปัญหาสำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ที่พยายามกดดันจีนโดยขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรในเอเชียเพื่อยับยั้งจีนไม่ให้ครอบงำทะเลจีนใต้และปิดกั้นเทคโนโลยีของจีนโดยอ้างความเสี่ยงด้านความมั่นคง

รัฐบาลทรัมป์ลังเลใจที่จะแทรกแซงและบรรเทาความตึงเครียด แต่เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลทรัมป์กดดันเกาหลีใต้ในนาทีสุดท้าสยให้ยอมรับสินธิสัญญาแลกเปลี่ยนข่างกรองกับญี่ปุ่นเพื่อสร้างเครือข่ายของสหรัฐในการรับมือกับภัยคุกคามอย่างจีนและเกาหลีเหนือ

ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นใหม่อาจส่งผลกระทบต่อสหรัฐในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลทรัมป์เริ่มพุดถึงการถอนภาคการผลิตออกจากประเทศจีน และยังพูดอย่างเปิดเผยว่าต้องการให้ประเทศที่เป็นมิตรในเอเชียช่วยผลิตสินค้าที่จำเป็น และต้องการความช่วยเหลือจากประเทศญี่ปุ่นเกาหลีใต้และประเทศอื่นๆ ในเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อาจส่งผลดีต่อจีนตามที่ จ้าวทง นักวิชาการอาวุโสของสถาบัน Carnegie-Tsinghua Center ในกรุงปักกิ่งกล่าวไว้

“ช่องว่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อาจช่วยให้จีนรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเกาหลีใต้ เนื่องจากความคับข้องใจทางประวัติศาสตร์ที่มีต่อญี่ปุ่น และสามารถช่วยให้มั่นใจได้ว่าพันธมิตรด้านความมั่นคงสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ – ญี่ปุ่น – เกาหลีใต้จะไม่มีทางเป็นจริงได้” จ้าวทงกล่าว

ผู้คนในทั้งสองประเทศก็มีความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังกัน โพลที่ตีพิมพ์ในเดือนมิถุนายนโดยหนังสือพิมพ์ Yomiuri ของญี่ปุ่นและหนังสือพิมพ์ Chosun Ilbo ของเกาหลีใต้พบว่า 84% ของชาวญี่ปุ่นและชาวเกาหลีใต้ 90% (ซึ่งเป็นระดับสูงสุด) มองว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศไม่ดี

Photo by Olivier DOULIERY / AFP

ความยุติธรรมมีจริง ต่อสู้20ปีเพื่อความบริสุทธิ์จนพ้นโทษประหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630089

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 13:22 น.ความยุติธรรมมีจริง ต่อสู้20ปีเพื่อความบริสุทธิ์จนพ้นโทษประหารภรรยาของเขาถึงกับเป็นลมเพื่อเห็นหน้าสามีอีกครั้งหลังจากพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม

จางอวี้ฮวน ชายชาวจีนจากมณฑลเจียงซีต้องติดคุกนานถึง 27 ปีและรอรับโทษประหารมาตั้งแต่ปี 2001 เขาต้องโทษสูงสุดเพราะสารภาพผิดว่าเป็นฆาตกร แต่เขาบอกว่าที่ต้องรับผิดเพราะตำรวจทรมานและแบล็คเมล์ให้รับสารภาพ

จางถูกจับเมื่อเดือนตุลาคม 1993 เพียง 2 วันหลังจากมีการพบศพเด็กชาย 2 คนอายุ 4 และ 6 ขวบในสระน้ำหมู่บ้านจางเจีย จางอวี้ฮวนถูกจับกุมหลังจากนั้นเพราะต้องสงสัยและยังเป็นเพื่อนบ้านของเด็กทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานบางชี้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม

ในปี 1995 ศาลชั้นต้นตัดสินว่าจางอวี้ฮวนมีความผิดฐานก่อเหตุฆาตกรรมโดยเจตนาและตัดสินประหารชีวิตแต่ให้รอลงอาญา ทว่า หลังจากนั้น 2 เดือนศาลฎีกาสั่งให้ศาลอุธรณ์พิจารณาคดีอีกครั้งเพราะไม่มีหลักฐานที่เพียงพอและข้อมูลที่ชัดเจนว่าจางอวี้ฮวนเป็นคนฆ่า

แต่กว่าศาลอุธรณ์จะพิจารณาคดีก็ลากยาวมาถึงปี 2001 โดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนและยังยืนคำพิพากษาศาลชั้นต้น จางอวี้ฮวนคัดค้านคำพิพากษาและพยายามต่อสู้มาตลอด 20 ปี

และด้วยความพยายามของเขาและคนในครอบครัวที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมที่แท้จริงมาตลอด ในที่สุดศาลฏีกาของจีนก็พิจารณาคดีใหม่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม และมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมให้จางอวี้ฮวนพ้นจากความผิดและปล่อยตัวเขาเป็นอิสระ

ในวันที่เขากลับบ้านเกิด จางอวี้ฮวนนั่งรถเบนซ์มาถึงบ้านโดยมีคนในครอบครัวมารอต้อนรับ เมื่อเขาลงจากรถทุกคนก็โผเข้าไปกอดและร้องไห้โฮหนึ่งในนั้นคือแม่ผู้แก่ชราของเขาและภรรยาของเขาที่ต้องหย่าจากเขาเนื่องจากไม่มั่นใจว่าสามีจะรอดชีวิตหรือไม่แต่เธอก็ให้ความช่วยเหลือสามีมาตลอด เมื่อสามีได้รับอิสรภาพเธอถึงกับร้องไห้จนเป็นลมและต้องถูกส่งไปโรงพยาบาล

ลูกชายคนโตของเขาได้พบพ่ออีกครั้งหลังจากที่พ่อติดคุกตอนที่เขาอายุได้ 4 ขวบและลูกชายคนเล็กที่หลั่งน้ำตาด้วยความดีใจที่เพิ่งจะพบหน้าพ่อในฐานะผู้บริสุทธิ์เพราะตอนที่พอ่ติดคุกเขายังเป็นแค่เด็กทารก

ประเทศศัตรูหยุดความขัดแย้ง ทั่วโลกพร้อมใจช่วยเลบานอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630070

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 11:16 น.ประเทศศัตรูหยุดความขัดแย้ง ทั่วโลกพร้อมใจช่วยเลบานอนความช่วยเหลือจากนานาประเทศกำลังหลั่งไหลไปสู่กรุงเบรุต แม้แต่ประเทศศัตรูก็ร่วมแสดงพลังเอาใจช่วย

หลายประเทศประกาศให้ความช่วยเหลือเลบานอนและกรุงเบรุตและบางประเทศได้ส่งความช่วยเหลือมาในทันที เช่น กรุงแบกแดดประเทศอิรักเสนอช่วยเชื้อเพลิงให้กับกรุงเบรุต และฝรั่งเศสซึ่งเคยเป็นผู้ปกครองเลบานอนในฐานะอาณานิคมเดินหน้าผลักดันให้ประชาคมโลกระดมเงินช่วยกรุงเบรุต

แม้แต่อิสราเอลที่เป็นศัตรูกับเลบานอนและทั้ง 2 ประเทศยังอยู่ในภาวะสงครามก็ยังเสนอให้ความช่วยเหลือผ่านคนกลางคือสหประชาชาติ นอกจากนี้ ศาลากลางกรุงเทลอาวีฟยังฉายภาพธงของเลบานอนเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

“มนุษยชาติมาก่อนความขัดแย้งใดๆ และหัวใจของเราอยู่ร่วมกับชาวเลบานอนหลังจากเกิดภัยพิบัติร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับพวกเขา” รอน ฮุลได นายกเทศมนตรีของเทลอาวีฟกล่าวในทวิตเตอร์

นอกจากนี้อิหร่านที่เป็นศัตรูกับอิสราเอลและเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มเฮศบอลลอฮ์ในเลบานอนที่คอยคุกคามอิสราเอลก็ยังเสนอให้ความช่วยเหลือเป็นทีมแพทย์และส่งอาหารและเวชภัณฑ์น้ำหนัก 9 ตันไปให้

สำหรับความช่วยเหลือจากประเทศอื่นๆ มีดังนี้ กาตาร์เริ่งส่งโรงพยาบาลสนามและทีมแพทย์ไปช่วยเพื่อช่วยแบกรับความต้องการหน่วยพยาบาลหลังจากแรงระเบิดทำลายโรงพยาบาลหลายแห่งและมีผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับตุรกีที่ส่งโรงพยาบาลสนามไปช่วยและทีมกู้ภัยค้นหาผู้รอดชีวิตในซากปรักหักพัง

Photo by – / AFP

ภาพถ่ายดาวเทียมเผยหลุมยักษ์หลังเหตุระเบิดเบรุต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630063

วันที่ 06 ส.ค. 2563 เวลา 09:42 น.ภาพถ่ายดาวเทียมเผยหลุมยักษ์หลังเหตุระเบิดเบรุตเผยภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบก่อน-หลังระเบิดเบรุต พบเป็นแอ่งยักษ์กว้างกว่าสนามฟุตบอล

บริษัทเทคโนโลยีอวกาศ Maxar Technologies เผยภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณท่าเรือในกรุงเบรุตทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่รัศมีการทำลายล้างกว่า 10 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 113 ราย บาดเจ็บอีกราว 4,000 ราย อาคารบ้านเรือนพังถล่มลงมา รวมทั้งกระจกแตกร้าว ขณะนี้เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต

สำนักข่าว CNN ประเมินว่า แอ่งขนาดใหญ่ที่เกิดจากแรงระเบิดมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 124 เมตร หรือใหญ่กว่าสนามฟุตบอลในแง่ของความยาว และมีความลึกราว 10 เมตร

ภาพบนเป็นเรือสำราญโอเรียนท์ควีนที่บันทึกไว้เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่วนภาพล่างเรือลำเดียวกันได้รับแรงระเบิดจนพลิกคว่ำ

Photos by Handout / Satellite image ©2020 Maxar Technologies / AFP

ครึ่งเมืองพังพินาศ บันทึกความย่อยยับของกรุงเบรุต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630041

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 21:01 น.ครึ่งเมืองพังพินาศ บันทึกความย่อยยับของกรุงเบรุตภาพความเสียหายของเมืองหลวงเลบานอนหลังเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของโลก

หลังจากเหตุการณ์ระเบิดผ่านไปและเข้าสู่วันใหม่ผู้สื่อข่าวสามารถเก็บภาพรายละเอียดความเสียหายของกรุงเบรุตได้มากขึ้น แรงระเบิดเท่ากับ TNT ปริมาณ 100 – 3,000 ตันทำให้รัศมีโดยรอบท่าเรือเกือบ 4 กิโลเมตรราบเป็นหน้ากลอง และสร้างความเสียหายไกลถึง 10 กิโลเมตร

Photo by STR / AFP
Photo by ANWAR AMRO / AFP
Photo by ANWAR AMRO / AFP
Photo by – / AFP
Photo by STR / AFP
Photo by ANWAR AMRO / AFP
Photo by JOSEPH EID / AFP
Photo by Janine HAIDAR / AFP

สรุปความเสียหายเหตุบึ้มสนั่นกรุงเบรุต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630045

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 19:45 น.สรุปความเสียหายเหตุบึ้มสนั่นกรุงเบรุตแรงระเบิดสร้างความเสียหายในรัศมี 10 กิโลเมตร อาคารบ้านเรือนพังยับ ชาวบ้าน 3 แสนไร้ที่อยู่

-มาร์วัน อับบูด ผู้ว่าการกรุงเบรุตเผยกับ AFP ว่า กรุงเบรุตครึ่งเมืองได้รับความเสียหาย (ราว 43.4 ตารางกิโลเมตร) เบื้องต้นประเมินความเสียหายไว้ที่ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

-แรงระเบิดส่งผลให้อาคารบ้านเรือนที่อยู่ในรัศมีอย่างน้อย 10 กิโลเมตรได้รับความเสียหายอย่างหนัก กระจกของสนามบินนานาชาติที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 9 กิโลเมตรแตกเสียหาย

-ประชาชนไร้บ้านกว่า 300,000 คน

-คลังเก็บข้าวสาลี ซึ่งขณะเกิดเหตุมีข้าวสาลีอยู่ราว 15,000 ตันได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด ส่งผลให้ขณะนี้เหลือข้าวสาลีซึ่งเป็นอาหารหลักของเลบานอนสำรองเพียงพอเลี้ยงประชาชนได้ไม่เกิน 1 เดือน

-โรงพยาบาล 3 แห่งในกรุงเบรุตพังทลาย และอีก 2 แห่งได้รับความเสียหาย ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บไม่สามารถเข้ารักษาในโรงพยาบาล ขณะที่โรงพยาบาลเซนต์จอร์จที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 1 กิโลเมตร ต้องเปิดรักษาคนไข้ริมถนน เนื่องจากตัวโรงพยาบาลได้รับความเสียหายหนัก

-ปิแอร์ อัคการ์ ประธานสมาคมโรงแรมและการท่องเที่ยวเลบานอนเผยกับ NNA สื่อรัฐบาลเลบานอนว่า โรงแรมในกรุงเบรุต 90% ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด

-นักแผ่นดินไหววิทยาระบุว่าแรงจากระเบิดเทียบเท่ากับแผ่นดินไหวขนาด 3.3 แมกนิจูด

แอมโมเนียม ไนเตรต สารเคมีที่เคยใช้โจมตีไทยหลายครั้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630031

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 17:15 น.แอมโมเนียม ไนเตรต สารเคมีที่เคยใช้โจมตีไทยหลายครั้งแอมโมเนียม ไนเตรต สารเคมีกลุ่มก่อการร้ายนำมาใช้ในการก่อวินาศกรรมหลายครั้งทั่วโลก และหนึ่งในเป้าหมายนั้นอยู่ที่ประเทศไทย

แม้ว่าขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของเหตุระเบิดครั้งใหญ่บริเวณท่าเรือในกรุงเบรุตของเลบานอน แต่โกดังสินค้าที่ระเบิดนั้นมีแอมโมเนียม ไนเตรตซึ่งเป็นได้ทั้งปุ๋ยและวัตถุระเบิดเก็บอยู่ถึง 2,750 ตัน ทำให้หลายคนมองว่าอาจเป็นการก่อการร้าย เพราะสารเคมีชนิดนี้เคยถูกกลุ่มก่อการร้ายนำมาใช้ในการก่อวินาศกรรมหลายครั้งทั่วโลก และหนึ่งในเป้าหมายนั้นอยู่ที่ประเทศไทย

ย้อนกลับไปในปี 1994 หรือ พ.ศ. 2537 หวิดเกิดเหตุระเบิดครั้งใหญ่กลางกรุง เมื่อคนร้ายใช้รถบรรทุก 6 ล้อเล็กบรรทุกแท็งก์น้ำเหล็ก โดยภายในเต็มไปด้วยปุ๋ยแอมโมเนียม ไนเตรตคลุกเคล้ากับน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นส่วนประกอบระเบิด ขับมุ่งหน้าไปทางสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

บังเอิญว่ารถบรรทุกคันดังกล่าวเกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์บริเวณใกล้กับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ห่างจากสถานทูตอิสราเอลราว 0.8 กิโลเมตรก่อน ทำให้คนร้ายต้องรีบหนีจากที่เกิดเหตุ โศกนาฏกรรมจึงไม่เกิดขึ้น

ตำรวจนำรถบรรทุกไปจอดไว้ที่ สน.ลุมพินีนานถึง 7 วันก่อนที่เจ้าของรถซึ่งเป็นบริษัทขนส่งจะเข้ามาแสดงตัว และแจ้งว่าชาวตะวันออกกลางมาขอเช่ารถคันดังกล่าว

การตรวจค้นรถบรรทุกอย่างละเอียดทำให้ตำรวจถึงกับตะลึง เมื่อพบแอมโมเนียม ไนเตรตคลุกเคล้าน้ำมันดีเซลน้ำหนัก 1 ตัน  และยังมีระเบิดซีโฟร์ในขวดน้ำอัดลมขนาด 2 ลิตร หนัก 2 ปอนด์ หรือเกือบ 1 กิโลกรัม จำนวน 2 ลูก ภายในมีเชื้อปะทุไฟฟ้า 10 ดอก รวมถึงดินระเบิดซีโฟร์ขนาด 1/4 ปอนด์อีก 5 ลูก มีเชื้อปะทุภายในรวม 6 ดอก ซึ่งหากระเบิดจะมีอานุภาพทำลายร้างในรัศมี 1-2 กิโลเมตร นับเป็นการพบระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของไทย

นอกจากนี้ ยังพบศพคนขับรถบรรทุกของบริษัทของส่งเจ้าของรถถูกฆ่าหมกอยู่ในแท็งก์น้ำโดยใช้แอมโมเนียม ไนเตรตกลบทับไว้ด้วย

ไม่กี่วันถัดมา ผู้เชี่ยวชาญจากอิสราเอลได้เดินทางมาตรวจสอบ และประเมินว่าระเบิดคาร์บอมบ์นี้น่าจะมีรัศมีการทำลายล้างสูงถึง 7 กิโลเมตร

ที่น่าสังเกตก็คือ สูตรการผลิตระเบิดที่ใช้ในครั้งนี้เป็นสูตรเดียวกับที่คนร้ายใช้ในการก่อวินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดในเมืองแมนฮัตตันของสหรัฐ และการตรวจสอบประวัติคนร้ายที่ลงมือในไทยยังพบว่า หนึ่งในนั้นคือ แรมซี ยูซุฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผู้ก่อการร้ายที่อิหร่านหนุนหลังผู้ลงมือระเบิดตึกเวลด์เทรดเมื่อวันที่ 26 ก.พ. 1993 และยังลอยนวลอยู่ในขณะนั้น

ต่อมาทางการไทยขยายผลต่อ และพบแอมโมเนียม ไนเตรต 25 กระสอบซุกซ่อนอยู่ในบ้านเช่าแห่งหนึ่งที่ชาวอาหรับเข้ามาพัก ทำให้เจ้าหน้าที่พุ่งเป้าผู้ต้องสงสัยไปที่กลุ่มศาสนาที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับอิสราเอล และหนึ่งในนั้นก็คือกลุ่มเฮซบอลลอฮ์ที่อิหร่านหนุนหลัง

จะว่าไปแล้ว กลุ่มเฮซบอลลอฮ์มักจะใช้ไทยเป็นพื้นที่ในการก่อเหตุโจมตีประเทศตะวันตกและอิสราเอลหลายครั้ง โดยที่หน่วยงานความมั่นคงของไทยแทบจะไม่ทราบความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้เลยจนกระทั่งเกิดเหตุขึ้นแล้ว อาทิ

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2555 เกิดเหตุระเบิดในบ้านที่ชาวอิหร่านเช่าไว้ที่ซอยสุขุมวิท 71 หลังจากมีการพยายามขว้างระเบิดติดแม่เหล็กเพื่อสังหารนักการทูตอิสราเอล แต่คนร้ายยกเลิกแผนแล้วหนีออกมาจากบ้าน

ระหว่างออกมาเรียกแท็กซี่ แท็กซี่ไม่ยอมรับหนึ่งในสามคนร้ายโมโหจึงใช้ระเบิดวิทยุ (ระเบิดแสวงเครื่องที่ดัดแปลงวิทยุใส่ระเบิดซีโฟร์) ปาใส่แท็กซี่จนพังยับ เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงจุดเกิดเหตุคนร้ายยังปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่อีก แต่กลับพลาดถูกขาตัวเองขาด สุดท้ายถูกจับกุมยกแก๊ง

และก่อนหน้านั้น 1 เดือนตำรวจจับกุมตัวสมาชิกกลุ่มเฮซบอลลอฮ์ 1 คน จากการตรวจค้นบ้านพักพบปุ๋ยยูเรีย แอมโมเนียม ไนเตรต ซึ่งเป็นสารตั้งต้นระเบิด หากนำไปผสมระเบิดจะมีน้ำหนักถึง 4,000 กิโลกรัม เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งสถานทูตสหรัฐและอิสราเอลประจำประเทศไทยรีบออกคำเตือนพลเมืองของตัวเองทันที

The New York Times ระบุว่า ตอนที่พบสารเคมีตั้งต้นระเบิดเจ้าหน้าที่ไทยเผยว่าสารเหล่านี้จะถูกบรรจุใส่ถุงที่ระบุว่าเป็นทรายแมว ก่อนจะบรรจุกล่องที่ระบุว่าพัดลมไฟฟ้าส่งไปยังประเทศอื่น  

แม้ว่าเคสนี้ดูเป็นปริศนาในสายตาสาธารณชน แต่นักวิเคราะห์ข่าวกรองสหรัฐเผยว่า แม้จะมีความเป็นไปได้สูงที่กลุ่มเฮซบอลลอฮ์เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่สารตั้งต้นระเบิดพวกนี้น่าจะตั้งใจเก็บไว้ในประเทศไทย เพื่อใช้โจมตีอิสราเอลในอนาคตมากกว่า

หน่วยข่าวกรองตะวันตกรับรู้กันดีว่ากลุ่มเฮซบอลลอฮ์คอยสอดแนมสำนักงานและเคาน์เตอร์สายการบินแอลอัล ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของอิสราเอลในประเทศไทย รวมทั้งร้านอาหาร Chabad House บนถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ชาวยิวนิยมไปรวมตัวกัน

เจตนาโจมตีชาวยิวของกลุ่มเฮซบอลลอฮ์ไม่ใช่ข้อสงสัยเลื่อนลอย เพราะฮุสเซน ซาเฟียดีน ตัวแทนกลุ่มเฮซบอลลอฮ์ในอิหร่านเคยประกาศเจตนาไว้เมื่อปี 2006 ว่า ทางกลุ่มจะขยายการโจมตีอิสราเอลให้กว้างขึ้น “จะไม่มีที่ไหนที่พวกเขาจะอยู่อย่างปลอดภัย”

ซาคารี อาบูซา นักรัฐศาสตร์จากวิทยาลัยการสงครามแห่งชาติในสหรัฐเผยว่า ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่ากลุ่มเฮซบอลลอฮ์เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากน้อยเท่าใด แต่ทางกลุ่มได้แทรกซึมเข้ามาอยู่ในชุมชนชีอะห์ (นิกายของอิหร่าน) ในหลายประเทศในภูมิภาคนี้

นักวิเคราะห์ข่าวกรอง ยังเผยอีกว่า กลุ่มเฮซบอลลอฮ์มีหน่วยงานรัฐหนุนหลังคอยจัดหาสารตั้งต้นระเบิดเกรดดีให้ทั่วโลก ดังนั้นจึงไม่ต้องมีการขนส่งยูเรียหรือแอมโมเนียม ในเตรตปริมาณมากๆ ให้เป็นที่สงสัย

และนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองแทบจะไม่ระแคะระคายถึงการเตรียมการโจมตีของกลุ่มนี้เลย