ฝีมือใคร? เจาะความเป็นได้เหตุระเบิดถล่มเบรุต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/630011

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 14:44 น.ฝีมือใคร? เจาะความเป็นได้เหตุระเบิดถล่มเบรุตเปิดเบื้องหลังสถานการณ์แวดล้อมในเลบานอน ความขัดแย้งทางการเมืองกำลังคุกรุ่น

1. ทางการเลบานอนกล่าวว่าสาเหตุการระเบิดมาจากแอมโมเนียไนเตรต ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ผลิตปุ๋ยและสามารถใช้เป็นวัตถุระเบิดได้ สารนี้ถูกเก็บไว้ในโกดังที่ท่าเรือในกรุงเบรุตเมืองหลวงของเลบานอนมานานประมาณ 6 ปี แต่เกิดระเบิดขึ้นระหว่างคนงานกำลังซ่อมรูรั่วของโกดัง ประกายไฟจากการเชื่อมโลหะอาจเป็นสาเหตุ

2. แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์บอกว่าการระเบิดครั้งนี้เป็นการโจมตีของบุคคลบางกลุ่ม ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “ดูเหมือนการโจมตีที่น่ากลัว” และบอกว่า “ดูเหมือนว่าจะเป็นแบบนั้นอิงกับการระเบิด ผมพบกับนายพลผู้ยิ่งใหญ่ของเราและพวกเขาก็คิดว่ามันเป็นเช่นนั้น”

3. รัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรบอกว่ายังเร็วเกินไปที่จะคาดเดาสาเหตุของการระเบิดครั้งใหญ่ และบอกว่าเจ้าหน้าที่ของเลบานอนกำลังสืบสวนสาเหตุของโศกนาฏกรรมนั้น และก่อนที่เราจะได้ผลลัพธ์จากการสอบสวนยังเร็วเกินไปที่จะคาดเดาว่าสาเหตุมาจากอะไร

4. เบื้องต้นเรามีข้อคิดเห็น 2 ข้อเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ข้อแรกมันเกิดจากอุบัติเหตุ (สมมติฐานของเลบานอน) และข้อที่สองมันเกิดจากวินาศกรรม (สมมติฐานของสหรัฐ) ส่วนอังกฤษและคาดว่าส่วนอื่นๆ ของโลกคิดว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุป

5. แต่เพื่อให้ทันสถานการณ์ ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ได้ลองวิเคราะห์จากสมมติฐานของทรัมป์ เพราะดูเหมือนเขาจะมั่นอกมั่นใจว่าการโจมตีครั้งนี้เป็นการก่อวินาศกรรม เพราะเขาสรุปไปแล้วว่า “นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ระเบิดที่เกิดจากการผลิตอะไรบางอย่าง จากความเห็นของพวกเขา (นายทหารสหรัฐ) ซึ่งเขารู้ดีกว่าผม พวกเขาคิดว่าเป็นการโจมตี … มันเป็นการโจมตีด้วยระเบิดแบบหนึ่ง”

6. ทรัมป์ยังไม่ได้ระบุว่าใครเป็นคนลงมือ แต่เราจะวิเคราะห์จากเงื่อนไขในประเทศเลบานอน ซึ่งเป็นประเทศที่เคยผ่านสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มการเมือง/เชื้อชาติต่างๆ และยังมีความขัดแย้งกับอิสราเอล และตั้งอยู่ใกล้กับซีเรียที่ยังมีสงครามกลางเมืองยืดเยื้อ

7. หลังจากเกิดการระเบิดไม่นาน มีบางคนตั้งข้อสงสัยว่าอิสราเอลอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่อิสราเอลประกาศอย่างรวดเร็วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและยังเสนอให้ความช่วยเหลือโดยติดต่อผ่านสมัชชาความมั่นคงแห่งสหประชาชน นัยว่าเพื่อแสดงความจริงใจและโปร่งใส รัฐมนตรีกลาโหมของเลบานอนก็เผยว่าอิสราเอลเสนอให้ความช่วยเหลือเลบานอนผ่านคนกลาง

8. เลบานอนประกอบด้วยชนชาติ/ศาสนาที่หลากหลาย คือมีชาวมุสลิม 61.1% (ซึ่งมุสลิมชีอะห์และซุนนีขัดแย้งกันเอง) ชาวคริสต์ 33.7% (เป็นกลุ่มที่กุมอำนาจทางการเมือง) ชาวดรูซ 5.2% เพราะสาเหตุนี้ทำให้เลบานอนมีความเปราะบางสูง และเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งได้ง่ายและเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดสงครามกลางเมือง (ระหว่างปี 1975 – 1990)

9. หลังสงครามกลางเมืองกลุ่มติดอาวุธศาสนาต่างๆ ยอมวางอาวุธยกเว้นกลุ่มเฮซบอลลอฮ์ซึ่งเป็นขบวนการของมุสลิมชีอะห์ที่มีสายสัมพันธ์เหนียวแน่นกับอิหร่าน (ที่เป็นชีอะห์เหมือนกัน) ในเวลานี้เป้าหมายของเฮซบอลลอฮ์คืออิสราเอลที่ยึดดินแดนของเลบานอนไป เฮซบอลลอฮ์ก่อวินาศกรรมอิสราเอลหลายครั้งและยังก่อสงครามย่อยๆ ที่ชายแดนในปี 2006

10. เฮซบอลลอฮ์ยังไปช่วยรบในสงครามกลางเมืองซีเรียโดยเข้าข้างฝ่ายรัฐบาลซีเรีย (ซึ่งเป็นชีอะห์เหมือนกันและหนุนหลังโดยอิหร่านเช่นกัน) และรบกับฝ่ายต่อต้านรัฐบาล (ที่สนับสนุนโดยสหรัฐ) และสหรัฐขึ้นบัญชีเฮซบอลลอฮ์เป็นกลุ่มก่อการร้าย

11. รัฐบาลทรัมป์มีลูกล่อลูกชนกับเฮซบอลลอฮ์มาตลอด ก่อนที่จะล้มดีลกับอิหร่านจนทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ รัฐบาลทรัมป์เหมือนจะยอมโอนอ่อนกับเฮซบอลลอฮ์ แต่เมื่อมีเรื่องกับอิหร่านสหรัฐก็แข็งกร้าวขึ้นมาอีก ไมค์ พอมพีโอ บอกกับนายกรัฐมนตรีเลบานอนให้ควบคุมเฮซบอลลอฮ์เสียไม่เช่นนั้นสหรัฐจะไม่ทนอีก

12. แต่เฮซบอลลอฮ์ยังได้รับความนิยมอย่างมากในเลบานอนแม้แต่ในหมู่ชาวคริสต์ในฐานะผู้ต่อสู้เพื่อเอกราชของเลบานอน ที่สำคัญก็คือเฮซบอลลอฮ์คือผู้ช่วยที่ฟอร์มรัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบัน แต่รัฐบาลชุดนี้กำลังถูกประชาชนต่อต้านเพราะปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามกลางเมือง เนื่องจากการะบาดของโควิด-19

13. นอกจากนี้ ศาลของสหประชาชาติในฐานะคนกลางกำลังพิจารณาคดีสมาชิกเฮซบอลลอฮ์ที่ลงมือสังหารอดีตนายกรัฐมนตรีราฟิก อัล ฮาริรีแห่งเลบานอนที่เป็นมุสลิมซุนนีด้วยการลอบวางระเบิดในรถบรรทุกเมื่อปี 2005 และเฮซบอลลอฮ์ยังลอบสังหารนักการเมืองซุนนีที่ได้รับการหนุนหลังจากชาติตะวันตกและพันธมิตรของชาติตะวันตกในตะวันออกกลาง เพื่อที่จะใช้คนเหล่านี้ต่อต้านอิหร่าน

14. การพิจารณาคดีครั้งประวัติศาสตร์จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ที่เนเธอร์แลนด์ แต่กรุงเบรุตมาเกิดระเบิดเสียก่อนในวันที่ 4 สิงหาคม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องบังเอิญจนน่าผิดสังเกต อันที่จริงก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน บริเวณใกล้ๆ กับขบวนรถของอดีตนายกรัฐมนตรีซาอัด ฮาริรี บุตรชายของราฟิก อัล ฮาริรีถูกขีปนาวุธโจมตีจากบุคคลไม่ทราบฝ่าย

15. จากปัญหาเศรษฐกิจทำให้รัฐบาลสายเฮซบอลลอฮ์สั่นคลอนอย่างหนัก และในระยะหลังมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มการเมือง Future Movement ของฮาริรี (พวกซุนนี) กับพวกเฮซบอลลอฮ์ (พวกชีอะห์) บ่อยครั้ง จนประธานาธิบดีมิเชล อาอูน (ชาวคริสต์) ต้องเอ่ยว่าตอนนี้ “มีบรรยากาศของสงครามการเมือง” และมีความพยายามทำให้เกิดความขัดแย้งของกลุ่มต่างๆ ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

16. แต่เมื่อไม่มีหลักฐานเราไม่สามารถสรุปได้ว่าใครเป็นคนทำ นอกจากชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์แวดล้อมเท่านั้น และสถานการณ์ที่เรามีตอนนี้คือ เฮซบอลลอฮ์กำลังจะขึ้นศาลในคดีสังหารผู้นำประเทศที่มาจากฝ่ายตรงข้าม, รัฐบาลสายเฮซบอลลอฮ์กำลังเสียรังวัดจากปัญหาเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดจนเกิดการประท้วงไปทั่ว และเฮซบอลลอฮ์คือแขนขาของอิหร่านที่สหรัฐต้องการจะควบคุมไว้ในเวลาที่สหรัฐกำลังเผชิญหน้ากับอิหร่าน

17. และสถานการณ์ที่สามก็คือเรามีสารเคมีที่ใช้เป็นระเบิดได้ปริมาณมหาศาลอยู่ในเมืองของเลบานอนโดยที่แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ทราบ แล้วมันก็เกิดระเบิดขึ้นมาโดยคนงานที่กำลังอ๊อกเหล็กไม่รู้ว่ามันเป็นวัตถุระเบิด

Photo by IBRAHIM AMRO / AFP

ติดเกาะกลางมหาสมุทรรอดตายเหลือเชื่อ เขียนSOSบนหาดทราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629957

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 11:04 น.ติดเกาะกลางมหาสมุทรรอดตายเหลือเชื่อ เขียนSOSบนหาดทรายเกาะแห่งนี้อยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่เวิ้งว้างและห่างไกลจากแผ่นดินอื่นๆ จนไม่น่าจะบินไปพบง่ายๆ

ลูกเรือสามคนชาวภูมิภาคไมโครนีเซียติดอยู่บนเกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกที่ห่างไกลได้รับการช่วยเหลือหลังจากเครื่องบินรบของออสเตรเลียและสหรัฐ หลังจากที่ทีมช่วยเหลือมองเห็นตัวอักษร “SOS” ขนาดยักษ์ที่พวกเขาเขียนบนชายหาด

กองกำลังป้องกันประเทศออสเตรเลียกล่าวว่าพบชายในวันอาทิตย์ที่เกาะพิเกลอต (Pikelot Island) เกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่เวิ้งว้างและห่างไกลจากแผ่นดินอื่นๆ จนไม่น่าจะบินไปพบง่ายๆ 

ลูกเรือเหล่านี้ลอยมาติดที่เกาะห่างจากจุดที่พวกเขาออกเดินทางเมื่อสามวันก่อนประมาณ 190 กิโลเมตร (115 ไมล์) 

เรือท้องแบนความยาว 7 เมตรของคนเหล่านี้แล่นออกนอกเส้นทางจนน้ำมันหมด ทำให้ต้องหลงอยู่กลางทะเลกว้างใหญ่และแม้ว่าภูมิภาคไมโครนีเซียจะมีเกาะถึง 600 กว่าเกาะแต่แต่ละแห่งอยู่ห่างกันมาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับการแจ้งเตือนจากศูนย์ช่วยเหลือและประสานงานแปซิฟิกในกวม เครื่องบินทหารสหรัฐและออสเตรเลียเข้าร่วมค้นหาเรือที่หายไปและเห็นข้อความ SOS ของพวกเขาในวันอาทิตย์

เฮลิคอปเตอร์ที่ส่งมาจากเรือรบ HMAS Canberra ของออสเตรเลียบินไปที่เกาะพร้อมด้วยอาหารและน้ำและพบว่าชายสามคนอยู่ในสภาพดี

กองกำลังป้องกันประเทศออสเตรเลียกล่าวว่ากองเรือลาดตระเวนไมโครนีเซียถูกส่งไปช่วยชีวิตพวกเขาแล้ว 

Photo by Handout / Australian Defence Force / AFP)
Google Map

สถานทูตไทยในซาอุฯแจงมีขรก.-จนท.ไทยติดโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629978

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 10:32 น.สถานทูตไทยในซาอุฯแจงมีขรก.-จนท.ไทยติดโควิดสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย แจงมีข้าราชการ – เจ้าหน้าที่ไทยติดเชื้อโควิด-19 อยู่ระหว่างการรักษา เตือน สถานการณ์แพร่ระบาดยังอยู่ในระดับอันตราย ขอให้คนไทยรักษาสุขภาพฯ – สวมหน้ากากฯ

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 63 สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย โพสต์ข้อความผ่าน เพจ Royal Thai Embassy, Riyadh ระบุว่า “ขอเรียนว่าปัจจุบันมีข้าราชการและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ บางคน ติดเชื้อ COVID-19 โดยอยู่ระหว่างการรักษาพยาบาล

เพื่อความปลอดภัย สถานเอกอัครราชทูตฯ ขอให้ผู้ที่ประสงค์จะขอรับบริการด้านกงสุลหรือขอความช่วยเหลือในเรื่องใดๆ จากสถานเอกอัครราชทูตฯ กรุณาสอบถามหรือติดต่อนัดหมายทางโทรศัพท์ก่อน ที่เบอร์ 011 488 1174 และ hotline 055 462 2005 หรือ 055 798 2002

ทั้งนี้ โดยที่ยังมีการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในซาอุดีฯ ในระดับที่อันตราย จึงขอให้คนไทยในซาอุดีฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ รักษาสุขอนามัยในที่พักและที่ทำงาน รวมถึงใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในสถานที่สาธารณะด้วยครับ”

เบรุตเสียหายย่อยยับบาดเจ็บนับพัน แอมโมเนียมไนเตรตต้นเหตุ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629973

วันที่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 09:27 น.เบรุตเสียหายย่อยยับบาดเจ็บนับพัน แอมโมเนียมไนเตรตต้นเหตุเสียงระเบิดดังข้ามทะเลถึงไซปรัสอาคารในย่านที่อยู่ใกล้ๆ กับท่าเรือถึงกับเสียหายทุกหลัง

เจ้าหน้าที่กู้ภัยชาวเลบานอนขุดค้นซากปรักหักพังเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตจากการระเบิดของคลังสินค้ารุนแรงจนทำให้กรุงเบรุตเมืองหลวงของเลบานอนสั่นสะเทือน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 78 คนและบาดเจ็บเกือบ 4,000 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่ายอดเจ็บและตายน่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ และยังมีคนที่ยังสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง

การระเบิดในวันอังคารเกิดขึ้นที่โกดังเก็บสินค้าที่มีวัตถุระเบิดที่มีความไวไฟสูง ประธานาธิบดีมิเชล อาอูน กล่าวว่าแอมโมเนียมไนเตรต 2,750 ตันที่ใช้ผลิตปุ๋ยและวัตถุระเบิดถูกเก็บไว้ที่ท่าเรือเป็นเวลา 6 ปีโดยไม่มีมาตรการด้านความปลอดภัยและเขากล่าวว่า “เรื่องนี้ยอมรับไม่ได้”

เจ้าหน้ายังที่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าสาเหตุของการระเบิดเกิดจากอะไร แต่สื่อท้องถิ่นบอกว่าการระเบิดเริ่มต้นจากคนงานที่กำลังบัดกรีรูรั่วในคลังสินค้า

Photo by IBRAHIM AMRO / AFP

Photo by IBRAHIM AMRO / AFP
Photo by STR / AFP
Photo by JOSEPH EID / AFP
Photo by Marwan TAHTAH / AFP
Photo by IBRAHIM AMRO / AFP
Photo by IBRAHIM AMRO / AFP
Photo by STR / AFP

เกิดระเบิดครั้งใหญ่ในกรุงเบรุต คลิปจับภาพตูมใหญ่ต่อหน้าต่อตา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629959

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 23:21 น.เกิดระเบิดครั้งใหญ่ในกรุงเบรุต คลิปจับภาพตูมใหญ่ต่อหน้าต่อตาการระเบิดที่ช็อคไปทั้งโลกทำให้เกิดกลุ่มควันรูปดอกเห็ดสูงหลายร้อยเมตรเหนือท้องฟ้าเมืองหลวงของเลบานอน

เบื้องต้นรัฐมนตรีสาธารณสุขเลบานอนเผยว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมากและมีความเสียหายเป็นวงกว้าง

tw// bomb explosionapparently this is the current situation happening in beirut lebanon 😦 Praying for their safety and please take care pic.twitter.com/aiOS20K6m9

— jungkook ? kass loml day (@jeonsflirty) August 4, 2020

Photo by Janine HAIDAR / AFP
Photo by Janine HAIDAR / AFP

เปิดประเทศไม่คุ้มเสีย กีวียังถอยแล้วไทยจะไปต่อหรือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629953

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 20:27 น.เปิดประเทศไม่คุ้มเสีย กีวียังถอยแล้วไทยจะไปต่อหรือตัวอย่างจากเพื่อนบ้านมีให้เห็น เปิดประเทศแล้วโควิดระบาดรอบสอง เสี่ยงเสียหายหนักกว่าเดิม

ช่วงเดือนนี้มีความเป็นไปได้ว่าทางการไทยจะผ่อนปรนเฟส 6 เปิดรับชาวต่างชาติ 4 กลุ่ม อาทิ  ชาวต่างชาติที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือบัตรไทยแลนด์ อีลิท การ์ด เข้าประเทศ เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เดือดร้อนหนักจากการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัส

จริงอยู่ว่าการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจะช่วยให้เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบหนักจากการระบาดของ Covid-19 ฟื้นฟูขึ้นมาได้บ้าง แต่การเปิดประตูบ้านรับนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งที่ความเสี่ยงที่นักท่องเที่ยวจะนำเชื้อเข้ามาแพร่ในประเทศไทยยังสูงอาจสร้างความเสียหายให้กับภาคการท่องเที่ยวหนักว่าที่เป็นอยู่

ขณะนี้แม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสในประเทศติดต่อกันหลายวันแล้ว จะมีก็แต่ผู้ป่วยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศเข้าไทย แต่หากมองไปรอบๆ บ้าน รวมทั้งหลายๆ ประเทศในเอเชียและในยุโรป ตัวเลขผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแทบจะทำลายสถิติรายวัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เวียดนาม ที่ได้รับเสียงชื่นชมว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการการแร่ระบาดจนไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่คนเดียว ปรากฏว่าผ่านไป 100 วัน สถิติไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศของเวียดนามก็ต้องหยุดลงหลังพบผู้ติดเชื้อในประเทศเคสแรกในเมืองดานัง ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของเวียดนาม

10 วันนับจากพบการติดเชื้อในเมืองดานัง ตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก Covid-19 ในเวียดนามเพิ่มขึ้นเป็น 8 คน เจ้าหน้าที่ต้องอพยพผู้คนซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวราว 80,000 คน รวมทั้งยกเลิกเที่ยวบินเข้าและออกจากเมืองดานัง จนเมืองที่เคยคึกคักอยู่ในสภาพไม่ต่างจากเมืองร้าง ชายหาดที่เคยมีชีวิตชีวาก็ไร้ผู้คน

แม้จะยังไม่รู้สาเหตุการแพร่ระบาดระลอกใหม่ แต่ทางการเวียดนามคาดว่าส่วนหนึ่งมาจากการลักลอบเข้าเมืองจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีน

อีกประเทศหนึ่งคือ ฟิลิปปินส์ กรุงมะนิลาและอีก 4 จังหวัดรอบๆ บนเกาะลูซอน ซึ่งมีประชากรรวมกันราว 27 ล้านคนต้องหวนกลับมาประกาศล็อกดาวน์อีกครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากพบตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 5,032 ราย รวมแล้วตัวเลขผู้ติดเชื้อทะลุ 100,000 คนเรียบร้อย

ฮ่องกงเป็นอีกหนึ่งจุดที่พบการติดเชื้อระลอกใหม่ โดยมีตัวเลขผู้ติดเชื้อหลักร้อยคน 12 วันติด หลังจากไม่พบการติดเชื้อในประเทศติดต่อกัน 3 สัปดาห์ โดยก่อนหน้านี้ฮ่องกงมีนโยบายผ่อนคลายการเดินทางเข้าประทเศ อาทิ  ยกเว้นมาตรการกักตัวให้กับนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม อาทิ เจ้าหน้าที่รัฐบาล พนักงานสายการบิน นักธุรกิจ

จากตัวเลขของทางการฮ่องกง นับตั้งแต่ใช้มาตรการนี้เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา มีผู้ได้รับยกเว้นแล้วกว่า 290,000 ราย ขณะที่ทางกระทรวงสาธารณสุขคาดว่าผู้ที่ได้รับยกเว้นเหล่านี้มีส่วนทำให้การติดเชื้อในประเทศกลับมาอีกครั้ง

ทั้งสามประเทศข้างต้นต่างก็เคยควบคุมการแพร่ระบาดในระเทศได้อยู่หมัดแล้ว ไม่ต่างจากการควบคุมของไทยที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่รับมือและฟื้นตัวจาก Covid-19 (Global Covid-19 Index) เป็นอันดับ 1 ของโลก แต่แม้จะรับมือได้ดีเพียงใด เชื้อก็ยังมีโอกาสกลับขึ้นมาอีกได้ทุกเมื่อ แผนฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอันต้องพับไป ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน

อย่างเช่นกรณีของ Travel Bubble ระหว่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ขณะที่นิวซีแลนด์ไม่พบการติดเชื้อในประเทศ และจัดการกักตัวใครก็ตามที่ติดเชื้อตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางเข้าประเทศ แต่ในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลียกลับต้องงัดมาตรการล็อกดาวน์กลับมาใช้อีกครั้ง

การพบเชื้อในรัฐวิกตอเรียทำให้มาตรการ Travel Bubble ที่คาดว่าจะเป็น Travel Bubble แรกของโลกต้องล่าช้าออกไป โดยนายกรัฐมนตรี จาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์ประกาศว่า นิวซีแลนด์จะยังไม่เปิด Travel Bubble กับออสเตรเลียในอนาคตอันใกล้นี้ และประเทศใดก็ตามที่จะเปิด Travel Bubble กับนิวซีแลนด์จะต้องปลอดการติดเชื้อในประเทศอย่างน้อย 28 วัน

กลับมาที่ประเทศไทย หากต้องปิดประเทศต่อไปภาคธุรกิจจะแบกรับความเสียหายต่างๆ ไหวไหม เนื่องจากไทยต้องพึ่งพาการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติเป็นหลัก

ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะหดตัวมากที่สุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกคือ หดตัวราว 5% และจะมีคนตกงานประมาณ 8.3 ล้านคน

เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทยเผยว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวหนักกว่าเพื่อนบ้านคือ ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว โดยรายได้จากการท่องเที่ยวของไทยคิดเป็นสัดส่วน 15% ของจีดีพี

หรือหากรัฐบาลเลือกเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แล้วเกิดการติดเชื้อในประเทศขึ้นมาอีกระลอกจนต้องหวนกลับไปนับหนึ่งเริ่มล็อกดาวน์กันใหม่ คนทั้งประเทศจะแบกรับไหวไหม เพราะแค่ล็อกดาวน์ระลอกแรกบางคนยังฟื้นตัวไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกทั้งรัฐบาลก็คงจะไม่มีเงินมาช่วยเหลือกันได้บ่อยๆ ด้วยเหตุผลที่ทราบกันดีว่าสถานะการเงินของไทยตอนนี้ไม่สู้ดี

กรณีของเวียดนาม เวียดนามสั่งปิดพรมแดนทั้งทางบกและทางอากาศตั้งแต่ช่วงที่ Covid-19 ระบาดใหม่ๆ บรรดาโรงแรม รีสอร์ท และธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวอื่นๆ ก็หันไปพึ่งการท่องเที่ยวจากคนในประเทศแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่การระบาดรอบสองในขณะนี้ แม้แต่การท่องเที่ยวจากคนในประเทศก็เป็นที่แหล่งสร้างรายได้ให้ไม่ได้แล้ว

มาร์เซล เรเนส เจ้าของบริษัททัวร์ Ninh Binh ในเวียดนามเผยว่า “ผมคิดไม่ออกว่าต้องทำอะไรแล้ว พรมแดนยังคงปิดต่อไป และผมก็คิดว่ามันจะปิดต่อไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน”

หากไทยต้องปิดประเทศอีกครั้ง เพราะนักท่องเที่ยวนำเชื้อเข้ามาติดคนในประเทศ อย่าว่าแต่การท่องเที่ยวที่จะไม่ไหวเลย ประชาชนคนธรรมดาก็ไม่รอดเช่นกัน

รัฐบาลต้องระลึกไว้เสมอว่า แม้ว่าไทยจะคุม Covid-19 ได้ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจาก Covid-19 100%  รัฐบาลไม่ควรประมาทเช่นเดียวกับที่ ศบค.เน้นย้ำให้ประชาชนไม่ประมาท การ์ดอย่าตก

คำตอบสุดท้ายของการเปิดบ้านรับนักท่องเที่ยวต่างชาติคือ ควรรอให้มีวัคซีนป้องกัน Covid-19 เสียก่อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับทั้งชาวต่างชาติและคนไทยเอง เพราะขณะนี้ทุกคนต่างก็เฝ้ารอวัคซีน

อาร์ชี คลีเมนต์ส นักระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยเคอร์ทินในเมืองเพิร์ธของออสเตรเลียเผยว่า ตราบใดที่ทั่วโลกยังมีการติดเชื้อในประเทศ การเดินทางระหว่างประเทศจะเป็นไปไม่ได้จนกว่าจะมีวัคซีน

คลีเมนต์สยังกล่าวอีกว่า “เราต้องรับมือกับ Covid-19 ไปอีกระยะหนึ่ง ผมคาดว่ากว่าเราจะกลับมาเดินทางระหว่างประเทศได้ตามปกติคงต้องใช้เวลาหลายปี”

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผลกระทบจาก Covid-19 ลากยาวจนเศรษฐกิจประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย รัฐควรดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ควบคู่ไปกับการยกการ์ดป้องกันไม่ให้โคโรนาไวรัสโจมตีระลอกสอง

โวยซัคเคอร์เบิร์กฉวยโอกาสอ้างความมั่นคงโค่นTikTok #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629949

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 18:08 น.โวยซัคเคอร์เบิร์กฉวยโอกาสอ้างความมั่นคงโค่นTikTok ผู้บริหารของ TikTok ยังบอกว่า Facebook ขโมยไอเดียผลิตภัณฑ์และชิงลูกค้า

เควิน เมเยอร์ (Kevin Mayer) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TikTok สาขาสหรัฐเขียนในล็อกของเขาในเว็บไซต์ของบริษัทว่า Facebook ขโมยไอเดียผลิตภัณฑ์ของ TikTok ด้วยการปล่อย Reels ออกมาซึ่งใช้กับ Instagram และก่อนหน้านี้ยังพยายามปล่อยของก๊อปปี้ออกมาคือ Lasso แต่ต้องระงับแผนกลางคัน

เมเยอร์บอกว่าใครที่อยากจะแข่งกับบริษัทของเขาก็ “เชิญเลย” แต่เขาบอกว่า Facebook กำลังฉวยโอกาสที่รัฐบาลสหรัฐกำลังกดดันแอพดังจากจีนเพื่อที่จะบีบให้ TikTok พ้นจากตลาดสหรัฐพร้อมๆ กัน

หลังจากที่เมเยอร์เขียนโจมตีได้ไม่กี่ชั่วโมง มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กก็ขึ้นให้การกับสภาคองเกรสเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการผูกขาดตลาดของบริษัทเขา ซึ่งในระหว่างให้การซัคเคอร์เบิร์กโจมตีแอพดังจากจีนและประเทศจีนในทำนองที่ว่าบริษัทของเขายึดมั่นในการแข่งการอย่างเสรีและการแสดงความเห็นอย่างเสรี “แต่ไม่มีอะไรรับประกันว่าค่านิยมของเรา (ชาวอเมริกัน) จะชนะ”

เขาบอกว่าจีนกำลังสร้างอินเทอร์เน็ตในแบบของตัวเองและมุ่งเน้นที่อุมดคติของตัวเองและกำลังส่งออกแนวทางนี้ไปทั่วโลก ทั้งนี้ จะเห็นว่าคำกล่าวของซัคเคอร์เบิร์กพยายามลากเอาการทำธุรกิจมาเอี่ยวกับอุดมกาณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน

เมเยอร์บอกว่าการโจมตีจาก Facebook เป็นเรื่องที่ชั่วร้ายเพราะอ้างความรักชาติเพื่อที่จะกำจัดคู่แข่งออกไป เนื่องจาก TikTok กำลังถูกเล่นงานจากนักการเมืองอเมริกันทุกฝ่ายโดยอ้างว่าเป็นแอพที่เสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ

ก่อนหน้านี้ The Wall Street Journal รายงานว่า Instagram กำลังให้เงินหลายแสนเหรียญสหรัฐเป็นเครื่องจูงใจให้อินฟลูเอนเซอร์ยอดนิยมใน TikTok ย้ายมาใช้ Reels

ล่าสุด Bloomberg รายงานว่าผู้ใช้ที่มีผู็ติดตามมากใน TikTok จำนวนหนึ่งในสหรัฐพากันย้ายไปใช้ Instagram กันแล้วเนื่องจากมีความไปได้ที่แอพจะถูกรัฐบาลสหรัฐสั่งแบน

จับตาไทยอาจเจอลูกหลงอินเดียทะเลาะจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629934

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 16:07 น.จับตาไทยอาจเจอลูกหลงอินเดียทะเลาะจีนความขัดแย้งระหว่างสองยักษ์ใหญ่ส่งผลสะเทือนมายังไทยและนานาประเทศในอาเซียน

แหล่งข่าวของรัฐบาลอินเดียเปิดเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่ารัฐบาลอินเดียกำลังพิจารณามาตรการป้องกันไม่ให้คู่ค้าส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพ่อค้าคนกลางนำสินค้าจากจีนไปขายยังอินเดีย ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างอินเดียกับจีน จนอินเดียสั่งแบนแอพลิเคชั่นจากจีนเป็นจำนวนมากและจะลดการค้ากับจีนพร้อมกับหันมาพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น

แหล่งข่าวรายนี้เผยว่าอินเดียกำลังวางแผนที่จะสั่งให้ประเทศคู่ค้าเปิดเผยข้อมูลแหล่งต้นกำเนิดของสินค้าที่นำเข้ามาขายในอินเดียและจะสั่งให้ตรวจท่าเรือนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศในเอเชียให้มากขึ้น

อินเดียจะเน้นจับตาโลหะพื้นฐาน, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับแล็ปท็อปและโทรศัพท์มือถือ, เฟอร์นิเจอร์, เครื่องหนัง, ของเล่น, ยาง, สิ่งทอ, เครื่องปรับอากาศ และโทรทัศน์

ท่าทีดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไทย, มาเลเซีย, เวียดนาม และสิงคโปร์ ซึ่งอินเดียมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) อินเดียยังกังวลเกี่ยวกับคลื่นสินค้าที่ไหลบ่ามาจากเกาหลีใต้ด้วย

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกระทรวงพาณิชย์ของอินเดียประกาศมาตรการจำกัดการจัดส่งทีวีขาเข้าโดยกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตพิเศษ ทั้งนี้ โทรทัศน์จากประเทศไทยได้รับความนิยมในหมู่ชาวอินเดียมากและอาจได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลอินเดียจะหารือเกี่ยวกับการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากประเทศเหล่านั้นจากระดับปัจจุบัน 20% -40% และยังอาจทบทวนการทำ FTA กับประเทศเหล่านี้ด้วย

“คู่ค้าในเอเชียจำนวนมากกลายเป็นสถานที่ที่สินค้าจีนมาพัก (ก่อนจะส่งต่อมายังอินเดีย) เราจะตรวจเป็นรายสินค้าไปเพื่อกำหนดมาตรการหลายๆ อย่าง เกือบทั้งหมดจะเป็นมาตรการตอบโต้ที่ไม่ใช่ภาษี” เจ้าหน้าที่กล่าวเสริม

ด้านทางการไทยและมาเลเซียกล่าวว่ายังไม่ได้รับเอกสารทางการจากอินเดียในกรณีเพิ่มมาตรการตอบโต้ที่ไม่ใช่ภาษีหรือกรณีสินค้าจากจีนผ่านไปยังประเทศที่สาม

กระทรวงพาณิชย์ของไทยกล่าวในแถลงการณ์ต่อสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าควรมีการทบทวนสนธิสัญญาอาเซียนเพื่อให้มีเสรีมากขึ้นในแง่ของการเปิดเสรีภาษีและกฎแหล่งกำเนิดสินค้าและเพื่อให้กระบวนการศุลกากรและการตรวจสอบง่ายขึ้น

ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่อินเดียกล่าวว่ารัฐบาลมีแนวโน้มเคารพข้อตกลงการค้าเสรีต่อไปเพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์ร่วมกัน อินเดียมีการขาดดุลการค้ากับประเทศส่วนใหญ่ที่ได้ลงนาม FTA ด้วย

ด้านจอร์จ พอล CEO ของสมาคมผู้ผลิตเทคโนโลยีสารสนเทศ (MAIT) กล่าวว่า “ชัดเจนมากว่าในข้อตกลงกับอาเซียน อินเดียได้รับผลในหลายๆ ด้านที่ไม่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ตอนนี้เราพบว่าผลิตภัณฑ์จำนวนหนึ่งถูกส่งผ่านประเทศอาเซียนไปยังอินเดีย”

Photo by Sajjad HUSSAIN / AFP

สหรัฐติดปีกเกาหลีใต้ให้เชื้อเพลิงขีปนาวุธยิงไกลถึงจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629926

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 14:05 น.สหรัฐติดปีกเกาหลีใต้ให้เชื้อเพลิงขีปนาวุธยิงไกลถึงจีนการขายขายเชื้อเพลิงแข็งให้เกาหลีใต้เท่ากับเป็นเพิ่มแสนยานุภาพขีปนาวุธยิงไกลถึงจุดยุทธศาสตร์ในจีน

เมื่อวันที่ 28 – 29 กรกฎาคมมีรายงานข่าวต่อเนื่องเกี่ยวกับการที่สหรัฐยกเลิกข้อห้ามการจำกัดการใช้เชื้อเพลิงแข็งให้กับเกาหลีใต้ ทำให้เกาหลีใต้สามารถพัฒนาขีปนาวุธที่มีศักยภาพการยิงที่ไกลขึ้นและสร้างจรวดสอดแนมทางการทหารได้ด้วย

สหรัฐได้ผ่อนคลายข้อห้ามนี้ในปี 2017เปิดทางให้ส่งมอบเชื้อเพลิงน้ำหนัก 500 กิโลกรัมซึ่งสามารถทำให้ขีปนาวุธของเกาหลีใต้ยิงได้ไกล 800 กิโลเมตรและสามารถส่งจรวดส่งดาวเทียมสอดแนมทางการทหารได้ในระดับความสูง 500 – 2,000 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ระยะการยิง 800 กิโลเมตรสามารถครอบคลุมเกาหลีเหนือได้ทั้งประเทศและยังข้ามไปถึงพื้นที่ใกล้กรุงปักกิ่งและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน

เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะสหรัฐได้กำหนดข้อห้ามส่งมอบเทคโนโลยีนี้ให้เกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 1979 แม้แต่ในช่วงที่เกาหลีใต้ถูกคุกคามโดยเกาหลีเหนือสหรัฐก็ยังไม่ยอมผ่อนปรนให้เกาหลีได้เทคโนโลยีนี้ได้ เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาค

แต่การผ่อนปรนของสหรัฐแสดงให้เห็นว่าสหรัฐใช้นโยบายเชิงรุกแบบก้าวร้าวต่อจีน/เกาหลีเหนือมากขึ้น และอาจจะหวังให้เกาหลีใต้เป็นตัวตายตัวแทนในการเผชิญหน้ากับจีน/เกาหลีเหนือ

เพราะนอกจากสหรัฐจะมอบเทคโนโลยีเชื้อเพลิงขีปนาวุธให้เกาหลีใต้แล้ว เกาหลีใต้ยังยอมให้สหรัฐติดตั้งระบบป้องกันในบริเวณพิกัดตำแหน่งสูง (THAAD) ซึ่งจีนมองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องจับตาคือนอกจากจีนอาจจะไม่พอใจเรื่องนี้แล้วเกาหลีเหนืออาจจะแสดงท่าทีก้าวร้าวต่อเกาหลีใต้มากขึ้น ซึ่งจะเห็นว่าในระยะหลังเกาหลีเหนือตัดเยื่อใยกับเกาหลีใต้อย่างทันทีทันใดและข่มขู่มากขึ้น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

Photo by The U.S. Army Ralph Scott/Missile Defense Agency/U.S. Department of Defense

ออสเตรเลียใช้ทหารคุมผู้ติดเชื้อหลังไม่ยอมกักตัวตามคำสั่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/629907

วันที่ 04 ส.ค. 2563 เวลา 12:08 น.ออสเตรเลียใช้ทหารคุมผู้ติดเชื้อหลังไม่ยอมกักตัวตามคำสั่งรัฐวิคตอเรียต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดหลังจากประชาชนไม่เชื่อฟังคำสั่งและการระบาดรุนแรงมากขึ้น

รัฐวิคตอเรียที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของออสเตรเลียกำลังเผชิญกับการระบาดที่รุนแรงมาก แต่ประชาชนไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ล่าสุดประกาศว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ทหารไปช่วยบังคับใช้คำสั่งกักกันตัวผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยที่ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนกฎต้องถูกปรับเป็นเงินที่สูงมาก

เมื่อต้นสัปดาห์นี้รัฐวิคตอเรียได้ประกาศเคอร์ฟิวในเวลากลางคืน จำกัดการเคลื่อนที่ประจำวันของผู้คนอย่างเข้มงวดและสั่งให้ธุรกิจในท้องถิ่นส่วนใหญ่ปิดเพื่อชะลอการแพร่กระจายของโรคระบาด

แต่เกือบหนึ่งในสามของผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 นั้นไม่ยอมอยู่ที่บ้านเมื่อถูกตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งทำให้ทางการต้องใช้บทลงโทษใหม่ๆ

นายกรัฐมนตรีรัฐวิคทอเรีย เดเนียล แอนดรูว์ กล่าวว่าในสัปดาห์นี้จะส่งทหาร 500 นายมาช่วยบังคับใช้คำสั่งกักกันตัว หากมีการฝ่าฝืนคำสั่งพักที่บ้านจะถูกปรับเกือบ 5,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 110,934 บาท) ยกเว้นกรณีจะต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

ในวันอังคาร รัฐวิคตอเรียรายงานผู้ป่วยใหม่ 439 รายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา แอนดรูว์กล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตจากไวรัส 11 รายตั้งแต่วันจันทร์ โดยรวมแล้วออสเตรเลียมีผู้ป่วย เกือบ 19,000 รายและผู้เสียชีวิต 232 ราย ซึ่งน้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ

Photo by William WEST / AFP