ความหวังครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ผลทดสอบวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628853

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 21:43 น.ความหวังครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ผลทดสอบวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันได้การต่อสู้กับโควิด-19 เริ่มที่จะมีความหวังครั้งสำคัยเมื่อบริษัทในอังกฤษทดสอบได้ผลขั้นต้นกับมนุษย์

มีรายงานว่าวัคซีนโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดกำลังพัฒนากับบริษัท AstraZeneca Plc แสดงผลที่น่าพึงพอใจในการทดสอบในมนุษย์ในช่วงต้น เป็นสัญญาณที่ดีถึงความคืบหน้าในการต่อสู้เพื่อเอาชนะกับโรคระบาดครั้งใหญ่ของมนุษยชาติ

วัคซีนที่ทำการทดสอบช่วยเพิ่มระดับแอนติบอดีต่อต้านและทำลายไวรัส และภูมิคุ้มกัน T-cells ที่โจมตีไวรัส โดยผลการทดลองถูกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet ในวันจันทร์

เอเดรียน ฮิลล์ (Adrian Hill) หัวหน้าสถาบันเจนเนอร์ของมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่าการทดลองนี้สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ถึง 2 ทาง

ด้านนายกรัฐมนตรีอังกฤษ บอริส จอห์นสันกล่าวแสดงความยินดีผ่านทวิตเตอร์ว่า “นี่เป็นข่าวที่ดีมาก เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยชั้นนำระดับโลกของเราที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด”

อย่างไรก็ตาม จอห์นสันกล่าวว่า “ยังไม่มีการรับประกัน เรายังไม่ได้ทำสำเร็จขั้นสุดท้าย และจำเป็นต้องมีการทดลองเพิ่มเติม – แต่นี่เป็นก้าวสำคัญที่มุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้อง”

ในเวลาเดียวกัน การทดลองวัคซีนของ CanSino Biologics Inc. แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ระหว่างการทดสอบขั้นกลางกับมนุษย์ โดยแสดงให้เห็นว่าปลอดภัยและกระตุ้นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันกับผู้ทำการทดลอง 500 คน

ผลการทดสอบของบริษัทจีนแห่งนี้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet เช่นกัน ถึงกระนั้นผู้วิจัยยังเน้นว่ายังไม่มีผู้เข้าร่วมการทดสอบได้สัมผัสกับไวรัส SARS-CoV-2 หลังการฉีดวัคซีนแล้ว ดังนั้นจึงยังสรุปไม่ได้ว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพป้องกันการติดเชื้อหรือไม่

Photo by JOEL SAGET / AFP

กี่ครั้งแล้วที่เราต้องทนกับพวกอันธพาลระรานโรงพยาบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628830

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 21:03 น.กี่ครั้งแล้วที่เราต้องทนกับพวกอันธพาลระรานโรงพยาบาลในบางประเทศหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ภาครัฐต้องรีบป้องกันไม่ให้ซ้ำรอย แต่ในไทยเกิดซ้ำรอยบ่อยเกินไปแล้ว

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกับที่ที่กลุ่มวัยรุ่นก่อเหตุทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันภายในห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลเมืองสมุทรปู่เจ้าฯ จังหวัดสมุทรปราการ จนทำให้มีผู้บาดเจ็บและทรัพย์สินของทางโรงพยาบาลได้รับความเสียหาย

ย้อนกลับไปปีก่อนและปีก่อนหน้าก็เกิดเรื่องแบบนี้ ไม่ใช่ปีละครั้ง แต่ปีละหลายครั้ง ส่วนใหญ่เกิดจากลุ่มวัยรุ่นเลือดร้อน

ย้อนกลับไปเมื่อกลางดึกของวันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 เกิดเหตุวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกันในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลอ่างทองเป็นวัยรุ่นทั้งหญิงชายอยู่ในสภาพมึนเมา ยกพวกตีกันเพราะพวกของทั้ง 2 ฝ่ายถูกส่งมาโรงพยาบาลพร้อมกัน แม้จะถูกหามมาส่งโรงพยาบาลก็ยังอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้ อันธพาลพวกนี้ต้องต่อยตีจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของโรงพยาบาล

เดือนตุลาคม 2562 วัยรุ่นยกพวกตีกันหน้าห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลอำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ เพราะทะเลาะกันมาตั้งแต่เขม่นกันในแข่งเรือยาวของเทศบาลอำเภอปากคาด จนพวกบาดเจ็บถูกส่งมาโรงพยาบาลก็ยังไม่หยุดระห่ำ

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันบริเวณหน้าห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว เป็นอีกครั้งที่พวกขาโจ๋ยกพวกตีกันเพราะเขม่นกัน

ไม่ใช่แค่วัยรุ่น แต่ยังมีกรณีที่ผู้ใหญ่ทำร้ายกันในโรงพยาบาลเหมือนกัน เช่น เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 มีกรณี อส. ทำร้ายเด็กแว้นในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี เนื่องจากบันดาลโทสะที่เด็กแว้นขับขี่จักรยานยนต์แหกด่านพุ่งชนเพื่อน อส. ด้วยกันได้รับบาดเจ็บสาหัส

ปีนี้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม มีคนร้ายบุกเข้าไปทำร้ายผู้ป่วยในโรงพยาบาลพล จังหวัดขอนแก่น ผู้ป่วยรายนี้วัย 21 ปี ถูกส่งมาโรงพยาบาลเพราะถูกทำร้ายระหว่างดื่มสุราที่บ้านเพื่อน พอมาถึงโรงพยาบาลแทนที่จะได้ฟื้นตัว คู่กรณีกลับบุกมาทำร้ายอย่างอุกอาจต่อหน้าแพทย์และพยาบาล

หลายคนบอกว่ากฎหมายไม่แข็ง มีกฎหมายก็เหมือนไม่มี บ้านเมืองเหมือนไม่มีขื่อมีแป แม้แต่แดนสงครามก็พยายามเลี่ยงการทำลายข้าวของในโรงพยาบาล

แต่บางกรณี รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและไม่ยอมอ่อนข้อให้ อย่างกรณีตีกันที่อ่างทอง กระทรวงสาธารณสุขก็ยืนยันจะดำเนินคดี ไม่มีการยอมความกับผู้ก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่โรงพยาบาล และศาลจังหวัดอ่างทองได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 ลงโทษจำคุกผู้ก่อเหตุภายในโรงพยาบาลไปเรียบร้อยแล้วโดยไปนอนคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จนถึง 3 เดือน

แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่กฎหมายจะแข็งกร้าว เช่น กรณีของสระแก้วศาลโทษจำคุกแค่ 2 เดือนปรับ 7,000 บาท แล้วให้รอลงอาญา 1 ปี หลังจากนี้เราต้องมาลุ้นกันว่าคนพวกนี้จะสำนึกหรือไม่ หรือจะมาต่อยตีที่โรงพยาบาลกันอีกจนประชาชนต้องอยู่ไม่สุข

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่เมืองไทยที่มีเรื่องพวกนี้ แต่ไทยมี “เอกลักษณ์” ตรงที่ “วีรกรรม วีรเวร” ส่วนใหญ่เป็นฝีมือจากพวกอันธพาลเลือดร้อนหาเรื่องกันเอง

เว้นกรณีที่สำโรง มีทำร้ายบุคลากรการแพทย์ จึงถือเป็น “วีรเวร” แบบใหม่ที่ควรจะรีบตัดตอนเสีย ไม่อย่างนั้นจะเกิดการเลียนแบบขึ้นมาอีก

หลายประเทศมีการทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์บ่อยครั้งกว่าไทย เช่นในประเทศจีน ที่มีเหตุทำร้ายหมอและพยาบาลเพราะไม่พอใจที่บุคลากรในโรงพยาบาลทำไม่ได้ดั่งใจ

เช่นเมื่อเดือนธันวาคม 2562 มีชายคนหนึ่งไม่พอใจแพทย์ที่รักษาแม่ของเขาไม่ได้ดั่งใจ จึงบุกแทงแพทย์ของโรงพยาบาลแห่างหนึ่งในปักกิ่งจนเสียชีวิต ผู้ก่อเหตุถูกตัดสินประหารชีวิตอย่างรวดเร็วในเดือนมกราคม ปี 2563

ถึงจีนจะลงดาบคนก่อเหตุในโรงพยาบาลอย่างฉับไว แต่เหตุที่จีนเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนมันจะใช้กฎหมายเดิมๆ ไม่ได้ เพราะคนไม่กลัว

ดังนั้นในเดือนมีนาคมปีนี้สภานิติบัญญัติกรุงปักกิ่งจึงพิจารณาที่จะตั้ง “สถานีตำรวจ” ในโรงพยาบาล และนำระบบรักษาความปลอดภัยมาใช้เพื่อตรวจดูว่ามีคนนำวัตถุอันตรายเข้ามาโดยหวังจะก่อเหตุร้ายในโรงพยาบาลหรือไม่

ปฏิกิริยาของจีนเป็นสิ่งที่ไทยควรจะมองไว้ เพราะฉับไวและเด็ดขาด ถึงจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ 100% (เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะมีคนบ้าเลือดก่อเหตุอะไรขึ้นมาอีก) แต่อย่างน้อยทำให้ประชาชนได้อุ่นใจ ไม่ใช่ว่าประชาชนลำบากลำบนเพราะโรคภัยไข้เจ็บแล้วยังต้องมานั่งระแวงพวกอันธพาลกันอีก

อย่าปล่อยให้ประเทศไทยเป็นเหมือนอินเดีย ซึ่งเกิดกรณีบุกทำร้ายบุคลากรทางแพทย์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิด-19 แพทย์ย์อินเดียถูกทำร้ายเป็นว่าเล่นมีรายงานการทำร้ายทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่แพทย์เข้าไปรักษาคนในชุมชน แต่คนในชุมชนถูก “ความหลง” เขาบดบังสติปัญญา คิดว่าแพทย์เป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา เช่น เป็นตัวแพร่ไวรัส

แพทย์ในอินเดียถูกทำร้ายแบบที่เราจินตนาการไม่ออกเลยทีเดียว ทั้งถูกหินขว้างใส่ ถูกด่าทอเสียๆ หายๆ ถูกข่มขู่ ถูกตบหน้าและทุบตี แม้แต่ตำรวจก็ยังทำร้ายหมอโทษฐานทำงานดึกๆ ดื่นๆ จนเลยเคอร์ฟิว นี่เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

กระทรวงมหาดไทยอินเดียแก้ปัญหาด้วยการ “ออกคำแนะนำ” (advisory) ให้คุ้มครองบุคลากรแพทย์ ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่พอ ในเดือนเมษายน สมาคมแพทย์ประจำบ้าน (RDA) จึงมีแถลงการณ์ไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ช่วย “บังคับใช้” (implement) มาตรการคุ้มครองบุคลากรทางแพทย์เสียที

แต่จากประวัติการทำร้ายแพทย์ในอินเดียที่ยืดเยื้อมานับสิบปีแล้ว ดูท่าว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ เพราะนอกจากกฎหมายอ่อน ผู้บังคับใช้กฎหมายเองด้วยซ้ำที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ในสถานการณ์ฉุกเฉินตบหน้าแพทย์และใช้กระบองหวดแพทย์ที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนช่วงโควิด-19 ฐานละเมิดเคอร์ฟิว

ที่เห็นกันจะๆ ก็คือเมื่อเดือนมิถุนายนนี่เองยังมีกรณีแพทย์ในโรงพยาบาล Gandhi General Hospital เมืองไฮเดอราบัดถูกญาติคนตายบุกทำร้ายโดยใช้โต๊ะเก้าอี้ของโรงพยาบาลทุบตีแพทย์

แพทย์ในโรงพยาบาลทนไม่ไหว นัดหยุดงานขอให้ทางการช่วยคุ้มครองชีวิตคนทำงานในโรงพยาบาลให้จริงจังกว่านี้ แน่นอนว่า คำขอแค่นี้คงไม่ช่วยหยุดการทำร้ายแพทย์แต่อย่างใดเพราะการเล่นงานหมอมันกลายเป็น New normal ไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น อย่าให้ไทยเหมือนกับอินเดียที่กฎหมายอ่อนแอจนทำให้อันธพาลไปซ่าในโรงพบาบาลไม่หยุดหย่อนจนล่าสุดเหิมเกริมถึงขนาดทำร้ายแพทย์ได้

ถ้าถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ลงโทษเด็ดขาด เกรงว่าจะมีพวกเหิมเกริมรายอื่นๆ เลียนแบบแล้วมันจะปราบได้ยาก 

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo: Sarot Meksophawannakul

น้ำท่วมวิกฤตหนัก จีนระเบิดเขื่อนระบายมวลน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628842

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 19:25 น.น้ำท่วมวิกฤตหนัก จีนระเบิดเขื่อนระบายมวลน้ำจีนระเบิดเขื่อนในมณฑลภาคตะวันออกเพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากน้ำท่วม

เจ้าหน้าที่ของจีนได้ระเบิดเขื่อนในมณฑลอานฮุย ทางภาคตะวันออกของประเทศ เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากอุทกภัย ขณะที่ฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำไหลเอ่อท้นในแม่น้ำหลายสายของจีน

ตามรายงานของกระทรวงจัดการเหตุฉุกเฉินระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นในภาคกลางและภาคตะวันออกของจีนทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ และมีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายมากกว่า 140 คน ส่งผลกระทบเกือบ 24 ล้านคนตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม

เจ้าหน้าที่ได้ใช้มาตรการต่าง ๆ เช่นการผันกระแสไปยังอ่างเก็บน้ำเพื่อรักษาระดับให้สามารถจัดการได้ เพราะแม่น้ำสายสำคัญและทะเลสาบใหญ่ๆ มีระดับน้ำสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ดังนั้น เจ้าหน้าที่ในมณฑลอานฮุยจึงทำลายเขื่อนกั้นแม่น้ำฉู (ฉูเหอ) ในวันอาทิตย์เนื่องจากระดับน้ำอยู่ใกล้กับจุดสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกกันมา

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวว่าการระเบิดเขื่อนมีจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

สื่อท้องถิ่นรายงานเมื่อวันจันทร์รายงานว่า ผลกระทบจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำของแม่น้ำฉูซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำแยงซี ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย

Global Times สื่อของทางการจีนรายงานว่าการระเบิดของเขื่อนคาดว่าจะลดระดับของแม่น้ำฉูลงประมาณ 70 เซนติเมตร และน้ำที่ปล่อยออกมาจะถูกผันไปยังแก้มลิงเก็บน้ำสองแห่ง

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าแม่น้ำและทะเลสาบ 35 แห่งในมณฑลอานฮุยเอ่อท้นขึ้นมาเกินระดับที่น่าเป็นห่วงแล้ว รวมถึงแม่น้ำหลักอย่างแยงซีและแม่น้ำไหวเหอ

ในช่วงสุดสัปดาห์เขื่อนสามผาที่กั้นแม่น้ำแยงซีต้องเปิดประตูระบายน้ำสามแห่งหลังจากที่น้ำสูงมากขึ้น

ภาพประกอบ – ภาพนี้ไม่ใช่เขื่อนกั้นแม่น้ำฉู แต่เป็นภาพเขื่อนในจิ่วเจียง มณฑลเจียงซี ประเทศจีน เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม (Photo by STR / AFP)

ญี่ปุ่นเริ่มแล้ว เลิกพึ่งจีนย้ายฐานผลิตมาไทยและอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628826

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 18:25 น.ญี่ปุ่นเริ่มแล้ว เลิกพึ่งจีนย้ายฐานผลิตมาไทยและอาเซียนญี่ปุ่นเริ่มจ่ายเงินให้บริษัทต่างๆ เพื่อช่วยเหลือในการย้ายฐานผลิตและลดการพึ่งพาโรงงานในจีน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มให้เงินอุดหนุนแก่บริษัทบางแห่งเพื่อลงทุนในโรงงานในญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการลดการพึ่งพาการผลิตในประเทศจีน

กระทรวงเศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรม (METI) กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า บริษัท 57 แห่งรวมถึงผู้ผลิตหน้ากากอนามัย เช่น Iris Ohyama Inc. และ Sharp Corp จะได้รับเงินอุดหนุนรวม 57,400 ล้านเยนจากรัฐบาลเพื่อลงทุนในการผลิตในญี่ปุ่น

บริษัทอีก 30 แห่งจะได้รับเงินสำหรับการลงทุนในไทย, เวียดนาม, เมียนมา และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงิน

แม้ว่าในแถลงการณ์ของ METI ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าการช่วยเหลือทางการเงินคือการช่วยย้ายการผลิตออกจากประเทศจีน แต่นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะกล่าวในเดือนมีนาคมว่าญี่ปุ่นจำเป็นต้องนำภาคการผลิตกลับบ้านหรือกระจายไปยังประเทศอาเซียน แทนที่จะพึ่งพาประเทศเดียวเช่นจีน

หนังสือพิมพ์นิกเกอิรายงานว่า รัฐบาลจะจ่ายเงินรวม 70,000 ล้านเยนในรอบนี้ โดยงบประมาณส่วนนี้มาจากจากงบประมาณ 243,5000 ล้านเยนที่รัฐบาลจัดสรรในเดือนเมษายนเพื่อลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้บริษัทย้ายโรงงานกลับบ้านหรือไปยังประเทศอื่น ๆ

เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนเลวร้ายลงและสงครามการค้ายิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ในสหรัฐและประเทศอื่นๆ เริ่มพูดถึงการลดการพึ่งพาทางเศรษฐกิจและภาคธุรกิจกับจีน และการตัดสินใจของญี่ปุ่นคล้ายกับนโยบายของไต้หวันในปี 2562 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำการลงทุนย้ายจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังไต้หวัน

แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีประเทศใดที่มีนโยบายที่ชัดเจนในการย้ายฐานการผลิตออกมาจากจีน

Photo by Akio KON / POOL / AFP

ศาลเจ้าแม่กวนอิมกลางแม่น้ำแยงซีอายุ700ปี เจอฤทธิ์น้ำท่วมใหญ่ในจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628805

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 16:27 น.ศาลเจ้าแม่กวนอิมกลางแม่น้ำแยงซีอายุ700ปี เจอฤทธิ์น้ำท่วมใหญ่ในจีนโบราณสถานหลายแห่งในจีนกำลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปี

กวนอินเก๋อ หรือศาลเจ้าแม่กวนอิม ในเมืองเอ้อโจว มณฑลหูเป่ย ใกล้กับเมืองอู่ฮั่น เป็นโบราณสถานอายุ 700 ปี ตั้งอยู่บนเกาะหินกลางแม่น้ำแยงซี ในเวลาน้ำลดจะตั้งตระหง่านบนเกาะ แต่ในเวลานี้ศาลเจ้าแม่กวนอิมถูกน้ำท่วมอย่างหนักจนน่าเป็นห่วง เนื่องจากพื้นที่ภาคกลางของจีนประสบกับอุทกภัยรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี

ตามปกติแล้วกวนอินเก๋อจะต้องจมน้ำบางส่วนในฤดูมรสุมเมื่อแม่น้ำแยงซีเกียงเพิ่มระดับขึ้นมา แต่ในปีนี้เนื่องจากเกิดน้ำท่วมรุนแรงครั้งประวัติสาสตร์ ทำให้ระดับน้ำท่วมศาลเจ้าแม่ในระดับสูงกว่าปกติโดยท่วมถึงชั้นที่ 2 เกือบจะเท่าน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 1954 ซึ่งศาลเจ้าถูกท่วมในระดับสูงสุดและถูกทำลายเสียหาย

กวนอินเก๋อ หรือที่จริงคือวัดหลงผานจี สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หยวนเมื่อปีค.ศ. 1345 มีความสูงเหรือระดับน้ำ 14 เมตร และเป็นสถาปัตยกรรมแห่งเดียวที่สร้างขึ้นกลางแม่น้ำแยงซีเกียง ด้านหน้ามีแนวกำแพงโค้งซึ่งเชื่อกันว่าช่วยลดความแรงของกระแสน้ำได้เวลาเกิดน้ำท่วมแต่ตอนนี้แนวกำแพงยังจมน้ำไปเรียบร้อยแล้ว 

กวนอินเก๋อ เป็นศาสนสถานที่ผสมผสานความเชื่อในศาสนาพุทธ ศาสนาเต๋า และลัทธิขงจื๊อ ภายในประดิษฐานรูปเจ้าแม่กวนอิมและแปดเซียน เป็นสถานที่เชิดหน้าชูตาที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเอ้อโจวและมณฑลหูเป่ย

ภาพจาก Photo by STR / AFP

ทรัมป์ไม่น่ารอด? ผลโพลชี้โจ ไบเดนกวาดคะแนนเสียงทุบสถิติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628798

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 14:23 น.ทรัมป์ไม่น่ารอด? ผลโพลชี้โจ ไบเดนกวาดคะแนนเสียงทุบสถิติไบเดนกวาดคะแนนเสียงอย่างถล่มทลายจากกลุ่มคนที่เคยเลือกพรรคเดโมแครตในช่วงเลือกตั้งกลางเทอม

ผลสำรวจความเห็นบรรดาชาวอเมริกันที่ลงทะเบียนเลือกตั้งแล้ว ที่จัดทำโดย ABC News/Washington Post พบว่าโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรคเดโมแครตมีคะแนนนิยมนโดนรัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันถึง 55% ต่อ 40%

ผลโพลล่าสุดถือว่าคะแนนนิยมของไบเดินทิ้งห่างทรัมป์ค่อนข้างมาก และใกล้เคียงกับโพลของสำนักอื่นๆ เช่น โพลของสำนักข่าว NBC News/Wall Street Journal และแม้แต่ของสำนักข่าว Fox News ที่สนับสนุนทรัมป์อย่างชัดเจน

กลุ่มที่สนับสนุนไบเดนที่ชัดเจนที่สุดมาจากแถบชานเมืองซึ่งเป็นย่านของชนชั้นกลางที่มีหน้าที่การงานมั่นคง ในกลุ่มนี้ไบเดนได้รับการสนับสนุนมากที่สุดอย่างที่ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตคนไหนๆ ไม่เคยได้รับมาก่อนโดยมีคะแนนนิยมมากว่าทรัมป์ถึง 52% ต่อ 43%

ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ทรัมป์ได้คะแนนนิยมนำฮิลลารี คลินตันในกลุ่มแถบชานเมืองถึง 45% ต่อ 35% จากการสำรวจโดย ABC/Washington Post แต่ในคราวนี้สถานการณ์ตรงบกันข้ามแบบหน้ามือเป็นหลังมือ

สำนักข่าว CNN ชี้ว่า ผู้ออกเสียงจากย่านชานเมืองเป็นปัญหาสำหรับทรัมป์และพรรครีพับลิกัน เพราะกลุ่มนี้แสดงท่าทีไม่นิยมทรัมป์อย่างมากในระหว่างที่เขาเป็นประธานาธิบดี เห็นได้ชัดจากการเลือกตั้งกลางเทอมซึ่งคนกลุ่มนี้เลือกพรรคเดโมแครตให้เป็นส่วนใหญ่ในสภาพผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2018 และที่นั่งในสภาถึง 40 ที่นั่งขกงเดโมแครตก็ได้มาจากเขตชานเมือง

Photos by Robyn BECK and SAUL LOEB / AF

เกาหลีใต้เล็งทำ travel bubbles กับประเทศไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628792

วันที่ 20 ก.ค. 2563 เวลา 12:12 น.เกาหลีใต้เล็งทำ travel bubbles กับประเทศไทยเป้าหมายคือช่วยกันกระตุ้นการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศที่ซบเซาลง

สำนักข่าว Pulse ในเกาหลีใต้รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ที่จะทำ travel bubbles กับเพื่อนบ้านในเอเชียเช่น ไต้หวัน เวียดนาม และไทยซึ่งสามารถควบคุมการแพร่กระจายของโควิด-19 ได้แล้ว เพื่อช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ

สำนักข่าว Pulse อ้างแหล่งอุตสาหกรรมหลายแห่งในเกาหลีใต้ที่ระบุว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงวัฒนธรรมการกีฬาและการท่องเที่ยวได้จัดประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ซบเซา ในระหว่างการประชุมได้มีการทบทวนแผน travel bubbles กับประเทศอื่นๆ ที่คัดสรรมาแล้ว

ประเทศที่อยู่ในข่ายการพิจารณาคือ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เวียดนาม และไทย ประเทศเหล่านี้ได้ทำการทดสอบการทำ travel bubbles ในระดับหนึ่ง หรือเปิดประเทศรับการเข้ามาของคนต่างชาติจากประเทศที่เห็นว่าปลอดภัยแล้ว

ผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวตามแผนการนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีหนังสือเดินทางรับรองภูมิคุ้มกัน (immunity passport) ซึ่งจะได้รับการรับยกเว้นจากการกักกัน 14 วันเมื่อเข้าประเทศภายใต้ข้อตกลง

ทั้งนี้ ไต้หวันจะเป็นประเทศแรกที่เกาหลีใต้ทำ travel bubbles ด้วยในขณะที่เวียดนามและไทยจะเป็นตัวเลือกรองลงมา ทั้งสองประเทศในการเป็นหุ้นส่วนในการออกหนังสือเดินทางรับรองภูมิคุ้มกันเพื่อพิสูจน์ว่านักท่องเที่ยวปลอดภัยจากโควิด-19

Photo by Jung Yeon-je / AFP

โบราณสถานกว่า500แห่งของจีนเสียหายจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628762

วันที่ 19 ก.ค. 2563 เวลา 20:21 น.โบราณสถานกว่า500แห่งของจีนเสียหายจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ทางการจีนเผยโบราณสถานกว่า 500 แห่ง ได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศจีน

สำนักบริหารมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติจีน (NCHA) รายงานว่า โบราณสถานมากกว่า 500 แห่งได้รับความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมหลายพื้นที่ทางตอนใต้ของจีนที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

ซ่งซินเฉา รองผู้อำนวยการสำนักกล่าวว่า โบราณสถานในหลายพื้นที่ตามแนวแม่น้ำแยงซีได้รับความเสียหายมากที่สุด เช่น สะพานโบราณ กำแพงเมือง และสิ่งปลูกสร้างมากมาย

ขณะที่ สำนักบริหารมรดกวัฒนธรรมแห่งชาติจีน ได้จัดสรรงบประมาณ 3.5 ล้านหยวน (ประมาณ 15.85 ล้านบาท) เพื่อช่วยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในการดำเนินการกอบกู้โบราณสถาน พร้อมทั้งขอให้รัฐบาลท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประชาชนช่วยกันสนับสนุนการดำเนินงานครั้งนี้

คนญี่ปุ่นขี่จักรยานไปทำงานมากขึ้นเพื่อเลี่ยงฝูงชนป้องกันโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628759

วันที่ 19 ก.ค. 2563 เวลา 19:05 น.คนญี่ปุ่นขี่จักรยานไปทำงานมากขึ้นเพื่อเลี่ยงฝูงชนป้องกันโควิดผลสำรวจเผยคนญี่ปุ่นขี่จักรยานไปทำงานมากขึ้นเพื่อต้องการเลี่ยงฝูงชนในระหว่างการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผลการสำรวจออนไลน์ของบริษัท ประกันภัย Au Insurance Co. ของญี่ปุ่น ซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 มิ.ย. พบว่า ประชาชนชาวญี่ปุ่นประมาณ 1 ใน 4 ที่ขี่รถจักรยานไปทำงานในโตเกียว เริ่มขี่จักรยานเพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชนในระหว่างการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

ผลสำรวจพบว่า นักธุรกิจ 23.0% จาก 500 คนในโตเกียวที่ขี่จักรยานไปทำงานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 วัน บอกว่า ตนเริ่มขี่จักรยานหลังจากโควิด-19 เริ่มระบาด

ในคำถามที่มีหลายคำตอบให้เลือก พบว่า 95.7% ของผู้ที่เพิ่งเริ่มขี่จักรยานไปทำงานเผยว่า เริ่มขี่จักรยานเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟ และ รถบัส ซึ่งเข้าข่ายสถานที่ปิดและมีคนพลุกพล่านที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

บริษัทที่จัดทำการสำรวจระบุว่า การขี่จักรยานไปทำงานอาจกลายเป็น “new normal” หรือชีวิตวิถีใหม่

สำหรับคำถามที่อนุญาตให้ตอบได้หลายคำตอบ พบว่า 44.3% กล่าวถึงประโยชน์เพิ่มเติมของการขี่จักรยานไปทำงานคือ “ออกกำลังกาย” ขณะที่ 27.8% ระบุว่าขี่จักรยานเพื่อ “ผ่อนคลายความเครียด” และ 21.7% ต้องการ “ประหยัดค่ารถ”

นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจ 88.0% เผยว่ารู้สึกว่ามีความเสี่ยงต่ำที่จะติดเชื้อเมื่อขี่จักรยาน เทียบกับการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

ขณะที่ 32.0% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่า นายจ้างของพวกเขาแนะนำให้ขี่จักรยานหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในญี่ปุ่น

ฮ่องกงกลับมาระบาดใหญ่อีก ติดเชื้อหลัก100ในวันเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628754

วันที่ 19 ก.ค. 2563 เวลา 18:22 น.ฮ่องกงกลับมาระบาดใหญ่อีก ติดเชื้อหลัก100ในวันเดียวหลายแห่งในเอเชียเกิดการระบาดใหม่อีกครั้ง ประเทศไทยจะต้องระมัดระวังตัวเอาไว้

ฮ่องกงพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ใหม่กว่า 100 รายเมื่อวันอาทิตย์ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ จากตัวเลขวันเสาร์ที่ 64 คน ทำให้รัฐบาลต้องสั่งให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยไปยังพื้นที่สาธารณะเพิ่มเติม

หนังสือพิมพ์ South China Morning Post เผยว่าพนักงาน 4 คนของศูนย์จักษุแพทย์มีผลตรวจเชื้อเป็นบวกและมีพนักงานคนหนึ่งไปตรวจวัดอุณหภูมิของคนไข้อีกหลายคน

แคร์รี่ หลั่ม ผู้บริการสูงสุดของฮ่องกงแถลงว่า ประชาชนจะต้องต้องสวมใส่น้ากากอนามัยในพื้นที่สาธารณะในร่มไม่ใช่จำกัดเฉพาะในระบบขนส่งสาธารณะเท่านั้น ส่วนมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมจะประกาศใช้ต่อไปอีกหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งรวมถึงข้อจำกัดในการใช้บริการร้านอาหารและสั่งปิดโรงยิมปิด

ข้าราชการจะทำงานจากที่บ้านเริ่มตั้งแต่วันจันทร์และรัฐบาลจะให้บริการที่จำเป็นและฉุกเฉินเท่านั้น

การระบาดของไวรัสครั้งล่าสุดในฮ่องกงรุนแรงกว่าการระบาดระลอกก่อนหน้านี้ก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าการระบาดใหญ่ยังไม่ได้ผ่านจุดที่เลวร้ายที่สุด และการพบผู้ติดเชื้อใหม่ในฮ่องกงนั้นค่อนข้างน่าวิตกเพราะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีจำนวนมาก หลังจากที่ชาวฮ่องกงกลับมาใช้ชีวิตตามปกติกันในช่วงเวลาสั้น

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP