ศรีลังกามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? วิกฤตหนักจนขุนคลังทำงานวันเดียวลาออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679972

วันที่ 05 เม.ย. 2565 เวลา 14:41 น.ศรีลังกามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? วิกฤตหนักจนขุนคลังทำงานวันเดียวลาออก

วิกฤตเศรษฐกิจศรีลังกาสั่นคลอนประเทศอย่างหนัก รัฐบาลยังไม่ยอมออก แต่คณะรัฐมนตรีออกกันแบบรายวัน

อาลี ซาบรี รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของศรีลังกา ลาออกหลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งได้แค่วันเดียว ท่ามกลางความไม่พอใจประชาชนที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายลง

“ข้าพเจ้าขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยมีผลทันที” ซาบรีกล่าวในจดหมายถึงประธานาธิบดีซึ่งเห็นโดยรอยเตอร์

ประธานาธิบดีโคตาบายา ราชปักษา แต่งตั้งซาบรีในวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากยุบคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ รวมถึงบาซิล ราชปักษา น้องชายของเขา ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังมาก่อนหน้านี้ 

ขณะเดียวกัน พรรคร่วมรัฐบาลของประธานาธิบดีโกตาบายา ราชปักษา แห่งศรีลังกาสูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภาเมื่อวันอังคาร หลังจากสมาชิกสภานิติบัญญัติอย่างน้อย 41 ออกจากกลุ่มพันธมิตร ท่ามกลางความไม่สงบที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ 

“พรรคของเราอยู่เคียงข้างประชาชน” ไมตรีปาละ สิริเสนา หัวหน้าพรรคเสรีภาพศรีลังกา ซึ่งถอนการสนับสนุนพรรคผสมของราชปักษะ กล่าว

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ราชปักษามีรัฐบาลส่วนน้อย ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจมีความท้าทายมากขึ้น แม้ว่าผู้ร่างกฎหมายอิสระยังคงสามารถสนับสนุนข้อเสนอของรัฐบาลต่อไปได้

ศรีลังกามามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

นักวิจารณ์กล่าวว่ารากเหง้าของวิกฤตครั้งนี้ เลวร้ายที่สุดในรอบหลายทศวรรษ อยู่ที่การจัดการที่ผิดพลาดทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องโดยรัฐบาล ซึ่งก่อให้เกิดภาวะขาดดุลซ้ำซ้อน คืองบประมาณขาดดุลควบคู่ไปกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

“ศรีลังกาเป็นเศรษฐกิจที่มีการขาดดุลคู่แฝดแบบคลาสสิก” เอกสารการทำงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชียปี 2019 กล่าว “การขาดดุลสองประการส่งสัญญาณว่ารายจ่ายของประเทศหนึ่งมีมากกว่ารายได้ประชาชาติ และการผลิตสินค้าและบริการที่ซื้อขายได้ไม่เพียงพอ”

แต่วิกฤตในปัจจุบันถูกเร่งด้วยการลดหย่อนภาษีอย่างหนักตามที่ประธานาธิบดีราชปักษาสัญญาไว้ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งปี 2019 ซึ่งประกาศใช้เป็นเวลาหลายเดือนก่อนการระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจของศรีลังกาบางส่วนทรุดลง

ด้วยอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เคยสร้างรายได้มหาศาลให้ประเทศและการส่งเงินกลับของแรงงานต่างชาติที่ถูกกำจัดโดยการระบาดใหญ่ หน่วยงานจัดอันดับเครดิตจึงปรับลดอันดับประเทศศรีลังกาและทำให้ศรีลังกาเข้าไม่ถึงแหล่งทุนจากต่างประเทศไปโดยปริยาย ทำให้ยิ่งขาดรายได้เข้าไปอีก

ในทางกลับกัน โครงการจัดการหนี้ของศรีลังกา ซึ่งขึ้นอยู่กับการเข้าถึงตลาดเหล่านั้น ทำให้ทุนสำรองที่ลดลงเกือบ 70% ในเวลาสองปี

การตัดสินใจของรัฐบาลราชปักษาที่จะห้ามใช้ปุ๋ยเคมีทั้งหมดในปี 2021 ก็ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมของประเทศเช่นกัน และทำให้การปลูกข้าวเผชิญกับวิกฤต แม้จะเปลี่ยนการตัดสินใจห้ามใช้ปุ๋ยในเวลาต่อมาก็ตาม

จะเกิดอะไรขึ้นกับหนี้ต่างประเทศของศรีลังกา?

ณ เดือนกุมภาพันธ์ ประเทศศรีลังกาเหลือเงินสำรองเพียง 2.31 พันล้านดอลลาร์ แต่ต้องเผชิญกับการชำระหนี้ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2022 ซึ่งรวมถึงพันธบัตรระหว่างประเทศ (ISB) มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ที่จะครบกำหนดในเดือนกรกฎาคม

ISB เป็นหนี้ต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของศรีลังกาที่ 12.55 พันล้านดอลลาร์ โดยมีธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ญี่ปุ่น และจีนเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่รายอื่นๆ

ในการทบทวนเศรษฐกิจของประเทศที่เผยแพร่เมื่อเดือนที่แล้ว IMF  กล่าวว่าหนี้สาธารณะของศรีลังกาเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ “ระดับที่ไม่ยั่งยืน” และทุนสำรองเงินตราต่างประเทศไม่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ระยะสั้น

ในบันทึกเมื่อปลายเดือนที่แล้ว Citi Research กล่าวว่าบทสรุปของรายงาน IMF และมาตรการล่าสุดของรัฐบาลศรีลังกาไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูความยั่งยืนของหนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึง “ความจำเป็นในการปรับโครงสร้างหนี้”

ใครที่จะเข้ามาช่วยศรีลังกา?

เป็นเวลาหลายเดือนที่ฝ่ายบริหารของราชปักษาและธนาคารกลางของศรีลังกา (CBSL) ต่อต้านการเรียกร้องของผู้เชี่ยวชาญและผู้นำฝ่ายค้านให้ขอความช่วยเหลือจาก IMF แม้ว่าจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

แต่หลังจากที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นภายหลังการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ในที่สุดรัฐบาลก็ร่างแผนเข้าหา IMF ในเดือนเมษายน

IMF จะเริ่มหารือกับทางการศรีลังกาเกี่ยวกับโครงการเงินกู้ที่เป็นไปได้ใน “ไม่กี่วันข้างหน้า” โฆษก IMF กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม

ก่อนมุ่งหน้าไปขอความช่วยเหลือจาก IMF ศรีลังกาได้ลดค่าเงินของประเทศลงอย่างมาก กระตุ้นเงินเฟ้อและเพิ่มความเจ็บปวดให้กับประชาชน ซึ่งหลายคนต้องทนกับความยากลำบากและต้องต่อคิวยาวเพื่อซื้อสิ่งของที่จำเป็น

ในระหว่างนี้ ราชปักษายังได้ขอความช่วยเหลือจากจีนและอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความช่วยเหลือด้านเชื้อเพลิงจากฝ่ายหลัง การจัดส่งน้ำมันดีเซลภายใต้วงเงิน 500 ล้านดอลลาร์ที่ลงนามกับอินเดียในเดือนกุมภาพันธ์คาดว่าจะมาถึงในวันเสาร์ที่ 9 เมษายน

ศรีลังกาและอินเดียได้ลงนามในวงเงินสินเชื่อ 1 พันล้านดอลลาร์สำหรับการนำเข้าสิ่งจำเป็น ซึ่งรวมถึงอาหารและยา และรัฐบาลราชปักษาได้แสวงหาเงินอีกอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์จากรัฐบาลนิวเดลี

ส่วนจีน หลังจากทำสวอป 1.5 พันล้านดอลลาร์กับธนาคารกลางศรีลังกา และเงินกู้ร่วม 1.3 พันล้านดอลลาร์แก่รัฐบาลศรีลังกา จีนกำลังพิจารณาที่จะเสนอวงเงินสินเชื่อ 1.5 พันล้านดอลลาร์แก่ศรีลังกาและให้เงินกู้แยกต่างหากสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์

Photo –  REUTERS/Dinuka Liyanawatte TPX IMAGES OF THE DAY

จับโป๊ะรัสเซีย ภาพฟ้องสังหารหมู่ในยูเครนเกิดก่อนรัสเซียถอนทัพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679954

วันที่ 05 เม.ย. 2565 เวลา 13:00 น.จับโป๊ะรัสเซีย ภาพฟ้องสังหารหมู่ในยูเครนเกิดก่อนรัสเซียถอนทัพ

รัสเซียปฏิเสธสังหารหมู่ในเมืองบูชา แต่ภาพถ่ายดาวเทียมชี้มีศพเกลื่อนเมืองตั้งแต่รัสเซียยังไม่ถอนทัพออกไป

AFP รายงานว่า สตีเฟน วูด โฆษกของ Maxar Technologies แถลงถึงภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงที่บันทึกได้จากเมืองบูชา (Bucha) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน ซึ่งเผยให้เห็นว่าร่างของพลเรือนจำนวนมากที่ถูกสังหาร ถูกทิ้งไว้ตามจุดต่างๆ ทั่วเมืองตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมี.ค.

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยูเครนเข้าพบศพเมื่อวันที่ 3 เม.ย. หลังจากที่รัสเซียถอนกำลังทหารออกไปจากเมือง โดยระบุว่ามีการเคลื่อนย้ายร่างพลเรือนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 410 ศพ พร้อมชี้ว่าการสังหารหมู่ครั้งนี้เป็นการก่ออาชญากรรมสงครามโดยรัสเซีย

ขณะที่รัสเซียปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยระบุว่าภาพและวิดีโอที่แสดงให้เห็นศพในเมืองบูชา ซึ่งถูกเผยแพร่จากยูเครนเป็นการจงใจยั่วยุ ในช่วงที่กองทัพรัสเซียเข้าควบคุมเมืองนี้ไม่มีการทำร้ายประชาชนแต่อย่างใด พร้อมยืนยันว่ารัสเซียถอนกำลังทหารออกจากเมืองบูชาตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค.

วาสซิลี เนเบนเซีย ผู้แทนถาวรรัสเซียประจำสหประชาชาติย้ำต่อองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ว่าศพเหล่านั้นเกิดขึ้นหลังจากที่รัสเซียถอนกำลังทหารออกไปจากเมืองแล้ว

อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายดาวเทียมของ Maxar ซึ่งถูกบันทึกไว้เมื่อวันที่ 19 มี.ค. และ 21 มี.ค. ชี้ให้เห็นว่ามีศพพลเรือนจำนวนมากอยู่บนถนนในเมืองบูชาแล้วในขณะนั้น

จากการวิเคราะห์ของ Times ยังระบุว่าภาพถ่ายดาวเทียมจาก Maxar ระหว่างวันที่ 9-11 มี.ค. พบวัตถุสีเข้มขนาดใกล้เคียงกับร่างกายมนุษย์ปรากฏบนท้องถนน

Times ยังได้เทียบวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียซึ่งเผยให้เห็นภาพศพบนถนนที่อยู่ข้างหน้ารถ 2 คัน กับภาพถ่ายดาวเทียมที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค. พบว่าศพและรถอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน หมายความว่ามีพลเรือนถูกสังหารก่อนวันที่ 30 มี.ค.

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นสัญญาณแรกของการขุดหลุมฝังศพขนาดใหญ่บริเวณโบสถ์ในเมืองบูชา เมื่อวันที่ 10 มี.ค. (Maxar Technologies/Handout via REUTERS)
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นหลุมศพขนาดใหญ่ในเมืองบูชา เมื่อวันที่ 31 มี.ค. (Maxar Technologies/Handout via REUTERS)

ลุ้นเอเลี่ยนตอบกลับ! นักวิทย์ส่งข้อความหามนุษย์ต่างดาวในทางช้างเผือก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679955

วันที่ 05 เม.ย. 2565 เวลา 12:17 น.ลุ้นเอเลี่ยนตอบกลับ! นักวิทย์ส่งข้อความหามนุษย์ต่างดาวในทางช้างเผือก

ข้อความที่จะส่งไปนี้เป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว

เว็บไซต์ Vice รายงานโดยอ้าง Scientific American ว่า นักวิทยาศาสตร์คิดค้นข้อความใหม่เตรียมส่งไปให้มนุษย์ต่างดาวที่อาจจะมีอยู่บนทางช้างเผือก

ข้อความใหม่ที่มีชื่อว่า Beacon in the Galaxy (BITG) หรือสัญญาณไฟในกาแล็กซี่ นี้เป็นความพยายามครั้งล่าสุดในการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว หลังจากที่กล้องโทรทรรศน์อาเรซิโบ (Arecibo) ของเปอร์โตริโกเคยส่งข้อความไปยังกระจุกดาวเมื่อปี 1974

BITG คิดค้นโดย โจนาธาน เจียง นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory ขององค์การนาซา และเพื่อนร่วมงาน ซึ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาวิจัยลงใน arXiv คลังเอกสารวิชาการออนไลน์ก่อนที่จะมีการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (peer-reviewed)

ทีมระบุว่า ข้อความที่จะส่งไปประกอบด้วยแนวคิดทางคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ขั้นพื้นฐาน เพื่อสร้างวิธีการสื่อสารที่เป็นสากล ตามด้วยข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบทางชีวเคมีของสิ่งมีชีวิตบนโลก ตำแหน่งประทับเวลาของระบบสุริยะในทางช้างเผือกที่เกี่ยวข้องกับกระจุกดาวทรงกลม รวมทั้งการแสดงภาพระบบสุริยะและพื้นผิวโลกในรูปแบบดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังมีภาพรูปร่างของมนุษย์ในรูปแบบดิจิทัล และคำเชื้อเชิญให้มนุษย์ต่างดาวที่ได้รับข้อความนี้ตอบกลับ

เจียงและทีมงานเขียนข้อความโดยใช้รหัสเลขฐานสองซึ่งเป็นการระบุสิ่งตรงข้ามกัน เช่น เลขศูนย์กับหนึ่ง ขาวกับดำ ใช่หรือไม่ใช่ ซึ่งทางทีมมองว่าเป็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตนอกโลกเข้าใจ

ข้อความดังกล่าวจะถูกส่งโดยกล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของจีน (FAST) และระบบกล้องโทรทรรศน์อัลเลนของสถาบัน SETI ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ไปยังพื้นที่ในกาแล็กซี่ที่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตมากที่สุด

ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมามนุษย์ส่งข้อความไปยังมนุษย์ต่างดาวหลายครั้ง รวมทั้งแผ่นบันทึกเสียงทองคำที่เดินทางไปกับยานสำรวจอวกาศวอยเอเจอร์ของนาซาซึ่งมีรูปภาพเปลือยของมนุษย์อยู่ด้วยเช่นเดียวกับ BITG

ทว่านอกจากเสียงชื่นชมแล้ว ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การกระทำดังกล่าว โดยผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่าการส่งสัญญาณตำแหน่งของโลกไปในกาแล็กซี่อาจเป็นการเชื้อเชิญให้มนุษย์ต่างดาวที่มีเจตนาร้ายลงมาทำลายโลกของเรา ซึ่งเจียงและทีมเข้าใจความเสี่ยงนี้ แต่พวกเขาค้านว่ามนุษย์ต่างดาวที่สามารถถอดรหัสข้อความ BITG นั้นไม่น่าจะเป็นผู้พิชิตที่ก้าวร้าว

“ตรรกะบ่งบอกว่าสปีชีส์ที่มีความซับซ้อนเพียงพอที่จะบรรลุการสื่อสารผ่านจักรวาล ก็น่าจะมีความร่วมมือในระดับสูงเช่นกัน และน่าจะทราบถึงความสำคัญของสันติภาพและความร่วมมือ” เจียงและทีมระบุ

ภาพ: NASA

เฮือกสุดท้ายแล้ว! รายงาน IPCC เตือนต้องแก้เดี๋ยวนี้ก่อนจะเจอหายนะโลกร้อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679944

วันที่ 05 เม.ย. 2565 เวลา 11:15 น.เฮือกสุดท้ายแล้ว! รายงาน IPCC เตือนต้องแก้เดี๋ยวนี้ก่อนจะเจอหายนะโลกร้อน

ยูเอ็นเตือนถ้าไม่ลงมือทำตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสแก้ตัวเรื่องโลกร้อนแล้ว

AFP รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญขององค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า มนุษยชาติเหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ปีในการลดการเพิ่มขึ้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน และไม่ถึง 10 ปีในการลดการปล่อยให้เหลือครึ่งหนึ่ง โดยโลกกำลังเผชิญกับการต้อสู้เฮือกสุดท้ายเพื่ออนาคตที่น่าอยู่

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของ UN ระบุว่า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังกล่าวเป็นเพียงความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเท่านั้น แต่นโยบายในขณะนี้กำลังพาโลกมุ่งสู่หายนะของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ

อันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการ UN เผยว่า “บางรัฐบาลและผู้นำธุรกิจบางคนกำลังพูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง หรือพูดง่ายๆ ว่าพวกเขาโกหก ซึ่งจะทำให้เกิดหายนะใหญ่หลวง”

โฮซึงอี ประธาน IPCC เผยว่า “เราเดินทางมาถึงช่วงสำคัญ การตัดสินใจที่เราทำในตอนนี้สามารถรับประกันอนาคตที่น่าอยู่ได้ เรามีเครื่องมือและความรู้ที่จำเป็นในการจำกัดภาวะโลกร้อน”

จิม สเกีย ศาสตราจารย์จาก Imperial College London และประธานคณะทำงานร่วมที่อยู่เบื้องหลังรายงานของ IPCC เผยว่า “หากเราต้องการจำกัดไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ถ้าไม่ลงมือทำตอนนี้ก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว หากไม่มีการลดการปล่อยมลพิษในทุกภาคส่วนในทันทีและเชิงลึก ก็เป็นไปไม่ได้”

ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

สิ่งแรกที่ต้องทำคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งจะต้องทำให้สำเร็จก่อนปี 2025 เพื่อไม่ให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นจากยุคก่อนอุตสาหกรรมเกิน 2 องศาเซลเซียส

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต้องลดลง 43% ภายในปี 2030 และ 84% ภายในปี 2050 โดยเส้นวิถีการปล่อยมลพิษในขณะนี้หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะทำให้โลกร้อนขึ้นราว 3.2 องศาเซลเซียส

ลดการใช้ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซ

IPCC ระบุว่า นานาชาติควรหยุดการใช้ถ่านหินอย่างสิ้นเชิงและตัดลดการใช้น้ำมันและก๊าซลง 60% และ 70% ตามลำดับเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของข้อตกลงปารีส

ประชาชนต้องร่วมมือ

IPCC ระบุว่า การลดการปล่อยก๊าซอย่างเดียวไม่เพียงพอแล้ว ประชาชนแต่ละคนก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกได้ อาทิ ลดการเดินทางด้วยเครื่องบินในระยะไกล ลดการใช้รถยนต์แล้วเปลี่ยนมาปั่นจักรยานหรือเดิน หันมารับประทานอาหารที่ผลิตจากพืช หรือลดการอุปโภคบริโภคที่ทำให้ต้องใช้พลังงานมาก ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลด 40-70% ภายในปี 2050

สกัดการเติบโตของเศรษฐกิจ

IPCC ระบุว่า การจำกัดไม่ให้อุณหภูมิสูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจำเป็นต้องกระทำการบางอย่างที่จะลดการเติบโตของเศรษฐกิจราว 1.3-2.7% ภายในปี 2050 อย่างไรก็ดี ประโยชน์โดยรวมของเศรษฐกิจจากการจำกัดไม่ให้โลกร้อนเกินไปมีมากกว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจดังกล่าว

REUTERS/Sebastian Toba/File Photo

เกาหลีเหนือพร้อมยิงอาวุธนิวเคลียร์ หากเกาหลีใต้จู่โจมก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679942

วันที่ 05 เม.ย. 2565 เวลา 11:00 น.เกาหลีเหนือพร้อมยิงอาวุธนิวเคลียร์ หากเกาหลีใต้จู่โจมก่อน

น้องสาวคิม จอง อึน ยันเกาหลีเหนือต่อต้านสงคราม แต่พร้อมใช้กองกำลังนิวเคลียร์ หากเกาหลีใต้เปิดฉากโจมตีก่อน

วันที่ 5 เม.ย. สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าคิม ยอ-จอง น้องสาวของคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ กล่าวว่าเกาหลีเหนือจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มกองทัพเกาหลีใต้หากถูกโจมตีก่อน

“ในกรณีที่เกาหลีใต้เลือกที่จะเผชิญหน้าทางทหารกับเรา กองกำลังนิวเคลียร์ของเราจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” คิม ยอ-จอง  กล่าว

พร้อมเสริมว่า ภารกิจหลักของกองกำลังนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือคือทำหน้าที่เป็นเครื่องยับยั้ง แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดความขัดแย้งทางอาวุธ กองกำลังนิวเคลียร์จะทำหน้าที่ “กำจัดกองกำลังของศัตรู”

อย่างไรก็ตาม คิม ยอ-จองยืนยันว่าเกาหลีเหนือต่อต้านสงคราม จะไม่โจมตีใครก่อนหากไม่มีการยั่วยุ และไม่ได้มองว่าเกาหลีใต้เป็นศัตรู เว้นแต่ว่าเกาหลีใต้จะเป็นฝ่ายจู่โจมก่อน หากมีการละเมิดดินแดนเกาหลีเหนือก็จะต้องเผชิญกับหายนะ

ขณะที่กระทรวงรวมชาติเกาหลีใต้เตือนว่า คิม ยอ-จองควรระมัดระวังคำพูดที่อาจเพิ่มความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีโดยไม่จำเป็น

ด้านซอ อุก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “กองทัพเกาหลีใต้มีขีปนาวุธที่สามารถโจมตีเป้าหมายในเกาหลีเหนือได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว หากมีสัญญาการปล่อยขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ”

Photo by REUTERS/Jorge Silva/File Photo

รัสเซียเปลี่ยนเป้า เตรียมส่งทัพนับหมื่นมุ่งแนวรบตะวันออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679932

วันที่ 05 เม.ย. 2565 เวลา 09:53 น.รัสเซียเปลี่ยนเป้า เตรียมส่งทัพนับหมื่นมุ่งแนวรบตะวันออก

ทำเนียบขาวกล่าวว่ารัสเซียมีแนวโน้มส่งทหารหลายพันนายไปยังยูเครนตะวันออก

รัสเซียกำลังเพิ่มกำลังการรบในยูเครนตะวันออก โดยมีแผนที่จะ “ส่งทหารหลายหมื่นนาย” ไปยังภูมิภาคนั้น โดยเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของทำเนียบขาว กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า รัสเซียจะใช้กองทัพของตนต่อไปเพื่อพยายามพิชิตการยึดครองดินแดนอธิปไตยของยูเครน

“ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เราเชื่อว่ารัสเซียกำลังทบทวนจุดมุ่งหมายในการทำสงคราม” โดยเน้นที่ “ทางตะวันออกและบางส่วนของยูเครนตอนใต้ แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่พื้นที่ส่วนใหญ่” ซัลลิแวนกล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว” 

เป้าหมายมีแนวโน้มที่จะ “ล้อมและครอบคลุม” กองกำลังยูเครนในภูมิภาคนี้ ซัลลิแวนกล่าว “รัสเซียสามารถใช้ความสำเร็จทางยุทธวิธีใดๆ ก็ตามที่ทำได้เพื่อเผยแพร่เรื่องเล่าถึงความคืบหน้าและปิดบัง … ความล้มเหลวของกองทัพก่อนหน้านี้”

ซัลลิแวนกล่าวว่ารัฐบาลไบเดนจะประกาศความช่วยเหลือทางทหารใหม่สำหรับยูเครนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เขากล่าวว่าการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่อพลังงานของรัสเซียอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรยุโรป

ซัลลิแวนกล่าวว่า สงครามระยะต่อไปอาจยืดเยื้อเพราะกองทหารรัสเซียมีจำนวนมากกว่ายูเครน มอสโกน่าจะพยายามควบคุมแนวกว้างของยูเครนตะวันออกแทนที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ควบคุมก่อนการบุกรุก 

ทางตอนใต้ รัสเซียมีแนวโน้มที่จะพยายามยึดเมืองเคอร์ซอนเพื่อควบคุมการไหลของน้ำจืดไปยังแหลมไครเมีย (ที่ขาดแคลนน้ำจืด) ซึ่งถูกผนวกเข้ากับไครเมียในปี 2014 เขากล่าวว่าเครมลินคาดว่าจะเปิดการโจมตีทางอากาศและขีปนาวุธต่อไปทั่วทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม ซัลลิแวนกล่าวว่า รัสเซียไม่ได้คำนึงถึงความแข็งแกร่งของกองทัพยูเครนและการสนับสนุนจากสหรัฐ โดยเคียฟและและเมืองอื่นๆ ยังคงยืนหยัดอยู่ได้

นอกจากนี้ ซัลลิแวนกล่าวว่ามาตรการคว่ำบาตรใหม่ของสหรัฐฯ ต่อมอสโกจะประกาศในสัปดาห์นี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวว่ากำลังสนับสนุนทีมอัยการและผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานการทารุณกรรมที่เกิดขึ้นในยูเครน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีสังหารหมู่ในเมืองบูชา

เลือดจากเขากวาง ยาดีของประธานาธิบดีปูติน?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679883

วันที่ 04 เม.ย. 2565 เวลา 19:30 น.เลือดจากเขากวาง ยาดีของประธานาธิบดีปูติน?

สำนักข่าวสืบสวนของรัสเซียอ้างเคล็ดลับสุขภาพของปูตินคือการอาบเลือดกวาง พร้อมกล่าวถึงปัญหาสุขภาพของผู้นำที่ถูกปิดเป็นความลับ

สำนักข่าวต่างประเทศอ้างรายงานสืบสวนจาก Proekt สื่ออิสระของรัสเซียซึ่งเผยแพร่เมื่อต้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงปัญหาสุขภาพของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน วัย 69 ปี ระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาผู้นำรัสเซียเดินทางไปที่อัลไตหลายครั้งเพื่ออาบเลือดที่สกัดจากเขากวาง ตามคำแนะนำของเซียร์เกย์ ชอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ซึ่งเชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งการแพทย์ทางเลือกของผู้นำรัสเซีย

ในขณะที่เรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของปูตินถูกตั้งคำถามและพูดกันไปต่างๆ นานา มาหลายปีแล้ว รัฐบาลรัสเซียยังคงเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ชายแกร่งของปูตินเอาไว้

Proekt ระบุว่า “เมื่อเขามีอายุมากขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและการมีอายุยืนยาวได้ครอบงำประธานาธิบดี เขายังแสดงความสนใจในการแพทย์ทางเลือก แม้ว่าจะมีสมาชิกในครอบครัวหลายคนเป็นหมอ”

ตัวอย่างเช่น มีรายงานว่าปูตินอาบเลือดจากเขากวาง ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติทางการแพทย์ตามธรรมชาติในภูมิภาคอัลไตของรัสเซีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับคาซัคสถานและมองโกเลีย โดยมีรายงานว่าปูตินเดินทางไปที่นั่นหลายครั้งเพื่ออาบเลือดเขากวาง

ตามคำแนะนำของชอยกูเชื่อว่าเลือดกวางจะช่วยบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือด และฟื้นฟูผิวพรรณด้วย

เว็บไซต์ Daily Mail อ้างรายงานจาก Siberian Times ระบุว่าเลือดจากเขากวางที่หลายคนนำไปอาบหรือดื่มกันนั้น คาดว่าเป็นวิธีปฏิบัติที่มีมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษในรัสเซีย และยังกล่าวกันว่าในจีนและเกาหลีใต้ก็มีการอาบเลือดกวางเช่นกัน

โดยประโยชน์ของมันมีมากมายไม่ว่าจะเป็นการชะลอวัย เสริมสมรรถภาพทางเพศโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสมรรถภาพของผู้ชาย เสริมสร้างกระดูกและฟัน การมองเห็นและการได้ยิน เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง รักษาโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบ โรคปอดบวม โรคหอบหืด ปวดข้อ โรคกระดูกพรุน และปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง

ทั้งนี้ รายงานจาก CNN เมื่อ 4 ปีก่อนก็ได้กล่าวถึงการอาบเลือดกวางของปูติน และยังเคยมีภาพถ่ายชองปูตินกับฝูงกวางแดงเมื่อครั้งที่เดินทางไปยังไซบีเรียในช่วงปี 2013 ด้วย

อย่างไรก็ตาม Business Insider กล่าวว่าเขากวางที่นำมาใช้ถูกตัดในขณะที่กวางยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งกลุ่มสิทธิสัตว์เปรียบเทียบว่ามันเป็นการทารุณสัตว์เหมือนกับการที่มนุษย์ถูกดึงเล็บ และยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าการอาบหรือดื่มเลือดกวางจะช่วยบำรุงร่างกายได้จริง

ปัญหาสุขภาพของผู้นำ

นอกจากการอาบเลือดกวางเพื่อสุขภาพแล้ว Proekt ยังระบุว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาปูตินต้องพบแพทย์ถี่กว่าเมื่อก่อน โดยหนึ่งในแพทย์ที่เดินทางไปพบปูตินบ่อยที่สุดคือเยฟกีนี เซลิวานอฟ ศัลยแพทย์ซึ่งเชี่ยวชาญด้านมะเร็งต่อมไทรอยด์ ซึ่งได้เดินทางไปเยี่ยมปูตินที่บ้านพักของเขา 35 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 166 วัน ในระยะเวลา 4 ปี

นอกจากนี้ยังมี อีกอร์ ไอซาคอฟ และอเล็กซี เชกลอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก ซึ่งไปเยี่ยมประธานาธิบดีบ่อยขึ้นเช่นกัน โดยระหว่างปี 2016-2020 เชกลอฟเดินทางไปหาปูติน 59 ครั้งและใช้เวลาอยู่กับเขาทั้งหมด 282 วัน

รายงานระบุว่า “ในวงการแพทย์เชื่อกันว่าประธานาธิบดีกำลังอยู่ในกระบวนการรักษาบางโรคที่เกี่ยวกับไทรอยด์ในช่วงเวลานี้” แม้ว่ารัฐบาลรัสเซียจะไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน

ตามรายงานของ Proekt ยังชี้ว่าจำนวนแพทย์และคณะผู้ติดตามของปูตินโดยเฉลี่ยในปี 2016 และ 2017 เพิ่มขึ้นจาก 5 คน เป็น 9 คนในปี 2019

ขณะที่ในระยะหลังมานี้จะสังเกตได้ว่าใบหน้าและลำคอของประธานาธิบดีรัสเซียดูบวมขึ้น ทำให้เกิดข่าวลือแพร่สะพัดว่าปูตินได้รับการรักษาด้วยสเตียรอยด์ ซึ่งมักใช้รักษามะเร็งต่อมไทรอยด์

อย่างไรก็ตาม ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียปฏิเสธรายงานที่ว่าปูตินเป็นมะเร็ง โดยในปี 2020 เขาได้ออกมายืนยันว่าสุขภาพของปูตินนั้น “ดีเยี่ยม”

ทั้งนี้ Proekt เป็นสื่อที่ถูกบล็อกใยรัสเซียและตอนนี้ดำเนินการจากต่างประเทศ

Photo by ALEXEY NIKOLSKY / RIA-NOVOSTI / AFP

รัสเซียปัดข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม ชี้ข้อมูลสังหารหมู่ในยูเครนมีพิรุธ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679888

วันที่ 04 เม.ย. 2565 เวลา 17:25 น.รัสเซียปัดข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงคราม ชี้ข้อมูลสังหารหมู่ในยูเครนมีพิรุธ

รัฐบาลเครมลินกล่าวได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาใดๆ อย่างเด็ดขาดที่เกี่ยวข้องกับการสังหารพลเรือนในเมืองบูชา ของยูเครนและกล่าวว่าควรตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาของยูเครนในเรื่องนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ทางการยูเครนกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่ากำลังสืบสวนอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นโดยกองกำลังรัสเซียหลังจากพบศพหลายร้อยศพเกลื่อนไปทั่วเมืองนอกกรุงเคียฟหลังจากที่รัสเซียถอนตัวออกจากพื้นที่

ทว่าโฆษกของรัฐบาลรัสเซียประจำทำเนียบเครมลิน คือ ดมิทรี เปสคอฟ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในการประชุมทางโทรศัพท์ “ข้อมูลนี้ต้องถูกสอบสวนอย่างจริงจัง” 

“จากสิ่งที่เราเห็น ผู้เชี่ยวชาญของเราได้ระบุพบสัญญาณของการปลอมแปลงวิดีโอและการปลอมแปลงอื่นๆ”

เปสคอฟกล่าวว่าข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์ของเหตุการณ์ในเมืองบูชา ไม่สอดคล้องเหตุการณ์ในยูเครนและเรียกร้องให้ผู้นำระหว่างประเทศอย่ารีบเร่งในการตัดสิน

“เราปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างเด็ดขาด” เปสคอฟกล่าว

“สถานการณ์นี้ร้ายแรงอย่างไม่ต้องสงสัย และเราจะขอให้ผู้นำนานาชาติหลายคนอย่ารีบเร่งกับคำพูดของพวกเขา ไม่รีบเร่งกับข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล ขอข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และอย่างน้อยก็จงฟังคำอธิบายของเรา”

เปสคอฟกล่าวว่านักการทูตของรัสเซียจะเร่งดำเนินการด้วยความพยายามที่จะจัดการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเพื่อหารือเกี่ยวกับสิ่งที่รัฐบาลมอสโกเรียกว่า “การยั่วยุของยูเครน” ในบูชา แม้ว่าความพยายามจัดการประชุมดังกล่าวเป็นครั้งแรกจะถูกขัดขวางก็ตาม

“ความคิดริเริ่มในการยกหัวข้อนี้ขึ้นสู่เวทีของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ชี้ให้เห็นว่ารัสเซียต้องการและเรียกร้องให้มีการยกระดับหัวข้อนี้ในระดับสากล” เปสคอฟกล่าว

เปสคอฟปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นว่าความโกรธแค้นต่อกรร๊ที่เกิดขึ้นในเมืองบูชาจะส่งผลกระทบต่อการเจรจาสันติภาพระหว่างมอสโกและเคียฟซึ่งถูกกำหนดให้ดำเนินการต่อผ่านการประชุมทางวิดีโอในวันจันทร์หรือไม่

Photo – REUTERS/Stringer 

โปแลนด์เปิดทางสหรัฐติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศ หวั่นรัสเซียคุกคาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679892

วันที่ 04 เม.ย. 2565 เวลา 18:20 น.โปแลนด์เปิดทางสหรัฐติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศ หวั่นรัสเซียคุกคาม

รองนายกฯ เปิดทางสหรัฐติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในโปแลนด์ ขอทหารอเมริกันประจำการในยุโรปเพิ่ม 50% รับมือกองทัพรัสเซีย

ยาโรสลอว์ คาซินสกี รองนายกรัฐมนตรีโปแลนด์ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Welt am Sonntag ของเยอรมนี ระบุว่าเขาเปิดทางให้สหรัฐติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในโปแลนด์ และยินดีให้สหรัฐเพิ่มกำลังทหารในยุโรปอีกหลายหมื่นนายเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากรัสเซีย ตลอดจนเรียกร้องให้ NATO ดำเนินการมากขึ้นเพื่อช่วยเหลือยูเครน

“มาเถอะ กองกำลังนิวเคลียร์ของสหรัฐเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในการหยุดยั้งรัสเซียไม่ให้โจมตีชาติต่างๆ ใน NATO และมอบความปลอดภัยสูงสุดให้แก่พวกเรา” คาซินสกีกล่าว “หากอเมริกันต้องการเก็บอาวุธนิวเคลียร์ของอเมริกาในโปแลนด์เราก็ยินดี”

“ความคิดริเริ่มจะต้องมาจากอเมริกัน อย่างไรก็ตาม โดยหลักการแล้วมันสมเหตุสมผลที่จะขยายอาวุธนิวเคลียร์ไปยังโซนตะวันออก…ตะวันออกจะต้องได้รับการปกป้องที่ดีกว่าเดิมในอนาคต”

แต่ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาประเด็นดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ คาซินสกีกล่าวว่าโปแลนด์ยินดีให้สหรัฐเพิ่มกำลังทหารในยุโรป 50% จาก 100,000 นายเป็น 150,000 นายอันเนื่องมาจากท่าทีที่แข็งกร้าวของรัสเซีย โดยชี้ว่าในจำนวนนี้ทหาร 75,000 นายควรประจำการทางด้านตะวันออกคือบริเวณชายแดนที่ติดกับรัสเซีย และ 50,000 นายควรอยู่ในกลุ่มประเทศบอลติกและโปแลนด์

ทั้งนี้ ก่อนที่รัสเซียจะเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน มีทหารสหรัฐประจำการในยุโรปประมาณ 80,000 นาย

Photo by Ukrainian Presidential Press Service/Handout via REUTERS

เปิดบัญชีเลือด อาชญากรรมสงครามจากน้ำมือมหาอำนาจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/679873

วันที่ 04 เม.ย. 2565 เวลา 16:08 น.เปิดบัญชีเลือด อาชญากรรมสงครามจากน้ำมือมหาอำนาจ

ต่อไปนี้คือตัวอย่างอาชญากรรมสงครามที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 และ 21 และเมื่อเร็วๆ นี้

• การสังหารหมู่หมีลาย (My Lai Massacre) เป็นการสังหารหมู่ประชาชนที่ไม่มีอาวุธ 347 ถึง 504 คนในเวียดนามใต้ ส่วนใหญ่เป็นพลเรือนทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก ดำเนินการโดยทหารสหรัฐจากกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 20 กองพลที่ 11 แห่งกองทหารราบที่ 23 (อเมริกัน) เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2511 เหยื่อบางคนถูกข่มขืน ทุบตี ทรมาน หรือทำให้พิการ และพบว่าศพบางส่วนถูกทำลาย ต่อมาเจ้าหน้าที่สหรัฐ 203 คนถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรม 57 คนถูกนำตัวขึ้นศาลทหารและ 23 คนถูกตัดสินลงโทษ

• ปฏิบัติการทางทหาร Operation Speedy Express เป็นปฏิบัติการทางทหารช่วงสงครามเวียดนาม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงไร้การรบกวนจากศัตรู ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2511 ถึงพฤษภาคม 2512 ผู้ตรวจการกองทัพสหรัฐ ประเมินว่ามีพลเรือนเสียชีวิตจากปฏิบัติการ 5,000 – 7,000 ราย ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว United Press International อ้างข้อมูลจากที่ปรึกษาด้านปฏิบัติการทางทหารชาวอเมริกันในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเผยว่า กองพลดังกล่าวได้ “การฆ่า (พลเรือน) อย่างตามใจชอบ” และ “ใช้อำนาจตามอำเภอใจยิง (พลเรือน) เป็นจำนวนมาก”

• การสังหารหมู่ที่เซินถัง (Son Thang massacre) เป็นการสังหารหมู่ที่ดำเนินการโดยนาวิกโยธินสหรัฐระหว่างปฏิบัติการทางทหาร Operation Imperial Lake เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2513 ซึ่งผู้หญิง 5 คนและเด็ก 11 คนถูกสังหาร นาวิกโยธินรายงานว่าพลเรือนที่ถูกสังหารเป็นกองกำลังเวียดกงที่ถูกสังหารในการสู้รบ แต่พลเรือนรายงานเหตุการณ์เหล่านี้และมีการตั้งข้อกล่าวหาต่อนาวิกโยธิน นาวิกโยธิน 4 นายถูกศาลทหารและ 1 รายถูกตัดสินจำคุก 5 ปีและอีกคนหนึ่งถูกจำคุกตลอดชีวิต

• กรณีถึ่ยโบ (Thuy Bo incident) เป็นการสังหารพลเรือนโดยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2510 ระหว่างสงครามเวียดนามในหมู่บ้านถึ่ยโบ จังหวัดกว๋างนาม แหล่งข่าวคอมมิวนิสต์เวียดนามระบุว่ามีพลเรือน 145 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็ก และชายสูงอายุ ส่วนแหล่งข่าวในสหรัฐฯ อ้างว่าพลเรือน 22 คนเสียชีวิตในสองวันของการสู้รบระหว่างนาวิกโยธินและเวียดกงที่ยึดครองหมู่บ้าน

• สงครามเชเชนทั้ง 2 ครั้ง (Chechen Wars) องค์การ Amnesty International ประเมินว่าพลเรือนระหว่าง 20,000 ถึง 30,000 คนถูกสังหารในสงครามเชเชนครั้งแรก (ระหว่างปี 2537 – 2539) โดยส่วนใหญ่เกิดจากการโจมตีตามอำเภอใจของกองกำลังรัสเซียในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น และพลเรือนอีก 25,000 คนเสียชีวิตในสงครามเชเชนครั้งที่สอง (ระหว่างปี 2542 – 2543) อีกแหล่งข้อมูลหนึ่งสันนิษฐานว่าพลเรือน 40,000–45,000 คนถูกสังหารในการสงครามครั้งที่สอง แต่เจ้าหน้าที่ชาวเชเชนและคนในเชเชนสันนิษฐานว่ามีผู้เสียชีวิตมากถึง 200,000–300,000 คนในสงครามสองครั้ง

• การทรมานและการทารุณนักโทษที่บากรัม (Bagram torture and prisoner abuse) ในปี 2548 The New York Times ได้รับรายงานการสอบสวนของกองทัพสหรัฐฯ จำนวน 2,000 หน้าเกี่ยวกับการฆาตกรรมของนักโทษชาวอัฟกันที่ไม่มีอาวุธสองคนโดยเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐในเดือนธันวาคม 2545 ที่สถานกักกันในโรงละครบากรัม เมืองบากรัม ประเทศอัฟกานิสถาน นักโทษสองคนคือ Habibullah และ Dilawar ถูกล่ามโซ่ไว้กับเพดานหลายครั้งและถูกทุบตี ส่งผลให้พวกเขาเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพของทหารวินิจฉัยว่าการเสียชีวิตของนักโทษทั้งสองคนเป็นการฆาตกรรม การชันสูตรพลิกศพเผยให้เห็นอาการบาดเจ็บสาหัสที่ขาของนักโทษทั้งสอง อธิบายว่าบาดแผลดังกล่าวเปรียบได้กับการถูกรถบัสชน ต่อมาทหาร 7 นายถูกตั้งข้อหาในปี 2548

• การสังหารหมู่ที่กันดาฮาร์ (Kandahar massacre) เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 11 มีนาคม 2555 เมื่อจ่าสิบเอก โรเบิร์ท เบลส์ ของกองทัพสหรัฐฯ สังหารพลเรือน 16 คนและบาดเจ็บอีก 6 คนในเขตปันช์วายี จังหวัดกันดาฮาร์ ประเทศอัฟกานิสถาน เหยื่อของเขา 9 รายเป็นเด็ก และผู้ตาย 11 คนมาจากครอบครัวเดียวกัน ศพบางส่วนถูกเผาบางส่วน เบลส์ถูกควบคุมตัวในเช้าวันนั้น และต่อมาถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีทัณฑ์บน ทางการอัฟกานิสถานในตอนแรกไม่เชื่อว่าเบลส์จะลงมือคนเดียว และเชื่อว่าจะต้องมีทหารอเมริกันอื่นๆ เกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันข้ออ้างนี้

• การถล่มโรงพยาบาลคุนดุซ (Kunduz hospital airstrike) เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2558 เครื่องบินติดอาวุธ AC-130U ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ โจมตีศูนย์พยาบาล Kunduz Trauma Center ที่ดำเนินการโดยคณะแพย์ไร้พรมแดน (MSF) ในเมืองคุนดุซ ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน มีผู้เสียชีวิต 42 ราย และบาดเจ็บกว่า 30 ราย MSF ประณามเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศโดยเจตนาและเป็นอาชญากรรมสงคราม

เบื้องต้น กองทัพสหรัฐกล่าวว่าการโจมตีทางอากาศเกิดขึ้นเพื่อปกป้องกองกำลังสหรัฐบนภาคพื้นดิน ต่อมา พล.อ.จอห์น เอฟ. แคมป์เบลล์ ผู้บัญชาการสหรัฐในอัฟกานิสถาน กล่าวว่า การโจมตีทางอากาศได้รับการร้องขอจากกองกำลังอัฟกันถูกยิงกระน่ำโดยกองกำลังตอลิบาน แคมป์เบลล์กล่าวว่าการโจมตีเป็น “ความผิดพลาด” และ “เราจะไม่มีวันตั้งเป้าโดยเจตนาไปที่สถานพยาบาลที่ได้รับการคุ้มครอง”

• การฆาตกรรมเขตมัยวันด์ (Maywand District murders) ตัวเลขผู้เสียชีวิตในคดีนี้อาจจะน้อย แต่เจคตนาฆ่านั้นเหี้ยมโหดอย่างมาก การฆาตกรรมในเขตมัยวันด์เป็นการฆาตกรรมของพลเรือนชาวอัฟกันอย่างน้อย 3 คน โดยกลุ่มทหารของกองทัพสหรัฐฯ ก่อเหตุตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 ถึงมิถุนายน 2553 ระหว่างสงครามในอัฟกานิสถาน โดยทหารที่เรียกตัวเองว่า “ทีมสังหาร” (Kill Team) สังหารพลเรือนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เช่น วัยรุ่นอายุ 15 ปีทีกำลังช่วพ่อทำเกษตรและปราศจากอาวุธก็ถูกสังหารด้วยการขว้างระเบิดร่าแหลกเป็นชิ้นๆ

ยังไม่เท่านั้น “ทีมสังหาร” ยังเดินมายิงซ้ำด้วยปืนกลและปืนไรเฟิลจู่โจม จากนั้นเปลื้องผ้าเด็กชายและถ่ายรูปกับร่างของเขา พวกเขาตัดนิ้วก้อยของเด็กชายออกและทิ้งร่างของเขาไว้บนพื้นกึ่งเปลือยเปล่า ต่อมา เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ “ทีมสังหาร” ใช้ภาพถ่ายความร้อนเล็งเป้าหมายสังหารคนพิการทางสมองและหูหนวกที่กำลังเล่นบอลข้างถนน แล้วเก็บส่วนหนึ่งของกะโหลกศีรษะของเขาไว้เป็นถ้วยรางวัล

• การทรมานและการใช้อำนาจโดยมิชอบต่อนักโทษที่อะบูฆุร็อยบ์ Abu Ghraib torture and prisoner abuse) ในช่วงแรกของสงครามอิรัก สมาชิกของกองทัพสหรัฐฯ และ CIA ได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายครั้งและก่ออาชญากรรมสงครามต่อผู้ต้องขังในเรือนจำอะบูฆุร็อยบ์ ในอิรัก รวมถึงการทารุณกรรมทางร่างกายและทางเพศ การทรมาน การข่มขืน การเล่นสวาท และการสังหาร ต่อมาสื่อได้หลักฐานและข้อมูลมากมายที่น่าตกใจ โดยเฉพาะภาพการทหารนักโทษอิรักด้วยวิธีการที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความตกใจและโกรธเคือง ถูกประณามอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกาและต่างประเทศ รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช อ้างว่าการละเมิดที่อะบูฆุร็อยบ์ เป็นเหตุการณ์เฉพาะและไม่ได้สะท้อนถึงนโยบายของสหรัฐ

แต่ในปี 2547 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม โดนัลด์ รัมสเฟลด์ ขอโทษสำหรับการละเมิดที่อะบูฆุร็อยบ์ ทว่า ลินน์ดี อิงแลนด์ (Lynndie England) ทหารหญิงอเมริกันที่ถูกถ่ายภาพการทรมานนักโทษที่นั่นและต้องรับโทษจำคุก กล่าวหลังพ้นโทษเมื่อปี 2555 เธอกล่าวว่าในรายงานข่าวของ NBC News ว่าเธอไม่เสียใจกับการกระทำของเธอ “พวกเขาไม่ได้บริสุทธิ์ พวกเขากำลังพยายามจะฆ่าเรา และคุณต้องการให้ฉันขอโทษพวกเขาไหม มันเหมือนกับการกล่าวคำขอโทษต่อศัตรู”

• การสังหารหมู่ที่หะดีษา (Haditha massacre) เป็นการสังหารต่อเนื่องในวันที่ 19 พฤศจิกายน  2548 ซึ่งกลุ่มนาวิกโยธินสหรัฐได้สังหารพลเรือนอิรักที่ไม่มีอาวุธ 24 ราย การสังหารเกิดขึ้นใน หะดีษา เมืองในจังหวัดอัลอันบัร ทางตะวันตกของอิรัก ผู้เสียชีวิต ได้แก่ ผู้ชาย ผู้หญิง คนชรา และเด็กอายุไม่เกิน 1 ปี ซึ่งถูกยิงหลายครั้งในระยะประชิดโดยไม่ได้ติดอาวุธ ตอนแรกการสังหารนี้ถูกอำพรางว่าเป็นการเสียชีวิตของพลเรือนโดยระเบิด แต่นิตยสาร Time ตั้งข้อสังสัย ทำให้กองทัพสหรัฐทำการสอบสวนและพบว่าเป็นการสังหารพลเรือนโดยเจตนาของนาวิกโยธินสหรัฐ

• การสังหารหมู่ที่จตุรัสนิซูร์ (Nisour Square massacre) เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2550 เมื่อพนักงานของ Blackwater Security Consulting (ปัจจุบันคือ Academi) ซึ่งเป็นบริษัททหารเอกชนที่ได้รับสัญญาจากรัฐบาลสหรัฐเพื่อให้บริการรักษาความปลอดภัยในอิรัก เปิดฉากยิงใส่พลเรือนอิรัก สังหาร 17 คนและบาดเจ็บ 20 คนใน จัตุรัสนิซูร์ กรุงแบกแดด ขณะคุ้มกันขบวนรถสถานทูตสหรัฐฯ พนักงาน Blackwater อ้างว่าขบวนรถถูกซุ่มโจมตีและยิงใส่ผู้โจมตีเพื่อป้องกันขบวน รัฐบาลอิรักและผู้สอบสวนตำรวจอิรักกล่าวว่าการสังหารนั้นไม่มีเหตุกระตุ้นให้ต้องลงมือ

การสังหารดังกล่าวทำให้ชาวอิรักไม่พอใจและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิรักและสหรัฐอเมริกาตึงเครียด ในปี 2557 มีการพิจารณาคดีพนักงาน Blackwater จำนวน 4 คน และถูกตัดสินว่ามีความผิดโดยศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ หนึ่งรายมีความผิดฐานคดีฆาตกรรม และอีกสามข้อหาฆาตกรรมและใช้อาวุธปืน แต่ทั้ง 4 ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนธันวาคม 2563

• อาชญากรรรมสงครามในการรุกรานยูเครน เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 สหพันธรัฐรัสเซียได้เริ่มทำสงครามกับยูเครน แม้จะมีคำแถลงอย่างต่อเนื่องโดยการโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซียว่าพลเรือนไม่ได้รับอันตรายอันเป็นผลมาจากการสู้รบ แต่การก่ออาชญากรรมสงครามจำนวนมากโดยมีข้อมูลว่ากองกำลังติดอาวุธของสหพันธรัฐรัสเซียก่อให้เกิดอันตรายต่อพลเรือน 263 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2565 – 29 มีนาคม 2565 จากข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐและสำนักข่าว Bellingcat ที่สอบสวนอาชญากรรมในเขตสงครามเป็นหัก

อาชญากรรมสงครามคืออะไร?

นิยามของอาชญากรรมสงคราม (War Crimes) โดยรวมคือการละเมิด “กฎหมายสงคราม” (Law of war) ซึ่งเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศที่กำหนดคร่าวๆ เอาไว้เพื่อไม่ให้การทำสงครามละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะการทำร้ายพลเรือนและหรือเชลยศึก

อาชญากรรมสงครามมีอะไรบ้าง? เราสามารถสรุปคร่าวๆ จาก “ธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ” ระบุคร่าวๆ ได้ดังนี้ การทรมานหรือการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรม, เจตนามุ่งหมายโจมตีต่อประชากรพลเรือนที่ไม่มีส่วนร่วมโดยตรงในการสู้รบ เป็นต้น รวมถึง เจตนาฆ่าผู้บริสุทธิ์

อาชญากรรมสงครามเกิดขึ้นบ่อยครั้งแม้ว่าเราจะมีมาตรฐานการทำสงครามภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนแล้วก็ตาม เอาเฉพาะในช่วงครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 ที่มนุษยชาติมี “ศิวิไลซ์” อย่างมาก ก็ยังมีหลายกรณีที่มีการก่ออาชญกรรมสงครามอย่างเหี้ยมโหด และส่วนใหญ่เกิดจากน้ำมือประเทศมหาอำนาจที่อ้างตนเป็นประเทศอารยะ ประชษธิปไตย และรักษาสิทธิมนุษยชนและโจมตีหรือทิ้งระเบิดในเมือง หมู่บ้าน ที่อยู่อาศัย หรืออาคารที่ไม่มีการป้องกันและไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานทางทหาร

Photo – REUTERS/Zohra Bensemra