หลานทรัมป์แนะทรัมป์ลาออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628420

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 14:47 น.หลานทรัมป์แนะทรัมป์ลาออก“แมร์รี่ ทรัมป์” หลานสาวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แนะผู้เป็นอาผ่านสื่อ “ลาออกเถอะค่ะ”

แมร์รี่ ทรัมป์ (Mary L. Trump) ผู้เป็นหลานสาวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC News เมื่อวันอังคาร (14 ก.ค.) ที่ผ่านมา โดยเธอนับเป็นคนในตระกูลทรัมป์คนแรกที่ออกมาบอกให้ผู้เป็นอา ลาออกจากตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

แมร์รี่เผยว่า ช่วง4เดือนแรกที่อาของเธอรับตำแหน่งในทำเนียบขาว เธอได้พบกับผู้เป็นอาที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว พร้อมให้กำลังใจผู้เป็นอาของเธอว่า อย่าให้บรรดานักวิจารณ์ทำให้คุณรู้สึกหมดหวัง แต่เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าหากวันนี้เธอได้มีโอกาสเจอทรัมป์อีก เธอจะแนะนำให้เขาลาออก

แมร์รี่กล่าวว่า เมื่อนึกย้อนกลับไป ตอนที่เธอเข้าเยี่ยมผู้เป็นอาที่ทำเนียบขาวสามครั้ง และในทุกครั้งอาของเธอดูเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอย่างมาก

เธอยังเผยอีกว่าที่ทรัมป์เป็นอย่างทุกวันนี้เพราะ “ปัญหาภายในตระกูลทรัมป์ จึงทำให้เขากลายเป็นคนไร้ความสามารถในการเป็นประธานาธิบดี

การให้สัมภาษณ์ของแมร์รี่ทรัมป์มีขึ้นราวหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เธอได้ตีพิมพ์หนังสือซึ่งเขียนแฉผู้เป็นอาและเรื่องราวในครอบครัวทรัมป์ที่มีชื่อว่า “Too Much and Never Enough: How My Family Created the World’s Most Dangerous Man” โดยในหลายตอนของหนังสือกล่าวถึงเรื่องราวอันอื้อฉาวของโดนัลด์ ทรัมป์ และคนตระกูลทรัมป์ในหลายประเด็นซึ่งหล่อหลอมให้โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นอย่างทุกวันนี้

แมร์รี่เคยเผยว่า คืนที่ประกาศผลการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐปี2016 เป็นคืนอันน่าเศร้าของประเทศ และเธอทวีตข้อความว่า “ฉันรู้เศร้าใจแทนประเทศของเรา” แมร์รี่บอกว่าอาของเธอเป็นพวกชอบถูกการอวย เพราะแท้จริงแล้วเขาไม่ใช่คนดีขนาดนั้น จึงชอบที่ให้ผู้อื่นยกยอปอปั้นตนเองตลอดเวลาเพื่อรักษาอีโก้ตัวเองไว้

สำหรับแมร์รี่ ทรัมป์ วัย 55 ปี จบการศึกษาปริญญาเอกด้านจิตวิทยา เป็นลูกสาวของนายเฟร็ด ทรัมป์ จูเนียร์ ซึ่งเป็นพี่ชายคนโตของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฟร็ด เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายจากการติดสุราเมื่อเธออายุได้ 16 ปี 

มหาเศรษฐีโลกวอนรัฐเก็บภาษีเพิ่ม ช่วยคนเดือดร้อนจากโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628397

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 12:18 น.มหาเศรษฐีโลกวอนรัฐเก็บภาษีเพิ่ม ช่วยคนเดือดร้อนจากโควิดกลุ่มเศรษฐีทั่วโลกกว่า80คนลงชื่อ เรียกร้องรัฐบาลเก็บภาษีคนรวยเพิ่ม เยียวยาคนได้รับผลกระทบจากโควิด-19

มหาเศรษฐีทั่วโลกกว่า 80 คนร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้รัฐบาลของพวกเขา เก็บภาษีคนรวยมากขึ้่นเพื่อให้มีเงินไปเยียวยาคนได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19

เศรษฐีกลุ่มนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมหาเศรษฐีจากสหรัฐ สหราชอาณาจักร เยอรมนี แคนาดา และนิวซีแลนด์ ได้ระบุในตอนหนึ่งของจดหมายว่า “เก็บภาษีเรา เก็บภาษีเรา เก็บภาษีเรา นี่เป็นทางเลือกที่ถูกต้อง และเป็นทางเลือกเดียว มนุษยธรรมสำคัญกว่าเงินของพวกเรา รัฐต้องเก็บภาษีคนรวยในทันทีและถาวร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลที่จำเป็นต่อการรับมือผลกระทบโควิด”

ในจำนวนเศรษฐีกว่า 80 คนที่ร่วมลงนามแม้จะไม่ปรากฎชื่อของเศรษฐีบุคคลสำคัญที่รวยอันดับต้นๆของโลก แต่ก็มีรายชื่อที่น่าสนใจอย่าง Abigail Disney ทายาทสูติโอภาพยนตร์วอลล์ ดิสนีย์, Jerry Greenfield ผู้ร่วมก่อตั้งไอศครีมแบรนด์ดัง Ben & Jerry, Morris Pearl อดีตผู้บริหารบริษัทจัดการกองทุน BlackRock Inc. และ Richard Curtis นักเขียนผู้กำกับเจ้าของผลงานภาพยนตร์ดังหลายเรื่องอย่าง Notting Hill และ About Time

จดหมายเปิดผนึกนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างกลุ่มเศรษฐีเพื่อมนุษยธรรม, อ็อกซ์แฟม, องค์กรความยุติธรรมทางภาษีอังกฤษ, และองค์กรเศรษฐีใจบุญในสหรัฐ โดยเนื้อความในจดหมายยังระบุอีกว่า

“แม้การบริจาคเพื่อการกุศลไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง การแก้ปัญหาเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่การสร้างโครงสร้างระบบสาธารณสุข การศึกษา และความมั่นคงขึ้นใหม่จะต้องมาจากการเก็บภาษีคนที่รวยที่สุดในโลก”แบบพวกเขา” เพราะพวกเขาไม่ได้ทำหน้าที่ขับรถพยาบาลไปรับส่งคนป่วย ไม่ใช่ผู้ดูแลคนป่วย ไม่ได้นำสินค้าไปขายบนชั้น หรือไปส่งอาหารตามบ้าน เราไม่เหมือนกับคนอีกอื่นๆอีกหลายสิบล้านคนทั่วโลกที่ไม่ต้องกังวลว่าจะสูญเสียบ้านหรือความสามารถในการเลี้ยงดูครอบครัว เราขอให้ทุกฝ่ายปรับสมดุลของโลกหลังจากนี้ทันทีก่อนที่มันจะสายเกินไป ผู้นำประเทศต้องรับผิดชอบในการเพิ่มงบประมาณเพื่อดูแลในส่วนนี้และต้องใช้อย่างยุติธรรม”

Morris Pearl อดีตผู้บริหารบริษัทจัดการกองทุนกล่าวว่า “ความพยายามในการเก็บภาษีคนรวยนั้นสะท้อนให้เห็นถึงระบบในปัจจุบันที่ไม่ยั่งยืน การมีคนรวยไม่กี่คนแต่มีคนจนเพิ่มมากขึ้นไม่เป็นผลดีต่อระบบในระยะยาว นักลงทุนหลายคนยังคงสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากการลงทุนที่เติบโตแม้ช่วงโควิด แต่ผู้คนนับล้านๆในอเมริกาและทั่วโลกกำลังเจอปัญหาหนัก มีอีกหลายล้านที่ต้องตกงานและไม่ได้รับอะไรเลย พวกเขาไม่มีรายได้จากพอร์ตหุ้น”

Pearl ยังกล่าวเหน็บประธานาธิบดีทรัมป์จากประโยคที่ว่า “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” (Make America Great Again) แต่ที่อเมริกาจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้ก็เมื่อคนรวยที่สุดในประเทศจ่ายภาษีเยอะกว่าที่เสียในปัจจุบัน

ช่างทำผมในสหรัฐไม่แพร่โควิดให้ลูกค้า139คนเพราะสวมหน้ากากอนามัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628386

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 11:17 น.ช่างทำผมในสหรัฐไม่แพร่โควิดให้ลูกค้า139คนเพราะสวมหน้ากากอนามัยเปิดผลศึกษาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ พบช่างทำผม 2 รายที่ป่วยโควิดใน รัฐมิสซูรี ไม่ได้แพร่เชื้อให้ลูกค้า139คนที่มารับบริการ เพราะสวมหน้ากากอนามัยอย่างเคร่งครัด

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ย้ำเตือนว่า “การสวมหน้ากากอนามัย” ช่วยลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นสิ่งที่ผู้คนต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันตัวเองจากไวรัส

ล่าสุด ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ของสหรัฐ ได้เปิดเผยผลการศึกษาที่บ่งชี้ว่า ช่างทำผม 2 คนในรัฐมิสซูรีซึ่งติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลานั้น ไม่ได้แพร่เชื้อให้กับลูกค้า 139 คนที่เข้ามารับบริการในร้าน

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ของสหรัฐได้ติดตามช่างทำผม 2 คนที่ติดเชื้อโควิด-19 ในเมืองสปริงฟิลด์ รัฐมิสซูรี โดยช่างทำผมคนหนึ่งแสดงอาการป่วยเมื่อวันที่ 12 พ.ค.63 และยังคงทำงานจนถึงวันที่ 20 พ.ค. จนได้รับทราบผลตรวจว่าติดเชื้อโควิด-19 ระหว่างนั้นช่างทำผมรายนี้ได้แพร่เชื้อโควิด-19 ให้กับช่างทำผมอีกคนหนึ่งซึ่งยังคงทำงานจนถึงวันที่ 20 พ.ค.เช่นกัน โดยช่างทำผมคนที่สองเริ่มแสดงอาการป่วยในวันที่ 15 พ.ค.

ก่อนที่จะทราบผลว่าติดเชื้อโควิด-19 ช่างทำผมทั้ง 2 คนได้ให้บริการลูกค้าจำนวน 139 รายในระยะเวลา 8 วัน แต่หลังจากการติดตามผลและการสัมภาษณ์ลูกค้าที่ใช้บริการ ปรากฎว่า ไม่มีลูกค้าคนใดมีผลตรวจที่บ่งชี้ว่าติดเชื้อโควิด-19 และไม่มีคนใดที่แสดงอาการเกี่ยวกับปัญหาทางเดินหายใจ

นักวิจัยระบุว่า ช่างทำผมทั้ง 2 คนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยมีทั้งหน้ากากผ้าสองชั้น และหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ในระหว่างการให้บริการลูกค้า

นอกจากนี้ ลูกค้าก็สวมหน้ากากอนามัยเช่นกัน ทั้งแบบหน้ากากผ้า หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ และหน้ากาก N95 ตลอดเวลาที่เข้ารับการบริการ

รายงานผลการศึกษาระบุว่า “คำสั่งให้ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในระหว่างที่ช่างทำผมและลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างใกล้ชิดในร้านเสริมสวย”

“ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การบังคับใช้นโยบายสวมหน้ากากอนามัยเป็นวงกว้างขึ้นนั้น จะช่วยลดการติดเชื้อในที่สาธารณะ” ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค ของสหรัฐระบุ

การไม่พบการแพร่เชื้อในร้านทำผมแห่งนี้ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การใช้หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์คลุมใบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ปิดซึ่งมีผู้คนอยู่หนาแน่นนั้น มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการติดเชื้อ

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้อ้างถึงข้อมูลการสังเกตการณ์จาก 194 ประเทศซึ่งบ่งชี้ว่า ประเทศที่ไม่มีการแนะนำให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยและอุปกรณ์คลุมใบหน้านั้น มีอัตราการเสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 สูงกว่าประเทศที่มีนโยบายให้ประชาชนสวมหน้ากากอนมัย

“ผลการศึกษานี้ช่วยสนับสนุนการใช้หน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์คลุมใบหน้าในที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมไม่ประสบความสำเร็จในการลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19” นักวิจัยระบุ

ทรัมป์ยกเลิกสถานะพิเศษฮ่องกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628380

วันที่ 15 ก.ค. 2563 เวลา 10:44 น.ทรัมป์ยกเลิกสถานะพิเศษฮ่องกงทรัมป์ลงนามคำสั่ง หยุดให้สถานะพิเศษฮ่องกงแล้ว โต้ปักกิ่งใช้กม.ความมั่นคง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งพิเศษยุติการให้สถานะพิเศษแก่ฮ่องกงแล้ว หลังจากที่รัฐบาลปักกิ่งอนุมัติใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ซึ่งริดรอนสิทธิเสรีภาพของชาวฮ่องกงซึ่งเคยมีมาแต่เดิม

ผู้นำสหรัฐได้เผยในระหว่างการแถลงข่าวต่อผู้สื่อขาวในทำเนียบขาวว่า “นับแต่นี้เป็นต้นไป ฮ่องกงจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษใดๆ ทั้งการสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ การส่งออกเทคโนโลยี หรือความร่วมมือใดๆ นอกจากนี้เราเตรียมขึ้นภาษีสินค้านำเข้ามูลค่ามหาศาลจากจีนเพิ่มอีก” นอกจากนี้ผู้นำสหรัฐเผยว่าเขายังได้ ลงนามกฎหมายอีกฉบับซึ่งกำหนดบทลงโทษต่อสถาบันการเงินที่ทำธุรกรรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงด้วย

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า เขายังไม่มีแผนจะพูดคุยกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในเวลานี้ สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ทรัมป์เคยเผยถึงแผนการเจรจาการค้าเฟส2ว่า ยังไม่ได้คิดเพราะมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าให้ทำอีกมาก

ผลกระทบที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นกับฮ่องกงหลังสหรัฐยุติสถานะพิเศษนั้น อาจสร้างความวุ่นวายให้กับบริษัทสหรัฐที่อยู่ในฮ่องกงมากกว่า 1,300 บริษัท เนื่องจากพนักงานสัญชาติสหรัฐที่อยู่ในฮ่องกงอาจจะมีปัญหาเรื่องการขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าฮ่องกงเฉกเช่นกับที่ต้องขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าจีน จากปัจจุบันที่สามารถเดินทางเข้าฮ่องกงได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า

นอกจากนี้ฮ่องกงอาจถึงขึ้นเสียสถานะศูนย์กลางทางการเงินโลก เนื่องจากบรรดาบริษัทและสถาบันการเงินหลายแห่งต่างไม่มันใจถึงสถานะของฮ่องกงในอนาคตหลังจีนใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว อันนำไปสู่คว่ำบาตรฮ่องกงจากนานาชาติ

ประเทศเสี่ยงชัดๆ แต่ไทยปฏิบัติเหมือนเป็นประเทศปลอดเชื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628353

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 21:37 น.ประเทศเสี่ยงชัดๆ  แต่ไทยปฏิบัติเหมือนเป็นประเทศปลอดเชื้อการเปิดประเทศรับทหารจากอียิปต์เป็นเหตุการณ์ที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่ามีความเสี่ยงที่คนกลุ่มนี้จะนำเชื้อเข้ามาด้วย เพราะอียิปต์อยู่ในพื้นที่ระบาดรุนแรง

ในขณะที่รัฐบาลเน้นย้ำกับประชาชนคนไทยว่า “การ์ดอย่าตก” เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสระลอกสอง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ารัฐบาลกลับการ์ดตกเสียเองอย่างไม่น่าให้อภัยและไม่น่าพลาด ทั้งกรณีของทหารอียิปต์ที่จังหวัดระยอง และลูกสาวอุปทูตซูดาน ที่ได้รับยกเว้นเป็นกรณีพิเศษและจากอภิสิทธิ์ทางการทูต

ทั้งสองเคสมาจากภูมิภาคที่มีการแพร่ระบาดหนักที่สุดคือ ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA)

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกคำเตือนว่าการแพร่ระบาดรุนแรงกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในภูมิภาค MENA โดยขณะนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อทะลุ 1 ล้านคนไปเรียบร้อยซึ่งเป็นจุดที่น่ากังวลมาก และ 80% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดมาจากอิหร่าน อิรัก ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และปากีสถาน

สองประเทศหลังเป็นประเทศต้นทางและประเทศที่ทหารอียิปต์แวะพักเครื่องบินก่อนจะเดินทางต่อมายังสนามบินอู่ตะเภาของไทย

พูดง่ายๆ ก็คือ ช่วงที่ทหารอียิปต์และลูกสาวอุปทูตซูดานเดินทางออกจากประเทศต้นทางมายังไทย เป็นช่วงที่เชื้อโคโรนาไวรัสกำลังแพร่ระบาดรุนแรงในอียิปต์ ปากีสถาน และซูดาน ผู้ที่มาจากประเทศเหล่านี้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องกักตัว 14 วันตามมาตรการของรัฐบาลไทย

แต่ชาวต่างชาติจากประเทศเสี่ยงทั้งสองกรณีกลับได้รับการยกเว้นไม่ต้องกักตัว เกิดการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน เพราะชาวไทยคนอื่นที่เดินทางกลับจากต่างประเทศต้องเข้ารับการกักตัวใน State Quarantine ทั้งยังต้องเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

ความผิดพลาดของรัฐบาลครั้งนี้ไม่มีข้ออ้างใดที่จะฟังดูสมเหตุสมผล เพราะตัวอย่างมีให้เห็นแล้วก็คือเคสผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศที่พักเฝ้าดูอาการอยู่ใน State Quarantine ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มาจากกลุ่มประเทศที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงในตะวันออกกลาง อาทิ อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

การเปิดประเทศรับทหารจากอียิปต์จึงเป็นเหตุการณ์ที่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่ามีความเสี่ยงที่คนกลุ่มนี้จะนำเชื้อเข้ามาด้วย แต่รัฐบาลก็ยังเอาชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศไทยไปเสี่ยง

ประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมากว่า 50 วันจากความทุ่มเทอย่างหนักของบุคลากรทางการแพทย์ และความพยายามอย่างเต็มที่ของคนไทยในการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และหยุดอยู่บ้าน จนได้รับคำชมว่าควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี

แต่ความหละหลวมของรัฐบาลกำลังจะทำให้ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาพังไม่เป็นท่า หากมีคนไทยติดเชื้อจากบุคคลกลุ่มพิเศษทั้งสองกรณีจนลุกลามเป็นการระบาดระลอกสอง และต้องกลับไปนับศูนย์เริ่มล็อกดาวน์กันอีกครั้ง

ความกังวลของคนไทยมีความเป็นไปได้ เพราะขณะนี้มีบุคคลที่สัมผัสใกล้ชิดกับทั้งทหารอียิปต์และลูกสาวอุปทูตซูดานต้องกักตัวเฝ้าดูอาการแล้วกว่า 400 คน

ที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือชาวระยองทั้งหมด ผู้ประกอบการโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เพิ่งจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันก่อน ต้องถูกลูกค้ายกเลิกการจองที่พักไปแล้ว 90% หลังจากมีข่าวทหารอียิปต์ ยังไม่นับผลกระทบที่จะตามมาอีกเป็นลูกโซ่

รัฐบาลจะรับผิดชอบความเสียหายครั้งนี้อย่างไร

การปรับเปลี่ยนมาตรการการกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศให้เหมือนกันโดยไม่มีข้อยกเว้นตามที่กระทรวงการต่างประเทศประกาศอาจยังไม่เพียงพอ สิ่งที่รัฐบาลไทยควรให้ความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ การเฝ้าจับตาประเทศที่มีการระบาดรุนแรง อาทิ ภูมิภาค MENA และสหรัฐ เพื่อยกระดับมาตรการเฝ้าระวังผู้ที่เดินทางมาจากประเทศเหล่านี้อย่างเข้มงวด

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนวีไอพีทั้งสองกลุ่มควรแสดงความขอโทษอย่างจริงใจกับคนไทยโดยเร็วที่สุด

จับตาสงครามคว่ำบาตร จีนกับพันธมิตรสหรัฐคนละหมัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628352

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 19:54 น.จับตาสงครามคว่ำบาตร จีนกับพันธมิตรสหรัฐคนละหมัดการคว่ำบาตรจีนโดยสหรัฐและพัธมิตรและการตอบโต้ของจีนเกิดขึ้นแบบรายวันในช่วง 2 สัปดาห์นี้ ต่อไปนี้คือไทม์ไลน์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น

• วันที่ 9 กรกฎาคม รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐประกาศคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่หลายคนจากจีนรวมถึงสมาชิกอาวุโสของพรรคคอมมิวนิสต์ในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียง หนึ่งในนั้นรวมถึง เฉินเฉวียนกั๋ว สมาชิกกรมการเมืองจีน จูไห่หลุนอดีตรองเลขาธิการพรรคในภูมิภาคซินเจียง หวางหมิงซาน ผู้อำนวยการสำนักความมั่นคงสาธารณะซินเจียง และ หัวหลิวจวิน อดีตเลขาธิการพรรคของกรมการเมือง

• วันที่ 10 กรกฎาคม รัฐบาลจีนประกาศจะตอบโต้การคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน โดยจ้าวลี่เจียน โฆษกของกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่า”การกระทำของสหรัฐแทรกแซงกิจการภายในของจีนอย่างจริงจังละเมิดบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างจริงจัง และสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ”

• วันที่ 10 กรกฎาคม มีรายงานข่าวว่า Amazon สั่งให้พนักงานลบแเอพ TikTok ออกจากการโทรศัพท์มือถือของพนักงาน เนื่องจากมีคว่ามเสี่ยงเรื่องความเป็นมั่นคง อย่างไรก็ตาม โฆษกของ Amazon แก้ข่าว่าอีเมลสั่งการดังกล่าวถูกส่งไปด้วยความผิดพลาด และยังไม่มีการสั่งให้พนักงานเลิกใช้ TikTok

• วันที่ 11 กรกฎาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า ณ จุดนี้อาจจะไม่มีข้อตกลงทางการค้าระยะที่สองกับจีนเพราะความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งนั้นเสื่อมลงมากเกินไป โดยเขากล่าวว่า “ความสัมพันธ์กับจีนได้เกิดการกระทบกระทั่งอย่างรุนแรง”

• วันที่ 11 กรกฎาคม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเตือนชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในหรือเดินทางไปยังประเทศจีนว่าพวกเขาอาจถูกจับกุมโดยทางการจีนใช้อำนาจโดยพลการหรืออาจถูกส่งตัวกลับประทเศ ในข้อหา “ส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน”

• วันที่ 13 กรกฎาคม รัฐบาลจีนประกาศคว่ำบาตรสมาชิกรัฐสภาสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน 3 คน คือมาร์โก รูบิโอ, เท็ด ครูซ และคริส สมิธ รวมถึงนักการทูตสหรัฐ 1 คนคือ แซม บราวน์ แบ็ค เพื่อตอบโต้กับการที่สหรัฐใช้มาตรการคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนจากข้อกล่าวเรื่องการปฏิบัติต่อชาวซินเจียงโดยละเมิดสิทธิมนุษยชน หัวชุนอิ๋ง โฆษกหญิงกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่า “เราขอให้สหรัฐถอนการตัดสินใจที่ผิดพลาดทันทีและหยุดคำพูดและการกระทำใดๆ ที่แทรกแซงกิจการภายในของจีนและเป็นอันตรายต่อผลประโยชน์ของจีน”

• วันที่ 13 กรกฎาคม ปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าประจำทำเนียบขาว เปิดเผยว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ อาจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับแอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดียชื่อดังของจีนอย่าง TikTok และ WeChat ฐานทำสงครามสารสนเทศกับสหรัฐ โดยอาจถึงขั้นแบน 2 แอปดังกล่าวในประเทศ และก่อนหน้านี้อินเดียได้สั่งแบนแอพของจีนไปแล้ว เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องพรมแดน

• วันที่ 13 กรกฎาคม ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปได้ตกลงที่จะพิจารณาจำกัดการส่งออกอุปกรณ์ที่สามารถใช้สำหรับการปราบปรามทางการเมืองไปยังฮ่องกง เพื่อตอบสนองต่อการที่จีนใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกง นอกจากนี้ สมาชิกสหภาพยุโรป 27 ประเทศจะทบทวนข้อตกลงการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับฮ่องกงรวมถึงข้อตกลงเรื่องวีซ่าด้วย

• วันที่ 13 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการโทรคมนาคมเกาหลีใต้ (KCC) กล่าวว่าได้ทำการสอบสวน TikTok เนื่องจากข้อสงสัยว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยมระดับสากลได้ส่งข้อมูลผู้ใช้ไปยังรัฐบาลจีน และยังกล่าวหาว่า TikTok ไม่ได้รับความยินยอมจากตัวแทนทางกฎหมายของผู้ใช้ในเกาหลีที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี

• วันที่ 14 กรกฎาคม จีนประกาศจะคว่ำบาตรบริษัท Lockheed Martin เนื่องจากการมีส่วนร่วมในการขายอาวุธ ล่าสุดให้กับไต้หวัน โดย Lockheed Martin  ผู้ผลิตอาวุธในสหรัฐอเมริกาเป็นผู้รับเหมาหลักในการอัพเกรดขีปนาวุธจากอากาศสู่พื้นดินของไต้หวันซึ่งรัฐบาลสหรัฐอนุมัติเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มูลค่า 620 ล้านเหรียญสหรัฐ

• วันที่ 14 กรกฎาคม รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศแบน Huawei Technologies Co. จากการจัดหาอุปกรณ์สำหรับเครือข่าย 5G ในสหราชอาณาจักร โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2020 หลังจากที่เกิดความกังวลว่าอุปกรณ์ของ Huawei อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ด้านทางการจีนเตือนนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ว่าสหราชอาณาจักรจะพบกับการตอบโต้หากปฏิบัติต่อจีนเหมือนเป็นศัตรู

Photos by Brendan Smialowski and Fred DUFOUR / AFP 

ความผิดพลาด ที่อาจทำให้คนไทยระแวงคนต่างชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628330

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 17:34 น.ความผิดพลาด ที่อาจทำให้คนไทยระแวงคนต่างชาติสำหรับประเทศที่พึ่งพาเงินของคนต่างชาติในสัดส่วนถึงเกือบ20% ความกลัวต่างชาติจะกระทบถึงปากท้องของประชาชนแบบที่จินตนาการกันไม่ออกเลยทีเดียว

เมื่อครั้งที่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเดินทางขอแสดงวิสัยทัศน์เรื่อง New normal และรับฟังความเห็นของสื่อมวลชนด้วยตัวเอง (เป็นครั้งแรก) ที่บางกอกโพสต์-โพสต์ทูเดย์ พล.อ. ประยุทธ์ได้เอ่ยถึงการทำงานเชิงบูรณาการมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นคำที่ “เฝือ” ไปสักหน่อย แต่เราต้องยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่จำเป็นจริงๆ

คำว่า “บูรณาการ” พูดกันมาหลายสิบปีแล้วแต่มองไม่เห็นเป็นรูปธรรมชัดๆ สักที เพราะพื้นฐานที่เบสิกที่สุดของบูรณาการคือการประสานงานทุกหน่วยงาน ทำงานแบบน้ำหนึ่งใจเดียว และที่สำคัญ “ไม่โยนความรับผิดชอบ”

แต่กรณีทหารอียิปต์-เด็กซูดานที่สั่นประสาทคนไทยไปทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังห่างไกลกับคำว่าบูรณาการ ที่ชัดๆ ก็คือประชาชนคนไทยยังไม่รู้เลยว่า “ใครคือผู้รับผิดชอบที่ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้?” แต่ละหน่วยงานโยนกันไปโยนกันมา เหมือนระบบราชการเมื่อศตวรรษที่แล้ว

คำว่า บูรณาการ ในภาษอังกฤษคือคำว่า Integration เป็นคำที่ใกล้เคียงกับคำว่า Integrity ที่แปลว่า ความซื่อตรงและคงเส้นคงวา ไม่ใช่มือถือสากปากถือศีล

ประชาชนไม่ได้หวังให้รัฐบาลต้องบรรลุ Integration (เพราะมันยังยาก) แค่มี Integrity ให้ประชาชนอุ่นใจก็พอว่า แม้จะเกิดความผิดพลาดขึ้น แต่รัฐบาลเป็นคนที่ประชาชนเชื่อใจได้ว่าเป็นความผิดพลาดโดยสุจริต และไม่โยนกันไปโยนกันมาจนประชาชนเพลียใจ

เรื่องที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าภาครัฐยังไม่พร้อมที่จะรับคนภายนอกเข้ามา เพราะแค่บุคคลระดับอภิสิทธิ์ทางการทูตไม่กี่คนยังไม่สามาถควบคุมได้ ดังนั้นแผนการเปิดประเทศให้คนเข้ามาจะต้องชะลอไปก่อน

ประชาชนอาจจะพอใจที่เราปิดบ้านอยู่กันเองไปก่อน แต่ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย เพราะขณะที่เรารอดจากโควิด-19 จากภายนอก (ที่อาจเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงกว่า) เศรษฐกิจของเราจะยิ่งแย่ลง และอาจทำให้บางคน “อดตายก่อนจะเป็นโควิด”

คนบางกลุ่มนี้คือภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพราะจากการประเมินโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่าหากเราไม่เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวเข้ามาภายในสิ้นปีนี้ มีความเสี่ยงที่ธุรกิจท่องเที่ยว 60% จะต้องปิดกิจการไป

คนที่ไม่ได้หากินกับการท่องเที่ยวก็คงรู้สึกไกลตัว เพราะเขามองไม่เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศเราพึ่งพาการท่องเที่ยวมากแค่ไหน และเงินจากส่วนนี้หมุนเวียนไปพยุงภาคอื่นด้วย เมื่อท่องเที่ยวทรุด ธุรกิจอื่นๆ ก็อยู่ลำบาก

อย่าลืมเมื่อปีที่แล้วว่าความมั่งคั่งของประเทศ (GDP) ถึง 18% มาจากการท่องเที่ยว ในปีนี้มันจะเหลือแค่ 6-7%

ดังนั้นการขอให้ปิดประเทศเพื่อปกป้องตัวเองจึงเป็นความลักลั่น เพราะยิ่งไทยปิดไทยยิ่งเจ็บ ไม่มีไทยคนไหนที่จะชนะหากเราอยู่ในภาวะลักลั่นแบบนี้

ถ้าทำ travel bubble ได้ทันในปีนี้ เราจะมีรายได้เข้ามามากที่จะทำเงินได้หลักล้านล้านในปีนี้ แล้วเงินเหล่านั้นจะช่วยหมุนเวียนให้คนมีกินมีใช้ มีพลังในการจับจ่าย ไม่ใช่ภาวะฝืดเคืองจนธุรกิจอื่นๆ เจ๊งกันระนาวตามกันไปเป็นแถบๆ เหมือนตอนนี้

แต่ก็เพราะความหละหลวมจากกรณีทหารอียิปต์-เด็กซูดาน ทำให้แผนการนี้อาจจะเป็นไปไม่ได้แล้ว

อย่าว่าแต่รับนักคนนอกเข้ามาเที่ยวเลย แม้แต่รับคนไทยกลับเข้ามาก็อาจจะเกิดแรงต้านด้วยซ้ำ

ในระยะสั้นจะเกิดความกลัวคนต่างชาติ (Xenophobia) ขึ้นในหมู่คนไทย

เช่น ในเว็บไซต์ข่าวสารต่างประเทศในไทย เช่น Bangkok Post มีชาวต่างชาติในไทยจำนวนหนึ่งรู้สึกกลัวว่ากรณีทหารอียิปต์-เด็กซูดานจะปลุกกระแสต่อต้านชาวต่างชาติในไทยขึ้นมา

อาจไม่ถึงขั้นรังเกียจจนไม่ต้อนรับ แต่ความมีน้ำจิตน้ำใจของคนไทยต่อคนต่างชาติจะลดน้อยลงไป หรืออย่างร้ายที่สุดมีต่างชาติบางคนกลัวว่ารัฐบาลอาจรับลูกกระแสนี้ด้วยการบั่นทอนสิทธิที่คนต่างชาติพึงมีในช่วงเวลายากลำบาก เช่น ระเบียบด้านตรวจคนเข้าเมืองที่ยุ่งยากมากขึ้นเพื่อ “บีบ” ให้คนต่างชาติออกไป

เมื่อคนต่างชาติรู้สึกไม่ถูกต้อนรับในไทย อะไรๆ ที่ยุ่งยากอาจตามมาเช่น ความอยากลงทุน อยากใช้ไทยเป็นที่ทำงาน และความรู้สึกอยากมาเที่ยวในอนาคต

New mormal ที่จะเกิดขึ้นในยุคหลังโควิดไม่ใช่แค่เรื่องใกล้ตัวอย่างการสวมหน้ากาก การทำงานระยะไกล หรือการจับจ่ายออนไลน์ ฯลฯ แต่ยังรวมถึงสิ่งไม่พึงประสงค์อย่าง การเหยียดเชื้อชาติ การปิดประเทศ การปกป้องสินค้าตัวเอง การทำลายโลกาภิวัฒน์ และการกลัวคนต่างชาติ

ยิ่งโลกของเราตัดขาดกับการพบหน้าค่าตาคนจริงๆ เพราะการล็อคดาวน์ จะทำให้เราด่วนสรุปได้ง่ายๆ ว่า คนนอกหรือ “คนอื่น” ที่ไม่ใช่คนไทยเป็นพวกไม่ควรต้อนรับให้เข้ามา

ความเกรี้ยวกราดของคนไทยในโลกโซเชียลอาจะระเบิดออกมาเป็นการแสดงจริงๆ ก็ได้

มีงานวิจัยจากสถาบัน Kellogg ที่สำรวจผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในรัสเซียพบว่า ยิ่งผู้ใช้หมกมุ่นกับกระแสต่อต้านคนต่างชาติออนไลน์มากเท่าไร เขายิ่งจะกลายเป็นคนรุนแรงมากขึ้น สุดท้ายก็จะกล้าก่อความรุนแรงกับคนจริงๆ นอกโลกออนไลน์

ความเกลียดคนต่างชาติ การเหยียดเชื้อชาติ และความเกลียดชัง คือโรคระบาดทางใจที่เกิดขึ้นซ้อนกับโรคระบาดโควิด-19 แต่เรามักจะมองข้ามมันไป

พวกนี้คือ New mormal ที่เราแทบไม่ได้พูดถึงกันในบ้านเรา แต่ในหลายประเทศมันเกิดขึ้นแล้ว คำถามคือรัฐบาลจะรับมืออย่างไร?

หากประเทศที่พึ่งพาการท่องเที่ยวมีประชาชนที่กลัวคนต่างชาติขึ้นมาคงดูไม่จืด

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือเราจะพึ่งพาการท่องเที่ยวแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วในโลกที่เกิด New mormal อย่างที่บอกไว้ข้างต้น (คือระแวงคนต่างชาติ) เราต้องลดการพึ่งพาการท่องเที่ยว แล้วโยกพลังของเราไปพัฒนาเรื่องอื่นที่ยั่งยืนกว่านี้

ตอนนี้คงทำลำบาก แต่มันควรเป็นโรดแมประยะยาวในการพัฒนาประเทศ ก่อนอื่นนายกรัฐมนตรีต้อง “เอาให้ชัด” ว่า New mormal ที่ท่านโฆษณานั้นมันคืออะไรกันแน่ และแผนระยะยาวรับมือกับโลกหลังโควิด (Post-Covid World) มีอะไรบ้าง ท่านต้องแจกแจงให้ชัดๆ

สรุปก็คือรัฐบาลจะต้องมี Integration (การบูรณาการ) ที่มีการประสานงานจริงๆ ไม่ใช่แยกกันทำแบบไร้มาตรฐาน ไม่ใช่ว่ากระทรวง A รับคนเข้ามาแล้วดูแลกันเองโดยไม่ใช้มาตรฐานกลาง

จะต้องมี Integrity (ความคงเส้นคงวา) ให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าไม่ใช่คนกลับกลอกหรือโยนกันไปโยนกันมา ไม่ใช่ว่าหน่วยงาน B รับรองแล้วโบ้ยให้เอกชนรับผิดชอบ

และต้องเป็น Visionary (มีวิสัยทัศน์) ต้องอ่านเกมในอนาคตอย่างแตกฉาน เช่น มองให้ออกว่าถ้าเปิดประเทศแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่รอให้เกิดเรื่องแล้วบอกว่า “คาดไม่ถึง”

ถ้ารัฐบาลมีคุณสมบัติเหล่านี้แล้ว อย่าว่าแต่แขกเมืองไม่กี่คน จะให้รับนักท่องเที่ยวเข้ามาให้เป็นโขยงคนไทยก็มั่นใจได้ว่ารัฐบาลเอาอยู่

Photo by Handout / ROYAL THAI GOVERNMENT / AFP

ส่องสถานการณ์โควิดในอียิปต์-ซูดาน ต้นทางทหาร-ลูกสาวทูต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628343

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 17:31 น.ส่องสถานการณ์โควิดในอียิปต์-ซูดาน ต้นทางทหาร-ลูกสาวทูตอียิปต์ติดเชื้อเพิ่มวันละเกือบพันคน ซูดานยังเจอปัญหาตรวจเชื้อได้น้อย

กรณีที่ไทยพบผู้ติดเชื้อจากต่างแดนเป็นหหารอียิปต์ ซึ่งเข้าพักที่โรงแรมในจังหวัดระยอง และกรณีเด็กหญิงจากครอบครัวทูตซูดานซึ่งเข้าพักในคอนโดฯย่านสุขุมวิทซอย26นั้น ทีมข่าวรอบโลกโพสต์ทูเดย์ได้ตรวจสอบถึงสถานการณ์การระบาดของโควิดในซูดานพบว่า

จากข้อมูลในเว็บไซต์องค์การอนามัยโลกได้รายงานว่า ซูดานมียอดผู้ติดเชื้อสะสมที่ 10,250 ราย เสียชีวิตแล้ว 650 ราย ขณะที่เว็บไซต์worldometersรายงานว่า ผู้ป่วยโควิดในซูดานที่รักษาหายแล้วอยู่ที่ 5,403 ราย โดยเมื่อวันจันทร์(13 ก.ค.)ที่ผ่านมา ซูดานพบผู้ป่วยโควิดเพิ่ม67 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 7 ราย รายงานจาก SUNA สื่อทางการซูดานเผยว่า ผู้ติดเชื้อใหม่ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในพื้นที่กรุงคาร์ทูม 10 ราย รัฐ Gezira ราย 24,รัฐ Kassala 22 ราย , และรัฐ Red Sea 11 ราย

หากเทียบกับสถิติผู้ติดเชื้อของซูดานตั้งแต่ต้นเดือนก.ค.เป็นต้นมาพบว่า วันที่1ก.ค.ซูดานพบผู้ติดเชื้อสูงถึง 316 ราย แต่หลังจากนั้นตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ ลดลงเหลือเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยราย เหตุที่เป็นเช่นนี้คาดว่าระบบการคัดกรองเชื้อของซูดานที่ค่อนข้างขาดแคลน ทำให้ข้อมูลสิถิตผู้ติดเชื้อบางวันขาดหายไป

ข้อมูลรายงานโควิดของสถานทูตสหรัฐในซูดานเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลซูดานได้ผ่อนคลายล็อกดาวน์บางส่วน มีผลให้สนามบินนานาชาติคาร์ทูมเตรียมกลับมาให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศอีกครั้งเฉพาะเที่ยวบินจากอียิปต์ ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ ขณะที่เที่ยวบินในประเทศทั้งหมดยังคงงดให้บริการ

ซูดานยังคงใช้มาตรการเคอร์ฟิวในกรุงคาร์ทูมเมืองหลวง ระหว่างเวลา 18.00น. จนถึง 06.00 น. ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะเริ่มกลับมาให้บริการอีกครั้ง หลังรัฐคลายล็อกดาวน์ในบางส่วนเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงสั่งปิดสถานศึกษาและจำกัดการรวมตัวของผู้คนตามสถานที่ต่างๆ

ด้านอียิปต์ ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับอียิปต์ และเป็นชาติต้นทางของกลุ่มทหารที่เข้าพักในโรงแรมจังหวัดระยอง พบว่ายังคงมีสถิติผู้ป่วยใหม่รายวันที่ยังคงสูงอยู่ โดยอียิปต์มียอดติดเชื้อสะสม83,001 ราย เสียชีวิตรวม 3,935 ราย รักษาหาย24,975 คน

ข้อมูลวันนี้ (14 ก.ค.) พบว่าอียิปต์พบผู้ป่วยเพิ่มถึง 931 ราย เสียชีวิตเพิ่ม77 คน แม้ยอดติดเชื้อรายวันจะสูง แต่ถือเป็นวันที่ 5ติดต่อกันที่อียิปต์มียอดผู้ติดเชื้อต่ำกว่าหลักพันคน

อย่างไรก็ดีแม้สถานการณ์ในอียิปต์ยังคงมียอดติดเชื้อรายวันสูงอยู่ แต่ทางการก็ได้เปิดสนามบินรับเที่ยวบินระหว่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา หลังจากที่ติดปิดสนามบินต่อเนื่องนานสามเดือน รับนักท่องเที่ยวเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ไปพร้อมๆกับการลดช่วงเวลาเคอร์ฟิวและอนุญาตให้ร้านอาหาร ร้านกาแฟ โรงภาพยนตร์ โรงแรม พิพิธภัณฑ์และแหล่งโบราณสถานอันเป็นที่ท่องเที่ยวของประเทศกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ท่ามกลางการใช้มาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด

ช็อก! หญิงจีนใช้ลิฟต์แค่ 60 วินาที แพร่เชื้อโควิดให้เพื่อนบ้าน 71 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628326

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 15:54 น.ช็อก! หญิงจีนใช้ลิฟต์แค่ 60 วินาที แพร่เชื้อโควิดให้เพื่อนบ้าน 71 คนซูเปอร์สเปรดเดอร์จีนป่วย Covid-19 แบบไม่แสดงอาการ ใช้ลิฟต์แค่ 60 วินาที ทำเพื่อนบ้าน 71 คน พลอยติดเชื้อไปด้วย

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยผลการศึกษาสุดช็อกว่า หญิงชาวจีนรายหนึ่งเดินทางกลับจากสหรัฐไปยังบ้านเกิดที่มณฑลเฮยหลงเจียงของจีนเมื่อวันที่ 19 มี.ค.ที่ผ่านมา

แม้เธอจะไม่แสดงอาการของ Covid-19 ใดๆ แต่เธอยังกักตัวอยู่ในอพาร์ทเม้นต์เป็นเวลา 14 วัน และหลีกเลี่ยงการพบปะกับผู้คน สั่งอาหารเดลิเวอรี่โดยให้พนักงานวางอาหารไว้ด้านนอก

แต่สิ่งที่น่ากังขาคือ 3 สัปดาห์ต่อมา เพื่อนบ้านที่อาศัยอยู่ชั้นล่างของอพาร์ทเม้นต์เดียวกัน 3 คน และคนใกล้ชิดของเพื่อนบ้านอีก 4 คนติดเชื้อโคโรนาไวรัส โดยที่เพื่อนบ้านไม่เคยพบหน้ากันและไม่เคยพบหญิงรายนี้ เพียงแต่ใช้ลิฟต์ตัวเดียวกันแต่คนละเวลา

ในเวลาต่อมา การตรวจหา Covid-19 ในหญิงที่กลับจากสหรัฐพบเธอมีเชื้อโคโรนาไวรัสแต่ไม่แสดงอาการ

ผลการศึกษาของ CDC สรุปว่า เพื่อนบ้านของหญิงรายนี้อาจได้รับเชื้อจากการใช้ลิฟต์ตัวเดียวกันหลังจากที่หญิงที่ติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการเข้าไปใช้ โดยการติดต่ออาจเกิดขึ้นจากการที่เพื่อนบ้านสัมผัสพื้นผิวและปุ่มลิฟต์

นอกจากเพื่อนบ้านทั้ง 3 คนแล้วก็ไม่พบผู้อาศัยในอพาร์ทเม้นต์เดียวกันติดเชื้ออีก แต่จากการติดตามโรคพบว่าหญิงรายนี้กลายเป็นคนที่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นอีก 71 คน

“ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วย Covid-19 ที่ไม่แสดงอาการเพียงคนเดียวแพร่เชื้อให้กับคนในชุมชนในวงกว้างได้อย่างไร” นักวิจัยของ CDC สรุป

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เผยว่า ลิฟต์คือสถานที่เพาะเชื้อชั้นดี เนื่องจากเป็นสถานที่ปิด มีขนาดเล็ก และอากาศไม่ค่อยถ่ายเท หากผู้ป่วยไอ จาม หรือพูดด็มีความเป็นไปได้ที่เชื้อจะแพร่ออกมาล่องลอยอยู่ในลิฟต์

ผู้นำบราซิลบ่นกักตัวอยู่บ้านน่าเบื่อ เล็งตรวจโควิดอีกรอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/628318

วันที่ 14 ก.ค. 2563 เวลา 14:45 น.ผู้นำบราซิลบ่นกักตัวอยู่บ้านน่าเบื่อ เล็งตรวจโควิดอีกรอบปธน.บราซิลจะตรวจโควิดอีกรอบ เพราะไม่อยากกักตัวอยู่บ้าน หลังป่วยโควิดได้ไม่ถึงอาทิตย์

ฌาอีร์ โบลโซนารู ประธานาธิบดีบราซิล ซึ่งเผยว่าตนเองติดเชื้อโควิดไปเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่าน ระบุว่าเตรียมจะเข้ารับการตรวจเชื้อโควิดอีกรอบเร็วๆนี้ เนื่องจากเขาทนการต้องกักตัวอยู่แต่ในทำเนียบประธานาธิบดีไม่ได้

ผู้นำบราซิลซึ่งจะเข้ารับการตรวจเชื้อรอบใหม่ในวันอังคารนี้เผยว่า เขาจะทราบผลตรวจภายในไม่กี่ชั่วโมง และเขาจะรอผลตรวจอย่างใจจดใจจ่อ เพราะไม่สามารถทนกักตัวอยู่ในทำเนียบ Alvorada อันเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งประธานาธิบดีได้ “ผมไม่สามารถทนกักตัวอยู่บ้านได้ มันน่าขนลุก”

ในระหว่างการสัมภาษณ์ปธน.โบลโซนารู เผยถึงอาการป่วยโควิดของตนเองว่า ตอนนี้รู้สึกดีมาก ไม่มีไข้และระบบหายใจเป็นปกติ ทั้งยังไม่มีอาการสูญเสียการรับรู้รสชาติ ซึ่งเป็นมักอาการที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโควิด

“พรุ่งนี้(15 ก.ค.) ผมจะเข้าการทดสอบเชื้อไวรัสรอบใหม่ และหากทุกอย่างปกติ ผมจะกลับไปทำงาน” ผู้นำบราซิลวัย 65 ปี กล่าวหวังว่าตนเองจะสามารถกลับไปทำงานตามปกติได้ หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เขาเผยกับสื่อว่าป่วยติดเชื้อโคโรนาไวรัส ซึ่งทำให้ผู้นำบราซิลต้องกักตัวอยู่ในบ้านพักประจำตำแหน่งและใช้การประชุมทางไกลผ่านระบบวิดิโอคอนเฟอร์เรนส์แทนสำหรับบราซิลเป็นประเทศที่มียอดป่วยโควิดสะสมมากที่สุดอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐ โดยยอดป่วยอยู่ที่ราว 1.8 ล้านราย เสียชีวิตสะสมที่ 72,833 คน