นอร์เวย์พบติดเชื้อโควิดใหม่เพิ่มสามเท่า หลังคลายล็อกไม่นาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625740

วันที่ 11 มิ.ย. 2563 เวลา 10:57 น.

นอร์เวย์พบติดเชื้อโควิดใหม่เพิ่มสามเท่า หลังคลายล็อกไม่นาน

กรุงออสโลพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เพิ่มสามเท่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

สถานีโทรทัศน์NRK ของนอร์เวย์รายงานว่า กรุงออสโลพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยจากการเปิดเผยของสถาบันNorwegian Institute of Public Health ระบุว่านับตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา นอร์เวย์พบผู้ติดเชื้อรายใหม่แล้ว 112 ราย จำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อในกรุงออสโล 81 ราย นั่นหมายความว่าเมืองหลวงของนอร์เวย์ได้กลายเป็นพื้นที่พบผู้ติดเชื้อคิดเป็นกว่าสามในสี่ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่พบช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายแพทย์ Espen Rostrup Nakstad รองผู้อำนวยการสำนักสาธารณะสุขของนอร์เวย์กล่าวว่า การพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หลังจากที่ทางการเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆตั้งแต่ช่วงต้นเมษายนที่ผ่านมา รวมถึงพฤติกรรมของประชาชนเริ่มเปลี่ยนไป แต่นั่นยังเร็วเกินไปหากจะสรุปว่าที่พบติดเชื้อใหม่เพิ่มเป็นเพราะมาตกรการเปิดเมือง จึงเป็นการยากที่จะบอกว่าสาเหตุที่แท้จริงของการติดเชื้อใหม่มาจากปัจจัยใด แต่เป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานต้องเร่งติดตามการติดเชื้อดังกล่าว

ในจำนวนผู้ติดเชื้อในออสโลทั้ง 81 รายนั้นจำนวนนี้ 33 รายเป็นผู้ติดเชื้อที่พำนักในเขตSondre Nordstrand เป็นกลุ่มผู้ติดเชื้อที่มีความเชื่อมโยงกันในครอบครัวใหญ่และมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิด

นายแพทย์ Nakstad ยังเสริมว่า นี่เป็นตัวอย่างได้อย่างดีที่จะเกิดขึ้นหากเราเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ และประชาชนไม่ได้ให้ความร่วมมือในการอยู่บ้านหรือรีบติดต่อโรงพยาบาลใกล้เคียงทันทีเมืองรู้สึกป่วย หรือปฏิบัติตามมาตรต่างๆที่รัฐแนะนำ

อย่างไรก็ดี ช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้มีบรรดากลุ่มนักเคลื่อนไหวในนอร์เวย์ออกมารวมตัวเดินขบวนไปตามท้องถนนเพื่อร่วมประท้วงที่บริเวณด้านหน้าสถานทูตสหรัฐในกรุงออสโล และด้านหน้าอาคารรัฐสภา เพื่อแสดงจุดยืนต่อกรณีนายจอร์จ ฟลอดย์ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งที่นอร์เวย์อาจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นอย่างเทศบาลกรุงออสโล ก็ไม่ได้มีคำแนะนำในการให้ผู้ประท้วงกักตัวเองหลังเสร็จสิ้นการชุมนุมเช่นกัน มีเพียงแต่ออกคำแนะนำให้ผู้ชุมนุมที่เริ่มรู้สึกถึงอาการป่วยให้รีบมาเข้ารับการตรวจเชื้อ

ขณะที่ทางการท้องถิ่นในเมืองอื่นๆของประเทศอย่างเมืองสตาแวนเกอร์ ซึ่งก็มีผู้ออกมาชุมนุมประท้วงกรณีจอร์จ ฟลอยด์เช่นกัน ได้ออกคำเตือนให้ประชาชนที่ร่วมชุมนุมประท้วงเสร็จแล้ว กักตัวเองอยู่กับบ้านและหลีกเลี่ยงการออกมาทำกิจกรรมในที่สาธารณะ หรือโดยสารรถขนส่งสาธารณะและเปิดให้มีการตรวจคัดกรองเชื้อหลังเสร็จสิ้นการชุมนุมแล้ว

อย่างไรก็ดี โดยรวมแล้วระดับการติดเชื้อในนอร์เวย์ยังคงอยู่ในระดับต่ำโดยมีผู้ป่วยรายใหม่เพียงสองรายที่มีอากาศหนักจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สำหรับนอร์เวย์พบติดเชื้อสะสมที่  8,594 รักษาหาย 8,138 เสียชีวิต 239 ราย

แฟ้มภาพ : เออร์นา ซูลบาร์ก นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์

เมื่อทรัมป์หมายตาดึงเกาหลีใต้ร่วมทีมสกัดอิทธิพลจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625719

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 21:55 น.

เมื่อทรัมป์หมายตาดึงเกาหลีใต้ร่วมทีมสกัดอิทธิพลจีน

ท่ามกลางความไม่ลงรอยกันระหว่างสหรัฐกับจีนที่ทวีความตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้งในช่วงที่เชื้อโคโรนาไวรัสระบาด เพราะต่างฝ่ายต่างตอบโต้กันไปมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ได้เดินหน้าโจมตีจีนและยังพยายามหาพันธมิตรมาร่วมทำสงครามเย็นกับจีนอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดทรัมป์ในฐานะประธานการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก หรือ G7 เอ่ยปากชวนประธานาธิบดี มุนแจอิน ของเกาหลีใต้เข้าร่วมการประชุมซึ่งถูกเลื่อนไปจัดในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำเกาหลีใต้ได้รับเชิญ

นอกจากนี้ ยังส่งเทียบเชิญไปยังออสเตรเลียและอินเดียซึ่งมีกรณีพิพาทกับจีนเข้าร่วมการประชุมด้วยเช่นกัน เจตนาของทรัมป์ก็เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าต้องการดึงประเทศที่ไม่เอาจีนมาร่วมวงด้วย

แม้ในฐานะประธานการประชุม ทรัมป์มีสิทธิ์เชิญผู้นำประเทศอื่นเข้าร่วมได้อีก 1 หรือ 2 ประเทศในฐานะแขกพิเศษ และทรัมป์จะอ้างว่าต้องการขยายกลุ่ม G7 ที่ประกอบด้วยแคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี  อิตาลี ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐ ให้เป็นกลุ่ม G10 หรือ G11 เพราะกลุ่มที่มีอยู่เดิมล้าสมัยเกินไป

แต่หลายฝ่ายมองว่าสหรัฐกำลังรวบรวมสมัครพรรคพวกเพื่อโดดเดี่ยวและสกัดการขยายอิทธิพลของจีน อีกทั้งช่วงเวลาการประชุมยังใกล้เคียงกับช่วงเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในเดือน พ.ย. ทรัมป์จึงต้องจัดการกับจีนเพื่อโกยคะแนนจากชาวอเมริกัน

สำหรับเกาหลีใต้ การตอบรับคำเชิญอาจเพิ่มโอกาสให้เกาหลีใต้ขึ้นยืนอยู่แถวหน้าในการแก้วิกฤต Covid-19 ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับจีนซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งๆ ที่เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งจะฟื้นสัมพันธ์กันด้วยการผ่อนคลายการเดินทางเพื่อธุรกิจระหว่างกันในช่วง Covid-19 ระบาด

ความสัมพันธ์ของเกาหลีใต้กับจีนค่อยๆ ดีขึ้นถึงขั้นที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนมีกำหนดจะเดินทางเยือนเกาหลีใต้ภายในปีนี้ด้วย แต่หลังจากที่เกาหลีใต้หันไปซบสหรัฐ บรรยากาศเหล่านี้อาจเปลี่ยนไป

นอกจากนี้ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาเกาหลีใต้และสหรัฐยังนำระบบต่อต้านขีปนาวุธ THAAD มาติดตั้งที่ฐานทัพสหรัฐในจังหวัดคย็องซังเหนือ โดยทางเกาหลีใต้ระบุว่าติดตั้งเพื่อแทนของเดิมที่ปลดออกไป แต่ถึงอย่างนั้นก็สร้างความไม่พอใจให้จีนจนต้องลุกขึ้นมาคัดค้านอีกรอบ

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ความสัมพันธ์ของเกาหลีใต้กับจีนเคยร้าวฉานเพราะการติดตั้ง THAAD มาแล้วครั้งหนึ่ง เนื่องจากจีนกังวลว่าระบบเรดาร์ที่ทรงประสิทธิภาพของ THAAD จะถูกใช้ในการสอดแนมจีน แม้เกาหลีใต้จะยืนยันว่าติดตั้งเพื่อป้องกันการโจมตีจากเกาหลีเหนือก็ตาม

จีนโกรธถึงขั้นบอยคอตทั้งธุรกิจและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้จนเกิดความสูญเสียมหาศาล กรณีที่เห็นชัดเจนคือ เครือล็อตเต้ กรุ๊ป ที่บริจาคที่ดินให้รัฐบาลเกาหลีใต้ใช้ติดตั้ง THAAD

ล็อตเต้ถูกคนจีนแบนจนค้าขายไม่ได้ ต้องปิดห้างสรรพสินค้าและถอนธุรกิจในเครืออื่นๆ ออกจากจีนทั้งหมดทั้งที่ลงทุนมหาศาลในการบุกตลาดจีน และยังกระทบไปถึงภาคการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจีนหายไปจากเกาหลีใต้ถึง 60% และคอนเสิร์ตเคป๊อปที่ถูกทางการจีนแบนทั้งหมด

ดาร์เรน ลิม นักวิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียมองว่า การติดตั้ง THAAD ครั้งล่าสุดนี้อาจเป็นเงื่อนไขให้จีนลงดาบเกาหลีใต้ หรือจีนอาจใช้ความสัมพันธ์ทางการทูตมาต่อรองเพื่อยับยั้งไม่ให้เกาหลีใต้เข้าร่วมประชุม G7 ตามที่ทรัมป์เชิญ

นอกจากจะสร้างความไม่พอใจให้จีนแล้ว ดีไม่ดีการตอบรับคำเชิญของทรัมป์ของมุนแจอินอาจเป็นสาเหตุให้คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือตัดสายฮอตไลน์ที่ทั้งสองเกาหลีใช้สื่อสารกันเมื่อ 2 ปีก่อนเพื่อปรับความสัมพันธ์กัน เพราะระยะหลังความสัมพันธ์ของผู้นำสองเกาหลีไม่หวานชื่นเหมือนเก่า

เรเชล อี อดีตนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือของสหรัฐมองว่า ความสัมพันธ์ของมุนแจอินกับคิมจองอึนเปลี่ยนไปหลังจากทรัมป์วอล์กเอาท์จากการประชุมสุดยอดกับคิมจองอึนที่กรุงฮานอยของเวียดนามเมื่อต้นปีที่แล้ว เพราะคิมจองอึนเชื่อคำแนะนำของรัฐบาลเกาหลีใต้ว่าการปิดศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ยองบยอนจะทำให้สหรัฐพอใจและผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น

นับแต่นั้นมาคิมจองอึนก็เมินคำเชิญเจรจาของมุนแจอิน ซ้ำยังทดสอบขีปนาวุธที่มีพิสัยยิงเข้ามาในเกาหลีใต้บ่อยครั้ง

การที่มุนแจอินตกลงเจ้าร่วมการประชุมกับทรัมป์จึงอาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้คิมจองอึนสะบั้นสายฮอตไลน์ระหว่างกัน

สำหรับเกาหลีใต้ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสหรัฐกับจีน ไม่ว่าจะต้องการเลือกข้างอย่างชัดเจนหรือไม่ สถานการณ์ก็บังคับให้เลือกข้างไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากนี้ระเบียบโลกจะเป็นอย่างไรต่อไปคงต้องจับตามองใกล้ชิดชนิดห้ามกะพริบตา

เต่าทะเลนับหมื่นโผล่วางไข่นอกฝั่งออสเตรเลีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625702

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 17:18 น.

เต่าทะเลนับหมื่นโผล่วางไข่นอกฝั่งออสเตรเลีย

นักวิจัยออสซี่จับภาพฝูงเต่าตนุนับหมื่นตัวแห่วางไข่ บนเกาะอนุรักษ์ใกล้เกรตแบร์ริเออร์รีฟ

ทีมนักวิจัยและนักอนุรักษ์ของออสเตรเลียสามารถจับภาพของฝูงเต่าตนุ (Green sea turtle) จำนวนนับหมื่นตัว ขณะว่ายน้ำอพยพจากแหล่งที่อยู่บริเวณพืดหินปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) มายังเกาะเรน (Raine Island) เขตอนุรักษ์นอกชายฝั่งทางเหนือของประเทศเพื่อวางไข่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์

ทีมนักวิจัยและนักอนุรักษ์ภายใต้โครงการ Raine Island Recovery Project ซึ่งเป็นโครงการอนุรักษ์เต่าทะเลของออสเตรเลีย ได้ใช้โดรนขึ้นบินเพื่อจับภาพของเต่าทะเลซึ่งมักพากันอพยพมาวางไข่กันบริเวณเกาะเรนเป็นประจำช่วงฤดูผสมพันธุ์ เพื่อง่ายต่อการประเมินจำนวนประชากรเต่าที่อาศัยในแถบปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ โดยภาพจากโดรนทีมวิจัยประเมินว่าอาจมีเต่าตนุมาถึง 64,000 ตัว ว่ายน้ำอพยพมาเป็นระยะทางนับร้อยกิโลเมตร เพื่อขึ้นฝั่งไปวางไข่บริเวณเกาะเรนและพื้นที่ใกล้เคียง

ก่อนหน้านี้ทีมวิจัยได้พยายามนำจำนวนประชากรเต่าที่จะขึ้นมาวางไข่ด้วยการใช้สีที่ไม่เป็นอันตรายทาเพื่อนับจำนวน แต่ก็มีความคลาดเคลื่อนสูง กระทั่งมีการใช้โดรนพร้อมโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวน จึงทำให้ง่ายต่อการประเมินจำนวนประชากรเต่า ซึ่งการที่นักวิจัยสามารถนับจำนวนเต่าได้ครั้งนี้ทำให้พบว่า มีจำนวนเต่ามากกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้าถึง 1.73 เท่า

อย่างไรก็ดี สิ่งที่นักวิจัยยังห่วงคือเปอร์เซ็นอัตราการรอดชีวิตของเต่าที่เกิดใหม่ยังคงสูงอยู่ ขณะที่ทีมยังต้องใช้ความพยายามในฟื้นฟูเกาะเรนเพื่อให้เต่าเหล่านี้สามารถขึ้นมาวางไข่ได้ทุกปี รวมถึงพยายามสร้างรั้วเพื่อป้องกันศัตรูทางธรรมชาติที่อาจมารบกวนฤดูวางไข่ของพวกมัน

จีนเตือนนักศึกษาเลี่ยงไปเรียนออสเตรเลีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625690

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 15:05 น.

จีนเตือนนักศึกษาเลี่ยงไปเรียนออสเตรเลีย

จีนออกคำเตือนนักศึกษาเลี่ยงไม่ให้ไปเรียนที่ออสเตรเลีย อ้างไวรัสโควิดและคนเอเชียถูกทำร้าย สัญญาณล่าสุด2ชาติขัดแย้งรุนแรง

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการของจีนได้ออกประกาศเตือนแนะนำให้นักศึกษาจีนที่เตรียมกลับไปเรียนหรือมีแผนไปเรียนยังออสเตรเลีย ให้ทบทวนหรือระมัดระวังการเดินทางไปยังออสเตรเลีย โดยทางจีนอ้างว่าจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิดซึ่งยังคงไม่มีท่าทีจะสิ้นสุดอาจเป็นอันตรายต่อการกลับไปเรียน รวมถึงพบรายงานเหตุคนเอเชียในออสเตรเลียถูกทำร้ายบ่อยครั้งนับตั้งแต่ที่เกิดสถานการณ์ไวรัส

ท่าทีล่าสุดนับว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณความขัดแย้งอันชัดเจนระหว่างรัฐบาลปักกิ่งและรัฐบาลแคนเบอร์ร่า หลังที่ก่อนหน้านี้สองชาติมีประเด็นขัดแย้งเรื่องการค้าจากการที่จีนไม่พอใจออสเตรเลียได้เปิดประเด็นเรียกร้องให้นานาชาติสอบสวนถึงต้นกำเนิดที่แท้จริงของไวรัส

ข้อความในแถลงการณ์จีนระบุว่า นักศึกษาจีนควรพิจารณาอย่าง”ระมัดระวัง”เมื่อเลือกหรือกำลังจะเดินทางกลับไปเรียนยังออสเตรเลีย ช่วงที่กำลังพบการแพร่ระบาดของไวรัสและทั่วโลกยังไม่มีการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพต่อการเดินทางระหว่างประเทศ รวมถึงในช่วงการแพร่ระบาดยังพบเหตุการณ์เลือกปฏิบัติต่อชาวเอเชียในออสเตรเลีย

คำแถลงจากจีนครั้งนี้มีขึ้นในช่วงก่อนที่ มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียส่วนใหญ่จะกำหนดเปิดในช่วงเดือนกรกฎาคม และเป็นคำแถลงที่ตามมาหลังจากช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ กระทรวงต่างประเทศของจีนเพิ่งออกแถลงการณ์เตือนพลเมืองชาวจีนให้เลี่ยงเดินทางไปยังออสเตรเลียด้วยเหตุผลลักษณะเดียวกัน

ด้านDan Tehan รัฐมนตรีศึกษาธิการออสเตรเลียได้กล่าวตอบโต้คำแถลงของรัฐบาลจีนว่า ออสเตรเลียเป็นหนึ่งประเทศที่ควบคุมสถานการณ์โควิดได้อย่างดีเป็นอันดับต้นๆของโลก ทั้งยังเป็นสังคมที่ประสบความสำเร็จและมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ออสเตรเลียมีระบบการศึกษาในระดับชั้นนำของโลก ทั้งยังหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในโลกสำหรับนักเรียนต่างชาติ”

REUTERS/Loren Elliott/File Photo

เจ้าชายฟิลิปฉลองวันคล้ายวันประสูติครบ 99 ปีอย่างเรียบง่าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625673

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 12:49 น.

เจ้าชายฟิลิปฉลองวันคล้ายวันประสูติครบ 99 ปีอย่างเรียบง่าย

เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระ ทรงฉลองวันคล้ายวันประสูติ 99 ปีแบบเรียบง่ายร่วมกับควีนเอลิซาเบธที่สอง

เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งเอดินเบอระ พระราชสวามีของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงฉลองวันคล้ายวันประสูติ 99 ปี วันที่ 10 มิถุนายนในปีนี้ที่ปราสาทวินเซอร์ในแบบเรียบง่าย เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิดในประเทศ

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมได้เผยแพร่พระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชินี ซึ่งทรงฉายร่วมกับเจ้าชายฟิลิป สถานที่ซึ่งทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา นับตั้งแต่อังกฤษเริ่มประสบกับการระบาดของไวรัส ซึ่งทั้งสองพระองค์คือเป็นกลุ่มเสี่ยงเนื่องจากพระชนมายุที่มากแล้ว

ส่วนการฉลองวันคล้ายวันประสูติในปีนี้จะไม่มีการยิงสลุตเพื่อเฉลิมฉลอง เนื่องจากเป็นการไม่เหมาะสมท่ามกลางสถานการณ์ไวรัสที่อังกฤษยังคงมีผู้เสียชีวิตรายวันเป็นจำนวนมาก

ขณะที่สมเด็จพระราชินีและเจ้าชายฟิลิปทรงฉลองอย่างเรียบง่ายเป็นการส่วนพระองค์ ขณะที่พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นๆทรงร่วมถวายพระพรผ่านวิดิโอคอนเฟอร์เรนซ์เท่านั้น

สำหรับเจ้าชายฟิลิปทรงงดราชภารกิจเสด็จออกงานต่อสาธารณะมาตั้งแต่เมื่อ3ปีก่อน ด้วยพระชนมายุที่มากและมีประสงค์ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โดยเมื่อช่วงเดือนมกราคมปีที่แล้ว ทรงได้กลายเป็นที่สนใจต่อสาธารณะอีกครั้ง หลังจากที่พระองค์ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จากการขับรถด้วยพระองค์เอง จนมีผู้บาดเจ็บสองรายซึ่งในภายหลังพระองค์ได้ตัดสินพระทัยคืนใบขับขี่ส่วนพระองค์

เบลเยี่ยมรื้ออนุสาวรีย์อดีตกษัตริย์ เพราะเป็นสัญลักษณ์เหยียดเชื้อชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625662

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 11:31 น.

เบลเยี่ยมรื้ออนุสาวรีย์อดีตกษัตริย์ เพราะเป็นสัญลักษณ์เหยียดเชื้อชาติ

ราชานุสาวรีย์พระเจ้าเลออปอลที่ 2 อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมถูกทำลายหลายแห่ง จนท้องถิ่นต้องรื้อถอน

เมืองแอนต์เวิร์ป เมืองท่าสำคัญของเบลเยี่ยมทางเหนือของกรุงบรัสเซลล์ ได้รื้อถอนอนุสาวรีย์อายุ150ปีของสมเด็จพระเจ้าเลออปอลที่ 2 แห่งเบลเยียม (Leopold II of Belgium) ออกจากพื้นที่จตุรัสกลางเมืองเมื่อวันอังคาร(9 มิ.ย.)ที่ผ่านมา

ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นจากที่ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้มี ชาวเบลเยี่ยมโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เคลื่อนไหวต่อต้านการมีอยู่ของอนุสาวรีย์อดีตกษัตริย์ผู้อื้อฉาวที่ใช้อำนาจเผด็จการปกครองภูมิภาคแอฟริกาจากการที่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เบลเยี่ยมเข้าปกครองประเทศคองโก

ประกอบกับกระแสประท้วงเหตุตำรวจสหรัฐสังหารนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีรายงานว่าบรรดาพระราชานุสาวรีย์และอนุสรณ์หลายแห่งที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าเลออปอลที่ 2 ถูกกลุ่มผู้ต่อต้าน พ่นสีทำลายในหลายแห่งทั้งอนุสาวรีย์ที่ตั้งในเมืองแอนต์เวิร์ป และในกรุงบรัสเซลล์

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ ATV-Antwerp สื่อในท้องถิ่นเผยให้เห็นกลุ่มคนงานได้ใช้เครนยกพระราชานุสาวรีย์อดีตกษัตริย์ซึ่งถูกพ่นสีแดงออกจากบริเวณที่เคยประดิษฐาน ขณะที่ช่วงสัปดาห์ที่แล้วราชานุสาวรีย์แห่งเดียวกันนี้เคยถูกจุดไฟเผามาแล้ว เช่นเดียวกับราชานุสาวรีย์แห่งอื่นๆที่ตั้งอยู่ในเมืองเกนต์ก็ถูกพ่นทำลายด้วยสีแดงเช่นกัน อันเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงอดีตกษัตริย์มือเปื่อนเลือดผู้เคยใช้อำนาจกดขี่ปกครองชาวคองโก ในฐานะรัฐอาณานิคมของเบลเยี่ยม จนมีบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่าช่วงเวลาดังกล่าวมีชาวแอฟริกันผิวสีต้องเสียชีวิตภายใต้การปกครองของอดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมนับล้านคน

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา มีชาวเบลเยี่ยมกว่า 65,000 คนร่วมกันลงชื่อเสนอเรียกร้องให้มีการรื้อถอนอนุสาวรีย์ของพระองค์ที่ประดิษฐานอยู่ทั่วประเทศ ขณะที่ช่วงระหว่างการเดิมขบวนประท้วงเหตุจอร์จ ฟลอยด์ในกรุงบรัสเซลล์ ชาวเบลเยี่ยมนับ10,000 ได้รวมตัวรอบราชานุสาวรีย์ของอดีตกษัตริย์เลออปอลที่สอง ขณะที่บางคนได้ปีนขึ้นไปบนรูปปั้นดังกล่าวพร้อมโบกธงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยอนุสาวรีย์ที่รื้อจากเมืองแอนต์เวิร์ปจะถูกนำไปเก็บรักษายังพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีนำออกจัดแสดงด้วยหรือไม่หลังการปรับปรุงเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ แม้ช่วงเวลาที่เบลเยี่ยมปกครองคองโก จะนำความเป็น”อารยะ”มากมายมาสู่ประเทศในแถบแอฟริกาทั้งการวางรากฐานผังเมือง การสร้างถนน และสวนสาธารณะต่างๆซึ่งปัจจุบันกรุงกินชาซาเมืองหลวง ยังคงร่องรอยเชิงสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับอดีตกษัตริย์เบลเยี่ยม แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 พระเจ้าเลออปอลที่2 ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากเฮนรี มอร์ตัน สแตนลีย์ นักสำรวจชาวอังกฤษในแสวงหาทรัพยากรมากมายจากคองโก ทั้งงาช้าง สวนยาง รวมถึงใช้กองกำลังทหารรับจ้างแบ่งแยกกดขี่และค้าทาสจนมีชาวคองโกนับสิบล้านคนต้องสังเวยชีวิต จนนำไปสู่ขบวนการเรียกร้องปลดปล่อยคองโกเป็นเอกราช

ปธน.บุรุนดีถึงแก่อสัญกรรม หลังครองอำนาจประเทศนาน15ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625656

วันที่ 10 มิ.ย. 2563 เวลา 10:30 น.

ปธน.บุรุนดีถึงแก่อสัญกรรม หลังครองอำนาจประเทศนาน15ปี

ประธานาธิบดีบุรุนดีถึงแก่อสัญกรรมกระทันด้วยวัย 55 ปี ขณะดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศนาน 15 ปี

นายปีแยร์ อึงกูรุนซีซา (Pierre Nkurunziza) ประธานาธิบดีบุรุนดีผู้ครองอำนาจประเทศมายาวนานถึง 15 ปีนับตั้งแต่ ได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยวัย 55 ปี ขณะดำรงตำแหน่างประธานาธิบดี โดยรัฐบาลบุรุนดีแถลงว่า นายอึงกูรุนซีซา ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมาหลังเขารู้สึกไม่ค่อยดี แต่อาการได้ทรุดลงกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยภาวะหัวใจหยุดเต้น (cardiac arrest)

หลังจากครองอำนาจมานาน 15 ปี ประธานาธิบดีอึงกูรุนซีซา มีแผนสละเก้าอี้ประธานาธิบดีลงจากตำแหน่งผู้นำประเทศในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ โดยก่อนหน้านี้ รัฐสภาบุรุนดีได้ผ่านกฎหมายอนุมัติเงินสร้างบ้านพักหรูส่วนตัวและเงินบำนาญรายเดือนราว 540,000 ดอลลาร์ (ราว16ล้านบาท) เพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายหลังลงจากอำนาจ

ส่วนสาเหตุของการถึงแก่อสัญกรรมยังไม่เป็นที่เปิดเผยแน่ชัด เพราะที่ผ่านมานายอึงกูรุนซีซาไม่ได้มีประวัติเจ็บป่วยหนักใดๆ

ส่องไม้เด็ดรัฐบาลยุโรป ไม่แจกเงิน แต่ทุกคนรอดจากโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625634

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 22:08 น.

ส่องไม้เด็ดรัฐบาลยุโรป ไม่แจกเงิน แต่ทุกคนรอดจากโควิด

ทุกธุรกิจทุกประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 แต่รัฐบาลยุโรปมีมาตรการช่วยเหลือที่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วกว่าประเทศอื่น

ช่วงที่ Covid-19 ระบาดทำให้บริษัทหลายแห่งทั่วโลกต้องหยุดดำเนินกิจการไปโดยปริยาย ส่งผลให้พนักงานหลายล้านคนเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง ถูกพักงานชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าจ้าง แต่รัฐบาลหลายประเทศในยุโรปมีโครงการช่วยเหลือทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปลดพนักงานในช่วงวิกฤตนี้

เยอรมนีผุดโครงการทำงานระยะสั้น

โครงการนี้มีชื่อว่า Kurzarbeit หรือ short-time working ที่แปลว่า การทำงานระยะสั้น ที่อนุญาตให้นายจ้างที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ลดชั่วโมงการทำงานของลูกจ้างในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่ห้ามไล่พนักงานออก

ขณะที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณช่วยบริษัทเหล่านี้จ่ายเงินเดือนให้พนักงาน 60% ของเงินเดือนปกติก่อนเกิด Covid-19 และ 67% สำหรับรายที่มีบุตร เพื่อชดเชยรายได้ที่ลูกจ้างขาดหายไป

วิธีนี้ถือเป็นการช่วยทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และเศรษฐกิจของประเทศ ในมุมของนายจ้างคือยังสามารถรักษาแรงงานที่มีฝีมือไว้โดยที่ไม่ต้องแบกรับภาระมากเกินไปในช่วงที่เศรษฐกิจชะงัก เพราะวัฒนธรรมของธุรกิจเยอรมันมองว่าพนักงานคือการลงทุน

ส่วนลูกจ้างก็ยังมีเงินจับจ่ายใช้สอย เป็นการช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศไปในตัว

รัฐบาลคาดว่าชาวเยอรมันจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้ราว 2.35 ล้านคน ซึ่งต้องใช้งบประมาณอย่างน้อย 10,000 ล้านยูโร หรือ 353,421 ล้านบาท ทว่าก็ไม่ใช่ภาระหนักของรัฐบาล เนื่องจากได้กันเงินส่วนนี้ไว้ราว 26,000 ล้านยูโร หรือ 919,014 ล้านบาท

โครงการนี้เคยใช้ได้ผลมาแล้วในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2009 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ โดย อันเก้ เฮสเซล ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยแฮร์ที (Hertie School) ของเยอรมีเผยว่า โครงการนี้ทำให้เยอรมนีฟื้นตัวจากวิกฤตปี 2009 ได้เร็วกว่าประเทศอื่น

ในขณะนั้นเศรษฐกิจเยอรมันหดตัวถึง 5% โดยมีแรงงานตกงานราว 1.1 ล้านคน แต่ภายในช่วงสิ้นปีของปีเดียวกันหลังจากรัฐบาลนำโครงการ Kurzarbeit เข้ามาแก้ปัญหา ตัวเลขชาวเยอรมนันว่างงานอยู่ที่ 7.6% ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขของปี 2008

ชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้ช่วยแก้ปัญหาคนตกงานได้ส่วนหนึ่ง

เดนมาร์กจ่ายชดเชยให้นายจ้างไม่ไล่ลูกจ้างออก

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเดนมาร์กยึดหลักว่า ต้องยอมเจ็บแล้วจบให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเสียหายหนักไปทั้งระบบ

เดนมาร์กจึงใช้วิธีแช่แข็งเศรษฐกิจไว้ชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน ด้วยการปิดทั้งโรงเรียน มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร พิพิธภัณฑ์ โรงภาพยนตร์ รวมทั้งห้ามรวมตัวกันเกิน 10 คน และปิดพรมแดนทั้งหมด เพื่อให้การแพร่ระบาดยุติเร็วที่สุด เมื่อควบคุมเชื้อโคโรนาไวรัสได้แล้ว จึงค่อยละลายน้ำแข็งโดยที่ทุกคนยังมีงานทำเหมือนเดิม

ระหว่างที่บริษัทเอกชนถูกแช่แข็งไว้ รัฐบาลจะรับผิดชอบจ่ายเงินชดเชยเงินเดือนของพนักงาน 75% หรือราว 3,288 เหรียญสหรัฐ หรือ 103,013 บาทต่อเดือนตราบใดที่บริษัทไม่ไล่พนักงานออก

จุดมุ่งหมายของโครงการชดเชยรายได้ก็คือ รัฐบาลต้องการให้บริษัทรักษาพนักงานของตัวเองไว้ เพื่อที่เมื่อถึงเวลาที่ธุรกิจกลับมาเดินหน้าอีกครั้งจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มต้นรับสมัครพนักงานกันใหม่

ความแตกต่างระหว่างโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลเยอรมนีกับเดนมาร์กก็คือ รัฐบาลเยอรมนีกับนายจ้างร่วมกันจ่ายเงินเดือนให้พนักงานมาทำงาน ส่วนรัฐบาลเดนมาร์กจ่ายเงินให้บริษัทนำไปจ่ายชดเชยให้กับพนักงานที่ต้องพักงานอยู่ที่บ้าน แต่ผลที่ได้เหมือนกันก็คือ การรักษาการจ้างงานเอาไว้

อังกฤษชดเชยเงินเดือนลูกจ้าง 80%

ด้านรัฐบาลอังกฤษก็ใช้นโยบายคล้ายกัน นั่นคือโครงการ Coronavirus Job Retention Scheme (โครงการรักษาตำแหน่งงานช่วงโคโรนาไวรัส) เพื่ออุดหนุนเงินให้ภาคธุรกิจนำมาจ่ายเงินเดือนพนักงานแทนการไล่ออกโดยเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย.นี้ โดยรัฐจะจ่าย 80% ของค่าจ้างรายเดือน แต่ไม่เกินเดือนละ 2,500 ปอนด์ หรือ 99,132 บาท

โครงการจ่ายเงินอุดหนุนภาคธุรกิจเพื่อไม่ให้มีการลอยแพพนักงานในช่วงวิกฤต covid-19 ของทั้งสามประเทศข้างต้น เป็นการช่วยเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ เพราะเมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ บริษัทต่างๆ ก็พร้อมกลับมาเดินหน้าต่อได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาฟื้นฟูหรือเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ทั้งยังทำให้ประเทศฟื้นตัวจากวิกฤตได้รวดเร็วกว่าประเทศอื่น

อย่างไรก็ดี วิธีการนี้อาจใช้ไม่ได้กับทุกประเทศ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล วิธีการนี้แม้แต่เดนมาร์กเองในช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ก็ยังไม่มั่นใจว่าควรทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่ออุ้มธุรกิจหรือไม่ แต่เมื่อเทียบกับวิกฤต Covid-19 ที่รัฐบาลเดนมาร์กมีงบประมาณเกินดุล จึงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงที่จะอัดฉีดพยุงเศรษฐกิจของประเทศ

สหพันธรัฐจีนใหม่กับการท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของจีนเดียว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625633

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 20:18 น.

สหพันธรัฐจีนใหม่กับการท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของจีนเดียว

กลุ่มคนที่ประกาศก่อตั้งสหพันธรัฐจีนใหม่อาจเป็น “ยุงรำคาญ” ที่ไม่เป็นภัยต่อจีนนัก แต่แนวคิดสหพันธรัฐ/สมาพันธรัฐถูกเสนอมาหลายครั้งแล้ว

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนมีข่าวเล็กๆ ที่ทำให้เกิดความสั่นไหวในจีนขึ้นมาเล็กน้อย เพราะจู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งประกาศก่อตั้ง “สหพันธรัฐจีนใหม่” (New Federal State of China) โดยเคลื่อนไหวกันในสหรัฐ มีการส่งเครื่องบินโยงแผ่นป้ายบินไปบินมาในนิวยอร์กเขียนข้อความแสดงความยินดีกับการสถาปนาสหพันธรัฐจีนใหม่ และอัดคลิปประกาศแถลงการณ์กันที่ด้านหน้าอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ

คนที่เป็นแกนนำเคลื่อนไหวคือ กัวเหวินกุ้ย เศรษฐีชาวจีนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองมานานและหนีมาลี้ภัยในสหรัฐ (โดยทางการจีนจะเล่นงานเขาในข้อหาฉ้อโกง ติดสินบน ข่มขืน ฯลฯ) อีกคนคือเหาไห่ตง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติชาวจีนที่ไม่มีวี่แววจะเป็นแอคทิวิสต์ทางการเมือง จู่ๆ ในวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ก็ร่วมกันตั้ง “จีนใหม่” เพื่อหวังโค่นล้ม “จีนคอมมิวนิสต์”

วันที่ 4 มิถุนายนเป็นฤกษ์ดีของคนกลุ่มนี้เพราะเป็นวันรำลึกกรณีเทียนอันเหมิน

ที่น่าจับตาก็คือคนที่ร่วมตั้งจีนใหม่ (ปลอมๆ) นี้คือ สตีฟ แบนนัน นักยุทธศาสตร์และเจ้าของสื่อสานอนุรักษ์นิยมเคยเป็นกุนซือให้กับทรัมป์ แม้จะแตกคอกับทรัมป์และรีพับลิกันแต่แบนนันยังเป็นอนุรักษ์นิยมตัวกลั่นและแน่นอนว่าเขาไม่เป็นมิตรกับจีน

การสถาปนาสหพันธรัฐจีนใหม่ไม่ได้ทำให้จีนสะเทือนอะไร ยกเว้นว่าในไม่กี่วันต่อมาชื่อของเหาไห่ตงถูกลบออกจากเสิร์ชเอนจินของจีนทั้งหมด แต่ต่องจับตาว่าแบนนันกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่ถึงได้ปลุกปั้นให้คนจีนทำเรื่องแบบนี้

การแบ่งแยกดินแดนและการคิดตั้งจีนใหม่เป็นเรื่องที่ “สาธารณรัฐประชาชนจีน” ต้องพบเจอมาโดยตลอดอยู่แล้ว มีทั้งความพยายามที่ท้าทายความมั่นคงโดยตรง และความพยายามที่จะประนีประนอมจีนแผ่นดินใหญ่กับดินแดนของคนจีนแห่งอื่นๆ ที่มีระบอบการปกครองต่างกัน

หลายทศวรรษที่ผ่านมามีการเสนอระบอบการปกครองแบบผสมเพื่อรองรับการรวมแผ่นดินใหญ่กับไต้หวัน แต่ในระยะหลังเรื่องนี้เงียบไปเพราะไต้หวันต้องการจะเป็นเอกราชมากกว่า และในปีนี้ไต้หวันยังแสดงจุดยืนแข็งกร้าวกับจีนอย่างมาก ส่วนจีนก็ออกลายในทำนองเดียวกัน

ท่าทีแข็งกร้าวของแต่ละฝ่ายทำให้โพสต์ทูเดย์ต้องเสนอบทวิเคราะห์เรื่อง “จีนจะบุกไต้หวันหรือไม่? ความขัดแย้งใหม่ที่ละสายตาไม่ได้” เพื่อให้เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง ในช่วงที่สงครามเย็นครั้งใหม่กำลังก่อตัวและ “คู่กรณีของจีน” กำลังฟอร์มทีมเพื่อรุมจีนอย่างเห็นได้ชัด

แต่สงครามไม่ใช่สิ่งทุกคนต้องการ ไม่ว่ามันจะเป็นสงครามร้อนหรือสงครามเย็น คำถามสำคัญก็คือ มีโอกาสที่แผ่นดินใหญ่และไต้หวันหรือจีนอื่นๆ จะเป็นแผ่นดินเดียวกันอย่างยินยอมพร้อมใจหรือไม่?

คำตอบก็คือมี ที่ผ่านมาการประชุมการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) และการประชุมสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติ (CPPCC) หรือ “เหลียงฮุ่ย” (การประชุมคู่) ก็เอ่ยถึงการรวมไต้หวันอยู่และพ่วงด้วยคำว่า “อย่างสันติ” มีแต่การประชุมในปีนี้เท่านั้นที่ตัดคำว่า “อย่างสันติ” ออกไปทำให้เกิดความกังวลกันขึ้นมาจีนจะใช้ไม้แข็งขึ้นมา

หากคิดจะรวมตัวกันจริงๆ มีข้อเสนอให้ 2 ฝ่ายรวมตัวกันในลักษณะสหพันธรัฐ (Federal Republic) หรือ สหสาธารณรัฐ (United Republics) และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น

1. สหพันธรัฐจีน (Zhonghuá liánbang gònghéguó) เคยมีการเสนอมาในการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 2 และครั้งที่ 7 ส่วนที่ไต้หวันมีจูเกาเจิ้ง แห่งพรรค DPP เสนอไว้เมื่อปี 1991 ต่อมา หลิวเสี่ยวปอ แอคทิวิสต์ชาวจีนที่ลี้ภัยในสหรัฐ จีนใหม่จะประกอบรัฐจีนจงหยวน (แผ่นดินใหญ่) รัฐไต้หวัน รัฐซินเจียง รัฐมองโกล รัฐทิเบต มาเก๊า และฮ่องกง ซึ่งรัฐต่างๆ จะมีอำนาจกลาโหม การต่างประเทศ และการคลังมากกว่าปกติ

2. สันนิบาตแห่งชาติจีน หรือสมาคมชาติจีน (Zhonghuá guólián/zhonghuá guó xié) เสนอโดย จางซวี่เฉิง นักวิชาการและอดีตส.ส. ไต้หวันในปี 1982 ต่อมาสานต่อโดยสมาคมสานสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบ (ARATS) แนวทางนี้เน้นให้ไต้หวันและจีนรวมตัวแบบหลวมๆ ต่างฝ่ายต่างมีอิสระภาพทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมาก ไต้หวันมีลักษณะเป็น Dominion or free state หรือรัฐกึ่งอิสระภายใต้จักรภพเดียวกัน

3. สมาพันธรัฐจีน (Zhonghuá banglián) เสนอโดย เฟ่ยซีผิง นัการเมืองไต้หวัน แนะให้ 2 ฝ่ายรวมกันแต่มีอำนาจแยกจากกันค่อนข้างเอกเทศ โดยมีกการกำหนดธรรมนูญร่วมกัน จากนั้นปล่อยให้สมาพันธ์ดำเนินไปตามครรลอง จากนั้นประมาณ 10 – 20 ปี เมื่อประชาชนรู้สึกว่าพร้อมที่ร่วมตัดสินใจชะตาตัวเอง ก็ให้จัดการลงประชามติเลือกระบอบการปกครองที่เหมาะสมที่สุด

4. สหชาติจีน (Zhonghuá liánméng) เสนอให้จีนใช้แนวทาง “หนึ่งประเทศ หลายระบบ” คือ ให้มีการแบ่งกันบริหารประเทศระหว่าง “พันธมิตร 4 ฝ่าย” คือ แผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง และมาเก๊า อย่างไรก็ตาม แผ่นดินใหญ่ยังมีอำนาจมากกว่า และไต้หวันมีอิสระภาพมาก

5. สหสาธารณรัฐจีน (Zhonghuá liánhé gònghéguó) ผู้เสนอแนวทางนี้เช่น หลินจงปิน อดีตรัฐมนตรีช่วยกลาโหมไต้หวัน แนวทางหลักๆ คือ ให้จีนกับไต้หวันใช้ระบบเดียวกับประเทศสหรัฐสาธารณรัฐแทนซาเนีย ที่ประกอบด้วยแทนซาเนีย และแซนซิบาร์ แต่และเขตมีประธานาธิบดีของตัวเอง มีระบบการปกครองแยกต่างๆ หาก โดยประธานาธิบดีแซนซิบาร์เป็นรองของแทนซาเนีย ระบบนี้เรียกว่า “หนึ่งประเทศ สองรัฐธรรมนูญ”

คาดว่า เติ้งเสี่ยวผิง ได้รับแรงบันดาลใจ ปรับมาใช้เป็น “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ส่วน หรือ จางย่าจงแห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน เสนอระบบ “หนึ่งประเทศ สามรัฐธรรมนูญ” คือ สองจีนรวมกันใช้รัฐรรมนูญคนละฉบับ แต่มีสัญญาสันติภาพกึ่งรวมตัว ถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่สามให้เหนือกว่าทั้ง 2 ฉบับ

อนึ่ง ในช่วงก่อนสงครามโลกจะสิ้นสุดลง มีผู้จัดทำแผนที่ระเบียบโลกใหม่ ชื่อว่า Outline of Post-War New World Map แผนที่นี้เป็นจิตนาการของชายชาวสหรัฐชื่อมอริซ กอมเบิร์ก (Maurice Gomberg) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลแต่อย่างใด แต่ในช่วงหลังกลุ่มผู้นิยมลัทธิสมคบคิด (conspiracy theorist) มักยกขึ้นมาอ้างว่าเป็นการวางแผนลับๆ ของสหรัฐเพื่อแบ่งโลกออกเป็นส่วนๆ

หากเรามองดูแผนที่แบบเผินๆ ก็เข้าเค้า เพราะพื้นที่ต่างๆ ในโลกยุคปัจจุบัน มีการแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่ายคล้ายๆ กับในแผนที่ เพียงแต่เจตนาของแผนที่นี่ระบุว่า สหรัฐเป็นผู้แบ่งและรวมดินแดนต่างๆ พร้อมกับปลดอาวุธ ตัวเองเป็นถืออาวุธปกครองโลกเพียงผู้เดียว

ในแผนที่นี้ มีการกำหนดดินแดนที่ชื่อ “สหสาธารณรัฐจีน” (United Republics of China) ประกอบไปด้วย จีน เกาหลี อินโดจีน ไทยแลนด์ และมาลายา เป็นดินแดนเดียวกันทั้งหมด หากมองในมุมปัจจุบันก็คงคล้ายๆ กับเขตที่จีนหวังจะแผ่อิทธิพลนั่นเอง

ตัวแผนที่นี้อาจเป็นเรื่องเล่นๆ แต่แนวคิดสหสาธารณรัฐจีนถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อหวังจะรวมจีนกับไต้หวันจริงๆ (ส่วนประเทศอื่นในแผนที่ไม่เกี่ยว) ซึ่งคือทฤษฎีสหสาธารณรัฐจีนนั่นเอง ซึ่งกล่าวกันว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด

บทความโดยกรกิจ ดิษฐาน

อิหร่านยื่นโทษประหารคนชี้เป้าสังหารนายพลโซเลมานี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625624

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 18:42 น.

อิหร่านยื่นโทษประหารคนชี้เป้าสังหารนายพลโซเลมานี

ชายอิหร่านผู้เป็น”สปาย”ให้ซีไอเอและหน่วยมอสสาด ชี้เป้าสังหารนายพลโซเลมานี กำลังจะถูกลงโทษประหาร

เอเอฟพีรายงานว่า ศาลในกรุงเตหะรานเตรียมตัดสินโทษประหารชีวิต ชายอิหร่านผู้ทำหน้าที่เป็น”สายลับ”ชี้เป้าสังหารนายพลกอเซม โซเลมานี ให้กับหน่วยสืบราชการลับซีไอเอของสหรัฐ และหน่วยมอสสาดสายลับของอิสราเอล ในปฏิบัติการโดรนสังหารนายพลคนสำคัญของกองกำลังกูดส์ หน่วยรบพิเศษของกองทัพปฏิวัติอิหร่าน เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา ขณะนายพลอิหร่านกับพวกกำลังเดินทางออกจากสนามบินแบกแดดของอิรัก

โฆษกศาลอิหร่านเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า ชายอิหร่านที่กำลังจะถูกตัดสินโทษประหารคือ นายมามูด โมซาวี มาจิด (Mahmoud Mousavi-Majd) ได้กระทำการความผิดเผยแพร่ข้อมูลด้านความมั่นคงและที่อยู่ความเคลื่อนไหวของนายพลโซเลมานีให้กับหน่วยสืบราชการลับฝ่ายศัตรู

“เขาส่งข้อความด้านความมั่นคงเกี่ยวกับกองทัพปฏิวัติอิหร่านให้กับหน่วยราชการลับอิสราเอล และหน่วยข่าวกรองสหรัฐ โดยเฉพาะข้อมูลของกองกำลังหน่วยกูดส์ .. ศาลปฏิวัติได้ตัดสินโทษประหารชีวิตในก่อนหน้านี้ และศาลฎีกาได้พิพากษายืนโทษประหารชีวิต เขากำลังจะถูกประหารในไม่ช้า” Gholamhossein Esmaili โฆษกศาลอิหร่านเผยกับสื่อท้องถิ่น

อย่างไรก็ดี โฆษกศาลอิหร่านไม่ได้เปิดเผยในรายละเอียดว่าข้อมูลที่นายโมซาวีส่งให้หน่วยราชการลับสหรัฐและอิสราเอลนั้นเกี่ยวข้องกับการสังหารนายพลโซเลมานีอย่างไร รวมถึงยังไม่มีข้อมูลว่านายมามูด โมซาวี มาจิด นั้นเป็นใครเหตุใดจึงเข้าถึงข้อมูลสำคัญด้านความมั่นคงได้

สำหรับเหตุการณ์ปลิดชีพนายพลโซเลมานี ได้นำไปสู่การเผชิญหน้าอย่างตึงเครียดสูงสุดระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน หลังจากที่สหรัฐใช้ปฏิบัติการโดรนสังหารนายพลคนสำคัญ ก่อนที่ต่อมาอิหร่านจะตอบโต้ด้วยการยิงมิสไซล์โจมตีฐานทัพสหรัฐในอิรักสองแห่ง แต่ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่ทว่าเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความสูญเสียยิ่งกว่าคือเหตุที่ มิสไซล์ของอิหร่านเกิดความผิดพลาด โจมตีเข้ากับสายการบินยูเครนที่บินออกจากสนามบินเตหะรานในเวลาไล่เลี่ยกับการโจมตีฐานทัพสหรัฐ จนเป็นเหตุให้ผู้โดยสารเสียชีวิตทั้งลำ

แฟ้มภาพ