ชีวิตปกติในนิวซีแลนด์ หลังเลิกทุกมาตรการโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625613

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 17:02 น.
ชีวิตปกติในนิวซีแลนด์ หลังเลิกทุกมาตรการโควิด

ชีวิตปกติในนิวซีแลนด์ หลังเลิกทุกมาตรการโควิด

ไม่มีNew Normal คนนิวซีแลนด์ชีวิตปกติอีกครั้ง ร้านอาหารเลิกเว้นระยะห่าง ร้านค้าเลิกจำกัดคนเข้า ไนท์คลับกลับมาเปิด

หลังจากที่เมื่อวานนี้ (8 มิ.ย.) นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดิร์น ของนิวซีแลนด์ได้ประกาศชัยชนะต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 พร้อมกับการยกเลิกข้อจำกัดด้านต่างๆในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม หลังจากที่นิวซีแลนด์ได้ปล่อยตัวผู้ติดเชื้อโควิดรายสุดท้ายของประเทศกลับบ้าน ประกอบกับนิวซีแลนด์ไร้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน 18 วัน ส่งผลให้รัฐบาลลดประกาศเตือนภัยคำเตือนโรคระบาดลงเหลือระดับ 1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด

รอยเตอร์รายงานบรรยากาศโดยทั่วไปในกรุงเวลลิงตัน ซึ่งวันนี้(09 มิ.ย.) ถือเป็นวันแรกที่ชาวนิวซีแลนด์กลับมาใช้ชีวิตปกติตามเดิมอีกครั้ง หลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการต่างๆเพื่อคุมเชื้อโควิดต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 เดือน ชาวนิวซีแลนด์หลายคนต่างเดินตามท้องถนนด้วยภาพที่ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอีกต่อไป ผู้คนสวมกอดกัน ใกล้ชิดกันอีกครั้ง

ร้านค้าร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้างสรรพสินค้า ไม่จำเป็นต้องจัดโต๊ะเพื่อเว้นระยะห่างทางสังคมหรือจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการอีกต่อไป สเตเดียมเตรียมกลับมาจัดการแข่งขันกีฬาอีกครั้ง ไนท์คลับอันเป็นสีสันยามค่ำคืนกลับมาเปิดให้บริการ ผู้คนรวมตัวกันได้ตามปกติ นิวซีแลนด์ถือเป็นชาติแรกๆของโลกที่ปลอดการติดเชื้อไวรัสโคโรนาในประเทศ และให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติหลังการระบาดได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว

หากจะมองปัจจัยสำคัญที่ทำให้นิวซีแลนด์มีประสิทธิภาพในการคุมระบาดได้ดีถึงเพียงนี้ อย่างแรกคงต้องยกให้ความ Isolate ของประเทศแห่งซึ่งเป็นหมู่เกาะในแถบแปซิฟิกใต้ ที่มีประชากรเพียง 5 ล้าน จึงง่ายต่อการกักกันโรคระบาดจากภายนอก

ประกอบกับด้วยมาตรการ”หักดิบ”ล็อกดาวน์ประเทศอันเข้มข้นนานถึงเกือบ 7 สัปดาห์ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งบังคับให้ภาคธุรกิจส่วนใหญ่หยุดทำการ เพื่อให้ประชาชนใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านให้มากที่สุด โดยอนุญาตเพียงภาคธุรกิจที่จำเป็นเท่านั้น

ขณะการคุมระบาดในประเทศนั้น ด้วยจำนวนพลเมืองที่ไม่หนาแน่น จึงไม่เป็นการยากที่นิวซีแลนด์จะควบคุมผู้ติดเชื้อในประเทศได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการใช้แอปพลิเคชั่นรวมถึงการกักตัวพลเมืองที่เดิมทางกลับจากต่างประเทศเป็นเวลา 14 วันไปพร้อมๆกับการคัดกรองเชื้อ

ภาพ : Reuters

สัญญาณอันตรายของ “อภิมหาเงินเฟ้อ” ได้เกิดขึ้นแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625590

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 16:01 น.

สัญญาณอันตรายของ "อภิมหาเงินเฟ้อ" ได้เกิดขึ้นแล้ว

การอัดฉีดเงินอุ้มเศรษฐกิจของรัฐบาลต่างๆ ไม่ได้มีแต่ข้อดี แต่ยังอาจเป็นตัวการให้สินค้าแพงขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว

เศรษฐกิจโลกกำลังถดถอยรุนแรงและเริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้นว่าเรากำลังจะมุ่งไปทางไหนระหว่าง “ภาวะเงินฝืด” และ “เงินเฟ้อ”

ว่ากันตามเสียงส่วนใหญ่ในบรรดากูรูเศรษฐกิจต่างเชื่อว่าโลกของเรา (รวมถึงไทย) จะต้องเจอปัญหาเงินฝืดแน่นอน นั่นคือภาวะที่สินค้ามีราคาตกเพราะขายไม่ออก

ล่าสุด อัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมของไทยดิ่งต่ำสุดในรอบเกือบ 11 ปี จนใกล้เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเข้าไปทุกที

แต่กับอีกหลายประเทศเราฟันธงไม่ได้ว่าเราจะเจออะไรกันแน่จนกว่าสัญญาณจะชัดกว่านี้ แม้แต่โอลิวิเยร์ บลองชาร์ด อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ก็ยังไม่ชัวร์ในเรื่องนี้ โดยบอกว่ามีโอกาสที่จะเกิดภาวะเงินฝืด แต่ก็ “ปฏิเสธความน่าจะเป็นที่จะเกิดภาวะเงินเฟ้อสูงไม่ได้อย่างเด็ดขาด”

สาเหตุก็เพราะธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มปั๊มเงินออกมาเพื่อรองรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันยกใหญ่ พร้อมกับลดดอกเบี้ยแบบไม่หยุดหย่อน บลองชาร์ดจึงเชื่อดอกเบี้ยต่ำนี่เองที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้ออย่างหนักจนเกิดภาวะ Fiscal dominance

Fiscal dominance จะเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลมีหนี้ท่วมหัวและขาดดุลหนัก แต่รายได้จาการเก็บภาษีลดลง (เหมือนตอนนี้) แต่เมื่อของแพงขึ้นมาจู่ๆ จะให้แบงก์ชาติไปขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้ จะทำให้เกิดการผิดชำระหนี้และทำให้ค่าเงินของประเทศอ่อนยวบลงมา

บลองชาร์ดจึงบอกว่า “การขึ้นดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะนำไปสู่การอ่อนค่าของสกุลเงิน การอ่อนค่าของสกุลเงินจะทำให้ภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น” นี่คือภาวะงูกินหางที่เราต้องระวังเอาไว้

ภาวะนี้จะนำไปสู้เงินเฟ้อที่เลวร้ายขนาดนักที่เรียกว่า Hyperinflation หรือ อภิมหาเงินเฟ้อ รวมถึงการล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ

พูดง่ายๆ คือเศรษฐกิจพังพินาศ

ตอนนี้บางประเทศเริ่มเจอเข้ากับอภิมหาเงินเฟ้อเพราะโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประเทศที่ว่านั้นคืออิหร่าน

จริงอยู่ที่เวเนซุเอลามีภาวะอภิมมหาเงินเฟ้อก่อนหน้าชาวบ้านอยู่แล้ว แต่เพราะมันไม่ได้เกิดจากวิกฤตโควิด-19 จึงอยู่นอกบริบทคำเตือนของเรา เงื่อนไขของเวเนซุเอลานั้นต่างจากของชาวโลกมากเพราะถูกคว่ำบาตรจนสินค้าขาดแคลนและของแพงขึ้นตามกลไกปกติ แต่ชาวโลกส่วนใหญ่ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะทำให้เกิด Fiscal dominance ได้

ข่าวล่าสุดจากอิหร่านคือ วันที่ 4 พฤษภาคม รัฐสภาอิหร่านเพิ่งจะลงมติให้ลดเลขศูนย์ 4 ตัวจากสกุลเงินประจำชาติ หรือ “เงินเรียล” เพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการคว่ำบาตรของสหรัฐและการระบาดของโคโรนาไวรัส

นับแต่นี้ “เรียล” ซึ่งเป็นสกุลเงินประจำชาติของอิหร่านมาตั้งแต่ปีพ. ศ. 2468 จะถูกแทนที่ด้วย “โทมาน” ซึ่ง 1 โทมานจะเท่ากับ 10,000 เรียล (ตัด 0 ออกไปทั้งหมด)

เศรษฐกิจของอิหร่านย่ำแย่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จากกการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐคว่ำบาตรอิหร่านอีกครั้งซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของอิหร่าน แต่อิหร่านก็ยังพอประคองตัวเองมาได้จนเริ่มจะไม่ไหว ในเดือนธันวาคม 2562 ธนาคารกลางอิหร่านจึงเสนอให้ปรับค่าของเงินบนหน้าธนบัตรให้เฟ้อน้อยลง (Redenomination)

เรื่องนี้ถกเถียงกันมาหลายปีแล้ว พอแบงก์ชาติเสนออีกรอบก็ยังค้างคามานานกว่า 4 เดือนจนกระทั่งอิหร่านกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากโควิด-19 โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาเงินเรียลลดมูลค่าลงมากกว่า 60%

อัตราแลกเปลี่ยนของเงินเรียลในตลาดมืดดิ่งลงมาอยู่ที่ 156,000 เรียลต่อ 1 เหรียญสหรัฐช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2563

เพื่อพูดถึงเงินเฟ้อหรือภาวะอภิมหาเงินเฟ้อคนทั่วไปอาจรู้สึกไกลตัว แต่ถ้าบอกว่าของแพงจนเงินที่มีอยู่ซื้อไม่ไหวคงจะเห็นภาพกันชัดขึ้น แต่มันไม่ใช่แค่นั้น เพราะของไม่ใช่แค่แพง แต่ค่าเงินที่เราถืออยู่ยังลดลงจนแทบไม่มีค่า ธนบัตรที่เก็บอยู่ในกระเป๋าอาจกลายเป็นแบงก์กาโม่เอาง่ายๆ

ตัวอย่างเช่น ฮังการีเคยเกิดอภิมมหาเงินเฟ้อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 41.9 ล้านล้านล้านล้านเปอร์เซ็นต์ในเวลาแค่ 14.82 ชั่วโมง ในสถานการณ์แบบนี้เงินจะไม่มีค่าเอาเลย ต่อให้มีเงินล้านก็แทบซื้ออะไรไม่ได้ เพราะค่าเงินตกแต่ของแพงขึ้น

คำถามสำคัญที่หลายคนอยากจะรู้แต่เราตอบยังไม่ได้ก็คือเราจะเจอกับเงินเฟ้อที่เลวร้ายสุดๆ หรือไม่ กูรูการเงินใหญ่อย่างบลองชาร์ดมองเห็นแนวโน้มแต่ยังไม่กล้าฟันธง แต่ปีเตอร์ ชิฟฟ์ นักลงทุนและกูรูการเงินชื่อดังเตือนว่ามันก็มีโอกาสอยู่ที่จะเกิดภาวะอภิมหาเงินเฟ้อ

ชิฟฟ์เป็นเจ้าของฉายา Dr. Doom (ดอกเตอร์หายนะ) เพราะมักจะมองอะไรด้านลบไปหมด เขาบอกว่า การที่รัฐบาลสหรัฐและเฟดทุ่มเงินหลายล้านล้านเหรียญเพื่อกู้เศรษฐกิจจะทำให้เกิดเงินเฟ้อรุนแรงขึ้นมา การกว้านซื้อพันธบัตรของเฟดทำให้ตลาดไม่มั่นใจ ทำให้บางประเทศเช่นจีนจะหันไปซื้อทองคำมาเก็บมากขึ้น ยิ่งถ้านานาประเทศแห่กันทิ้งเงินเหรียญสหรัฐออกจากทุนสำรองด้วยแล้วจะยิ่งเป็นหายนะเข้าไปอีก

แต่โอกาสที่จะเกิดการทิ้งดอลลาร์แทบจะเป็นไปไม่ได้ (แม้จะมีผู้เชียร์ให้ดอลลาร์สิ้นอิทธิพลมาหลายปีก็ยังไม่สำเร็จ)

Dr. Doom อาจจะดูตื่นตระหนักไปหน่อย แต่ไม่ใช่เขาคนเดียวที่เห็นลางของอภิมหาเงินเฟ้อ เช่น โอลิเวอร์ ฮาร์วีย์นักวิเคราะห์มหภาคของ Deutsche Bank ที่บอกว่า ตอนนี้เงื่อนไขไม่เหมือนช่วงเศรษฐกิจถดถอยปี 2008 ในตอนนั้นเป็นเพราะคนตกงานไม่มีเงินใช้จ่าย แต่ตอนนี้ผู้คนถูกบังคับให้อยู่กับที่ การผลิตชะงัก แม้จะมีเงินซื้อแต่ก็ซื้อสินค้าและบริการไม่ได้ เมื่อความต้องการมาก สินค้าและบริการไม่พอก็ทำให้เงินเฟ้อขึ้นมา และจะเป็นอภิมหาเงินเฟ้อด้วยซ้ำ

โรเบิร์ต โฮลซ์มันน์ผู้ว่าการธนาคารกลางออสเตรียก็ไม่คิดว่าเงินฝืดกำลังจะมา เขากล่าวว่าแม้ว่าราคาผู้บริโภคจะลดลงในช่วงสองสามเดือน แต่ “นั่นไม่ใช่ภาวะเงินฝืดในแง่เศรษฐศาสตร์” แต่มันจะแรงผลักจากเงินเฟ้อเข้ามาแทนที่เพราะอุปทานที่ชะงักงัน ที่เราต้องระวังคือสัญญาณเศรษฐกิจออกมาเหมือนกับว่าเงินจะฝืด แต่ลึกๆ แล้วมันจะเฟ้อ

“การสะดุดของห่วงโซ่อุปทาน” ไม่ใช่แค่คำยากๆ ในทางเศรษฐศาสตร์แต่มันเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อชีวิตของเราทุกคน เพราะหลังจากนี้จากที่เคยแบ่งงงานกันทำ ประเทศต่างๆ จะเลิกพึ่งประเทศอื่นๆ แล้วหันมาผลิตกันเอง มันจะทำให้สินค้าขาดตลาดยาวไปหลายปี ต่อให้เรามีกำลังซื้อแค่ไหนหลังจากปลดล็อคก็ซื้อไม่ได้

ก่อนจะถึงวันนัน เรามีสัญญาณค่อนชัดของเงินเฟ้อซ่อนรูปคือเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐรายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภคลดลงถึง 0.80 จุด ทำให้เกิดความกังวลกันเรื่องเงินฝืด

แต่ดัชนีราคาลดลงเพราะราคาน้ำมันลดลงถึง -33% เมื่อเทียบปีต่อปี แต่ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 7% – 17% ในส่วนของสหรัฐยังมีค่าประกันสุขภาพที่เพิ่มขึ้นถึง 20% และบริหารอื่นๆ มีราคาเพิ่มขึ้น 60% เฉพาะราคาอาหารในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นในรอบ 40 ปี

จะเห็นว่าตัวเลขมันหลอกเราได้

สิ่งที่นักวิเคราะห์เหล่านี้กำลังจะบอกกับเราไม่ใช่ว่าอภิมหาเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นง่ายๆ ตราบใดที่รากฐานเศรษฐกิจยังไม่สั่นคลอนเหมือนอิหร่าน ซิบบาบเว หรือเวเนซุเอลา สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือมันคือภาวะเงินเฟ้อที่ราคาสินค้าแพงขึ้นพอสมควร

สิ่งที่นักวิเคราะห์เหล่านี้ต้องการเตือนคือการอัดเงินช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจไม่ใช่เรืองดีเสมอไป ยิ่งเร่งรีบทุ่มเงินแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ อาจทำให้ข้าวของแพงขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัวเอาได้

Photo by Juan BARRETO / AFP

ตร.กัมพูชารับปากจะสอบกรณี”วันเฉลิม”หายตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625594

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 15:05 น.

ตร.กัมพูชารับปากจะสอบกรณี"วันเฉลิม"หายตัว

ตำรวจเขมรยอมสอบแล้ว กรณีวันเฉลิมถูกอุ้มหายกลางพนมเปญ

เอเอฟพีรายงาน ทางการตำรวจกัมพูชาได้เผยวันนี้ (9 มิ.ย.) ว่า เตรียมเปิดการสอบสวนต่อกรณีการหายตัวไปของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยวัย 37ปี ที่ถูกอุ้มหายตัวบริเวณด้านหน้าที่พักส่วนตัวในกรุงพนมเปญราว 17.45 น. ของวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา

“ผมยืนยันได้ว่าเจ้าหน้าที่ของกัมพูชา และตำรวจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจับกุมนักกิจกรรมไทย .. และเรากำลังจะเปิดการสอบสวน แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการถูกอุ้มหายตัวไปของเขาเป็นความจริงเพียงใด “โฆษกตำรวจกัมพูชา Chhay Kim Khoeun กล่าวกับเอเอฟพี

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจกัมพูชามีท่าทีว่าจะไม่มีการสืบคดีการหายตัวไปของนายวันเฉลิม เนื่องจากไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องใดๆถึงการหายตัวไปของผู้ลี้ภัยชาวไทย

ท่าทีที่เปลี่ยนไปของตำรวจกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่ฮิวแมนไรท์วอชได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการหายตัวไปของนายวันเฉลิม ด้วยการระบุถึงพยานที่เห็นเหตุการณ์และภาพรถยนต์สีดำต้องสงสงสัยจากกล้องวงจรปิด แม้ว่าก่อนหน้านี้นายเขียว โสเพียก โฆษกกระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา อ้างว่ารายงานของกลุ่มฮิวแมนไรท์วอชที่ระบุถึงการหายตัวไปของนายวันเฉลิมนั้นเป็นข่าวปลอม เพราะในกัมพูชามีข่าวปลอมมากมาย

ออสซี่เรียกคืนเหล้ายินล็อตใหญ่ หลังเผลอผสมเจลล้างมือลงขวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625587

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 13:51 น.

ออสซี่เรียกคืนเหล้ายินล็อตใหญ่ หลังเผลอผสมเจลล้างมือลงขวด

บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในออสเตรเลีย เผลอบรรจุเจลล้างมือลงในขวดเหล้ายิน

สื่อท้องถิ่นออสเตรเลียรายงานว่า Apollo Bay Distillery ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรัฐวิคตอเรีย ได้ออกประกาศเรียกคืนเหล้ายินล็อตใหญ่ซึ่งวางขายตามร้านค้าแล้ว หลังจากพบความผิดพลาด บรรจุเจลล้างมือลงในขวดเหล้ายินวางขายในร้านค้า แถมพบว่าถูกจำหน่ายออกปแล้ว 9 ขวด

แม้ทางผู้ผลิตไม่ได้เผยรายละเอียดถึงความผิดพลาดดังกล่าว แต่พบว่า”เจลล้างมือ”ได้ถูกบรรจุลงขวดแก้วขนาด 700 มิลลิลิตร ซึ่งติดฉลากเหล้ายินไว้ และลักษณะของเจลล้างมือกับเหล้ายินเป็นของเหลวใสที่มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก จึงทำให้ผู้ซื้อไม่มีทางรู้ได้ว่าของเหลวภายในขวดเป็นเจลล้างมือ ซึ่งเจลล้างมือที่บรรจุมีส่วนประกอบหลักเป็นกลีเซอรอลและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หากผู้ซื้อเผลอรับประทานเข้าไปจะเป็นอันตรายได้

แฟ้มภาพ : AFP

ฮ่องกงอนุมัติแสนล้านบาท อุ้มCathay Pacific #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625577

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 12:25 น.

ฮ่องกงอนุมัติแสนล้านบาท อุ้มCathay Pacific

รบ.ฮ่องกงเล็งอัดฉีดกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ พยุงสายการบินคาเธย์แปซิฟิค

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่า รัฐบาลฮ่องกงมีแผนช่วยเหลือสายการบินคาเธย์แปซิฟิกเป็นมูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือกว่า 161,700 ล้านบาท โดยจำนวนนี้เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินจากปล่อยกู้โดยรัฐบาลฮ่องกงที่ราว 30,000 ล้านดอลลาร์ (กว่า 121,000 ล้านบาท) เพื่อพยุงสถานการณ์ทางการเงินของสายการบิน และรักษาความเป็นศูนย์กลางทางการบินในภูมิภาคของฮ่องกงเอาไว้

เซาท์มอร์นิ่งโพตส์อ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดในรัฐบาลฮ่องกงว่า ภายใต้แผนดังกล่าวคาเธย์แปซิฟิกจะออกหุ้นใหม่และเปิดทางให้ผู้แทนจากรัฐบาลฮ่องกงเข้าเป็นส่วนหนึ่งในบอร์ดบริหาร ซึ่งจะส่งผลให้รัฐบาลมีอำนาจต่อบอร์ดของสายการบินถึงทิศทางการบริหารในด้านต่างๆเพื่อแลกกับที่รัฐบาลปล่อยกู้ให้กับสายการบิน

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่หรือ โควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลก ส่งผลให้ช่วง 4 เดือนแรกของคาเธย์แปซิฟิก ประสบภาวะขาดทุนถึง 4,500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 18,200 ล้านบาท ซ้ำเติมปัญหาทางการเงินที่สายการบินได้เผชิญในช่วงปีก่อนหน้านี้

เกาหลีเหนือตัดสายฮอตไลน์ ไม่คุยเกาหลีใต้ทุกช่องทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625562

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 10:29 น.

เกาหลีเหนือตัดสายฮอตไลน์ ไม่คุยเกาหลีใต้ทุกช่องทาง

เปียงยางปิดทุกช่องทางสื่อสาร ไม่รับสายรัฐบาลโซล ฉุนกลุ่มต่อต้านปล่อยใบปลิวข้ามพรมแดน

ยอนฮับรายงานว่า รัฐบาลเปียงยางได้ปิดการติดต่อสื่อสารในทุกช่องทางทั้งระหว่างทหาร และระหว่างรัฐบาลโซลอีกครั้ง จากความขัดแย้งที่ก่อนหน้านี้เกาหลีเหนือได้ออกมาเตือนถึงรัฐบาลเกาหลีใต้ที่มีนักเคลื่อนไหวกลุ่มต่อต้านเปียงยาง ปล่อยบอลลูนพร้อมใบปลิวต่อต้านข้ามพรมแดนมายังเกาหลีเหนือ

“รัฐบาลกำลังประสานงานและพยายามโทรติดต่อฝั่งเกาหลีเหนือเมื่อเช้านี้ แต่ทางเหนือไม่ตอบ” กระทรวงการรวมชาติเกาหลีใต้เผย เช่นเดียวกับช่องทางสื่อสารในระดับทหารที่ทางกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ก็เผยว่า “ทางเหนือ”ไม่ตอบรับสายเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าในวันนี้ สำนักข่าวกลางเคซีเอ็นเอของเกาหลีเหนือรายงานข่าวว่า เปียงยางจะตัดการติดต่อสื่อสารกับฝั่งใต้ในทุกช่องทางเวลาเที่ยงของวันอังคาร (9 มิ.ย.) โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลโซล ไม่ดำเนินการใดๆเพื่อยุติกลุ่มนักเคลื่อนไหวต่อต้านเกาหลีเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเคยเป็นพลเมืองเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์ ส่งบอลลูนพร้อมบรรจุใบปลิวต่อต้านเปียงยางข้ามฝั่งมายังเกาหลีเหนือ และว่าการตัดสินใจนี้มีขึ้นหลังจากที่นางสาวคิมโยจอง นายคิมจองอึน และคิมยองโช รองประธานคณะกรรมการกลางพรรคแรงงานเกาหลี หารือถึงเรื่องดังกล่าว และว่าจะเป็นขั้นตอนแรกของการตัดช่องติดต่อสื่อสารทุกทางกับฝั่งใต้เพื่อกำจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นซึ่งถือเป็นการยกระดับจากคำเตือนที่แถลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ช่วงสัปดาห์ก่อน เกาหลีเหนือได้ออกมาแสดงจุดยืนไม่พอใจถึงการที่เกาหลีใต้ปล่อยให้กลุ่มต่อต้านปล่อยใบปลิวข้ามมายังฝั่งเหนือ โดยหนึ่งในคำแถลงที่หลายฝ่ายจับตาคือคำแถลงที่มาจาก นางสาวคิมโยจอง น้องสาวของผู้นำคิมจองอึน ซึ่งเธอโจมตีว่า เกาหลีใต้ใช้ข้ออ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อยั่วยุเกาหลีเหนือโดยไม่จำเป็น และหากยังคงปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสองเกาหลีซึ่งเคยดีขึ้นก่อนหน้านี้ จะกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง โดยสิ่งที่จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกคือ ศูนย์ความร่วมมือในนิคมอุตสาหกรรมแกซอง และข้อตกลงทางทหารที่พี่ชายของเธอและประธานาธิบดีมุนแจอินได้ลงนามร่วมกัน

ทั้งนี้ นี่ไม่ใช้ครั้งแรกที่เกาหลีเหนือตัดสายสื่อสารกับโซล แต่ท่าทีเช่นนี้ของรัฐบาลเปียงยางแสดงให้เห็นว่าความตึงเครียมระหว่างสองเกาหลีอาจส่อเค้าแย่ลงอีกครั้ง

“WHO”หนุนประท้วงต้านการเหยียดผิว แต่ควรป้องกันโควิดด้วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625549

วันที่ 09 มิ.ย. 2563 เวลา 08:23 น.

"WHO"หนุนประท้วงต้านการเหยียดผิว แต่ควรป้องกันโควิดด้วย

องค์การอนามัยโลกสนับสนุนการประท้วงต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ แต่เรียกร้องให้ผู้ประท้วงใช้มาตรการป้องกันโควิดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า องค์การอนามัยโลก สนับสนุนการที่ประชาชนทั่วโลกออกมาชุมนุมประท้วงการเหยียดผิว แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ชุมนุมจะต้องใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

“องค์การอนามัยโลกให้การสนับสนุนความเท่าเทียมกัน และขบวนการต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ แต่ขอเรียกร้องให้ผู้ประท้วงทั่วโลกดำเนินการด้วยความปลอดภัย โดยรักษาระยะห่างจากอีกคนหนึ่งเป็นระยะทางอย่างน้อยหนึ่งเมตร และให้ล้างมือ มีการปิดปากเวลาไอ และให้สวมหน้ากากอนามัยเวลาชุมนุม” ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก ระบุ

นายแพทย์ทีโดรส กล่าวด้วยว่า ผู้ที่มีอาการป่วยควรอยู่แต่ในบ้าน และประเทศต่างๆควรจับตาดูเพื่อไม่ให้ไวรัสโควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการชุมนุม

ไม่มีที่ยืนให้กับคนเห็นต่างในกัมพูชา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625536

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 20:53 น.

ไม่มีที่ยืนให้กับคนเห็นต่างในกัมพูชา

ไม่ว่าไทย กัมพูชา หรือว่าประเทศไหนๆ ในอาเซียนไม่มีแห่งใดที่ปลอดภัยสำหรับผู้ลี้ภัยทางการเมืองอีกต่อไป

1. การหายตัวไปของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ของเพจเฟซบุ๊ก “กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณแน่ ๆ” ทำให้คนไทยจำนวนหนึ่งออกมากดดันรัฐบาลไทยให้แสดงความรับผิดชอบในฐานะที่วันเฉลิมเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เป็น “ฝ่ายตรงข้าม” กับรัฐบาลโดยตรงและเชื่อกันว่ารัฐบาลไทยน่าจะมีส่วนรู้เห็นกับการอุ้มในครั้งนี้

2. แต่ก็มีเสียงติติงจากบางฝ่ายว่าวันเฉลิมหายตัวไปในกัมพูชาจึงควรที่จะไปกดดันรัฐบาลกัมพูชามากกว่า ในวันที่ 8 มิถุนายนจึงมีนักเคลื่อนไหวชาวไทยบางส่วนไปชุมนุมที่ด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่แคล้วมีการกดดันรัฐบาลไทยไปในตัว

3. แต่กัมพูชาแสดงท่าทีไม่ยี่หระเอาเลยกับการอุ้มวันเฉลิม สถานทูตไม่ได้ออกมารับจดหมายของผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาอ้างว่าไม่รู้เกี่ยวกับการลักพาตัว เนต สาเวือน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติบอกปัดให้นักข่าวของ VOA โทรหาโฆษกเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม แต่โฆษกสำนักงานตำรวจกัมพูชาบอกปัดนักข่าวของ VOA เช่นกัน

4. ท่าทีของตำรวจกัมพูชาแสดงออกชัดเจนว่าไม่สนใจคดีนี้ จากการสนทนากับนักข่าวของ VOA ฉาย คึมเขือน โฆษกสำนักงานตำรวจกัมพูชาแสดงอาการ “ของขึ้น” โดยบอกว่า “ทำไมคุณต้องโทรหาบิ๊กบอส (ผบ.ตร.) ผมไม่ต้องการที่จะร่วมมือ [กับคุณ] ตำรวจไม่รู้ [เกี่ยวกับการลักพาตัว] คุณมีข้อมูลอะไรก็รายงานไปตามนั้นเถอะ”

5. ไม่ใช่แค่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา แต่ เขียว โสภาค โฆษกกระทรวงมหาดไทยก็ไม่รู้ เคียต จันทถาริทธิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่รู้ กูย เคือง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่รู้ แล้วยังโยนให้กลับไปถามสำนักงานตำรวจฯ อีกครั้ง

6. การโยนไปโยนมาของรัฐบาลกัมพูชานั้นรัฐบาลไทยเห็นแล้วยังต้องอาย และตอกย้ำว่าการจะรอคำตอบจากกัมพูชานั้นแทบจะเป็นไปมาได้ ยิ่งวัดจากความโปร่งใสทางการเมืองในกัมพูชาด้วยแล้วยิ่งไม่ต้องหวัง เพราะขนาดนักการเมือง/นักเคลื่อนในกัมพูชายังไม่รอด

7. กรณีที่ชัดเจนคือพรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน “หนามยอกอก” ของฮุน เซน เพราะเป็นพรรคเดียวที่ลงสมัรครเลือกตั้งใหญ่ปี 2013 เป็นการท้ายพรรคของฮุน เซนโดยตรง ระหว่างนั้น กึม สุขา (Kem Sokha) หัวหน้าพรรคชูธงเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนดึงคนหน่มสาวมาเป็นพวกมากมาย

8. พรรค CNRP กลายเป็นตัวสั่นคลอนฮุน เซน ที่น่ากลัวที่สุดในรอบทศวรรษ และยังนำการชุมนุมใหญ่เมื่อปี 2013 – 2014 ที่ต่อต้านการโกงเลือกตั้งปีนั้นซึ่งเล็งเป้าหมายที่การโค่นล้ม ฮุน เซน มีผู้ชุมนุมมากว่าครึ่งล้านคน ฮุน เซน ปราบผู้ประท้วงอย่างรุนแรงจนนักการเมืองสหรัฐบางคนถึงกับบอกให้ฮุน เซน ลาออกเสียดีกว่า

9. ไม่มีครั้งไหนที่ฮุน เซนจะถูกคุกคามเท่าตอนนี้ หลังจากสถานการณ์สงบ ฮุน เซนก็ดำเนินการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามครั้งใหญ่ จับกุมตัว กึม สุขา หัวหน้าพรรค CNRP แล้วดำเนินคดีในข้อหากบฎและสายลับ ฐานสมคบคิดกับสหรัฐ จากนั้น CNRP ก็ถูกศาลฎีกาสั่งยุบ สมาชิกก็กระจัดกระจายหนีมายังไทย

10. แต่ไทยไม่ใช่ที่พักพิงที่ปลอดภัยของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลฮุน เซน เช่น สูน จำเริน (Soun Chamroeun) สมาชิก CNRP วัย 37 ปีที่หนีมาไทยแล้ว “ลี้ภัย” อยู่ในกรุงเทพ แต่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2562 เขาถูกไอ้โม่งจู่โจมทำร้ายร่างกายและคนเหล่านี้พยายามอุ้มเขาไปแต่ไม่สำเร็จ

11. มู สุขฮวา (Mu Sochua) รองประธานพรรค CNRP หนีจากกัมพูชาหลังจากที่ กึม สุขา หัวหน้าพรรคถูกจับจากนั้นไปกบดานอยู่ในมาเลเซีย ในเดือนตุลาคม 2019 มู สุขฮวา เดินทางมายังประเทศไทยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อเตรียมการที่จะรับ สมรัง สี ประธานพรรค CNRP เดินทางมาไทยเพื่อเตรียม “บุก” กัมพูชา

12. ปรากฎว่าทางการไทยผลักดันมู สุขฮวา ออกไปโดยให้เหตุผลว่าการปรากฎตัวของเธอจะทำให้เกิดความวุ่นวายในสังคมและส่งผลกระทบต่อความมั่นคง (และต่อมายังพยายามไม่ให้สม รังสีเดินทางเข้าไทยด้วย)

13. เป็นเรื่องที่ยอกย้อนที่ มู สุขฮวาแสดงความเห็นในแง่ดีว่าจะตกลงกับรัฐบาลไทยได้ เพราะเธอบอกว่าไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหลังมีการเดือนมีนาคมปีนั้น และบอกด้วยว่า “รัฐบาลไทยในปัจจุบันไม่ได้ถูกควบคุมโดยกองทัพอีกต่อไปแล้ว เป็นรัฐบาลที่เกิดขึ้นจากการเลือกตั้งที่มีความหลากหลาย ซึ่งมีทั้งกลุ่มเสรีนิยมและประชาธิปไตยนิยมที่ชื่นชมการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”

14. การประเมินความเป็นประชาธิปไตยในไทยของของมู สุขฮวา อาจจะไม่ตรงกับความจริงนัก และที่ยิ่งไม่ตรงมากกว่านั้นคือความเชื่อมั่นว่าไทยจะเป็นที่พักพิงของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจากประเทศเพื่อนบ้าน แน่นอนว่า มู สุขฮวาไม่ได้คิดเองเออเอง เพราะไทยเคยเป็นที่พักพิงของผู้ตกทุกข์ได้ยากทางการเมืองจริงๆ แต่นั่นมันเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 1990

15. ในทศวรรษที่ไทยเผชิญกับความรุนแรงทางการเมือง ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับคนไทยอีกต่อไป ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ลี้ภัยทางการเมืองในไทย

16. เช่น กรณีของราต รัตต์ มุนี (Rath Rott Mony ) ล่ามชาวกัมพูชาที่ช่วยผลิตสารคดีให้กับช่อง Russia Today เปิดโปงการการทารุณทางเพศเด็กชาวกัมพูชา เขากลับถูกดำเนินคดีฐานทำให้กัมพูชาเสื่อมเสียชื่อเสียง ราต รัตต์ มุนีพยายามหนีไปประเทศที่ 3 คือเนเธอร์แลนด์พร้อมกับครอบครัว ระหว่างที่แวะในไทยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2562 เขากลับถูกตำรวจไทยจับกุมโดยอ้างหมายจับจากกัมพูชาในข้อหาให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ จนเขาถูกส่งตัวกลับและ 27 มิถุนายน 2562 เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปี

17. กรณีของราต รัตต์ มุนีเป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยของความไม่ปลอดภัยของผู้ลี้ภัยที่หวังพึ่งไทย พวกเขาประเมินสถานการณ์ของไทยผิดไป โดยคิดว่าไทยยังเป็นที่พึ่งได้เหมือนในทศวรรษที่ผ่านๆ มา แต่เงื่อนไขในไทยแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงแล้ว

18. และเป็นไปได้ว่าความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยทางการเมืองในไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักการด้านสิทธิมนุษยชน แต่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์กับประเทศเพื่อนบ้าน หากข้อสรุปนี้เป็นจริง ยังอาจใช้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยในกัมพูชาด้วย

ภาพ – ผู้ประท้วงกับภาพของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นอกสถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงเทพ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 (ภาพถ่ายโดย Mladen ANTONOV / AFP)

จีนพร้อมร่วมมือนานาชาติทดสอบวัคซีนป้องกันโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625541

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 20:48 น.

จีนพร้อมร่วมมือนานาชาติทดสอบวัคซีนป้องกันโควิด

รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนเผยพร้อมต่อยอดความร่วมมือกับนานาชาติในการพัฒนาและทดสอบวัคซีนป้องกันโควิด-19

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายหวัง จื้อกัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน เปิดเผยว่า จีนจะต่อยอดความร่วมมือกับนานาประเทศในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 และยกระดับความร่วมมือในการทดสอบวัคซีนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นายหวังยอมรับว่าการพัฒนาวัคซีนเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา

รายงานข่าวระบุว่า จากข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า จีนกำลังทดสอบวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในมนุษย์มากถึง 5 ชนิด ซึ่งคิดเป็นครึ่งหนึ่งของทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลกเมื่อเดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ให้คำมั่นว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่จีนพัฒนาสำเร็จจะเป็น “สินค้าสาธารณะของโลก” นอกจากนี้ จีนยังรับประกันว่าประเทศกำลังพัฒนาจะสามารถเข้าถึงและหาซื้อวัคซีนดังกล่าวได้

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ล่าสุดโรงพยาบาลหัวซานของมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นในนครเซี่ยงไฮ้ของจีน ได้ทดลองฉีด “เจเอส016” ซึ่งเป็นโมโนโคลนอลแอนติบอดี (monoclonal antibody) แบบสายผสมจากมนุษย์ทั้งหมด ให้กับผู้รับการทดลองคนแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยถือเป็นการทดลองทางคลินิกครั้งแรกของโลกที่มีการฉีดแอนติบอดีชนิดดี (NAb) เข้าสู่ร่างกายมนุษย์ที่มีสุขภาพแข็งแรง หลังทำการทดลองกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่ใช่มนุษย์เสร็จสิ้นไปก่อนหน้านี้

การทดลองครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อประเมินความต้านทาน ความปลอดภัย และการตอบสนองภูมิคุ้มกันของแอนติบอดี เจเอส016 ในหมู่ประชากรจีน เพื่อเป็นฐานสู่การทดลองแอนติบอดีในอนาคต

สงครามเย็นจีน-สหรัฐจะทำให้เกิดการลงทุนเทคโนโลยีครั้งใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625531

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 19:02 น.

สงครามเย็นจีน-สหรัฐจะทำให้เกิดการลงทุนเทคโนโลยีครั้งใหญ่

นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่ามันไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่บางคนชี้ว่านี่คือโอกาสทองของนวัตกรรม

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ได้สอบถามความเห็นของเอเจย์ คาปูร์ (Ajay Kapur) หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์เอเชียและตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกของ Bank of America เกี่ยวกับสงครามเย็นที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งระหว่างจีนกับสหรัฐ คาปูร์กล่าวว่า การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐอาจมีประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะในการผลักดันการลงทุนและนวัตกรรม เมื่อประสิทธิภาพการผลิตมีความแข็งแกร่งขึ้นก็จะช่วยทำให้ผลตอบแทนการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

“สำหรับนักลงทุนตราสารทุนโดยเฉพาะนักลงทุนที่กำลังเติบโต การก่อตัวขึ้นมาของเทคโนโลยีพลเรือน-การทหารครั้งใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นมาในวันนี้ จะยิ่งได้รับน้ำเลี้ยงจากการแข่งขันด้านการทหารครั้งใหญ่ และเติบใหญ่ขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึงในทศวรรษต่อๆ ไป” คาปูร์และทีมงานระบุในรายงานเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน

ทีมนักวิเคราะห์อ้างตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ เช่น การแข่งขันระหว่างสหราชอาณาจักรและเยอรมนีในช่วงปลายทศวรรษ 1890 ถึงต้นทศวรรษ 1900 รวมถึงความขัดแย้งในสหรัฐ-โซเวียต ระหว่างทศวรรษที่ 1950 – 1980 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การแข่งขันครั้งใหญ่ช่วยกระตุ้นการพัฒนาทางเทคโนโลยี

ผลกระทบที่จะตามมาจากสงครามเย็นครั้งนี้คือ สหรัฐและจีนจะการลดความสำคัญของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และหันมาใช้นโยบายเชิงยุทธศาสตร์ชาตินิยมมากขึ้น

รายงานชี้ว่า “เทคโนโลยีเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” หลังจากนี้จะมีการมุ่งพัฒนาหุ่นยนต์ การวิจัยด้านอวกาศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และปัญญาประดิษฐ์

รายงานคาดว่า ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์และนักออกแบบชิปเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลในยุคสงครามเย็นใหม่ โดยเฉพาะตลาดหุ้นในเอเชียที่มีเน้นไปทางเทคโนโลยีจะเป็นกลุ่มที่เป็น “ผู้ชนะ” ในความขัดแย้งครั้งนี้

บริษัทสื่อจะมีบทบาทในสงครามการสื่อสาร และสื่อที่เน้นความรักชาติและชาตินิยมจะได้รับประโยชน์จากสงครามเย็นมากที่สุด

นอกจากนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้านกลาโหมและผู้อัดฉีดเงินทุนให้การพัฒนาเทคโนโลยีก็เป็นฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากสงครามเย็นเช่นกัน

Photos by Brendan Smialowski and Fred DUFOUR / AFP