อย่าประมาท ติดเชื้อทั่วโลก7ล้านคนยอดพุ่งเร็วเป็นประวัติการณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625515

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 16:20 น.

อย่าประมาท ติดเชื้อทั่วโลก7ล้านคนยอดพุ่งเร็วเป็นประวัติการณ์

ชาวโลกและชาวไทยอย่าประมาท เพราะโคโรนาไวรัสยังไม่ไปไหนและยังติดเชื้อเร็วกว่าที่ผ่านมา

ตามรายงานของ AFP ตัวเลขผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ทะลุ 7 ล้านทั่วโลกแล้ว โดยผู้ติดเชื้อมากถึง 2 ใน 3 อยู่ในยุโรปและสหรัฐ โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการได้รับการเปิดเผยเมื่อเวลา 14.00 น. ของวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2563

จากช่วงเวลาที่เปิดเผยรายงานนี้ มีผู้ติดเชื้ออย่างน้อย 7,003,851 รายจากรายงานอย่างเป็นทางการทั่วโลกรวมถึงผู้เสียชีวิต 402,867 ราย ยุโรปเป็นทวีปที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดโดยมีผู้ป่วย 2,275,305 รายและผู้เสียชีวิต 183,542 ราย สหรัฐมีผู้ติดเชื้อ 1,942,363 รายและผู้เสียชีวิต 110,514 รายนับตั้งแต่เกิดการระบาดครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อปลายปีที่แล้ว

จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับรายงานทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในเวลาเพียงหนึ่งเดือน และมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1 ล้านรายในช่วง 9 วันที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม AFP ระบุว่าข้อมูลนี้ไม่ได้รวมผู้ติดเชื้อทั้งหมด เพราะหลายประเทศทำการทดสอบการติดเชื้อเฉพาะกรณีที่แสดงอาการหรือมีอาการร้ายแรงเท่านั้น ดังนั้นจำนวนที่แท้จริงอาจมีมากกว่านี้

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่น่าวิตกเกี่ยวกับการระบาด เพราะจากข้อมูลของ Johns Hopkins University พบว่าในเดือนเมษายนไม่เคยมีมาก่อนที่จะมีการติดเชื้อถึง 100,000 รายต่อวัน แต่นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคมมีการติดเชื้อถึง 100,000 รายต่อวันเกือบทุกวัน ยกเว้นเพียง 5 วันเท่านั้นที่ไม่ถึง

จากสถิตินี้สำนักข่าว CNN สรุปว่าการติดเชื้อโรคโควิด-19 เร็วมากขึ้นกว่าช่วงเวลาที่ผ่านๆ มา และส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะสมรรถภาพในการตรวจเชื้อที่เพิ่มมากขึ้น แต่หลายประเทศก็ไม่มีศักยภาพพร้อมสรรพในด้านนี้เหมือนกัน

Photo by Rodrigo BUENDIA / AFP

ขุมสมบัติเงินล้านแห่งเทือกเขาร็อกกี้ถูกค้นพบแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625501

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 14:36 น.

ขุมสมบัติเงินล้านแห่งเทือกเขาร็อกกี้ถูกค้นพบแล้ว

หีบสมบัติที่เต็มไปด้วยของล้ำค่าที่ถูกฝังไว้10ปีก่อนและมีผู้คนนับแสนตามล่า ได้ถูกพบแล้วโดยบุคคลนิรนาม

เมื่อ 10 ปีก่อน ฟอร์เรสต์ เฟนน์ (Forrest Fenn) นักสะสมของโบราณชาวอเมริกันคนหนึ่งฝังทรัพย์สมบัติมูลค่าหลายล้านเหรียญสหรัฐไว้บนเทือกเขาร็อกกี้ในพิกัดราว 1,000 ไมล์ ระหว่างแซนตาเฟในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐและพรมแดนประเทศแคนาดา ซึ่งยาวกว่าขนาดของไทยวัดจากเหนือสุดแดนสยามถึงปลายสุดด้ามขวาน พร้อมทิ้งคำใบ้ไว้เป็นกลอนให้ตีความ

ฟอร์เรสต์ เฟนน์ อดีตนักบินชาวอเมริกันที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในสงครามเวียดนามและนักสะสมงานศิลป์วัย 89 ปี เจ้าของหีบสมบัติมูลค่ามหาศาลตัดสินใจฝังหีบนี้ไว้ในที่ลึกลับ หีบบรรจุของล้ำค่าน้ำหนักประมาณ 19 กก. มีทั้งหยก ทับทิม เหรียญทอง เพชร และรูปปั้นยุคพรีโคลัมเบียน

สมบัติทั้งหมดนี้เฟนน์ในฐานะนักโบราณคดีสมัครเล่นรวบรวมได้จากการขุดค้นของเก่าในซีกตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐ ซึ่งมีแหล่งโบราณคดีหลายที่ รวมทั้งหมู่บ้านอินเดียนแดงซาน ลาซาโร ที่เขาซื้อมาด้วย

เฟนน์เผยว่า เขานำอัญมณีล้ำค่าบรรจุลงหีบหลังหมอวินิจฉัยว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งเมื่อปี 1988 โดยตั้งใจว่าจะหอบหิ้วหีบในดังกล่าวขึ้นไปบนภูเขาแล้วนอนตายอยู่ข้างๆ กัน แต่หลังจากที่เขาเอาชนะโรคร้าย หีบใบดังกล่าวถูกวางทิ้งไว้ในห้องนิรภัยภายในบ้านอยู่หลายปี มีพยานยืนยันกับสำนักข่าว NPR ว่า พวกเขาเห็นว่าในหีบมีสมบัติอยู่จริงๆ ถึงกระนั้นก็มีบางคนไม่เชื่อว่าสมบัตินี้จะมีอยู่จริง

ต่อมาเฟนน์ได้เปิดเผยภาพของล้ำค่าที่อยู่ในหีบผ่านอินตาแกรมของเขา ส่วนใหญ่เป็นก้อนทองคำขนาดใหญ่และเพชรนิลจินดาจำนวนหนึ่ง

ต่อมาในปี 2010 หลังวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยเล่นงานเศรษฐกิจทั่วโลก เฟนน์ตัดสินใจนำหีบสมบัติกลับไปซ่อนบนเทือกเขาร็อกกี้ เพื่อให้ความหวังกับผู้คนที่ต้องตกงานเพราะพิษเศรษฐกิจ พอข่าวนี้แพร่ออกไปผู้คนมากมายซึ่งเฟนน์คาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 350,000 คน ต่างพากันออกล่าสมบัติ

หลายคนถึงกับออกจากงานเพื่อมาหาสมบัติกันเต็มตัว ส่งผลให้มีคนสังเวยชีวิตไปอย่างน้อย 5 คน ทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้เฟนน์ยุติการค้นหาสมบัติ บางคนบอกว่ามันคือเรื่องหลอกลวงและต้องการฟ้องร้องเขา

อย่างไรก็ดี นอกจากจะไม่หยุดแล้ว เฟนน์ยังเพิ่มคำใบ้ลงในบล็อกเพื่อไม่ให้ทุกคนต้องเสี่ยงตาย รวมถึงคำใบ้ล่าสุดเป็นกลอน 24 บรรทัดที่อยู่ในหนังสือ The Thrill of the Chase ที่เจ้าตัวเขียนบันทึกความทรงจำไว้

เขาไม่ยอมบอกที่ซ่อนหีบสมบัติกับใครเลยแม้แต่ภรรยาของเขาเอง หากเขาเสียชีวิตอย่างกระทันหันความลับนี้ก็จะลงโลงไปพร้อมกับเขา หลังจากนั้นเฟนน์ได้รับอีเมลวันละเป็นร้อยฉบับจากนักล่าสมบัติ และเคยถูกขู่ฆ่าหากไม่บอกที่ซ่อนสมบัติ

แต่ล่าสุด ฟอร์เรสต์ เฟนน์เผยกับสำนักข่าว Santa Fe New Mexican เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563 ว่ามีผู้ค้นพบหีบสมบัติแล้วเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่ผู้ค้นพบไม่อยากให้เปิดเผยตัวตน แต่ทราบว่าเป็นผู้ชายคนหนึ่งมาจากภาคตะวันออกของสหรัฐ และผู้ค้นพบได้ยืนยันกับเขาด้วยภาพถ่ายสมบัติ

อย่างไรก็ตาม เฟนน์ก็ยังไม่ยอมบอกว่าสมบัติขุมนี้ถูกซ่อนไว้ที่ไหน

ภาพประกอบจาก Wehwalt

ผู้ประท้วงต่อต้านเหยียดผิวโค่นอนุสรณ์พ่อค้าทาสทิ้งลงแม่น้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625493

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 12:36 น.

ผู้ประท้วงต่อต้านเหยียดผิวโค่นอนุสรณ์พ่อค้าทาสทิ้งลงแม่น้ำ

ผู้ประท้วงต่อต้านการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติที่ลุกฮือไปทั่วโลก เคลื่อนไหวโค่นล้มอนุสาวรีย์ของบุคคลที่ได้ดีมาจากการค้าทาส

ผู้ประท้วงชาวอังกฤษรวมตันกันโค่นอนุสาวรีย์พ่อค้าทาสที่มีชื่อเสียงในเมืองบริสตอล แล้วโยนมันลงทิ้งแม่น้ำที่ท่าเรือระหว่างการประท้วงเพื่อต่อต้านการเหยียดผิวและความรุนแรงจากตำรวจต่อคนผิวดำ หลังการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์

ภาพจากคลิปวิดิโอแสดงเหตุการณ์ขณะที่ผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งโยงเชือกผูกกรอบคอของรูปหล่อของเอ็ดเวิร์ด คอลสตัน (Edward Colston) พ่อค้าทาสและนักการเมืองชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 17 และช่วยกันกระชากมันจนลงกองกับพื้น

จากนั้นผู้ประท้วงช่วยกันกระทืบซ้ำสองสามนาทีแล้วสาดสีแดงเหมือนเลือดที่ใบหน้าของรูปหล่อ ก่อนที่จะลากมันไปทิ้งที่ท่าเรือริมแม่น้ำ

ผู้ใช้ทวิตเตอร์ที่ชื่อ William Want ทวีตข้อความว่า “วันนี้ฉันเป็นพยานประวัติศาสตร์ รูปหล่อของเอ็ดเวิร์ด คอลสตัน พ่อค้าทาสชาวบริสตอลถูกโค่นลงมา ถูกทำลาย และโยนลงไปในแม่น้ำ #BlackLivesMatter”

ภาพการโค่นอนุสรณ์ของคอลสตัน จากคลิปของ William Want (@willwantwrites)

แต่ปรีตี ปาเตล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักร ประณามการกระทำนี้ว่า “น่าอับอายที่สุด” และ “ไม่อาจยอมรับได้” นอกจากตำรวจของเมืองบริสตอลยืนยันว่าจะดำเนินการสอบสวนเหตุครั้งนี้

มาร์วิน รีส นายกเทศมนตรีเมืองบริสตอลใช้น้ำเสียงประนีประนอมกับผู้ประท้วงมากกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดยกล่าวว่า เขารู้ว่าการโค่นอนุสรณ์ของคอลสตันจะทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิด เนื่องจากอนุสรณ์นี้ตั้งมาหลายปีแล้ว

“อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือ เราต้องฟังเสียงคนที่รู้สึกว่าอนุสรณ์แห่งนี้เป็นตัวแทนการดูหมิ่นมนุษยชาติ” นายกเทศมนตรีกล่าวในแถลงการณ์

อนุสรณ์ของคอลสตันก่อนถูกทำลาบ ภาพจาก RedSquirrel

นักประวัติศาสตร์และผู้จัดรายการโทรทัศน์ เดวิด โอลูโซกา (David Olusoga) ให้ความเห็นว่าอนุสรณ์นี้ควรจะถูกย้ายออกไปก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว เขากล่าวว่า “อนุสรณ์กำลังบอกเราว่า ‘นี่เป็นคนดีที่ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่’ นั่นไม่ใช่เรื่องจริง เขา (คอลสตัน) เป็นพ่อค้าทาสและฆาตกร”

ทั้งนี้ เอ็ดเวิร์ด คอลสตันเป็นบุคคลที่ร่ำรวยและทรงอิทธิพลมากในศตวรรษที่ 17 แต่ความมั่งคั่งของเขาส่วนใหญ่ได้มาจากการค้าทาสและการใช้ประโยชน์จากทาสชาวแอฟริกัน แต่เขาเป็นบุคคลที่ทำการกุศลมากมายจนได้รับการยกย่องจากคนยุคนั้น กิจการด้านการกุศลของเขาบางแห่งก็ยังอยู่จนถึงทุกวันนี้

เพื่อเป็นการำลึกถึงการกุศลของเขาจึงมีการตั้งอนุสรณ์ของเขาขึ้นในใจกลางเมืองบริสตอลในปี 2438

ภาพโดย Harry135

นิวซีแลนด์ประกาศชัยชนะไร้ผู้ติดเชื้อ วิถีชีวิตกลับเป็นปกติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625474

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 10:38 น.

นิวซีแลนด์ประกาศชัยชนะไร้ผู้ติดเชื้อ วิถีชีวิตกลับเป็นปกติ

ในคืนนี้นิวซีแลนด์จะยุติมาตรการเว้นระยะทางสังคมหลังจากกำจัด Covid-19 ได้เป็นผลสำเร็จ

นิวซีแลนด์จะยุติมาตรการเว้นระยะทางสังคม หลังจามไม่มีผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 และผู้ติดเชื้อคนสุดท้ายรักษาหายแล้ว ทำให้นิวซีแลนด์มีเคสเป็นศูนย์ ซึ่งหมายความว่าได้บรรลุเป้าหมายในการกำจัดไวรัสแล้ว

นายกรัฐมนตรีจาซินดา อาร์เดอร์น กล่าวในวันจันทร์ว่า ข้อจำกัดที่เหลืออยู่เพื่อเว้นระยะห่างของผู้คนและธุรกิจ (นอกเหนือจากการควบคุมชายแดนที่เข้มงวด) เพื่อป้องกันไวรัสจะถูกยกเลิกในเวลาเที่ยงคืนของคืนนี้ เพื่อปูทางสู่การกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ

ก่อนหน้านี้นิวซีแลนด์รายงานว่าผู้ป่วยโรคโควิด-19 คนล่าสุดได้ฟื้นตัวแล้วและหายเป็นปกติ ทำให้นิวซีแลนด์ปลอดจากโรคและเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ประสบความสำเร็จในการกำจัดเชื้อโรค

“เราสามัคคีกันในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในการทำลายไวรัส” อาร์เดอร์นกล่าวในงานแถลงข่าวที่เวลลิงตัน “ เป้าหมายของเราคือการมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและปลอดภัยเท่าที่จะทำได้”

นิวซีแลนด์ได้ดำเนินกลยุทธ์อย่างชัดเจนในการกำจัดโรค แทนที่จะเน้นการยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัส โดยประกาศการล็อคดาวน์ที่เข้มงวดที่สุดในโลก รัฐบาลขอให้ทุกคนอยู่ที่บ้านและให้อนุญาตให้การบริการที่จำเป็นเท่านั้นที่ยังดำเนินงานต่อไปได้

มาตรการเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างแน่นอน แต่รัฐบาลกล่าวว่าการกำจัดไวรัสอย่างสิ้นซาก จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของนิวซีแลนด์ฟื้นตัวได้เร็วกว่าประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ

ทั้งนี้ นิวซีแลนด์มีสถิติผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันและอาจติดเชื้่อรวม 1,504 รายเสียชีวิต 22 ราย ไม่มีกรณีใหม่เป็นเวลา 17 วันแล้ว

Photo by Mark Mitchell / POOL / AFP

จีนเตือนประชาชนเลี่ยงออสเตรเลีย เหตุทำร้ายคนเอเชียพุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625447

วันที่ 07 มิ.ย. 2563 เวลา 18:17 น.

จีนเตือนประชาชนเลี่ยงออสเตรเลีย เหตุทำร้ายคนเอเชียพุ่ง

จีนได้ออกคำเตือนเตือนประชาชนไม่ให้เดินทางไปออสเตรเลีย เป็นสัญญาณล่าสุดถึงความขัดแย้งของ 2 ประเทศทวีความรุนแรงขึ้น

กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนตีพิมพ์แถลงการณ์บนเว็บไซต์ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเตือนให้นักท่องเที่ยวจีนระมัดระวังตัวเพื่อความปลอดภัยและไม่ควรเดินทางไปออสเตรเลีย เพราะเกิดการเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงต่อจีนและคนเอเชียกำลังเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

“เร็วๆ นี้มีการเหยียดผิวและความรุนแรงต่อคนจีนและคนเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในออสเตรเลีย เนื่องจากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19” กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีนกล่าวในแถลงการณ์ โดยไม่ได้ให้ตัวอย่างเฉพาะใดๆ เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติหรือความรุนแรงดังกล่าว

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่จีนและออสเตรเลียบาดหมางกันอย่างรุนแรง โดยมีสาเหตุเริ่มต้นมาจากนายกรัฐมนตรีสก็อตต์ มอร์ริสัน แห่งออสเตรเลียเสนอให้มีการตั้งทีมอิสระเพื่อสอบสวนต้นกำเนิดขอโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ทำให้จีนไม่พอใจอย่างมากและตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีข้าวบาณ์เลย์นำเข้าจากออสเตรเลีย

ทั้งนี้ จีนเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย และออเสตรเลียเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่พึ่งพาจีนมากที่สุดในแง่ของเศรษฐกิจ ความขัดแย้งครั้งนี้จึงเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ล่าสุดคือจีนส่งสัญญาณเตือนไม่ให้ประชาชนเดินทางไปออสเตรเลียแล้วโดยอ้างการเหยียดเชื้อชาติ

ไซม่อน เบอร์มิงแฮม รัฐมนตรีกระทรวงการค้า การท่องเที่ยวและการลงทุนของออสเตรเลียกล่าวว่าข้ออ้างของรัฐบาลจีนนั้นเป็นความเท็จ

“เราปฏิเสธการยืนยันของจีนในคำแถลงนี้ซึ่งไม่มีมูลความเป็นจริง ออสเตรเลียกำลังประสบความสำเร็จในระดับโลกในการสกัดกั้นการแพร่กระจายของโควิด-19 และเมื่อมีการแนะเรื่องสุขอนามัยเอื้ออำนวยแล้ว เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับผู้มาเยือนจากทุกเชื้อชาติศาสนามาสู่ประเทศที่ปลอดภัยและเป็นมิตรของเรา”

Photo by Saeed KHAN / AFP

ทะเลจีนใต้พลิกผัน ฟิลิปปินส์หันซบสหรัฐเตรียมรับมือจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625435

วันที่ 07 มิ.ย. 2563 เวลา 16:16 น.

ทะเลจีนใต้พลิกผัน ฟิลิปปินส์หันซบสหรัฐเตรียมรับมือจีน

หรือว่าอาเซียนกำลังจะเตรียมเผชิญหน้ากับจีนในศึกชิงน่านน้ำทะเลจีนใต้โดยมีสหรัฐเป็นมือที่สาม?

สถานะของจีนในทะเลจีนใต้ถูกสั่นคลอนครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลฟิลิปปินส์กล่าวว่าจะไม่ระงับข้อตกลงทางทหารที่มีมาอย่างยาวนานกับสหรัฐ หลังจากที่หลายปีที่ผ่านมาประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เตพยายามล้มเลิกข้อตกลงนี้โดยชี้ว่าไม่ยุติธรรมกับฟิลิปปินส์

ที่ผ่านมา รัฐบาลแต่ดูเตร์เตแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐและพยายามเป็นถ้อยทีถ้อยอาศัยกับจีน แต่ในระยะหลังจีนเริ่มแสดงท่าทีแข็งกร้าวในทะเลจีนใต้มากขึ้น ทำให้ฟิลิปปินส์ต้องเปลี่ยนท่าทีอีกครั้ง โดยหันมาซบไหล่พันธมิตรที่คอยคุ้มกันฟิลิปปินส์มาอย่างยาวนาน นั่นคือสหรัฐ

เตโอโดโร ล็อกซิน รัฐมนตรีต่างประเทศของฟิลิปปินส์ได้ประกาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านทางทิวตเตอร์ว่าเขาได้แจ้งให้รัฐบาลสหรัฐทราบถึงการระงับความพยายามที่จะยกเลิกข้อตกลงทางการทหาร

ล็อกซินกล่าวในบันทึกการทูต การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก “สถานการณ์ทางการเมืองและพัฒนาการอื่น ๆ ในภูมิภาค” ซึ่งน่าจะหมายถึงการมองจีนเป็นภัยคุกคามในทะเลจีนใต้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

สหรัฐแสดงความยินดีกับการกลับลำของฟิลิปปินส์ โดยสถานทูตสหรัฐในกรุงมะนิลากล่าวในแถลงการณ์ว่า “พันธมิตรที่ยืนยาวของเราได้ประโยชน์ทั้งสองประเทศ และเราหวังว่าจะมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดต่อความมั่นคงและป้องกันประเทศกับฟิลิปปินส์”

Richard Heydarian นักวิเคราะห์ชาวฟิลิปปินส์กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่าการพลิกข้อตกลงแสดงให้เห็นว่าดูเตร์เตต้องตัดสินใจเลือกระหว่างจีนที่ก้าวร้าวมากและสหรัฐซึ่งพันธมิตรกับฟิลิปปินส์มาแต่เดิมและเอื้อประโยชน์มากกว่า

“นี่ไม่ใช่เวลาที่จะเริ่มต้นการแยกทางที่ไม่พึงปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่จีนสยายปีกอิทธิพลไปทุกที่” เขากล่าว

นักวิเคราะห์ทางการเมืองตีความว่าการกลับลำเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าภูมิภาคอาเซียนมีความกังวลเกี่ยวกับการที่จีนอวดแสนยานุภาพทางทหารในทะเลจีนใต้มากขึ้น ทั้งฟิลิปปินส์, เวียดนาม และมาเลเซียล้วนมีข้อพิพาทกับจีนเกี่ยวกับการอ้างสิทธิ์เหนืออาณาเขตในทะเลจีนใต้

ล่าสุดในสัปดาห์นี้ อินโดนีเซียซึ่งมีเรื่องบาดหมางกับจีนในกรณีทะเลจีนใต้เช่นกัน โดยปฏิเสธการลากเส้นน่านน้ำของจีนครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลจีนใต้ และส่งจดหมายไปถึงสหประชาติโดยชี้ว่าการอ้างน่านน้ำของจีนขัดต่อคำตัดสินของศาลโลกเมื่อปี 2016 ซึ่งจีนพิพาทกับฟิลิปปินส์ และฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะ

หลังจากนั้นฟิลิปปินส์เปลี่ยนตัวประธานาธิบดีเป็นดูเตร์เตซึ่งพยายามไม่เผชิญหน้าจีนและยังแข็งกร้าวกับสหรัฐ แต่ล่าสุด เขากลับเปลี่ยนท่าทีแบบ 360 องศาเลยทีเดียว

ในเดือนกุมภาพันธ์ ดูเตร์เตมีคำสั่งยกเลิกข้อตกลงการเยี่ยมเยือนของกองทัพ (Visiting Forces Agreement) สนธิสัญญาดังกล่าวอนุญาตให้กองทัพสหรัฐดำเนินการฝึกซ้อมร่วมขนาดใหญ่ในฟิลิปปินส์

ภายใต้ข้อตกลงรัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลที่กรุงมะนิลามีเวลา 180 วันหลังจากการออกประกาศยกเลิก หรือจนถึงเดือนสิงหาคมในกรณีนี้ ที่จะรื้อฟื้นข้อตกลงอีกครั้ง แต่ปรากฎซ่าดูเตร์เตรื้อฟื้นในเวลาก่อนเส้นตาย 2 เดือน

นักวิเคราะห์บางคนมองว่าการพลิกท่าทีของฟิลิปปินส์เป็นผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์สำหรับสหรัฐ เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาของสหรัฐเพียงประเทศเดียวที่อยู่ใกล้ทะเลจีนใต้

ทั้งนี้ สหรัฐเคยตั้งฐานทัพเรือทางตอนเหนือของกรุงมะนิลา แต่ต้องถอนทัพออกไปเพราะทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันไม่ได้เรื่องสัญญาเช่า

AFP PHOTO / US NAVY / MC2 Sean M. Castellano

“ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง” ทั่วโลกแสดงพลังต่อต้านการเหยียดผิว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625415

วันที่ 07 มิ.ย. 2563 เวลา 14:16 น.

"ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง" ทั่วโลกแสดงพลังต่อต้านการเหยียดผิว

การแสดงจุดยืนครั้งสำคัญของมนุษยชาติ การประท้วงทีเ่กิดขึ้นหลายมุมของโลกแต่เป็นไปอย่างสันติ

การเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์กลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดการชุมนุมใหญ่ทั่วสหรัฐและมีผู้คนอีกหลายประเทศทั่วโลกร่วมแสดงพลังในการต่อต้านการเหยียดผิวด้วย

ที่สหรัฐ ผู้ประท้วงอย่างสันติหลายหมื่นคนได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมทางเชื้อชาติโดยการประท้วงเกิดขึ้นตั้งแต่นิวยอร์กจนถึงลอสแองเจลิส แต่วอชิงตันเป็นจุดศูนย์กลางของความเคลื่อนไหว มีผู้คนหลายพันคน ทั้งผิวดำ ผิวขาว และผิวสีน้ำตาล ออกมาแสดงจุดยืนตามท้องถนนในตัวเมือง และพากันไปชุมนุมล้อมรอบทำเนียบขาวซึ่งถูกกั้นด้วยรั้วโลหะสีดำ

นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมกลุ่มใหญ่ที่อนุสรณ์สถานลินคอล์น ในกรุงวอชิงตัน ซึ่งเมื่อทศวรรษที่ 60 เป็นสถานที่ชุมนุมใหญ่ของการเรียกร้องสิทธิพลเมืองคนผิวดำในสหรัฐ และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเหยียดผิว (ภาพประกอบหลักโดบ Drew Angerer/AFP)

“การต่อสู้ครั้งนี้เกิดขึ้นมาหลายทศวรรษ หลายร้อยปี และ ณ จุดนี้ถึงเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงแล้ว ถึงเวลาที่จะทำให้อนาคตสดใสขึ้น” คริสติน มอนต์กอเมอรี ผู้ร่วมชุมนุมที่วอชิงตันกล่าวกับสำนักข่าว AFP

เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจคอยดูการชุมนุม แต่ดูเหมือนจะน้อยกว่าในวันก่อนหน้าและบางคนยิ้มให้กับผู้ประท้วงเมื่อขบวนเดินผ่านมา

นอกจากที่สหรัฐแล้วยังมีการแสดงพลังที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และที่ประเทศฝรั่งเศส ประเทศโปแลนด์ แม้แต่ที่กรุงตูนิส ประเทศตูนีเซีย ในทวีปแอฟริกา

ภาพชุดการประท้วงครั้งประวัติศาสตร์ 

1. ทหารอเมริกันร่วมคุกเข่าแสดงจุดยืนกับผู้ประท้วงที่เมืองลอสแองเจลิส Photo by Agustin PAULLIER / AFP
2. ชาวฝรั่งเศสมาชุมนุมแสดงพลังกันที่ด้านหน้าหอไอเฟล Photo by GEOFFROY VAN DER HASSELT / AFP
3. ชาวโปแลนด์แสดงพลังที่กรุงวอซอ Photo by Wojtek RADWANSKI / AFP
4. ฝูงชนจำนวนมหาศาลที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร Photo by JUSTIN TALLIS / AFP
5. การชุมนุมที่เมืองแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร Photo by Paul ELLIS / AFP
6. ผู้ชุมนุมนับพันในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย Photo by William WEST / AFP

บราซิลปิดข่าว สั่งซ่อนข้อมูลการระบาดของโควิดทั้งหมด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625411

วันที่ 07 มิ.ย. 2563 เวลา 12:17 น.

บราซิลปิดข่าว สั่งซ่อนข้อมูลการระบาดของโควิดทั้งหมด

อาจวิเคราะห์ได้ว่าเมื่อยอดคนติดและยอดคนตายสูงเกินจะรับได้ ผู้นำบราซิลจึงพยายามที่จะปิดบังความล้มเหลวในการควบคุมการระบาดด้วยวิธีนี้

รัฐบาลบราซิลสั่งซ่อนข้อมูลการระบาดของโควิด-19 ที่เก็บสถิติมานานหลายเดือนเพื่อไม่ให้สาธารณชนได้เข้าถึง ในขณะที่บราซิลมีการระบาดที่ใหญ่ที่สุดและหนักที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ

กระทรวงสาธารณสุขของบราซิลได้นำข้อมูลออกจากเว็บไซต์เผยแพร่ขระบาดของโรคทั้งข้อมูลโดยรวม ข้อมูลระดับรัฐและเทศบาล ทางกระทรวงยังหยุดนับจำนวนผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันซึ่งสูงถึง 672,000 รายมากกว่าประเทศใดๆ ในโลกยกเว้นสหรัฐ และยังหยุดนับยอดผู้เสียชีวิตซึ่งแซงหน้าอิตาลีในสัปดาห์นี้ไปแล้ว โดยอยู่ที่ 36,000 รายจากตัวเลขเมื่อในวันเสาร์

“ข้อมูลสะสม … ไม่ได้สะท้อนถึงสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ (และ) กำลังจะมีการดำเนินการอื่นๆ เพื่อปรับปรุงการรายงานกรณีผู้ติดเชื้อและการยืนยันการวินิจฉัย” ประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารูแห่งบราซิลกล่าวผ่านทวิตเตอร์

แต่การกระทำครั้งนี้ทำให้หลายฝ่ายกังวลอย่างมากโดยเฉพาะบุคคลากรด้านสาธารณสุขรวมถึงสื่อ

“จากมุมมองด้านสุขภาพมันเป็นโศกนาฏกรรม” ลูอีซ เอนริเก มันเดตตา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวในการออกอากาศทางเว็บเมื่อวันเสาร์ และเปรียบเทียบกรณีนี้กับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบในช่วงที่รัฐบาลทหารปกครองประเทศ เขาย้ำว่า “การไม่ให้ข้อมูลทำให้รัฐบาลเป็นอันตรายมากกว่าโรคเสียอีก”

“ความโปร่งใสของข้อมูลเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการต่อสู้กับการแพร่ระบาด” เปาลู เฌรอนิมู จี โซซา หัวหน้าสมาคมสื่อมวลชนบราซิลกล่าว และเขายังกล่าวหารัฐบาลว่า “พยายามปิดปากสื่อมวลชนในเวลาที่สายเกินการณ์”

ที่ผ่านมาโบลโซนารูยังทำเหมือนกับการระบาดใหญ่ไม่ได้มีความรุนแรง เขาสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารมาทำงานแทนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุข และยังท้าท้ายคำสั่งล็อคดาวน์ของรัฐต่างๆ โดยร่วมประท้วงต่อต้านการล็อคดาวน์หลายครั้ง

โบลโซนารูยังขู่ว่าจะถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยกล่าวหาว่าเป็นองค์กรที่มีอคติแอบแฝง ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้นำของประเทศที่มีการระบาดสูงสุดอันดับ 1 และ 2 ของโลก คือสหรัฐและบราซิลต่างก็ขู่ที่จะถอนตัวจากองค์การอนามัยโลกเหมือนกัน

ภาพ – มุมมองทางอากาศแสดงหลุมฝังศพในสุสาน Nossa Senhora Aparecida รัฐอามาโซนัส ที่มีเหยื่อโควิด-19 ถูกฝังรายวัน (ภาพถ่ายโดย Michael DANTAS / AFP)

จีนเผย “การแพทย์แผนจีน” ช่วยรักษาผู้ป่วยโควิดได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625403

วันที่ 07 มิ.ย. 2563 เวลา 10:40 น.

จีนเผย "การแพทย์แผนจีน" ช่วยรักษาผู้ป่วยโควิดได้

ทางการจีนเผยมีการนำการแพทย์แผนจีนมาใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อโควิดถึง 92% ทั่วประเทศจีน ตั้งแต่ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง จนถึงรุนแรง รวมทั้งการฟื้นฟูผู้ป่วย

สำนักงานสารนิเทศของสภาแห่งรัฐจีน (SCIO) ได้ออกรายงานสมุดปกขาว เรื่อง “การรับมือโควิด-19: การดำเนินการของจีน (Fighting COVID-19: China in Action) โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า ได้มีการนำการแพทย์แผนจีน มาใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ถึง 92% ทั่วประเทศจีน

ทั้งนี้ได้มีการใช้การวินิจฉัยและการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมกระบวนการการเฝ้าระวังทางการแพทย์ทั้งหมด รวมถึงการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงจนถึงผู้ป่วยที่อาการรุนแรงมาก รวมไปถึงการฟื้นฟูผู้ป่วยด้วย

รายงานยังระบุด้วยว่า ในมณฑลหูเป่ยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รุนแรงที่สุดนั้น มีผู้ป่วยกว่า 90% ที่ได้รับการรักษาด้วยการแพทย์แผนจีน และพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

อินเดียจับตัวการฆ่า ทำช้างกินผลไม้ยัดระเบิดจนตายทั้งกลม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625401

วันที่ 07 มิ.ย. 2563 เวลา 10:02 น.

อินเดียจับตัวการฆ่า ทำช้างกินผลไม้ยัดระเบิดจนตายทั้งกลม

เหตุสลดใจที่ทำให้ชาวโลกต้องมาเห็นภาพช้างปากเหวอะหวะที่ยืนตายไปต่อหน้าต่อตา

ตำรวจอินเดียได้จับกุมคนงานในไร่และตามล่าผู้ต้องสงสัยอีก 2 คนซึ่งอาจเป็นตัวการทำให้ช้างพังที่ตั้งครรภ์ต้องล้มลงหลังจากกินผลไม้ยัดวัตถุระเบิดไว้ภายในจนปากของมันระเบิดเป็นแผลเหวอะหวะและตายไปพร้อมกับลูกในครรภ์ กลายเป็นข่าวสะเทือนใจไปทั่วโลก

ช้างตัวนี้เสียชีวิตด้วยความเจ็บปวดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วในพื้นที่ของรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งเป็นความสูญเสียครั้งล่าสุดจากความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้นจากสัตว์ป่าที่เข้ามาในเขตถิ่นอาศัยของมนุษย์และมนุษย์ที่ล่วงล้ำถิ่นของสัตว์ เช่นเดียวกับที่ป่าสูญหายไปจากการขยายตัวของเมือง

ชาวอินเดียและชาวโลกต้องทนเห็นภาพอันน่าสยดสยองตอนที่ภาพช้างกำลังยืนแช่อยู่ในแม่น้ำเป็นเวลาหลายชั่วโมงด้วยปากเป็นผลเหวอะอาการบาดเจ็บสาหัส มันแช่งวงทิ้งไว้ในน้ำขณะที่กำลังจะตายลงอย่างช้าๆ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวผู้ต้องสงสัยชื่อ P. Wilson เมื่อวันศุกร์ในข้อหายัดไส้วัตถุระเบิดเอาไว้ในผลไม้เพื่อเป็นกับดักล่อให้พวกหมูป่ามากินไม่ให้เข้ามารบดกวนสวนยางของเขา แต่ปรากฎว่ากลับเป็นช้างพังที่ตั้งครรภ์มากินมันแทน

“ชายคนนั้นยอมรับว่าพวกเขาใช้มะพร้าวยัดไส้ยระเบิดเพื่อเล่นงานสัตว์ป่า” Surendra Kumar หัวหน้าหน่วยรักษาพันธุ์สัตว์ป่าของรัฐเกรละกล่าวกับสำนักข่าว AFP และเจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวเพื่อนของเขาอีก 2 คนที่กำลังลอยนวลอยู่

Kumar กล่าวว่าชายคนนี้ทำ “ระเบิดมะพร้าว” หลายครั้งในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคมและทิ้งไว้ใกล้กับแนวเขตสวนยาง และมีคนมาพบว่าช้างมากินผลไม้นี้และมันได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ป่าไม้กล่าวว่าระเบิดทำให้ปากของมันบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถกินหรือดื่มได้หลายวัน ก่อนที่มันจะล้มลงในที่สุด

Photo by STR / AFP