มือมีดไล่แทงนักเรียนประถมจีน บาดเจ็บอย่างน้อย 40 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625199

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 13:50 น.

มือมีดไล่แทงนักเรียนประถมจีน บาดเจ็บอย่างน้อย 40 คน

สะเทือนขวัญ รปภ.จีนไล่แทงนักเรียนประถม-ครู บาดเจ็บอย่างน้อย 40 ราย

สื่อท้องถิ่นจีนรายงานว่า ช่วงเช้าของวันนี้(04 มิ.ย.) เกิดเหตุคนร้ายไล่แทงนักเรียนและครูในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งของเมืองอู๋โจวเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงของจีน เป็นเหตุให้ครูและนักเรียนในโรงเรียนได้รับบาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 40 ราย

รายงานระบุว่าเหตุสะเทือนขวัญเกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น โดยผู้ก่อเหตุไม่ใช้บุคคลภายนอก แต่เป็นรปภ.ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียนที่เกิดเหตุเป็นผู้ก่อเหตุอุกอาจครั้งนี้

ผู้บาดเจ็บทั้งหมดถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว โดยในจำนวนนี้มี 3 รายเป็นครูรวมถึงครูใหญ่ของโรงเรียนด้วย ขณะที่นักเรียนหนึ่งรายบาดเจ็บสาหัส ส่วนคนร้ายได้รับการเปิดเผยชื่อว่านาย Li Xiaomin ถูกตำรวจควบคุมตัวไว้แล้ว

https://twitter.com/globaltimesnews/status/1268389028551774213

จีนอนุญาตให้สายการบินต่างชาติเข้าประเทศได้มากขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625198

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 13:18 น.

จีนอนุญาตให้สายการบินต่างชาติเข้าประเทศได้มากขึ้น

สำนักการบินพลเรือนแถลงอนุญาตให้สายการบินต่างชาติที่เดิมถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้า-ออกประเทศ จะได้รับอนุญาตให้เข้าสู่น่านฟ้าได้มากขึ้น

สำนักการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) ออกแถลงการณ์ระบุว่า จีนจะอนุญาตให้สายการบินต่างชาติบินเข้าสู่น่านฟ้าของจีนแผ่นดินใหญ่ได้มากขึ้น

แถลงการณ์สำนักการบินพลเรือนของจีนระบุด้วยว่า สายการบินต่างชาติที่ปัจจุบันได้ถูกสั่งห้ามไม่ให้เดินทางเข้า-ออกจากจีน จะได้รับอนุญาตให้เปิดบริการเที่ยวบินไปยังเมืองของจีนได้สัปดาห์ละครั้ง โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป

ส่วนฮ่องกง และมาเก๊า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจีนนั้น มีหน่วยงานด้านการบินของตนเอง และสามารถกำหนดกฎเกณฑ์ด้านการบินได้เอง

รายงานข่าวระบุว่า แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นไม่นานหลังจากสหรัฐสั่งห้ามสายการบินของจีนเดินทางเข้าสู่สหรัฐนับตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย.63 เป็นต้นไป

ตั้งข้อหา 4 ตำรวจจับตายจอร์จ ฟลอยด์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625187

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 12:00 น.

ตั้งข้อหา 4 ตำรวจจับตายจอร์จ ฟลอยด์

อัยการสหรัฐตั้งข้อหาฆาตกรรม ทั้ง 4 ตำรวจร่วมจับกุมจอร์จ ฟลอยด์

นาย Keith Ellison อัยการรัฐมินเนโซตาของสหรัฐ เผยว่าได้ตั้งข้อหาต่อกลุ่มตำรวจทั้ง 4 นาย ซึ่งร่วมในการจับกุมนายจอร์จ ฟลอยด์ ชาวผิวสีวัย 46 ปีจนเป็นเหตุให้ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต เพื่อดำเนินคดีแล้วคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ตาย ตามคำเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงซึ่งได้ปลายปลายเป็นเหตุจลาจลไปทั่วสหรัฐในขณะนี้

อัยการมินเนโซตาระบว่า ตำรวจท้องถิ่นมินเนอาโปลิสทั้ง 4 นายที่ถูกจับตั้งข้อหาประกอบด้วยนาย Derek Chauvin, Tou Thao 34 ปี, Thomas Lane 37 ปี และนาย J. Alexander Kueng 26ปี โดยเฉพาะนายเดเรก ชอวิน ตำรวจผู้ซึ่งปรากฎในคลิปซึ่งได้ใช้หัวเข่ากดที่ตนคอของฟลอยด์จนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายด้วยที่มีโทษหนักขึ้นจากเดิมที่ถูกตั้งข้อหาฆ่าคนโดยไม่ไตร่ตรองไว้ก่อน มาเป็นทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตโดยเจตนา แต่ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า (second-degree murder) มีโทษจำคุกเพิ่มขึ้น 40 ปี จากเดิม 25 ปี

ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายที่เหลือถูกตั้งข้อหาในการสนับสนุนให้ก่อเหตุช่วยเหลือและสนับสนุนฆาตกรรม (Support second-degree murder) ซึ่งมีบทลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 40 ปีเช่นกัน

ในเอกสารการฟ้องของอัยการมินเนโซตา ได้เผยประวัติของอดีตตำรวจทั้ง 4 นายอย่างละเอียด โดยเฉพาะนายเดเรก ชอวิน วัย 44 ปี ซึ่งปฏิบัติงานเป็นตำรวจประจำเมืองมินเนอาโปลิสมา 19 ปี เคยถูกร้องเรียนจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วถึง 17 ครั้ง ด้วยข้อกล่าวหาเดิมๆคือใช้กำลังเกินกว่าเหตุ โดยครั้งหนึ่งเขาเคยกระชากหญิงรายหนึ่งลงจากรถ เพียงเพราะหญิงรายนี้ขับรถด้วยความเร็วเกินกว่ากำหนดเพียง 16 กม./ชม. ส่วนนาย Tou Thao เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกรายเชื้อสายม้ง เคยถูกร้องเรียนการใช้กำลังเกินกว่าเหตุมาแล้ว 6 ครั้งเช่นกัน

รมว.กลาโหมสหรัฐ เบรกทรัมป์ใช้ทหารคุมม็อบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625177

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 10:32 น.

รมว.กลาโหมสหรัฐ เบรกทรัมป์ใช้ทหารคุมม็อบ

ไม่กลัวถูกไล่ออก ‘มาร์ก เอสเปอร์’ รมว.กลาโหมสหรัฐ ค้านทรัมป์ใช้กำลังทหารปราบม็อบฟลอยด์

นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า นายมาร์ก เอสเปอร์ (Mark Esper) รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ได้แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะสั่งการให้กองทัพเข้าใช้กำลังปราบปราบความวุ่นวายจากเหตุจลาจลผู้ประท้วงกรณีจอร์จ ฟลอยด์

เอสเปอร์กล่าวว่า ตนไม่สนับสนุนให้ประธานาธิบดีใช้อำนาจตามราชบัญญัติกฎหมายจลาจล (Insurrection Act) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีสามารถสั่งการกองทัพเคลื่อนไหวเพื่อความมั่นคงภายใน หากเกิดกรณีลุกฮือจลาจล หรือก่อกบฏจนไม่อาจควบคุมสถานการณ์หรือบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่นั้นได้

“ที่ผมพูดแบบนี้ ไม่เพียงแค่ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหม แต่ในฐานะอดีตทหารและอดีตสมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติ … ทางเลือกในการใช้กำลังทหารทำหน้าที่ควบคุมพลเมือง ควรเป็นวิธีสุดท้ายเท่านั้น และในเฉพาะสถานการณ์เร่งด่วนหรือน่ากลัวที่สุดเท่านั้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าขณะนี้เรายังไม่ไปถึงขั้นนั้น”

ท่าทีของนายเอสเปอร์สอดคล้องกับบรรดานายพลระดับสูงในเพนตากอนหลายนายที่ห่วงว่าการใช้กำลังทางทหารจะไปซ้ำซ้อนกับการใช้อำนาจของกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ซึ่งเข้าควบคุมสถานการณ์ในหลายพื้นที่ขณะนี้ ทั้งเหตุการณ์ยังคงไม่บานปลายจนเกินควบคุมได้

ในตอนหนึ่งของคำแถลงของนายเอสเปอร์เขาได้ใช้คำเรียกพื้นที่ที่ผู้ประท้วงด้วยความรุนแรงในบางเมืองด้วยศัพท์ทางทหารว่า “พื้นที่ปฏิบัติการ” จนสื่อสหรัฐหลายแห่งตีความว่าเพนตากอนอาจมีการเคลื่อนไหวบางอย่างหรือไม่

อย่างไรก็ดี หลังคำแถลงของเอสเปอร์ ได้มีกระแสข่าวว่าประธานานาธิบดีอาจไล่นายเอสเปอร์ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม แต่เรื่องดังกล่าวโฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่า นายเอสเปอร์ยังคงเป็นรมว.กลาโหมเช่นเดิม

ขณะเดียวกัน เอสเปอร์ขอโทษที่ใช้ศัพท์ทางทหาร คือคำว่า “พื้นที่ปฏิบัติการ” เรียกแทนเมืองที่มีสถานการณ์ชุมนุมประท้วงในระดับตึงเครียด จนสื่อหลายแหงนำไปขยายความว่า เพนตากอนกำลังมองสถานการณ์ครั้งนี้ในเชิงยุทธศาสตร์ทหาร และอาจมีการเคลื่อนไหวบางอย่างหรือไม่ ทั้งนี้มีรายงานเช่นกันว่ามีคำสั่งระดมกำลังทหารราว 1,600 ยังฐานทัพใกล้กรุงวอชิงตัน ตามประสงค์ของผู้นำสหรัฐ แต่ในภายหลังนายเอสเปอร์ได้สั่งให้ทหารกลับไปยังที่ตั้งดังเดิม

ด้านพลเอก เจมส์ แมตทิส อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐคนแรกในรัฐบาลทรัมป์ ก็ได้กล่าวแสดงจุดยืนวิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์ต่อความคิดในการนำกำลังทหารเข้าปราบปรามผู้ประท้วง “ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีคนแรกในชีวิตผมที่เคยพบเจอ ที่เขาไม่เคยจะพยายามสร้างเอกภาพในสังคมอเมริกัน ไม่เคยแม้แต่สร้างภาพทำเป็นพยายาม … ตลอดสามปีเขาพยายามแบ่งแยกเรา ขณะนี้เราเห็นผลงานของความพยายามเหล่านี้แล้วด้วยฝีมือของผู้นำที่ไม่มีภาวะความเป็นผู้นำ”

สหรัฐเตรียมสั่งแบนสายการบินจีนเข้าประเทศ กดดันเปิดเส้นทางบิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625169

วันที่ 04 มิ.ย. 2563 เวลา 08:02 น.

สหรัฐเตรียมสั่งแบนสายการบินจีนเข้าประเทศ กดดันเปิดเส้นทางบิน

รัฐบาลสหรัฐเตรียมสั่งห้ามสายการบินจีนเข้าประเทศตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป กดดันให้จีนเปิดทางให้สายการบินสหรัฐเดินทางเข้าจีน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐเตรียมสั่งห้ามสายการบินของจีนเดินทางเข้าสู่สหรัฐนับตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย.63 เพื่อกดดันให้จีนเปิดทางให้สายการบินของสหรัฐเดินทางไปยังจีน

รายงานข่าวระบุว่า การแถลงดังกล่าวจะเป็นการตอบโต้จีนต่อการที่จีนปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงฉบับปัจจุบันเกี่ยวกับเที่ยวบินของทั้งสองประเทศ

ทั้งนี้ สายการบินเดลตา แอร์ไลน์ และยูไนเต็ด แอร์ไลน์ของสหรัฐ ต่างเรียกร้องให้จีนเปิดเส้นทางบินในเดือนนี้ ขณะที่สายการบินของจีนยังคงสามารถเดินทางไปยังสหรัฐในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.63 รัฐบาลสหรัฐได้กล่าวหาจีนว่าพยายามขัดขวางสายการบินสหรัฐในการกลับมาให้บริการเที่ยวบินไปยังจีน นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐยังได้สั่งให้สายการบิน 4 แห่งของจีนยื่นตารางการบินต่อทางการสหรัฐด้วย

ทรัมป์ถามหารถถัง ระหว่างวางแผนส่งทหารไล่ผู้ประท้วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625151

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 20:36 น.

ทรัมป์ถามหารถถัง ระหว่างวางแผนส่งทหารไล่ผู้ประท้วง

ทรัมป์เริ่มแสดงท่าทีที่จะใช้อำนาจเด็ดขาดในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อสยบความวุ่นวายในตอนนี้

สำนักข่าว The Daily Beast รายงานอ้างข้อมูลจากกจ้าหน้าที่กระทรวงกลษโหมสหรัฐหรือเพนตากอนว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐได้ซักไซ้กับเจ้าหน้าที่เพนตากอนถึงรายละเอียดเกี่ยวกับยานเกราะ หน่วยทหาร อากาศยานรบ หรือแม้แต่รถถัง ที่อาจนำมาใช้เพื่อนำไปควบคุมความสงบเรียบร้อยในประเทศ ซึ่งประสบกับเหตุวุ่นวายในการประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมหลังการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนที่เป็นแหล่งข่าวย้ำว่า ทรัมป์ไม่ได้สั่งให้นำรถถังออกไปบนท้องถนน แต่ซักถามถึง “ยุทธภัณฑ์” ที่อาจนำมาแสดงแสนยานุภาพ และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ทรัมป์เอ่ยคำว่า “รถถัง” ออกมา

เจ้าหน้าที่ดังกล่าวแสดงความเห็นว่าคำว่ารถถังคงเป็นเพียงคำศัพท์ด้านการทหารคำเดียวที่เขารู้จัก

กระนั้นก็ตาม มีการเปิดเผยข้อมูลโดยสำนักข่าว AP พบว่ากระทรวงกลาโหมได้ร่างแผนฉุกเฉินเพื่อวางแนวทางการใช้ทหารประจำการหากจำเป็น โดยมีแผนการส่งทหารจากกองทัพบกเพื่อปกป้องทำเนียบขาวและอาคารรัฐบาลกลางอื่นๆ หากสถานการณ์ความปลอดภัยในเมืองหลวงของประเทศย่ำแย่ลงละกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติไม่สามารถรับมือได้

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังขู่ว่า “ถ้ารัฐบาลท้องถิ่นไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ผมจะส่งทหารเข้าพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาให้พวกเขา”

ทรัมป์ขู่ว่าหากรัฐต่างๆ ดูแลทรัพย์สินและชีวิตประชาชนไม่ได้ เขาก็จะงัดกฎหมาย Insurrection Act หรือกฎหมายปราบจลาจลที่บังคับใช้ในปี 1807 โดยมีบทบัญญัติยกเว้นให้ประธานาธิบดีสหรัฐส่งทหารลงพื้นที่เพื่อควบคุมความวุ่นวายที่ไม่สามารถใช้กฎหมายทั่วไปบังคับใช้ได้

ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญแล้วประธานาธิบดีสหรัฐดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทุกเหล่าทัพ รวมถึงผู้บัญชาการกองกำลังติดอาวุธในหลายรัฐ อย่างไรก็ตาม ขอบเขตอำนาจในการสั่งการกองทัพของประธานาธิบดีสหรัฐยังเป็นที่ถกเถียงกันมาตลอด และรัฐสภาพพยายามหลายครั้งที่จะจำกัดอำนาจนี้ เพราะเป็นการเปิดช่องให้บุคคลเพียงคนเดียวมีอำนาจชี้นำกองทัพมากเกินไป

อินเดียป่วยโควิดพุ่ง! วันเดียวพบผู้ติดเชื้อ 8,909 ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625155

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 20:32 น.

อินเดียป่วยโควิดพุ่ง! วันเดียวพบผู้ติดเชื้อ 8,909 ราย

ยอดผู้ป่วยใหม่ในอินเดียพุ่งสูงสุดเป็นสถิติใหม่ พบถึง 8,909 รายในวันเดียว ยอดสะสมกว่า 200,000 ราย ขณะที่ผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 217 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศอินเดียยังมีความรุนแรง โดยกระทรวงสาธารณสุขอินเดียรายงานว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 8,909 ราย ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อพุ่งขึ้นเป็น 207,615 ราย และ พบผู้เสียชีวิตรายใหม่ 217 ราย ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมเพิ่มขึ้นแตะ 5,815 ราย

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียระบุว่า จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ 8,909 รายที่พบในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมานี้ ถือเป็นสถิติสูงสุดที่พบในวันเดียว

ขณะที่ ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลหลังได้รับการรักษาจนหายดีแล้วอยู่ที่ 100,303 ราย

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลได้อนุมัติให้มีการใช้ยา remdesivir ของบริษัท Gilead Sciences ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในกรณีฉุกเฉิน

อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยที่จะได้รับยาดังกล่าวจะต้องมีอาการป่วยรุนแรง โดยรับยา remdesivir เพียง 5 โดส และห้ามการใช้ยา remdesivir ในการรักษาผู้ป่วยนานกว่า 10 วัน โดยอ้างอิงถึงข้อมูลที่เจ้าหน้าที่ได้รับในช่วงที่มีการอนุมัติยาดังกล่าว

ทั้งนี้ ยา remdesivir นับเป็นยาตัวแรกที่ทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 มีอาการดีขึ้นในการทดลองทางคลินิกอย่างเป็นทางการ และยาดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากสำนักงานอาหารและยาสหรัฐ (FDA) เมื่อเดือนที่แล้วสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในกรณีฉุกเฉิน นอกจากนี้ remdesivir ยังได้รับการอนุมัติจากทางการญี่ปุ่นสำหรับการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 เช่นกัน

อังกฤษท้าชนจีน ประกาศรับชาวฮ่องกง3ล้านคนมาอยู่ด้วย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625148

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 18:26 น.

อังกฤษท้าชนจีน ประกาศรับชาวฮ่องกง3ล้านคนมาอยู่ด้วย

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสันแห่งสหราชอาณาจักรลั่นจะไม่ยอมหันหลังให้กับฮ่องกงซึ่งเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน

นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน กล่าวว่าเขาจะให้โอกาสประชาชนในฮ่องกงจำนวน 3 ล้านคนมาลี้ภัยและใช้ชีวิตใหม่ในสหราชอาณาจักร หากจีนมีแผนที่จะบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ

“หลายคนในฮ่องกงกลัวว่าวิถีชีวิตของพวกเขาจะถูกคุกคาม ถึงแม้ว่าจีนจะยืนยันว่าจะให้การปกป้องก็ต้อง หากจีนเดินหน้าเพื่อทำให้ความกลัวมีชอบธรรมแล้วล่ะก็ สหราชอาณาจักรก็ไม่อาจเฉยเมยต่อมโนสำนึกและเดินจากไป แต่เราจะปฏิบัติตามภาระหน้าที่ของเราและมอบทางเลือกอื่นแทน” จอห์นสันเขียนในบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The Times of London

ด้านโดมินิก แรบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักรเผยว่า ได้ติดต่อไปยังออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ สหรัฐ และแคนาดาเกี่ยวกับแผนฉุกเฉินในกรณีที่ชาวฮ่องกงต้องเดินทางหนีกฎหมายความั่นคงแห่งชาติที่ผลักดันโดยจีน

“ผมยกมันขึ้นมาเป็นวาระเรียกร้องกับกลุ่ม Five Eyes (พันธมิตรแบ่งปันข่าวกรอง 5 ชาติ) เมื่อวานนี้ ถึงความเป็นไปได้ที่จะการแบ่งปันภาระ ถ้าเกิดการอพยพจำนวนมากจากฮ่องกง” แรบกล่าวกับที่ประชุมรัฐสภา

ด้านจีนมีปฏิกริยารุนแรงในทันทีโดยเตือนไม่ให้อังกฤษแทรกแซงกิจการของฮ่องกง จ้าวลี่เจียนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงว่าสหราชอาณาจักรจะต้องหยุดแทรกแซงฮ่องกงและกิจการภายในของจีนในทันที มิเช่นนั้นจะถูกตอบโต้อย่างแน่นอน

“เราขอแนะนำให้สหราชอาณาจักรถอยออกมาก่อนจะเกิดหายนะ ทิ้งวิธีคิดแบบสงครามเย็นและเจ้าอาณานิคมเสีย และยอมรับและเคารพว่าฮ่องกงได้กลับคืนสู่จีนแล้ว” จ้าวลี่เจียนกล่าว

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP

คนเอเชียน้ำตาตกห้างร้านถูกปล้นทำลายจากจลาจลในสหรัฐ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625135

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 16:21 น.

คนเอเชียน้ำตาตกห้างร้านถูกปล้นทำลายจากจลาจลในสหรัฐ

การประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวคนแอฟริกัน-อเมริกันแต่กลับทำให้คนเอเชียน-อเมริกันต้องพบกับความสูญเสีย

การชุมนุมประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมให้กับการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำที่ถูกตำรวจอเมริกันกระทำรุนแรงจนเสียชีวิตที่ลุกลามการเป็นจลาจลนั้นในเวลานี้เหตุการณ์ดังกล่าวแทนที่จะเป็นการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนสีผิวต่างๆ ที่ถูกเหยียดหยาม กลับเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับคนเอเชียในสหรัฐ เนื่องจากธุรกิจของพวกเขาถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีบุกเข้ามาปล้นและทำลายข้าวของ

มีรายงานว่าร้านค้าและธุรกิจของคนเอเชียถูกทำลายใน 6 รัฐของสหรัฐเป็นอย่างน้อย เช่นที่รัฐมินนีโซตา เมืองชิคาโก นครนิวยอร์ก เมืองโอกแลนด์ เมืองซานฟรานซิสโก เมืองลอสแองเจลิส

ตัวอย่างเช่นที่ย่าน Little Tokyo ของชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นในใจกลางเมืองลอสแองเจลิส มีร้านค้าหลายร้านถูกบุกปล้น หนึ่งในร้านที่ถูกปล้นคือ JapanLA โพสต์อินสตาแกรมของร้านบอกว่า “เราสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ Black Lives Matter ฉันเชื่อว่ากลุ่มนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำนั้น (แต่) ธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิดและถูกปิดเป็นเวลา 2 เดือน … พวกคุณที่บอกว่าเราแค่สร้างขึ้นมาใหม่และเรามีประกันถือเป็นการซ้ำเติมเราตอนที่เราล้มลง”

ที่ย่าน Chinatown ของคนเชื้อสายจีนในซานฟรานซิสโกก็ถูกปล้นและทำลายข้าวของเช่นกัน ทั้งๆ ที่ย่านคนเอเชียไม่เกี่ยวอะไรกับการเหยียดผิวคนผิวดำ ตรงกันข้ามคนเอเชียกำลังถูกคนสีผิวต่างๆ เหยียดหยามเพราะกล่าวหาว่าเป็นต้นตอของโคโรนาไวรัส จนธุรกิจต่างๆ ไม่มีคนไปใช้บริการ

Dion Lim ผู้สื่อข่าวของ ABC7 ได้โพสต์คลิปกลุ่มจลาจลประมาณ 30 คนที่บุกเข้าไปในร้านคนเอเชียเพื่อปล้นสิ่งของ เธอบอกว่า “ นี่เป็นกลุ่มโจรประมาณ 30 คนบุกเข้าไปในร้านเมื่อช่วงดึก ในย่านที่ธุรกิจประสบกับการขาดทุนเพราะการเหยียดอยู่แล้ว เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่โชคร้ายเอามากๆ”

ที่เมืองมินนีแอโพลิสต้นเหตุของความวุ่นวายครั้งนี้ มีร้านของชาวเอเชียชื่อ Yuan Yuan Restaurant ถูกทำลาย แต่แล้วมีชายชาวผิวดำคนหนึ่งชื่อ Keivaris Anthony มาถ่ายคลิปที่ร้านซึ่งวอดวายจากการจลาจล จากนั้นถามชายที่คาดว่าเป็นเจ้าของร้านว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ชายคนนั้นดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์จะตอบ ชายผิวดำจึงหยิบขวดน้ำเลมอนไปโดยไม่จ่ายเงินแล้วพูดจาหยาบคายใส่ จากนั้นเดินหนีไปพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

ในเวลาต่อมา Keivaris Anthony อ้างว่าเขาเป็นนักแสดงตลกและต้องการจะแจกรอยยิ้ม และบ่นว่าคนเอเชียคิดมากเกินไป

Photo by Robyn Beck / AFP

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด จลาจลในสหรัฐอาจทำให้โควิดระบาดหนักขึ้น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625120

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 13:53 น.

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด จลาจลในสหรัฐอาจทำให้โควิดระบาดหนักขึ้น

ถึงแม้ว่าผู้ประท้วงจะสวมหน้ากากป้องกันแต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกันเกินไปได้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการชุมนุมขนาดใหญ่และเหตุจลาจลทั่วสหรัฐเพื่อประท้วงการเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์อาจทำให้ความพยายามควบคุมการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐต้องล้มเหลว

ดร. เคธี่ พาซาเรตตีบอกกับสำนักข่าว NBC News ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุปัจจัยที่จะทำให้โควิดระบาดขยายวงไปอีก และบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างมาก

เคชา แลนด์ นายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตากล่าวว่า หากผู้ประท้วงคนไหนออกไปประท้วงในคืนวันก่อน ก็ควรจะไปรับการตรวจการติดเชื้อโควิดในสัปดาห์นี้ เพราะว่าสหรัฐยังคงมีการระบาดใหญ่ เป็นการระบาดที่ฆ่าคนผิวดำและผิวสีน้ำตาลในอัตราที่สูง

ทั้งนี้ จากสถิติที่รวบรวมโดย APM Research Lab พบว่าคนผิวดำเสียชีวิตจากการติดโรคโควิด-19 มากกว่าคนผิวขาวถึง 3 เท่า และจากสถิติในรัฐนิวยอร์กพบว่า พื้นที่ที่มีการเสียชีวิตสูงสุด 8 ใน 10 แห่ง เป็นพื้นที่ที่มีคนผิวดำหรือชาวลาติโนเป็นคนส่วนใหญ่

ดร. เบน ซิงเกอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาโรคเกี่ยวกับปอดที่วิทยาลัยแพทยศาสตร์ไฟน์เบิร์ก ในชิคาโกกล่าวกับ NBC News ว่าสาเหตุที่ทำให้คนผิวดำติดโรคมากวก่าคนผิวขาวเพราะคนผิวดำมีสถานะทางเศรษฐกิจที่ด้อยกว่า ทำให้มีความสามารถในการป้องกันตัวจากการติดเชื้อได้น้อยกว่า เนื่องจากปัญหาสุขภาพที่มีอยู่เดิมและปัญหาในการเข้าถึงการดูแลสุขอนามัย ปัญหาเหล่านี้ชัดเจนขึ้นมาเพราะสหรัฐกำลังอยู่ในช่วงของการระบาดใหญา

ดร. เคธี่ พาซาเรตตีบอกว่า แม้ผู้ชุมนุมหลายคนจะสวมหน้ากากอนามัย แต่การรักษาระยะห่างประมาณ 2 เมตรจากคนอื่นๆ เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ระหว่างการชุมนุม

Photo by CHANDAN KHANNA / AFP