กลาโหมสหรัฐสั่งเคลื่อนกำลังพลเข้าคุมสถานการณ์ในวอชิงตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625102

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 12:03 น.

กลาโหมสหรัฐสั่งเคลื่อนกำลังพลเข้าคุมสถานการณ์ในวอชิงตัน

ประชาชนจากหลายเมืองยังคงหลั่งไหลมารวมตัวกันประท้วง แม้ว่าจะมีการประกาศเคอร์ฟิวในวงกว้าง

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐหรือเพนตากอนสั่งให้ทหารในกองทัพสหรัฐประมาณ 1,600 นายเคลื่อนกำลังพลไปยังพื้นที่เขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังจากเกิดการประท้วงรุนแรงหลายครั้งในเมืองหลวงของประเทศ

โจนาธาน รัท ฮอฟฟ์แมน โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า “ทหารประจำการไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานทัพทหารในเขตเมืองหลวงแห่งชาติ แต่ไม่ได้อยู่ในวอชิงตัน ดี.ซี.”

เขากล่าวว่ากองทัพอยู่ในสถานะพร้อมรับการเตือนภัยที่เพิ่มมากขึ้น แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการป้องกันของเจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐไม่ได้สั่งให้ทหารในกองทัพออกมาเคลื่อนไหว มีเพียงทหารของกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หรือ National Guard ของแต่ละรัฐที่สั่งให้ออกมาควบคุมสถานการณ์ในรัฐต่างๆ หากรัฐบาลกลางสั่งให้กองทัพของรัฐบาลกลางเคลื่อนไหวแสดงว่าสถานการณ์อาจจะหนักจนรัฐบาลท้องถิ่นรับมือไม่ไหว

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขู่ว่าจะส่งทหารของกองทัพรัฐบาลเข้ามาควบคุมสถานการณ์ และจากเอกสารของเพนตากอนที่ได้รับการตรวจสอบโดยสำนักข่าว AP พบว่ากระทรวงกลาโหมได้ร่างแผนฉุกเฉินเพื่อวางแนวทางการใช้ทหารประจำการหากจำเป็น โดยมีแผนการส่งทหารจากกองทัพบกเพื่อปกป้องทำเนียบขาวและอาคารรัฐบาลกลางอื่นๆ หากสถานการณ์ความปลอดภัยในเมืองหลวงของประเทศย่ำแย่ลงละกองกำลังรักษาความปลอดภัยแห่งชาติไม่สามารถรับมือได้

ภาพประกอบข่าว – สารวัตรทหารกำลังควบคุมผู้ประท้วงใกล้ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ภาพถ่ายโดย ROBERTO SCHMIDT / AFP)

การกดขี่คนผิวดำในประเทศที่ความเท่าเทียมกันไม่มีอยู่จริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625069

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 10:01 น.

การกดขี่คนผิวดำในประเทศที่ความเท่าเทียมกันไม่มีอยู่จริง

สหรัฐอาจจะรับประกันว่าประชาชนทุกคนเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติแล้วชีวิตของคนสีผิวอื่นที่ไม่ใช่ผิวขาวยังถูกเอาเปรียบและกีดกันอย่างเป็นระบบ

1. ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาสหรัฐมีจลาจลทางเชื้อชาติถึง 9 ครั้ง หรือเกือบ 2 ปีครั้ง แต่ละครั้งไม่ใช่แค่การประจันหน้าระหว่างผู้ประท้วงกับตำรวจแบบพอหอมปากหอมคอแล้วก็เลิกกันไป แต่เป็นความรุนแรงที่กระจายไปทั่วประเทศมีความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

2. สหรัฐเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจลาจลทางเชื้อชาติมากที่สุด และด้วยความที่สหรัฐมักจะโฆษณาว่าตัวเองเป็นประเทศแห่งเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน สหรัฐจึงมักถูกประเทศคู่กรณีเย้ยหยันว่ามือถือสากปากถือศีล เพราะไม่สามารถรับประกันเสรีภาพให้กับคนทุกคนอย่างแท้จริง

3. ในยุคสงครามเย็นที่สหรัฐเผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียต โซเวียตก็มักจะโจมตีสหรัฐเรื่องนี้จนมีคำขวัญว่า “แล้วคุณก็กำลังแขวนคอคนผิวดำ” (And you are hanging blacks) เพื่อชี้ให้ถึงความบกพร่องของประเทศที่ส่งออกประชาธิปไตยเสรีนิยม แต่กลับละเมิดสิทธิพลเมืองผิวสีที่แตกต่างจากคนส่วนใหญ่

4. เวลานี้สงครามเย็นครั้งใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นระหว่างจีนกับสหรัฐ และเป็นอีกครั้งที่จีนหยิบยกเอา “วาทกรรม” นี้มาโจมตีสหรัฐเหมือนโซเวียตเพื่อชี้ให้เห็นว่าขณะที่สหรัฐโจมตีประเทศอื่นว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน (เช่นข้อกล่าวหาว่าจีนปราบผู้ประท้วงที่ฮ่องกงอย่างรุนแรง) สหรัฐกลับทำร้ายประชาชนตัวเอง

5. แต่ทั้งจีนกับสหภาพโซเวียต (รวมถึงรัสเซียในตอนนี้ด้วย) ต่างก็อาจเข้าข่ายว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองเช่นกัน กระนั้นก็ตาม จีนและโซเวียตไม่ได้มีกฎหมายเหยียดเชื้อชาติและสีผิว ส่วนสหรัฐเคยมีกฎหมายนี้และใช้กันมานานนับร้อยปี ทั้งยังมีการฆ่าต่างสีผิวบ่อยครั้งไม่เกินจากที่ถูกกล่าวหาว่า “แล้วคุณก็กำลังแขวนคอคนผิวดำ”

6. อย่างที่ทราบกันดีว่าสหรัฐนำคนผิวดำมาเป็นทาส โดยเฉพาะในภาคใต้ซึ่งมีการปลูกฝ้ายเป็นหลักเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้มหาศาล แรงงานทาสจึงมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ แต่คนผิวดำมากมายต้องล้มตายและถูกปฏิบัติราวกับไม่ใช่มนุษย์

7. รัฐบาลสหรัฐในยุคประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นจึงประกาศเลิกทาส แต่ภาคใต้ไม่ยอมปฏิบัติตามจึงกลายเป็นสงครามกลางเมือง จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายภาคใต้ นับแต่นั้นทาสจึงไม่มีอีกต่อไปในสหรัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าการเหยียดคนให้ต่ำกว่าคนจะหมดไปด้วย

8. หลังจากแพ้สงครามกลางเมืองที่บังคับให้เลิกจับคนผิวดำมาลงเป็นทาส ฝ่ายใต้ยังเลิกนิสัยเดิมไม่ได้ ใช้ช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญออกกฏหมาย เพื่อแยกคนขาวออกจากคนผิวดำในทุกและวิถีชีวิตไม่ให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาใช้ชีวิตปะปนกัน เรียกว่านโยบายแยกเชื้อชาติ (racial segregation)

9. รัฐธรรมนูญสหรัฐไม่ได้สมบูรณ์แบบหรือเป็นคัมภีร์ของลัทธิเสรีนิยม แต่เดิมมันรักษาสิทธิแค่ “ผู้ชายผิวขาว” จนกระทั่งมาแก้ไขครั้งที่ 13 ให้เลิกทาส และไขครั้งที่ 15 ให้สิทธิทุกเชื้อชาติ แต่ถึงจะแก้ไขแล้วศาลสูงก็ยังวินิจฉัยในปี 1896 ว่าการแบ่งแยกนั้นทำได้บนหลักการ “กีดกันแต่เท่าเทียม” (separate but equal)

10. การกีดกันห้ามคนผิวดำเรียนโรงเรียนเดียวกับคนผิวขาว เวลานั่งรถบัสต้องไปนั่งในที่ที่จัดไว้ให้ห้ามปะปนกับคนผิวขาว ร้านอาหารก็ต้องแยกกัน โรงหนัง โรงพยาบาล ห้องสมุด ห้องน้ำ ตู้โทรศัพท์ และอีกมากมาย รวมถึงกองทัพก็แยกเป็นหน่วยผิวดำ นักกีฬาก็ไม่ปะปนกัน และที่ห้ามเด็ดขาดคือห้ามแต่งงานข้ามสีผิว

11. การกีดกันนี้ไม่ได้ใช้กับคนผิวดำเท่านั้น แต่คนเอเชียก็ห้ามมาปะปนกับคนผิวขาว และในทางปฏิบัติหลักการ “กีดกันแต่เท่าเทียม” ไม่มีอยู่จริง เพราะความจริงก็คือชีวิตของคนผิวสีอื่นแย่กว่าคนผิวขาวไปทุกอย่าง เช่น เงินเดือนครูคนผิวดำต่ำกว่าคนผิวขาวถึงครึ่งหนึ่ง

12. กฎหมายที่คุ้มครองการกีดกันนี้เรียกว่า Jim Crow laws ตั้งชื่อตาม Jim Crow เป็นการ์ตูนที่ถูกวาดขึ้นเพื่อแทนตัวตลกผิวดำเพื่อเยาะเย้ยคนผิวดำให้ดูต้อยต่ำ กฎหมายนี้เริ่มตั้งแต่หลังสงครามกลางเมือง มาสิ้นสุดในยุคที่คนผิวดำเริ่มลุกขึ้นสู้จนกลายเป็นขบวนการสิทธิพลเมืองในทศวรรษที่ 60

13. แต่ในทางปฏิบัติคนผิวดำยังถูกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมอยู่ดี เรื่องนี้เห็นชัดเจนในเขตภาคเหนือของสหรัฐที่แม้จะไม่มีกฎหมายกีดกันแบบ Jim Crow laws แต่ในวิถีชีวิตปกติ คนผิวขาวและคนผิวดำนั้นแยกกันอยู่ และแยกโรงเรียนกันในทางปฏิบัติแม้จะมีกฎหมายห้ามก็ตาม

14. ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ บางชุมชนในภาคเหนือจะขึ้นป้ายว่าขอให้คนผิวขาวเข้ามาอยู่อาศัยเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนผิวดำเข้ามาอยู่ วิธีการนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ราคาบ้านและที่ดินตกลง เพราะเมื่อคนผิวดำเข้ามาอยู่จะทำให้คนผิวขาวย้ายหนีออกไป ราคาบ้านก็จะตกลง สุดท้ายแล้วสถานที่นั้จะกลายเป็นย่านคนผิวดำ

15. นายหน้าอสังหาริมทรัพย์รู้แกวจึงใช้วิธีที่เรียกว่า Blockbusting ด้วยการเป่าหูเจ้าของบ้านผิวขาวว่าจะมีคนผิวดำย้ายเข้ามาอยู่ให้รีบขายบ้านในราคาถูกเสีย เมื่อได้บ้านมาแล้วเอเย่นต์ก็จะขายบ้านในราคาแพงกว่าเดิมให้คนผิวดำที่มีรายได้สูงและต้องการจะหนีชีวิตในสลัมมาอยู่ในบ้านดีๆ

16. เมื่อคนผิวดำได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันและการกีดกันตามกฎหมายจบสิ้นลง คนผิวขาวก็เริ่มอพยพจากเขตเมืองหรือดาวทาวน์ไปอยู่ชานเมืองหรือซับเบิร์บ ปล่อยให้คนผิวดำอยู่กันอย่างแออัดในสลัมเขตเมือง หรือเกตโต้ การอพยพของคนผิวขาวไปอยู่บ้านเดี่ยวชานเมืองเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 50 – 60 เป็นช่วงเดียวกับที่คนผิวดำได้รับสิทธิพลเมืองเต็มที่ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า คนขาวอพยพ (White flight)

17. ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนขาวเผ่นหนีคือรับไม่ได้ที่จะต้องมาอยู่ปะปนกับคนผิวดำหลังจากสิ้นสุดยุคแห่งการกีดกันสีผิว (desegregation) เช่น ในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ซึ่งเป็นเขตเหนือที่ค่อนข้างจะเข้ากับคนผิวดำได้มากกว่าภาคใต้ ในปี 1957 ที่โรงเรียนมัธยม Clifton Park มีนักเขียนผิวขาว 2,023 คนผิวดำ 34 คน อีก ปีต่อมามีผิวดำ 2,037 คนผิวขาว 12 คน

18. การเผ่นหนีของคนผิวขาวทำให้เขตเมืองเต็มไปด้วยคนผิวดำและเชื้อชาติอื่นๆ และด้วยสถานะทางเศรษฐกิจที่แย่กว่าทำให้เขตเมืองมีอาชญากรรมสูง ส่วนคนผิวขาวเมื่อเผ่นหนีมาอยู่ชานเมืองมีการสร้างแนวรั้วและประตูป้องกันจาก “อาชญากรรมจากข้างนอก” ส่วนคนผิวดำก็อยู่กระจุกตัวด้วยกันเอง การทำเช่นนี้ทำให้การกีดกันเชื้อชาติ (segregation) หวนกลับมาอีกทางปฏิบัติ

19. กอปรกับเมื่อคนผิวขาวหนีออกไปทำให้เมืองขายรายได้จากภาษีจึงมีสภาพทรุดโทรมลง นำไปสู่ความล่มสลายของเมือง (Urban decay) ในเวลาต่อมาจึงมีการสร้างภาพว่าเขตเมืองที่เสื่อมโทรมกับอาชญากรรมที่เกิดจากย่านคนยากจนเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนผิวดำ

20. ดังนั้นการใช้กำลังกับตำรวจต่อคนผิวดำจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะภาพลักษณ์ของคนผิวดำที่ถูกโยงเข้ากับแหล่งเสื่อมโทรมในเขตเมือง แก๊งอาชญากร และคนรายได้ต่ำ ตำรวจอเมริกันจึงมักปฏิบัติต่อคนผิวดำอย่างมีอคติ นำไปสู่การใช้กำลังเกินกว่าเหตุ เช่น การวิสามัญฆาตกรรมโดยไม่สมเหตุผล หรือการใช้กำลังอย่างป่าเถื่อน เช่น กรณีของจอร์จ ฟลอยด์ และตามมาด้วยการประท้วงและจลาจลสีผิวครั้งแล้วครั้งเล่า

21. แต่คนผิวดำไม่สามารถจะถีบตัวเองจากความยากจนได้ง่ายๆ เพราะธนาคารมักจะกีดกันไม่เข้าถึงสินเชื่อ (Mortgage discrimination) ดังนั้นคนผิวดำจำนวนมากจึงต้องจมปลักในย่านเสื่อมโทรมของเมือง การกีดกั้นแบบนี้ยังคงมีอยู่จนถึงทุกวันนี้แม้จะมีกฎหมายป้องกันตั้งแต่ปี 1975 เช่นเดียวกับการเผ่นหนีของคนขาวและความพยายามไม่มาปะปนกันของคน 2 ผิวสี

22. คนผิวดำจำนวนมากสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาจนกลายเป็นคนมีรายได้สูงก็พยายามหนีออกมาจากเมืองมาอยู่ซับเบิร์บเหมือนคนผิวขาวเรียกว่าปรากฏการณ์ คนผิวดำอพยพ (Black flight) แต่แม้คนผิวดำจะมีรายได้มาก ธนาคารก็ยังไม่ยอมปล่อยเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ระดับไพร์ม) ให้ แต่ธนาคากลับปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยสูง (ระดับซับไพร์ม) ให้ สินเชื่อซับไพร์มจะปล่อยให้คนมีประวัติหนี้เสียและมีโอกาสเบี้ยวสูง ดอกเบี้ยจึงแพงระยับ

23. การปล่อยซับไพร์มให้คนผิวดำแสดงว่าธนาคารยังกีดกันและใช้จุดนี้ตักตวงจนคนผิวดำที่พอจะลืมตาอ้าปากได้ เป็นการสูบเลือดสูบเนื้อพวกเขาไปพร้อมๆ กับเหยียดผิวอย่างถูกกฎหมาย ตัวอย่างชัดๆ คือในปี 2006 คนผิวดำที่มีรายได้ 200,000 เหรียญสหรัฐต่อปีโอกาสถูกยัดเยียดเงินกู้ซับไพร์มมากกว่าคนผิวขาวที่รายได้ต่ำกว่าคือ 30,000 ต่อปี

24. เมื่อวิกฤตซับไพร์มกลายเป็นฟองสบู่ในปี 2007 คนที่เจ็บหนักคือคนผิวดำ พวกเขาต้องสูญเสียเงินเก็บ เสียบ้าน (คนผิวดำจำนวนถึง 240,000 คนที่เสียบ้านไป หรือมีโอกาสเสียบ้านมากกว่าคนผิวขาวถึง 70%) หากโชคดีก็กลับไปอยู่ในสลัมเขตเมืองเหมือนเดิม หากโชคร้ายก็กลายเป็นคนไร้บ้าน นี่คือความอยุติธรรมในสังคมอเมริกันที่คนส่วนในโลกคาดคิดไม่ถึง

25. ดังนั้นเวลาเราจะตัดสินว่าสังคมไหนมีเสรีภาพและความเท่าเทียมกันหรือไม่ เราจะดูคำพูดสวยหรูในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายไม่ได้ ยังมีเงื่อนไขปัจจัยอีกมากมายที่เปิดโอกาสให้คนกดขี่คนด้วยกันอย่างไม่ผิดกฎหมาย

แน่นอนว่าสหรัฐอาจเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีในเรื่องนี้ แต่ไม่ใช่ว่าส่วนอื่นๆ ของโลกจะปลอดจากการเหยียดแบบร้อยเปอร์เซนต์เหมือนกัน

บทความโดยกรกิจ ดิษฐาน

Photo by CHANDAN KHANNA / AFP

“โตเกียว”อาจล็อกดาวน์ครั้งใหม่ หลังพบผู้ติดเชื้อโควิดพุ่ง34ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625089

วันที่ 03 มิ.ย. 2563 เวลา 08:04 น.

"โตเกียว"อาจล็อกดาวน์ครั้งใหม่ หลังพบผู้ติดเชื้อโควิดพุ่ง34ราย

ผู้ว่าฯกรุงโตเกียวเตือนประชาชนใช้ความระมัดระวังในการไปสถานบันเทิง หลังพบผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่พุ่ง 34 ราย เล็งกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กรุงโตเกียวอาจต้องกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง หลังจากที่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เพิ่มขึ้นถึง 34 ราย โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ดังกล่าวถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ญี่ปุ่นยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์

นางยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ได้ออกคำเตือนให้ประชาชนที่อาศัยในกรุงโตเกียวระมัดระวังในการเดินทางไปยังแหล่งสถานบันเทิง โดยเฉพาะย่านชินจูกุ ซึ่งมีความเสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อโควิด-19

“หากตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในกรุงโตเกียวเพิ่มขึ้นมากกว่า 50 ราย ทางกรุงโตเกียวก็จะกลับมาออกคำสั่งล็อกดาวน์เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนยุติกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม” ผู้ว่าฯกรุงโตเกียวระบุ

รายงานข่าวระบุว่า กรุงโตเกียวมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมจำนวน 5,283 ราย และมีผู้เสียชีวิต 306 ราย ขณะที่ทั้งประเทศญี่ปุ่นมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 สะสมจำนวน 16,951 ราย และมีผู้เสียชีวิต 903 ราย

เมื่อทรัมป์ยึดอำนาจ สั่งปราบม็อบได้โดยไม่ต้องฟังเสียงใคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625073

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 20:02 น.

เมื่อทรัมป์ยึดอำนาจ สั่งปราบม็อบได้โดยไม่ต้องฟังเสียงใคร

แม้ตามปกติกองทัพไม่สามารถยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายพลเรือน แต่ประธานาธิบดีมีอำนาจพิเศษส่งทหารปราบม็อบได้โดยไม่ต้องผ่านสภา

ในวันที่การประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมให้กับการเสียชีวิตเนื่องจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจของ จอร์จ ฟลอยด์ ลุกลามบานปลายไปทั่วประเทศ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่า “ถ้ารัฐบาลท้องถิ่นไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ผมจะส่งทหารเข้าพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาให้พวกเขา”

คำถามก็คือ ทรัมป์มีอำนาจทำได้หรือไม่

ภายใต้กฎหมาย Posse Comitatus Act  ที่บังคับใช้มื่อปี 1878 กองทัพไม่สามารถยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายพลเรือน ไม่ว่าจะเป็นการจับกุม ยึดทรัพย์สิน หรือค้นตัวบุคคล

อย่างไรก็ดี Insurrection Act หรือกฎหมายปราบจลาจลที่บังคับใช้ในปี 1807 มีบทบัญญัติยกเว้นให้ประธานาธิบดีสหรัฐส่งทหารลงพื้นที่เพื่อควบคุมความวุ่นวายที่ไม่สามารถใช้กฎหมายทั่วไปบังคับใช้ได้ โดยมีข้อแม้ว่าผู้ว่าการรัฐจะต้องร้องขอ

ทว่า แม้ว่ารัฐบาลท้องถิ่นว่าคัดค้านการส่งทหารเข้าพื้นที่ เหมือนอย่างที่ผู้ว่าการรัฐหลายแห่งประกาศชัดเจนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก็ยังมีช่องว่างให้ทรัมป์ใช้อำนาจประธานาธิบดีได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ว่าการรัฐหรือสภาคองเกรส

หนึ่งในข้อยกเว้นก็คือ เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นละเมิดสิทธิของประชาชน ตัวอย่างเช่นในปี 1957 ประธานาธิบดี ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ ส่งหน่วยพลร่มที่ 101 และกองกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guard) ไปยังเมืองลิตเติลร็อก รัฐอาร์คันซอ เพื่อบังคับใช้คำพิพากษาของศาลที่อนุญาตให้นักเรียนผิวดำ 9 คนเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมที่มีแต่คนผิวขาว

ต่อมาประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี และประธานาธิบดี ลินดอน บี. จอห์นสัน ก็ใช้กฎหมายฉบับเดียวกันนี้เพื่อบังคับใช้คำสั่งศาลเกี่ยวกับการยกเลิกการแบ่งแยกสีผิวในหลายรัฐทางตอนใต้ของประเทศ

จะเห็นได้ว่าประธานาธิบดีคนก่อนๆ ใช้อำนาจเด็ดขาดเพื่อปกป้องมโนธรรมของคนในชาติ นั่นคือการต่อต้านการเหยียดคนให้ต่ำกว่าคน

จากข้อมูลของสำนักงานวิจัยแห่งรัฐสภาสหรัฐ (Congressional Research Service) ระบุว่ามีการใช้กฎหมาย Insurrection Act ครั้งสุดท้ายในปี 1992 หลังจากเกิดเหตุจลาจลในเมืองลอสแองเจลิส เพื่อประท้วงที่ศาลพิพากษาให้ตำรวจผิวขาว 4 นายรุมทำร้ายร่างกาย ร็อดนีย์ คิง คนงานก่อสร้างผิวสีบาดเจ็บสาหัส พ้นผิด

แต่ในกรณีของคิงนั้นผู้ว่าการรัฐเป็นฝ่ายร้องของให้รัฐบาลกลางส่งทหารเข้าพื้นที่

นอกจากนี้สำนักข่าว NBC ของสหรัฐรายงานว่า ยังมีอีกเงื่อนไขหนึ่งตามกฎหมายที่ทรัมป์ยังไม่ได้ทำนั่นคือ ต้องประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงแยกย้ายกันกลับบ้านภายในเวลาที่กำหนดก่อน หากผู้ประท้วงยังฝ่าฝืนรวมกลุ่มกันอยู่จึงจะใช้ Insurrection Act ส่งทหารเข้าพื้นที่ได้

อย่างไรก็ดี สำหรับเหตุจลาจลครั้งล่าสุดนี้ สตีเฟน วลาเดค ศาสตรจารย์ด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเทกซัส มองว่า สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายถึงขั้นที่ทรัมป์จะใช้กฎหมาย Insurrection Act โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

แล้วจะมีใครหยุดทรัมป์ได้บ้าง?

ในทางทฤษฎีศาลมีอำนาจคัดค้านการประกาศใช้ Insurrection Act ของทรัมป์ ทว่าผู้เชี่ยวชาญมองว่ามีโอกาสน้อยที่ศาลจะหยุดยั้งทรัมป์

โรเบิร์ต เชสนีย์ ศาสตราจารย์กฎหมายจากมหาวิทยาลัยเทกซัสเผยว่า ที่ผ่านมาศาลมักจะไม่ยื่นมือเข้ามาแตะต้องการใช้อำนาจสั่งการทางทหารของประธานาธิบดี ขณะที่ สตีเฟน วลาเดค จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เผยว่าการตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบอย่างแท้จริงถูกทำให้เป็นเรื่องการเมืองไปเรียบร้อยแล้ว

จึงไม่มีใครกล้าแตะต้องการใช้อำนาจพิเศษของประธานาธิบดี เนื่องจากประธานาธิบดีมีสิทธิ์ให้คุณให้โทษอัยการสูงสุด

เชสนีย์ยังกล่าวอีกว่า สุดท้ายคงต้องพึ่งอำนาจของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่จะเขี่ยผู้นำประเทศลงจากตำแหน่งในการเลือกตั้งครั้งต่อไป หากเจ้าของคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายปราบจลาจลโดยไม่ฟังเสียงใคร

พนักงานเฟซบุ๊กประท้วงซักเคอร์เบิร์ก ไม่จัดการโพสต์ยั่วยุของทรัมป์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625066

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 18:30 น.

พนักงานเฟซบุ๊กประท้วงซักเคอร์เบิร์ก ไม่จัดการโพสต์ยั่วยุของทรัมป์

พนง.เฟซบุ๊กนับร้อยประท้วง มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก นิ่งเฉยกับโพสต์ปลุกปั่นของผู้นำสหรัฐ

รอยเตอร์รายงานว่า พนักงานของบริษัทเฟซบุ๊กจำนวนหลายร้อยคน ต่างออกมาเขียนข้อความลงสื่อสังคมออนไลน์ในหลายแพล็ตฟอร์ม แสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของนาย มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ (CEO)เฟซบุ๊ก ที่ไม่ดำเนินการใดๆกับโพสต์ยั่วยุอาจก่อให้เกิดความรุนแรงของประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐในหลายข้อความเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน

ท่าทีของบรรดาพนักงานเฟซบุ๊กครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความรุนแรงจากการที่ชาวอเมริกันทั่วสหรัฐ ต่างพากันลุกฮือประท้วงไม่พอใจและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับนายจอร์จ ฟลอยด์ จนบางพื้นที่ความรุนแรงขยายตัวเป็นเหตุจลาจล

พนักงานบางรายของเฟซบุ๊กประท้วงด้วยการลางาน ซึ่งตามกฎของเฟซบุ๊กได้อนุญาตให้พนักงานลางานประท้วงได้ตามสิทธิ์ โดยพนักงานหลายคนแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับท่าทีอันนิ่งเฉยของซัคเกอร์เบิร์ก ที่ปล่อยให้แพล็ตฟอร์มเฟซบุ๊ก ถูกใช้เป็นเครื่องมือยั่วยุปลุกปั่นต่อความรุนแรง และการแพร่ข้อมูลแบบผิดๆ โดยเฉพาะกับข้อความที่ผู้นำสหรัฐได้โพสต์ลงในหลายสัปดาห์ก่อน ซึ่งมีเนื้อหาปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงในหลายครั้ง ขัดต่อกฏกระเบียบมาตรฐานชุมชนของเฟซบุ๊ก

พนักงานบางรายได้เปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นรูปกำปั่นสีดำซึ่งดัดแปลงมาจากสัญลักษณ์ “ไลค์”เพื่อแสดงจุดยืนดังกล่าว ขณะที่หลายคนได้เปลี่ยนการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ไปใช้แพล็ตฟอร์ตคู่แข่งอย่างทวีตเตอร์ในการเขียนข้อความแสดงจุดยืนต่อกรณีจอร์จ ฟอยด์แทน

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นเพียงบางส่วนของพนักงานเฟซบุ๊กซึ่งมีทั้งหมดกว่า 40,000 คน โดยก่อนหน้านี้แพล็ตฟอร์มโซเชียลคู่แข่งอย่างทวิตเตอร์ได้ติดป้ายเตือนข้อมูลเท็จต่อข้อความในทวีตของทรัมป์ รวมถึงติดป้ายเตือนข้อความยั่วยุต่อข้อความของทวิตเตอร์บัญชีทำเนียบขาว จนทำให้ผู้นำสหรัฐใช้คำสั่งพิเศษทบทวนกฎหมายให้สิทธิคุ้มครองโซเชียลมีเดีย ซึ่งกระทบถึงเฟซบุุ๊กด้วย แต่เฟซบุ๊กก็ไม่ได้แสดงข้อคิดเห็นใดๆในเรื่องดังกล่าว ขณะที่ด้านมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ซึ่งได้โพสต์ข้อความเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมามีใจความให้เฟซบุ๊กเป็นส่วนหนึ่งของช่องทางสนับสนุนความเสมอภาคและความปลอดภัยของชุมชนคนผิวสีมากขึ้น ด้วยการบริจาคเงิน 10 ล้านดอลลาร์ (ราว 315 ล้านบาท) ให้กับกลุ่มที่สนับสนุนความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ

อีโบลากลับมาระบาดในคองโก คร่าแล้ว 5 ชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625056

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 16:24 น.

อีโบลากลับมาระบาดในคองโก คร่าแล้ว 5 ชีวิต

อีโบลาซ้ำเติมคองโก พบกลับมาระบาดรอบที่11 เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ราย

องค์การอนามัยโลกได้เปิดเผยว่า เชื้อไวรัสอีโบลาได้กลับมาระบาดยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) อีกครั้ง เป็นผลให้พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 5 ราย จำนวนนี้เป็นเด็กหญิงวัย 15 ปีรวมอยู่ด้วย ซ้ำเติมสถานการณ์โควิด-19 ที่กำลังระบาดในประเทศ

หน่วยงานด้านสาธารณสุขคองโกเผยว่า รายงานการเสียชีวิตมีขึ้นระหว่างวันที่ 18 ถึง 30 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยพบแหล่งระบาดใหม่ในบังดาคาในจังหวัดเอกวาเตอร์ทางตะวันตกของประเทศ แต่เพิ่งได้รับการยืนยันผลการตรวจสาเหตุการเสียชีวิตเมื่อวานนี้ ส่งผลให้ทางการต้องเฝ้าระวังจับตาการระบาดกลุ่มของอีโบลารอบใหม่

สำหรับคองโก พบการระบาดของอีโบลากลับมาหนักสุดช่วงปี 2018 โดยครั้งล่าสุดนี้นับเป็นการระบาดครั้งที่ 11มีผู้ติดเชื้อสะสมที่ 3,406 ราย เสียชีวิตถึง 2,243 อัตราการเสียชีวิตสูงกว่าไวรัสโคโรนาหลายเท่า

ก่อนหน้านี้คองโกไม่พบการติดเชื้ออีโบลารายใหม่ต่อเนื่อถึง 21 วัน แต่เนื่องจากเชื้ออีโบลามีระยะเวลาการฟักตัวนานถึงกว่า 20 วัน ทางอนามัยโลกจึงจำเป็นต้องรออย่างน้อย 42 วัน หากไม่พบการติดเชื้อรายใหม่ จึงจะถือว่าการแพร่ระบาดของอีโบลาสิ้นสุดลงแล้ว แต่ดูเหมือนการติดเชื้อดังกล่าวกำลังทำให้คองโกต้องเผชิญวิกฤตโรคระบาดถึงสองด้านจากทั้งอีโบลา และโควิด-19 เรื่องดังกล่าวทำให้องค์การอนามัยโลกเตรียมส่งทีมเฉพาะกิจลงพื้นที่เพื่อรับมือสถานการณ์อีโบลาอีกครั้ง

สำหรับโควิด-19 คองโกมีรายงานผุ้ติดเชื้อ 3,194 ราย รักษาหายแล้ว 454เสียชีวิต 72 คน

นิวซีแลนด์เล็งยกเลิกทุกมาตรการเข้มคุมโควิด แต่ยังคงปิดประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625042

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 14:53 น.

นิวซีแลนด์เล็งยกเลิกทุกมาตรการเข้มคุมโควิด แต่ยังคงปิดประเทศ

นายกนิวซีแลนด์จะคลายทุกมาตรการเข้มที่ใช้คุมโควิดในสัปดาห์หน้า หลังคุมระบาดในประเทศอยู่หมัดปลอดติดเชื้อใหม่ 11 วันติด

รอยเตอร์รายงานว่า นางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้แถลงต่อสื่อในวันนี้ ถึงสถานการณ์ไวรัสโคโรนาระบาดในประเทศ โดยเธอกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีเตรียมหารือถึงการลดระดับคำเตือนไวรัสในประเทศให้เหลือระดับที่ 1 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดภายในสัปดาห์หน้า โดยการลดระดับคำเตือนดังกล่าวจะมาพร้อมกับการผ่อนปรนมาตรการคุมเข้มโควิดในรูปแบบให้เข้มงวดน้อยที่สุด แต่จะยังคงมาตรการเว้นระยะทางสังคม การอนุญาตให้ผู้คนรวมตัวได้ไม่เกิน100 คน และยังคงไม่มีการเปิดพรมแดน

“มาตรการของเราที่คุมอย่างเข้มงวด แต่ก็ได้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว บางกรณีได้ผลดีเกินความคาดหมาย” นางอาเดิร์นกล่าวว่า รัฐบาลจะมีการตัดสินใจเรื่องดังกล่าวในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ และคาดว่าจะมีผลให้ผ่อนปรนได้ช่วงวันที่ 22 มิถุนายน

สำหรับนิวซีแลนด์ถือว่าประสบความสำเร็จในการคุมระบาดในประเทศ โดยไม่มีการพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อเนื่องถึง 11 วันแล้ว ขณะที่ทั้งประเทศเหลือผู้ติดเชื้อโควิดอยู่เพียง 1 รายเท่านั้น โดยยอดผู้ติดเชื้อสะสมที่ 1,154 รักษาหายแล้ว 1,131 เสียชีวิต 22 ราย

“เราจะเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ของโลกที่จะกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว” นางอาเดิร์นกล่าว ส่วนหนึ่งเนื่องจากเพราะนิวซีแลนด์มีการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างจริงจังตั้งแต่แรกเป็นเวลาต่อเนื่องถึงเกือบ 7 สัปดาห์ พนักงานหลายทำงานอยู่ที่บ้าน ยกเว้นแต่พนักงานในภาคส่วนธุรกิจที่จำเป็น

อย่างไรก็ดี นางอาร์เดิร์นยังมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการเว้นระยะทางสังคม จากการที่ชาวนิวซีแลนด์นับหลายร้อยคนออกมาชุมนุมประณามการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายอเมริกันผิวสีที่ถูกตำรวจสหรัฐกระทำเกินกว่าเหตุจนเสียชีวิต โดยเธอได้เรียกร้องให้ชาวนิวซีแลนด์ชุมนุมแสดงจุดยืนอย่างสงบพร้อมกับมาตการเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม

นักบวชฉุน ทรัมป์ใช้”ไบเบิล” เป็นพร็อพสร้างความชอบธรรมปราบจลาจล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625024

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 12:44 น.

นักบวชฉุน ทรัมป์ใช้"ไบเบิล" เป็นพร็อพสร้างความชอบธรรมปราบจลาจล

“นี่เป็นเรื่องน่ารังเกียจ ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือการเมือง พระเจ้าไม่ใช่ของเล่นไว้ให้คุณหาเสียง”

จากเหตุการณ์ความรุนแรงของการประท้วงแสดงความไม่พอใจต่อการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟอลยด์ ชายผิวสีที่ถูกตำรวจในรัฐมินเนโซต้าใช้เข่ากดคอจนเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต ที่ส่งผลให้ชาวอเมริกันหลายเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐออกมาประท้วงจนกลายเป็นเหตุจลาจลรุนแรง เรื่องดังกล่าวเมื่อวานนี้ ตามเวลาท้องถิ่นกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้นำสหรัฐได้แถลงว่าเขาอาจพิจารณาต้องใช้กฎหมาย Posse Comitatus Act ซึ่งตราขึ้นเมื่อปี 1807 ช่วงสงครามกลางเมือง ในการส่งทหารจากส่วนกลางเข้าควบคุมสถานการณ์ประท้วงรวมถึงอาจมีการประกาศเคอร์ฟิว หากเหตุประท้วงในแต่ละรัฐยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

แม้ยังไม่ชัดเจนว่า การบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ในสถานการณ์นี้ แต่คนกระทรวงกลาโหมรวมถึงนักวิชาการด้านกฎหมายของสหรัฐ ได้ให้ความเห็นว่า อาจเป็นการใช้อำนาจซ้ำขอบเขตกับกองกำลังพิทักษ์ชาติที่เข้าควบคุมสถานการณ์อยู่แล้ว รวมถึงหลายฝ่ายยังมองว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ถึงขึ้นต้องให้รัฐบาลกลางใช้คำสั่งทางทหาร

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ผู้นำสหรัฐเสร็จสิ้นคำแถลงที่สวนในทำเนียบขาว ผู้นำสหรัฐและคณะบุคคลสำคัญซึ่งประกอบด้วย รมว.กลาโหม รมว.ยุติธรรม รวมถึงนายจาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาประธานาธิบดีและผู้เป็นบุตรเขย ได้เดินเท้าจากทำเนียบขาวไปยังโบสถ์เซนต์ จอห์น ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทำเนียบขาว เพื่อสำรวจความเสียหายจากของโบสถ์จากเหตุความรุนแรงซึ่งถูกไฟไหม้ พร้อมมีการพ่นสีในบางส่วน

รายงานระบุด้วยว่า ระหว่างที่ผู้นำสหรัฐแถลง ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตายิงสลายม็อบเพื่อเตรียมเปิดทางให้ทรัมป์และคณะเดินไปยังโบสถ์ที่อยู่ใกล้ทำเนียบขาว

เมื่อผู้นำสหรัฐไปถึง เขาได้นำพระคัมภีร์ไบเบิลขึ้นมาถือยังด้านหน้าโบสถ์เพื่อให้บรรดาสื่อมวลชนถ่ายรูป พร้อมกับกล่าวว่า นี่คือไบเบิล เรามีประเทศที่ยิ่งใหญ่ ผมพยายามทำให้มันดีและปลอดภัย

ภาพดังกล่าว ได้กลายเป็นที่วิจารณ์ของบรรดานักการศาสนาและนักการเมืองหลายฝ่ายว่า ผู้สหรัฐพยายาม”สร้างภาพ”ความชอบธรรมให้กับตนเอง ด้วยการใช้พระคัมภีร์เป็นเครื่องมือ

เรื่องดังกล่าว บิชอป Mariann Budde ผู้นำคณะบาทหลวงแห่งสังฆมณฑลวอชิงตัน พูดกับสื่อในตอนหนึ่งว่า ตนรู้สึกโกรธเคืองอย่างมากที่ผู้นำสหรัฐใช้สัญลักษณ์ของคริสตจักรเป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชัง “สิ่งที่ทรัมปฺแสดงขัดแย้งกับคำสอนหลักของคริสตจักรที่ให้ผู้คนกรุณาและเห็นคุณค่าของความรัก”

เช่นเดียวกับบาทหลวง James Martin แห่งคณะเยซูอิดได้โพสต์ภาพการชูไบเบิลของผู้นำสหรัฐพร้อมข้อความว่า “ขอพูดให้ชัดเจน นี่มันเป็นเรื่องน่ารังเกียจ พระคัมภีร์ไม่ได้พร็อพไว้ถ่ายรูป ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง พระเจ้าไม่ใช่ของเล่นของคุณ”

ด้านนายแอนดรูว โคโม่ ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กได้ทวีตข้อความโจมตีทรัมป์ว่า “ขายขี้หน้าอย่างแท้จริง” ที่ประธานาธิบดีต้องการสร้างทีวีเรียลลิตี้โดยอ้างความชอบธรรมของพระเจ้าและประเทศชาติ

ขณะที่สถานการณ์ประท้วงในกรุงวอชิงตันดี.ซี. ยังไม่มีท่าทีจะคลี่คลาย โดยก่อนหน้านี้ท้องถิ่นได้มีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังพิทักษ์ชาติเข้าควบคุมสถานการณ์โดยรอบทำเนียบขาว พร้อมกับมีการสั่งล็อกดาวน์เข้มงวดความปลอดภัยขั้นสูงสุด

ทรัมป์ขู่ใช้เคอร์ฟิว-ส่งทหารปราบจลาจล หากประท้วงยังรุนแรงยืดเยื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625011

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 11:01 น.

ทรัมป์ขู่ใช้เคอร์ฟิว-ส่งทหารปราบจลาจล หากประท้วงยังรุนแรงยืดเยื้อ

ผู้นำสหรัฐขู่ใช้กม.ยุคสงครามกลางเมืองจัดการม็อบ หากท้องถิ่นคุมไม่อยู่ ด้านผลชันสูตรจอร์จ ฟลอยด์ ชี้ขาดอากาศหายใจตาย

เหตุการณ์ที่ชาวอเมริกันหลายเมืองใหญ่ทั่วสหรัฐออกมาชุมนุมประท้วงแสดงความไม่พอใจพร้อมเรียกร้องความเป็นธรรมต่อการตายของนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีที่ถูกตำรวจผิวขาวในเมืองมินเนอาโปลิส ใช้เข่ากดจนเสียชีวิตเป็นเหตุให้สถานการณ์การประท้วงทั่วทั้งสหรัฐทวีความรุนแรงต่อเนื่องมาเป็นเวลาถึง 6 วันแล้ว และยังคงไม่มีท่าทีจะสงบลง จากการที่ท่าทีของผู้นำสหรัฐออกมาแสดงจุดยืนใช้ไม้แข็งจัดการกับม็อบ แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาความรุนแรงในตำรวจ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้แถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ถึงสถานการณ์ประท้วงและจลาจลจากการตายของนายจอร์จ ฟลอยด์ โดยผู้นำสหรัฐได้ยื่นคำขาดให้กลุ่มผู้ประท้วงยุติการกระทำโดยทันที ไม่เช่นนั้นเขาจะใช้อำนาจตามกฎหมาย Posse Comitatus Act ซึ่งถูกตราขึ้นเมื่อปี 1807 ช่วงสงครามกลางเมือง บังคับใช้ในการส่งทหารจากส่วนกลางเข้าควบคุมสถานการณ์ประท้วงรวมถึงอาจมีการประกาศเคอร์ฟิว หากเหตุประท้วงในแต่ละรัฐยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ก่อนหน้านี้ กองกำลังพิทักษ์ชาติ (United States National Guard) ได้ถูกส่งลงพื้นที่แล้วกว่า 15 รัฐทั่วสหรัฐตามคำสั่งของท้องถิ่น แต่ก็ยังไม่อาจรักษาความสงบได้ แต่ผู้นำสหรัฐกล่าวว่า “รัฐบาลท้องถิ่นในหลายแห่งล้มเหลวในการปกป้องประชาชนเช่นกัน”

อย่างไรก็ดี ตอนหนึ่งที่ผู้นำสหรัฐแถลงเขาให้คำมั่นว่า “ภารกิจแรกและภารกิจอันสูงสุดของผมในฐานะประธานาธิบดีคือการปกป้องประเทศอันยิ่งใหญ่นี้และพิทักษ์ชาวอเมริกัน .. ผมสาบานตนจะยึดมั่นในกฎหมายของสหรัฐ และนั่นเป็นสิ่งที่ผมจะปฏิบัติตาม” นอกจากนี้ผู้นำสหรัฐยังให้คำมั่นจะมอบความยุติธรรมกับจอร์จ ฟลอดย์ และการตายของเขาจะไม่สูญเปล่า แต่ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐก็ยังขู่จะใช้กฎหมายพิเศษและเคอร์ฟิวส่งทหารเข้าควบคุมสถาณการณ์ หากการประท้วงเลวร้ายถึงขีดสุด ส่งผลให้หลังมีคำแถลงดังกล่าวเกิดเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย

ทั้งนี้ หลังการเสร็จสิ้นคำแถลงผู้นำสหรัฐได้พร้อมรัฐมนตรียุติธรรม รัฐมนตรีกลาโหม และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ที่ปรึกษาและผู้เป็นบุตรเขย ได้เดินทางไปยังโบสถ์เซนต์จอห์นส์อายุ 200 ปีที่อยู่ไม่ไกลจากทำเนียบขาว หลังถูกกลุ่มผู้ประท้วงเผาทำลายและมีการเผาจนเสียหายบางส่วนระหว่างเหตุการณ์ความไม่สงบ โดยผู้นำสหรัฐยืนถือพระคำภีร์ไบเบิลพร้อมกล่าวว่า นี่คือไบเบิล เรามีประเทศที่ยิ่งใหญ่ ผมพยายามทำให้มันดีและปลอดภัย

ขณะเดียวกัน ผลการชันสูตรของคณะสืบสวนอิสระพบว่า สาเหตุการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ ถูกฆาตด้วยการทำให้ขาดอากาศหายใจ (mechanical asphyxiation) ซึ่งสอดคล้องกับภาพเหตุการณ์ที่ปรากฎว่านายฟอลยด์ถูกตำรวจใช้เข่ากดที่คอจนเสียชีวิต โดยก่อนตายเขาได้พยายามพูดว่า “ผมหายใจไม่ออก” ด้านศาลรัฐมินเนอาโปลิสได้สั่งเลื่อนการนำตัวนายตำรวจที่เกี่ยวข้องขึ้นพิจารณาคดีออกไปก่อน เนื่องจากหวั่นว่าอาจเกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้น

“WHO” เตือนผู้นำโลกอย่าชะล่าใจ หลังมีรายงานโควิดลดความรุนแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625005

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 09:13 น.

"WHO" เตือนผู้นำโลกอย่าชะล่าใจ หลังมีรายงานโควิดลดความรุนแรง

องค์การอนามัยโลก เตือนผู้นำนานาประเทศอย่าชะล่าใจ หลังมีรายงานไวรัสโควิดลดความรุนแรงลง ชี้ยังเป็นไวรัสอันตรายที่ฆ่าคนได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่ แพทย์ในอิตาลีได้ออกมาเปิดเผยว่า ไวรัสโควิด-19 กำลังลดความรุนแรงลง ล่าสุดองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ได้ออกมาเตือนผู้นำของประเทศต่างๆว่า ไม่ควรชะล่าใจเพราะไวรัสโควิด-19 ยังมีความรุนแรงสามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

นายแพทย์ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายโครงการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวเตือนว่า ผู้นำประเทศต่างๆไม่ควรชะล่าใจ เพราะโควิด-19ยังเป็นไวรัสที่ฆ่าคนได้ และคนหลายพันต้องเสียชีวิตเพราะไวรัสในแต่ละวัน ฉะนั้นต้องระวังและไม่สร้างความรู้สึกที่ว่าไวรัสโควิด-19 ได้ลดความเป็นเชื้อโรคลง ซึ่งนี่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ขณะที่ พญ.มาเรีย แวน เคอร์โคฟ นักระบาดวิทยาของ WHO กล่าวเตือนว่า การชุมนุมประท้วงในสหรัฐที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการสัมผัสใกล้ชิดและส่งผลให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น