นิวยอร์กประกาศเคอร์ฟิว เพิ่มกำลังตำรวจสกัดเหตุรุนแรงจากการประท้วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/625001

วันที่ 02 มิ.ย. 2563 เวลา 07:55 น.

นิวยอร์กประกาศเคอร์ฟิว เพิ่มกำลังตำรวจสกัดเหตุรุนแรงจากการประท้วง

กรุงนิวยอร์กประกาศเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมสถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นจากการประท้วง พร้อมเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 เท่า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กและนายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์ก ได้ออกแถลงร่วมกันประกาศเคอร์ฟิวตั้งแต่เวลา 23.00 น.ของวันที่ 1 มิ.ย.63 ตามเวลาสหรัฐ ไปจนถึงเวลา 05.00 น. ของวันที่ 2 มิ.ย.63 ตามเวลาสหรัฐ (16.00 น.ของวันพุธที่ 3 มิ.ย. 63 ตามเวลาไทย)

แถลงการณ์ระบุว่าการประกาศเคอร์ฟิวเพื่อควบคุมสถานการณ์รุนแรงที่เกิดจากการประท้วง หลังจากประชาชนจำนวนมากได้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนายจอร์จ ฟลอยด์ ชาวผิวสีที่ถูกตำรวจใช้เข่ากดคอจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต

“เราสนับสนุนให้ประชาชนทำการประท้วงอย่างสันติเพื่อให้ทั่วโลกได้ยินเสียงเรียกร้องของพวกเขา แต่ความปลอดภัยในที่สาธารณะถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเราไม่อาจประนีประนอมได้” แถลงการณ์ระบุ

นอกจากนี้ กรมตำรวจเมืองนิวยอร์กจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสองเท่าใน 5 เขตของเมืองนิวยอร์ก เพื่อป้องกันสถานการณ์รุนแรงและความเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในระหว่างการประท้วง

ภัยคุกคามของทรัมป์ไม่ใช่จลาจลในบ้าน เป้าหมายคือการเล่นงานจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624996

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 20:15 น.

ภัยคุกคามของทรัมป์ไม่ใช่จลาจลในบ้าน เป้าหมายคือเล่นงานจีน

เมื่อจีนไม่ยอมอ่อนข้อ สหรัฐก็ยังไม่กล้าลุยฮ่องกง ทั้งสองฝ่ายผลัดกันซัดคนละหมัดสองหมัด การปะทะแบบซึ่งๆ หน้าอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้ แต่ในอนาคตไม่แน่

ใครที่ตามสถานการณ์โลกแบบละเอียดละออสักหน่อยคงจะเห็นตรงกันว่าการที่จีนหักดิบออกกฎหมายความมั่นคงยัดเยียดให้ฮ่องกงเสียเลยนั้น เพราะจีนเห็นว่าคุยกับโลกตะวันตกไม่รู้เรื่องแล้ว อีกฝ่ายจะขย้ำจีนท่าเดียวโดยเฉพาะเรื่องโรคระบาด

และไหนๆ กระแสลมมันพัดพาไปทางชาตินิยมอยู่แล้ว ก็ต่างคนต่างอยู่มันซะเลยแล้วกัน

ผู้เขียนเคยวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจีนจะหันมาพึ่งตลาดในประเทศมากขึ้น พึ่งโลกน้อยลง เรื่องนีสีจิ้นผิงพูดแล้ว ที่ประชุม “เหลียงฮุ่ย” ส่งซิกมาแล้ว และประชาชนจีนก็รับลูกกันบ้างแล้วด้วยการปลุกชาตินิยมด้านต่างๆ

ถ้าจีนชาตินิยมเรื่องค้าขายก็ดีไป แต่ถ้าชาตินิยมเรื่องการเมืองเกรงว่าจะเกิดการเผชิญหน้ากับชาติตะวันตกแน่ๆ

เพราะโรคระบาดมันจะทำให้นานาประเทศแกร่วอยู่กับตัวเองไปอีกนาน ค้าขายกับใครก็ลำบาก ชาติไหนค้าขายกับตัวเองยิ่งเร็วยิ่งดี จะไปพึ่งประเทศอื่นไม่รอดแน่ จีนได้เริ่มพึ่งพาตัวเองแล้วเพื่อรับมือกับแนวโน้มนี้ และรับมือกับ “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด” (อย่างที่สีจิ้นผิงบอก) นั่นคือถูกรุมบอยคอต

จะเห็นว่าทรัมป์ขู่ตอบโต้ด้วยการจะถอนสถานะพิเศษของฮ่องกง หากทำจริงหลังจากนี้ฮ่องกงจะถูกกีดกันสารพัด และสหรัฐมีกฎหมายประชาธิปไตยฮ่องกงที่ผ่านออกมาเมื่อปีที่แล้วเพื่อหวังจะเล่นงานคนในรัฐบาลฮ่องกงและรัฐบาลจีนเต็มที่หากเบียดเบียน “ฝ่ายประชาธิปไตย”

แต่จีนบอกว่าถ้าจะทำแบบนี้เดี๋ยวจะตอบโต้ให้สาสมพอๆ กัน

หลังจาก 2 ฝ่ายประกาศชนกันเต็มที่ ชาวโลกก็เฝ้ารอดูกันว่ารถสองคันที่กำลังตะบึงเข้าใส่กันเพื่อวัดใจ คันไหนจะหักเลี้ยวหนีก่อน

ปรากฎว่าทรัมป์ออกอาการเป๋ก่อนจะขึ้นเวทีเสียอีก

เมื่อวันศุกร์ทรัมป์แถลงข่าวที่ทำเนียบขาวแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะเล่นงานฮ่องกงอย่างไรหรือเมื่อไร เพียงแต่บอกว่าจะมี “ข้อยกเว้นเล็กๆ น้อยๆ”

พอทรัมป์เกิดอาการแหยงขึ้นมา ตลาดหุ้นก็โล่งใจในทันทีดังจะเห็นได้ว่าตลาดหุ้นในสหรัฐบวกขึ้นมา ส่วนเอชียเปิดตลาดวันจันทร์ก็ค่อนข้างดีทีเดียว แสดงว่าตลาดพอจะจับอาการของทรัมป์ได้แล้วว่า “ไม่แน่จริง”

บางคนคิดว่าการที่เกิดจลาจลเรื่องเหยียดผิวในสหรัฐจะทำให้ทรัมป์หักพวงมาลัยหนีจีน แต่ผู้เขียนคิดว่าตรงกันข้าม จลาจลพวกนี้เกิดบ่อยในสหรัฐระยะหลังเกิดปีเว้นปี แต่รัฐบาลก็ทานทนด้านชาเสียเหลือเกิน ยื้อจนม็อบเลิกกันไปเอง ยิ่ง “คนแบบทรัมป์” ด้วยแล้วเขาไม่แยแสปัญญานี้เอาเลย

ความสนใจของทรัมป์จะยังอยู่ที่ฮ่องกงและจีน เรื่องในประเทศเคลียร์ได้แน่นอน เพราะใหญ่กว่านี้ก็เจอมาแล้ว

ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ม็อบในบ้าน แต่เป็นจีน เราจะเห็นว่าพันธมิตรของสหรัฐขยับเรื่องต่อต้านจีนกันถี่ขึ้นและถ้าใครตาดีจะเห็นความเคลื่อนไหวในการฟอร์มพันธมิตรเล่นงานจีนที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนต่อให้สหรัฐใช้วิธีรุนแรงปราบม็อบ จะไม่มีพันธมิตรหน้าไหนวิจารณ์สหรัฐ เรื่องแบบนี้รู้ๆ กันอยู่ ตัวอย่างเช่นญี่ปุ่นที่กังวลที่จีนออกกฎหมายความมั่นคงฮ่องกง แต่ญี่ปุ่นไม่ได้ห่วงชีวิตกับคนผิวดำและสิทธิมนุษยชนในสหรัฐเลย

สำนักข่าวบลูมเบิร์กยังวิเคราะห์ว่าญี่ปุ่นจะยอมให้ไทยเข้าประเทศได้ในเร็วๆ นี้ แต่จะไม่ปล่อยให้จีนเข้ามาเพราะเกรงใจสหรัฐ กลัวสหรัฐจะโวยวาย เพราะพี่ใหญ่กำลังจ้องจะเอาผิด (หรือโยนความผิดที่ตัวเองล้มเหลว?) ให้กับจีนเรื่องโรคระบาด

อนาคตของฮ่องกงนั้นขึ้นอยู่กับเมตตาของสหรัฐกับจีน ถ้าสหรัฐหักดิบตัดสถานะฮ่องกง ฮ่องกงก็เตรียมกลายเป็น “จีนแดง” ได้เลย แต่ถ้าสหรัฐยังกลัวเสียมากกว่าได้ ฮ่องกงก็อาจ “ชิลๆ” กับเสรีภาพไปได้อีกสักพัก

เราจะเห็นได้ว่าเบื้องต้นทรัมป์อาจจะยังเสียดายฮ่องกงจึงไม่ยอมทำอะไรบุ่มบ่ามหรือไม่ก็ยอมกลืนน้ำลายตัวเองด้วยซ้ำ

เรื่องนี้จีนน่าจะรู้แกวจึงแซะสหรัฐว่าชอบทำอาการชักเข้าชักออกเรื่องจะถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก เหมือนจีนจะตีวัวกระทบคราดว่า “ถ้ากล้ากับฮ่องกงก็เอาเลย”

แต่เราต้องจับตาให้ดีเพราะรัฐบาลสหรัฐประกาศขายแมนชั่น 6 แห่งในฮ่องกงมูลค่า 645 ล้านเหรียญสหรัฐ การประกาศขายนี้มีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทรัมป์ขู่ที่จะตัดสถานะพิเศษของฮ่องกง แม้ทรัมป์จะยังไม่กล้าตัดในตอนนี้

แต่การขายคฤหาสน์ 6 หลังน่าจะเป็นการถอนทัพยกแรกออกจากที่นี่

แล้วจีนจะทำอย่างไรกับฮ่องกง?

ฮ่องกงนั้นเปรียบเหมือนประตูเงินประตูทองของจีน แต่ก็เป็นแผลปากเปิดรอให้ฝ่ายต้องข้ามมาจิ้มให้เจ็บแล้วเจ็บอีก ดังนั้นจีนจะไม่ละล้าละลังปล่อยให้ฮ่องกงวุ่นวายอีก

ตอนนี้จีนเข้าโหมดเก็บตัวเตรียมรับแรกกระแทก อะไรๆ ที่เคยทำกับสหรัฐมาก่อน จีนจะเลิกทำหรือลดลง

ในวันที่ตลาดหุ้นดีดรับอาการใจฝ่อของทรัมป์เรื่องฮ่องกง จีนก็มีคำสั่งให้รัฐวิสาหกิจต่างๆ หยุดซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรจากสหรัฐ รวมถึงถั่วเหลืองซึ่งจีนเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ทำให้คนกลัวกันว่าข้อตกลงระงับสงครามการค้าเฟสที่หนึ่งทำท้าจะไปไม่รอดเสียแล้ว

แต่คนไม่รอดท่าจะเป็นทรัมป์ด้วย เพราะจีนเล่นถูกจุดเข้าจังๆ

สงครามการค้าทำให้ภาคเกษตรสหรัฐสาหัสเพราะจีนลดนำเข้า ผู้ปลูกถั่วเหลืองที่เคยเลือกทรัมป์ตอนเลือกตั้งต่างโอดครวญไปตามๆ กัน มาตอนนี้ถึงกับสั่งเลิกนำเข้ามีแววว่าทรัมป์จะเสียคะแนนเสียจากกลุ่มนี้ชัวร์แล้ว

ถั่วเหลืองไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นสินค้าเกษตรสำคัญของสหรัฐ และจีนก็นำเข้าจากสหรัฐปริมาณมหาศาลถึง 62% ของปริมาณส่งออกทั้งหมดเมื่อปี 2016 พอเกิดสงครามการค้าลดเหลือ 18% ในปี 2018 เรียกว่าลดลงถึง 75%

นี่คือการแสดงพลังของตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีน ถ้าสหรัฐคิดจะเดิมพันกับตลาดนี้ จีนก็พร้อมแล้ว

ถามว่าทรัมป์พร้อมไหม? ท่าทีของเขาดูเหมือนจะไม่พร้อมแต่คนในรัฐบาลบอกว่าทรัมป์พร้อมรับความท้าทายนี้

ตอนนี้รัฐบาลสหรัฐยังมีไพ่อีกใบคือการขู่ไม่รับนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนโดยไมค์ พอมพีโอรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอ้างว่านักศึกษาจีน “ไม่ควรเข้ามาสอดแนมในโรงเรียนของเรา” โดยเฉพาะนักศึกษาที่มีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน

เรื่องนี้ทรัมป์ทำจริงด้วยการออกคำสั่งระงับนักศึกษาปริญญาโทชาวจีนไม่ให้เข้ามาเรียนต่อในสหรัฐ

แต่วงการวิชาการไม่เห็นด้วยอย่างแรง เพราะนักศึกษาจีนทำรายให้สหรัฐถึง 4.5 หมื่นล้านเหรียญเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ยุทธศาสตร์ถือว่าทรัมป์เดินเกมส์ขั้นเด็ดด้วยความจำเป็น เพราะสหรัฐเจอปัญหาสายลับจีนแทรกแซึมเข้าในสถาบันต่างๆ มาหลายปีแล้ว

ไพ่อีกใบคือสหรัฐเตรียมจะสั่งห้ามทำธุรกิจกับบริษัทที่เกี่ยวพันกองทัพจีน เรื่องนี้เราจะต้องจับตาให้ดีเพราะบริษัทจีนหลายแห่งเกี่ยวพันกับรัฐบาลและกองทัพ อาจจะโดนข้อหาเดียวกับหัวเหวยเอาง่ายๆ

ไพ่ของสหรัฐเป็นการปกป้องตัวเองจากการแทรกซึมของจีน แต่มันจะบีบให้จีนปิดตัวเองไปเรื่อยๆ และเคร่งครัดกับฮ่องกงมากขึ้น

และสหรัฐต้องแลกมาด้วยความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล แต่นี่คือราคาที่จีนและสหรัฐต้องจ่ายในการทำสงครามเย็นครั้งใหม่

Photo by ISAAC LAWRENCE / AFP

ตำรวจอเมริกันหยุดทำร้ายประชาชน หันมาชุมนุมเคียงข้างผู้ประท้วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624988

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 18:13 น.

ตำรวจอเมริกันหยุดทำร้ายประชาชน หันมาชุมนุมเคียงข้างผู้ประท้วง

ท่ามกลางความวุ่นวายของจลาจลต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ตำรวจบางคนแสดงจุดยืนร่วมกับผู้ชุมนุม

การชุมนุมประท้วงที่กลายเป็นจลาจลในหลายพื้นที่ของสหรัฐ มีสาเหตุรุนแรงจากน้ำมือตำรวจต่อชายผิวดำที่ชื่อจอร์จ ฟลอยด์ แต่ในระหว่างการประท้วงใหญ่มีตำรวจจำนวนหนึ่งที่หยุดปฏิบัติหน้าที่กลางคันแล้วหันมาแสดงพลังร่วมกับผู้ประท้วง

หนึ่งในตำรวจที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการ “แปรพักตร์” ครั้งนี้คือคริส สวอนสัน ตำรวจท้องที่เขตจีเนสซี รัฐมิชิแกนที่ถอดเครื่องแบบ วางกระบองลง แล้วเดินร่วมชุมนุมเคียงข้างประชาชน

เจ้าหน้าที่สวอนสันบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “เราไม่อาจลืมได้ บนรถตำรวจทุกคนทั่วประเทศมีคำว่า ปกป้องและรับใช้ ซึ่งหมายความว่าประชาชนทุกคน ประชาชนทุกคนจริงๆ มีศักดิ์ศรีเหมือนกัน”

ในอีกหลายพื้นที่มีรายงานว่าตำรวจคุกเข่าลงเป็นการแสดงพลังในเชิงสัญลักษณ์ เช่น ที่เมืองคอรัล เกเบิลส์ รัฐฟลอริดา (ภาพประกอบหลัก โดย Eva Marie UZCATEGUI / AFP) ตำรวจพร้อมใจกันคุกเข่าลงแล้วร่วมสวดภาวนากับผู้ประท้วง ที่เมือเลกซิงตัน รัฐเคนทักกี ตำรวจคุกเข่าลงหน้ากองบัญชาการตามเสียงเรียกร้องของประชาชน

ที่นิวยอร์กมีตำรวจคุกเข่าลงเพื่อแสดงพลังร่วมกับผู้ชุมนุม หลังจากนั้นตำรวจและผู้ชุมนุมพากับจับมือและสวมกอดกัน

การที่ตำรวจแสดงพลังกับผู้ชุมนุม มีส่วนช่วยให้ความรุนแรงลดลง เช่นที่เขตแคมเดน เมืองฟิลาเดลเฟีย ฝั่งตรงข้ามมีเหตุวุ่นวายอย่างหนักมีผู้ถูกจับกุมถึง 100 คน แต่ที่แคมเดนสถานการณ์สงบ เมื่อผู้ชุมนุมเห็นว่าตำรวจอยู่ข้างเดียวกับพวกเขา

โคโรนาไวรัสสิ้นฤทธิ์? หมออิตาลีชี้ทำให้ตายน้อยลง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624977

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 16:11 น.

โคโรนาไวรัสสิ้นฤทธิ์? หมออิตาลีชี้ทำให้ตายน้อยลง

แพทย์บางคนในอิตาลีเชื่อว่าไวรัสอ่อนแอลงแล้วและโรคโควิด-19 ก็ไม่ได้ร้ายแรงเหมือนเดิมอีก

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานความเห็นของแพทย์อาวุโสชาวอิตาลีที่กล่าวว่า โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่กำลังสูญเสียสมรรถภาพของตัวมันเองและทำให้มีโอกาสติดเชื้อและตายลดลงมาก

“ในความเป็นจริงแล้วไวรัสนี้ไม่มีอยู่ในอิตาลีอีกแล้ว” อัลแบร์โต ซานกริลโล หัวหน้าโรงพยาบาลซานราฟฟาเอเลในเมืองมิลานทางภาคเหนือของแคว้นลอมบาร์เดีย กล่าว

“การเก็บตัวอย่างที่ดำเนินการในช่วง 10 วันที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าระดับไวรัสในแง่ปริมาณมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับการเก็บตัวอย่างเมื่อหนึ่งเดือนหรือสองเดือนที่แล้ว” ซานกริลโล กล่าวกับโทรทัศน์ RAI

อิตาลีเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับ 3 ในโลกจากโควิด-19 โดยมีผู้เสียชีวิต 33,415 คนนับตั้งแต่มีการระบาดของโรคเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาโดยมีจำนวนผู้ป่วยสูงสุด 233,019 คน

อย่างไรก็ตามการติดเชื้อและกรณีการเสียชีวิตรายใหม่ได้ลดลงอย่างต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคมและประเทศอิตาลีกำลังคลายข้อจำกัดบางอย่างที่เข้มงวดมากที่สุดเท่าที่ใช้กันในยุโรป

แพทย์อีกคนจากภาคเหนือของอิตาลีบอกกับสำนักข่าวแห่งชาติ ANSA ว่าเขาสังเกตเห็นว่าโคโรนาไวรัสอ่อนแอลงเช่นกัน

มัตเตโอ บาสเซตตี หัวหน้าคลินิกโรคติดเชื้อที่โรงพยาบาลซานมาร์ติโนในเมืองเจนัวกล่าวว่า ไวรัสไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเมื่อ 2 เดือนที่แล้วอีกต่อไป

“เป็นที่ชัดเจนว่าในปัจจุบันนั้นโรคโควิด-19 ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว” บาสเซตตี กล่าว

ส่วนซานกริลโลกล่าวว่าผู้เชี่ยวชาญบางคนระแวงเกินไปว่าจะเกิดการระบาดคลื่นลูกที่สอง และนักการเมืองจะต้องพิจารณาความจริงใหม่ที่เกิดขึ้น

“เราต้องกลับไปเป็นประเทศปกติ บางคนต้องรับผิดชอบต่อการทำให้คนในประเทศตื่นกลัว”

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอิตาลีเตือนให้ระวังตัวต่อไป และบอกว่ายังเร็วเกินไปที่จะประกาศชัยชนะเหนือการระบาด

ซานดรา ซัมปา ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวในแถลงการณ์ว่า ทฤษฎีที่ว่าไวรัสได้หายไปจากอิตาลีแล้วยังต้องรอการพิสูจน์ และอยากจะขอร้องให้คนที่พูดแบบนี้ต้องมีความมั่นใจ ไม่เใช่นั้นจะทำให้ประชาชนสับสนได้

“เราควรแนะชาวอิตาเลียนให้ระมัดระวังสูงสุด รักษาระยะห่างทางกายภาพ หลีกเลี่ยงกลุ่มใหญ่ ล้างมือและสวมหน้ากากเป็นประจำมากกว่า” ซัมปา กล่าว

Photo by Tiziana FABI / AFP

ทรัมป์ใช้ไม้แข็งตัดตอนม็อบ ประกาศหมายหัวเป็นผู้ก่อการร้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624963

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 14:11 น.

ทรัมป์ใช้ไม้แข็งตัดตอนม็อบ ประกาศหมายหัวเป็นผู้ก่อการร้าย

แทนที่จะแก้ปัญหาความรุนแรงจากตำรวจ ทรัมป์กลับพยายามทำลายขบวนการต่อต้านการเหยียดผิว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐจะจัดกลุ่มการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการ Antifa เป็นกลุ่มผู้ก่อการร้าย โดยทรัมป์กล่าวโทษว่ากลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมืองต่างๆ ของสหรัฐ

“สหรัฐจะกำหนดให้ Antifa เป็นองค์กรก่อการร้าย” ทรัมป์ประกาศบนทวิตเตอร์พร้อมกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

ทรัมป์และที่ปรึกษาชั้นนำของเขาบางคนกล่าวโทษ Antifa ว่าปลุกระดมให้การประท้วงอย่างสันติต่อการละเมิดต่อตำรวจตำรวจหลังจากการตายของจอร์จ ฟลอยด์ชายผิวดำในมินนีแอโพลิสกลายเป็นการประท้วงที่รุนแรง และเรียกกลุ่มนี้ว่า “พวกหัวรุนแรงสุดโต่งฝ่ายซ้าย”

ทั้งนี้ Antifa เป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้าย ต่อต้านเผด็จการ และต่อต้านฝ่ายขวาหัวรุนแรง เป็นกลุ่มที่มีการรวมตัวกันหลวมๆ แต่ดำเนินการลงมืออย่างจริงจังเพื่อตอบโต้การกระทำที่เหยียดเชื้อชาติ เหยียดผิว และการใช้อำนาจของรัฐ

แต่ขบวนการนี้ไม่ใช่การจัดตั้งเป็นองค์กร จึงไม่มีหัวหน้าและสมาชิก ไม่มีแกนนำอะไรทั้งสิ้น เป็นเพียงกลุ่มคนที่มีอุดมการ์เดียวกันเท่านั้น บางคนไม่สนับสนุนความรุนแรง แต่บางคนก็ใช้ความรุนแรง อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดว่าใครเป็นพวก Antifa ในระหว่างเหตุจลาจล

รัฐบาลสหรัฐจับตากลุ่มนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังจากที่ทรัมป์รับตำแหน่งกลุ่มนี้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นและเคลื่อนไหวมากขึ้นและยิ่งมากขึ้นหลังเกิดการชุมนุมการเหยียดผิวที่เมืองชาร์ล็อตวิลส์เมื่อปี 2017

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม วิลเลียม บาร์ (William Barr) อัยการสูงสุดของสหรัฐกล่าวโทษว่ากลุ่มก่อความวุ่นวายและกลุ่มฝ่ายซ้ายหัวรุนแรงใช้ยุทธวิธีเดียวกับ Antifa ในการก่อจลาจลทั่วประเทศ และหลังจากนั้นทรัมป์ทวีตข้อความโจมตีกลุ่มนี้มาโดยตลอดว่าเป็นตัวการ จนกระทั่งประกาศว่าจะขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่มก่อการร้าย

เป็นที่น่าสังเกตว่า วันที่ 1 มิถุนายน ทรัมป์ได้หารือกับอัยการสูงสุดเพื่อเตรียมใช้มาตรการที่หนักหน่วงในการควบคุมเหตุรุนแรงจากผู้ประท้วง

อย่างไรก็ตาม The New York Times ชี้ว่าการที่ทรัมป์เล็งเป้าหมายไปที่ antifa เป็นการเหมารวมว่าการประท้วงทั้งขบวนใช้ความรุนแรง โดยไม่เอ่ยถึงเงื่อนไขผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากพากันออกมาประท้วงตามท้องถนนทั่วประเทศ

Photo by Samuel Corum / AFP

อเมริกันบุกปล้นไม่ยั้ง ฉวยโอกาสจลาจลบานปลาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624947

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 12:11 น.

อเมริกันบุกปล้นไม่ยั้ง ฉวยโอกาสจลาจลบานปลาย

ภาพความวุ่นวายที่หลายคนอาจจะไม่เชื่อสายตาว่านี่คือประเทศสหรัฐ การประท้วงต่อต้านการเหยียดผิวที่ลุกลามกลายเป็นการปล้นทำลายข้าวของ

ผู้สื่อข่าวสามารถจับภาพความวุ่นวายที่ฝูงชนเข้าไปปล้นชิงข้าวของจากห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่างๆ เป็นจำนวนมาก และเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของสหรัฐ แม้ว่ากลุ่มผู้ประท้วงจะเข้าไปห้ามปรามพวกฉวยโอกาส แต่บางแห่งก็ห้ามไม่สำเร็จ

โดยเฉพาะที่เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนียมีการปล้นและทำลายในหน้าร้านต่างๆ ในช่วงบ่ายวันอาทิตย์แม้จะมีคนหลายร้อยคนประท้วงอย่างสันตินอกศาลาว่าการเมืองก็ตาม

นายกเทศมนตรีจิม เคนนีย์แห่งฟิลาเดลเฟียประกาศใช้เคอร์ฟิวทั่วทั้งเมืองเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และเรียกพวกฉวยโอกาสปล้นว่า “ผู้นิยมอนาธิปไตย” และไม่ควรจะปล่อยให้พวกก่อความวุ่นวายเหล่านี้ทำให้การประท้วงอย่างสันติเพื่อต่อต้านการเหยียดสีผิวและการใช้กำลังโดยตำรวจต้องถูกลดทอนความสำคัญลงไป

ต่อไปนี้เป็นรายงานภาพข่าวการปล้นสิ่งของจากพื้นที่ต่างๆ (ภาพหลักคือผู้ประท้วงทำลายร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองลอสแองเจลิส ภาพโดย  Apu GOMES / AFP)

นิวยอร์ก 

ภาพโดย Stephanie Keith/AFP

ภาพโดย Stephanie Keith/AFP
ภาพโดย Stephanie Keith/AFP
ภาพโดย Stephanie Keith/AFP
ภาพโดย Stephanie Keith/AFP

ฟิลาเดลเฟีย

ภาพโดย Mark Makela/AFP

ภาพโดย Mark Makela/AFP
ภาพโดย Mark Makela/AFP
ภาพโดย Mark Makela/AFP
ภาพโดย Mark Makela/AFP
ภาพโดย Mark Makela/AFP

ซานตามอนิกา

ภาพโดย Tommaso Boddi / AFP

ภาพโดย Tommaso Boddi / AFP
ภาพโดย Tommaso Boddi / AFP

ซีแอตเทิล

ภาพโดย Karen Ducey/AFP, Jason Redmond / AFP

Karen Ducey/AFP
Karen Ducey/AFP
Jason Redmond / AFP

มินนีแอโพลิส

ภาพโดย CHANDAN KHANNA / AFP

CHANDAN KHANNA / AFP
CHANDAN KHANNA / AFP
CHANDAN KHANNA / AFP

“แอมเนสตี้”จี้สหรัฐยุติใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับผู้ประท้วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624948

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 11:05 น.

"แอมเนสตี้"จี้สหรัฐยุติใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับผู้ประท้วง

องค์กรแอมเนสตี้ เรียกร้องสหรัฐยุติการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่กับผู้ประท้วง พร้อมจี้ตั้งคณะกรรมาธิการระดับชาติ เพื่อแก้ปัญหาการเหยียดผิว

สืบเนื่องจาก วันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา ตำรวจมินนิอาโปลิส ได้เข้าทำการตรวจค้น จอร์จ ฟลอยด์ โดยในระหว่างการจับกุมได้ใช้เข่ากดทับที่คอนายฟลอยด์เป็นเวลาหลายนาที ทั้งที่นายฟลอยด์ถูกล็อคมือไว้ด้วยกุญแจมือ และร้องบอกตำรวจว่า “หายใจไม่ออก” และร้องขอชีวิตแล้วก่อนจะหมดสติและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับพลเมืองสหรัฐและนำไปสู่การชุมนุมประท้วงไปมากกว่า 30 เมืองใหญ่ในสหรัฐฯ

เรเชล วอร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล สหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงต่อปฏิบัติการของตำรวจตามเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ตำรวจสหรัฐฯ ทั่วประเทศต่างไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของกฎหมายระหว่างประเทศ ที่จะต้องเคารพและอำนวยให้มีการใช้สิทธิในการชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ส่งผลให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น และทำให้ชีวิตของผู้ประท้วงตกอยู่ในอันตราย

โดยในหลายเมืองมีปฏิบัติการที่อาจถือได้ว่าเป็นการใช้กำลังโดยไม่จำเป็นหรือเกินกว่าเหตุ เราจึงเรียกร้องให้ยุติการใช้กำลังของผู้รักษากฎหมายเช่นนี้โดยทันที เพื่อประกันและคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในการชุมนุมประท้วง

“การใช้อุปกรณ์ปราบจลาจลขั้นวิกฤต อาวุธและอุปกรณ์ทางการทหาร เพื่อควบคุมผู้ชุมนุมประท้วงที่ส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ การกระทำเช่นนี้อาจเป็นการข่มขู่ผู้ประท้วงที่ออกมาใช้สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ ยุทธวิธีเช่นนี้ยังอาจเร่งให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น การที่เจ้าหน้าที่ติดอาวุธราวกับจะออกไปปฏิบัติการในสนามรบ อาจจะกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่มีวิธีคิดว่าการเผชิญหน้าและสงครามความขัดแย้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ตำรวจต้องมีส่วนร่วมในการลดความตึงเครียด ก่อนสถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งขึ้น โดยควรลดแนวปฏิบัติที่ก้าวร้าวแบบทหาร และเข้าร่วมการเจรจากับแกนนำผู้ประท้วง เพื่อลดความตึงเครียดและเพื่อป้องกันความรุนแรง หรือเพื่อยุติความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ

“การใช้กำลังที่ไม่จำเป็นหรือเกินกว่าเหตุต้องยุติลงทันที และต้องมีการสอบสวนการใช้กำลังที่อาจไม่จำเป็นหรือเกินกว่าเหตุในทุกกรณีต่อผู้ประท้วง และเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดกฎหมายต้องรับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว

“นอกจากนั้น เราเรียกร้องรัฐบาลกลาง และเมืองและรัฐต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ให้ดำเนินการโดยเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของการประท้วงเหล่านี้ และใช้มาตรการอย่างเร่งด่วนเพื่อยุติการสังหารอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมายของตำรวจต่อคนผิวสีและคนอื่น ๆ เจ้าหน้าที่ต้องถูกดำเนินคดี

รัฐทุกแห่งในสหรัฐฯ ต้องออกกฎหมายเพื่อจำกัดการใช้กำลังรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยให้ใช้เป็นมาตรการสุดท้ายเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่กำลังจะทำให้เสียชีวิต และรัฐสภาควรผ่านร่างกฎหมาย PEACE Act เพื่อกำหนดมาตรฐานในส่วนกลางและกระตุ้นให้เกิดการปฏิรูประดับรัฐ (PEACE Act ย่อมาจาก Police Exercising Absolute Care with Everyone เป็นร่างกฎหมายของรัฐบาลกลางซึ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขให้รัฐต่าง ๆ ต้องปฏิรูปการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ เพื่อให้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง)

“แนวคิดแบ่งแยกเชื้อชาติและแนวคิดที่เชิดชูคนผิวขาวต่างเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการสังหารเหล่านี้ และสนับสนุนปฏิบัติการของตำรวจต่อการประท้วง รัฐบาลกลางควรจัดตั้งคณะกรรมาธิการระดับชาติเพื่อแก้ไขวิกฤติครั้งนี้อย่างรอบด้าน รวมทั้งกรณีการสังหารโดยตำรวจ สิทธิในการประท้วง และการยุติการเลือกปฏิบัติ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องยุติการพูดจาและนโยบายที่สนับสนุนความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติ

“รัฐบาลสหรัฐฯ ในทุกระดับต้องรับประกันสิทธิในการประท้วง ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ” เรเชลกล่าว

ทำเนียบขาวเดือดยิงแก๊สน้ำตาไล่ฝูงชนนับร้อย ทรัมป์นั่งโพสต์ทวิตเตอร์ขู่ม็อบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624943

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 10:15 น.

ทำเนียบขาวเดือดยิงแก๊สน้ำตาไล่ฝูงชนนับร้อย ทรัมป์นั่งโพสต์ทวิตเตอร์ขู่ม็อบ

สถานการณ์ช่วงค่ำวันที่ 31 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น กรุงวอชิงตันระอุอีกครั้ง เมื่อมีการใช้แก๊สน้ำตาหลังตำรวจปะทะผู้ชุมนุมนอกทำเนียบขาว

สำนักข่าว AFP รายงานว่าตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเพื่อพยายามสลายกลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคนนอกทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคมตามเวลาท้องถิ่น (เช้าวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายนตามเวลาประเทศไทย) หลังเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงขึ้นในเมืองหลวงของสหรัฐในช่วงคืนที่หกของการชุมนุมทั่วประเทศ

ผู้สื่อข่าว AFP เผยว่าตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและระเบิดแสงกับฝูงชนที่รวมตัวกันนอกทำเนียบที่พักของของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ผู้ประท้วงคนอื่นๆ ร้องตะโกนต่อต้าน และจุดไฟเผาข้าวของ และถือป้ายประท้วง

ขณะที่ผู้คนหลายร้อยลุกฮือเคลื่อนไหวที่ด้านหน้าทำเนียบขาวเพื่อประท้วงการสังหารจอร์จ ฟลอยด์ นายกเทศมนตรี มิวเรียล อี. โบวเซอร์ ประกาศเคอร์ฟิวในเวลา 23.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นและสั่งให้กองกำลังรักษาดินแดนแห่งชาติ (National Guard) ออกปฏิบัติการในเวลา 20.00 น. ทหารได้ตั้งแถวเดินข้ามสนามหญ้าทางทิศใต้ของทำเนียบขาวเพื่อรักษาความสงบ

มีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อยู่ในทำเนียบขาวและระหว่างนี้เขายังคงทวีตเรื่องกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และยังคงโพสต์ข้อความปลอบใจตัวเองว่า “นี่คือคืนที่จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” และเชื่อว่าผู้สนับสนุนของเขาจะมาปรากฎตัวแสดงพลัง แต่ปรากฎว่าไม่มีใครเลย

ทั้งนี้ มีรายงานว่าระหว่างประท้วงที่ด้านหน้าทำเนียบขาว ทรัมป์หลบไปอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

Photo by Samuel Corum / AFP

Tasos Katopodis/AFP
Tasos Katopodis/AFP

รัฐวอชิงตันประกาศเคอร์ฟิว หลายเมืองประกาศเคอร์ฟิว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624935

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 08:31 น.

รัฐวอชิงตันประกาศเคอร์ฟิว หลายเมืองประกาศเคอร์ฟิว

ผู้ว่าการรัฐวอชิงตันประกาศเคอร์ฟิวหลังกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมให้ชายผิวดำ เริ่มรุนแรงมากขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ประท้วงในสหรัฐยังคงทวีความรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยล่าสุด นายเจย์ อินสลีย์ ผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน ได้ประกาศเคอร์ฟิวในรัฐวอชิงตัน หลังจากเกิดความรุนแรงจากกลุ่มผู้ประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับนายจอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำที่ถูกตำรวจใช้เข่ากดคอจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต

รายงานข่าวระบุว่า วอชิงตันถือเป็นรัฐล่าสุดที่ประกาศเคอร์ฟิว หลังจากที่หลายเมืองใหญ่ของสหรัฐ อาทิ ลอสแอนเจลิส ชิคาโก แอตแลนตา และอีกกว่า 20 เมืองได้สั่งห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในยามวิกาล เนื่องจากการประท้วงได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นเหตุจลาจล มีการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ การเผารถยนต์ และการทุบกระจกร้านค้า ตลอดจนการปะทะกับตำรวจ

ขณะที่ เมืองมินนีแอโพลิส ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการประท้วง ตกอยู่ในสถานการณ์ความไม่สงบมาเป็นวันที่ห้าติดต่อกันแล้ว โดยมีการปะทะกันระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมหลายครั้ง

ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วง200จุด หลังประท้วงสหรัฐลุกลาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/624933

วันที่ 01 มิ.ย. 2563 เวลา 08:05 น.

ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วง200จุด หลังประท้วงสหรัฐลุกลาม

ประท้วงสหรัฐลุกลามหลายเมืองจนต้องประกาศเคอร์ฟิว ฉุดดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงกว่า 200 จุด

เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 63 เวลา 05.57 น. ตามเวลาประเทศไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ ปรับตัวลดลง 209 จุด หรือ 0.82% แตะที่ระดับ 25,169 จุด หลังจากนักลงทุนกังวลสถานการณ์ประท้วงในสหรัฐที่ลุกลามในหลายพื้นที่จนทำให้เมืองใหญ่ต้องประกาศเคอร์ฟิว

รายงานข่าวระบุว่า หลายเมืองใหญ่ของสหรัฐได้ประกาศเคอร์ฟิวในวันเสาร์ที่ผ่านมา หลังจากการประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้นายจอร์จ ฟลอยด์ ชาวผิวสีที่ถูกตำรวจใช้เข่ากดคอจนขาดอากาศหายใจและเสียชีวิต ได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นเหตุจลาจล ทั้งการทำลายทรัพย์สินสาธารณะ การเผารถยนต์ และการทุบกระจกร้านค้า ตลอดจนการปะทะกับตำรวจ

ขณะที่ เมืองมินนีแอโพลิส ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการประท้วง ตกอยู่ในสถานการณ์ความไม่สงบมาเป็นวันที่ห้าติดต่อกันแล้ว ส่วนในลอสแอนเจลิส ชิคาโก แอตแลนตา และอีกกว่า 20 เมืองนั้น ทางการท้องถิ่นได้สั่งห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในยามวิกาล โดยในหลายรัฐยังได้มีการเรียกร้องให้ทหารจากหน่วย National Guard เข้ามาช่วยควบคุมเหตุการณ์ความไม่สงบซึ่งนับว่ารุนแรงที่สุดในสหรัฐในรอบหลายปีที่ผ่านมา